วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

"วรวัจน์" ติงรัฐไร้ยุทธศาสตร์ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

'วรวัจน์' แนะปรับครม.เศรษฐกิจ ตามความต้องการของประชาชน ชี้ ไร้ยุทธศาสตร์แก้ปัญหา ทำประชาชนระดับกลาง-ล่างวิกฤตหนัก แบกหนี้ ไม่มีทุน


นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล กรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย มองว่าปัญหาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ สอดคล้องกับผลสำรวจความคิดเห็น ของประชาชนที่ต้องการเห็นการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าถึงเวลาที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการทำงานของคณะรัฐมนตรี เพราะที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจยังไม่เข้าใจปัญหาทางเศรษฐกิจที่แท้จริง จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ 

สะท้อนได้จากการทำงานตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ จะมองเฉพาะมิติของ'เศรษฐกิจมหภาค' ละเลยการดูแลในกลุ่ม 'Real Sector' เมื่อการเติบโตไปเพิ่มที่เอกชนรายใหญ่จึงเสมือนว่าเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าได้ แต่ในความเป็นจริงผู้ประกอบการระดับกลางจนถึงระดับล่าง เกิดวิกฤตอย่างหนักไม่มีเงินทุนเหลือ และถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งล้วนติดลบทั้งสิ้น ทำให้ประชาชนระดับกลางถึงล่างมีภาระหนี้สิน 

ขณะที่การดูแลพี่น้องประชาชน รวมถึงการออกมาตรการผ่อนคลายต่างๆ ไม่สามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เกิดความยากลำบากได้จริง ทำแบบเพียงฉาบฉวยเท่านั้น จะเห็นได้ว่าโครงการส่วนใหญ่ ที่จะนำเงินจากการกู้ยืม ตามพ.ร.ก.เงินกู้ 3 ฉบับมาใช้ ล้วนแต่เป็นโครงการเก่า ที่เกิดก่อนจะมีสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิค-19 ไม่ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ยังคงมองเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน และเศรษฐกิจฐานราก แต่ไม่มองเรื่องการส่งเสริมการตลาด ไม่มองเรื่องการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งApplication ของต่างชาติได้เข้ามาครอบงำระบบเศรษฐกิจไทย หรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่เข้ามาครอบงำผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม โดยที่ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง 

ทำให้เกิดการชะงักงันทางเศรษฐกิจ รวมถึงการส่งออกที่ไม่สามารถเดินหน้าได้แต่รัฐบาลไม่ได้มียุทธศาสตร์ในเรื่องเหล่านี้ และไม่เห็นท่าทีว่าจะหยิบยกเรื่องเหล่านี้มาพูดคุยอย่างจริงจัง เห็นได้จากการจัดสรร งบประมาณรายจ่ายประจำปีซึ่งล้วนแต่เป็นรูปแบบเก่าที่ต่อเนื่องมาจากปี 2562 

"เรืองไกร" ยื่นยุบพรรคพลังประชารัฐ


นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า กรณีเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่ปรากฏภาพกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หลายคนไปเทียบเชิญพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ให้มาเป็นหัวหน้าพรรค พปชร. โดยใช้สถานที่ คือ มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด นั้น

นายเรืองไกร กล่าวว่า กรณีดังกล่าว นายไพบูลย์ นิติตะวัน กรรมการบริหารพรรคคนหนึ่ง ยอมรับและให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ว่า มีการไปใช้สถานที่ของมูลนิธิดังกล่าวจริง ซึ่งสอดคล้องกับภาพที่ปรากฏตามสื่อซึ่งเป็นภาพของพล.อ.ประวิตรที่จับมือกับกรรมการบริหารพรรคหลายคนที่มูลนิธิดังกล่าว อย่างชัดเจน

นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า เมื่อนายไพบูลย์ท้าให้ฟ้อง ก็ต้องมีการตรวจสอบตามมา และเมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว กรณีดังกล่าว อาจเข้าข่ายผิดพรป.พรรคการเมือง ซึ่งเป็นหน้าที่และอำนาจของ กกต. จะต้องดำเนินการต่อไปโดยเร็ว เพราะหากมีการฝ่าฝืน พรป.พรรคการเมือง ก็อาจมีโทษถึงยุบพรรคและตัดสิทธิการเมืองด้วย

นายเรืองไกร กล่าวสรุปว่า ตนได้ใช้เวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายไปพอสมควร จนพบเห็นช่องทางที่จะร้องต่อ กกต. เพื่อให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า จะมีเหตุต้องยุบพรรค พปชร. และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการพรรค หรือไม่? ดังนั้น ในวันที่ 9 ก.ค. ศกนี้ เวลา 11.00 น. จะไปยื่นหนังสือด้วยตนเอง ที่ศูนย์ราชการ ถ. แจ้งวัฒนะ

"ทวี" อัดงบ'64 ไม่ชัดเจน ภาระซื้ออาวุธ-ก่อสร้างมากเกินไป

'ทวี สอดส่อง' ระบุ กมธ.งบ '64 เห็นว่างบประมาณต้องเปิดประชาชนต้องมีส่วนร่วม ค่าใช้จ่ายลงทุนไม่ชัดเจนและงบผูกพันข้ามปี ซื้ออาวุธ-ก่อสร้างมากเกินไปเป็นภาระ


พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ (ปช.) ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 กล่าวว่า  กมธ.ฯ จะเริ่มมีการประชุมในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ ซึ่งในหลักการต้องเลือกประธาน กมธ.ฯ และต่ำแหน่งต่างๆ ที่ฝ่ายรัฐบาลมีเสียงมากกว่าจะได้เป็นประธาน กมธ  จากนั้นคงร่วมกันพิจารณากำหนดกรอบในการทำงานและรับฟังหน่วยงานต่างๆ ภายในระยะเวลาประมาณ 3 เดือนกว่า ในกระบวนการร่าง พ.ร.บ.จะต้องสร้างความยุติธรรมให้กับประชาชนทุกคนที่เป็นเจ้าของภาษีอากรหรือเงินงบประมาณ และมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและมีส่วนรวมของประชาชนและผู้เกี่ยวข้องด้วย สรุปต้องอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญ เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนถ้วนหน้าและต้องพิจารณาแก้วิกฤติทางเศรษฐกิจสังคม สาธารณสุข และความมั่นคงของประเทศด้วย

"อยากให้การพิจารณาครั้งนี้เป็นระบบเปิดที่ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนรวม ในการแสดงความคิดเห็น เสนอข้อมูล ถ้าไม่ผิดกฏหมายควรเปิดให้สื่อมวลชนได้ถ่ายทอดสื่อสารสร้างความเข้าใจที่ดี และรัฐบาล สำนักงบประมาณ ต้องมีข้อมูลที่เพียงพอให้ กมธ และผลงานหรือการประเมินผลถึงความคุ้มค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน อีกประเด็นมีงบผูกพันข้ามปี ที่เป็นภาระเช่น ซื้ออาวุธ เรือดำน้ำ หรือก่อสร้าง เมื่อรวมแล้วมีจำนวนมากน่าจะเกิดเพดานร้อยละ 10 ของงบประมาณประจำปี ตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ห้ามไว้ แต่ทราบว่ารัฐบาล และสำนักงบประมาณประดิษฐ์คำว่าขึ้นมารายการใหม่ ที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในกฎหมาย คงต้องหาข้อยุติมิเช่นนั้นจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย" เลขาธิการพรรค ปช. กล่าว

พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า การพิจารณาของ กมธ.ฯ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการร่างพระราชบัญญัติหรือเป็นกฎหมาย จะมีศักดิ์สูงกว่า มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือระเบียบ แต่มีศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ แต่ศักดิ์ศรีเป็นพระราชบัญญัติฉบับหนึ่ง ซึ่งในกระบวนการร่างพระราชบัญญัติจะต้องสร้างความยุติธรรมให้กับประชาชนทุกคนที่เป็นเจ้าของภาษีอากรหรือเงินงบประมาณ และต้องให้มีกระบวนการมีส่วนรวมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้เกี่ยวข้องด้วย

พ.ต.อ.ทวี มองงบฯ 64 ว่า เบื้องต้น ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ที่รัฐบาลจัดทำขึ้นมามีจุดอ่อนหลายประการ อาจเรียกได้ว่าจัดงบประมาณที่ สร้างความอ่อนแอให้ประชาชน หรืออาจเรียกว่า ‘ประชาชนล้มละลายด้านงบประมาณ’ เพราะเงินถูกใช้เป็นงบรายจ่ายประจำ (งบบุคลากรที่เป็นเงินเดือนเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ องค์กรอิสระ และเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ) มากกว่า 2.5 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 76.5 ของงบประมาณทั้งหมด และเมื่อรวมงบที่จ่ายเงินคงคลังกับใช้หนี้คืนเงินต้น จะเหลืองบ ‘รายจ่ายลงทุน’ เพียงประมาณ 6.7 แสนล้านบาทเศษ หรือประมาณร้อยละ 20.5 เท่านั้น แม้อ้างตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังกำหนดไว้ต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 แต่ ไม่ได้นิยามศัพท์ ‘รายจ่ายลงทุน’ ไว้ มีเพียงคำว่า ‘งบลงทุน’  ซึ่งบางส่วนที่ดูแล้วเอกสารดูยากมาก ได้พิจารณารายละเอียดตามเอกสารเบื้องต้น รายจ่ายลงทุนน่าจะน้อยกว่าร้อยละ 20

“ในหลักการควรมีร่ายจ่ายลงทุนที่ควรจะเป็นประมาณร้อยละ 30-35 ของงบประมาณ คือต้องมีรายจ่ายลงทุน ประมาณ 9.9 แสนล้านเศษ ถึง 1.15 ล้านล้านบาทเศษ ถึงจะเหมาะสมกับประชาชน”

