วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"เรืองไกร" ยื่นกกต. สอบประชาธิปัตย์ ฝ่าฝืน พรป.พรรคการเมือง

"เรืองไกร" ยื่น กกต. สอบ ส.ส. ประชาธิปัตย์ ฝ่าฝืน พรป.พรรคการเมือง ม. 88 วรรคสอง หรือไม่?

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภาเปิดเผยว่า วันนี้ ได้ไปที่ศูนย์ราชการอาคาร B เพื่อยื่นหนังสือขอให้ กกต. ตรวจสอบว่า ส.ส. ปชป. มีการกระทำฝ่าฝืน พรป.พรรคการเมือง ม. 88 วรรคสอง หรือไม่?


นายเรืองไกร กล่าวว่า เรื่องนี้สืบเนื่องจาก ป.ป.ช. ได้มีหนังสือถึงตนแจ้งว่า กรณี ส.ส. ปชป. ไปร่วมงานและรับประทานอาหารกับพรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2562 นั้น  ส.ส. ที่เข้าร่วมงานเลี้ยงไม่มีมูลความผิดตาม พรป. ป.ป.ช. มาตรา 128  จึงมีมติไม่รับเรื่องกล่าวหาไว้พิจารณา


นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า ที่ ป.ป.ช. แจ้งมานั้น จึงมีประเด็นตามมาว่า ส.ส. ปชป. ที่เข้าร่วมงานเลี้ยงนั้น อาจจะเข้าข่ายตาม พรป.พรรคการเมือง ม. 88 วรรคสอง ตามมาได้


ม.88 วรรคสอง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้สมาชิกซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด จากบุคคลใดโดยไม่มีมูลจะอ้างได้ตามกฎหมาย เว้นแต่เงินที่ได้มีการแจ้งไว้ตามวรรคหนึ่ง"


นายเรืองไกร กล่าวตามมาว่า ข้อเท็จจริงจาก ป.ป.ช. จึงเป็นมูลเหตุที่ต้องนำไปร้องขอให้ กกต. ตรวจสอบต่อไปว่า ส.ส. ปชป. มีการฝ่าฝืนพรป.พรรคการเมือง มาตรา 88 วรรคสอง หรือไม่ 


อนึ่งนายเรืองไกร ได้ยื่นหนังสือเร่งรัดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บทบัญญัติใน พรก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่? ด้วย

“ธีรรัตน์” คาด คณะกรรมการสมานฉันท์เป็นมวยล้มต้มคนดู

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์  ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงกรณีที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นด้วยที่จะตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ในการหาทางออกให้กับประเทศ นั้นเป็นเพียงการยอมรับแบบเสียไม่ได้ ทั้งนี้ประชาชนหวั่นใจว่าจะเป็นมวยล้มต้มคนดูเหมือนคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ หลายชุดที่มีการตั้งมาก่อนหน้านี้ ทั้งนี้มีความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลจะใช้ชุดคณะกรรมการดังกล่าวซื้อเวลาและหวังหลอกประชาชนว่ารัฐบาลตั้งใจ


กรณีที่เกิดขึ้น พลเอกประยุทธ์ขอให้ประชาชนเชื่อใจรัฐบาลสักครั้ง ก็ชัดเจนว่าที่ผ่านมารัฐบาลไม่มีความจริงใจกับประชาชนเลย การกระทำของพลเอกประยุทธ์เพราะต้องการยึดติดตำแหน่งเท่านั้น ไม่ได้ต้องการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง หากพลเอกประยุทธ์มีความตั้งใจที่จะทำงานจริง คนไทยคงมีความสุขมากกว่านี้  แต่ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันภายใต้การบริหารงานของรัฐบาล พบว่า ประชาชนทั้งประเทศลำบาก รายได้ลด ค้าขายไม่ได้ ตกงาน ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เพราะรัฐบาลบริหารงานแบบไร้ประสิทธิภาพ 


นางสาวธีรรัตน์ กล่าวด้วยว่า กรณีที่จัดชุมนุมของกลุ่มนักศึกษา ส่วนหนึ่งมาจากรัฐบาลไม่สนใจข้อเรียกร้องของประชาชน รวมทั้งต้องการที่จะให้รัฐบาลลงมาดูแลและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง แต่รัฐบาลกลับเมินข้อเสนอและข้อเรียกร้องของประชาชน ดังนั้นการจัดการชุมนุมเพื่อที่จะให้รัฐบาลสนใจปัญหาของประชาชน 


 “นอกจากนี้กรณีที่รัฐบาลพร้อมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นผลมาจากการเรียกร้องของประชาชน ทั้งๆที่รัฐบาลทราบดีว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหาแต่ไม่ยอมรับ เช่นเดียวกับพลเอกประยุทธ์ที่ไม่เคยยอมรับว่าตัวเองเป็นต้นตอของปัญหาประเทศ เมื่อผิดแล้วไม่แก้ไข จะให้ประชาชนเชื่อใจพลเอกประยุทธ์คงไม่มีใครเชื่อใจพลเอกประยุทธ์อีกแล้ว” นางสาวธีรรัตน์ กล่าว

"พิชัย" แนะ "ประยุทธ์" ลาออก เพื่อประเทศเดินหน้า

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้านเศรษฐกิจ กล่าวในการเสวนาหัวข้อ “ประชานิยมกับนโยบายหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองไทย” ที่จัดโดย กกต. ที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า ถ้าพูดถึงนโยบายประชานิยม ทุกคนจะต้องนึกถึงพรรคไทยรักไทย ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ซึ่งทำให้แม้หลังรัฐบาลครบเทอมสมัยแรกแล้ว พรรคยังกลับมาชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายถึง 377 เสียง จนกระทั่งมาถูกปฏิวัติในปี 2549 และ เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาการเมืองไทยนับแต่นั้นมา 


นโยบายที่ได้รับความนิยมสูงสุดจนกระทั่งปัจจุบันคือนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอทอป) SMEs , SML ซึ่งหลักคิดของนโยบายประชานิยมในช่วงนั้นคือการคิดให้ครบทุกกรอบคือ ให้คนต้องมีสุขภาพดี เข้าถึงแหล่งทุน และสามารถทำธุรกิจสร้างรายได้ และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ผลคือรายได้ประชาชาติ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นสูงทุกปี และยังมีการกระจายรายได้อย่างทั่วถึงเพราะคนส่วนใหญ่มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง ไม่เหมือนขณะนี้ที่ความเหลื่อมล้ำของไทยสูงที่สุดในโลก


ที่สำคัญจากการสำรวจของนักลงทุนและบุคลากรในตลาดหลักทรัพย์พบว่า รัฐบาลไทยรักไทย 1 เป็นรัฐบาลที่ได้รับความนิยมสูงสุด เมื่อเทียบกับทุกรัฐบาลที่ผ่านมาเพราะมีประสิทธิภาพสูงสุดซึ่งเป็นเรื่องจริง


นอกจากนี้ รัฐบาลในสมัยนั้นยังคิดเรื่อง เศรษฐกิจคู่ขนาน (Dual Track Economy) ซึ่งหมายถึง การต้องช่วยเหลือบริษัทใหญ่ๆของไทยให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้ ในขณะที่ช่วยเหลือประชาชนระดับล่างให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้ว โดยมี เมกกะโปรเจกต์ ที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในทุกด้าน ยกตัวอย่างเช่น การสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวและธุรกิจไทยอย่างมาก ซึ่งทั้งหมดลองคิดดูว่าถ้าหากไม่มีสนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทยคงย่ำแย่กว่านี้มาก 


ความสำเร็จของนโยบายประชานิยมในขณะนั้นเป็นที่ยอมรับกันในระดับโลกถึงกับมีผู้นำฟิลิปปินส์ในขณะนั้นขนานนามว่าเป็น “ทักษิโณมิกส์” ซึ่งเป็นการยกย่องอย่างมาก


อีกแนวคิดหลักที่ยังไม่ได้ทำคือ โมเดิร์นไนซ์ไทยแลนด์ ที่จะพัฒนาประเทศไทยให้เป็นระบบดิจิตอลทั้งหมด คล้ายกับประเทศเอสโตเนียที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก เพิ่มรายได้ให้กับประชาชนอย่างมหาศาลแต่มาถูกปฏิวัติเสียก่อนเลยอดทำ 


และเรื่องที่สำคัญมาก แต่กลับไม่มีคนพูดถึงคือการเปลี่ยนแปลงกรอบความคิดของระบบข้าราชการให้มารับใช้ประชาชน ไม่ใช่ทำตัวเป็นเจ้านายของประชาชน ซึ่งทำให้ระบบราชการมีประสิทธิภาพ แต่พอมาถูกปฏิวัติ ข้าราชการก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม ขนาดสลายม็อบทำร้าย นักเรียน นักศึกษายังไม่รู้สึกสำนึกผิดกันเลย


ประชานิยมสมัยนั้นถูกโจมตีตั้งแต่เปิดตัวและถูกดูถูกว่าจะทำไม่ได้จริง แต่สุดท้ายก็ทำได้หมด และต่อมาเมื่อทำสำเร็จแล้วก็ยังถูกโจมตี ซึ่งถูกหาว่าจะทำให้ชาติล่มจม เพื่อทำให้เป็นเรื่องน่ารังเกียจ แต่เมื่อดูหนี้สาธารณะของไทยต่อจีดีพีตลอดหลายปีที่ผ่านมาพบว่ามีเพียงประมาณ  40% ของจีดีพีเท่านั้น ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ทำให้ชาติล่มจมอย่างแน่นอน 


ต่อมาในสมัยพลังประชาชน ก็มีนโยบาย น้ำฟรี ไฟฟ้าฟรี (แต่ต้องใช้แบบประหยัด) รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งก็ได้ความนิยมอย่างมาก และ ใช้เงินไม่มากเลย 


พอมาสมัยพรรคประชาธิปัตย์ มีการแจกเงิน 2,000 บาท มีโครงการไทยเข้มแข็งที่ใช้เงินนอกงบประมาณสูงถึง 4 แสนล้านบาทแต่คนจำไม่ได้เลยว่าใช้เงินทำอะไรบ้าง อีกทั้ง มีไข่ชั่งกิโลขาย และมีโรงพักที่สร้างไม่เสร็จ ซึ่งไม่ได้สร้างความนิยมจึงแพ้การเลือกตั้ง


ต่อมาในสมัยพรรคเพื่อไทย มีนโยบายเครดิตการ์ดชาวนา เพื่อช่วยเหลือชาวนาในการซื้อปัจจัยการผลิต  นโยบายจำนำข้าว แม้จะเป็นที่ถกเถียงกันมาก แต่ชาวนาก็ได้ประโยชน์ ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/วัน รถคันแรก บ้านหลังแรก ส่วนนโยบายที่ให้ประโยชน์อย่างมากคือโครงการแจกแท็บเล็ต ที่ผมเป็นผู้เสนอเอง ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิตอล และเป็นการแสดงวิสัยทัศน์อย่างชัดเจนเพราะคิดมาก่อนเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ก่อนที่เศรษฐกิจดิจิตอลจะรุ่งเรื่องอย่างมากทั่วโลกในปัจจุบัน แต่มาถูกยกเลิกหลังการปฏิวัติ 


ในด้านพลังงานก็มีการระงับการจัดเก็บเงินกองทุนน้ำมันชั่วคราว ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินลดลงลิตร 7-8 บาท ดีเซลลดลงลิตรละ 3 บาท มีเครดิตการพลังงานช่วยผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ และ คูปองลดราคาอุปกรณ์ไฟฟ้าประหยัดพลังงานหลังน้ำท่วม เป็นต้น ดังนั้น จึงอยากให้เห็นว่าตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบันทุกนโยบายที่พรรคเคยหาเสียงไว้สามารถทำจริงได้ทั้งหมด


ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐมีบัตรคนจนที่แจกกระจายกว่า 14 ล้านใบ โดยคนจำนวนมากอาจจะไม่ได้จนจริงในขณะนั้น และยังมีโครงการ ชิมช้อปใช้ และเที่ยวแล้วได้เงินคืน ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจเลย เพราะจีดีพี ขยายตัวต่ำมาตลอด และที่ประชาชนฝากทวงถามมา คือนโยบายหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐที่สัญญาไว้มากมาย เช่น ค่าแรงขั้นต่ำ 400-425 บาท ปริญญาตรี 20,000 บาท/เดือน อาชีวะ 18,000 บาท/เดือน ลดภาษีบุคคลธรรมดา 10% โครงการมารดาประชารัฐ ข้าวหอมมะลิ 18,000 บาท/ตัน ข้าวเจ้า 12,000 บาท/ตัน อ้อย 1,000 บาท/ตัน ยางพารา 65 บาท/กก. ปาล์ม 5 บาท/ กก. มันสำปะหลัง 3 บาท/กก. เป็นต้น ซึ่งยังไม่สามารถทำได้เลย  จึงอยากถามพลเอกประยุทธ์ที่เป็นแคนดิเดทนายกฯของพรรค พปชร. ว่าเมื่อไหร่จะทำ หรือจะไม่ทำแล้ว ซึ่งจะผิดกฏหมายหรือไม่ ที่สัญญาแล้วไม่ทำ 


ทั้งนี้นอกจากไม่ทำตามสัญญาแล้วยังไม่มีแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วย โครงการ EEC ก็ไม่ประสพความสำเร็จ ดังนั้น พลเอกประยุทธ์ควรต้องพิจารณาตัวเองแล้วว่าอยู่ไปก็เป็นตัวถ่วงความเจริญ ดังนั้นจึงควรลาออกไป เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"ชวลิต" เผย "เพื่อไทย" อภิปรายฯสุดความสามารถแล้ว

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส. นครพนม พรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นต่อการเปิดอภิปรายทั่วไปในการประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 26 - 27 ต.ค. 2563 ที่ผ่านมาว่า แต่ละฝ่ายต่างก็ทำภาระหน้าที่เพื่อเสนอทางออกให้กับบ้านเมืองอย่างสุดความสามารถ

ทั้งนี้ ประชาชนจะจดจำบทบาทของแต่ละฝ่ายไว้ว่า ใครทำเพื่ออนาคตประเทศชาติและประชาชน

ใครทำเพื่อตนเองและพวกพ้อง เพื่อเป็นข้อมูลไว้ตัดสินใจทางการเมืองในอนาคตต่อไป เดี๋ยวนี้ปิดบังกันไม่ได้แล้ว โลกไปไวมาก และประชาชนก็ต้องวิเคราะห์ว่า พรรคการเมืองใดจะเป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชนในอนาคตได้

โดยส่วนตน เชื่อมั่นว่า ประเด็นที่ได้อภิปรายเสนอความเห็นในวันแรกของการอภิปรายคือวันที่ 26 ต.ค.2563 ที่ผ่านมา ได้ให้ความเห็นไปสรุปว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรแสดงสปิริตลาออก และรัฐสภาควรเร่งพิจารณาญัตติแก้รัฐธรรมนูญโดยเร็ว

หลังการอภิปรายมี ส.ส.ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ส.ว.และประชาชนทั่วไปให้กำลังใจมากมายอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน ทำให้มั่นใจว่า

สิ่งที่นำเสนอไปนั้น ตรงใจประชาชนที่จะเป็นทางออกให้กับบ้านเมืองในปัญหาเฉพาะหน้า

ผมดูปฏิกิริยาของ พล.อ.ประยุทธ์ ในสภาฯ ประกอบกับเวลาในการบริหารประเทศย่างเข้าปีที่ 7 เห็นได้ว่า น่าจะถึงเวลาจุดอิ่มตัวของท่านแล้ว จากนี้ไปจะมีแต่หาหนทางลงจากตำแหน่งอย่างมีเกียรติยศ  เพราะหากจะฝืนอยู่ตามคำเรียกร้องของพวกพ้อง ก็อาจจะเป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะนำพาประเทศชาติและประชาชนลงเหว เสียหายในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจอาจถึงขั้นยากจะเยียวยา

ผมมั่นใจว่า  คนเราทุกคนใฝ่ฝันว่าทางเดินข้างหน้าจะเป็นเส้นทางแห่งเกียรติยศ หากเห็นว่าหนทางข้างหน้าอาจทำให้ตนเองและประเทศชาติลงเหว การเปลี่ยนเส้นทางไปสู่เส้นทางที่ปลอดภัย นอกจากทำให้ตนเองปลอดภัยแล้ว ยังส่งผลให้ส่วนรวม คือ ประเทศชาติและประชาชนปลอดภัยด้วย

"เพื่อไทย" แถลงโต้ "ประยุทธ์" ชี้ไม่ลาออกเพราะหวงอำนาจ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า การประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ตามญัตติที่รัฐบาลเสนอ และการอภิปรายใน 2 วันที่ผ่านมา มีข้อเสนอชัดเจนและเหตุผลสนับสนุนที่หนักแน่น ซึ่งประชาชนทั้งประเทศรับรู้และเข้าใจ จึงไม่มีความจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการเพื่อหาทางออกให้กับประเทศเพื่อซื้อเวลา ตามข้อเสนอของฝ่ายรัฐบาล ขณะนี้ จึงเหลือแค่การตัดสินใจของพลเอกประยุทธ์ เท่านั้น ที่จะเป็นทางออกให้กับประเทศ

พรรคเพื่อไทยจึงขอยืนยันว่าสิ่งที่ต้องดำเนินการทันที คือ...

