วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"ลดาวัลลิ์" หนุนแนวคิดตั้ง "กระทรวงพระพุทธศาสนา"

“ลดาวัลลิ์” ปลุกเสียงสตรี ขอนแก่น ประกาศผลักดัน ตั้ง “กระทรวงพระพุทธศาสนา” กำหนดให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติใน รธน. ยก 4 เหตุผลสนับสนุน พร้อมล่ารายชื่อชาวพุทธทั่วประเทศหนุน

นางลดาวัลลิ์ วงศรีวงศ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานชมรมเสียงสตรีแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ดร.นิติธร สีเขียว และ ดร.ชริตา พลพานิชย์ ทีมเสมอภาค ลงพื้นที่พบสมาชิกชมรมเสียงสตรีแห่งประเทศไทย ที่ อ.บ้านไผ่จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2563  เพื่อฟื้นพลังของกลุ่มเสียงสตรีให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

นางลดาวัลลิ์ กล่าวว่า นับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมาตนในฐานะประธานชมรมเสียงสตรีแห่งประเทศไทยได้ผลักดันขับเคลื่อนเรียกร้องสิทธิและบทบาทให้กับสตรีไทยทั่วประเทศจนมีสมาชิกมากกว่า 1,000,000 คน แต่ด้วยการปฏิวัติยึดอำนาจทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อนชมรมฯ ได้ จน ณ. วันนี้มีรัฐบาลและสถานการณ์โควิดได้คลี่คลายลงแล้ว ตนจึงจะมาช่วยขับเคลื่อนผลักดันสิทธิและบทบาทของสตรีทั่วประเทศไทย ผ่านชมรมเสียงสตรีฯ ให้กลับมาเข้มแข็งและมีพลัง เป็นกระบอกเสียงให้กับสตรีทั่วประเทศ ตนขอฝากไปถึงพี่น้องสตรีทุกหมู่บ้านทั่วประเทศโดยเฉพาะที่เป็นสมาชิกชมรมเสียงสตรีฯ ซึ่งเคยร่วมต่อสู้ผลักดันสิทธิและบทบาทหน้าที่ต่างๆ ของสตรีร่วมกันมาจนประสบความสำเร็จโดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดันตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้วซึ่งจะต้องผลักดันให้เพิ่มเงินกองทุนฯอีก 77,000ล้านบาทตามเป้าหมายที่ตนได้ริเริ่มไว้ตั้งแต่ปี 2548 ขอให้เสียงสตรีทุกคนกลับมารวมตัวกันเพื่อช่วยขับเคลื่อนชมรมเสียงสตรีแห่งประเทศไทยให้กลับมายิ่งใหญ่เข้มแข็ง มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ดีขึ้นทุกด้านอีกครั้ง

นอกจากนี้ นางลดาวัลลิ์ ยังกล่าวอีกว่า ตนในฐานะพุทธมามกะ ได้สอบถามขอประชามติกับพี่น้องประชาชนชาวพุทธ ซึ่งล้วนแล้วแต่ให้ความเห็นชอบต่อนโยบายของทีมเสมอภาคที่จะผลักดันให้จัดตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนา เพื่อช่วยส่งเสริมและรักษาพระพุทธศาสนาให้อยู่คู่กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน จนสามารถบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติเหมือนเดิม ตนเชื่อมั่นว่าหลักธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้าง "สังคมอุดมธรรม" ให้เป็นจริงได้ ด้วย 4 เหตุผล ดังนี้

1. หลักธรรมของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎกเชิงการปกครองทรงสอนว่า อำนาจอธิปไตยและหน้าที่เป็นของประชาชน โดยประชาชนแบ่งอำนาจหน้าที่กันทำเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และพระธรรมของพระพุทธเจ้ายังสามารถอบรมให้ผู้นำเป็นอารยะบุคคลได้ จะทำให้ได้ผู้นำที่ ไม่สะสมทรัพย์,ไม่ยึดติดในทรัพย์,ไม่ใช้อำนาจแสวงหาทรัพย์,ไม่ใช่ทรัพย์แสวงหาอำนาจ,เมื่อพลัดพรากจากของรักของชอบต้องไม่คิดพยาบาทประทุษร้าย,ต้องมีความเป็นกลางไม่แบ่งแยกในการดูแลจัดสรรทรัพยากรของชาติให้ประชาชนได้กินได้ใช้โดยเสมอภาค ทั่วถึงและยุติธรรม

2. เป็นการเปลี่ยนพฤตินัยที่มีอยู่แล้วให้เป็นนิตินัย นั่นคือ อุดมการณ์ของประชาชนชาวไทยต้องยึดมั่นในสถาบันชาติ สถาบันศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งสถาบันศาสนาทุกคนก็เข้าใจว่าคือศาสนาพุทธ, ธงชาติไทยกำหนดให้มีสามสี คือ สีแดงคือชาติ สีขาวคือศาสนาและสีน้ำเงินคือพระมหากษัตริย์ ซึ่งสีขาวคือศาสนาที่ทุกคนก็เข้าใจว่าหมายถึงศาสนาพุทธ

3. หมุดคณะราษฎร์ ที่อ้างว่าถูกเปลี่ยนใหม่นั้น ได้มีการสลักข้อความคาถาบาลีว่าด้วยพระรัตนตรัย และพระมหากษัตริย์ทรงปกครองประชาชนด้วยธรรม และประชาชนจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และนำพาประเทศชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เจริญรุ่งเรือง

4. พระมหากษัตริย์ในอดีตจนถึงปัจจุบันทรงผนวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา รวมทั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายรายเมื่อเกษียณอายุราชการแล้วมักบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาประกาศตนเป็นพุทธมามกะเป็นการยืนยันการเป็นชาวพุทธ 

"การทำพฤตินัยให้เป็นนิตินัยโดยกำหนดในรัฐธรรมนูญให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติและการยกสำนักพระพุทธศาสนาขึ้นเป็นกระทรวงพระพุทธศาสนา ตนเชื่อว่าชาวไทยพุทธย่อมไม่คัดค้านและเชื่อว่าจะไม่ทำให้ศาสนาอื่นเกิดความแตกแยกด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ และว่าที่พรรคเสมอภาคเราพร้อมกำหนดเป็นนโยบายสำคัญ พร้อมร่วมมือกับชาวพุทธทุกคนทั่วประเทศผลักดันเรื่องนี้ให้สำเร็จให้ได้เพื่อสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนยาวนาน ให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาคน   พัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรือง มั่นคง ยั่งยืน ทั้งด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมืองการปกครอง ด้านความมั่นคง ด้านความยุติธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม" นางลดาวัลลิ์กล่าว







ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น