วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2563

"ทวี" แนะรัฐเร่งผลิต แอลกอฮอล์เพิ่ม

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


หยุดผลิต ‘น้ำมัน E20 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91’ เป็นการชั่วคราว เพื่อนำแอลกอฮอล์ไปใช้ป้องกันอันตรายจากโรค โควิด-19

อันตรายการจากโรคติดต่อ โควิด-19 จากเชื้อไวรัส SARS-COV-2 ที่คนไทยทั้งชาติต้องมีความสมานฉันท์ร่วมมือป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายนี้อย่างทันต่อเหตุการณ์ โดยทุกสหวิชาชีพและวิชาการต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อ “ความอยู่รอดของชีวิตและสาธารณสุขที่ดีของปวงชน”

กรณีปัญหาเร่งด่วนที่กำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของเชื้อโรค โควิด-19 ในขณะนี้มีหลายประการ ที่ขอกล่าวในที่นี้ คือ การขาดแคลน “แอลกอฮอล์” เพื่อนำไปใช้ทางการแพทย์ ทำความสะอาดเชื้อโรคทั่วไป หรือใช้ทำผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมือที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ (หรือเจลแอลกอฮอล์) ในการป้องกันอันตรายเชื้อโรค โควิด-19 ที่ไม่มีขายในท้องตลาด ประชาชนหาใช้ไม่ได้ที่สร้างความหวาดวิตก ตื่นตะหนกและไม่พอใจของประชาชนขณะนี้

ทั้งที่ประเทศไทยได้ชื่อเป็นประเทศที่ผลิตแอลกอฮอล์เหลือใช้ ไม่ได้ขาดแคลนแต่อย่างใด คือมีโรงงานผลิตแอลกอฮอล์ ที่เรียกว่าเอทานอล หรือเอทิลแอลกอฮอล์ หรือสุราสามทับ(สุรากลั่นที่มีความแรงของแอลกอฮอล์ตั้งแต่แปดสิบดีกรีขึ้นไป) จากข้อมูลกระทรวงพลังงานมีมาก ประมาณ 25-27 โรงงาน ซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธีการหมักของ มันสำปะหลัง อ้อย และกากน้ำตาล โดยกำลังการผลิตที่จดทะเบียนกับกรมสรรพสามิตและกำลังการผลิตจริงทุกโรงงานรวมกันประมาณ 6.12 ล้านลิตร/วัน หรือประมาณ 2,233 ล้านลิตร/ปี

สาเหตุสำคัญที่ทำให้แอลกอฮอล์ ขาดแคลนเพราะนำไปแอลกอฮอล์ที่ผลิตได้ไปใช้ในการผลิตสุราที่เป็นธุรกิจสัมปทานผูกขาดของกลุ่มทุน กับนำเป็นส่วนผสมน้ำมันเบนซิน E20 และส่วนผสมน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ 91 นอกจากนี้แอลกอฮอล์เหลือจากการใช้ดังกล่าว ยังขายให้กับองค์การเภสัชกรรม และขายให้โรงงานอุตสาหกรรมใช้เป็นส่วนผสมเครื่องสำอาง หรือน้ำยาบวนปาก เป็นต้น

เมื่อเร็วๆนี้ กรรมสรรพสามิต แก้ปัญหาการขาดแคลนแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือโดยออกประกาศกรมสรรพสามิตให้ผู้ประกอบการชุมชน หรือผู้ได้รับอนุญาตใช้สิทธิแปลงสภาพเป็นแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือได้ไม่ต้องเสียภาษี สามารถขออนุญาติจากผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งแปลสภาพได้ครั้งละ 5,000 ลิตร มีผลตั้งแต่เดือนมีนาคม-กันยายน 2563 ก็ตาม

การแก้ปัญหาดังกล่าว อาจทุเลาปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ส่วนตัวเห็นว่าการแก้ปัญหาที่ได้ผลอย่างจริงจังคือ ควรหยุดผลิต ‘น้ำมัน E20 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91’ เป็นการชั่วคราว เนื่องจากน้ำมันทั้ง 2 ชนิด มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ กับน้ำมันเบนซิน คือ

-น้ำมัน E20 ที่มีส่วนผสมเอทานอล หรือเอทิลแอลกอฮอล์ 20% น้ำมันเบนซิน 80% และ

-น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ที่มีส่วนผสมเอทานอล หรือเอทิลแอลกอฮอล์ 10% น้ำมันเบนซิน 90%

หากหยุดผลิตน้ำมัน E20 และ แก๊สโซฮอล์ 91 เป็นการชั่วคราว แล้วนำแอลกอฮอล์ดังกล่าว ไปใช้ในทางการแพทย์ ทำความสะอาดเชื้อโรคทั่วไป หรือเป็นเจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือเพื่อช่วยเหลือชีวิตประชาชนแก้ไขวิกฤตที่เกิดขึ้นให้ทันสถานการณ์ และสร้างความเชื่อมันให้กับประชาชนว่า “ความอยู่รอดของมนุษย์สำคัญกว่าสิ่งใด”

ประโยชน์ของการยกเลิกน้ำมัน E20 และ แก๊สโซฮอล์ 91 ที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังถือว่าเป็นการ ‘ทำวิกฤตให้เป็นโอกาส’ คือ นอกจากช่วยเหลือชีวิตประชาชนแล้ว ยังช่วยให้ต้นทุนน้ำมันเป็นไปตามความเป็นจริง จากข้อมูลการที่ บริษัท ปตท. และบริษัทผู้ค้าน้ำมันในประเทศไทย ต้องซื้อแอลกอฮอล์จากผู้ผลิตในราคาที่สูงกว่าราคาน้ำมัน ในราคาประมาณ 20-25 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินราคาประมาณ 10 บาทต่อลิตร ทำให้กองทุนน้ำมันเชื่อเพลิงต้องจ่ายเงินอุดหนุนค่าแอลกอฮอล์จากเอทานอลเพิ่มขึ้น อาทิ น้ำมัน E20 ต้องอุดหนุนลิตรละ 1.780 บาท (ข้อมูลวันที่ 19 มีนาคม 2563) ยิ่งปัจจุบันราคาน้ำมันตลาดโลกได้ต่ำลงมาก ๆ (จากอดีตเคยราคาประมาณ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ปัจจุบันราคาถูกมากเหลือเพียง 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล) ประกอบกับ แอลกอฮอล์ จาก เอทานอลหรือเอทิลแอลกอฮอล์ มีความต้องใช้มากทำให้ราคาสูงเกิดประโยชน์กับเกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาดีกว่าราคาขายเพื่อผสมเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นการเสียโอกาสทุกฝ่าย

อันตรายการจากโรคติดต่อที่เป็นภัยทางชีวภาพที่มองไม่เห็นต้องต่อสู้โดยอาศัยความรู้ การวิจัยทางการแพทย์ สาธารณสุข ไม่ปกปิดข้อมูล และความจริงใจจริงจังของทุกภาคส่วน ดังเช่น โควิด-19 จากเชื้อไวรัส SARS-COV-2 ในขณะนี้ จึงถึงเวลาแล้วที่ “ทุกสหวิชาชีพ สหวิชาการต้องเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปเพื่อความอยู่รอดของชีวิตมนุษย์” ที่มีความสำคัญกว่าอำนาจ ผลประโยชน์ เงินตรา กฎหมาย และวัตถุนิยมใด ๆ

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง
เลขาธิการพรรคประชาชาติ

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น