วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

"พิชัย" ห่วงเศรษฐกิจไทยทรุดยาวฟื้นยาก แนะรัฐตัดงบทหาร

"พิชัย" หวั่น เศรษฐกิจไทยทรุดยาวฟื้นยาก แนะ รัฐบาล คิดให้เป็น เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เสนอตัดงบทหาร ลดช่องว่างดอกเบี้ย ปรับโครงสร้างภาษี ก่อนจะบานปลาย


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน กล่าวในงานเสวนาเรื่อง การอภิปรายไม่ไว้วางใจ จัดโดยสภาที่ 3 และ คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ที่สมาคมนักข่าวฯ ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้วขยายตัวได้เพียง 1.6% ซึ่งถือว่าต่ำมาก ตำ่ที่สุดใน 21 ไตรมาส ทำให้ทั้งปี 2562 เศรษฐกิจไทยขยายได้เพียง 2.4% ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี ทั้งที่ต้นปีรัฐบาลบอกเองว่าจะโตได้ 4 % แต่กลับลดต่ำลงมาอย่างหนัก

เศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่ในปี 2562 โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้าย ไทยยังไม่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรน่า (โควิท-19) เลย แสดงถึงความเสื่อมถอยของเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง และยังเป็นความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจ และปีนี้เศรษฐกิจไทยจะยิ่งทรุดจากผลกระทบของไวรัสโควิท-19 และจะขยายตัวต่ำลงจากปีที่แล้ว

คำถามที่คาใจประชาชนคือ หากหลังจาก วิกฤตการณ์ไวรัสโควิท-19 ผ่านพ้นไปแล้ว เศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวได้อย่างไร ในเมื่อเสาหลักเศรษฐกิจได้เสื่อมถอยหมดแล้ว และที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่ได้แก้ไขปรับปรุงปัญหาต่างๆเลย ดังนั้นในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่นี้ รัฐบาลควรคิดให้เป็นโดยพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงแก้ปัญหา 12 ข้อ ดังนี้

1. ปรับลดส่วนต่างดอกเบี้ยเงิบฝากและดอกเบี้ยเงินกู้ ของระบบธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้เพราะธนาคารกำไรเกินควร ในขณะที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำเพียง 2.4% แต่ ธนาคารพาณิชย์กลับมีผลกำไรเพิ่มขึ้นถึง 30.8% เป็นเช่นนี้แล้วรัฐบาลจะไม่ถูกครหาว่าเอื้อประโยชน์แก่นายทุนได้อย่างไร
2. ปรับลดราคาพลังงานโดยปรับทั้งโครงสร้าง ทั้งราคาหน้าโรงกลั่น ราคาเอทานอล รวมถึงราคาไฟฟ้า ทั้งนี้เพราะในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ แต่บริษัทพลังงานยังมีกำไรที่สูงมาก และโครงสร้างราคาพลังงานยังมีการบิดเบือน
3. ปรับปรุงโครงสร้างภาษีเพื่อให้เกิดความยุติธรรม และ ลดความเหลื่อมล้ำผู้มีรายได้สูง มีทรัพย์สินมาก นายทุนและเจ้าสัว ควรต้องจ่ายภาษีให้รัฐมากขึ้น เพื่อจะได้นำเงินมาช่วยพัฒนาประเทศและช่วยเหลือสนับสนุนประชาชนผู้ด้อยโอกาส อย่างเช่น การปรับปรุงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปัจจุบันยังมีโครงสร้างการเก็บภาษีที่บิดเบี้ยว
4. ตัดงบทางการทหาร เพื่อมาช่วยประชาชนที่กำลังยามลำบาก งบทางการทหารเพิ่มขึ้นอย่างมากตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นในภาวะที่เศรษฐกิจย่ำแย่ และยังไม่มีภัยคุกคามเด่นชัด งบทางการทหารควรต้องปรับลดเพื่อนำมาใช้พัฒนาประเทศทางด้านเศรษฐกิจ
5. ตั้งหน่วยงานพิเศษเพื่อรับมือกับการยิงกราด และ การฆ่าตัวตาย หรือ การฆ่าตัวตายพร้อมครอบครัว ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเกิดเพิ่มขึ้น จากภาวะความเครียดของประชาชน ทั้งนี้หลังจากโศกนาฏกรรมทหารกราดยิงที่โคราช ก็ปรากฏการลอกเลียนแบบแล้วอย่างน้อย 2 หน แต่โชคดีที่ยังไม่มีผู้เสียชีวิต โดยส่วนใหญ่ความเครียดเกิดจากปัญหาทางเศรษฐกิจ
6. ผู้นำประเทศจะต้องนำการเจรจาหาข้อเสนอไม่ให้โรงงานย้ายหนีออกจากไทย โดยล่าสุด จีเอ็มได้ขายโรงงานให้จีนและถอนตัวจากไทย ก่อนหน้านี้ มาสด้า โยกย้ายฐานการผลิตบางรุ่นกลับญี่ปุ่น เป็นต้น โดยอยากให้ดูตัวอย่าง ผู้นำสหรัฐที่เจรจาและมีข้อเสนอไม่ให้โรงงานย้ายออก
7. ต้องเร่งแก้ไขเรื่องฝุ่นละออง PM 2.5 จากโรงงานอุตสาหกรรม ดังเห็นได้จากคลิปถ่ายหมอกควันดำจำนวนมากจากโรงงานอุตสาหกรรมในเขตอุตสาหกรรมฝั่งตะวันออก อีกทั้ง วางแผนการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในอนาคตเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5
8. รักษาค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลง และ คงความอ่อนค่าไว้ ค่าเงินบาทได้อ่อนลงจากปัญหาเศรษฐกิจที่ไทยกำลังประสบ ดังนั้นรัฐบาลและแบงก์ชาติต้องถือโอกาสนี้คงความอ่อนค่าของบาทไว้อย่าปล่อยให้แข็งค่าอีก
9. เร่งหารายได้ จากการเจรจาแหล่งพลังงานใน พื้นที่ทับซ้อน ไทย กัมพูชา โดยไม่ต้องพูดถึงการแบ่งเขตแดนที่ถกเถียงกันไม่จบ เพื่อขุดก๊าซธรรมชาติ สร้างรายได้ให้ประเทศ และ พัฒนาธุรกิจต่อเนื่อง อีกทั้งนำมาลดราคาค่าพลังงานให้กับประชาชน โดยจะทำให้ประเทศไทยได้รายได้เพิ่มขึ้นปีละหลายแสนล้านบาท ก่อนที่ในอนาคตโลกอาจจะไม่ใช้ก๊าซแล้วก็เป็นได้ ซึ่งถึงตอนนั้นอาจจะไม่มีค่าเลย อีกทั้ง รัฐบาลต้องคิดหาทางเพิ่มรายได้ให้ประเทศทางด้านอื่นๆ เช่น โครงการคลองไทย หรือ โครงการแลนด์บริดจ์ในพื้นที่ภาคใต้
10. สนับสนุน และ ปรับปรุงสิทธิประโยชน์การส่งเสริมการลงทุนเพื่อให้บริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัพของไทยแข่งกับบริษัทต่างชาติได้ โดยไม่ปล่อยให้บริษัทต่างประเทศครอบงำธุรกิจเทคโนโลยีของประเทศไทยทั้งหมด อีกทั้งเร่งส่งเสริมธุรกิจเทคโนโลยีไทยให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด เพื่อสร้างเอสเคิร์ฟอย่างแท้จริง
11. แก้ไขปัญหาการใช้อำนาจรัฐ และ ที่ดินของรัฐโดยผิดกฎหมาย โดยยกตัวอย่างการคืนที่ให้กับกรมธนารักษ์ ของ กองทัพบก ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดี และ ให้รัฐเร่งพัฒนาพื้นที่เพื่อประโยชน์ของประเทศโดยรวม
12. รัฐต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่แนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป จะต้องทำเพื่อให้เกิดการสร้างงาน ไม่ใช่แจกเงินสะเปะสะปะอย่างที่ผ่านมา

นี่เป็นเพียงบางตัวอย่างเท่านั้น ยังมีอีกหลายแนวทางที่รัฐบาลควรคิดได้เองและต้องเร่งทำ โดยอยากให้รัฐบาลนำไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขเพื่อพัฒนาประเทศ อีกทั้งต้องทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า หลังจากวิกฤตการณ์ไวรัสโควิท-19 ผ่านไปแล้ว เศรษฐกิจไทยจะฟื้นกลับมาได้ ไม่ใช่ทรุดแล้วทรุดเลยอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ และหากทำไม่ได้ หรือ ทำไม่เป็น ก็ควรจะต้องออกไป เพื่อให้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารประเทศแทน

วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

"เพื่อไทย" เปิดตัว 8 ขุนพล ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจฯ


คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยกำชับ ส.ส ให้ซักซ้อมให้ดีในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หากพบประเด็นเรื่องทุจริต ก็อย่าให้เรื่องจบแค่วันอภิปราย แต่ต้องติดตามดำเนินคดีเพื่อรักษาผลประโยชน์ประชาชน พร้อมบอก ส.ส. ว่าหลังเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็มีงานหนักรออยู่ คือ การลงพื้นที่แก้ปัญหาภัยแล้ง และแคมเปญ "ฝ่าวิกฤติกับพรรคเพื่อไทย" ซึ่งจะคิกออฟ วันที่ 3 มี.ค นี้ พร้อมเปืด 8 รายชื่อแรกของ ส.ส ที่ถูกวางตัวอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในส่วนของพรรคเพื่อไทย


วันนี้ในการประชุมพรรคเพื่อไทย  ได้มีการเตรียมความพร้อมในการอภิปราย ไม่ไว้วางใจรัฐบาล  ที่กำลังจะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า โดยคุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ได้กำชับให้ผู้อภิปราย มุ่งเน้น 3 ประเด็นหลัก คือ 1. ความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล 2. การบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพ และ 3. ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งในกรณีที่เป็นประเด็นการทุจริตของรัฐบาลนั้น ต้องไม่ปล่อยให้เรื่องจบแค่ในสภา แต่ต้องติดตามดำเนินคดีอย่างจริงจังเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และภายหลังเสร็จสิ้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขอให้ ส.ส เตรียมลุยงานหนักในช่วงปิดสมัยประชุมสภา โดยแกนนำพรรคจะเดินทางลงพื้นที่ ร่วมกับ ส.ส พรรคเพื่อไทย เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้าน โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้ง และ ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2563 พรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าจัดแคมเปญ "ฝ่าวิกฤติกับพรรคเพื่อไทย" ซึ่งจะเป็นการผลักดันการแก้ปัญหาทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจ สังคม หรือ สุขภาพ เป็นต้น


ในขณะที่ น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนาย สุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ติวเข้ม ส.ส. ที่ถูกกำหนดตัวเป็นผู้อภิปรายหลัก 14 คน โดยกำชับให้เตรียมข้อมูลให้พร้อม ซึ่งพรรคจะไม่เข้าไแก้าวก่ายเนื้อหาการอภิปรายของ ส.ส. แต่ละท่าน แต่จะสนับสนุน เรื่อง อุปกรณ์ทางด้านเทคนิค และการช่วยเผยแพร่เนื้อหาการอภิปรายของ ส.ส เพื่อให้สังคมรับทราบความบกพร่องในการบริหารงานของรัฐบาล ทั้งนี้ รายชื่อส่วนหนึ่งของ ส.ส. ที่ถูกวางตัวเป็นผู้อภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ ประกอบด้วย แกนนำพรรคและ ส.ส. ที่เป็นคนรุ่นใหม่ของพรรคซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในสภา เช่น