“หากพิจารณารายได้ปีนี้ แม้จะคาดการณ์ว่าเก็บภาษีได้ 2.67 ล้านล้านบาทเศษ ซึ่งมีผู้เกี่ยวกับออกมาสัมภาษณ์แล้วว่าไม่น่าจะเก็บถึง 2.5 ล้านล้านบาทเศษด้วยซ้ำ กรมสรรพากรกรมเดียวประมาณการเก็บภาษีต่ำขาดไปมากกว่า 2 แสนล้านบาทแล้ว ภาษีที่เก็บได้ยังไม่พอใช้รายจ่ายประจำที่รัฐและเจ้าหน้าที่รัฐใช้เป็นเงินเดือน ค่าตอบแทน และงบประมาณดำเนินงานเรียกว่าภาษีอากรของประชาชนทุกบาทประเคนให้รัฐและข้าราชการใช้ทั้งหมด ที่เหลือต้องกู้มา เป็นหนี้สาธารณะที่ประชาชนร่วมกันใช้หนี้ นอกจากนี้ยังมีเงินนอกงบประมาณ และรัฐวิสาหกิจ ที่จัดแล้วประชาชนอ่อนแอลง”

“ตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย ตั้งงบประมาณปีละไม่ถึง 4 แสนล้านบาทต่อปี ขณะประเทศไทยตั้ง 3.3 ล้านล้านบาท แต่มาเลเซียมีรายได้ประมาณ4 เกือบ 5 แสนบาท/คน/ปี ของไทยรายได้ประมาณ 1 แสนบาท/คน/ปี สาเหตุมาเลเซียเป็นประชาธิปไตย และกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นดูแลประชาชน”

“อีกประเด็นมีงบผูกพันข้ามปี ที่เป็นภาระเช่น ซื้ออาวุธ เรือดำน้ำ หรือก่อสร้าง เมื่อรวมแล้วมีจำนวนมากน่าจะเกินเพดานร้อยละ 10 ของงบประมาณประจำปี ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ห้ามไว้ แต่ทราบว่ารัฐบาล และสำนักงบประมาณประดิษฐ์คำว่าขึ้นมา ‘รายการใหม่’ ที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในกฎหมาย คงต้องหาข้อยุติมิเช่นนั้นจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

“อยากให้การพิจารณาครั้งนี้เป็นระบบเปิดที่ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น หรือเสนอข้อมูล ถ้าไม่ผิดกฏหมายควรเปิดให้สื่อมวลชนได้ถ่ายทอดสื่อสารสร้างความเข้าใจที่ดี และรัฐบาล สำนักงบประมาณ ต้องมีข้อมูลที่เพียงพอให้ กมธ.และผลงานหรือการประเมินผลถึงความคุ้มค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน” พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าว

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

"ภูมิธรรม" เผยเพื่อไทยส่ง "สลิลทิพย์" สู้ศึกเลือกตั้งสมุทรปราการ


นายภูมิธรรม เวชยชัย กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสรรหาพรรคเพื่อไทย  กล่าวว่า คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. พรรคเพื่อไทย ได้มีการนัดการประชุม เพื่อพิจารณาคัดสรรผู้สมัคร ส.ส.เลือกตั้งซ่อม เขต 5 จ.สมุทรปราการ แทนตำแหน่งที่ว่าง โดยมีพล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ เป็นประธาน นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นกรรมการและเลขานุการ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ นางสลิลทิพย์ สุขวัฒน์ เป็นตัวแทนพรรคในการลงสมัครในครั้งนี้และได้ส่งชื่อให้ผู้แทนพรรคประจำจังหวัดให้ความเห็นพร้อม ทั้งส่งชื่อประกาศในเวปเพจของพรรคเพื่อรับฟังความเห็นจากสมาชิกก่อนที่จะดำเนินการเสนอชื่อพร้อมข้อคิดเห็นต่างๆ ให้คณะกรรมการบริหาร พรรค ได้พิจารณาอนุมัติ ในการประชุมวันที่ 10 ก.ค. 2563 ต่อไป

"สุดารัตน์" ลงพื้นที่มหาสารคาม


คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย ส.ส.มหาสารคาม นำโดย ดร.สุทิน คลังแสง นพ.กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ นายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ และ ส.ส.ภาคอีสาน พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่อำเภอกันทรวิชัย อำเภอโกสุมพิสัยและอำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยโดยเฉพาะระบบชลประทาน ซึ่งมีแผนงานที่จะสร้างเขื่อนเพื่อแก้ไขปัญหา

โดย คุณหญิงสุดารัตน์ ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยจะรับผลักดันการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนให้ครบวงจรทั้งภัยแล้งและอุทกภัย โดยเฉพาะหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างกรมชลประทานให้ดำเนินการสำรวจผลกระทบและเดินหน้าโครงการได้ภายใน 1 ปี ที่ผ่านมาเกิดปัญหาน้ำแล้งซ้ำซาก น้ำท่วมเป็นระยะ ทำให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำเพื่อทำการเกษตรได้ โดยเฉพาะปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาภัยแล้ง เป็นปัญหามาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังย้ำว่า อยากเห็นการใช้งบประมาณฟื้นฟูเศรษฐกิจและงบประมาณในการช่วยเหลือเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้ประชาชน ซึ่งในส่วนของงบประมาณ 4 แสนล้านบาทนั้น แทนที่จะนำไปก่อสร้างถนน สร้างอาคาร สำนักงานต่างๆ ซึ่งไม่สามารถสร้างรายได้ในพื้นที่ได้ จะต้องปรับเปลี่ยนมาทำระบบชลประทานใช้งบประมาณไม่สูงมากแต่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้เป็นวงกว้าง รวมไปถึงการจ้างงานเกษตรกรให้ทำแหล่งกักเก็บน้ำขนาดเล็ก หรือการจ้างเกษตรกรปลูกพืชปรับปรุงดินในพื้นที่ เพื่อใช้งบประมาณให้ก่อเกิดรายได้

ขณะเดียวกันการลงพื้นที่ครั้งนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ ได้เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ มหาเจดีย์ศรีมงคล วัดอุทัยทิศ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม โดยได้ร่วมให้กำลังใจพี่น้องประชาชน ซึ่ง นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ได้ยืนยันว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทย ยังคงทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง แม้จะอยู่ในบทบาทของฝ่ายค้าน และเชื่อว่าสามารถทำหน้าที่ได้ดีกว่ารัฐบาล เช่น การร่วมใจผลักดันการพัฒนาระบบชลประทานในวันนี้ จึงขอให้พี่น้องประชาชนสบายใจ ว่า ส.ส.มหาสารคาม และ ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย ทุกคนจะดูแลรับใช้พี่น้องประชาชน ได้เป็นอย่างดีทั้งในและนอกสภา

"อนุสรณ์" อัดรัฐนักกู้ สภาพเตี้ยอุ้มค่อม

 
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีสภาฯ ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ในวาระแรก ว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 มูลค่า 3.3 ล้านล้านบาท ผ่านสภาฯวาระแรก เป็นการสร้างสถิติใหม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ คนแรก ที่จัดงบเอง และใช้จ่ายงบเอง ในลักษณะ ชงเอง กินเอง ยาวนานติดต่อกันถึง 7 ปี รวมเป็นจำนวนสูงเงินถึง 20 ล้านล้านบาท ฉายา “นักกู้แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา” กำลังยกระดับไปสู่ “นักกู้แห่งภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก”สะท้อนการทำงานได้เป็นอย่างดี ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จัดทำขึ้นก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 พอเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รัฐบาลก็ไม่ได้ปรับแก้ให้สอดรับกับสถานการณ์ กรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564  ต้องกล้าเสนอแนะแก้ไขและปรับลด พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า จะทำงานแบบนิวนอร์มอล แต่ที่เห็นในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ไม่มีอะไรใหม่  ไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหา ไม่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เป็นการจัดงบแบบเอื้อระบบรัฐราชการและพ่อค้า แบบโอลด์นอร์มอล

“แม้งบจะผ่านสภาฯในวาระแรก แต่รัฐบาลน่าจะยังไม่สามารถปรับครม.ได้ในขณะนี้ เพราะยิ่งปรับยิ่งเกิดแรงกระเพื่อม คนเก่าไม่อยากออก คนนอกไม่อยากเข้ามารับเผือกร้อน จะเกิดสภาพเตี้ยอุ่มค่อมแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ” นายอนุสรณ์ กล่าว

ฝ่ายค้านเผย ประชาชนให้รัฐติดลบ ชี้แจงงบฯ '64


นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทยและ ส.ส.กรุงเทพมหานคร เขต16 คลองสามวา กล่าวถึงการอภิปรายงบประมาณ 2564 ที่ผ่านมาว่า ถ้าประชาชนสังเกตุการลงมติเมื่อคืนวันศุกร์ จะเห็นว่าเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการทำงานของพรรคฝ่ายค้านโดยเฉพาะการอภิปรายเตือนสติ ทักท้วง ไม่ให้นายกรัฐมนตรี นำพาประเทศเข้าสู่กลียุคได้ เพราะการชี้แจงของครม.ตลอด 3 วันไม่สามารถทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้เลย เป็นการจัดทำงบประมาณแบบ "ไม่ตรงปก" เนื้อในมีลักษณะคล้ายกับแผนงบ 63 แต่อวดสรรพคุณว่าเป็นยาผีบอก ดีแน่ทั้งๆที่ปีหน้าปัจจัยลบบานตะเกียง ที่สำคัญสภาพปัญหาขณะนี้และปีหน้าไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง ทำงบ 64 แบบนี้มีโอกาสสูงที่จะนำพาประเทศไปสู่กลียุค ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนและความเป็นความตายของประเทศ
       
“การชี้แจงของคณะรัฐมนตรีในแต่ละประเด็นยิ่งทำให้เห็นว่าเป็นการรักษากระทรวงของแต่ละพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้นไม่ได้สร้างความมั่นใจใดๆให้กับประชาชนนอกจากผลประโยชน์ของแต่ละพรรคที่มีรัฐมนตรีเท่านั้น เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อกันเพื่อประคองรัฐนาวาที่เจอพายุทอนาโด"
      
