วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

"หมวดเจี๊ยบ" แนะสังคายนากองทัพ เลิกกดขี่ทหารชั้นผู้น้อย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเร่งสังคายนากองทัพให้เลิกกดขี่ทหารชั้นผู้น้อย เพื่อป้องกัน “ทหารคลั่ง” จนออกมาไล่ยิงประชาชนเพราะแค้นที่ทำอะไรผู้บังคับบัญชาใม่ได้ อย่าอ้างว่าเป็นปัญหาส่วนตัวของทหารจิตป่วยเพียงรายเดียวที่ทะเลาะกับผู้พัน เพราะยังมีอีกหลายเคสที่ทหารชั้นผู้น้อยถูกผู้บังคับบัญชาเอาเปรียบ ซึ่งทหารทั้งกองทัพ ก็ชอบดูหนังแอ๊คชั่นและนิยมเล่นปืนแล้วโพสต์รูปลงโซเชียลมีเดียไม่ต่างจากจ่าสิบเอก จักรพันธ์ ถมมา หากไม่ขจัดเงื่อนไขความไม่เป็นธรรมในกองทัพอย่างเป็นระบบ ก็อาจมีทหารคลั่งออกมาไล่ยิงชาวบ้านเพื่อระบายความแค้นได้อีกในอนาคต



ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การป้องกันไม่ให้ทหารคลั่งจากแรงกดดันในกองทัพจนต้องระบายออกด้วยการทำร้ายประชาชนนั้น ถือเป็นโจทย์ใหญ่ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องเร่งป้องกันและแก้ไข ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ควรอ้างว่าความขัดแย้งระหว่าง จ.ส.อ จักรพันธ์ ถมมา กับผู้พันที่เป็นข่าว เป็นเพียงเรื่องส่วนตัว เพราะนี่คือปัญหาเชิงระบบของกองทัพที่ส่งผลกระทบต่อบุคคลภายนอก เนื่องจาก ทหารชั้นผู้น้อยไม่ได้รับความเป็นธรรมในกองทัพแต่ทำอะไรผู้บังคับบัญชาไม่ได้ จึงออกมาไล่ยิงประชาชนเพื่อระบายความแค้นแบบคนไม่มีอะไรจะเสีย ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ต้องยอมรับความจริงว่า ทหารชั้นผู้น้อยที่ถูกผู้บังคับบัญชาเอาเปรียบ ไม่ได้มี จ.ส.อ. จักรพันธ์ เพียงคนเดียว แต่สิ่งที่น่ากลัว ก็คือ ทหารส่วนใหญ่ในกองทัพก็มีบุคลิกนิยมความรุนแรงแบบเดียวกับ จ.ส.อ.จักรพันธ์ ทั้งนั้น จะเห็นได้ว่าทหารส่วนใหญ่ก็โพสต์รูปปืนและอาวุธต่าง ๆ ลงโซเชียลมีเดีย และมีความสนใจหนังบู๊แอ๊คชั่นเหมือน ๆ กับ จ.ส.อ จักรพันธ์ เช่นกัน ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ อย่าพูดง่าย ๆ ว่า มีแค่ จ.ส.อ.จักรพันธ์ เพียงคนเดียวในกองทัพที่มีปัญหาทางจิตจนสามารถทำเรื่องโหดร้ายแบบนี้ได้ อย่าสรุปง่าย ๆ ว่า เมื่อ จ.ส.อ. จักรพันธ์ เสียชีวิตไปแล้ว ก็จะไม่มีทหารคลั่งออกมาทำร้ายประชาชนอีก เพราะนั่นเป็นการประเมินปัญหาต่ำเกินไป มั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่เกิดลัทธิเอาอย่าง หรือพฤติกรรมเลียนแบบหากทหารชั้นผู้น้อยถูกกดดันทางจิตใจจนเกินที่มนุษย์คนหนึ่งจะทนไหว เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นผลพวงจากปัญหาเชิงโครงสร้างของกองทัพที่มีการกดขี่ทหารชั้นผู้น้อยและมีความไม่เป็นธรรมในการปกครองบังคับบัญชา รวมทั้ง ความหละหลวมของมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในค่ายทหารที่ปล่อยให้มีการขโมยรถฮัมวี่พร้อมอาวุธสงครามออกไปยิงถล่มประชาชนได้  ซึ่งตราบใดที่ไม่มีการขจัดเงื่อนไขต่าง ๆ เหล่านี้ สังคมจะมั่นใจได้อย่างไรว่า จะไม่มีทหารรายอื่นคลุ้มคลั่งออกมาไล่ยิงชาวบ้านอีกในอนาคต

ทั้งนี้ หากวิเคราะห์เฟสบุ๊คของ จ.ส.อ. จักรพันธ์ จะเห็นว่า เขาต้องการฟ้องสังคมว่าเขาถูกผู้พันกับแม่ยายของผู้พันโกงเงิน แต่ความที่ผู้พันคนดังกล่าวเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมสถาบันกับผู้บังคับบัญชาระดับสูงเกือบทั้งหมดในกองทัพ รวมทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วย ย่อมทำให้จ่าจักรพันธ์เชื่อว่ากองทัพคงไม่เข้าข้างเขาแน่นอน และกฎหมายก็คงไม่สามารถเป็นที่พึ่งของเขาได้เช่นกัน ดังนั้น เขาจึงทำตัวเป็นศาลเตี้ยเสียเอง โดยรู้ดีว่าตัวเองคงหนีความผิดไม่พ้นอย่างแน่นอน ก็เลยเลือกจบฉากสุดท้ายของชีวิตด้วยการสร้างความบรรลัยให้ทุกฝ่าย แบบคนที่ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ซึ่งแน่นอนว่า จ.ส.อ. จักรพันธ์ ทำผิดแน่นอนที่ไปทำร้ายคนบริสุทธ์ แต่นั่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่ประเด็นสำคัญที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องรีบจัดการ คือ การขจัดเงื่อนไขการกดขี่ทหารชั้นผู้น้อย ไม่เช่นนั้น อาจเกิดลัทธิเอาอย่างในอนาคต เพราะอาจมีทหารในกองทัพเกิดความกดดันจนสติแตกลุกขึ้นมาไล่ยิงชาวบ้านเพราะรู้สึกคับแค้นใจต่อระบบที่ไม่เป็นธรรมในกองทัพอีก ถึงแม้ว่า ทหารส่วนใหญ่ในกองทัพจะสามารถควบคุมตนเองได้เป็นอย่างดีเพราะได้รับการฝึกมาอย่างเชี่ยวชาญและมีวินัยสูงก็ตาม แต่ในกองทัพ ย่อมมีทหารที่ควบคุมสติอารมณ์ไม่ได้แฝงอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งหากสติแตกหรือฟิวส์ขาดขึ้นมาวันไหน ก็ย่อมสร้างหายนะให้กับประชาชนได้อย่างไม่สามารถจินตนาการได้ เพราะอาวุธในมือทหารมีอำนาจทำลายล้างสูง ซึ่งน่ากลัวกว่าการโดนลูกหลง เวลาที่ชาวบ้านเดินผ่านกลุ่มนักเรียนตีกันหลายร้อยหลายพันเท่า กองทัพจึงต้องวางมาตรการควบคุมการใช้ความรุนแรงในค่ายทหารให้ดี เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนผู้บริสุทธ์ซึ่งใช้ชีวิตรอบ ๆ ค่ายทหารทั่วประเทศ

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น