1.นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์
2.น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
3.นายสุทิน คลังแสง
4.นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกต
5.นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร 
6.นายชลน่าน ศรีแก้ว 
7.นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และ
8.นางสาวจิราพร สินธุไพร

"ภูมิธรรม" ชวนประชาชน เกาะติดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจฯ

นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


24 ก.พ.63 ถึงเวลาตีแผ่ “ความจริง” ของพลเอกประยุทธ์และพวกที่ถูกซุกเก็บไว้ 6 ปี  

สัปดาห์หน้า ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. เป็นต้นไป คือช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการทำหน้าที่ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างจริงจัง ด้วยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และ รัฐมนตรีร่วมคณะอีก 5 คน

ความสำคัญของการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้เป็นที่สนใจและเฝ้ารอของพี่น้องประชาชน เนื่องจากเกือบ 6 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่เคยถูกตรวจสอบผ่านระบบรัฐสภาอย่างเข้มข้นจริงจัง แบบเปิดเผยเลยแม้แต่น้อย อันเนื่องจากข้อจำกัดและกฎกติกาที่ถูกออกแบบไว้  ทั้งๆที่มีข้อกล่าวหามากมายที่สะท้อนหรือส่งสัญญาณให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส และความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารบ้านเมือง

การเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่แม้จะมีกลไกอำนาจหลายด้านเป็นเกราะคุ้มภัย แต่ผลงานนั้นกลับเป็นที่ประจักษ์ชัดต่อสายตาประชาชนว่าไม่ได้ทำให้ประเทศก้าวหน้า หรือ ทำให้ประชาชนมีความสุขตามเพลงโฆษณาชวนเชื่อที่แต่งขึ้น ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลภายใต้ผู้นำคนนี้กลับยิ่งฉุดรั้งความเจริญเกือบทุกด้านจนทำให้ประเทศถอยไปสู่ความล้าหลังไกลมาก ประเด็นที่แสดงผลชัดเจนคือการดำเนินนโยบายผิดพลาดหลายอย่างโดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจที่สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนอย่างถ้วนหน้า ประชาชนประสบความยากจนฝืดเคือง ทำมาหากินด้วยความยากลำบากกันอย่างถ้วนทั่ว

การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด ความไม่ชอบมาพากลในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น รวมทั้งการทำลายหลักการ กติกา กฎหมาย ตามหลักสากลที่สังคมโลกยอมรับในยุคที่ผู้นำครองอำนาจเบ็ดเสร็จ  ล้วนแล้วแต่กระทำขึ้นด้วยความย่ามใจโดยไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ หรือ การตรวจสอบใด ๆ เพราะท่านสามารถบันดาล “ข้อยกเว้น” ความผิดทั้งหลายให้ท่านผู้นำและพวกพ้องได้แบบปาฏิหาริย์ทางก.ม. แม้แต่องค์กรอิสระที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบก็พลอยตกหลุมอำนาจจนด่างพร้อยขาดความน่าเชื่อถือไปด้วย

วันที่24 กพ.นี้…ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จะได้ทำหน้าที่นำความจริงทั้งหลายที่เคยถูกสงสัย ถูกตั้งคำถาม จากสังคม และพี่น้องประชาชน รวมทั้งข้อมูลต่าง ๆ ที่ซุกไว้ใต้พรมเพื่อกลบเกลื่อนความจริงมาตลอด 6 ปี เปิดเผยให้สังคมไทยได้รับทราบ การอภิปรายไม่ไว้วางใจจัดเป็นมาตรการสูงสุดในทางการเมืองที่ฝ่ายค้านจะกระทำ โดยได้กล่าวโทษพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาและรัฐมนตรีร่วมคณะอีก5คน ว่าเราไม่สามารถและไม่อาจปล่อยให้บุคคลเหล่านี้บริหารประเทศชาติสืบต่อไปอีกได้ เพราะรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์และพวกได้ทำร้ายผลประโยชน์ของประเทศชาติ ทำลายระบอบประชาธิปไตยและ หลักนิติธรรม อีกทั้งยังละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ใช้มาตรการคุกคามในการจัดการกับคนที่มีความคิดเห็นต่าง ปล่อยปละ ละเลย ให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่นเต็มบ้านเต็มเมือง

ผลการบริหารประเทศอย่างไร้ประสิทธิภาพ จนมาตรการการเงินและการคลังเสียสมดุลรุนแรง เศรษฐกิจและแรงงานจำนวนมากอยู่ในสภาพต้องปิดตัว ขาดการบริหารจัดการภายใต้สถานการณ์ที่มีความเปลี่ยนแปลง สะท้อนถึงการขาดศักยภาพทางการบริหาร ทำให้ประเทศเผชิญวิกฤตที่ยาวนานจนก่อความเสียหายทั้งในปัจจุบันและเกิดผลกระทบสู่อนาคต หากปล่อยให้บริหารประเทศต่อไป ประเทศจะเสียหายร้ายแรงเกินเยียวยา

การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ จะเป็นบันไดขั้นต้นที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แม้ว่าในระบบนี้มือของพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรอาจจะมีไม่มากพอที่จะเอาชนะพรรคร่วมรัฐบาลได้
แต่พวกเราเชื่อว่า เสียงของพี่น้องประชาชนยังมีพลัง และเป็นพลังที่มากพอ จนสามารถทำให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะต้องคิดทบทวนอย่างหนัก ว่าจะเลือกหนทางใด .....ลาออก  ปรับคณะรัฐมนตรี หรือไม่ทำอะไรเลยทนอยู่ไปวันๆ

โปรดเปิดหูและเปิดใจฟังเสียงกล่าวโทษจากตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศให้ดีนะครับ และควรจัดเวลาเข้าฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ด้วยใจที่หนักแน่น และมีวุฒิภาวะด้วยครับ ประชาชนจะรอดูว่าผู้นำที่อ้างตัวว่าเป็น “คนดี”เช่นพวกท่านจะตอบข้อสงสัยได้กระจ่างชัดสักแค่ใหน และต้องหยุดทำตัวเป็นผู้นำที่แตะต้องไม่ได้ มีองครักษ์ทั้งในและนอกสภาที่จะทำลายบรรยากาศของการตรวจสอบเต็มไปหมด

เราทุกคนกำลังจับตาดูท่านอยู่ครับ

ภูมิธรรม เวชยชัย
ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
18 กุมภาพันธ์ 2563

"เฉลิม" เปิดยุทธการ "อรุณรุ่ง" ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย แถลงว่า ขณะนี้ พรรคเพื่อไทย มีความพร้อมที่สุดในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลประยุทธ์ นอกจากนี้ยังเห็นว่ารัฐบาลนี้บริหารงาน ไร้ประสิทธิภาพ พร้อมประกาศชื่อยุทธการอรุณรุ่ง และ #ประชุมสภา ในการสื่อสาร

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยว่า ได้ขออนุญาตหัวหน้าและเลขาธิการพรรค ให้ชื่อการอภิปรายครั้งนี้ว่า "ยุทธการอรุณรุ่ง" แต่ไม่เปิดเผย รายละเอียดและความหมาย ซึ่งรอให้ประชาชนติดตามจาก การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะรู้เอง พร้อมย้ำว่า แม้เสียงในสภาของฝ่ายค้านจะแพ้ในการลงมติ ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลแต่การอภิปรายจะทำให้คนในรัฐบาลอาย ถึงขั้นต้องสวมหน้ากากอนามัยเดินตามท้องถนนแม้ว่าไวรัสโคโรนาหมดไปแล้วก็ตาม

ร้อยตำรวจเอกเฉลิม ยังไม่ให้ราคา คณะองครักษ์พิทักษ์รัฐบาล พร้อมตั้งฉายาให้ว่าเป็นทีม "นางงามตกรอบ" ที่สำคัญยังไม่รู้ว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายประเด็นอะไรแต่กลับออกมาข่มขู่ว่าเตรียมตอบโต้และ เปิดเผยความผิดของฝ่ายค้านไว้แล้ว ซึ่งยืนยันว่า พรรคฝ่ายค้านไม่เคยกลัว ไม่เหมือนพรรคพลังประชารัฐที่มีปัญหาอยู่หลายคน และรัฐมนตรีบางคนเป็นผู้ต้องหาก็ยังไม่ยอมมอบตัว ซึ่งตนจะคอยดูว่าหลัง ปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะใช้เอกสิทธิ์อะไรคุ้มครอง

ร้อยตำรวจเอกเฉลิม ยืนยันว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นวาระของฝ่ายค้านยื่นญัตติ ซึ่งฝ่ายรัฐบาลต้องให้โอกาสอภิปรายอย่างเต็มที่ ส่วนจะประท้วงนอกสภาฯก็ไม่เป็นไร แต่อย่าคิดว่าพรรคฝ่ายค้านเล่นเกมการเมืองนอกสภาฯไม่เป็น แต่ก็จะไม่ทำ เพราะทำงานการเมืองด้วยความสุภาพ และอย่าอ้างเรื่องความสงบหรือห้ามไม่ให้ฝ่ายค้านอภิปรายย้อนหลังถึงยุค คสช. ที่พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมมือกับกปปส.และพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรสงกลาโหม สร้างสถานการณ์จนนำสู่การรัฐประหาร และได้รัฐบาล คสช.ได้ทิ้ง "มรดกบาป" เอาไว้มากมาย

ร้อยตำรวจเอกเฉลิม ยังระบุถึงการที่ สนช.ซึ่งมี 72 คนมาเป็นน ส.ว.ในปัจจุบัน ได้เขียนกฎหมายอย่างฉ้อฉลเป็นมรดกบาปเอาไว้ โดยพรรคฝ่ายค้านจะต้องแก้ไขที่สำคัญ คือ
1.) แก้กฎหมายย้อนหลังในทางให้โทษที่ขัดต่อหลักสากล
2.) แก้กฎหมายโดยไม่ให้มีอายุความ
3.) พิจารณาคดีลับหลัง

ร้อยตำรวจเอกเฉลิม ยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ของพรรคอนาคตใหม่ โดยกล่าวเพียงว่า ในฐานะนักการเมืองด้วยกัน ก็ขอภาวนาให้รอดพ้นจากการถูกยุบพรรค เพราะมีการยุบพรรคมามากแล้วทั้งพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน อย่ายุบพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามผู้มีอำนาจอีกเลย
 







"อนุดิษฐ์" ฉะ องครักษ์พิทักษ์นายกรัฐมนตรีไม่มีประโยชน์

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเคือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