นายจิรายุ กล่าวอีกว่า ฝ่ายค้านทนฟังชี้แจงมา 3 วัน ก็ยิ่งไม่เห็นอนาคตของประเทศหลังสถานการณ์โควิดจึงนำไปสู่การลงมติ "ไม่เห็นชอบ" เป็นครั้งแรก ซึ่งวาระแรกส่วนใหญ่สมาชิกรัฐสภาที่ไม่เห็นด้วยหรืออยู่ในฝ่ายค้านก็จะลงมติด้วยการโหวต "งดออกเสียง" แต่ครั้งนี้ ถือว่ารัฐบาลชี้แจงได้ไม่เอาอ่าวจริงๆ และที่รับไม่ได้ มาแย่งแอร์ แย่งอากาศฝ่ายค้านหายใจ เห็นจะเป็นซีกรัฐบาลอภิปรายด่าพลเอกประยุทธ์ เละเทะเป็นวรรคเป็นเวรนึกว่าจะใจถึงประชาชนจะพึ่งได้สุดท้ายก็โหวต "เห็นด้วย" หน้าตาเฉย
      
นายจิรายุ กล่าวอีกว่าตนขอขอบคุณแทน ส.ส.ซีกฝ่ายค้านทุกคนที่หลังจากอภิปรายมีการสำรวจความคิดเห็นหลายสำนัก และในโซเชี่ยล ต่างให้คะแนนพรรคร่วมฝ่ายค้านในการทำหน้าที่อภิปรายเพื่อตักเตือนรัฐบาลที่ลุอำนาจ โดยให้ข้อมูลและยับยั้งอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการจัดทำงบประมาณแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ ถึงA+ และให้คะแนนรัฐบาล ติดF ชนิดต้องไล่ออกสถานเดียว
    
โดยเฉพาะประเด็นทำงบฯที่ไม่สอดรับกับปัญหาสถานการณ์โควิดที่ประเทศจะได้รับสึนามิทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน แต่ยังใช้เงินไปในการซื้ออาวุธ และทำถนน อีกทั้งยังจัดสรรงบประมาณ แบบเอื้อพรรคของพวก ในลักษณะประคองรัฐนาวาในพรรคร่วมรัฐบาล โดยไม่สนใจว่าประเทศชาติจะเป็นอย่างไรหลังสถานการณ์โควิด 
     
นอกจากนี้การกู้เงินจำนวนมากที่มากกว่านายกรวมกัน 28 คน ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ไม่มีแผนหรือนโยบายที่ชัดเจนว่าจะหาเงินเข้าประเทศได้อย่างไรและจะใช้หนี้กว่า 100 ปีได้แบบไหน เห็นมีแต่แจกๆๆๆเงิน และไม่เห็นมีอะไรที่ประชาชนฟังแล้วจะมั่นใจได้ว่าปีหน้าหรือปีต่อๆ ไปประเทศไทยจะไม่ล้มละลายเพราะสุดท้ายอาจต้องเกิดภาวะดุลข้าราชการเหมือนในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศไม่มีเงินเดือนจะจ่าย ต้องให้ข้าราชการออกเป็นจำนวนมาก นายจิรายุกล่าว//

“เพื่อไทย” เตือนรัฐบาล เหลือ 2 ทางออกสุดท้าย


ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช กรรมการกิจการพิเศษ และหัวหน้าศูนย์ข้อมูลสารสนเทศ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรามักเห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชอบพูดว่า ประเทศไทยต้อง “มั่นคง มั่นคั่ง ยั่งยืน” แต่หลังจากที่เราได้ศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2564 ก็เริ่มไม่แน่ใจว่า ร่างงบประมาณฉบับดังกล่าว จะสามารถแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่าง “มั่นคง มั่นคั่ง ยั่งยืน”  เพราะการยึดโจทย์เดิม ๆ ไม่ได้ปรับให้เหมาะกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน และยังใช้ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณแบบเก่า ๆ ไม่ทันต่อสถานการณ์ ในทางกลับกันสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น คือ งบประมาณเพื่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศหลังโควิด-19 และควรเป็นงบประมาณเพื่อคนไทยทุกคน งบประมาณที่เขียนมาแบบนี้ทำให้คนไทยอดคิดไม่ได้ว่าจะมีการเอื้อผลประโยชน์แก่กลุ่มใดหรือไม่

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ควรจะต้องเป็นรัฐบาลที่หาเงินเป็น และใช้เงินเป็น ไม่ใช่รัฐบาลที่เก่งแต่กู้ และเพื่อให้งบประมาณในปีต่อ ๆ เป็นไปตามเทรนด์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ก็ควรเข้าใจ 5 เทรนด์ใหญ่ที่จะทรงอิทธิพลในปี 2030 (5 Mega Trends) มีดังนี้

1. สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) คือ พฤติกรรมของผู้สูงอายุในอนาคตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ผู้สูงอายุจะไม่อยู่บ้านเลี้ยงหลาน และมีสุขภาพที่ดีขึ้น ดังนั้นรัฐบาลควรส่งเสริมธุรกิจที่ผลิตสินค้าและการบริการซึ่งตอบโจทย์ผู้สูงอายุยุคใหม่

2. ความเป็นเมือง (Urbanization) คือ การที่เราสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่ไหนก็ได้ และสามารถเชื่อมต่อกับสังคมได้ รัฐบาลควรสนับสนุนการทำงานที่บ้าน (Work From Home) และมีนโยบายลดหย่อนภาษีสำหรับบริษัทที่ให้พนักงานทำงานที่บ้าน หรือนโยบายเรียนที่บ้าน (Learn From Home) เฉพาะเด็กโต ส่งเสริมการเรียนจากที่บ้านให้มีคุณภาพและเข้าถึงเด็กทุกคน และนโยบายซื้อที่บ้าน (Buy From Home) โดยยกเลิกภาษีขายสินค้าออนไลน์เฉพาะคนไทยเป็นเวลา 1 ปี

3. การเติบโตของคนชั้นกลาง (Rise of Middle Income Class) คือ การที่กลุ่มชนชั้นกลางมีจำนวนมากขึ้น ทำให้กลุ่มคนที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น รัฐบาลควรสนับสนุนนโยบายท่องเที่ยวเพื่อลดหย่อนภาษี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก่อนที่เศรษฐกิจจะแย่จนถึงจุดที่คนไทยไม่มีกำลังซื้อ

4. นวัตกรรม หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สร้างตลาดและมูลค่าให้กับตัวผลิตภัณฑ์ (Disruptive Technologies)  หากตลาดผลิตภัณฑ์เดิมไม่มีการปรับตัว ก็จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจนั้นถึงขั้นปิดกิจการ รัฐบาลควรส่งเสริมการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI หรือ Artificial Intelligence) เกษตรกรรมยุค 4.0 การทำธุรกรรมทางการเงินไม่ง้อธนาคาร (Financial Technology) และเมืองอัจฉริยะ (Smart City)

5. โลกที่หมุนบนแกนของความยั่งยืนและความรับผิดชอบทางสังคม (Sustainability and Social Responsibility) การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเร็วจะก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ และการขาดแคลนทรัพยากร รัฐบาลควรปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมให้ประชาชน สนับสนุนให้รัฐบาลโปร่งใสและตรวจสอบได้ (Open Data) ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนว่า รัฐบาลมีความรับผิดชอบต่อสังคม และส่งเสริมหลักสิทธิมนุษยชน

คงถึงเวลาแล้วที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตัดสินใจว่าอยากให้ประวัติศาสตร์บันทึกถึงตัวเองว่าอย่างไร เพราะนักวิชาการจำนวนมากได้ออกมาพูดแล้วว่าร่างงบประมาณปี 64 ไม่ตอบโจทย์กับวิกฤตเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน และ พล.อ.ประยุทธ์ คงเหลือแค่ 2 ทางออก ทางออกที่ 1 คือ ปรับครม.ใหม่ทั้งชุด เลือกคนที่มีความรู้ ความสามารถเฉพาะด้านนั้น ๆ มาทำงาน เพื่อให้งานที่ออกมามีประสิทธิผลสูงสุด หรือทางออกที่ 2 คือ ยุบสภา คืนอำนาจให้กับประชาชน เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกใครเข้ามาบริหารประเทศต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

"วัฒนรักษ์" แนะรัฐใช้ 6 ยุทธศาสตร์ พยุงเศรษฐกิจ


ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช กรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ควรเข้าใจถึงคำว่า “New Normal” อย่างแท้จริงเสียก่อน เพราะ โควิด-19 จะเป็นตัวเร่งให้คนทั่วโลกเข้าสู่ความปกติรูปแบบใหม่ ทั้งด้านธุรกิจ รูปแบบการดำเนินชีวิต การศึกษา และสาธารณสุข รัฐบาลมากหมายทั่วโลกหันมาใช้นโยบายชาตินิยม และลดบทบาทความร่วมมือระหว่างประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ควรเร่งสร้างรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government) ให้เป็นระบบที่สามารถใช้ได้ทันที ทั่วไทย และทุกเวลา เพราะภาคเอกชนและภาครัฐจะสามารถทำงานได้คล่องขึ้น ช่วยลดค่าใช้จ่าย และยังเพิ่มความโปร่งใสในการทำงานของภาครัฐให้ดีกว่าเดิม ทั้งนี้การจัดสรรงบประมาณปี 2564 ต้องตั้งอย่างถูกวิธี ตอบโจทย์และไม่ล้าสมัย

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ กล่าวอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ควรปรับแผนยุทธศาสตร์ เพื่อให้ตอบสนองจากผลกระทบโควิด-19 ดังนี้

1. Economic Simulation คือ การจำลองสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจที่แย่ที่สุด เพื่อประเมินสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตและคิดนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาคและจุลภาคเป็นรายวัน ยกเลิกการใช้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพราะล้าสมัยและไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไปในสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

2. Support SMEs Liquidity คือ การส่งเสริมให้ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีสภาพคล่องทางการเงิน เช่น การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) จากภาครัฐเพื่อส่งผ่านต่อไปให้ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ ให้พวกเขารอดพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้

3. Agile Government คือ รัฐบาลต้องมีระบบการทำงานที่ว่องไว ตอบสนองและทันต่อเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกยุคปัจจุบัน รัฐต้องลดขั้นตอนต่าง ๆ ที่เสียเวลา และพัฒนาให้มีการประสานงานระหว่างหน่วยงานราชการโดยใช้ระบบ E-Government