1) พลเอกประยุทธ์ ต้องลาออก เพราะท่านเป็นต้นตอของปัญหาทั้งมวล ตราบใดที่ท่านไม่ลาออก ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่ได้รับการแก้ไข และมีโอกาสเกิดสถานการณ์รุนแรง บานปลาย ยากต่อการควบคุม

2) ปล่อยผู้ชุมนุมที่ถูกคุมขังโดยไม่มีเงื่อนไข

3) พรรคเพื่อไทยเห็นว่า การแก้ปัญหาของประเทศชาติให้พ้นจากวิกฤติที่มีอยู่ คือ การที่ทุกฝ่ายต้องแสดงความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จ เสร็จสิ้นโดยเร็ว โดยพรรคขอเสนอดังนี้

3.1 แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามญัตติที่ได้เสนอไว้ โดยไม่ต้องทำประชามติ ได้แก่

- การยกเลิกอำนาจวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272

- การยกเลิกอำนาจของวุฒิสภา ตามมาตรา 270 เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ และมาตรา 271

- ยกเลิกมาตรา 279 ที่ทำให้ประกาศคำสั่งและการกระทำของ คสช. อยู่เหนือกว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะเรื่องสิทธิเสรีภาพ

- แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ

3.2 การแก้ไขมาตรา 256 เพื่อตั้ง สสร.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยสามารถดำเนินการไปพร้อมกันได้

นายประเสริฐได้กล่าวอีกด้วยว่า การที่พลเอกประยุทธ์กล่าวว่า ไม่ลาออก เพราะไม่อยากตัดช่องน้อยแต่พอตัว เป็นการหวงอำนาจอย่างยิ่ง และเห็นแก่ตัวมากกว่าเห็นแก่ประเทศชาติ ซึ่งชัดเจนว่า รัฐบาลไม่สนใจที่จะแก้ปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง

“ตรีชฎา” ซัด “ประยุทธ์” ไม่ยอมลาออก เพราะต้องการอยู่บนซากปรักหักพังของประเทศ

นางสาวตรีชฎา ศรีธาดา คณะทำงานทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง ประเด็นที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พูดในที่ประชุมสภาในการประชุมวิสามัญ ว่า ไม่เคยยึดติดกับตำแหน่ง บางครั้งคนกล่าวหาก็พูดด้วยอารมณ์ของพวกท่านไปบ้าง ก็มาไล่ทุกวันก็ให้ความเป็นธรรมกับตนบ้าง จะไม่ตัดช่องน้อยแต่พอตัวเพื่อหนีปัญหา จะไม่ละทิ้งหน้าที่ด้วยการลาออกยามที่บ้านเมืองมีปัญหา จะยังแก้ปัญหาต่างๆ ที่ต้องได้รับการแก้ไขอยู่ นั้น


แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า  พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนทำเหมือนจะรู้ทุกเรื่องยกเว้นเรื่องของตัวเองจริงๆ ไม่เคยตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนว่าเขามีความเดือดร้อนอย่างไร ไม่เคยรู้สึกไม่เคยสนใจ  และมาวันนี้พล.อ.ประยุทธ์มาเที่ยวร้องขอความเป็นธรรมให้กับตัวเอง ทั้งๆ ที่พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยมองเห็นความเสียหายในสิ่งที่ตนเองกระทำต่อชาติบ้านเมืองและประชาชน สาเหตุที่ลูกหลานเยาวชนเขามาไล่พล.อ.ประยุทธ์ให้ออกไปจากการเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเขาได้ไตร่ตรองจากผลงานของพล.อ.ประยุทธ์ 6 ปีกว่าที่เข้ามายึดอำนาจบริหารประเทศโดยอ้างบุญคุณว่าประเทศมีปัญหาความขัดแย้งพล.อ.ประยุทธ์มาหยุดปัญหา แล้วไหนล่ะคือการหยุดปัญหา อ้างว่ามาเพื่อให้ประเทศสงบ ซึ่งก็สงบจริง สงบนิ่งทุกอย่างโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ จะรวยกันก็เฉพาะคนที่ใกล้ตัวพล.อ.ประยุทธ์  เพราะหลังจากพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีแจงบัญชีทรัพย์สินกันมาก็เห็นรวยกันกระจายทุกคน 


พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ไม่มีประสบการณ์ในการบริหารเลย  นอกจากการแนะเกษตรกรให้ไปขายยางที่ดาวอังคารแล้ว  เมื่อราคาข้าวตกก็แนะให้หันมาปลูกหมามุ่ย ไม่นานชาวบ้านร้องทุกข์ ปลูกได้ผลผลิตแล้วแต่ขายไม่ได้ไม่มีตลาดรองรับ ช่วงน้ำท่วมก็แนะให้ไปหาอาชีพเสริมแนะให้ทำอาชีพประมงเลี้ยงปลา  น้ำประปาเค็มก็แนะนำให้เอาไปต้ม แค่ยกตัวอย่างเท่านี้ยังนึกไม่ออกว่าพล.อ.ประยุทธ์จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปได้อย่างไร 


นางสาวตรีชฎา ยังกล่าวว่าพล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าตนเองจะไม่ตัดช่องน้อยแต่พอตัวเพื่อหนีปัญหา จะไม่ละทิ้งหน้าที่ด้วยการลาออกยามที่บ้านเมืองมีปัญหา  พล.อ.ประยุทธ์พูดแบบนี้เหมือนตนเองเป็นพระเอกการ์ตูนเล่มละบาท  นี่พล.อ.ประยุทธ์ไม่รู้จริงๆ หรือว่าที่ประเทศมีปัญหาวันนี้เพราะตัวเองเข้ามาผิดทาง ทั่วโลกเขาไม่ยอมรับแล้วยังจะสืบทอดอำนาจต่อ ตอนพล.อ.ประยุทธ์ยังไม่มา สมัยนายกฯยิ่งลักษณ์ ราคายางแผ่นดิบ ต่ำสุดอยู่ที่ 87.88 บาท สูงสุดอยู่ที่ 172.62 บาท เฉลี่ยที่ 129.36 บาท พอยุคพล.อ.ประยุทธ์ ราคายางแผ่นดิบ ต่ำสุดอยู่ที่ 36.80 บาท สูงสุดอยู่ที่ 55.30 บาท เฉลี่ยที่ 45.88 บาท ต่ำถึงขั้นคนต้องแต่งเพลงยาง 3 โลร้อยให้   รวมถึงสิ่งที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้านเศรษฐกิจ เคยออกมาเตือนว่า ธนาคารโลกได้ออกเตือนว่าเศรษฐกิจไทยจะติดลบมากที่สุดในเอเชียตะวันออก โดยจะติดลบที่ -8.3% และอาจจะลบหนักไปถึง -10.4% และอาจจะต้องใช้เวลาถึง 3 ปี กว่าจะฟื้นมาที่เดิม   ถ้าบริหารเป็นประเทศไทยคงไม่ตกเป็นประเทศที่ครองบ๊วยทางเศรษฐกิจแบบนี้  พอเศรษฐกิจแย่ ท่านจะอ้างว่าเป็นแบบนี้ทั้งโลก แต่เวียตนาม จีดีพีโตขึ้น +2.8%  ผู้ประกอบการเลยย้ายฐานจากไทยไปที่เวียตนาม ขนาดที่ อินเดีย ศรีลังกา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับการระบาดจากโรคโควิด-19 อย่างรุนแรงที่สุด จีดีพียังลดลงเพียง -4%  แต่ไทยกลับติดลบรั้งท้าย ทั้งที่ไทยเป็นประเทศที่จัดการโควิด-19 ได้ดีที่สุด เป็นอันดับ 4 ของโลกในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา 75 ประเทศ  " การที่นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ที่เขาออกมาไล่ให้ท่านออกจากตำแหน่ง ก็ไม่ต้องสงสัยหรือถามใครว่า ผมทำอะไรผิด  คำตอบคือ ตั้งแต่ท่านเข้ามาชีวิตของพวกเขาคุณภาพชีวิตต่ำลง เพราะพ่อแม่เขามีรายได้ลดลง พ่อแม่บางคนตกงานไม่มีเงินให้ลูกไปโรงเรียน บางคนต้องเปลี่ยนอาชีพมาเป็นขายบ้านขายรถขายมอเตอร์ไซค์ ขายจนในบ้านไม่มีอะไรให้ขาย  ถึงขั้นจำนำครก จำนำสาก  เครื่องมือเกษตรยังจำนำ  ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์และคนรอบข้างรวยขึ้น    การที่ท่านไม่ลาออก พล.อ.ประยุทธ์คือผู้ที่ยืนท่ามกลางซากปรักหักพังของประเทศ ยิ่งพล.อ.ประยุทธ์บอกว่าจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะไม่มีโอกาสได้ทำ  นั่นยิ่งหมายถึงพล.อ.ประยุทธ์จะปล่อยให้ทุกอย่างพังไปพร้อมตนเอง ไม่สนใจต่อความเดือดร้อนของใครทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่ตนเองคือต้นตอของปัญหาทั้งหมด มันจะเป็นตราบาปที่สร้างไว้ให้ลูกหลาน ถึงเวลาพญามัจจุราชอาจช่วยไม่ทัน”  นางสาวตรีชฎา กล่าว

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"ยิ้ม-วิสาระดี" ขอบคุณทุกกำลังใจ เผยอาการคุณพ่อ "วิสาร" กรีดแขน ปลอดภัยแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่าปัญหาอยู่ที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียวและถือเป็นตัวคู่ขัดแย้ง และขณะนี้ผู้ชุมนุมไม่ฟัง จึงไม่อยากเห็นเหตุการณ์ลุกลามบานปลายเหมือนเหตุการณ์เดือนตุลาคมในอดีต พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเปิดทำเนียบรัฐบาล ให้แกนนำที่ถูกควบคุมตัวในขณะนี้ได้เข้ามาพูดคุย ข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งเรื่องของการยุบสภา ลาออก และแก้ไขรัฐธรรมนูญกับนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล โดยให้เหตุผลว่า อยากเห็นนายกรัฐมนตรีเป็นวีรบุรุษ ซึ่งในช่วงท้าย นายวิสาร ได้ถอดสูทและถลกแขนเสื้อ พร้อมกับคว้ามีดกรีดแขน 3 ครั้ง ระบุขออนุญาตกรีดเลือดและขอให้มันได้ตัวอย่างสุดท้าย ว่า นายกรัฐมนตรีจะเลือกเป็นวีรบุรุษหรือไม่?


ล่าสุด ยิ้ม วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ บุตรสาว เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์โดยมีเนื้อหาดังนี้ 


"ได้ทราบข่าวพร้อมๆกับทุกคน ก่อนอื่นยิ้มและครอบครัวต้องขอขอบคุณทุกๆกำลังใจที่ส่งมา (ขอโทษที่ไม่อาจรับได้ทุกสาย) สิ่งแรกที่คิดได้คือห่วงความปลอดภัยของคุณพ่อ ทราบจากพี่หนิม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ว่าแผลลึกมากและอันตราย คำถามแรกคืออันตรายถึงชีวิตมั้ยซึ่งพี่หนิมก็ไม่ทราบ!!  😭 ตอนนั้นทั้งยิ้มและคุณแม่ งงไปหมด ตอนนี้คุณพ่อปลอดภัยแล้วค่ะ (เห็นว่าเข้าสภาแล้ว) เย็บไปทั้งหมดเก้าเข็ม เตรียมฉีดบาดทะยักอีกยาวๆไป พอได้คุยถึงทราบว่าคุณพ่ออึดอัด อยากให้พล.อ.ประยุทธ์ได้ให้ความสำคัญกับสภาและฟังน้องๆนักศึกษาอย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำอย่างที่เป็นอยู่ และคุณพ่อผ่านเหตุการณ์ที่รัฐใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมมาหลายครั้ง ท่านไม่อยากเห็นน้องๆต้องโดนทำร้ายอีกเหมือนที่ผ่านๆมา ในฐานะลูกสาวยิ้มรู้สึกภูมิใจในตัวคุณพ่อมากที่สุด ที่เลือกยืนอยู่เคียงข้างประชาชน 🌹จากใจลูกสาวถึงคุณพ่อ"

*ตอนนี้ทั้งยิ้มและคุณแม่ก็ยังคงไม่ได้ดูคลิปอภิปราย เพราะทนดูไม่ได้จริงๆ

วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563

เจภูเก็ต: แห่พระรอบเมือง ส่งกลับสวรรค์

ในค่ำคืนนี้ (25 ตุลาคม 2563) ซึ่งเป็นคืนที่ 9 หรือวันสุดท้ายของประเพณีถือศีลกินผัก จ.ภูเก็ต ประจำปี 2563  ศาลเจ้าต่างๆ ได้ประกอบพิธีที่สำคัญส่งท้ายคืนนี้ คือพิธีส่งพระหรือส่งองค์กิ้วอ๋องไต่เต่ ประธานประเพณีถือศีลกินผัก และ หยกอ๋องซ่งเต่ หรือ เง็กเซียนฮ่องเต้ ซึ่งลงมาจากสวรรค์ เมื่อเริ่มต้นประเพณีถือศีลกินผักกลับสวรรค์ โดยแต่ละศาลเจ้าจะประกอบพิธีที่บริเวณชายหาดหน้าศาลเจ้ากิ้วเทียนเก้ง ปลายแหลมสะพานหิน อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต โดยจะมีศาลเจ้าใหญ่ที่จะร่วมพิธีแห่ไปยังสะพานหินได้แก่ ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง ,ศาลเจ้าบางเหนียวต่าวโบ้เก้ง มูลนิธิเทพราศี, ศาลเจ้าหลิมฮู้ไท้ซูสามกอง เป็นต้น ในเส้นทางที่ขบวนพระ มีชาวภูเก็ตและนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เดินทางมารอส่งพระแน่นสองข้าง และเมื่อขบวนพระและม้าทรงผ่านในแต่ละจุด ก็จะมีผู้เคารพศรัทธาตั้งโต๊ะหมู่บูชา ตั้งผลไม้น้ำชา เพื่อคอยต้อนรับพระที่มาถึงพร้อมกับจุดประทัดเสียงดังสนั่นตลอดทั้งคืนที่ขบวนม้าทรงและขบวนพระแห่ผ่าน ส่วนที่ปลายแหมสะพานหิน ประชาชนหลายพันคนจะไปรอส่งพระอย่างคึกคัก โดยทุกคนจะไปจับจองพื้นที่เพื่อร่วมประกอบพิธีกรรม เตรียมจุดประทัดนับแสนดอกบูชา และทันที่ที่ขบวนพระของแต่ละศาลเจ้าเคลื่อนเข้าไปถึงบริเวณสะพานหิน ก็จะจุดประทัดและดำเนินพิธีการต่างๆ ประชาชนต่างนั่งลงกับพื้นสงบนิ่งและอธิษฐานจิตร่วมกันเพื่อน้อมส่งองค์กิ้วอ๋องไต่เต่ (ประธานประเพณีถือศีลกินผัก) และหยกอ๋องซ่งเต่ (เง็กเซียนฮ่องเต้) กลับสวรรค์ตามความเชื่อ จนกระทั่งสิ้นสุดพิธีในเวลาประมาณ 02.00 น. ของรุ่งเช้าวันที่ 26 ตุลาคม







"วันนิวัติ" ย้ำ เปิดประชุมสภาฯ แค่ปาหี่ทางการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.วันนิวัติ สมบูรณ์ ผู้แทนราษฎร จังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ญัตติที่นายกรัฐมนตรีชิงยื่นต่อประธานสภาฯ เพื่อขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญ ตาม ม.165 ในวันที่ 26-27 ต.ค. 63 นี้ จากที่ได้ศึกษาหัวข้อและประเด็นที่รัฐบาลใช้เพื่อขอเปิดประชุมฯแล้ว ทราบว่าไม่ได้เป็นการเปิดประชุมฯ เพื่อผ่านญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่สังคมและผู้ชุมนุมได้เรียกร้อง

แต่กลับกลายเป็นว่าเปิดสภาฯรอบนี้ คือ #ปาหี่ทางการเมืองของรัฐบาล ที่ต้องการ #ฟอกขาว ให้ 'ประยุทธ์' หากวิเคราะห์ในแต่ละหัวข้อที่จะอภิปราย ยิ่งชัดเจนว่าเตรียมง้างถล่มผู้ชุมนุมมาแต่ไกล 

การกระทำที่ #ไม่มีวุฒิภาวะ ของรัฐบาลเช่นนี้ มีแต่จะเติมเชื้อไฟ และไม่ได้หาทางออกใดๆให้ประเทศพ้นวิกฤตเลยแม้แต่น้อย

สภาฯควรจะเป็นที่พึ่งที่หวังให้กับประชาชน..

ไม่ใช่ที่ชุบตัวของ #นายพลบ้าอำนาจ 

-----------------------------------------------------------------


"จาตุรนต์" แนะ อย่าคาดหวังประชุมสภาฯ โจมตีผู้ชุมนุม-สร้างความเกลียดชัง

นายจาตุรนต์ ฉายแสง เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

การเปิดสมัยประชุมวิสามัญและการเสนอญัตติให้มีการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 26-27 ตุลาคมนี้ มีแนวโน้มสูงมากที่จะทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองเข้มข้นมากยิ่งขึ้น แทนที่เวทีรัฐสภาควรเป็นช่องทางให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อสร้างความเข้าใจและหาทางออก รัฐบาลไม่ควรไปทำให้การเปิดอภิปรายครั้งนี้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในสังคมมากขึ้น กระทั่งสร้างความเกลียดชังโกรธแค้นหรือยั่วยุให้เกิดการใช้ความรุนแรงต่อนักเรียนนักศึกษาประชาชนที่เห็นต่างจากรัฐได้

ดูจากหัวข้อประเด็นที่รัฐบาลใช้เป็นเหตุผลและวัตถุประสงค์ในการเปิดอภิปรายแล้วจะเห็นได้ว่า รัฐบาลไม่ได้ต้องการรับฟังความเห็นที่แตกต่างหรือข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ในการคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้ง แต่รัฐบาลได้มีข้อสรุปและการตัดสินไปหมดแล้วว่านักเรียนนักศึกษาและประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยอยู่ในขณะนี้เป็นฝ่ายผิดที่จะต้องสกัดกั้นขัดขวางและทำลายความชอบธรรมให้ได้ การตั้งหัวข้อมีลักษณะเป็นการบรรยายข้อกล่าวหาโจมตีหรือแม้กระทั่งประณามนักเรียนนักศึกษาและประชาชนให้เป็นที่เกลียดชังมากกว่าเป็นการตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบหรือตั้งโจทย์เพื่อหาทางแก้
พลเอกประยุทธ์ พูดก่อนหน้านี้ว่าถอยคนละก้าว แต่กลับไม่ยอมหยุดคุกคามประชาชน
ล่าสุดบอกต้องการใช้รัฐสภาเป็นช่องทางในการแก้ปัญหาและต้องการประนีประนอม แต่กลับกำลังจะใช้การเปิดอภิปรายทั่วไปครั้งนี้มาทำให้คนไทยด้วยกันเป็นศัตรูกัน สร้างความโกรธแค้นเกลียดชังที่อาจพัฒนาไปเป็นการใช้ความรุนแรงต่อนักศึกษาและประชาชนได้
ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาแบบนี้ ฝ่ายค้านมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งในสาม เวลาที่พูดก็จะน้อย เมื่อรัฐบาลตั้งธงมาให้โจมตีทำลายทางการเมืองฝ่ายตรงข้ามเช่นนี้แล้ว สังคมไทยจึงไม่อาจคาดหวังประโยชน์อะไรจากการเปิดอภิปรายทั่วไปครั้งนี้ได้เลย หากพลเอกประยุทธ์กับพวกไม่เปลี่ยนแผนเสียใหม่ ก็เท่ากับเขากำลังจะราดน้ำมันเข้ากองไฟ สร้างความเสียหายต่อบ้านเมืองมากยิ่งขึ้น

"เพื่อไทย" แถลง เตรียมหารือฝ่ายค้านพรุ่งนี้ ก่อนประชุมสภาฯ

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2563 ที่พรรคเพื่อไทย มีการประชุมคณะประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในส่วนของพรรคเพื่อไทย และมีการประชุม ส.ส.เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องของบุคคลและประเด็นที่จะอภิปรายในวันเปิดประชุมวิสามัญระหว่างวันที่ 26 - 27 ต.ค.โดยมี ส.ส.เพื่อไทย เข้าร่วมประชุม

โดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุมว่า การเปิดอภิปรายวิสามัญในวันที่ 26 - 27 ต.ค.ช่วงเวลา 09.30 - 22.00 น.พรรคร่วมฝ่ายค้านได้เวลาทั้งหมด 8 ชั่วโมง พรรคเพื่อไทย ได้เวลา 240 นาที หรือประมาณ 4 ชั่วโมง พรรคเตรียมขุนพลอภิปรายไว้ 20 คน ในวันที่ 26 ต.ค.นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค กล่าวนำอภิปราย ตามด้วยตน จากนั้นเป็น ส.ส.คนอื่นๆ ในวันแรก นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน จะกล่าวสรุป ส่วนการสรุปปิดอภิปราย 27 ต.ค.เป็นหน้าที่ของ นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน สำหรับทีมตอบโต้ของพรรคเพื่อไทย ประกอบไปด้วย นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี , นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย , นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.

"การอภิปรายมีประเด็นที่จะอภิปรายหลากหลาย ตั้งแต่ต้นตอปัญหาข้อเรียกร้องผู้ชุมนุม พรรคเพื่อไทยได้เสนอแนวทางออกของประเทศไว้ด้วย เนื้อหาที่จะอภิปรายที่รัฐบาลกำหนดไว้ 3 เรื่อง ปัญหาโควิด เรื่องขบวนเสด็จผ่านผู้กลุ่มชุมนุม และความไม่สงบในรูปแบบต่างๆ การอภิปรายครั้งนี้พรรคจะยึดข้อบังคับการประชุมสภาฯ เป็นหลัก ที่ระบุว่าหากพูดถึงสถาบันโดยไม่จำเป็น ไม่ควรมาพูดในสภาฯ สมาชิกพรรคเพื่อไทยจะระมัดระวังในเรื่องนี้ แต่เนื่องจากประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่อ่อนไหว คงจะมีการหารือกันอีกครั้งร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านในช่วงเช้าวันที่ 26 ต.ค.ก่อนการประชุมสภาฯ" นายประเสริฐ กล่าว

เมื่อถามว่า หากมีการพูดเรื่องสถาบัน จะเสนอให้มีการประชุมลับหรือไม่ เลขาฯ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คงอยู่ที่ประธานรัฐสภาฯ ว่าจะหารืออย่างไร

ส่วน น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สำหรับประเด็นเรื่องขบวนเสด็จนั้น เราได้หารือร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยจะมีการแบ่งบทบาทการอภิปราย เพราะมีเวลาจำกัด ส่วนพรรคที่จะให้ข้อเท็จจริง อาจจะเป็นพรรคก้าวไกล แต่ทั้งนี้ก่อนประชุมสภาฯ วันที่ 26 ต.ค.จะมีการหารือกันอีกครั้ง

"อนุสรณ์" ชี้ ประชุมสภาฯพรุ่งนี้ ทุกฝ่ายต้องพูดความจริง

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญวันที่ 26-27 ต.ค. ถูกจับตามองว่าจะเป็นเวทีหาทางออกจากปัญหาวิกฤติชาติ หรือจะกลายเป็นเวทีเติมเชื้อไฟความขัดแย้ง ว่า ถ้ารัฐบาลตั้งโจทย์ปัญหาของประเทศผิด นอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้ ยังอาจเติมเชื้อไฟและเมล็ดพันธุ์แห่งความขัดแย้งเข้าไปอีก ปัญหาทั้งหมดที่เกิดในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับก่อนว่ามาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ปัญหาไม่ได้เพิ่งมาเกิดจากการชุมนุมของนักเรียนนิสิตนักศึกษาประชาชนเพียงอย่างเดียว พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลาออก รัฐธรรมนูญต้องแก้ไขทันที หยุดคุกคามประชาชนโดยใช้กฎหมายไม่เป็นธรรมสองมาตรฐาน อย่าถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ ผิดอะไร แต่ต้องถามว่า 6 ปี ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ทำอะไรถูกบ้าง ต้นทางทำรัฐประหารยึดอำนาจเข้ามาก้ผิดแล้ว เขียนกติกาไม่เป็นธรรมสืบทอดอำนาจ เพราะอยากอยู่ยาว ไม่มีผลงานทางการบริหาร เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพังทุกตัว ตัวเลขเศรษฐกิจติดลบทุกมิติ ความขัดแย้ง นอกจากจะไม่ลด ยังเพิ่มขึ้น ประเทศชาติไม่ได้มีไว้ให้พล.อ.ประยุทธ์ ทำลายสถิติเป็นนายกที่อยู่นานที่สุด เมื่อไปต่อไม่ไหว ต้องยอมรับสารภาพ 26-27 ต.ค. ทุกฝ่ายต้องพูดความจริงกับประชาชน ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ คิดจะเปิดวิสามัญเพื่อเอาไว้ไปด่าม็อบในสภา คิดผิด ทางที่ดีทุกฝ่ายควรพูดความจริงกับประชาชน เพราะหากสภาไม่ช่วยแก้วิกฤติ ปัญหาจะลุกลามบานปลายจนไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องคิด ทำไม นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน ถึงออกมาไล่ทั้งประเทศมากมายขนาดนี้ หยุดถามว่า ทำไมต้องออก แต่ควรทำความเข้าใจและรับสภาพว่า ถ้าออกแล้ว ปัญหาบ้านเมืองได้รับการแก้ได้ ต้องรีบออก


“พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาผิดตั้งแต่แรก ระหว่างทางจะถูกไปได้อย่างไร เหลือทางเลือกสุดท้าย ที่ต้องรีบตัดสินใจ คือต้องลาออกทันที โดยไม่มีเงื่อนไข”นายอนุสรณ์ กล่าว

"อรุณี" เผย เพื่อไทยประชุมสภาฯพรุ่งนี้ ชี้ข้อบกพร่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

"โฆษกพรรคเพื่อไทย" เผย ประชาคมโลกออกแถลงการณ์ให้รัฐบาลรับประกันสิทธิของผู้ชุมนุม สะท้อนต่างชาติขาดความเชื่อมั่นรัฐบาลไทย

ผศ.ดร.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรรคเพื่อไทย กล่าวถึง กรณีที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ออกแถลงการณ์ขอให้รัฐบาลไทยรับประกันสิทธิในการชุมนุมโดยสงบและเสรีภาพในการพูด ยุติการคุกคามผู้ที่ชุมนุมอย่างสันติ เช่นเดียวกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล  ที่เรียกร้องให้ทางการไทยเคารพพันธกรณีระหว่างประเทศที่จะต้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในเสรีภาพการแสดงออก และการชุมนุมโดยสงบ ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) รวมทั้งยังคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่เข้าร่วมการชุมนุมตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก  สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาคมโลกต่อท่าทีของรัฐบาลในการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือคุกคามประชาชน  ใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ชุมนุม  และยังสลายการชุมนุมที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ เกินกว่าที่ประชาคมโลกจะยอมรับได้ รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ควรตระหนักว่า วันนี้บริบทการเมืองของโลกเปลี่ยนไปแล้ว  ประเทศต่างๆถูกเชื่อมโยงด้วยเทคโนโลยี  แม้ในวันนี้อำนาจอธิปไตยของรัฐจะมีอยู่  แต่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะกฎหมายถูกใช้แบบเลือกปฎิบัติ ทำให้ต่างชาติขาดความเชื่อใจและไม่มีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลย่อมส่งผลต่อการค้าและการลงทุน นักลงทุนต่างชาติที่ยึดหลักความโปร่งใส   และกติกาที่เป็นธรรม จะมองข้ามประเทศไทย เนื่องจากมีปัจจัยความเสี่ยงสูง ซึ่งในการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญในวันที่ 26-27 ตุลาคมที่จะถึงนี้ พรรคเพื่อไทยจะหยิบยกประเด็นความบกพร่องของรัฐบาลในการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นประชาคมโลกและเศรษฐกิจไทย  เพื่อตอกย้ำจุดยืนของพรรคเพื่อไทยในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งครั้งนี้

"จักรพล" ติงรัฐกระตุ้นท่องเที่ยวล้มเหลว

“เพื่อไทย” สอน “ประยุทธ์” หากจะกระตุ้นท่องเที่ยว ต้องสำรวจพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวก่อนออกมาตรการ  ชี้ มาตรการรัฐล้มเหลว แนะ ต้องช่วยผู้ประกอบการให้เท่าเทียม 

นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ส.ส. เชียงใหม่  ที่ปรึกษากมธ. การท่องเที่ยว คณะทำงานทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย  กล่าวว่า สถานการณ์การท่องเที่ยว จะดีกว่าในช่วงตอนที่มี covid-19 แต่ก็ไม่ได้ฟื้นขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญมากนัก เช่นอัตราการเข้าพักโรงแรมทั้งประเทศ มีไม่ถึง 4 จังหวัด ที่อัตราการเข้าพักเกิน 50% ซึ่งเป็นข้อมูลจาก SCB Economic Intelligence Center (SCBEIC) 

อีกข้อมูลที่น่าสนใจ คือ มีจำนวนเม็ดเงินมหาศาล ที่เตรียมพร้อมที่จะใช้ในประเทศ ได้แก่ คนไทยที่ไปเที่ยวต่างประเทศ จำนวน 10 ล้านคนต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่คนไทยที่ไม่ได้ไปเที่ยวต่างประเทศนี้ คิดเป็นเม็ดเงินนี้เป็นเม็ดเงินมหาศาล ที่ทางรัฐต้องเตรียมตัวรองรับเม็ดเงินเหล่านี้ ซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินกว่า 3.9 แสนล้านบาท ที่เม็ดเงินเหล่านี้ยังคงจะกระจายอยู่ในประเทศไทย 

ตราบใดที่สถานการณ์ของ covid-19 ยังไม่ดีขึ้น และการเดินทางระหว่างประเทศยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ เช่น ไปเที่ยวประเทศต่าง ๆ นอกประเทศไทยได้โดยที่ยังไม่มีการกักตัว

จากการสำรวจผ่านเว็บ แอปเปิ้ลโมบิลิตี้ที่เป็นรายงานการใช้แอปเปิ้ลแมฟในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ ณ วันที่ 24 ตุลาคม 2563 ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, เชียงใหม่, ภูเก็ต, กระบี่, พังงา, สุราษฏร์ธานี 

ซึ่งพบว่า อัตราการใช้งานแผนที่ จะใช้งานเยอะ ในช่วงวันหยุดยาว ในช่วง กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ซึ่งในช่วงเดือนตุลาคมนี้ ก็ต้องจับตามองยอดการใช้งานแผนที่ต่อไป ว่าจะเกิดการใช้งานเยอะ ๆ เหมือนในช่วงหยุดยาวเมื่อสามเดือนที่ผ่านมาหรือไม่ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ได้ดีกว่า ถ้ายอดการใช้งานน้อยลง นั่นหมายถึงการท่องเที่ยวน้อยลง ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า ประชาชนเก็บเงินทริปหยุดยาวในตุลาคมไว้ เพื่อไปใช้จ่ายในหยุดยาวสิ้นปีนี้ หรือไม่ก็การกระตุ้นจากรัฐบาลที่ผู้จะเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ ต้องดำเนินการผ่านมือถือเพียงช่องทางเดียวกันนั้นอาจไม่ได้ผล 

ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของกรุงเทพโพลล์ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพที่สำรวจกับประชากร ที่ข้อมูลออกมาว่า “กรุงเทพโพลล์” เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “คนไทยกับมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของภาครัฐ” เก็บข้อมูลจากประชาชนทุกภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 1,226 คน ทั้งนี้เมื่อถามถึง มาตรการช่วยเหลือกระตุ้นท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของรัฐที่คาดว่าจะได้ใช้ในช่วงเที่ยวปลายปีพบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 70.5 ที่ไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการใดเลย และเมื่อถามว่า “มาตรการช่ วยเหลือของภาครัฐบางมาตรการ ต้องใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง ท่านพร้อมที่จะปรับตัวเรียนรู้ในการใช้หรือไม่ ส่วนใหญ่ร้อยละ 50.5 พร้อมที่จะปรับตัวเรียนรู้ ขณะที่ร้อยละ 49.5 ไม่พร้อมที่จะปรับตัวโดยในจำนวนนี้ให้เหตุผลว่ายุ่งยาก สะดวกใช้เงินสดมากกว่า คิดเป็นร้อยละ 77.9

อีกหนึ่งสิ่งที่ทางรัฐต้องเตรียมความพร้อมโดยเร่งด่วนนั่นคือ การใช้เทคโนโลยีในการสำรวจพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยว ที่ได้จากงานสำรวจ หรือ จากพฤติกรรมการค้นหาสถานที่ท่องเที่ยว เช่น พฤติกรรมนักท่องเที่ยว คาดหวัง จะมาเที่ยวสิ่งที่เป็นธรรมชาติ นั่นเพราะช่วง covid-19 ทุกคนต้องอยู่บ้าน ที่มีสภาพแวดล้อมเดียวเป็นเวลาแรมเดือน ดังนั้น หากมีโอกาสท่องเที่ยว ก็จะเลือกท่องเที่ยวที่ป่าเขา ธรรมชาติ เป็นหลัก หรือแม้กระทั่ง สถานที่ท่องเที่ยว ที่มีการให้บริการการชม การโชว์ หรือทำกิจกรรมร่วมกับสัตว์ ซึ่งข้อมูลนี้ สอดคล้องกับข้อมูลจากผู้ให้บริการสืบค้นหาการท่องเที่ยว เช่นกลุ่มงานค้นหาข้อมูลการท่องเที่ยว ภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิกของกูเกิ้ลกล่าวว่าสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ได้รับความนิยมมากขึ้น จากการสำรวจในกูเกิ้ลคอนซูมเมอร์เซอเวย์เนื่องจากนักท่องเที่ยวต้องการเดินเที่ยวชมธรรมชาติ หรือ เดินป่าระยะไกลในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ และแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวไทยค้นหา ได้แก่สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ

สอดคล้องกับบุ๊คกิ้งดอทคอมเช่นเดียวกัน ที่ผลสำรวจออกมาว่า นักท่องเที่ยว ต้องการท่องเที่ยวธรรมชาติมากขึ้น และเกิดคำศัพท์การเปลี่ยนสถานที่ทำงาน แบบทำไป เที่ยวไป หรือ Workation เกิดขึ้น นั่นคือ คนที่มีความพร้อม เริ่มไม่ เวริ์คฟอมโฮม (ทำงานจากที่บ้าน) แต่จะ ทำงานไปในสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติแทน

ดังนั้น รัฐต้องทราบถึงความต้องการของนักท่องเที่ยวผ่านการค้นหาและวิจัย ว่าเม็ดเงินใหญ่ ๆ จะลงไปตรงไหน และ เทรนด์การท่องเที่ยวตอนนี้จะไปอยู่ที่จะใด และจุดใดที่เม็ดเงินจะขาดหายไป เช่น แทบจะไม่มีการค้นหาแหล่งท่องเที่ยวในตัวเมืองเลย

รัฐต้องกระตุ้น จูงใจ ให้มีการท่องเที่ยวแบบกระจายรายได้ให้กับสถานที่ท่องเที่ยวมากขึ้น ในสองประเด็นหลัก

1) ประเด็นความเหลื่อมล้ำโรงแรมนอกตัวเมือง โรงแรมในตัวมือง การออกมาตรการจูงใจ ให้คนจองโรงแรม ในเขตเมือง ในอัตราส่วนเท่ากับเที่ยวในโรงแรมนอกเมือง เช่น เที่ยวโรงแรมเขตนอกเมือง 2 วัน เที่ยวโรงแรมในเขตเมือง 2 วัน หรือออกเป็นเพคเกจโปรโมชั่นจองโรงแรมตามในลิส (โรงแรมในตัวเมือง + โรงแรมนอกตัวเมือง) ตามความเหมาะสมในแต่ละจังหวัด แล้วได้รับส่วนลดเพิ่มเติม เพื่อให้มีเม็ดเงินเข้ามากระตุ้นในเขตตัวเมือง มิเช่นนั้น ตัวเมืองของแต่ละจังหวัดในประเทศไทย จะเป็นได้แค่ทางผ่านในวันสุดท้าย ก่อนที่จะไปสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องในตอนเย็น หรือ ตอนกลางคืน ซึ่งจะไม่ทำให้เม็ดเงินเข้ามาสู่โรงแรมในตัวเมืองเลย ซึ่งสอดคล้องกับหลายข่าวที่ผ่านมา 

2) ประเด็นความเหลื่อมล้ำ โรงแรม 1-2 ดาว ที่แทบไม่มีคนเข้าพักเลย เพราะโรงแรม 3-5 ดาว ลดราคาเยอะมาก ซึ่งทางรัฐก็ควรจัดโปรโมชั่นต่าง ๆ เพื่อจูงให้ให้คนเข้ามาพักโรงแรม 1-2 ดาวเพื่อกระจายรายได้เช่นเดียวกันโดยที่ไม่กระทบโรงแรม 3-5 ดาวด้วย เช่นการออกโปรโมชั่นการจองโรงแรมแบบควบรวมในทริป เช่นจองพักทั้งโรงแรม 3-5 ดาว และ โรงแรม 1-2 ดาว ในทริปนั้น ก็จะได้รับส่วนลดเพิ่ม เป็นต้น

ดังนั้น จึงอยากให้รัฐบาลได้ศึกษาข้อมูลเหล่านี้ เพื่อนำไปแก้ไขปรับปรุงมาตรการ อีกทั้งอยากให้รัฐบาลเตรียมรับมือกับคนที่ตกงานจากธุรกิจท่องเที่ยวที่ซบเซาที่จะมีจำนวนเป็นล้านคน ที่อาจจะไม่พอใจรัฐบาล และไปร่วมการชุมนุมกันมากขึ้นได้

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"ทวี" สอน "ประยุทธ์" ความยุติธรรมต้องนำการเมือง

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชาติ  กล่าวว่า "พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังจะใช้ช่องทางรัฐสภา ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐสภา แต่อยู่ที่การบริหารของพลเอกประยุทธ์ คือเข้ามาเพื่อเปลี่ยนความคิดหรือทำลายล้างประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ต้องให้มีความคิดเหมือนตน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง และการบริหารมักจะส่งเสริมสนับสนุนทุนนิยม ไม่ดูแลประชาชน ประชาชนจึงออกมาลุกขึ้นเรียกร้องชุมนุม การจับกุมตัวในเวลากลางคืน แล้วนำมาควบคุมตัวในที่ที่ห่างไกล จากจุดจับกุมกว่าร้อยกิโลเมตร เป็นการกระทำที่กดประชาชน จึงขอเรียกร้องว่าความยุติธรรมต้องนำการเมือง จึงขอเรียนไปยังผู้บังคับใช้กฎหมายว่า ให้บังคับใช้กฎหมายตามหลักนิติธรรม โดยต้องรู้ศักดิ์ของกฎหมาย การยึดคำสั่งของพลเอกประยุทธ์สูงสุดกว่ารัฐธรรมนูญ จะทำให้พลเอกประยุทธ์เป็นรัฐธรรมนูญเสียเอง เรื่องนี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง"

"อรุณี" แนะ "ประยุทธ์" ลาออก

"โฆษกพรรคเพื่อไทย" ย้ำพรรคพร้อมทำหน้าที่ปกป้องประชาชน ชี้ "ประยุทธ์ "ขาดวิสัยทัศน์ หมดความชอบธรรม หลงอำนาจต้นเหตุแห่งปัญหา รีบตัดสินใจลาออกก่อนประเทศพัง

นางสาวอรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง การประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญในวันที่ 26-27 ตุลาคมที่จะถึงนี้ว่าในส่วนของพรรคเพื่อไทยจะประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคมเพื่อเตรียมความพร้อมครั้งสุดท้ายในประเด็นการอภิปราย โดยเป้าหมายหลักคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเพราะเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งมวล  ท่าทีที่ไม่ยอมรับความผิดพลาดในการบริหารประเทศจนประเทศเดินต่อไปไม่ได้เกือบทุกๆด้าน


ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ขณะนี้ตัวเลขหนี้สิ้นภาคครัวเรือนของไทยพุ่งสูงถึง 83% ของGDP ประชาชนไม่มีรายได้ การอุปโภคบริโภคชะลอตัว ภาคการส่งออกติดลบ ภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่มีทีท่าฟื้นตัว


ในขณะที่การบริหารราชการแผ่นดินมีความผิดพลาดมาตลอด นายกฯไม่มีวิสัยทัศน์นำพาประเทศไปสู่ความขัดแย้ง ใช้ความรุนแรงในการปราบปรามผู้ชุมนุมที่ชุมนุมโดยสันติวิธี การใช้กฎหมายคุกคามผู้ท่ีเห็นต่าง และจับกุมดำเนินคดี ฯลฯ 


นอกจากนี้ปัญหาของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ร่างขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับการสืบทอดอำนาจของ คสช จนกลายเป็นปัญหาท่ีประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจเผด็จการ จึงต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน 


ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลนี้คือ สิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะเน้นย้ำเพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ชุมนุมออกมา ขีดเส้นตายให้พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก


นางสาวอรุณี กล่าวว่า การที่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านเข้าร่วมประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญในครั้งนี้  แม้จะถูกบีบด้วยเงื่อนไขของเวลา เงื่อนไขของญัตติรัฐบาล  แต่สิ่งหนึ่งในฐานะพรรคการเมืองฝ่ายค้านต้องทำคือ การหาทางออกในกระบวนการทางสภา พรรคเพื่อไทยเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน เรามีหน้าที่ชี้แจงให้เห็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคมขณะนี้และอธิบายในสิ่งที่ประชาชนถูกกล่าวหาผ่านญัตติที่ฝ่ายรัฐบาลยื่นมา  


เรามีหน้าที่ในการปกป้องประชาชนและประเทศชาติ ด้วยการการนำเสนอข้อเท็จจริงในสภา หากไม่ใช้เวทีสภาในการพยายามหาทางออกจากปัญหาร่วมกัน  จะยิ่งทำให้ปัญหาลุกลามบานปลายเกินกว่าที่ พล.อ.ประยุทธ์จะรับผิดชอบได้ 


"จุดยืนของเราในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งครั้งนี้คือ  นายกฯ ต้องลาออกทันที รัฐบาลต้องหยุดคุกคามประชาชนทันที ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมทั้งหมด และเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร่งด่วน เราในฐานะพรรคการเมืองจะทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจฝ่ายบริหารคู่ขนานไปกับเสียงเรียกร้องของประชาชนนอกสภา  เพื่อให้ประชาชนเห็นข้อเท็จจริงในมุมมองที่ไม่ถูกครอบงำจากรัฐบาล ตอนนี้ประเทศเปรียบเหมือนผู้ป่วยโรคเบาหวาน ถ้าเกิดแผลลุกลาม ต้องตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คืออวัยวะที่ต้องตัดทิ้งก่อนประเทศจะตาย" นางสาวอรุณีกล่าว

"เผ่าภูมิ" ชี้รัฐบาลใกล้จุดจบ จากจุดตัดวิกฤติการเมือง-เศรษฐกิจ-ความเชื่อมั่น

ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายและวิชาการพรรคเพื่อไทย และทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า

จากวันที่ 22 พ.ค. 2557 ปัญหาการเมืองทั้งหมดถูกปฏิเสธที่จะแก้ไขผ่านกระบวนการปกติ แต่ถูกกดทับด้วยพรมผืนใหญ่เสมือนว่าความขัดแย้งนั้นหายไป วันนี้พรมนั้นไม่สามารถปิดปัญหาได้อีก ปัญหาจึงเด่นชัด เป็น 6 ปีที่สูญเปล่า รัฐบาลเลือกที่จะกลบวิกฤติการเมืองหนึ่งด้วยการสร้างวิกฤติการเมืองที่ใหญ่กว่าขึ้นมาจากรัฐธรรมนูญบิดเบี้ยวที่พันธนาการสังคมไทย ผนวกกับทัศนคติว่ารัฐบาลคือความถูกต้อง เป็นแรงกดดันที่ได้ปะทุออกมา เป็นหนึ่งในวิกฤติการเมืองที่ต้องจารึกในประวัติศาสตร์ชาติไทย 


ประการต่อมา คือ วิกฤติเศรษฐกิจโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยอ่อนแอและเปราะบางอยู่ก่อนแล้ว ทั้งด้านผลิตภาพ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดในฝั่งอุปทาน และตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นหัวใจของการฟื้นตัวฝั่งอุปสงค์ เหล่านี้ถูกตอกย้ำครั้งแรกด้วยโรคระบาด และครั้งที่สองด้วยมาตรการประสิทธิภาพต่ำ ในภาวะที่เอกชนรายย่อยต้องการสินเชื่ออย่างยิ่งยวด แต่มาตรการการเงินกลับลงไปไม่ถึงผู้เดือดร้อนจริง สินเชื่อธุรกิจรายเล็กหดตัว 2.6%YTD ขณะที่สินเชื่อรายใหญ่ขยายตัว 10.4% YTD สะท้อนการกระจุกตัวและความล้มเหลวของมาตรการการเงิน ส่วนมาตรการการคลัง เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ถูกใช้จริงเพียง 5 แสนล้านบาท ทำให้มาตรการภาครัฐเข้ามาช้อนไม่ทันรายได้ที่หดหาย จะนำไปสู่ภาวะเหวทางการคลังซึ่งอันตราย ในขณะที่ภาวะการปิดกิจการยังไม่ถึงจุดต่ำสุด และภาวะการตกงานที่เห็นอยู่ ยังเป็นแค่จุดเริ่มต้น เพราะการตกงานมีจุดต่ำสุดหลังเศรษฐกิจในภาพรวม 6-12 เดือน เมื่อตลาดแรงงานไม่ฟื้น กำลังซื้อภายในประเทศไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์จริง แต่เป็นอุปสงค์เทียมที่สร้างขึ้นจากมาตรการภาครัฐ ซึ่งกำลังอ่อนแรงลงอย่างมีนัยสำคัญ


ประการสุดท้าย คือ วิกฤติความเชื่อมั่น เมื่อประชาชนในประเทศไม่เห็นว่ารัฐบาลปัจจุบันมีศักยภาพเพียงพอที่จะคลี่คลายปัญหาข้างต้นได้ เมื่อปัญหาลงลึก สวนทางกับศักยภาพที่มีอย่างจำกัด ความเชื่อมั่นจึงหมดลง กลายเป็นการไม่ยอมรับรัฐบาล


เมื่อทั้ง 3 วิกฤติ ได้แก่ วิกฤติการเมือง วิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติความเชื่อมั่น มาเจอ "พร้อมกันที่จุดตัด" ณ จุดนั้น ประวัติศาสตร์บอกกับเราว่า มันใกล้จะถึงจุดจบของรัฐบาล


24 ต.ค. 2563

จรัล อัมพรกลิ่นแก้ว: ตุ้บตั้บ ตลาดน้อย

โดย ดร.จรัล อัมพรกลิ่นแก้ว

ช่วงเทศกาลกินเจ ต้องแวะซื้อขนมตุ้บตั้บเจ้าดังที่โรงเจย่านตลาดน้อยครับ กว่าจะได้กินต้องทุบกันหลายสิบทีเลยทีเดียว 

ขนมตุ้บตั้บ เป็นขนมจีนเก่าแก่โบราณ เหลือเพียงไม่กี่เจ้าที่ทำขายในช่วงเทศกาลเจ และที่สำคัญ เป็นขนมที่ยังคงวิธีการทำแบบโบราณ เป็นขนมที่ไม่ได้ใช้วัตถุดิบอะไรมาก มีแค่น้ำตาลทราย ถั่วลิสงคั่ว แบะแซนิดหน่อย แล้วก็น้ำเปล่า  วิธีทำ คือ ต้องเคี่ยวน้ำตาลในน้ำ ให้เหนียวข้น ใส่แบะแซลงไปช่วยให้หนืดข้น เมื่อน้ำตาลทรายเคี่ยวจนหอมเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแล้ว ก็เอาถั่วลิสงคั่วหอม ใส่ลงไปในสัดส่วนพอดีและยกขึ้นจากกะทะ เทลงบนแผ่นหิน และคลุกไปมาด้วยมีดอีโต้ เพื่อให้น้ำตาลกับถั่วเข้ากันและหนึดกำลังดี เมื่อหนึดได้ที่แล้วก็เริ่มต้นใช้แรงงานคน ก็คือใช้ค้อนไม้ทุบถั่วลิสงที่คลุกอยู่กับน้ำตาลเชื่อมเหนียว ทุบจนกลายเป็นเนื้อเดียวกันก่อนที่จะใส่เนื้อถั่วลิสงบดละเอียดเข้าไปตรงกลาง ซึ่งทำให้ได้รสชาติถั่วที่หอมและน้ำตาลเคลือบที่หวานอย่างกลมกล่อมเลยทีเดียวครับ 

ดูเขาทำก็สนุกดีครับ เพื่อนๆ ลองไปอุดหนุนได้นะครับที่ร้านขนมตุ้บตั้บ หน้า ศาลเจ้าโจวซือก๋ง (วัดซุ่นเฮงยี่) ตลาดน้อย ครับ

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"กฤษฎา" แนะรัฐเร่งดูค่าเงินบาท ซ้ำเติมเศรษฐกิจ-ส่งออกติดลบ

 “เพื่อไทย” แนะ “ประยุทธ์” จี้ “แบงก์ชาติ” ดูแลค่าบาท ชี้ ส่งออกติดลบ ค่าบาทแข็ง ยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด  แนะ รัฐเร่งช่วยเหลืออุตสาหกรรมให้พ้นช่วงวิกฤตโควิด

นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ส.ส. หนองคาย ​เขต 1 อดีตรองเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะคณะทำงานทีม​เศรษฐกิจ​พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรม เป็นหัวใจหลักสำคัญในการพัฒนาประเทศ และรายได้หลักอันดับต้นๆของไทยกว่าร้อยละ 70 มาจากภาคอุตสาหกรรม วันนี้ ถึงเวลาแล้วที่ รัฐบาลควรจะหันกลับมาสนใจและใส่ใจภาคอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งถ้ามองจากโครงการส่วนใหญ่ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็น EEC หรือ โครงการอื่นๆ แล้วล้วนแต่มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ประเทศที่อุตสาหกรรมมีการพัฒนาอย่างก้าวไกล ก้าวหน้าและแข็งแรง ล้วนแล้วแต่มีอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมที่เข้มแข็ง​ อาทิเช่น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน หรือแม้แต่ประเทศในทวีปยุโรป เช่น สวีเดน เดนมาร์ค​ หรือ  เนเธอร์แลนด์​


ในภาวะที่เศรษฐกิจ​โลก ได้รับผลกระทบจากสงครามทางการค้าระหว่าง จีน และสหรัฐ​อเมริกา ก่อนที่จะเกิดวิกฤติ​โควิด-19 ประเทศไทยมีเศรษฐกิจอยู่ในขาลงอยู่แล้วจากการบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของรัฐบาล และรวมถึงความไม่เป็นประชาธิปไตย และ เสถียรภาพ​ทางการเมืองด้วย  ทำให้นักลงทุนต่างชาติที่มีความต้องการจะเข้ามาลงทุนในไทยได้เบนเข็ม​ไปลงทุนในประเทศอื่น อย่าง เวียดนาม อินโดนีเซีย และ เมียนมาร์​ และถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป การลงทุนจะหายหมด อีกทั้งจะมีธุรกิจที่ต้องปิดตัวลงอีกเป็นจำนวนมาก คนจะตกงานกันอีกมาก 


วันนี้ ไม่เพียงแต่รัฐบาลจะไม่ค่อยให้ความสนใจกับ SME แล้ว  ปัจจัยสำคัญ ที่เอื้ออำนวยในการส่งเสริมการส่งออกคือ ค่าเงินบาท ที่ยังแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่อาจจะแข็งค่าขึ้นอีก หลายธุรกิจอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก มียอดขายตกลงร้อยละ 30-40 หรืออาจจะแย่กว่านั้นในบางราย ซึ่งการพักชำระหนี้เองก็ได้สิ้นสุดลงแล้วในวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา สิ่งที่น่ากลัวกว่าก็คือว่า คำว่าการเผาจริง สุดท้ายแล้วอาจจะไม่เหลืออะไรไว้ให้เผาเลยก็ได้ จึงอยากให้พลเอกประยุทธ์จี้แบงก์ชาติที่มีผู้ว่าการฯคนใหม่ ให้ดูแลค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลง เพื่อช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมส่งออกให้สามารถแข่งขันได้ เพราะปัจจุบันการส่งออกของไทยใน 9 เดือนที่ผ่านมาได้ ติดลบถึง - 7.33% แล้ว 


แม้แต่วันนี้ที่คนรุ่นใหม่ออกมาประท้วง ก็เพราะอาจจะมองไม่เห็นอนาคตของเขาเองในมือทีมเศรษฐกิจ​และทีมที่บริหารประเทศในปัจจุบัน จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ติดลบทุกด้าน ความเชื่อมั่นทั้งภายนอกและภายในประเทศหายหมด วันนี้คำว่า ทำดีที่สุดแล้ว อาจจะยังไม่เพียงพอในภาวะที่ไม่ปกตินี้ คำถามที่สำคัญก็คือ แล้วเมื่อไหร่ ไทยจะเดินหน้าต่อกันได้สักที ไทยเดินถอยหลังมานานมากแล้วจริงๆ หากพลเอกประยุทธ์ยังไม่เข้าใจก็ไม่ควรจะบริหารประเทศนี้อีกต่อไปแล้ว

"เพื่อไทย" ห่วงจัดม็อบชนม็อบ ทำประเทศวุ่นวาย

นายนิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาล จัดให้มีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อแก้ปัญหาประเทศ ว่า เป็นเรื่องที่ดี ที่รัฐบาลจะได้รับฟังเสียงสะท้อน ของประชาชนผ่านผู้แทนราษฎร ที่รับข้อเสนอจากนิสิตนักศึกษาประชาชน และผู้แทนราษฎรจะได้บอกกล่าวไปยังรัฐบาล หากรัฐบาลรับฟังเพื่อนำไปแก้ปัญหา หรือวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นก็จะเป็นการดี เพราะจะสามารถแก้ปัญหาได้  

ในทางกลับกัน หากเป็นการเปิดเพื่อลดกระแสความไม่พอใจของพี่น้องประชาชน  หรือเปิดเพื่อให้กลุ่มเยาวชน เห็นว่ารัฐบาลทำตามข้อเรียกร้อง แต่ไม่สนใจจะนำสิ่งที่ได้รับรู้รับทราบ ผ่านผู้แทนราษฎรไปแก้ไข รวมทั้งรัฐบาลไม่สนใจจะดำเนินการ อย่างจริงใจ ก็ไม่สามารถแก้ ปัญหาได้อย่างแน่นอน 


นายนิยม กล่าวด้วยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องยอมรับก่อนว่าตัวเองคือ ต้นตอปัญหาของประเทศทั้งหมด เพราะที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์ เลือกรับฟังแต่ว่า ตัวเองเก่ง ดี มีประชาชนรักและเชื่อตามนั้น ดังนั้นผลที่ตามมาคือ ความเชื่อผิดๆว่า ตัวเองดีที่สุดจึงส่งผลให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลกลายเป็นปัญหาประเทศ ที่ประชาชนไม่ยอมรับ  


“การยกเลิกประกาศสถานการณ์ในสถานการฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงที่เกิดขึ้น หากยกเลิกโดยมีเป้าหมายเพื่อให้มีการจัดม็อบชนม็อบ เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในประเทศ หวังใช้เป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจ หรือใช้อำนาจพิเศษเพื่อสลายการชุมนุม ถือเป็นความคิดที่เลวร้ายที่สุด ปัญหาที่เกิดขึ้นพลเอกประยุทธ์ ทราบดีว่าตัวเองคือต้นตอของปัญหา เพียงแค่พลเอกประยุทธ์ลาออกปัญหาจบทันที แต่หากยังไม่ลาออก ปัญหายิ่งลุกลามทั้งประเทศอย่างแน่นอน”นายนิยม กล่าว

"ประเสริฐ" อัดรัฐ หยุดเตะถ่วงแก้รัฐธรรมนูญ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ก่อนรับหลักการว่า เป็นการศึกษาที่เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์และสิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะผลของการพิจารณา ไม่มีสาระสำคัญ  ไม่มีความเห็นในรายงาน เสมือนไม่ผ่านการศึกษาในรายละเอียดมาก่อน ไม่มีข้อคิดเห็นและข้อสังเกตุที่เป็นประโยชน์ในรายงานแต่อย่างใด

นายประเสริฐกล่าวอีกว่า รายงานที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ศึกษาไม่มีมติไปในทิศทางใด เพราะเป็นการรวบรวมเอาความคิดเห็นของกรรมาธิการแต่ละท่านไปรวมไว้ในรายงาน ซึ่งความเห็นดังกล่าว ได้อภิปรายในการประชุมรัฐสภาไปหมดแล้ว และเจตนารมย์ของการแต่งตั้งกรรมาธิการชุดนี้ เพื่อให้ไปศึกษาก่อนลงมติ เหลือเพียงการลงคะแนนว่าจะรับหลักการหรือไม่ ไม่ต้องมีการอภิปรายเพราะได้มีการอภิปรายแล้ว


"การที่รัฐบาลเตะถ่วงเวลาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการสุมฟืนเข้ากองไฟ  พิสูจน์ว่า รัฐบาลนี้ไม่ได้มีความจริงใจที่จะแก้รัฐธรรมนูญซึ่งไม่ได้ถูกดีไซน์มาเพื่อพวกเราแต่อย่างใด“ นายประเสริฐกล่าว

"อรุณี" เผย เป็นโฆษกต้องรู้ท่าทีและจุดยืนพรรค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวอรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้ 

"ในฐานะทำงานด้านการสื่อสารพรรค ปกติการแถลงข่าวต้องมีการกำหนดหมายและประเด็นที่แถลง เป็นโฆษกต้องรู้ท่าทีและจุดยืนพรรค รองโฆษกพรรคก็เช่นกัน ถ้าจะบอกเป็นเรื่องความเห็นส่วนบุคคลสังคมก็จะมีคำถามเป็นธรรมดา" 

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"จักรพงษ์" แนะรัฐบาลรีบออกมาตรการช่วยเศรษฐกิจ

21 ตุลาคม 2563 นายจักรพงษ์ แสงมณี นายทะเบียนสมาชิกพรรค และทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในวันที่ 22 ตุลาคม 2563 หรือวันพรุ่งนี้จะครบกำหนดมาตรการพักชำระหนี้สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จนถึงตอนนี้ประชาชนและและผู้ประกอบการรายย่อยยังคงรอความหวังจากรัฐบาลที่จะมีมาตรการเพื่อต่อลมหายใจจากวิกฤตินี้


นับตั้งแต่รัฐบาลออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมได้ผ่านสภาตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 หรือเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ได้มีมาตรการหลายอย่างออกมา แต่ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์ทั้งการเยียวยาประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งใช้เม็ดเงินหลายแสนล้านบาทก็ไม่สามารถที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นขึ้นได้


มาตรการพักชำระหนี้ที่พอจะช่วยให้ผู้ประกอบการยังคงสามารถที่จะประคองธุรกิจได้ จะสิ้นสุดวันพรุ่งนี้ จะเป็นการโยนภาระกลับไปที่ภาคธุรกิจอีกครั้ง ทั้งๆที่ภาคธุรกิจยังไม่มีความสามารถจะผ่อนชำระคืนเงินต้นหรือดอกเบี้ย แต่จนถึงตอนนี้รัฐบาลกลับนิ่งเฉย


ในฐานะทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย จึงเสนอ 2 มาตรการ ดังนี้


1. ขยายการพักชำระหนี้เงินต้น หรือดอกเบี้ยในรายที่จำเป็น ซึ่งเชื่อว่าจะมีเป็นจำนวนมาก


2. รัฐบาลตั้งกองทุน 2 แสนล้านบาท เพื่อนำมาให้ภาคธุรกิจกู้ในอัตราดอกเบี้ยตำ่ (Soft loan) โดยผ่านคณะกรรมการกองทุน ซึ่งจะต่อลมหายใจให้กับภาคธุรกิจควบคู่กับการเร่งฟื้นการบริโภคภายในประเทศ


“ไม่แปลกใจที่จะมีประชาชนออกมาขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะตลอด 6 ปีที่บริหารประเทศมานั้น ได้ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก และถ้านายกรัฐมนตรียังนิ่งเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจอีก หลังวันที่ 22 ตุลาคม จะยิ่งมีคนออกมาขับไล่อีกเป็นจำนวนมาก และถ้าใครต้องบาดเจ็บหรือฆ่าตัวตายเพราะพิษเศรษฐกิจครั้งนี้ อยากทราบว่านายกรัฐมนตรีจะเอาอะไรมารับผิดชอบ”

"ประภัสร์" อัด "ประยุทธ์" แถลงน่าผิดหวัง-ไม่จริงใจ-โทษผู้ชุมนุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แถลงการณ์ เรื่องสถานการณ์และการร่วมนำพาประเทศเดินหน้าต่อไป ออกอากาศเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา ล่าสุด นายประภัสร์ จงสงวน  อดีตผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย และอดีตผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เผยแพร่ข้อความผ่านทวิตเตอร์ @PrapatC399 โดยมีเนื้อหาดังนี้

อารมณ์ไหนเนี่ย???...ขอตำหนิทีมงานตั้งแต่การแต่งหน้าที่ การจัดเก้าอี้ การจัดท่านั่ง และการพูดจา ที่น่าผิดหวังที่สุดคือบทพูดที่ไม่มีเนื้อหาที่แสดงถึงความจริงใจที่จะแก้ปัญหา มิหนำซ้ำยังโทษน้องๆผู้ชุมนุมว่าเป็นผู้กระทำความรุนแรง แค่นี้ก็พูดเหมือนเดิม..ผิดหวัง #ม๊อบ21ตุลา

"อรุณี" แจง เพื่อไทยเตรียมอภิปรายฯรัฐบาล สัปดาห์หน้า


น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงการเตรียมความพร้อมของพรรคเพื่อไทยในการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ เพื่อหาทางออกให้กับปัญหาบ้านเมืองที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้าว่า เบื้องต้นพรรคไทยได้วางขุนพลในการอภิปรายไว้จำนวน 20 คน ใน 3 ประเด็นหลัก

 

- กรณีการใช้ความรุนแรงในการปราบปรามผู้ชุมนุมของรัฐบาล และการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

 

- ปัญหาการบริหารงานนโยบายทาง เศรษฐกิจที่ผิดพลาด

 

- การใช้อำนาจรัฐในการคุกคามสื่อ ซึ่งถือเป็นสถาบันทางการเมืองในการสื่อสารของประชาชน ถือเป็นการปิดกั้นเสรีภาพประชาชนด้วย และจะส่งผลให้ประชาชนออกมาทำหน้าที่สื่อเองและจะทำให้รัฐบาลต้องเผชิญกับปัญหาข้อมูลข่าวสารที่ไม่ผ่านการคัดกรองจากสื่อมวลชน

 

และในการอภิปราย เพื่อให้ พลเอกประยุทธ์ แสดงความรับผิดชอบ หากรัฐบาลใช้โอกาสนี้ในการยื้อเวลา และยังไม่แสดงความรับผิดชอบ เพื่อไทยก็จะเปิด อภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติหลังจากนี้ด้วย ส่วนข้อเรียกร้อง ให้ผู้ชุมนุมมีส่วนร่วมแสดงความเห็นหาทางออกร่วมกับสภานั้น ยืนยันว่าได้ สภามีกรรมาธิการติดตามรับฟังความเห็นผู้ชุมนุมอยู่แล้ว และ ส.ส.ของพรรค ได้ติดตามสังเกตการณ์ การชุมนุมมาอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าจะนำเรียกร้องอย่างครบถ้วนมาหารือในสภาได้

"เมฆินทร์" ประกาศเดินหน้า "วอยซ์ทีวี" จะไม่ยุติบทบาท

นายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทวอยซ์ ทีวี จำกัด เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


“มโนสำนึกของความเป็นสื่อสารมวลชน ไม่สามารถยุติบทบาทลงไปในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อพี่น้องประชาชนได้”


“หน้าที่ของสื่อในการรายงานเหตุการณ์ตามที่เกิดขึ้นจริงเพื่อให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐท่ามกลางสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเป็นสิ่งที่ขาดไปมิได้ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเเละจำเป็นอย่างยิ่งในกรณีที่รัฐใช้มาตรการอย่างเข้มข้นในการบริหารพื้นที่ชุมนุมที่มีพี่น้องประชาชนมารวมตัวกันเป็นหมื่นๆ ความปลอดภัยของพลเมืองเป็นสิ่งสำคัญที่สื่อจำเป็นที่จะต้องฉายภาพให้สาธารณชนเห็นว่ารัฐใช้อำนาจอย่างไร”

"เพื่อไทย" อัดรัฐซื้อเวลา ย้ำต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (21 ต.ค.) มีการประชุมกลุ่มคนรุ่นใหม่ พรรคเพื่อไทย เพื่อหารือถึงปัญหาการชุมนุมของนิสิต นักศึกษาและการใช้ความรุนแรงของรัฐในการสลายการชุมนุม ทางพรรคเพื่อไทยได้ติดตามสถานการณ์ด้วยความเป็นห่วง ซึ่งเห็นว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นเป็นไปโดยสงบและไม่มีแนวโน้มว่าจะเกิดความรุนแรงใดๆ แต่รัฐบาลกลับเลือกวิถีการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงและเลือกใช้วิธีการสลายการชุมนุม ในวันที่ 16 ต.ค. 63 ซึ่งเป็นสิ่งเกินกว่าเหตุ และยังผลให้การชุมนุมยกระดับและกระจายตัว มีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อร่วมหาทางออกให้กับสังคม ขอเสนอทางออกต่อรัฐบาล ดังนี้

1. พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ต้องยกเลิกทันที

2. นักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมด ต้องได้รับการปล่อยตัวในทันที

3. ยุติการปิดกั้นสื่อทุกรูปแบบ

4. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นศูนย์กลางของปัญหาทั้งหมด ต้องลาออกจากตำแหน่ง และประกาศยุติบทบาททางการเมือง เพื่อให้กระบวนการรัฐสภา สามารถเดินต่อได้

5. ให้มีการตั้งกรรมการกลางที่มีความอิสระ เพื่อมาตรวจสอบเหตุการณ์ การสลายการชุมนุมในวันที่ 16 ต.ค. 63 ว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR) ซึ่งรับรองเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบ ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิกอยู่

6. เปิดเวทีให้มีการรับฟังผู้ชุมนุมทุกกลุ่มอย่างจริงใจ  เพื่อรับทราบถึงความต้องการของกลุ่มนิสิต นักศึกษาอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ทางกลุ่ม ขอตั้งข้อสังเกตุ ดังนี้

1. ขณะนี้มีนักเรียนอายุน้อยที่สุด อายุ 16 ปี ซึ่งโดนกระบวนการคุกคาม และถูกควบคุมตัว ผ่านการใช้ พรก.ฉุกเฉินฯ โดยรัฐบาล ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิของเยาวชนอย่างชัดเจน ทางกลุ่มเรียกร้องให้รัฐบาลปฎิบัติต่อนักเรียน นักศึกษาให้เป็นไปตามหลักสากล

2. พรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ริเริ่มเสนอให้เปิดประชุมรัฐสภา สมัยวิสามัญ โดยด่วน แต่รัฐบาลกลับกำหนดวันประชุมสมัยวิสามัญ ในวันที่ 26-27 ต.ค. หรือสัปดาห์หน้า ซึ่งไม่ทันต่อเหตุการณ์ จึงอยากถามถึงความจริงใจของรัฐบาล ว่าการเปิดวิสามัญเป็นเพียงการซื้อเวลาหรือไม่? หรือต้องการฟังความคิดเห็นของตัวแทนประชาชนจริงๆ

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"วัฒนา" แนะ รอคำตัดสินศาลแพ่ง คุ้มครองผู้ชุมนุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย (ก่อนถูกยุบ) ได้คาดการณ์ไว้ ดังนั้น ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ในวันนั้นคือคุณหญิงสุดารัตน์ ผมและอาจารย์โภคินจึงผลักดันให้มีการแก้ไขมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญเพื่อตั้ง สสร. เป็นทางออกให้กับประชาชนซึ่งตรงกับข้อเรียกร้องของม็อบในวันนี้

สิ่งที่น่าเสียดายคือรัฐบาลและ ส.ว. มองปัญหาไม่ออกจึงถ่วงเวลาโดยการตั้งกรรมาธิการรัฐสภาเพื่อศึกษา ทั้งที่ร่างขอแก้ไขมาตรา 256 ดังกล่าว พรรคร่วมรัฐบาลเป็นผู้เสนอญัตติต่อรัฐสภา จึงไม่มีเหตุผลที่ ส.ส. ของพรรคร่วมรัฐบาลจะยกมือสนับสนุนการตั้งกรรมาธิการร่วมกับ ส.ว. เพราะนั่นคือการหลอกประชาชน แถมด้วยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ที่แย่อยู่แล้วให้แย่หนักขึ้นไปอีก

ทางออกของประเทศคือต้องยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ปล่อยตัวผู้ชุมนุม เลิกคุกคามสื่อปิดหูปิดตาประชาชน ยอมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยตั้ง สสร. และนายกรัฐมนตรีควรลาออก อันจะทำให้สถานการณ์ทั้งหลายได้รับการคลี่คลายไปในทางที่ดี ปัญหาคือนายกรัฐมนตรีที่เป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมดจะรู้ตัวหรือไม่ รวมทั้งตำรวจและศาลจะช่วยคลี่คลายหรือจะซ้ำเติมสถานการณ์

ในส่วนของการฟ้องศาลแพ่งเพื่อขอให้เพิกถอนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน นั้น คุณหญิงได้ขอให้ผมช่วยร่างคำฟ้อง คำขอคุ้มครองให้งดเว้นการใช้ข้อกำหนดในระหว่างพิจารณา และคำขอไต่สวนฉุกเฉิน ซึ่งต้องขอขอบคุณท่านพงศ์เทพและท่านโภคินที่ช่วยแก้ไข ขอบคุณคุณชลน่าน คุณจิรายุ และน้องบอลธนวัฒน์ วงค์ไชย ที่ทำหน้าที่เป็นโจทก์ให้ ส่วนทนายความได้ท่านนายกนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ อาสาว่าความให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ศาลให้รอฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม เวลา 9.00 น. มาลุ้นกันครับว่าความเดือดร้อนของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ในวันนี้กับความเดือดร้อนของ กปปส. ที่ศาลแพ่งเคยคุ้มครองจะเหมือนกันหรือไม่

วัฒนา เมืองสุข

20 ตุลาคม 2563

"สุดารัตน์" เผย ห่วงใยผู้ชุมนุม

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ในฐานะ ประธานผู้ก่อตั้งสถาบันสร้างไทย เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

วันนี้ชัดเจนแล้วว่า พลเอกประยุทธ์ คือ “ต้นตอของปัญหาทั้งหมด” ตั้งแต่การเข้าสู่อำนาจด้วยการยึดอำนาจจากประชาชน สืบทอดอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นเอง ภายใต้การบริหารประเทศของ พลเอกประยุทธ์ ที่ปกครองประเทศมายาวนานเกือบ 7 ปี เป็นที่ชัดเจนว่าประยุทธ์เก่งสองเรื่องคือ หนึ่ง เก่งในการทำให้คนยากจนลง สอง เก่งในการคุกคามคนที่ลุกขึ้นมาไล่รัฐบาล

แทนการใส่ใจรับฟังเสียงเรียกร้องจากประชาชน รัฐบาลประยุทธ์กลับเลือกที่จะใช้ความรุนแรงตอบโต้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ด้วยการออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรงในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นเครื่องมือจำกัดสิทธิ์ เสรีภาพจนนำไปสู่การปราบปรามประชาชนจับกุมแกนนำและผู้ชุมนุม

ภาพเจ้าหน้าที่รัฐใช้รถน้ำผสมสารเคมีฉีดใส่ผู้ชุมนุมที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนคือความอัปยศของรัฐบาลนี้

ซึ่งดิฉันและเพื่อนนักการเมืองหลายคนได้ติดตามสถานการณ์ด้วยความห่วงใย และพยายามหาหนทางที่จะหยุดยั้งการใช้อำนาจของรัฐบาลในการทำร้ายผู้ชุมนุม

วันก่อนพวกเราได้หารือกัน และเห็นช่องทางว่าเราน่าจะใช้สิทธิ์ทางศาลเพื่อหาทางคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ชุมนุมให้เร็วที่สุด 

คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว คุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ และคุณวัฒนา เมืองสุข จึงได้ร่างคำร้องต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ถอนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

เช้าวันนี้คุณหมอชลน่าน คุณจิรายุ 

คุณนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์นายกสมาคมทนายความ และคุณธนวัฒน์ วงศ์ไชย อดีตประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

ในนามของประชาชนคนไทย จะไปยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรีต่อศาลแพ่ง เพื่อให้เพิกถอนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯและขอให้ไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อขอให้ศาลคุ้มครองไม่ให้ใช้ประกาศดังกล่าว มาปราบปรามเยาวชนในขณะนี้ 

ดิฉันเห็นว่าการใช้สิทธิทางศาลดังกล่าว เป็นอีกหนทางเพื่อหาทางออกให้กับประเทศอย่างสันติ หลีกเลี่ยงความสูญเสียอันอาจจะเกิดขึ้นได้

การใช้กฎหมายเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งเป็นไปตามครรลองจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ 

ดิฉันจึงขอเรียกร้องวิงวอนมายังศาล

ได้โปรดใช้อำนาจบนหลักนิติธรรม

ในการแก้ปัญหา และหาทางออกให้กับประเทศอย่างสันติ


"จาตุรนต์" เสนอทางออกจากวิกฤตประเทศ ตามครรลองประชาธิปไตย

นายจาตุรนต์ ฉายแสง เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ทางออกจากวิกฤตตามครรลองประชาธิปไตย

ผมได้แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมาเป็นลำดับ มาถึงขั้นนี้ผมขอเสนอทางออกสำหรับวิกฤตในขณะนี้โดยขอเสนอให้พลเอกประยุทธ์และพรรคร่วมรัฐบาลดำเนินการดังต่อไปนี้

1.ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทันที

2.ยุติการดำเนินคดีและปล่อยตัวผู้ต้องหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของนักศึกษาประชาชนทั้งก่อนและหลังการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

3.ยุติการคุกคามประชาชน ให้ความคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชนในการแสดงออกได้เต็มที่ตามรัฐธรรมนูญ

4.ขอเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญโดยเร็วที่สุด

5.ขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติเพื่อรับฟังความคิดเห็นสมาชิกรัฐสภา โดยเชิญแกนนำนักศึกษาเข้าชี้แจงด้วย

6.ผลักดันให้รัฐสภารับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างน้อยใน 2 มาตรา คือ 1) มาตรา 256 เพื่อให้มี ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งมาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ และ 2) มาตรา 272 เพื่อตัดอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรีออกไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตจนเป็นทางตัน ในกรณีที่มีการยุบสภาขึ้นก่อนการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่จะแล้วเสร็จ

การดำเนินการในข้อที่ 1-5 พลเอกประยุทธ์ สามารถทำเองได้โดยตรง ส่วนในข้อที่ 6 ซึ่งเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น พลเอกประยุทธ์สามารถผลักดันให้พรรคพลังประชารัฐ พรรคร่วมรัฐบาลอื่นและสมาชิกวุฒิสภาให้ความร่วมมือได้

หากพลเอกประยุทธ์ ไม่ดำเนินการตามข้อเสนอนี้โดยเร็ว สถานการณ์จะวิกฤตยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

การจะหาทางออกด้วยวิธีการตามครรลองประชาธิปไตยที่จะช่วยได้คือการที่พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลเพื่อให้พลเอกประยุทธ์ ไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปได้ แล้วให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีกันขึ้นใหม่ในที่ประชุมรัฐสภา หรือถ้ามีการเลือกนายกรัฐมนตรีกันใหม่ในขณะที่มีการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 272 ไปแล้ว ก็สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่กันได้ในสภาผู้แทนราษฎร

ส่วนการยุบสภานั้นหากเกิดขึ้นโดยไม่มีการแก้มาตรา 272 เสียก่อน การยุบสภาจะไม่ช่วยแก้ปัญหาวิกฤตทางการเมืองได้เลย จึงจำเป็นต้องรีบแก้มาตรา 272 เพื่อตัดอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรีเสียก่อน

ประเทศไทยอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักหน่วงรุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และยังไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น การดำเนินการทางการเมืองที่ผิดของรัฐบาลกำลังซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจของประเทศให้เลวร้ายลงไปอีก

พลเอกประยุทธ์และพรรคร่วมรัฐบาลเหลือเวลาน้อยเต็มทีแล้ว จะต้องรีบตัดสินใจหาทางออกให้แก่ประเทศก่อนที่จะวิกฤตและเสียหายยิ่งกว่านี้

"ภูมิธรรม" เตือนรัฐปิดสื่อ "ยิ่งปิด ยิ่งเสื่อม"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ปิดกั้นสื่อ ปิดบังความจริง

วิธีการของรัฐบาลเผด็จการ


•หน้าที่ของสื่อ คือการเสนอความจริงให้สังคมได้เรียนรู้และขบคิด


•เสรีภาพสื่อ คืออิสรภาพที่จะนำมาซึ่ง ความรับรู้และสติปัญญาของสังคม เพื่อเป็นต้นทาง ในการลดวิกฤติของความขัดแย้งในสังคม


ในห้วงเวลาเช่นนี้ที่สังคมกำลังมีวิกฤติความคิดเห็นที่แตกต่าง  ซึ่งรัฐบาลจะต้องเปิดหู เปิดใจ รับฟังเสียงเรียกร้องของประชาชนที่ก้องดังอยู่ทั้งแผ่นดินในวันนี้. แต่รัฐบาลกลับใช้วิธีการปิดกั้นการนำเสนอข่าวสารของสื่อ และจำกัดเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อ คือสัญญาณอันตราย ที่ชี้ให้เห็นความใจแคบของรัฐ เพื่อมิให้สังคมได้รับรู้ความจริงและความเสื่อมทรามที่รัฐได้กระทำ


วิธีการเช่นนี้ คือวิธีของรัฐบาลเผด็จการ มิใช่รัฐบาลในสังคมประชาธิปไตย


“ยิ่งปิด ยิ่งเสื่อมทรุด”

“คิดผิด คิดใหม่ได้ ……ก่อนที่จะสายเกินแก้”


ภูมิธรรม เวชยชัย 

20 ตุลาคม 2563

"ไชยา" เตือนประยุทธ์ อย่าอยู่เป็นภาระประเทศ

นายไชยา  พรหมา รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้รัฐบาลอย่าซ้ำเติมประเทศ วอนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออก เพื่อไม่ให้ประเทศต้องเจอภาวะวิกฤตหนักกว่านี้   

จากสถานการณ์การออกมาชุมนุมของเยาวชนคนหนุ่มสาว นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ใช้วิธีดาวกระจายทั่วประเทศในขณะนี้ เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกนั้น เป็นการแสดงออกของพลังบริสุทธิ์ที่มีความปรารถนาต่อบ้านเมือง อยากให้พรรคร่วมรัฐบาลร่วมกันปลดล็อคประเทศด้วยการให้นายกรัฐมนตรีลาออก เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ อีกทั้งเรียกร้องให้อำนาจนอกระบบเลิกทำร้ายประเทศ ด้วยการอย่าใช้สถานการณ์การชุมนุมของมวลชนและข้อเรียกร้องของมวลชนมาเป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารอีกครั้ง  

นายไชยา กล่าวว่า นอกจากปัญหาการเมืองที่วุ่นวายอยู่ในขณะนี้แล้ว ประชาชนยังประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ การทำมาหากินฝืดเคือง ผู้ประกอบธุรกิจ SMEs ต้องปิดกิจการ ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ต้องปิดกิจการและเลิกจ้างคนงาน นโยบายทางด้านการเงิน การคลังที่รัฐบาลออกมาตรการมากลับไม่ประสบความสำเร็จ กลไกของระบบเศรษฐกิจไม่สนองตอบนโยบายรัฐบาล หรือแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด เช่นภาค SMEs ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากกลไกของรัฐแต่อย่างใด หากยังเป็นแบบนี้อยู่จะกระทบทั้งเศรษฐกิจฐานราก และเศรษฐกิจมหภาค นอกจากนี้ ผลผลิตทางการเกษตรกำลังจะออกสู่ตลาด จะเห็นว่าขณะนี้ราคาข้าวเปลือกตกต่ำ หากยังเป็นแบบนี้ เกษตรกรต้องสิ้นเนื้อประดาตัวเนื่องจากไม่มีรายได้ หรือราคาผลผลิตไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น  ขอเรียกร้องให้รัฐบาลรีบหามาตรการช่วยเหลือภาคการเกษตรโดยด่วนก่อนจะสายเกินแก้

นายไชยา กล่าวต่ออีกว่า ปัญหาของประเทศในขณะนี้ เกิดจากการขาดความเชื่อมั่นในตัวผู้นำประเทศ คือตัวนายกรัฐมนตรี เพราะมาจากกลไกที่มาจากการรัฐประหาร ไม่มีความเข้าใจและมองปัญหาในมิติเดียวคือ มิติความมั่นคง ทั้ง ๆ ที่โลกสมัยใหม่เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว การพัฒนาประเทศต้องอยู่ภายใต้ระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพและเป็นไปตามกลไกวิถีทางประชาธิปไตยแบบอารยประเทศ การบริหารงบประมาณต้องมุ่งเน้นไปเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสร้างโอกาสในการแข่งขัน ไม่ใช่ให้ความสำคัญกับด้านความมั่นคงแต่เพียงอย่างเดียว  ที่ผ่านมา ฝ่ายค้านเคยชี้แนะการแก้ไขปัญหาในแนวทางที่ถูกต้องมาหลายครั้งแต่รัฐบาลไม่ฟัง จนทำให้สภานการณ์เลวร้ายทั้งมิติการเมือง มิติทางด้านเศรษฐกิจ จนเกินจะเยียวยา  

ดังนั้น หนทางเดียวในขณะนี้คือ การแก้ไขปัญหาให้ถูกจุด คือพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก เพื่อเปิดโอกาสในการแก้ไขปัญหาวิกฤตประเทศในครั้งนี้ อย่าได้เป็นภาระของประเทศอีกต่อไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกลับมาโดยเร็ว

"เพื่อไทย" เตรียมเสนอชื่อ "ชัยเกษม" นั่งนายกฯ หลังประยุทธ์ ลาออก

ที่พรรคเพื่อไทย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงว่า พรรคได้เชิญส.ส.ของพรรคมาประชุม 4 ประเด็น คือ 1.ให้มาทำใบรับรองจากสภาฯ เพื่อนำไปใช้ประกันตัวผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมตัวทั่วประเทศ 2.เราจะขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเร่งด่วน 3.พรรคเพื่อไทยขอประกาศจุดยืนของพรรค ขอให้รัฐบาลยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่รัฐบาลกล่าวอ้าง และ 4.ขอให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมทุกคน  สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ คนเดียวเท่านั้น ผู้ชุมนุมประกาศกดดันให้ลาออก พรรคเพื่อไทยจึงขอให้พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศลาออกไปเสียเลย อย่างไรก็ตามหากเปิดสมัยประชุมสภาสมัยสามัญในเดือน พ.ย. เราจะยืนอภิปรายนายกฯ เพียงคนเดียว


เมื่อถามว่า ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ลาออกแล้วจะเสนอใครนั่งตำแหน่งนายกฯ นายสมพงษ์ กล่าวว่า ต้องเป็นไปตามกติกาก่อน โดยต้องเสนอชื่อตามรายชื่อของแคนดิเดตนายกฯที่เคยยื่นไว้ พรรคเพื่อไทยเราต้องเลือกคนที่ดีที่สุด ยังเหลือ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯของพรรคอยู่      

"ชลน่าน" ฟ้องศาลแพ่ง ยกเลิกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นคำฟ้องต่อศาลแพ่ง ร่วมกับผู้ชุมนุมที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ตามคำฟ้องจะขอให้ศาลยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้ง 2 ฉบับ และขอให้ไต่สวนฉุกเฉินเพื่อมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้การชุมนุมดำเนินต่อไปได้ โดยระบุการประกาศใช้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการชุมนุมโดยสงบ


ขณะนี้ได้ยกร่างคำฟ้องแล้วเสร็จ แต่อยู่ระหว่างเปิดให้ผู้ชุมนุมที่ได้รับผลกระทบแสดงเจตจำนงเป็นโจทก์ร่วม และคาดว่าจะยื่นคำฟ้องต่อศาลได้ในวันนี้ (19 ต.ค.) หรืออย่างช้าที่สุดวันพรุ่งนี้ (20 ต.ค.)


ก่อนหน้านี้ นพ.ชลน่าน ประกาศจะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอให้สั่งคุ้มครองชั่วคราวการชุมนุม และให้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นโมฆะ หากแต่มาตรา 16 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินปี 2548 เขียนนิรโทษกรรมคุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐไม่ให้ถูกฟ้องเป็นคดีปกครอง จึงใช้ช่องทางการยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง

"วอยซ์ทีวี" ไม่หยุดถ่ายทอดสัญญาณการชุมนุม "เมฆินทร์" ยืนยันทำหน้าที่สื่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่มีกระแสข่าวการปิด VOICE TV โดย นายภุชพงศ์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส ) เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า วันนี้ศาลอาญามีคำสั่งปิดเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ของ VOICE TV หลังพบมีการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ส่วนอีก 4 เว็บไซต์สำนักข่าวที่มีปรากฏไปก่อนหน้านี้ได้เสนอศาลไปเช่นกันแต่ยังไม่มีคำสั่งมานั้น 

ล่าสุด นายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทวอยซ์ ทีวี จำกัด ระบุว่า เรียนผู้ชม และเพื่อนสื่อมวลชน

ตามที่มีการเผยแพร่เอกสารให้ Voice TV, ประชาไท, The Reporters, The Standard, และเยาวชนปลดแอก ระงับการเผยแพร่การออกอากาศ

วอยซ์ทีวีขอยืนยันว่าสิ่งที่เรายึดถือปฏิบัติ เป็นการทำหน้าที่ตามวิชาชีพสื่อ ไม่มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือทำลายความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด

ตลอดเวลา 11 ปีที่ผ่านมา วอยซ์ทีวีเป็นสื่อที่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย ให้พื้นที่ทางความคิดของประชาชนอย่างเปิดเผย โปร่งใส และรับผิดชอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายเสมอมา ขอยืนยันว่าได้นำเสนอข้อมูลที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อสังคม และขอเรียกร้องต่อผู้เกี่ยวข้อง ให้มีการใช้อำนาจและรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเที่ยงธรรม


ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ล่าสุด ช่วงค่ำของวันที่ 20 ตุลาคม 2563 ID ของ VOICE TV ยังคงเผยแพร่เนื้อหาและภาพข่าวการชุมนุมของกลุ่มประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ตามปกติ

วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"ยิ่งลักษณ์" เตือนความจำ "ประยุทธ์" รีบตัดสินใจให้ประเทศสงบ

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ไม่ทราบว่าทุกท่านยังจำได้ไหม เมื่อหกปีที่แล้วประชาชนกลุ่มหนึ่งรวมกันเรียกตัวเองว่า กลุ่มกปปส.เรียกร้องให้ดิฉันลาออกซึ่งคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในขณะนั้น ก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยยังถามว่าดิฉันจะสามารถประคองรัฐบาลต่อไปได้ไหม 

ซึ่งในที่สุดดิฉันก็ตัดสินใจที่จะประกาศยุบสภาเพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งใหม่  และประชาชนก็จะได้ตัดสินอนาคตของประเทศด้วยตัวเองตามระบอบประชาธิปไตย

วันนี้เหตุการณ์เดียวกันเกิดขึ้นกับคุณประยุทธ์ ข้อเรียกร้องของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและพี่น้องประชาชนเรือนแสนที่ต้องการอยากเห็นประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยให้คุณประยุทธ์​ลาออก​และแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งดิฉันได้ติดตามดูสถานการณ์ของประเทศไทยด้วยความเป็นห่วง  

ทำให้ดิฉันนึกถึงตอนที่ท่านเคยถามดิฉันเมื่อ​หกปีที่แล้ว​ว่า​ดิฉันไหว​ไหมและหวังว่าวันนี้ท่านจำได้แล้วเลือกที่จะตัดสินใจโดยเร็วเพื่อบ้านเมืองจะได้สงบและเดินต่อไปได้ค่ะ

"ทวี" สั่งรัฐหยุดรังแกนักศึกษา-คืนอำนาจประชาชน


พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ดร.ธีรรัตน์ สำเร็จวานิช และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมคณะ เดินทางมาขอเข้าเยี่ยมนักศึกษาที่ถูกควบคุมตัวที่ ตชด.ภาค 1 ช่วงดึกของคืนที่ผ่านมา และเช้ามืดของวันที่ 17 ตุลาคม 2563 ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมของคณะราษฎร 2563 ที่แยกปทุมวัน ซึ่งในขณะนั้นมีนักศึกษาและประชาชนที่ถูกควบคุมตัว 12 คน รวมถึง นายฟอร์ด ทัตเทพ เลขาธิการเยาวชนปลดแอก และอีก 2 คนเดิม คือ นายเอกชัย หงส์กังวาน และนายบุญเกื้อหนุน เป้าทอง


พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า “สิ่งที่เป็นห่วงก็คือถูกจับกุมส่วนใหญ่เป็นนักศึกษานักกิจกรรม ปัญญาชนที่เป็นอนาคตของประเทศ ได้ออกมาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญคุ้มครองชุมนุมเรียกร้องปัญหาสังคม เศรษฐกิจ สิทธิเสรีภาพ และความเป็นธรรม แต่ระบบของประเทศที่เกิดจากรัฐบาล ก็คือมีการใช้อำนาจอยู่เหนือกฎหมายและอยู่เหนือความยุติธรรม การกระทำ จะสร้างความแตกแยกและประเทศไม่มีระบบนิติธรรม รัฐบาลใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งฐานะของ พ.ร.ก.ที่มีศักดิ์ต่ำเป็นกฎหมายฝ่ายบริหาร แต่ใช้อำนาจอิทธิพลใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชนในบ้านเมืองมันอยู่รวมกันยาก สิ่งที่นักศึกษาประชาชนเขามาเรียกร้องเห็นว่า 6 ปีมาแล้วที่ พล.อ.ประยุทธ์ ทำการรัฐประหารและสถาปนาเป็นผู้นำได้ทำลายระบบต่างๆของประเทศ ซึ่งการที่มีอำนาจมากเสื่อมมาก ท่านมีอำนาจเบ็ดเสร็จก็จะเสื่อมแบบเบ็ดเสร็จ วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้งบประมาณเอาเงินภาษีอากรประชาชนไปใช้อย่างมากมาย แต่ประชาชนไม่ได้อยู่ดีกินดีเลยมีความเหลื่อมล้ำยากจน นักศึกษาประชาชนอยากจะเปลี่ยนเพื่ออนาคต เปลี่ยนนายกฯ ที่เป็นผู้บริหาร คือการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ การที่ลูกหลาน บางคนเป็นเด็กผู้หญิงออกมาจากโรงเรียน ชุมนุมเรียกร้องเพราะเขาเห็นว่าเขาไม่มีอนาคต ผมคิดว่าท่านนายกฯ ก็เป็นผู้ใหญ่แต่บางทีความคิดท่านอาจจะมีปัญหา ต้องขอเรียนว่าการสลายการชุมนุมของรัฐ มีความรู้สึกเสียใจ ทางพรรคร่วมฝ่ายค้านได้มีการแถลงการณ์ไปว่าการกระทำเช่นนี้จะทำให้มีความแตกแยกยิ่งขึ้นแล้วยากที่จะประสานต่อไปได้”


“คิดว่าวันนี้สิ่งแรกรัฐต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และประการต่อมาก็คือกรณีผู้ถูกจับ ที่เกิดจากอุดมการณ์ทางความเชื่อต่างจากพล.อ.ประยุทธ์ การชุมนุมไม่ได้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่ปัญหาเศรษฐกิจเกิดจาก พล.อ.ประยุทธ์ ล้มเหลวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ การบริหารประเทศมีความเหลื่อมล้ำสร้างความยากจน มาจากรัฐบาล 


นอกจากยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ควรนำเรื่องที่มีความขัดแย้งเข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎร พรรคฝ่ายค้านก็เรียกร้องว่าจะเปิดวิสามัญเพื่อจะขอประชุมเอาเรื่องเข้ามาสู่สภา แต่ว่าเราก็ต้องขอเสียงของทางฝ่ายรัฐบาล 


ประการสุดท้ายก็คือรีบรับให้แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยคืนอำนาจให้ประชาชน ให้มี ส.ส.ร. ในการร่างรัฐธรรมนูญ” พ.ต.อ.ทวี กล่าว


เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นห่วงเรื่องการสลายการชุมนุมไหม ถ้าเกิดมีการชุมนุมขึ้นอีกแล้วมีการใช้มาตรการอย่างที่เกิดขึ้น พ.ต.อ.ทวี ตอบว่า “อันนี้เป็นสิ่งที่จะประจานประเทศไทยไปทั่วโลก แล้วท่านจะอ้างเหตุอย่างไรก็ตาม แต่ความเป็นจริงคนอยู่ในพื้นที่ก็จะรู้ สิ่งสำคัญคือรัฐบาลถูกมองถูกประนามว่ารังแกคนด้อยโอกาสคนที่เขามามือเปล่าแล้วต้องการอยากจะมีอนาคตที่ดีขึ้น แล้วนักศึกษาและประชาชนค้นพบเห็นตรงกันว่ารากเหง้าของปัญหาก็คือตัวพล.อ.ประยุทธ์ จึงมาเรียกร้องตามสิทธิ์ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าท่านไม่มีปัญหาอะไร ก็เรียนว่าท่านยึดอำนาจมาเป็นเรื่องไม่ถูกต้องแล้วยังสั่งให้เขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ให้ท่านสืบทอดอำนาจ และท่านไปเข้าใจว่าความมั่นคงของตัวท่านสำคัญกว่าความมั่นคงของประชาชน ทำให้ท่านมีทัศนคติมองประชาชนเป็นศัตรู อันนี้เป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก”

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2563

พรรคร่วมฝ่ายค้าน แถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรงของรัฐบาล

แถลงการณ์พรรคร่วมฝ่ายค้าน เรื่อง ขอประณามการใช้ความรุนแรงของรัฐบาล และเรียกร้องให้เปิดประชุมรัฐสภาฯสมัยวิสามัญ โดยเร็วที่สุด

พรรคร่วมฝ่ายค้าน ขอประณามการกระทำที่เกินกว่าเหตุของรัฐบาลในการสลายการชุมชนของนักเรียน นักศึกษาและประชาชน ที่บริเวณสี่แยกปทุมวัน

ทั้งที่กลุ่มผู้ชุมนุมคือลูกหลานที่เป็นอนาคตของชาติ มารวมตัวเพื่อแสดงความคิดเห็นต้องการเห็นบ้านเมืองพัฒนาไปในทางที่ดี และเป็นการแสดงออกตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญให้ไว้

การชุมนุมเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อยู่เหนือรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดแล้วเลือกใช้วีธีการสลายการชุมนุมโดยใช้กำลังปราบปราม เป็นการโหมไฟความชิงชัง และวิกฤติศรัทธาให้เพิ่มมากขึ้น วิธีการดังกล่าวเป็นการกระทำของประเทศที่ปกครองด้วยระบบเผด็จการ ซึ่งจะส่งผลซ้ำเติมเศรษฐกิจของประเทศทุกด้าน 

ทั้งนี้หากประเทศเกิดความเสียหาย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้นำรัฐบาลต้องรับผิดชอบในผลพวงที่เกิดขึ้นในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

• ขอประณามการใช้ความรุนแรงของรัฐบาล

• ขอให้หยุดสร้างเงื่อนไขทุกประการที่จะนำประเทศไปสู่ความหายนะโดยทันที 

• เร่งเปิดประชุมรัฐสภาฯสมัยวิสามัญ โดยเร็วที่สุด

พรรคเพื่อไทย

พรรคก้าวไกล

พรรคเสรีรวมไทย

พรรคประชาชาติ

พรรคเพื่อชาติ

พรรคพลังปวงชนไทย

16 ตุลาคม 2563

ติดตามข่าวสารพรรคเพื่อไทย https://bit.ly/3lTYsWy

#พรรคเพื่อไทย

#ผนึกกำลังเพื่อไทย

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"ทวี" ห่วงใช้กฎหมายเหนือความยุติธรรม เพิ่มความขัดแย้ง

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ เดินทางมาที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาคที่ 1 เพื่อติดตามสถานการณ์และดำเนินการช่วยเหลือแกนนำและกลุ่มผู้ชุมนุมที่ถูกควบคุมตัวจากการสลายการชุมนุมเมื่อคืนที่ผ่านมา

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากการเข้าเยี่ยมกลุ่มแกนนำนักศึกษาว่า มีแนวร่วม 18 คน ที่โดนข้อหาตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในส่วนนี้มีการเตรียมเรื่องขอประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน หากพนักงานสอบสวนไม่คัดค้าน ก็สามารถประกันตัวได้เลย แต่ถ้าพนักงานสอบสวนไม่ให้ประกันตัว จะต้องนำไปฝากขังและยื่นประกันในชั้นศาลแทน ในส่วนของ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน และนางสาวปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง แกนนำคณะราษฎร ถูกหมายจับของศาลจังหวัดธัญบุรี ทั้งสองคนเข้มแข็งมากเลย 

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า “การดำเนินการต้องขอบคุณในส่วนของพนักงานสอบสวนเขาได้ให้สิทธิพบทนายและก็มีแพทย์ตำรวจตรวจสุขภาพซึ่งก็เป็นมาตรฐานของพนักงานสอบสวน แต่สิ่งที่เป็นห่วงก็คือบ้านเมืองเราใช้อำนาจใช้อำนาจ และกฎหมายอยู่เหนือความยุติธรรม เราจะมีกฎหมายสูงสุดคือกฎหมายรัฐธรรมนูญเพียงแต่คำพูดหรือตัวหนังสือที่ไม่ได้นำไปปฏิบัติ แต่รัฐใช้กฏหมายที่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ และกฏของฝ่ายบริหารใหญ่กว่ากฏหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นการรุกล้ำหรือละเมิดเรื่องสิทธิเสรีภาพ ที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง”

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า “เรื่องสิทธิมนุษยชนในหลักการจะต้องสูงกว่ากฎหมาย เช่นสิทธิการมีชีวิตก็ดี สิทธิในการแสดงความคิดเห็น การพูด หรือสิทธิในการแสดงออกเขาถือเป็นสิทธิเสรีภาพที่ต้องได้รับการคุ้มครอง แต่วันนี้อาจจะเป็นผลพวงของการร่างรัฐธรรมนูญปี 60 ที่ไม่ไว้ใจประชาชนมีเจตนารมณ์ที่ต้องการจะสืบทอดอำนาจนักรัฐประหาร  จึงเขียนสิทธิเสรีภาพเป็นสิทธิในรัฐธรรมนูญ แต่จะมีข้อยกเว้นต้องตามที่กฎหมายบัญญัติ หรือมีข้อยกเว้นว่าต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงหรือเป็นอันตรายต่อรัฐ อันนี้คำว่ารัฐคือ ทหาร รัฐบาลผู้มีอำนาจ ซึ่งในหลักการที่ถูกต้องต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงของประชาชน เราต้องเรียนว่าเนื้อหาที่นักเรียน นักศึกษาออกมาเรียกร้องเป็นเนื้อหาประชาธิปไตย ความเป็นจริงทางสังคม เช่น มีความเหลื่อมล้ำมีความยากจนมีการใช้ทรัพยากรเอาไปเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มนึงมีการทุจริตคอรัปชั่น เขาต้องการสิทธิเสมอภาค เขาไม่ได้เรียกร้องอะไรเกินกว่าที่มากมายเลย เขาต้องการเรียกร้องที่จะมีอนาคตที่ดี แต่วันนี้เราจะเห็นว่าเมื่อเรามาใช้กฎหมายของฝ่ายบริหารอยู่เหนือความยุติธรรม”

“เป็นห่วงเรื่องความขัดแย้ง ซึ่งทางการเมืองเราก็คงจะเอาไปดูในเรื่องทำยังไงให้ระบบกฎหมายมีความสมดุลระหว่างการอยู่ร่วมกันแบ่งปันทรัพยากร และใช้ช่องทางสภาผู้แทนราษฏรเพื่อมาปรึกษาหารือ ถ้าบ้านเมืองยังไม่มีความยุติธรรมความขัดแย้งยังจะมีต่อไป” พ.ต.อ.ทวี กล่าว



"จาตุรนต์" ติงรัฐประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ไม่ชอบธรรม

นายจาตุรนต์ ฉายแสง เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงครั้งนี้ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและไม่ชอบธรรมด้วยประการทั้งปวง จะส่งผลเสียต่อประเทศทั้งทางการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง การจะจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเข้มข้นจะต้องมีเหตุอันจำเป็นอย่างยิ่งยวด การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งนี้จึงเป็นการฝ่าฝืนกติกานี้ ทั้งๆที่ไทยเป็นภาคีและรับรองกติกานี้ รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งนี้คือการฝ่าฝืนข้อตกลงระหว่างประเทศ จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 


การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงโดยไม่มีเหตุรองรับ รวบอำนาจทั้งหมดไว้ที่นายกฯ จำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนอย่างร้ายแรง ก็ไม่ต่างอะไรกับการรัฐประหาร เพียงแต่ไม่เรียกว่าการรัฐประหาร ผลเสียหายจะตามมาอีกมากอย่างแน่นอน รัฐบาลอาจไม่สนใจว่ากำลังฝ่าฝืนข้อตกลงระหว่างประเทศและกระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ฐานะของรัฐบาลไทยในเวทีการเมืองระหว่างประเทศจะยิ่งตกต่ำลงไปอีก ส่งผลเสียต่อประเทศมากกว่าที่ผู้มีอำนาจคิด