ผมคิดว่าการจัดเตรียมองครักษ์พิทักษ์นายกรัฐมนตรี น่าจะไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะจากที่ผมได้รับทราบเนื้อหา และแนวทางของผู้อภิปรายจากทุกพรรค เชื่อว่าผู้อภิปรายทุกคนจะอภิปรายในเนื้อหาของญัตติไม่ไว้วางใจที่เป็นข้อเท็จจริงเท่านั้น จะไม่เปิดโอกาสให้องครักษ์ทั้งหลายลุกขึ้นประท้วงให้เสียเวลาสภา การวางแผนประท้วงเพื่อรบกวนการอภิปรายจึงน่าจะเป็นหมัน

และขอเตือนองครักษ์ทั้งหลายที่จะลุกขึ้นประท้วงโดยไม่ยึดข้อบังคับ ต้องการเพียงเพื่อจะปั่นป่วนการอภิปราย เพื่อเอาใจนายกรัฐมนตรี ขอให้สำนึกไว้ด้วยว่า

"การกระทำเช่นนั้นไม่ใช่การทำงานเพื่อประชาชน แต่เพื่อเป็นการรับใช้นายเท่านั้น และสุดท้ายทั้งพวกคุณและนายของคุณจะกลายเป็นตัวตลกในสายตาประชาชน"

ผมชี้แจงไปหลายครั้งแล้วว่าการอภิปรายไม่ได้ห้ามให้กล่าวถึงเนื้อหาที่เชื่อมโยงพฤติกรรมในอดีต ทั้งนี้การอภิปรายต้องสอดคล้องและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ หากองครักษ์ทั้งหลายจะได้กรุณาศึกษาข้อกฎหมายและข้อบังคับ จะพบว่าถ้าการอภิปรายอยู่ในเนื้อหาของญัตติ และเป็นการเชื่อมโยงเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าทำไมนายกฯ และพวกจึงต้องถูกอภิปรายก็สามารถอภิปรายได้อย่างแน่นอน

ส่วนเรื่องกระแสงูเห่ามีมาตั้งแต่เริ่มต้นเปิดสภาผู้แทนราษฎร บ้างก็บอกว่ามี 30 ตัว บ้างก็ว่ามี 20 ตัว แต่ที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นแค่การปล่อยข่าวหรือเป็นเพียงการร่ำลือเท่านั้น เพราะเอาเข้าจริงก็จะปรากฏงูเห่าเพียงไม่กี่คนที่ประชาชนรับรู้ในพฤติกรรมของแต่ละท่านอยู่แล้ว

ผมเองไม่ขอไปก้าวล่วงใครอยู่พรรคไหนและทำผิดอะไรก็ต้องได้รับโทษตามข้อบังคับของแต่ละพรรค แต่ที่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือพี่น้องประชาชนจะตัดสิน ส.ส.เหล่านี้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างแน่นอนครับ

วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

"ชัชชาติ" แนะ กทม. เพิ่มงบฯห้องสมุดประชาชน

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


เมื่อวานผมไปร่วมงานหนังสือ LIT FEST ที่มิวเซียมสยามมา เป็นงานหนังสือที่น่ารัก มีกิจกรรมหลายอย่าง มีสำนักพิมพ์หลากหลายทั้งเล็กใหญ่มาร่วมงาน ผมแบกหนังสือขึ้นรถใต้ดินกลับบ้านไปถุงใหญ่เลยครับ

หนังสือ ความรู้ การอ่าน เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาความคิดของคนซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของเมือง ปัจจุบันเรามีห้องสมุดประชาชนของ กทม. อยู่ 36 แห่ง ในอนาคตเราต้องเปลี่ยนห้องสมุดเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่น่าสนใจและทันสมัย ไม่ใช่มีแค่หนังสือแต่เป็นแหล่งความรู้ที่ให้ทุกคนสามารถมาหาความรู้ด้านต่างๆ มี Makerspace หรือพื้นที่สำหรับการสร้างสรรค์ มี 3D Printer ห้องตัดต่อ ถ่ายทำ Digital Content หนังสือ Internet และมีจำนวนกระจายให้มากกว่านี้

ถ้าเราลองมาดูงบประมาณปี 2562 ของ กทม. เรามีงบประมาณรายจ่ายประมาณ 80,000 ล้านบาท
เรามีงบประมาณที่ตั้งไว้เกี่ยวกับการรักษาความสะอาดหรือการจัดการ "ขยะ" ทั้งที่สำนักสิ่งแวดล้อมและที่เขต รวมกันประมาณ 11,848 ล้านบาท (14.81% ของงบประมาณ) ในขณะที่เรามีงบประมาณงานห้องสมุดประชาชนหรือการจัดการ "ความรู้" อยู่ที่ 210 ล้านบาท (0.26% ของงบประมาณ)

เราใช้เงินจำนวนมากในการจัดการ "ขยะ" มากกว่าการจัดการ "ความรู้" หลายสิบเท่า ถ้าเราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการขยะ ลดค่าใช้จ่ายลงสัก 5-10% แล้วเอามาใช้ในการจัดการความรู้ เราน่าจะทำสิ่งดีๆให้ กทม. ได้อีกเยอะครับ

"ยุทธพงศ์" เปิดข้อมูลอภิปรายฯ สั่ง "ประยุทธ์" ทนฟังไม่ได้ให้ลาออก


ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทย ว่า นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม และรองประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า จากกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เร่งรัดให้มีการย้ายโรงงานยาสูบย่านคลองเตย เนื้อที่ประมาณ 400 ไร่ ที่อยู่ติดกับศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยให้ย้ายไปสวนอุตสาหกรรมโรจนะ พระนครศรีอยุธยา และจะต้องก่อสร้างอีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท โดยที่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่ต่ำ เมื่อปี2554 เคยเกิดน้ำท่วมหนักมาก และถ้าในอนาคตเกิดน้ำท่วมอีกจะทำอย่างไร?


นายยุทธพงศ์ ตั้งคำถามถึงการก่อสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้นำเงินรายได้จากโรงงานยาสูบ มาก่อสร้างให้อีก 950ล้านบาท ก่อนหน้านี้พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปยังบริเวณสวนป่าเบญจกิตติ ขอตั้งเป็นข้อสังเกตว่า เดินทางเพื่อจะไปดูว่า สวนแห่งใหม่ที่จะสร้างไปถึงไหนแล้ว โรงงานยาสูบย้ายไปหมดหรือยังใช่หรือไม่? แม้สวนแห่งนี้จะระบุเป็นการสร้างเพื่อคนกรุงเทพฯ ตนไม่เถียง แต่คนที่จะได้ประโยชน์มากสุดจากสวนแห่งนี้คือ คนที่มีบ้านอยู่ติดกับสวน พล.อ.ประยุทธ์ เคยบอก เอาโรงงานยาสูบออกไป เพื่อสร้างสวนป่าจึงย้ายโรงงานยาสูบหรือไม่?


คณะกรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทยเตรียมข้อมูล จะแฉ พล.อ.ประยุทธ์ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ ทนฟังไม่ได้ ยังมีเวลาภายในอาทิตย์นี้ ควรไปลาออก ก็ยังทัน แต่อย่าไปยุบสภาฯ เพราะเรื่องนี้ ส.ส.ไม่เกี่ยว ไม่เช่นนั้นคนอื่นจะเดือดร้อนด้วย


"ขอให้พล.อ.ประยุทธ์ ฟังการอภิปราย อย่าให้องครักษ์มาคอยประท้วง เพราะประชาชนต้องการฟังข้อมูลดีๆ จากการอภิปราย" นายยุทธพงศ์ กล่าว





"เผ่าภูมิ" แนะรัฐเร่งแก้วิกฤตไวรัสโควิด-19 กระทบห่วงโซ่การผลิต


ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึง แนวทางลดผลกระทบทางเศรษฐกิจของการระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 ว่า

นี่เป็นความเสียหายระดับแสนล้าน ซึ่งตัวเลขนี้เป็น “ผลกระทบระลอกแรก” เป็นรายได้ที่ประเทศควรจะได้รับ แต่หายไป แต่ยังไม่รวมถึง “ระลอกสอง” ซึ่งมันจะลามไปถึงห่วงโซ่การผลิต และการตกงานของแรงงานภาคท่องเที่ยว ส่งผลตรงต่อกำลังซื้อ ส่งผลต่อไปถึง “ธุรกิจนอกภาคท่องเที่ยว” ด้วย

โรคระบาด เป็น “ปัญหาระยะสั้น” ที่รุนแรง แต่ไม่ใช่ปัญหายืดเยื้อเชิงโครงสร้าง การแก้ปัญหาจึงควรเป็น “การหยุดเลือด” ที่รวดเร็ว

ผมมองการหยุดเลือดนี้เป็น 2 ขา

ขาที่ 1 คือ ทำให้เอกชนภาคท่องเที่ยวประคองตัวให้ผ่านช่วงนี้ไปให้ได้ ซึ่งคาดว่าไม่เกิน 3 เดือน ซึ่งมาตรการที่รัฐบาลออกมาก็พอสมควร เช่น การพักชำระหนี้ ปรับลดภาษีน้ำมันเครื่องบิน

ขาที่ 2 คือ การป้องกัน “การเลิกจ้างงานในภาคการท่องเที่ยว”  ซึ่งการตกงานเกิดขึ้นแล้ว รวดเร็ว กระทันหัน และกระจายไปในวงกว้างแล้ว เรื่องนี้อันตราย เพราะมันลามไปถึงกำลังซื้อ และลามต่อไปสู่นอกภาคการท่องเที่ยวด้วย

ซึ่งขาที่ 2 นี้ผมมองว่ารัฐบาลยังไม่ได้ทำ

มาตรการที่ได้ผลในหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะในเดนมาร์ก ได้แก่ “สินเชื่อดอกเบี้ยติดลบ” ในช่วงวิกฤติ

ผมมองไปที่ “สินเชื่อดอกเบี้ยติดลบเพื่อประคองการจ้างงานภาคการท่องเที่ยว” ดอกเบี้ยติดลบ -0.5% ผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่มีสายป่านสั้น แต่ธุรกิจในระยะยาวยังดีอยู่ มีแรงจูงใจที่จะชะลอการเลิกจ้างงานออกไป เพราะการระบาดนี้เป็นเรื่องชั่วคราว

สินเชื่อนี้ควรใช้เพื่อการจ้างงานเท่านั้น เพื่อหยุดเลือดไม่ให้ตกงานเพิ่ม ให้ผ่านช่วงวิกฤตินี้ไปก่อนกลับสู่สถานการณ์ปกติ โดยรัฐบาลสนับสนุนส่วนต่างดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น (ซึ่งไม่มาก)

รัฐบาลต้องอย่าปล่อยให้คนตกงานมากกว่านี้ เพราะมันเกี่ยวกับกำลังซื้อ ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจประเทศ 


วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

"จาตุรนต์" เผยกระแสค้านยุบพรรคอนาคตใหม่ สะท้อนความรู้สึกประชาชน


นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยที่เคยผ่านการถูกยุบพรรคหลังการรัฐประหารในปี 2549 ให้ความเห็นต่อการเคลื่อนไหวค้านการยุบพรรคอนาคตใหม่ว่าการที่เกิดกระแสคัดค้านการยุบพรรคอนาคตใหม่ในขณะนี้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เหมือนในอดีตที่ผู้เข้าร่วมไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคหรือฐานมวลชนของพรรคเท่านั้น แต่มีความหลากหลายครอบคลุมวงการต่างๆรวมทั้งผู้ที่อาจจะไม่ได้เลือกพรรคนี้มาก่อนหรือแม้แต่สมาชิกของพรรคการเมืองอื่นด้วย