4. Empathic Government รัฐบาลที่เข้าอกเข้าใจความต้องการของประชาชน คือ รัฐบาลเพื่อประชาชนในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลต้องเข้าใจปัญหาที่ประชาชนพบเจอ และเอาใจใส่การวิจัยสภาวะแวดล้อม การรับรู้ พฤติกรรม วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปแบบรายวัน เพราะ การที่รัฐเข้าใจ เอาใจใส่ปัญหา และตระหนักถึงความต้องการของประชาชนก็จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ตรงจุด

5. Lean Government รัฐบาลต้องทำตัวให้เบา มีความเป็นกลาง โดยเฉพาะการจัดสรรและใช้งบประมาณปี 2564 มีความสำคัญมาก ดังนั้น รัฐบาลควรตัดงบที่มีความจำเป็นน้อย และไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น งบด้านความมั่นคง และงบการทหาร ที่ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปี และแบ่งสันปันส่วนงบประมาณให้หน่วยงานต่าง ๆ โดยคำนึงถึงการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนกำลังประสบอยู่ในปัจจุบันเป็นสำคัญ

6. Stable Government รัฐบาลควรสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้น โดยการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งจากในและต่างประเทศ เพราะ ถ้าหากยังใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์บ่งบอก “ความไม่มีเสถียรภาพ” แล้วใครจะกล้ามาลงทุน

ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ควรวิเคราะห์ปัญหา และความต้องการของประชาชนตลอดเวลา บริหารประเทศด้วยยุทธศาสตร์แบบวันต่อวัน ตอบโจทย์สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป กล้าตัดสินใจ เอาใจใส่ความต้องการของประชาชนทุกกลุ่ม เข้าใจเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้ง และเร่งแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ เพราะ ถ้าหากยังบริหารราชการแบบเก่า ๆ ไม่ก้าวตามสถานการณ์ ประเทศไทยจะตกขบวนและยากที่จะมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อีก

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563

"เพื่อไทยพลัส" แถลงเตรียมจัดงานสัมมนาออนไลน์

กลุ่มเพื่อไทยพลัสจัดสัมมนาออนไลน์ร่วมกับตัวแทนเยาวชนอาเซียนเรื่องความร่วมมือโลกหลังโควิด-19 


นายจุลพันธุ์  อมรวิวัฒน์ ประธานกลุ่มเพื่อไทยพลัสกล่าวว่าแม้จะมีช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาพวกเราก็ยังมีการประชุมผ่าน Zoom กันมาตลอด แต่การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทำได้ยากขึ้นเพราะต้องมีการรักษาระยะห่างทางสังคมในเรื่องของโรคโควิด-19 ตอนนี้เมื่อสถานการณ์คลี่คลายขึ้นบ้างแต่ก็มีปัญหาเรื่องของสภาวะเศรษฐกิจและปัญหาปากท้อง ตามมา เราก็พยายามจะหาทางออกเพื่อให้สังคมได้ปรับตัวสำหรับแนวทางหรือสังคม New Normal ที่จะเกิดขึ้นในสังคมต่อไปหลังจากโรคโควิด-19 ซาลง

วันนี้กลุ่มเพื่อไทยพลัสได้เตรียมการที่จะจัดสัมมนาทางออนไลน์ เรื่องแรกคือความร่วมมือทางอาเซียน หลังโควิด-19 เรื่องที่ 2 คือเรื่องสตาร์ทอัพ ต้องยอมรับว่าเด็กยุคใหม่ในเมืองไทยเข้าสู่กระบวนการดิจิตอล ซึ่งการสนับสนุนจากภาครัฐยังไม่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของประชาชนในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งเราจะเชิญบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถโดยเฉพาะ ให้เข้ามาร่วมเสวนากับพรรค เพื่อจะนำแนวคิดไปปรับใช้ได้ ครั้งที่ 3 เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาชีพหลังโควิด-19 สภาวะหลังจากโรคระบาด เชื่อได้ว่าการทำมาหากิน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งก็จะเรียนเชิญบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นติวเตอร์มาแนะนำให้ความเห็นกับน้องๆเยาวชนต่อไป

ทั้งนี้การเสวนาออนไลน์จะเป็นภาษาอังกฤษพร้อมกับมีการแปลสรุปเป็นภาษาไทยสั้นๆ ในวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2563 เวลา 14.00น. ผู้ร่วมเสวนาได้แก่ ประเทศไทย เวียดนาม สิงค์โปร์ และลาว

"เพื่อไทย" แถลงเร่งรัฐยุติ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน


"เพื่อไทย" เร่งรัฐ ยุติใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ชี้หมดความจำเป็น อ้างกฎหมายคุมประชาชน หวั่นเปิดช่องทุจริตจัดซื้อจัดจ้างโดยไม่ต้องประมูล 


คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการต่อพระราชกำหนดการบริหาร ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก. ฉุกเฉิน) ออกไปอีก 1 เดือน ว่า พรรคเพื่อไทยไม่เคยเห็นด้วยกับการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และควรนำพ.ร.บ.โรคระบาดมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ เพราะที่ผ่านมา เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้นในไทย ก็ใช้เพียงพ.ร.บ.โรคระบาด แต่เห็นด้วยในตอนแรกที่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อให้เกิดความสะดวกในการเคลื่อนย้ายคนจำนวนมาก แต่หลังจากนั้น การติดเชื้อในประเทศไม่มีแม้แต่รายเดียวเป็นเวลา 34 วันต่อกัน จึงไม่มีความจำเป็น ในการต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงเกิดการตั้งข้อสังเกตว่าการคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้จะทำให้เกิดข้อเสียมากขึ้น โดยจะกระทบกับภาคเศรษฐกิจ ที่จะหนักมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา รัฐบาลต้องรักษาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น การคงพ.ร ก. ฉุกเฉินสร้างความไม่มั่นใจในการค้าการลงทุน อีกทั้งการใช้งบประมาณต้องโปร่งใส ตราบใดที่ยังคงพ.ร.กฉุกเฉินอยู่ การใช้งบต้องเป็นวิธีพิเศษ เกรงว่าจะใช้เป็นข้ออ้างในการหาประโยชน์ ในการใช้งบประมาณได้


ด้านนายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมาธิการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน กล่าวเพิ่มเติมว่า การต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นอาจเป็นการเปิดช่องให้ก่อการทุจริตขึ้นมาเยอะ เพราะหลังจากที่มีคณะกรรมาธิการกรั่นกรองขึ้นมา และได้วินิจฉัยข้อขัดแย้งจนนำไปสู่การแก้ไขระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะโดยปกติ การจัดซื้อจัดจ้างโดยงบประมาณที่มีมูลค่าสูง จะต้องเข้าสู่กระบวนการประมูล หรืออีบิดดิ้ง แต่ในระหว่างที่บังคับใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่จำเป็นต้องใช้การจัดซื้อจัดจ้างแบบอีบิดดิ้ง ไม่ว่าจะมูลค่าเท่าใดก็ตาม สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงการคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ตลอด 2-3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งได้อาศัยพ.ร.ก.ฉุกเฉินยกเว้นการประมูล   จากข้อสังเกตจะพบว่าเมื่อขยายพ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้วแต่ยังไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างให้แล้วเสร็จทันเดือนมิถุนายน การจัดซื้อจัดจ้างจึงต้องทอดเวลาไปอีกอย่างน้อย1เดือน จึงได้เห็ยการขยายพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก1เดือนเช่นกัน โดยเฉพาะภายใต้เงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ต้องประมูล นี่จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ประจักษ์ชัด หากรัฐบาลเห็นว่าสิ่งที่พรรคเพื่อไทยได้สะท้อนไม่เป็นความจริงขอให้ชี้แจงว่าสิ่งที่ได้ทำเป็นการเปิดช่องไปสู่การทุจริจหรือไม่?


ขณะที่ นายวัฒนา เมืองสุข กรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ออกมาเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ตามประกาศของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด(ศบค.) ซึ่งขณะนี้ไม่มีการแพร่ระบาดเกิดขึ้นในไทย 35 วันแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องคงพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และรัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 5% ในปี2564 หากรัฐบาลยังคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ จะไม่สามารถให้เศรษฐกิจโตได้  เหตุแห่งความจำเป็นตามประกาศของรัฐบาลในการคงพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่มีอีกต่อไปแล้ว นอกเสียจากเหตุผลทางการเมืองที่ควบคุมประชาชนไม่ให้ออกมาแสดงความเห็น พรรคเพื่อไทย จึงเสนอให้ เลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินในทันที


วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2563

"เพื่อไทย" ค้านทุบแฟลตคลองจั่น

อดีตผู้สมัคร ส.ส.บางกะปิ เพื่อไทย คัดค้านการทุบแฟลตการเคหะคลองจั่น เพื่อสร้างคอนโดสูง โดยไม่ได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่

 
นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส เลขาธิการกลุ่มเพื่อไทยพลัส และอดีตผู้สมัคร ส.ส.เขตบางกะปิ-วังทองหลาง ได้โพสต์เฟสบุ๊ค ถึงกรณีมีการแชร์เอกสารเรื่องบอร์ดการเคหะแห่งชาติ กำลังเตรียมทำโครงการคอนโดสูง โดยทุบแฟลตการเคหะหลังปัจจุบันว่า
 
จากกระแสข่าว และการแชร์เอกสาร เรื่อง บอร์ดการเคหะแห่งชาติ กำลังพิจารณาทำเมกะโปรเจ็ค เพื่อสร้างคอนโดสูง คร่อมบึงพังพวย โดยจะทุบแฟลตการเคหะคลองจั่นปัจจุบัน และรื้อสนามกีฬาปัจจุบัน เพื่อสร้างคอนโดสูง โดยคณะกรรมการการเคหะแห่งชาติ ที่เป็นโควตาการเมือง แต่งตั้งโดยรัฐมนตรีนั้น
 
ผม ในฐานะ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในเขตบางกะปิ-วังทองหลาง ขอคัดค้าน การสร้างคอนโดสูง ในระแวกแฟลตการเคหะคลองจั่น และทุบอาคารแฟลต เนื่องจากเป็นการกระทำที่ไม่ได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์ ฟังเสียงประชาชนในพื้นที่ก่อน ว่ามีความเห็นถึงเรื่องดังกล่าวอย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อประชาชนได้อย่างไร

"เพื่อไทย" ติวเข้ม 61 ส.ส.อภิปรายงบปี 64

พรรคเพื่อไทย เพื่อเตรียมความพร้อมในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 โดยเจ้าหน้าที่จากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูล 



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทยจัดโครงการติวเข้ม เสริมทักษะ ส.ส.คุณภาพที่จะอภิปรายงบประมาณปี พ.ศ.2564 ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภา บรรยายให้ 61 ส.ส.ขุนพลของพรรค โดยพรรคได้เชิญวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถทั้งจากภาครัฐ เอกชนและบุคลากรภายในพรรค โดยแบ่งหมวดหมู่การอภิปรายเป็นด้านๆ


ทั้งนี้ การอภิปรายครั้งนี้ถูกจับตามองว่าเป็นการจัดทำงบซ้ำซ้อน เราจะไม่เปิดช่องให้มีการทุจริต ในอดีตเราได้ยินนโยบายรัฐบาลในอดีตว่า “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กลับเปลี่ยนสนามการค้าเป็นสนามงบประมาณ เพราะไม่กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง งบประมาณ 64 จำนวน 3.3 ล้านล้านบาท อาจเป็นการจัดทำงบประมาณแบบทิ้งทวน และหลังงบปี 64 อาจจะยุบสภาฯ พรรคเพื่อไทยจึงยิ่งต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เงินงบประมาณทุกบาททุกสตางค์เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน


วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2563

"ทวี" นำประชุมฝ่ายค้าน ห่วงคดีหมู่อาร์ม-สอบงบรัฐ


คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชน ประชุมที่สำนักงานพรรคเพื่อไทย โดยมีพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติเป็นประธาน พร้อมแกนนำจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคเสรีรวมไทย พรรคเพื่อชาติ และพรรคพลังปวงชนไทย ร่วมประชุมด้วย 

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้านและการมีส่วนร่วมของประชาชน กล่าวภายหลังการประชุม ว่า ที่ประชุมห่วงกรณี ส.อ.ณรงค์ชัย อินทรกวี หรือ #หมู่อาร์ม ที่ได้ออกมาให้ข้อมูล ให้เบาะแสที่คาดว่าอาจจะเกิดการทุจริตในหน่วยงานที่สังกัด แต่กลับถูกกองทัพดำเนินคดี โดยมองว่า ลักษณะเช่นนี้เป็นการขัดขวาง หรือ การกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องรัฐต้องส่งเสริมให้ประชาชน และข้าราชการหน่วยงานรัฐช่วยกันขจัดและป้องกันการทุจริต ซึ่งจะทำให้บุคคลที่ต้องการเปิดเผยการทุจริตรู้สึกหวาดกลัว ดังนั้น พรรคประชาชาติและพรรคร่วมฝ่ายค้านจึงได้เสนอให้แก้ พรบ ธรรมนูญศาลทหารเพื่อให้ทหารที่ถูกกล่าวว่ากระทำผิดต้องถูกดำเนินคดียังศาลยุติธรรม เช่นเดียวกับข้าราชการตำรวจ และข้าราชการอื่นๆ ในเรื่องเขตอำนาจของศาลทหารด้วย เพราะขณะนี้ศาลทหารมีอำนาจไปรุกล้ำพลเรือน แม้แต่คดีทุจริตคอรัปชั่น ปปช ยังส่งฟ้องต่อศาลทหารต่างกับข้าราชการอื่นที่ฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมทั้งห่วงเรื่องกระบวนการในการพิจารณาคดีของศาลทหารด้วย จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามหลักฐาน ความถูกต้อง และให้ความเป็นธรรม


ด้านนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านกังวลว่าหมู่อาร์ม จะไม่ได้รับสิทธิตามที่ได้รับ โดยเฉพาะการขอใช้สิทธิประกันตัว ที่คาดว่าจะมีการคัดค้าน แต่มองว่าคดีนี้ไม่ถือเป็นการก่ออาชญากรรม ซึ่งการขอประกันตัวเป็นสิทธิที่ทุกคนควรจะได้รับ และหมู่อาร์มไม่ควรได้รับการคุมขัง เพราะถือเป็นบุคคลตัวอย่างที่กล้าออกมาเปิดเผยเรื่องการทุจริต ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาทหารบก พร้อมทั้งจะติดตามการทำหน้าที่ของศาลทหาร เพราะที่ผ่านมามีการตั้งข้อสังเกตว่าการพิจารณาคดีของศาลทหารมักไม่ได้รับความเป็นธรรมในหลายคดี


นอกจากนี้ ที่ประชุม จะติดตามตรวจสอบการใช้งบประมาณตามพระราชกำหนด 3 ฉบับ ที่รัฐบาลจะนำไปฟื้นฟูสังคมและเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมามีการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาตรวจสอบการใช้งบประมาณดังกล่าว แต่ในสัดส่วนของกรรมาธิการพบว่ามีฝ่ายรัฐบาลเป็นเสียงข้างมาก จึงมองว่า จะทำให้การตรวจสอบรัฐบาลทำได้ยาก พร้อมทั้งห่วงเรื่องการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ว่า งบประมาณส่วนใหญ่มีหลายโครงการที่จะไปอุ้มคนรวย แต่ไม่มีโครงการที่จะนำไปเยียวยาการสร้างรายได้ โดยเฉพาะการแก้หนี้ครัวเรือน หรือหนี้ กยศ. รวมถึงจะมีการนำงบประมาณไปใช้จ่าย อุ้มนายทุน กับข้าราชการ จึงฝากให้ประชาชนช่วยกันติดตามตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาลอย่างเข้มงวด










วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2563

สุดประทับใจ! "พานทองแท้" แสดงความยินดีครบรอบวันเกิด "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพานทองแท้ ชินวัตร โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดย ระบุว่า


สุขสันต์วันเกิดครับอาปู วันเกิดปีนี้ โอ๊คขอให้อามีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรง ใช้ชีวิตในทุกๆ วันอย่างมีความสุข และมีพลังใจที่จะทำสิ่งต่างๆ ที่อามุ่งหวังตั้งใจได้สำเร็จ

โอ๊คต้องกราบขอบพระคุณอาปู สำหรับคำแนะนำ และกำลังใจที่อามีให้โอ๊คตลอดเวลาที่ผ่านมา
โอ๊คขอเป็นกำลังใจให้อาปูเช่นกัน และหวังว่าจะได้พบกับอาปูเร็วๆ นี้ครับ

หลานโอ๊ค

“ยิ่งลักษณ์” ขอคนไทยเข้มแข็ง ขอบคุณทุกกำลังใจ-อวยพรครบรอบวันเกิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


เป็นอีกปีหนึ่งที่ดิฉันขอส่งความขอบคุณสำหรับทุกคำอวยพรในวันเกิดปีนี้ ที่ส่งผ่านมาจากหลายช่องทางมาให้กับดิฉัน บางท่านก็นัดกันเป่าเค้กอวยพรวันเกิดและส่งคำอวยพรเป็นวิดีโอมาให้ แม้ว่าปีนี้สถานการณ์จะทำให้วิถีชีวิตเราต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่เรียกว่า New Normal ทุกคนต้องปรับตัวสู่มาตรฐานแบบใหม่ แต่สำหรับดิฉันไม่ว่าจะความหมายใด ทุกท่านยังคงอยู่ในใจของดิฉันเสมอค่ะ

ขอให้ทุกคำอวยพร ทุกความปรารถนาดีที่ทุกท่านตั้งใจมอบให้กับดิฉัน ส่งผลย้อนกลับไปสร้างสิ่งดี ๆให้กับแฟนคลับ และพี่น้องประชาชนทุกคนด้วยนะคะ

ขอให้เราผ่านพ้นจากสถานการณ์โควิด-19 และพิษจากเศรษฐกิจที่เป็นผลพวงกันมา ดิฉันก็ขอให้ทุกคนมีกำลังใจที่ดี มีหัวใจที่เข้มแข็ง เพื่อที่ฟันฝ่าต่ออุปสรรคต่าง ๆ เหล่านี้ไปได้ด้วยดี เราจะเป็นกำลังใจให้กันและกันเหมือนเดิม ตลอดไปค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ

"วัฒนรักษ์" แนะรัฐเร่งแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5


ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช หรือ ผู้กองมาร์ค กรรมการกิจการพิเศษ และหัวหน้าศูนย์ข้อมูลสารสนเทศ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ปัญหาโควิด-19 เริ่มจางลง แต่ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 กำลังจะกลับมา ทั้ง ๆ ที่ประชาชนพึงมีสิทธิ์ได้รับอากาศสะอาด ปราศจากมลพิษ แต่ค่าฝุ่น PM 2.5 กลับมีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปี ฝุ่นประเภทนี้มีขนาดเล็กทำให้สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย และยังส่งผลร้ายต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาว คณะรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เห็นชอบ “แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติเรื่องการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2562 นับจนถึงตอนนี้ ก็เป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้ว แต่เราก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังเสียที หรือแผนดังกล่าวคือจะเป็นแค่การวาง “แพลนนิ่ง” เพราะ “นิ่ง” จนประชาชนยังไม่เห็นถึงการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม หากรัฐบาลสามารถนำข้อมูลการดำเนินงานดังกล่าวเผยแพร่ในเว็บไซต์ของรัฐบาลไทยเพื่อให้ประชาชนสามารถรับรู้และตรวจสอบความคืบหน้าของแผนปฏิบัติการดังกล่าวแบบวันต่อวันได้ ก็จะเป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจต่อประชาชนเป็นอย่างมาก

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ กล่าวอีกว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษทุกคันซึ่งถือเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดฝุ่น PM 2.5 และต้องดำเนินการตรวจตราอย่างเคร่งครัด สั่งปิดโรงงานที่ปล่อยมลพิษเกินค่ามาตรฐาน และจะต้องไม่อนุญาตให้โรงงานนั้นเปิดทำการจนกว่าจะแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ พัฒนาแอปพลิเคชันตรวจเช็คคุณภาพอากาศ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอุตสาหกรรม และต้องดำเนินนโยบายผลักดันให้พลเมืองเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า ทั้งนี้รัฐต้องมีนโยบายลดภาษีการต่อทะเบียนรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า หรือ EV (Electric Vehicle) เป็นร้อยละ 0 สร้างสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศให้ทั่วถึงและเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายใน 3 ปี  มีช่องจราจรพิเศษสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในชั่วโมงเร่งด่วน โดยเฉพาะบริเวณที่มีการจราจรติดขัด ให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะฟรีในวันที่มีฝุ่นควันเกินมาตรฐาน โดยเฉพาะกรุงเทพและปริมณฑล ในช่วงนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูฝน มักเห็นสำนักงานเขตออกมาตัดต้นไม้เนื่องจากเกรงว่าลมที่พัดแรงในหน้าฝนจะพัดกิ่งก้านของต้นไม้ไปโดนสายไฟ บ่อยครั้งการตัดต้นไม้จนแทบจะไม่เหลือใบปราศจากหลักรุกขศาสตร์ทำให้ต้นไม้ตายและไม่สามารถช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และฝุ่นพิษ PM 2.5 ได้อีก รัฐบาลควรดำเนินโครงการนำสายไฟลงดินอย่างเร่งด่วน และสนับสนุนให้ประชาชนปลูกต้นไม้โดยมีแรงจูงใจเป็นนโยบายลดหย่อนภาษี ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ ถ้าหากเรามีอากาศที่บริสุทธิ์ด้วย คุณภาพชีวิตของคนไทยก็จะดียิ่งขึ้น สุขภาพแข็งแรงมากขึ้น หาก พล.อ.ประยุทธ์ มี “ความจริงใจ” อย่างที่ท่านได้กล่าวไว้ ก็ควรนำงบประมาณอันมีที่มาจากเงินภาษีของประชาชนมาแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 แน่นอนว่าย่อมคุ้มค่ากว่าการนำเงินของประชาชนไปซื้อเรือดำน้ำ รถถัง และเครื่องบินรบ

"สุชาติ" แนะรัฐใช้มาตรการ​ "คิวอี" ฟื้นเศรษฐ​กิจ

ศาสตราจารย์​ ดร.สุชาติ​ ​ธา​ดา​ธำ​รง​เวช​ อดีตรมว​คลัง​: แนะ​ให้รัฐบาลเร่งฟื้นเศรษฐ​กิจให้เติบโตสูง​ โดยใช้มาตรการ​ คิวอี​ (QE)​ คือให้ธนาคารชาติ​ ซื้อพันธบัตร​รัฐบาล​ออกจากตลาดเงิน​ให้มากพอ​ จะทำให้รายได้ภายในประเทศ​ และรายได้ส่งออกจะสูงขึ้น​ ทำให้ประเทศและประชาชนมีฐานะดีรวดเร็วขึ้น​


ศ.สุชาติ​ฯ​ กล่าวว่า​ ภาวะโรคระบาดโควิค-19 ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงักลง ประชาชนต้องหยุดค้าขาย หยุดเดินทาง มีผลให้เกิดการตกงานและเศรษฐกิจตกต่ำ เป็นจำนวนมากทั่วโลก

รายได้สำคัญของประเทศไทยจากการส่งออกและท่องเที่ยวได้ลดลงมากมาย รัฐบาลก็ได้ให้ประชาชนไทยหยุดงาน​ หยุดกิจการ​ และได้กู้เงินจำนวนมาก​ มาแจกประชาชนเพื่อให้ดำเนินชีวิตไปได้ในระยะสั้น

เมื่อสถานการณ์โรคระบาดโควิด เริ่มเบาบางลงแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะทำให้ประชาชนได้กลับมาทำงาน​ มีรายได้ที่แท้จริงของตนเอง ภายใต้ภาวะความปกติใหม่ (New Normal) คือการรักษาระยะห่าง​ และรักษาความสะอาดปลอดภัยมากขึ้น

การทำให้ประเทศกลับมาเจริญเติบโตสูงขึ้นโดยเร็ว จึงควรเป็นสิ่งแรกๆ ที่รัฐบาลจะต้องทำก่อน ซึ่งหากทำได้ ปัญหาอื่นๆ​ ก็จะแก้ได้ไขได้ง่ายขึ้นมาก

สหรัฐอเมริกา และประเทศพัฒนาแล้ว ล้วนใช้มาตรการ QE​ (Quantitative Easing) คือเพิ่มปริมาณเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของตนเอง​ เป็นจำนวนมาก เพื่อให้มีปริมาณเงินหมุนเวียนมากขึ้น​ ทำให้ประชาชนสามารถค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า​ได้มากขึ้น​ มีรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดทุนและตลาดทรัพย์สินมีสภาพคล่องเพียงพอ ไม่ก่อให้เกิดการขาดความเชื่อมั่น

รัฐบาลไทยก็ต้องเร่งให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโดยเร็ว และต้องเติบโตในอัตราการสูง เพื่อสร้างรายได้และฐานะของประชาชน ซึ่งจะนำมาซึ่งรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้น

มาตรการ QE​ เป็นมาตรการสำคัญที่ใช้กันทั่วโลก โดยรัฐบาลให้ธนาคารชาติเข้า​ซื้อพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรธนาคารชาติ​ (ที่ออกมาขายก่อนหน้านี้)​ ออกจากตลาดเงินในจำนวนมากพอ

จากนั้น​ รัฐบาลควรใช้นโยบายกำหนดเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน ​(Exchange​ rate targeting policy)​ แทนการใช้นโยบายกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ ​(Inflation targeting policy)

การใช้มาตรการคิวอี​ และนโยบายกำหนดเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน จะทำให้​ (1) ​ปริมาณเงินบาทในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น​ ประชาชนจะสามารถค้าขายกันมากขึ้น แต่ละคนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น​ (2)​ ค่าเงินบาทจะอ่อนลง​เมื่อเทียบกับเงินตราต่างประเทศ (เงินบาทควรเป็น 35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ)​ ซึ่งทำให้รายได้ส่งออกในรูปเงินบาทมากขึ้น​ (แม้ขายในปริมาณเท่าเดิม) ประเทศและประชาชนจะมีฐานะดีขึ้น​รายได้ภาษีเพิ่มขึ้นด้วย  ปัญหาอื่นๆ​ ของประเทศก็จะแก้ไขได้ง่ายขึ้น

 รัฐบาลไทยเคยใช้มาตรการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเช่นนี้ ทำให้ในช่วงปี 2530 ถึง 2538 ระบบเศรษฐกิจไทยเจริญเติบโตสูง​เฉลี่ย 10% เป็นเวลาถึง​ 9 ปี​ ซึ่งในตอนนั้น​ เรียกว่า​นโยบายตระกร้าเงิน​ (Basket of Currencies).. ศ.สุชาติ​ กล่าว

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563

"กลุ่มแคร์" ประกาศเจตนารมณ์ คิด-เคลื่อน-ไทย


ผู้สื่อข่าวรายงานจาก วอยซ์ สเปซ ว่า กลุ่มแคร์ ที่เป็นสมาชิกเริ่มต้น อาทิ นายดวงฤทธิ์ บุนนาค นางวีรพร นิติประภา น.ส.ลักขณา ปันวิชัย นายศุภวุฒิ  สายเชื้อ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช น.ส.รัสรินทร์  ชินโชติธีรานันท์ นายภูมิธรรม เวชชยชัย และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ร่วมเปิดตัวกลุ่มอย่างเป็นทางการ 


โดย น.ส.ลักขณา เป็นตัวแทนอ่านคำประกาศเจตนารมณ์ ว่า ไม่มีครั้งใดที่โลกจะเรียกร้องประชากรของมันมากเท่ากับวันนี้ วันที่โลกทั้งใบต้องเผชิญกับวิกฤติโควิดไนน์ทีน ซึ่งส่งผลกระทบที่ลึกร้าวยาวนาน อัตคัตสาหัส แผ่ขยายเป็นวงกว้างกว่าทุกครั้งที่มนุษยชาติเคยเผชิญ และซ้ำร้ายยังเกิดในห้วงเวลาที่ประเทศไทยตกต่ำ อ่อนแอในแทบทุกมิติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในประวัติศาสตร์ คำถามใหญ่ในสังคมไทยวันนี้ คือประเทศไทยเราจะก้าวเดินต่อไปอย่างไรกัน เพราะวันนี้ ประเทศไทยเหมือนตกอยู่ในกับดักที่ไร้ทางออก ทุกปัญหาโยงใยกันไปหมดทั้งการเมือง เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต การศึกษา การเกษตร สุขภาพ สังคม และความเหลื่อมล้ำ ทั้งหมดทั้งปวงล้วนส่งผลกระทบต่อความหวังของประชาชน แล้วเราจะฟื้นคืนความหวังให้กลับมาได้อย่างไร เราทราบดีว่า การตอบคำถามใหญ่เช่นนี้ ไม่ง่ายเลย แต่เราเชื่อว่า หัวใจสำคัญ ในการตอบคำถามใหญ่นี้ อยู่ที่คำเล็กๆ 3 คำคือ คิด-เคลื่อน-ไทย

คิด คือการรุกระดมทุกมันสมอง ผนึกทุก ”ความคิด” มาช่วยกันหาทางออกของปัญหาต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์. เคลื่อน คือสร้างเครือข่ายให้ทุกคน ในทุกภาคส่วน เข้ามาร่วมกัน “เคลื่อน” และขับดันให้เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สุขภาพ และศิลปวัฒนธรรม สามารถฟื้นฟูและพัฒนา เพื่อรับมือกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย ไทย ประเทศอันเป็นที่รักของเรา ก็จะกลับมาเป็นประเทศที่ทุกผู้คนมีความหวัง มีสิทธิและศักดิ์ศรี มีเสรีภาพในการแสดงออก ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง กลุ่ม C-A-R-E ถือกำเนิดขึ้นมาด้วยเจตนารมณ์นี้

แคร์ คือกลุ่มคนจากหลากหลายวงการ หลากหลายสาขาวิชาชีพ หลากหลายประสบการณ์และหลากหลายวัย ที่ “ห่วงใย” ต่ออนาคตของประเทศนี้ เราจะระดมคลังสมอง ขยายเครือข่าย เปิดพื้นที่สร้างความร่วมมือใหม่ให้ทุกคนมาร่วมกัน “คิด-เคลื่อน-ไทย” เพื่อสร้างความเป็นไปได้นับล้านๆ ในการขับเคลื่อนประเทศอันเต็มไปด้วยศักยภาพของเรา ให้สามารถกลับไปหยัดยืนสง่างาม มีศักดิ์ศรี เคียงข้างอารยะประเทศอีกครั้ง ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ถ้าคุณ C-A-R-E ให้เรามา คิด-เคลื่อน-ไทย ไปด้วยกัน


ด้าน นพ.พรหมมินทร์ กล่าวว่า เราเริ่มต้นจากการเห็นปัญหาของประเทศ แล้วรวมตัวคนจากคนหลายๆคนเข้ามา ขณะนี้เรามีสมาชิกอยู่ 30-40 ท่านแล้ว เราเริ่มต้นจากความคิดที่เป็นบวก เริ่มต้นจากความสร้างสรรค์ มากกว่าการทำลาย เน้นหาคำตอบ และหาทางออกให้กับประเทศ ต้องเป็นสิ่งที่ทำได้ ไม่เพ้อฝัน และต้องสานฝันให้เป็นจริง เมื่อครั้งเราเป็นรัฐบาล เราถูกสบประมาท และดูถูกเรื่องการเอาเงินงบประมาณมาจากไหน แต่เราก็ทำสำเร็จมาแล้ว เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค 






"วัฒนรักษ์" เตือนรัฐ ใช้งบ พ.ร.ก.กู้เงิน ให้ตรงจุด-ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม


ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช กรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในหลายเดือนที่ผ่านมา ได้มีการปิดประเทศ (Lock Down) และการห้ามออกนอกบ้านยามวิกาล เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค จึงได้มีการปิดสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เช่น ทะเล ป่า อุทยานต่างๆ  เป็นการชั่วคราว ทำให้ธรรมชาติได้มีโอกาสพักหายใจ ทำให้มลพิษทางอากาศทั่วโลกลดลง ในส่วนของประเทศไทยพบว่า ปริมาณความหนาแน่นของไนโตรเจนไดออกไซด์ มีปริมาณที่ลดลงอย่างมาก ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีที่ประเทศเราได้โอกาสในการพัฒนาเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และความสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างมากเพราะพอปลดล็อก เพียงไม่กี่วันเท่านั้นก็ได้มีการตั้งวงเหล้าริมหาด ซึ่งเกิดจากการที่ไม่มีการควบคุมทั้งในส่วนของปริมาณและการดูแลจัดการกับนักท่องเที่ยวตามอุทยานต่างๆ อย่างเข้มงวดและรัดกุม จึงทำให้ปริมาณขยะและการทำลายธรรมชาติเริ่มกลับมาใหม่อีกครั้ง

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ฯ กล่าวว่า แนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้บรรลุผล สามารถแบ่งได้ดังนี้

1. การป้องกันคุ้มครองทรัพยากรที่สามารถเกิดใหม่ได้เอง เพื่อไม่ให้สภาวะสิ่งแวดล้อมเสียสมดุล รัฐ ควรประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ และมีนโยบายในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง  เพราะหากเราทำลายสิ่งแวดล้อม ก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เช่น โรคเอดส์ โรคซาร์ส โรคเมอร์ส และโรคโควิด-19

2. จัดการเร่งซ่อมแซมทรัพยากรที่ลดลงตามความเหมาะสม และเร่งฟื้นฟูทรัพยากรที่เสื่อมโทรมเพื่อให้กลับ มาสู่สภาพปกติโดยเร็ว เช่น ป่าต้นน้ำ ป่าเสื่อมโทรม ป่าชายเลน และทำไร่เลื่อนลอย เป็นต้น

3. การบังคับใช้กฎระเบียบที่มีอยู่อย่างจริงจัง และรณรงค์ให้ประชาชนอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างฉลาดและเหมาะสม เช่น จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าอุทยาน เพื่อให้เกิดความเหมาะสม ในการควบคุมดูแลและหากพบว่ามีการทำลายสิ่งแวดล้อม ก็ควรจะให้มีการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นสูงสุด

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ฯ  กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ควรจะดำเนินการอย่าง เร่งด่วนและต่อเนื่องเพราะนอกจากจะเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติแล้ว ก็ยังเป็นการส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้กับ ประชาชน เพราะการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ หากธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ และสิ่งแวดล้อมงดงาม จะสามารถ เพิ่มปริมาณ ของนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ซึ่งจะทำให้รายได้ต่อหัวของคนในพื้นที่เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน และในประเทศไทยเรานั้นมีสถานที่สำคัญหลายแห่งที่สามารถขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก (World Heritage Site) ประกอบกับประเทศไทยเรามีชื่อเสียงในเรื่องของอาหารการกินริมถนน เป็นอย่างมาก ซึ่งสามารถที่จะขอขึ้นทะเบียนเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UNESCO Creative Cities Network) เพื่อเมืองไทยของเราจะได้คนที่มีคุณภาพพร้อมที่จะจับจ่ายใช้สอยเงินเพิ่มขึ้นมาเที่ยวเมื่องไทยมากขึ้น โดยผลประโยชน์ทั้งหมดก็จะตกอยู่ที่ประชาชน ดังนั้น ในฐานะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้เสนอแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงควรจัดสรรงบประมาณมาแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง เพราะตอนนี้มีงบ พ.ร.ก.กู้เงิน แล้ว

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2563

"อนุสรณ์" แนะ "ประยุทธ์" ตอบให้ชัด จัดเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อไหร่?


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ออกมาระบุ การจัดเลือกตั้งท้องถิ่นมีปัญหาด้านงบประมาณ เพราะถูกโยกงบฯมาใช้แก้ปัญหาโควิด-19 ว่า ไม่เห็นประโยชน์ที่นายวิษณุ จะหาข้ออ้างหลบหลังโควิดเพื่อช่วยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม บอกว่า จะพิจารณาเอง ขึ้นอยู่กับกฎหมายและความพร้อมของกระทรวงมหาดไทยและคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต.ยังไม่ไว้หน้ารัฐบาลเลย ประกาศมีงบ 800 ล้าน พร้อมจัดเลือกตั้งท้องถิ่นทันที รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจนถึงหลักการกระจายอำนาจการปกครองให้ท้องถิ่นได้บริหารตนเองเพื่อประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง การที่รัฐบาลยื้อการเลือกตั้งท้องถิ่น เท่ากับแช่แข็งท้องถิ่นต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ทำให้ท้องถิ่นอ่อนแอ จงใจใช้ท้องถิ่นให้เป็นเพียงแขนขามหาดไทยเหมือนตอนรัฐประหาร ทั้งที่สถานการณ์โควิดท้องถิ่นมีบทบาทสูงในการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ การเลือกตั้งท้องถิ่นจะช่วยเปิดรูระบายทางการเมือง ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง

“พล.อ.ประยุทธ์ ควรพูดให้ชัดจะจัดเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อไหร่? เพราะกระทบการบริหารงาน งบประมาณ การกระจายอำนาจ ความพยายามแช่แข็ง ยื้อเลือกตั้งท้องถิ่น ทำประเทศชาติและประชาชนเสียโอกาส” นายอนุสรณ์ กล่าว

"สุดารัตน์" นำเพื่อไทย แถลงเร่งรัฐแก้ภัยแล้ง-กระทบลำไย


คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย ส.ส.ภาคเหนือ ร่วมกันแถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดูแลสถานการณ์ภัยแล้ง หลังจากติดตามสถานการณ์ยังพบว่ามีความรุนแรงมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อเกษตรและประชาชนเป็นวงกว้าง แต่ยังไม่ได้รับการดูแลจากรัฐบาล ซึ่งสถานการณ์น้ำในเขื่อนภาคเหนือขณะมีเพียง 7,830 ล้านลูกบาศก์เมตร จาก 24,825 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ ร้อยละ 32 ของความจุเขื่อนทั้งหมด แต่มีน้ำที่ใช้ได้เพียง 1,084 ล้านลูกบาศก์เมตร ประกอบกับฝนตกน้อย ซึ่งถือว่าสถานการณ์มีความวิกฤติ จึงอยากให้รัฐบาลเร่งให้ทำฝนเทียม เพราะทุกวันนี้ความชื้นอยู่ในเกณฑ์ที่ทำฝนเทียมได้ และขอให้นำ C130 มาช่วยทำฝนเทียมด้วย

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ภัยแล้งยังส่งกระทบต่อเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรที่ปลูกลำไย เพราะขณะนี้กำลังจะเข้าสู่ฤดูกาลลำไย จึงเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงให้เกษตรกรเข้าใจว่าเกษตรกรจะเข้าถึงมาตรการเยียวยาของรัฐบาลได้อย่างไร แม้ที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยืนยันจะช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไย แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าหน่วยงานใดจะเป็นหน่วยงานหลักที่จะมาดูแลเยียวยา

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563

"เพื่อไทย" เตรียมยื่นร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.กู้เงิน ทั้ง 3 ฉบับ ในสัปดาห์นี้


ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทย ว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย รศ.ดร.โภคิน พลกุล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคด้านนโยบายและแผนงาน ดร.สุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน และนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงการเตรียมการยื่นร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.กู้เงิน ทั้ง 3 ฉบับ วงเงินรวม 1.9 ล้านล้านบาทต่อสภาผู้แทนราษฎร


คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยอยากเห็นการใช้เงินกู้ก้อนนี้อย่างมีประสิทธิภาพ มีวิสัยทัศน์ และมีทิศทางที่ชัดเจนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ จึงอยากให้มีการตรวจสอบและข้อเสนอแนะต่างๆ โดยจะเสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.กู้เงิน ทั้ง 3 ฉบับ เข้าสู่ที่ประชุมสภาในสัปดาห์นี้ ซึ่งถ้านายกรัฐมนตรีมีความจริงใจขอให้สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว นอกจากนี้ในส่วนของร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2563 นั้นคณะกรรมาธิการ ในส่วนของพรรคเพื่อไทยพบปัญหาต่างๆ มากมาย อาทิ งบประมาณกระทรวงสาธารณสุขและงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ กลับถูกตัด แต่งบประมาณในส่วนของกระทรวงกลาโหมหลายตัวที่ควรตัดกลับไม่ตัด ซึ่งในวันพุธที่ 17 มิถุนายนนี้ ดร.สุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน และนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล กรรมาธิการ ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จะมีการแถลงกรณีนี้ที่สภาอีกครั้ง


รศ.ดร.โภคิน กล่าวว่า ได้มีการยกร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.กู้เงิน ทั้ง 3 ฉบับ เสร็จแล้ว โดยมี 3 เรื่องใหญ่ๆ ที่จะดำเนินการปรับปรุง คือ 1. คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ เพื่อให้มีผู้สังเกตการณ์ 4 คน เป็นฝ่ายรัฐบาล 2 คน และฝ่ายค้าน 2 คน แต่จะไม่มีอำนาจอนุมัติงบประมาณ แต่สามารถเข้าร่วมประชุมเพื่อรับรู้รับทราบและท้วงติงต่างๆ ได้ เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส 2. มีการรายงานการใช้จ่ายเงินกู้ต่อสภาทุก 3 เดือน และ 3. ส.ส. หรือ ส.ว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอข้อมูลเกี่ยวกับการใช้เงินกู้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ เพื่อช่วยในการตรวจสอบการใช้เงินกู้ให้เป็นไปอย่างโปร่งใสที่สุด


ขณะที่ ดร.สุทิน กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยังพบปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายประกันสังคม โดยจะมีการยกร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคม แต่จะขอรับฟังความคิดเห็นของผู้ประกันตนก่อนว่าอยากให้พรรคดำเนินการแก้ไขในส่วนไหน โดยจะมีการจัดเสวนารับฟังความเห็นผู้ประกันตนทั่วประเทศขึ้นในสัปดาห์หน้าที่พรรคเพื่อไทย

พรรคฝ่ายค้าน เร่งรัฐจัดเลือกตั้งท้องถิ่น-ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน


ที่สำนักงานพรรคประชาชาติ ซอยสรงประภา 30 พรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อประชาชน ประชุมร่วมกันเพื่อประเมินสถานการณ์ทางการเมืองในประเด็นต่างๆ โดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อประชาชน แถลงภายหลังการประชุมว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านประเมินสถานการณ์ผลกระทบความเดือดร้อนของประชาชน จากการแก้ปัญหาของรัฐบาลตลอดจนปัญหาต่างๆ มีประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ 1.อาจจะมีการทุจริตหรือไม่มีธรรมาภิบาลของรัฐบาลในเรื่องของงบประมาณจากเงินกู้ในพ.ร.ก. 3 ฉบับ และการโอนงบจากหน่วยงานต่างๆมาเป็นงบกลางที่ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน 2.การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และความด้อยประสิทธิภาพของรัฐบาล ที่ต้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นโดยจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งรัฐบาลไม่มีท่าทีว่าจะให้มีการเลือกตั้ง ส่วนหนึ่งเกิดจากการเขียนกฎหมายที่ซ่อนเผด็จการในการเลือกตั้งไว้ และ 3.การใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งรัฐบาลใช้ความมั่นคงของรัฐบาลอยู่เหนือความมั่นคงของประชาชน อยู่เหนือการพัฒนาทางเศรษฐกิจด้วยความหวาดระแวง เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องเร่งด่วน ​


“ตั้งแต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี มีการโอนงบประมาณจากส่วนต่างๆ มาเป็นงบกลางทุกปี ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ควรเกิดขึ้น จึงอยากฝากให้มีการแก้ระเบียบเรื่องการใช้งบกลาง” พ.ต.อ.ทวี กล่าว ​

พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า วันนี้ท้องถิ่นมีความสำคัญ ยกตัวอย่างช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 อสม.คือส่วนหนึ่งของท้องถิ่นที่ได้มีความสำคัญในการช่วยแก้ปัญหา ดังนั้น กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นถือเป็นการแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างแท้จริง แต่รัฐบาลกลับไม่คืนอำนาจส่วนนี้ให้เสียที ​

ด้าน นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวถึงการเลือกตั้งซ่อมที่เขต 4 จ.ลำปาง ในวันเสาร์ที่ 20 มิ.ย.นี้ ว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านขอสนับสนุนพรรคเสรีรวมไทยที่ได้ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งด้วย ในฐานะที่เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านที่มุ่งมั่นทำหน้าที่เพื่อประชาชน ขอให้ประชาชนที่เคยสนับสนุนพรรคฝ่านค้านไม่ว่าจะเป็นพรรคใดในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ขอให้ท่านสนับสนุนพรรคเสรีรวมไทย เพื่อที่พรรคฝ่ายค้านจะได้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ​

ขณะที่ นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า จำเป็นอย่างยิ่งต้องตรวจสอบเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น และตรวจสอบการใช้เงินแต่ละโครงการจากพ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ และพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2563 เพราะเกรงว่าจะมีโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่อยากให้มีการนำเงินภาษีไปใช้เอื้อประโยชน์เพื่อการเลือกตั้งในอนาคต ​

ด้าน นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการเลือกตั้งท้องถิ่น ว่าหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย การกระจายอำนาจการปกครองให้ท้องถิ่นได้บริหารตนเองเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งมีการกำหนดในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน แต่ช่วงที่ผ่านมาเรากลับว่างเว้นการเลือกตั้งท้องถิ่นตั้งแต่การยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปี 2557 ต่อมายุคสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเลือกตั้งท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 ซึ่งเขียนในบทเฉพาะกาลว่าการเลือกตั้งท้องถิ่น จะทำได้เมื่อไหร่ให้เป็นอำนาจของคสช. และหากไม่มีคสช.แล้วให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งไม่มีขอบเขตจำกัดไว้เลยว่าจะต้องเลือกตั้งเมื่อไหร่ ส่วนตัวคิดว่าการเขียนกฎหมายแบบนี้บกพร่องอย่างยิ่ง และขัดต่อรัฐธรรมนูญ พรรคร่วมฝ่ายค้านจึงเห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งรัดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นโดยเร็ว เพราะเป็นหัวใจสำคัญของการกระจายอำนาจรัฐ ส่วนเหตุผลที่บอกไม่มีงบประมาณเป็นเหตุผลที่รับฟังไม่ได้เลย ​

“ถ้าเราคิดว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย เรื่องงบประมาณไม่ใช่ปัญหาเราสามารถหาได้ ขณะเดียวกันเราต้องยึดหลักให้ท้องถิ่นปกครองดูแลตัวเองซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น การทอดเวลาออกไปไม่ว่าจะนานเท่าไหร่ก็ตามไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม การปล่อยเวลาให้ล่าช้าออกไปไม่ได้เป็นประโยชน์ของประเทศ และระบอบประชาธิปไตย” นายชูศักดิ์ กล่าว​

ด้าน นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย กล่าวว่า การที่รัฐบาลยังบังคับใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถือว่าเป็นการใช้กฎหมายเกินความจำเป็น โดยอ้างว่าควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งอ้างไม่ขึ้นแล้ว เพราะไม่มีการแพร่ระบาดในประเทศไทยแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่มีท่าทีว่าจะยกเลิก ซึ่งการที่รัฐบาลคงไว้เพราะไม่ต้องการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น แต่ต้องการรวมอำนาจไว้ที่พล.อ.ประยุทธ์ คนเดียว นายกฯมีความสุขกับการใช้กฎหมายแบบเผด็จการ ทำให้ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลยาก อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญซึ่งต้องใช้กฎหมายปกติ จึงอยากให้รัฐบาลยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน​

เปิดใจ “จักรพล ตั้งสุทธิธรรม” จาก #ให้ท็อปดูแลเธอ สู่ #betterChiangmai กลั่นประสบการณ์คนรุ่นใหม่ เพื่อ เชียงใหม่ที่ดีกว่า

 

การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อ จังหวัดเชียงใหม่ อย่างหนัก ทั้งในมุมของภัยคุกคามด้านสุขภาพอนามัยของพี่น้องประชาชน และลุกลามไปเป็นภัยทางเศรษฐกิจ

เรียกได้ว่า จังหวัดเชียงใหม่ เมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ต้องเงียบเหงาลงอย่างเห็นได้ชัด

พ่อค้าแม่ค้าประชาชนทุกระดับได้รับผลกระทบด้วยกันทั้งหมด

เมื่อประกอบกับปัญหาดั้งเดิมที่ค้างคารอการแก้ไข มายาวนาน อย่าง ไฟป่า-หมอกควัน ยิ่งทำให้สถานการณ์เชียงใหม่วันนี้ น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง


“จักรพล ตั้งสุทธิธรรม” ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย นักการเมืองหนุ่ม ที่มองเห็นความสำคัญของปัญหาและผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนคนเชียงใหม่ ได้บอกกับเราว่า เขากำลังรวบรวมสถานการณ์ของปัญหา เพื่อเร่งหาหนทางแก้ไข เพื่อให้เชียงใหม่กลับมาเป็นเมืองที่น่าอยู่ และกลับมาเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวอีกครั้ง

เขาได้ริเริ่มจัดทำโครงการ #725thเพื่ออนาคตที่ดีกว่า #betterChiangmai โดยอธิบายเป้าประสงค์ของตัวเองว่าต้องการจะให้ภาพจำแห่งความสุขของเมืองเชียงใหม่ ในวัยเด็กของเขาและอีกหลายๆ คน เป็นเชียงใหม่ที่มีแต่ความสุข และความสบายใจ กลับมาพร้อมรอยยิ้มของคนเชียงใหม่อีกครั้ง ในวาระครบรอบ 725 ปีจังหวัดเชียงใหม่ในปี 2564


“จักรพล ตั้งสุทธิธรรม” หรือ ท็อป เจ้าของแฮชแท็ก #ให้ท็อปดูแลเธอ ที่คุ้นเคยของประชาชนคนในพื้นที่ เปิดโอกาสคุยกับ #TV24 ถึงประสบการณ์ชีวิต มิติการเมือง ตลอดจนถึงมุมมองในการใช้ชีวิตและมุมคิดที่เขาจะนำประสบการณ์ชีวิตมาใช้ในการทำงาน เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน