วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

“สุดารัตน์” ลงพื้นที่ประตูน้ำ รับฟังปัญหาผู้ประกอบการ

"สุดารัตน์" เดินประตูน้ำ ให้กำลังใจผู้ค้า ระบุยอดขายหายร้อยละ90 ทยอยปิดกิจการ ชี้แผน กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐเข้ารายใหญ่ แนะทบทวนวิธีใช้เงินกู้ใหม่ ช่วยค่าใช้จ่ายแรงงานผ่านร้านค้า แจกตรงคูปองท่องเที่ยว 



คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย รวมถึงอดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคเพื่อไทย อาทิ นายสุรชาติ เทียนทอง นางสาวลีลาวดี วัชโรบล นายประพนธ์ เนตรรังษี เดินเยี่ยมชมตลาดค้าส่งย่านประตูน้ำ เพื่อรับฟังปัญหาและความทุกข์ยาก พบผู้ประกอบการได้ผลกระทบอย่างหนัก ยอดขายตกลงกว่าร้อยละ 90 ขณะที่บางร้านค้าไร้ยอดเปิดบิล ผู้ค้าจึงทยอยปิดกิจการไม่สามารถแบกรับภาระหนี้สิน โดยเฉพาะต้นทุนของสินค้า และค่าเช่า กระทบแรงงานในระบบที่ทยอยตกงาน ผลกระทบเช่นนี้ อาจรักษากิจการได้อีกไม่เกินสามเดือน


ซึ่งสามารถสังเกตได้จากบรรยากาศที่แตกต่างไปจากในอดีตที่จะมีพี่น้องประชาชนพ่อค้าแม่ขายมาเดินเลือกหาซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก แต่ปัจจุบันบรรยากาศการค้า เงียบเหงาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แม้แต่ร้านค้าที่อยู่บริเวณริมถนน ซึ่งจะมีพ่อค้า และรถรับส่งสินค้าในลักษณะค้าส่งเข้าออกเป็นประจำก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน เสียงจากผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆยังระบุด้วยว่า นอกจากพื้นที่ย่านประตูน้ำซึ่งได้รับผลกระทบแล้ว ห้างสรรพสินค้าอย่าง Platinum ห้างสรรพสินค้าอย่างมาบุญครอง ย่านการค้าที่สำเพ็งและพาหุรัด ก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน


ผู้ค้าระบุ กับคุณหญิงสุดารัตน์ด้วยว่า ยอดจองสินค้าจากต่างประเทศหายไปทั้งหมด ขณะที่ยอดขายให้กับผู้ค้าในประเทศ และรับไปขายต่อแบบออนไลน์ก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน พ่อค้าที่เคยรับสินค้าไปขายต่อในพื้นที่ต่างจังหวัด ลดจำนวนการสั่งลงหรือบางรายยุติการสั่งซื้อเนื่องจาก ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ ซึ่งมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เข้ามาซ้ำเติม


คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่าความหวังเดียวที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศได้ คืออมาตรการ กระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายในโดยเฉพาะ เงินกู้ของรัฐบาลสี่แสนล้านบาท ต้องเข้าไปให้ถูกที่ถูกทางยิงให้ตรงจุดให้ถูกที่ แต่เมื่อพิจารณาจากโครงการที่พ่อค้าเขียน ไม่พบว่างบจะลงมาถึงคนตัวเล็ก คนรากหญ้า ที่จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ใหม่ งบดังกล่าวจึงเป็นเสมือนงบที่ถูกนำมาแบ่งกันระหว่างพ่อค้าและข้าราชการ จึงขอให้เร่งแก้ไข หรือรื้อใหม่ทั้งระบบ
.
คุณหญิงสุดารัตน์เห็นว่างบประมาณรายจ่ายประจําปี 2563 และงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 รวมกับเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ถือเป็นเงินกู้มหาศาล หากรัฐบาลไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ภายใน 3 เดือน คนตัวเล็กตัวน้อยจะเผชิญกับวิกฤต เศรษฐกิจของประเทศอาจพังลงได้ ดังนั้นนายกฯต้องลงมารับฟังปัญหาเพื่อบอกว่าจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร?


คุณหญิงสุดารัตน์เห็นว่าในส่วนของเงินกู้ กระตุ้นเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท เช่นแพ็คเกจการท่องเที่ยว ซึ่งกำหนดวงเงินใช้จ่ายไม่เกิน 3,000 บาท โดยรัฐจะช่วยร้อยละ 40 นั้นเป็นมาตรการที่ช่วยเหลือได้เฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น เพราะเงื่อนไขดังกล่าวจะทำให้คนเลือกเข้าพักกับผู้ประกอบการรายใหญ่  จึงเห็นได้ว่ามาตรการที่รัฐออกมาในหลายมาตรการนั้น เข้าไปที่ผู้ค้ารายใหญ่ทั้งหมด


พรรคเพื่อไทยจึงเสนอว่าในการกระตุ้นการท่องเที่ยวควรจัดเป็นพื้นที่ ขณะที่การดูแล SMEs ต้องช่วยไม่ให้ผู้ประกอบการเลิกการจ้างงาน โดยเชิญชวนให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าระบบ และช่วยเหลือค่าจ้างแรงงานผ่านร้านค้าและบริการ ซึ่งจะช่วยดูแลไม่ให้ผู้ค้าเลิกจ้างงานได้ ซึ่งเชื่อว่าร้านค้าต่างๆยินดีปฏิบัติตามเงื่อนไข
.
ส่วนการแจกคูปองการกระตุ้นเศรษฐกิจขอให้แจกตรง ซึ่งมีหลากหลาย Application ที่ไม่มีความยุ่งยาก รวมถึงการ กระตุ้นในลักษณะพื้นที่ เช่นที่ประตูน้ำ คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า จะช่วยประชาสัมพันธ์ในลักษณะกิจกรรมเชิญชวน ให้เกิดการซื้อในลักษณะ มหกรรมลดครั้งใหญ่ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นการซื้อขาย

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น