เนื้อหาสาระที่ถูกชูขึ้นไม่ใช่เหตุผลทางกฎหมายเป็นหลักแต่เป็นเรื่องทางรัฐศาสตร์ที่สำคัญคือเป็นห่วงความขัดแย้งแตกหักในสังคม ต้องการให้รัฐสภาเป็นเวทีแก้ปัญหาของประเทศ ไม่ผลักไสผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของบ้านเมืองหันหลังให้การเมืองในระบบรัฐสภา

นายจาตุรนต์กล่าวว่าความห่วงใยนี้มีข้อเท็จจริงทั้งในอดีตและปัจจุบันรองรับอยู่เพราะการยุบพรรคการเมืองถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการกับฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับผู้ที่ยึดอำนาจรัฐประหารเอื้อประโยชน์แก่ผู้ที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนมาตลอด จะแตกต่างกันอยู่บ้างก็ตรงที่การยุบพรรคการเมืองในอดีตต้องการสกัดกั้นพรรคบางพรรคไม่ให้ได้เป็นรัฐบาลหรือพ้นจากการเป็นรัฐบาล แต่ครั้งนี้การยุบพรรคจะมีผลในทางเสริมความเข้มแข็งให้แก่รัฐบาลที่กำลังง่อนแง่นด้วยเสียงที่ปริ่มน้ำ

ในอดีตประชาชนที่สนับสนุนพรรคการเมืองที่ถูกยุบรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม ความรู้สึกเป็นฝักเป็นฝ่ายในสังคมไทยก็มากขึ้นๆ แต่ประชาชนก็ยังเชื่อว่าจะสามารถใช้เสียงของประชาชนสนับสนุนพรรคการเมืองของตนให้กลับมาบริหารประเทศได้เมื่อมีการเลือกตั้งขึ้นอีก แต่ว่าการเมืองในเวลานี้แตกต่างจากในอดีตมากเนื่องจากกฎกติกาถูกเขียนไว้เพื่อผู้ที่มีอำนาจในปัจจุบันไปเสียหมด ในขณะที่รัฐบาลก็ล้มเหลวในการแก้ปัญหาประเทศทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนักหนาสาหัสกันไปทั่ว การที่รัฐบาลจะเข้มแข็งในสภามากขึ้นทั้งๆที่ขาดความชอบธรรมลงทุกทีจึงขัดต่อความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ การเคลื่อนไหวของนักวิชาการ นักธุรกิจ ศิลปิน นกกิจกรรม ฯลฯ ในครั้งนี้จึงเป็นการสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของสังคมที่ความหมาย ไม่ว่าใครจะอยู่ฝ่ายใดหรือไม่อยู่ฝ่ายใดๆเลยก็ตาม หากมีความห่วงใยต่อบ้านเมืองก็น่าจะรับฟังข้อเสนอด้วยเหตุด้วยผลและไม่มองข้ามคำตักเตือนที่มีพื้นฐานจากเจตนาที่ดีนี้


"ชัชชาติ" เผย หัวใจของเมือง คือ พวกเราทุกคน รณรงค์ #ประชาชนตื่นรู้


นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวในงานเสวนาเมือง/หนังสือ ภายในงาน Lit FEST2 Debut ณ สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมาว่า “ปกติมักจะอ่านหนังสือเรื่องเกี่ยวกับเมือง และจะหาหนังสือเรื่องเกี่ยวกับเมืองมาอ่านอยู่เสมอ หนังสือที่ชอบอ่าน คือ หนังสือ Happy City เขียนโดยนักวางผังเมือง ผู้เขียนระบุว่า หัวใจของเมืองคือความสุขของคนในเมือง มันมีคำตอบเกี่ยวกับการแก้ปัญหาเมืองทั่วโลกแล้ว เมื่อเราอ่านแล้วเราสามารถเรามาประยุกต์ใช้ได้ครับ ถัดมาอีกเล่มคือ หนังสือ เมืองกินคน เขียนโดย อาจารย์พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ เป็นหนังสือที่เต็มไปด้วยคำถามเกี่ยวกับเมือง ซึ่งเป็นปัญหาที่น่าสนใจ แล้วเราค่อยมาหาคำตอบ เช่น ในกรุงเทพฯ มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการฯ ซึ่งเราเลือกตั้ง แต่ ผู้อำนวยการเขตเรากลับมาจากการแต่งตั้ง หรืออีกปัญหาของเราที่มีคือเรื่องรถติด แล้วเราก็สงสัยว่าปัญหาการจราจร กับปัญหารถติดเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่? ยกตัวอย่างอีกคำถามหนึ่ง คือเรื่องการปลดผู้ว่าฯกรุงเทพฯ หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร แล้วอาจารย์พิชญ์ตั้งคำถามต่อว่า ปลดหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ สามารถบริหารกรุงเทพฯได้ดีกว่าคนที่ถูกปลดหรือไม่?


ผมเชื่อว่า เราสามารถไม่แก้ปัญหาของเมืองด้วยคอมพิวเตอร์ หรือ Ai ได้ แต่ผู้แก้ปัญหาเมืองได้ คือ คนในเมือง โดยสรุป หนังสือทั้งสองเล่ม เป็น Solution เรื่องเมืองเล่มนึง และเป็นคำถามเรื่องเมืองเล่มนึง ชีวิตผมที่อยู่มาได้ดีทุกวันนี้เพราะหนังสือ ผมเป็นคนรักหนังสือ ในอนาคตหนังสือแม้จะเปลี่ยนเป็น e-Book แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความรู้ในหนังสือ เราต้องสร้างแหล่งเรียนรู้ เราต้องปรับห้องสมุดให้เป็นแหล่งความรู้ ห้องสมุดที่สวยที่สุด ผมมองว่าคือห้องสมุดที่ชุมชนแออัดคลองเตย มีหนังสือ มีอาสาสมัครมาช่วยสอน เป็นแหล่งความรู้ ซึ่งมันคือความสวยงาม หัวใจของหนังสือ คือ องค์ความรู้ในหนังสือ ส่วนหัวใจของเมือง คือ พวกเราทุกคนครับ”




"วัฒนรักษ์" ชวนติดตาม #ประชุมสภา เกาะติดการอภิปรายไม่ไว้วางใจฯ


ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช กรรมการกิจการพิเศษ และหัวหน้าศูนย์ข้อมูลสารสนเทศ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นหน้าที่ของ ส.ส. ฝ่ายค้านในระบบรัฐสภาฯ โดยจะมีการ อภิปรายคณะรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลระหว่างวันที่ 24 – 27 ก.พ. นี้ ซึ่งในการอภิปรายครั้งนี้ มีความสำคัญ และจะส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างมาก ซึ่งจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีให้เห็น อาทิเช่น จ่าทหารบกยิงกราดประชาชนที่โคราช เหตุกราดยิงที่บริเวณจุฬาซอย 10 และคนไทยฆ่าตัวตายเฉลี่ยวันละ 12 ราย ซึ่งถือว่าสูงมาก โดยสถิติจากกรมสุขภาพจิต เผยให้เห็นว่า ในประเทศไทยตัวเลขการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 6.34 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน โดยพบว่าช่วงอายุ 25-59 ปี ซึ่งเป็นวัยแรงงานมีการฆ่าตัวตายมากที่สุดถึง 74.7% รองลงมาเป็นวัยสูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป 22.1% และวัยเด็กอายุ 10-24 ปี 3.2% จากตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่า วัยทำงานซึ่งเป็นวัยที่ต้องต่อสู้ เลี้ยงดูครอบครัว แต่กลับต้องมาเสียชีวิตมากที่สุด ซึ่งมีผลงานวิจัยสนับสนุน ให้เห็นว่าอาจเกิดจากพิษปัญหาเศรษฐกิจ และความเลื่อมล้ำทางสังคมที่สั่งสมมาโดยตลอดระยะเวลา 6 ปี

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ กล่าวอีกว่า มีผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจออกมาชี้แจงว่า ไวรัสโควิด-19 อาจกระทบจีดีพีไทยลดลง 1% หากไม่รีบแก้ไขค่าเงินบาทแข็ง ตลอดจนการดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นมีความล่าช้า และไม่สามารถแก้ไขได้  ทั้งในเรื่องของการแก้ไขปัญหาไวรัสโควิด-19 ซึ่งทั้งล่าช้าและไม่ได้มาตรฐานสากล ตลอดจนปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ที่ไม่สามารถแก้ไขได้จนเป็นปัญหาเรื้อรังต่อ สุขภาพของพี่น้องประชาชนคนไทย ความล่าช้าของคดี ส.ส.พรรคฝ่ายรัฐบาลบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน ตลอดจนกรณี ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเสียบบัตรแทนกันในรัฐสภา จนทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณประเทศปี 2563 ติดขัด ซึ่งสร้างคำถามว่า ประเทศไทยยังมีมาตรฐานทางกฎหมายอีกหรือไม่? และโครงการเมกะโปรเจกต์หลากหลายโครงการ เช่น โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ซึ่งได้มีการยกเลิกกฎหมายหลายมาตรา ให้กับนักลงทุนชาวต่างชาติ จนเป็นเหตุให้คนไทยเกิดความสงสัยว่า เหตุใดเราจึงต้องทำเช่นนั้น? หรือเป็นเพราะว่ามีใครได้รับผลประโยชน์? และจากการที่โครงการโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะ โดยเฉพาะที่กทม. ได้มีรองผู้ว่าฯ ลาออกถึง 2 คน จนเป็นที่กังขาว่า เหตุที่รองผู้ว่าฯ ทั้ง 2 คน ต้องลาออกนั้นเป็นเพราะไม่ยอมเซ็นสัญญาดังกล่าวหรือไม่? และยังมีอีกหลากหลายโครงการที่ทางพรรคเพื่อไทย มีเอกสาร หลักฐานที่พร้อมจะแสดงให้กับพี่น้องประชาชน ได้เห็นในวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถึงการกระทำที่อาจดูไม่โปรงใสตลอดระยะเวลา 6 ปี ที่ผ่านมาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ประชาชนตั้งคำถามในใจว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น  รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เคยทำอะไรที่สำเร็จ เป็นรูปธรรมบ้าง? ดังนั้นตนจึงอยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนมาร่วมกัน แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ การอภิปรายในครั้งนี้ได้ที่ #ประชุมสภา เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่าง พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน

"ยุทธพงศ์" ตะเพิดประยุทธ์ลาออก แง้มข้อมูลอภิปรายฯ ต่อสัญญาเอกชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทย นำโดย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการกิจการพิเศษ และนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ แถลงข่าวเรื่องการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี ที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ นี้


นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะ รองประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ แถลงข่าว เปิดประเด็นที่จะนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเชื่อมโยงไปถึงการบริหารของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กรณีการเช่าศูนย์การประชุมฯที่ต่อเนื่องยาวนานกว่า 50 ปี ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีข้อมูลว่า พล.อ.ประยุทธ์ กระทำโดยไม่ระมัดระวัง ไม่เปิดประมูลให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และขาดความรอบคอบ โดยเห็นว่า รัฐบาลต้องยกเลิกสัญญาในทันที ไม่ใช่ต่อสัญญาให้อีก โดยที่ไม่มีการเปิดประมูลแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยนายยุทธพงศ์ ก็ได้แสดงข้อมูลและแผนผัง แผนที่ และข้อมูลต่อสื่อมวลชนด้วย นอกจากนี้ ยังกล่าวเชิญชวนประชาชนให้ติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ นี้ เวลา 13.30น. พร้อมฝากบอก พล.อ.ประยุทธ์ ว่าหากทนฟังการอภิปรายฯไม่ได้ ให้ไปลาออกซะ









วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

"จาตุรนต์" ห่วงกฎหมายยุบพรรค ซ้ำเติมความขัดแย้งในสังคม

นายจาตุรนต์ ฉายแสง โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


พรรคการเมืองใดจะคงอยู่ต่อไปได้หรือไม่ ควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเขาไม่ยุบพรรคกันง่ายๆอย่างประเทศไทย เขาจะยุบพรรคการเมืองก็ต่อเมื่อพรรคการเมืองนั้นล้มล้างเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม คนของพรรคไปทำผิดกฎหมายอะไรก็ลงโทษคนที่ทำผิดไปตามกฎหมาย พรรคการเมืองจะอยู่ได้หรือไม่ ประชาชนเท่านั้นเป็นผู้ตัดสิน

สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะหลังการรัฐประหารปี 2549 เป็นต้นมาระบบกฎหมายว่าด้วยการยุบพรรคการเมืองถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำลายพรรคที่อยู่ตรงข้ามกับพวกเผด็จการและชนชั้นนำที่สมคบร่วมมือกับเผด็จการ การยุบพรรคการเมืองจึงเป็นไปอย่างไม่มีเหตุผลมีผล ไม่ทำผิดอะไรเลยก็ยุบพรรคได้ ผิดเล็กผิดน้อยก็กลายเป็นล้มล้างการปกครอง การลงโทษไม่เป็นสัดส่วนกับการกระทำผิด คนๆเดียวทำผิดกฎหมายก็ทำลายล้างทั้งองค์กร บางครั้งแทนที่จะลงโทษผู้กระทำผิดกลับใช้เป็นเหตุในการล้มรัฐบาลเปลี่ยนรัฐบาลก็ทำกันมาแล้ว

ระบบกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองของไทยจึงเป็นเครื่องมือของพวกเผด็จการและอำนาจนิยมที่ใช้หักล้างเจตนารมณ์ของประชาชนเพื่อให้ฝ่ายที่ไม่มีความยึดโยงกับประชาชนเข้าสู่อำนาจหรืออยู่ในอำนาจได้ทั้งๆที่ประชาชนไม่ได้เห็นชอบด้วย ระบบแบบนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เป็นธรรม มีแต่ทำให้ประเทศล้าหลังอ่อนแอและเต็มไปด้วยเงื่อนไขแห่งความขัดแย้ง

พรรคอนาคตใหม่เพิ่งถูกตัดสินไปว่าไม่ได้ล้มล้างการปกครอง ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบบการปกครอง การที่หัวหน้าพรรคให้พรรคกู้เงินเป็นการกระทำอย่างเปิดเผยตรวจสอบได้ ไม่พบว่าเงินนี้มาจากการทุจริตคดโกง ไม่พบว่าเงินถูกใช้ไปในการทุจริตในการเลือกตั้ง ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดห้ามพรรคการเมืองกู้เงินอย่างชัดเจน หากจะถือว่าการให้กู้เงินนี้จะนำไปสู่การครอบงำพรรคก็สามารถระงับยับยั้งได้ การยุบพรรคอนาคตใหม่ซึ่งหากเกิดขึ้นย่อมจะตามมาด้วยการเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งและสิทธิอื่นของกรรมการบริหารพรรคจึงไม่เป็นเหตุเป็นผลและไม่ได้สัดส่วนกับเหตุที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้การยุบพรรคการเมืองในขณะที่รัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำจนต้องประสบปัญหาในการประชุมสภาอยู่เป็นนิจอีกทั้งเป็นเวลาที่ใกล้จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ย่อมมีผลต่อการเปลี่ยนดุลกำลังในสภาจนแตกต่างไปจากเจตนารมณ์ของประชาชนที่แสดงออกในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

การยุบพรรคการเมืองด้วยหลักเหตุผลที่อ่อนแอแต่กลับมีผลทางการเมืองมหาศาลเช่นนี้จึงจะเป็นผลเสียต่อหายต่อความเป็นประชาธิปไตยของบ้านเมืองซึ่งก็ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว ปิดช่องทางและโอกาสในการแก้ปัญหาประเทศโดยรัฐสภาและจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาความขัดแย้งแตกแยกในสังคมไทยให้หนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นด้วย

ระบบกฎหมายว่าด้วยการยุบพรรคการเมืองของประเทศไทยนี้ควรยกเลิกและแก้ไขเปลี่ยนแปลงเสียใหม่ ไม่ควรให้ยุบพรรคกันง่ายๆ ไม่ควรให้ยุบพรรคเพื่อความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง พรรคการเมืองใดจะคงอยู่ต่อไปได้หรือไม่ ควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

"สุดารัตน์" มั่นใจศึกเลือกตั้งซ่อมกำแพงเพชร


10.00น. ที่วัดแก้วสุริย์ฉาย อำเภอลานกระบือจังหวัดกำแพงเพชร นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์หัวหน้าพรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.จังหวัดนครพนมพรรคเพื่อไทย พร้อมคณะ นำนายกัมพล ปัญกุล ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หมายเลข 3 จากพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่หาเสียง ขอคะแนนจากพี่น้องประชาชน ชาวกำแพงเพชร ในการเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 2 จังหวัดกำแพงเพชร

นายสมพงษ์และคุณหญิงสุดารัตน์ ได้เดินขอคะแนน ภายในตลาดวัดแก้วสุริย์ฉาย ซึ่งระหว่างการหาเสียง ได้สอบถามถึงปัญหาการค้าขาย และเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่งพบว่าการค้าขายเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากผู้ซื้อมีกำลังในการจับจ่ายน้อยลง คุณหญิงสุดารัตน์ รวมถึงนายสมพงษ์จึงได้กล่าวให้กำลังใจ ในการต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจที่หนักหน่วงมากขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันได้ตั้งคำถาม ไปยังพี่น้องประชาชนว่าตลอด 6 ปีที่ผ่านมา กินดีอยู่ดีมีความสุขนอนหลับสบายดีหรือไม่ ถ้าคิดว่าตลอด 6 ปีมีความสุขดี และยังสามารถอยู่ต่อไปได้ ก็เป็นสิทธิที่พี่น้องจะเลือกผู้สมัครแบบเดิม แต่หากพี่น้องเห็นว่าวันนี้ต้องมีการเปลี่ยนแปลง หลากหลายนโยบายต้องได้รับการผลักดันให้เห็นเป็นรูปธรรม ขอให้ช่วยเลือกผู้สมัครหมายเลข 3 จากพรรคเพื่อไทย เข้าไปติดตามสิ่งที่ผู้มีอำนาจได้ให้คำมั่นสัญญากับประชาชนไว้แต่ไม่สามารถทำได้

คุณหญิงสุดารัตน์ได้เน้นย้ำว่าขอให้พี่น้องประชาชน"กาเปลี่ยนชีวิตเลือกเบอร์ 3"กาเข้าไปเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ กาเอาคนคุณภาพ เข้าไปตรวจสอบรัฐบาล เข้าไปเป็นปากเป็นเสียงแทนพี่น้องประชาชน " คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

ต่อมานายสมพงษ์ ให้สัมภาษณ์โดยเปิดเผยว่า หลังเริ่มรณรงค์หาเสียงมาประมาณ 2 สัปดาห์ กระแสตอบรับที่มีให้พรรคเพื่อไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามมั่นใจในศักยภาพ ของผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยว่าไม่เป็นรองผู้สมัครของพรรคอื่นๆ แต่ห่วงเรื่องการทำงานทางการเมืองที่เจ้าของพื้นที่เดิมได้ย้ายไปอยู่กับพรรคของผู้มีอำนาจ การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาจึงทำให้พรรคเพื่อไทยไม่สามารถเตรียมคนได้ทัน แต่การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เพื่อไทยได้ หารือและคัดเลือกผู้สมัคร จนได้ บุคลากรที่มีคุณภาพ ทำให้เชื่อมั่นว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในการเลือกตั้งครั้งนี้

ด้าน คุณหญิงสุดารัตน์ ให้สัมภาษณ์ ระบุว่า กระแสตอบรับของพรรคเพื่อไทยดีขึ้น ดีขึ้นเพราะประชาชนรู้สึกถึงความลำบาก ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ พรรครัฐบาลได้สัญญาไว้ในตอนหาเสียง ทั้งราคาข้าวราคาอ้อย ไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน

 "ราคาสินค้าเกษตรเหล่านี้ไม่สามารถทำได้ตามคำมั่นสัญญา เมื่อราคาสินค้าเกษตรตกต่ำการค้าขายจึงเงียบไปทั้งตลาด เศรษฐกิจแย่ทั้งจังหวัด ทั้งต้องเจอกับสถานการณ์ภัยแล้งเพิ่มเติมอีก น้ำกินน้ำใช้ ก็เริ่มประสบปัญหา ขาดการเหลียวแลขาดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน รวมทั้งนโยบายที่เคยสัญญาว่าจะมาช่วยชาวบ้าน โดยเฉพาะบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรผู้สูงอายุ ก็ไม่มีประสิทธิภาพชาวบ้านจึงยากเห็นการเปลี่ยนแปลง เขารู้ว่าถ้าให้คนเดิมพรรคเดิม เศรษฐกิจก็จะแย่แบบนี้ความเป็นอยู่ของเขาก็จะถูกทอดทิ้งแบบนี้เขาจึงอยากเห็นคนของพรรคเพื่อไทยเข้าไปทำหน้าที่ อย่างน้อยเพื่อทวงสัญญา และสิ่งที่ประชาชนควรได้รับการดูแลแก้ไข" คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

คุณหญิงสุดารัตน์ระบุเพิ่มเติมว่า ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยมีประสบการณ์ทำงานท้องถิ่นมาถึง 17 ปีจึงมองเห็นปัญหาและคลุกคลีกับการแก้ไขปัญหาภัยแล้งมีหลายนโยบาย แก้ไขปัญหาในอดีตเมื่อครั้งรับตำแหน่งการเมืองท้องถิ่น ประชาชนจึงอยากได้คนที่รู้ปัญหามีประสบการณ์เข้าไปแก้ไขดังนั้นคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยจึงดีขึ้นตามลำดับแม้จะไม่ใช้เจ้าของพื้นที่ แต่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเพราะประชาชนรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างไรก็ตามสิ่งที่พรรคเพื่อไทยกังวลคือการใช้อำนาจรัฐ อำนาจเงิน  ซึ่งตรงกับคำบอกเล่าของประชาชนในพื้นที่ว่ามีการใช้อำนาจเงินอำนาจรัฐอย่างไม่เกรงกลัวจึงฝากถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้ลงมาตรวจสอบ

ขณะที่นายกัมพล ระบุว่ามีความมั่นใจเพิ่มขึ้นทุกวันเพราะรู้และเข้าใจปัญหา โดยยอมรับว่ามีความกังวล ว่าบางพรรคการเมืองจะใช้กลไกของภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ แต่เมื่อประชาชน เข้าใจ ถึงสถานการณ์เหล่านี้กลับมาเห็นใจเรามากขึ้น เช่นการถูกทำลายป้ายหาเสียง

"ประชาชนเห็นยิ่งเห็นใจยิ่งสงสารเรา คิดว่าไม่กังวล จึงขอฝากพี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้งช่วยเป็นหูเป็นตา รักผมรักพรรคเพื่อไทย ช่วยเป็นหูเป็นตา ในสิ่งที่บางพรรคได้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง บอกมาทางผู้นำของท่าน หรือมาบอกกับผมโดยตรง"นายกัมพลกล่าว

ทั้งนี้ระหว่างการหาเสียง ขบวนหาเสียงของพรรคเพื่อไทยและพรรคพลังประชารัฐ ได้เจอกันกลางตลาด นายวราเทพ รัตนากร แกนนำจังหวัดกำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเดินสายช่วยนายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ ผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ หาเสียง เข้ามาทักทายและพูดคุยกับนายสมพงษ์และคุณหญิงสุดารัตน์ จากนั้นทั้งสองพรรคจึงได้แยกย้ายหาเสียงต่อ

"กิตติรัตน์" เตือนวิกฤตไวรัสกระทบจีดีพี-แนะรัฐคุมค่าเงินบาท


นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การระบาดของไวรัสโคโรนา หรือ ไวรัสโควิด-19 มีโอกาสที่จะกระทบกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพีในปีนี้ (ปี 2563) ถึงร้อยละ 1 คิดเป็นมูลค่า 1.7 แสนล้านบาท หากรัฐบาลไม่สามารถบริหารจัดการและควบคุมการแพร่ระบาดได้ดีพอ และหากผลกระทบรุนแรงยืดเยื้อ รัฐบาลควรใช้มาตรการการเงินและการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะที่ประเทศไทยเจอปัญหารอบด้าน ทั้งการส่งออกที่หดตัวลงจากเงินบาทที่แข็งค่า และสงครามการค้า

โดยมาตรการการคลัง กระทรวงการคลัง ควรเพิ่มตัวเลขการขาดดุลการคลังโดยวิธีการลดรายรับของรัฐบาลลงเล็กน้อย เช่น ลดภาษี หรือลดการจัดเก็บภาษีเข้ากองทุนน้ำมัน ซึ่งจะส่งผลดีกับเศรษฐกิจเร็วกว่าการขาดดุลด้วยวิธีการเพิ่มรายจ่าย เนื่องจากปัจจุบันจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 อยู่ที่ 3.2 ล้านล้านบาท และมีหนี้สาธารณะระดับที่ไม่สูงมากนัก ส่วนมาตรการทางการเงิน ควรดำเนินนโยบายดอกเบี้ยในอัตราต่ำลงต่อไปสักระยะ และดูแลอัตราแลกเปลี่ยน หรือค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลง โดยควรอยู่ที่ประมาณ 31-32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ส่งออกได้ ทั้งนี้เห็นว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยควรหารือกันอย่างใกล้ชิด

“คนที่รับผิดชอบนโยบายการเงินการคลัง คุยกันเสีย อย่าอ้างความเป็นอิสระ อย่าอ้างความไม่เกี่ยวข้องของสองนโยบายนี้ คนที่ดูแลนโยบายการเงินต้องฟังรัฐบาล หากคนหนึ่งเหยียบคันเร่ง คนหนึ่งเหยียบเบรก รถมันก็ไม่เคลื่อนไปข้างหน้า” นายกิตติรัตน์ กล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

"ชลน่าน" เผย งบประมาณล่าช้า ความผิดซ้ำซาก รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส น่าน พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


งบประมาณล่าช้า จากความผิดซ้ำซาก ส.ส รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ

วันนี้ มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ตามคำบังคับของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้สภาฯ พิจารณาลงมติในวาระที่ 2 วาระที่ 3 และข้อสังเกตุของกรรมาธิการฯให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ
พรรคร่วมฝ่ายค้าน 6 พรรค ประกาศเจตนารมย์ชัดเจนว่าไม่ขอร่วมพิจารณา เนื่องจากเห็นว่าคำบังคับของศาลรัฐธรรมนูญ ออกเกินรัฐธรรมนูญกำหนด เป็นการก้าวล่วงดุลอำนาจของหลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและ ฝ่ายตุลาการ ซึ่งได้เสนอญัตติให้สภาฯพิจารณาเป็นเรื่องด่วนไม่เห็นด้วยที่จะต้องปฏิบัติตามคำบังคับของศาล ส่งให้ประธานสภาฯพิจารณาแจ้งศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว

ที่สำคัญต้นเหตุของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเกิดจากการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันของส.ส ฝ่ายรัฐบาล จึงเป็นความรับผิดชอบของ ส.ส ฝ่ายรัฐบาลที่จะต้องทำหน้าที่ตามคำบังคับของศาลรัฐธรรมนูญให้ถูกต้อง ฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ร่วมพิจารณาครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ในการพิจารณาตามวาระปกติ

ในการพิจารณาวันนี้เพื่อให้หน่วยงานราชการและพี่น้องประชาชนจะได้ใช้งบประมาณโดยเร็ว ฝ่ายค้านจึงร่วมเป็นองค์ประชุมทำให้เปิดประชุมได้เร็วเริ่มพิจารณาได้เร็วขึ้น ไม่คิดที่ขัดขวาง หรือถ่วงเวลา ไม่มีการวอล์คเอ้าท์ เพียงแต่ไม่ร่วมพิจารณาเท่านั้น

ความผิดซ้ำสอง เกิดขึ้นใน การพิจารณาลงมติในมาตรา 6 พบว่าองค์ประชุม ไม่ครบ หลังจากประกาศผลลงมติ ซึ่งถือว่าการลงมติสิ้นสุดลง มีสมาชิกลุกขึ้นทักท้วง ว่าองค์ประชุม ไม่ครบ ท่านประธานวินิจฉัยว่า องค์ประชุมให้ถือเอาตอนตรวจสอบองค์ประชุม ถือว่าครบ จึงให้พิารณาลงมติในมาตราต่อๆไป จนมีการพักประชุม

เริ่มประชุมใหม่ ท่านประธานแจ้งว่า มีสมาชิกทักท้วงเรื่อง องค์ประชุมไม่ครบ ในการลงมติ มาตรา 6 เกรงว่าจะมีปัญหา เลยให้สมาชิกปรึกษาหารือกันว่าจะดำเนินการอย่างไร
ส่วนสาเหตุ ที่องค์ประชุมไม่ครบ ประธานวิปรัฐบาลให้เหตุผลว่า น่าจะเกิดจากความผิดพลาดของระบบอิเลคโทรนิค สมาชิกเสียบบัตรกลับด้าน หรือลืมกดคะแนน

ท่านผู้นำฝ่ายค้านและผม ได้หารือต่อท่านประธานเสนอให้สภาเริ่มต้นพิจารณาร่าง พ.ร.บ ใหม่โดยเริ่มต้นตั้งแต่ชื่อร่าง คำปรารภ มาตรา 1เป็นต้นไป เพราะการลงมติโดยองค์ประชุมไม่ครบใน มาตรา 6 ถือว่าไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ทำให้การลงมติในวาระที่ 2 ที่ดำเนินการอยู่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งหมด

สุดท้ายที่ประชุมมีความเห็นให้เริ่มต้นพิจารณาใหม่ เป็นรายมาตรา โดยอ้างคำบังคับของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าต้องลงมติให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ทำผิดพลาดไป ก็นำกลับมาแก้ไขให้ถูกต้อง
ความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีกบ่งถึงความไม่รับผิดชอบ ของ ส.ส ฝ่ายรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในกระบวนตราพระราชบัญญัติ ไม่ทักท้วงให้ถึงที่สุดเมื่อพบข้อผิดพลาด รีบแก้ไขให้เป็นไปตามข้อบังคับ

สิ่งที่ควรดำเนินการเมื่อพบว่า ผลการลงมติ มีองค์ประชุม ไม่ครบ ต้องไม่ประกาศผลการลงมตินั้นเพื่อจะได้นำมาพิจารณาลงมติใหม่ได้ เพราะขบวนการลงมติยังไม่สิ้นสุด และต้องปิดประชุมทันที
กรณีมีความจำเป็นที่ต้องประชุมต่อ ก็สามารถนัดประชุมในที่ประชุมได้ ในเวลาที่เหมาะสม เช่น 30 นาที เมื่อเปิดประชุมใหม่ก็เริ่มต้นการพิจารณาใน มาตรา 6 ให้ลงมติใหม่ได้

ในกรณีที่ไม่ปิดประชุม เป็นการประชุมต่อเนื่อง ก็ต้องกลับมาพิจารณาใหม่โดยเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด เพื่อป้องการตีความว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมสภาฯ ว่าต้องพิจารณาเรียงลำดับมาตราในวาระที่ 2 ซึ่งการพิจารณาในวาระปกติ ตามรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุม ไม่สามารถดำเนินการได้

ร่าง พ.ร.บ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จึงมีเหตุการณ์และบรรทัดฐานใหม่ๆเกิดขึ้น รอการถกเถียงกันในอนาคตต่อไป


"จาตุรนต์" ขับกล่อมบทเพลง ให้กำลังใจชาวอู่ฮั่น-หูเป่ย จากวิกฤตไวรัส

"จาตุรนต์" ออกวีดีโอเพลงจีนมอบให้ชาวอู่ฮั่น หูเป่ย พูดภาษาจีนยืนยันประชาชนไทยร่วมใจประชาชนจีนต่อสู้เอาชนะโรคร้ายจากไวรัสโคโรน่า



นายจาตุรนต์ ฉายแสง โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยกล่าวในวีดีโอเป็นภาษาจีนความว่า ช่วงที่ผมเรียนภาษาจีน ผมเคยหัดร้องเพลงๆหนึ่งชื่อ “หวงเฮ่อโหลว”  (หอนกกระเรียนสีเหลือง) หวงเฮ่อโหลวเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของเมืองอู่ฮั่น ต่อมาได้เคยไปเที่ยวเมืองอู่ฮั่นถึงสามครั้ง แต่ละครั้งก็มีโอกาสขึ้นไปบนหอแห่งนี้และร้องเพลง "หวงเฮ่อโหลว" บนหอนี้ เวลามีเพื่อนชาวจีนมาจากเมืองอู่ฮั่น ผมก็มักจะร้องเพลงนี้เสมอ ผมขอมอบเพลงนี้ให้แก่เมืองอู่ฮั่นและและมณฑลหูเป่ย
..............................

โรคร้ายไม่มีจิตใจ แต่คนมีจิตใจ

ประชาชนไทยจะร่วมกับประชาชนจีน

ลงเรือลำเดียวกัน ฟันฝ่าอุปสรรคไปด้วยกัน

หยุดการแพร่ระบาดของโรคร้าย เอาชนะในการต่อสู้ครั้งนี้

หลังจากที่ส่งเพลงนี้ให้ชาวจีนไปบ้างแล้ว มีเสียงเรียกร้องขอให้แปลคำพูดเป็นภาษาไทย นายจาตุรนต์จึงได้นำเวอร์ชั่นที่มีซับไตเติ้ลภาษาไทยมาเผยแพร่ในเฟสบุ๊คส่งนตัวโดยอธิบายว่า

ผมเคยร้องและบันทึกเสียงเพลง “หวงเฮ่อโหลว” ไว้เมื่อนานมาแล้ว เห็นว่าเป็นเพลงที่คนอู่ฮั่น หูเป่ย รู้จักดี จึงเอามาทำเป็นคลิปวีดีโอมอบแด่อู่ฮั่น หูเป่ย โดยพูดภาษาจีนเล่าความเป็นมาของการร้องเพลงนี้และกล่าวให้กำลังใจประชาชนชนจีน

เมื่อ 3-4 วันก่อน ผมส่งคลิปวีดีโอนี้ให้เพื่อนคนจีนทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและในจีน ทราบว่ามีการส่งต่อๆกันไปจนมีเพื่อนหลายคนส่งคลิปนี้กลับมาที่ผม และบอกว่าน่าจะมีคำอธิบายเป็นภาษาไทย ผมจึงได้ทำเวอร์ชั่นใหม่นี้ขึ้นพร้อมเปลี่ยนซับไตเติ้ลทั้งหมดเป็นภาษาไทยแทนของเดิมที่ใช้ตัวหนังสือจีน

ขออภัยที่ยังไม่มีซับไตเติ้ลแปลความหมายของเพลง เพลงนี้ดัดแปลงมาจากบทกวี จะแปลให้สละสลวยคงต้องใช้เวลาพอสมควร

"จาตุรนต์" ชี้ เหตุกราดยิงโคราช ไม่ใช่แค่เยียวยา แต่กองทัพต้องชดใช้

นายจาตุรนต์ ฉายแสง โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


#ยิงกราดที่โคราช

#เยียวยาอย่างเดียวไม่พอต้องชดใช้

เห็นมีการออกมาตรการหลายอย่างเพื่อเยียวยาทั้งข้าราชการและประชาชนผู้เสียหายจากกรณีการสังหารประชาชนที่โคราชโดยหลายหน่วยงาน ล่าสุดคณะกรรมการที่ครม.ตั้งขึ้นก็กำลังจะประชุมหารือเรื่องนี้

ผมเคยทำงานด้านเยียวยามาก่อน พอทราบว่ามีหลักเกณฑ์ต่างๆในเรื่องนี้อยู่ เข้าใจว่าถ้ารวบรวมวิธีการเยียวยาต่างๆที่ทำได้ตามกฎหมายและระเบียบก็คงเยียวผู้เสียหายได้พอสมควร โดยเฉพาะในส่วนของผู้เสียหายที่เป็นข้าราชการ มีระเบียบชัดเจนอยู่แล้ว แต่ในส่วนของประชาชนซึ่งคือผู้เสียหายส่วนใหญ่ การเยียวยาตามระเบียบจะไม่เพียงพอไม่สอดคล้องกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น

ประเด็นที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาก็คือเรื่องนี้รัฐพึงต้องชดใช้ความเสียหายแก่ประชาชนหรือไม่

ชดใช้กับเยียวยาไม่เหมือนกัน

กรณีนี้ความเสียหายเกิดจากข้าราชการทหารยิงกราดฆ่าประชาขนด้วยอาวุธของกองทัพที่ได้มาจากความหละหลวมของหน่วยงานในสังกัดกองทัพ กองทัพจึงต้องชดใช้ความเสียหายนี้ ถ้าความเสียหายลักษณะเดียวกันนี้เกิดจากการกระทำของเอกชน ประชาชนก็คงจะฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ไม่น้อย ซึ่งถ้าประชาชนจะฟ้องกองทัพก็สามารถทำได้ แต่กรณีนี้รัฐบาลไม่ควรต้องรอให้ประชาชนฟ้องร้อง แต่ควรดำเนินการเสียเอง

ที่สำคัญผู้ที่รับผิดชอบตั้งแต่นายกรัฐมนตรีไปจนถึงผู้มีหน้าที่ทั้งหลายจะต้องเปลี่ยนแนวความคิดเสียใหม่ว่านี่คือเรื่องที่รัฐต้องชดใช้ความเสียหายแก่ประชาชน เฉพาะการเยียวยา ไม่เพียงพอและไม่เป็นธรรม

จะเปลี่ยนแนวคิดได้คนในรัฐบาลและกองทัพต้องเปลี่ยนความคิดเสียก่อนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และไม่ใช่ว่าไม่มีใครบกพร่องหรือหละหลวมอย่างที่นายกฯหรือผบ.ทบ.พูดไว้อย่างผิดๆ

"สุดารัตน์" แนะรัฐถอดบทเรียน กราดยิงโคราช

เช้าวันนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ ร่วมงานทำบุญเปิดศูนย์การค้าเทอร์มินอล21 โคราช ขอถอดบทเรียนเหตุการณ์ เพื่อป้องกัน


คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยคณะ อาทิ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย ร่วมงานพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ตักบาตรอาหารแห้งแก่พระสงฆ์ จำนวน 219 รูป สวดนพเคราะห์ และพิธีบายศรีสู่ขวัญ ซึ่งถือเป็นการทำบุญใหญ่ของห้างเทอร์มินอล 21 โคราช ก่อนจะเปิดให้บริการตามปกติในวันนี้ หลังปิดมา 5 วัน

หลังเสร็จสิ้นการทำบุญ คุณหญิงสุดารัตน์ ได้ร่วมวางช่อดอกไม้สีขาว บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้า รำลึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์กราดยิง พร้อมเขียนข้อความว่า "ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ขอให้กำลังใจให้พี่น้องชาวโคราชทุก ๆ ท่าน

จากนั้น คุณหญิงสุดารัตน์ให้สัมภาษณ์ว่า ในฐานะที่เป็นลูกหลานชาวโคราช ขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทุกฝ่ายได้ร่วมมือกันช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายจนถึงวันนี้ได้ วันนี้คนโคราชได้แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งความรัก ความห่วงใยซึ่งกันและกัน ให้กำลังใจกัน จับมือกันเดินหน้าต่อไป

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พรรคเพื่อไทยได้เสนอญัตติด้วยวาจา เพื่อหารือถอดบทเรียนอุดรอยรั่ว อุดจุดอ่อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อหามาตรการที่ปลอดภัย และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวในอนาคต ไม่ให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก เวลานี้ไม่ใช่เวลาจะมาแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่ต้องคิดว่า จะต้องทำอย่างไรไม่ให้เกิดเหตุอีก

"อย่าให้ความสูญเสียเกิดขึ้นแล้วหายไป เอาเหตุการณ์ครั้งนี้มาถอดบทเรียน อย่าให้ 30 ชีวิตสูญเปล่า"

ในระหว่างทางเดินออกจากห้างก็ได้มีหญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่ติดอยู่ในเหตุการณ์วันเกิดเหตุจำนวนหลายรายได้เข้ามาพูดคุย เพื่อเล่าเหตุการณ์ที่แต่ละคนประสพในคืนวันนั้น ให้คุณหญิงสุดารัตน์ฟัง คุณหญิงสุดารัตน์ได้ให้กำลังใจด้วยการสวมกอด “ขอให้ทุกคนมีกำลังใจ ผ่านเรื่องเลวร้ายนี้ไปให้ได้ “และจากนี้ไปขอให้มีแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นมงคลเข้ามาสู่ชีวิต
ขอให้ชาวโคราชร่วมกันเดินหน้าต่อไป

ทั้งนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ ได้เดินทางต่อไปยังวัดสุทธจินดาวรวิหาร อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นที่บำเพ็ญกุศลของผู้เสียชีวิต ประกอบด้วย นายสุริยะ ลิมป์รัชตามร อายุ 44 ปี นางสาวปรัชญา นวลรักษา อายุ 33 ปี เด็กชายปรมะ ลิมป์รัชตามร อายุ 1 ปี (ครอบครัวพ่อแม่ลูก) และนายสมเกียรติ วิชชุปัญญาพาณิชย์ ที่ถูกจ่าทหารคลั่งยิงเสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อเคารพศพและแสดงความเสียใจ และให้กำลังใจกับญาติผู้เสียชีวิต

วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

"หมวดเจี๊ยบ" ผิดหวัง ท่าทีกองทัพ

ถ้า "เจ้าซีบร้า" พูดได้ คงอยากบอกพลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ว่าน้ำตาไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร และขณะนี้ สังคมอยากรู้ว่ากองทัพจะป้องกันยังไงไม่ให้ถูกปล้นค่ายง่าย ๆ อีก เพราะที่ผ่านมา หน่วยทหารถูกปล้นปืนไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งแล้ว นับตั้งแต่ปี 2545 แต่ที่ผ่านมา คนไทยยังไม่ได้ยินว่ากองทัพจะแสดงความรับผิดชอบแบบไหนหรือและจะแก้ปัญหายังไง เห็นแต่คนยืนแอ๊คท่ามินิฮาร์ทแบบเห่ย ๆ เพื่อเรียกเสียงกรี๊ดจากแม่ยก กับฉากเรียกน้ำตาที่นักแสดงเล่นแข็งเป็นหิน จนคนดูไม่อิน แม้แต่เจ้าซีบร้ายังต้องส่ายหัว ซึ่งสะท้อนภาวะผู้นำที่ล้มเหลวของผู้บัญชาการทหารบกกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม


ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถ้าหาก "เจ้าซีบร้า" พูดได้ ก็คงอยากโทรศัพท์บอก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เตือน พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ว่าน้ำตาไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรในสถานการณ์แบบนี้ เและคงรู้สึกผิดหวังที่ยังไม่ได้ยินว่ากองทัพจะรับผิดชอบอย่างไรต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

และยิ่งน่าตกใจเมื่อได้ยิน พล.อ. อภิรัชต์ เล่าว่า ทหารที่อยู่ในค่ายสุรธรรมพิทักษ์ได้ยินเสียงยิงปืนขณะเกิดเหตุปล้นปืน แล้วเหตุใดจึงไม่มีการสกัดจับเพื่อป้องกันไม่ให้ จ.ส.อ จักรพันธ์ ถมมา หลบหนีออกไปนอกค่าย อยากถามว่า นายทหารเวรตลอดจนสิบเวร ประจำวันนั้น หายไปไหนกันหมด ทำไมจึงไม่ใช้วิทยุสื่อสารแจ้งเหตุไปยังกองพันข้างเคียงในที่ตั้ง เพื่อระดมกำลังสกัดกั้น ทำไมทหารทั้งกองทัพจึงปล่อยให้คนเพียงคนเดียวปล้นอาวุธแล้วขับรถหนีออกไปจากที่ตั้งของหน่วยได้ง่ายขนาดนี้ ไม่มีใครใช้โทรศัพท์มือถือแจ้งเตือนกันเลยหรือยังไง

นอกจากนี้ ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ ก็มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล กว่าจะขับรถหนีออกนอกค่ายได้ก็ต้องขับรถเป็นกิโล ๆ ถ้ามีระบบการแจ้งเตือนเหตุที่มีประสิทธิภาพและหากมีการตั้งเครื่องกีดขวาง เช่น บังเกอร์ หรือ รั้วลวดหนาม ตามแผนเผชิญเหตุของกองทัพ ก็น่าจะถ่วงเวลาคนร้ายได้ในระดับหนึ่ง และน่าสงสัยว่าหน่วยทหารสารวัตร ไม่ได้ออกตรวจตราสอดส่องหน่วยทหารต่าง ๆ ในพื้นที่โคราช ตามปกติหรือไง ทำไมจึงไม่มีบทบาทในการเข้าช่วยระงับเหตุ เพราะมีแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ออกมาสกัดกั้นจนโดนยิงเสียชีวิต

ที่สำคัญ โคราช เป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งต้องรับผิดชอบดูแลหน่วยทหารในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วทั้งภาคอีสาน แต่ลำพังแค่ในจังหวัดที่เป็นเมืองหลวงของตัวเอง กลับป้องกันรักษาฐานที่มั่นไม่ได้ แล้วจะดูแลจังหวัดทหารอื่น ๆ ได้อย่างไร ถ้าหากมีเหตุการณ์ปล้นปืน เกิดขึ้นที่ค่ายทหารในจังหวัดอื่น ๆ แล้วจะมีสภาพเละเทะขนาดไหน

และนี่แสดงว่า กองทัพไม่เคยถอดบทเรียนที่เคยถูกปล้นปืนในอดีตเลย เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หน่วยทหารถูกปล้นปืน เพราะตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา มีคนร้ายบุกปล้นปืนจากค่ายทหารไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง แล้ว ใน จ.ยะลา และ จ. นราธิวาส แต่ในการปล้นปืนทุกครั้งที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คนร้ายจะลงมือกันหลายคนและต้องมีการวางแผนหลอกล่อเจ้าหน้าที่ ทั้งยังต้องมีการยิงปะทะกันพอสมควรกว่าจะปล้นปืนออกไปได้ ซึ่งต่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่โคราชในครั้งนี้ ที่ จ.ส.อ. จักรพันธ์ สามารถลงมือเพียงคนเดียว แบบง่าย ๆ โดยไม่มีการต่อสู้หรือขัดขืนจากหน่วยทหารในพื้นที่เลย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา เคยมีคำกล่าวว่า "หลับเถิดปวงประชา ทหารกล้าจะคุ้มภัย" แล้วแบบนี้ปวงประชาจะข่มตาหลับลงได้อย่างไร ในเมื่อทหารยังเอาตัวเองไม่รอด

ดังนั้น พล.อ. อภิรัชต์ กับ พล.อ.ประยุทธ์ ก็อย่าเอาแต่พูดว่าปัญหาการกราดยิงที่โคราชเป็นเรื่องขัดแย้งส่วนตัวของทหารไม่กี่คน เพราะเหตุการณ์ปล้นปืนที่เกิดขึ้นที่ค่ายสุรธรรมพิทักษ์มันสะท้อนความล้มเหลวของกองทัพในการป้องกันฐานที่มั่นของตนเองไม่ให้ถูกปล้น จนทำให้ชาวบ้านต้องบาดเจ็บล้มตายไปด้วย ซึ่งทำให้คนไทยและประชาคมโลกสงสัยในขีดความสามารถในการรบและการปกป้องอธิปไตยของประเทศไทย แต่ที่ผ่านมา คนไทยยังไม่ได้ยินว่ากองทัพจะแสดงความรับผิดชอบแบบไหน และจะป้องกันไม่ให้หน่วยทหารถูกปล้นปืนอีกได้อย่างไร เห็นแต่ลีลาการลอยตัวอยู่เหนือปัญหาของผู้บัญชาการทหารบก และการทำท่าแจกมินิฮาร์ทแบบเห่ย ๆ ของ พล.อ. ประยุทธ์ เพื่อเรียกเสียงกรี๊ดจากแม่ยก กับฉากร้องไห้ที่นักแสดงเล่นแข็งเป็นหิน จนคนดูไม่อิน แม้แต่เจ้าซีบร้ายังต้องส่ายหัว ซึ่งสะท้อนถึงภาวะผู้นำที่ล้มเหลว ของ ผู้บัญชาการทหารบก กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

"วัฒนรักษ์" อัดรัฐขัดหลักนิติธรรม ต้นเหตุความเหลื่อมล้ำ


ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช กรรมการกิจการพิเศษ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา คนไทยต้องทำตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ได้มีคำสั่งออกมาทั้งสิ้น 456 ฉบับ และถึงแม้จะมี 246 ฉบับจะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ก็ยังมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ออกกฎหมายเพิ่มเติมอีก 412 ฉบับ ในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งถือว่าสูงมาก และคำสั่ง ประกาศ และกฎหมายเหล่านี้ก็ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ ซึ่งถ้าหากเป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลก็อาจจะถูกดำเนินคดีทางอาญาได้ตลอดเวลา โดยกฎหมายหลายข้อนั้นอาจจะไม่ถูกต้องตามหลักนิติธรรม (The Rule of Law) จึงทำให้นักลงทุนต่างประเทศขาดความเชื่อมั่นต่อกฎหมายของประเทศไทย  เพราะถ้าหากกฎหมายของเราจะมีการแก้ไขอย่างไรก็ได้ เมื่อไรก็ได้แบบนี้นักลงทุนคงจะหนีหมด จะมีใครหน้าไหนมาลงทุนกับเรา และถึงแม้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ฝ่ายค้านจะมีข้อมูลพร้อมหลักฐานชัดเจน แต่เสียงของฝ่ายรัฐบาลนั้นมีมากกว่า ดังนั้นก็คงไม่พ้นที่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลจะโหวตช่วยเหลือกันเอง แต่สิ่งหนึ่งที่ประชาชนจะได้เห็นจากการอภิปรายในครั้งนี้ก็คือความเป็นจริงที่ว่าตลอดเวลา 6 ปีนั้น รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากมายขนาดไหน

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ กล่าวอีกว่า หลังการอภิปราย หากรัฐบาลจะแก้ปัญหาโดยการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเดียวนั้นคงไม่เป็นการเพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหา เพราะตลอดระยะเวลา 6 ปี เป็นเครื่องพิสูจน์ได้แล้วว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้เลย ซึ่งตลอด 6 ปีที่ผ่านมานั้น การส่งออกของประเทศไทยมีอัตราเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงปีละ 2% แต่หากเราดูเพื่อนบ้านกลับเติบโตปีละกว่า 10% และขณะนี้การท่องเที่ยวของไทยกำลังได้รับผลกระทบ จากการที่นักท่องเที่ยวที่ลดลงเพราะไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังแพร่ระบาด โดยต่างชาติก็ไม่มาลงทุน และคนไทยก็ไม่ลงเงินเพราะไม่มีเงินในกระเป๋า ถ้าหากประเทศมีเศรษฐกิจดี จะทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งถ้าหากเป็นรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยคงจะต้องรีบแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เพราะหากทิ้งไว้นานเกินไปจะทำให้ยากต่อการที่จะแก้ไข โดยเราจะลดความเลื่อมล้ำของสังคมไทย เพื่อให้คนไทยทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ถึงเวลาแล้วที่คนไทย จะต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าประเทศนี้จะเดินหน้าอย่างไร เพราะตลอด 6 ปี ที่ผ่านมาเราต้องประสบพบเจอกับปัญหามากมาย ซึ่งหากเราไม่รีบดำเนินการแก้ไข ประเทศไทยจะอยู่ต่อได้อย่างไร

วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

"เฉลิม" เผย ไม่ให้ราคาวอร์รูมรัฐบาล


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ว่า ขอชี้แจงสถานการณ์ในขณะนี้ทางพรรคฝ่ายค้านมองว่าฝ่ายรัฐบาลขาดหลักนิติธรรม เพราะทางรัฐบาลเอื้อประโยชน์แต่พรรคพวกของตน ในส่วนของการอภิปรายนั้นขอไม่ให้ราคาวอร์รูมของรัฐ ในส่วนของวอร์รูมนอกสภา และ อ.ส.ว.ที่ผ่านมากองทัพอยากจะปฏิวัติ ก็สร้างสถานการณ์ บอกจะปฏิรูปเศรษฐกิจ แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ขอเวลาอีกไม่นาน ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั่วโลกไม่ยอมรับ เพราะรัฐบาลไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรมถึงหลักประชาธิปไตย

ซึ่งหลักนิติธรรมนั้นมีสาระ ดังนี้

1.กฎหมายที่ดีต้องมีความขัดเจน
2. กฎหมายที่ดีต้องไม่ขัดแย้งกันเอง
3. กฎหมายที่ดีต้องมีเหตุผล
4. กฎหมายที่ดีต้องนำไปสู่ความเป็นธรรม
5. กฎหมายที่ดีต้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือสิทธิขั้นพื้นฐาน
6. กฎหมายที่ดีต้องทันสมัยและสามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และเทคโนโลยี
7. กฎหมายที่ดีต้องบัญญัติโดยองค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมายและตามกระบวนการที่กฎหมายบัญญัติไว้
8. กฎหมายที่ดีต้องไม่มีผลย้อนหลังเป็นผลร้ายหรือกระทบต่อสิทธิ หน้าที่ หรือความรับผิดของบุคคล
9. กฎหมายที่ดีต้องมีบทลงโทษที่เหมาะสมและได้สัดส่วนกับความผิด
10. กฎหมายที่ดีต้องมีการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพและประชาชนต้องได้รับการส่งเสริมให้มีความรู้ ความเข้าใจและเคารพในกฎหมายและหลักนิติธรรม
11. กระบวนการนิติบัญญัติที่ดีต้องเป็นกระบวนการที่เปิดเผย โปร่งใสและตรวจสอบได้
12. กระบวนการยุติธรรมที่ดีต้องเปิดโอกาสให้มีการอุทธรณ์
13. กระบวนการยุติธรรมที่ดีต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวก ไม่ชักช้า ด้วยค่าใช้จ่าย ที่เหมาะสม
14. กระบวนการยุติธรรมที่ดีต้องส่งเสริมให้มีกระบวนการยุติธรรมทางเลือก
15. นักกฎหมาย เจ้าหน้าที่ของงรัฐ และผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมที่ดีต้องมีความเป็นอิสระและ ความเป็น กลางในการปฏิบัติหน้าที่
16. นักกฎหมาย เจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมที่ดีต้องซื่อสัตย์สุจริตยึด หลักคุณธรรม เมตตาธรรม และสันติธรรม

"กฎหมายที่ คสช. ได้บัญญัติไว้นั้นไม่เป็นตามหลักสากล จึงต้องแก้ให้เป็นหลักสากลหลังจากสิ้นรัฐบาลนี้ ซึ่งถ้ารัฐบาลไม่ลาออก แม้อยู่ได้แต่จะอยู่อย่างลำบาก ซึ่งทางฝ่ายค้านมีหน้าที่เดินหน้าเพื่อล้มรัฐบาล" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว