วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562

"สุดารัตน์" เผย เพื่อไทยให้ความสำคัญกับการอภิปรายงบประมาณ

คุณหญิงสุดารัตน์ ติวเข้ม ส.ส.เพื่อไทย อภิปรายงบประมาณ สอนมวยรัฐบาล จัดงบไม่ตอบโจทย์ ขอให้ฟังฝ่ายค้านชี้แนะ อย่าคิดว่าจะเอาชนะ แต่ให้คิดว่ากำลังมีชีวิตประชาชนเป็นเดิมพัน


คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า วันนี้ได้ร่วมประชุมกับ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เพื่อเตรียมความพร้อมในการอภิปรายงบประมาณ ปี 2563 ที่จะมีขึ้นวันพรุ่งนี้ 17-19 ตุลาคม 2562 โดยร่วมกันวางแผนในการอภิปรายให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการอภิปรายงบประมาณมาก เพราะปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนส่งผลกระทบรุนแรงมาก

"เราเห็นว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญมีปัญหา ทั้งการส่งออกที่ติดลบ 8 เดือน การท่องเที่ยวชะลอตัว การลงทุนของเอกชน ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศ ตกต่ำอย่างไม่เคยเกิดมาก่อน และการเก็บภาษีลดลง เรายังเหลือเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายเรื่อง การใช้จ่ายภาครัฐ  เพื่อให้เศรษฐกิจขับเคลื่อน ใหัพอที่จะทำให้ประชาชนพออยู่รอดได้ ซึ่งมีความหวังอยู่อันเดียว คือการใช้จ่ายภาครัฐ"

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราเห็นแล้วว่ารัฐบาลไม่มีฝีมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เราคิดว่าความหวังเดียว คือการใช้จ่ายภาครัฐ การจัดงบประมาณครั้งนี้ จึงมีความสำคัญมาก และต้องตอบโจทย์ แก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องใช้งบประมาณ ถูกทิศถูกทาง ต้องใช้งบประมาณ ไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องใช้ให้มีประสิทธิภาพโปร่งใส เราดูตัวเลขแล้วเราห่วงงบประมาณ ที่เพิ่มขึ้น 3.2 ล้านล้านบาท เพิ่มมา 2 แสนล้านบาท แล้วยังตัองเอาไปใช้หนี้เงินคงคลัง เอาไปใส่ในงบกลาง และอีกส่วนไปเพิ่มในกระทรวงความมั่นคง ทั้งกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม 2 กระทรวงกว่า 3 หมื่นล้านบาท รวมทั้ง 2  กระทรวง ถือเป็นการไปเพิ่มในส่วนที่ไม่ได้ก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจเลย ไปใช้หนี้ กับเพิ่มงบความมั่นคง และเพิ่มงบกลาง ก็ไม่ตอบโจทย์

“ในขณะที่เศรษฐกิจไม่ดี สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ คือนำเงินไปลงทุน แต่รัฐบาลนี้กลับทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ปรับลดเงินลงทุนจาจากปีที่แล้ว 21 % เหลือ 20 % มีเพียง 6 แสนล้านบาท เมื่อไปดูในรายละเอียดแล้ว เป็นงบลงทุน ที่ผูกพันติดต่อกันในหลายปีที่ผ่านมา ประมาณ 45% จึงเหลืองบลงทุน แค่ 55 % แบบนี้ก็ไม่สามารถ นำ 3 แสนกว่าล้านไปกระตุ้นเศรษฐกิจ หมุนเวียนให้เกิดการจ้างงานได้อย่างไร ดังนั้นในการอภิปรายของพรรคเพื่อไทย จะชี้ให้เห็นถึงการจัดสรรงบประมาณ ที่ไม่ตอบโจทย์ ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ"

“เราจะชี้ให้เห็นว่าการจัดแบบนี้ จะทำให้เศรษฐกิจปีหน้าดิ่งเหว ไม่มีตรงไหนที่เพิ่มกำลังซื้อ หรือกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือสร้างความพร้อมในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ รวมทั้ง ไม่สามารถที่จะลดความเหลื่อมล้ำได้” คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำ

คุณหญิงสุดารัตน์ ห่วงด้วยว่า ในปีหน้าการจัดงบประมาณแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจยิ่งแย่ ฝ่ายค้านโดยพรรคเพื่อไทยจะทำหน้าที่ด้วยความรู้ เพื่อชี้แนะว่าจะจัดงบประมาณอย่างไรให้ตอบโจทย์ จะชี้แนะให้รัฐบาลได้ฟังว่า การใช้งบประมาณที่มีอยู่น้อยนิดแล้วแก้ปัญหาเศรษฐกิจนั่นทำอย่างไร ถ้ารัฐบาลไม่ปรับเปลี่ยน แล้วยังเน้นไปเพื่อทำงบประมาณเพื่อความมั่นคง ก็น่าห่วง

“เราต้องบอกรัฐบาลว่า การอภิปรายครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพื่อเอาชนะคะคานกัน แต่เอาชีวิตประชาชนเป็นเดิมพันขอให้รัฐบาลได้ฟังการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง นำไปแก้ไขนำไปปรับปรุงงบประมาณ เพื่อตอบโจทย์ประชาชน อย่าแก้ไขเศรษฐกิจเพื่อบางพรรค บางคน” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวย้ำ

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562

"พิชัย" เตือนรัฐเลิกแจกเงิน หวั่นประเทศเสียหาย

“พิชัย” เตือน ต้องเลิกสร้างผี ก่อนประเทศเสียหายหนัก ชี้ งบประมาณทางเศรษฐกิจเหลือน้อยหลังหักงบมั่นคง แถมยังเอาไปแจกมั่วๆอีก แนะ รื้องบใหม่จัดตามทิศทางประเทศ 



นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน กล่าวในงานเสวนา “งบประมาณพัฒนาประเทศได้จริงหรือ?” ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ จัดโดยสภาที่ 3 และ คณะกรรมการญาติพฤษภา 35 ว่า เมื่อได้ศึกษารายละเอียดของงบประมาณปี 63 แล้ว เป็นห่วงว่างบประมาณจะไม่สามารถพัฒนาประเทศได้จริง เพราะการจัดงบประมาณเป็นแนวทางเดิมเช่นเดียวกับ 5 ปีที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจไทยย่ำแย่มาตลอด

ปัญหาการจัดงบประมาณไม่มีประสิทธิภาพได้ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย เพิ่มเติมจาก การส่งออกที่ติดลบและการลงทุนที่หดหายแล้ว  ทั้งนี้เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับงบทหารและงบความมั่นคงมากกว่างบประมาณที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งงบประมาณที่ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจหลังจากหักงบทหารและงบความมั่นคงแล้ว เหลือน้อยมาก แถมเงินที่ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจยังถูกใช้ไปแจกอย่างอีลุ่ยฉุยแฉกไม่ได้พัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทำให้ความสามารถแข่งขันของไทยไม่พัฒนาเลยตลอด 5 ปี แถมยังลดลงอีกด้วย โดยล่าสุดอันดับความสามารถแข่งขันไทยหล่นมาอยู่ที่อันดับ 40 ในขณะที่เวียดนามดีขึ้นมา 10 อันดับเลย ซึ่งอีกไม่นานเวียดนามคงแซงไทยแน่ ถ้ายังมีรัฐบาลที่คิดไม่เป็นแบบนี้

การแจกเงินไม่ได้พัฒนาหรือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไม่เคยปรากฏว่าในโลกมีประเทศไหนที่แจกเงินแล้วประเทศเจริญ ถ้าคิดได้เพียงการแจกเงิน ก็ไม่ต้องมีรัฐบาลก็ได้ เพราะไม่ต้องใช้สมอง ที่พลเอกประยุทธ์เคยถามตนว่าจบอะไรมา เลยอยากบอกพลเอกประยุทธ์กลับไปว่าไม่ต้องจบอะไรเลยก็คิดแจกเงินได้ เป็นพลทหารก็คิดได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นถึงพลเอก

ตามหลักการแล้วในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ เอกชนไม่ลงทุน รัฐต้องเป็นผู้ลงทุนเองและควรต้องลงทุนมากๆด้วย แต่ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์แล้วว่ารัฐบาลไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนได้ รัฐบาลสร้างหนี้สาธารณะเพิ่มกว่า 2 ล้านล้านบาท แต่เศรษฐกิจกลับย่ำแย่ และ ประเทศแทบไม่ได้พัฒนาเลย ประชาชนไม่ได้รู้สึกเลยว่ารัฐบาลได้พัฒนาอะไรที่จับต้องได้

ดังนั้น การจัดทำงบประมาณในอนาคตควรจะต้องรื้อใหม่หมด และนำมาเรียงลำดับความสำคัญของงบประมาณ ในแต่ละกระทรวงและหน่วยงาน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ ไม่ใช่อ่อนด้อยเหมือนในปัจจุบัน

ที่สำคัญที่สุดคือประเทศไทยต้องเรียนรู้จากอดีต การสร้างความกลัว เหมือนการสร้างผี เพื่อให้ประเทศวุ่นวายและจะได้เข้ามายึดครองอำนาจได้ ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศมากว่า 13 ปีแล้ว หากยังคงจะยังไม่เลิกการสร้างผีกันอีก ประเทศจะยิ่งเสียหายอย่างมากและจะยิ่งเสื่อมถอยลงไปอีก

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องยืนอยู่บนหลักเกณฑ์สากลและความถูกต้อง อะไรถูกก็คือถูก และอะไรผิดก็คือผิดไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน เพื่อประเทศไทยจะได้ก้าวหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงในอนาคต และจะสามารถสร้างความเชื่อถือให้กลับมาสู่ประเทศได้ มิเช่นนั้นงบประมาณมากขนาดไหนก็ไม่สามารถพัฒนาประเทศไทยให้แข่งขันได้ ถ้าไม่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก


7 พรรคฝ่ายค้าน รับฟังปัญหา สมัชชาคนจน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีต รมว.คลัง และ นายคำพอง เทพาคำ ส.ส ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะตัวแทน 7 พรรคฝ่ายค้าน เดินทางมาบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ข้างกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรับฟังปัญหากลุ่มสมัชชาคนจน  



ทั้งนี้การชุมนุมของ "สมัชชาคนจน" ในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปี หลังเหตุการณ์รัฐประหาร โดยเริ่มออกมาเคลื่อนไหวตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา และวันนี้เริ่มเข้าสู่วันที่ 10 ของการชุมนุม มีข้อเรียกร้อง ขอให้รัฐบาลแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหา 5 ประเด็น 37 กรณี เช่น กรณีปัญหาที่ดินทำกิน และผลกระทบนโยบายทวงคืนผืนป่า, กรณีปัญหาจากโครงการก่อสร้างเขื่อน ฝาย และอ่างเก็บน้ำ, ผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐ, การแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร, การเจรจาแก้ไขปัญหากรณีแรงงานถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม



พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าวว่า "ที่มาวันนี้ เราจะต้องมาพูดคุยกัน เราต้องเอาปัญหามาเป็นตัวตั้งแล้วมาแก้ปัญหากัน  เรามาเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งเป็นปัญหาของคนไทยด้วยกัน ถ้าแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เราจะมาร่วมกันพัฒนาประเทศกันต่อไปซึ่งก็เชื่อว่ารัฐบาลจะใจกว้าง ทั้งนี้ สิ่งต่างๆที่รัฐบาลนี้สนับสนุนนั้นเอาไปสนับสนุนกลุ่มทุนมากกว่าชาวบ้าน และในบางพื้นที่เหมือนว่าถ้ามีนายทุนมาจะยกที่ให้ทั้งหมดเลย ชุมชนที่เกิดมาตั้งแต่เด็กและปู่ย่าตายายเขาอยู่มา กฎหมายมันซ้อนกันอยู่ เขาก็พิสูจน์สิทธิ์ว่าเขาอยู่มาก่อน อย่างนี้เป็นต้น" 



"วันนี้มีประชาชนเดือนร้อนจากการปฏิบัติและนโยบายของรัฐ ซึ่งนโยบายส่วนใหญ่จะไม่มีประชาชนเป็นส่วนร่วม" พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าว












วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2562

"ชัชชาติ" เยือนพม่า สังเกตพัฒนาการรถเมล์ย่างกุ้ง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


ผมมาทำบุญออกพรรษา ไหว้พระเจดีย์ชเวดากองที่เมืองย่างกุ้ง เมียนมาร์ ไม่ได้มาย่างกุ้งนานมาก เมืองเปลี่ยนไปเยอะ แต่ที่สังเกตได้ชัดคือ รถเมล์

แต่ก่อนรถเมล์ของเมืองย่างกุ้งสภาพค่อนข้างแย่ มีจำนวนเส้นทางมากถึง 357 เส้นทาง มีผู้ประกอบการจำนวนมาก รถเมล์ 4,000 คัน ส่วนใหญ่เป็นรถเก่า ทรุดโทรม คุณภาพการให้บริการไม่ดี จนจำนวนคนใช้รถเมล์ลดลงเรื่อยๆ (น่าจะคล้ายๆบ้านเรา) ต่อมา รัฐบาลท้องถิ่นของเมืองย่างกุ้ง ได้ทำการปฏิรูปรถเมล์ครั้งใหญ่ โดยมีการก่อตั้ง Yangon Region Transport Authority (YRTA) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2016 และ ตั้งระบบ YBS Yangon Bus System โดยมีการจัดสายรถเมล์ใหม่เหลือประมาณ 90 สาย มีบริษัทรถเอกชนร่วมให้บริการ 20 บริษัท จัดหารถใหม่จากจีนและเกาหลีมาวิ่ง มีรถให้บริการรวม 5,319 คัน

YBS เริ่มให้บริการครั้งแรกในวันที่ 16 มกราคม 2017 หรือเมื่อเกือบสามปีที่ผ่านมา ค่าโดยสารทั่วไปอยู่ที่เที่ยวละ 200 จ๊าด (5 บาท) รถเมล์ติดแอร์ทั้งหมด ไม่มีกระเป๋ารถเมล์ จ่ายเงินที่ตู้เก็บเงินด้านหน้า ยังไม่มีระบบ E-Ticket กำลังรอติดตั้งอยู่


ถามไกด์ว่ารถเมล์บริการเป็นอย่างไร ไกด์สามคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า รถเมล์บริการดีขึ้นมาก และ แอร์เย็นมากๆ ส่วนเรื่องที่บริษัทในระบบ YBS จะมีกำไรหรืออยู่รอดไหม ผมยังไม่เห็นข้อมูลที่ชัดเจน แต่อย่างน้อยก็ได้ใจประชาชนไปมากครับ

นอกจากตัวรถเมล์แล้ว ป้ายรถเมล์ที่เห็นทั่่วเมืองย่างกุ้ง ก็มีการก่อสร้างใหม่ตามแบบมาตรฐาน มีที่นั่งกันแดดกันฝนได้ มีชื่อป้ายชัดเจน และ มี app สำหรับบอกตำแหน่งป้ายรถเมล์ที่อยู่ใกล้ และ สายรถเมล์ที่จะใช้เดินทางในเมืองย่างกุ้งอย่างสะดวก

เรื่องรถเมล์เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยกว่ารถไฟฟ้าในการแก้ไขปัญหาจราจรและช่วยการเดินทางของคนจำนวนมากใน กทม และใช้เงินลงทุนน้อยกว่ารถไฟฟ้ามากครับ

"จาตุรนต์" ติง "อภิรัชต์" เห็นเพื่อนร่วมชาติเป็นศัตรู

นายจาตุรนต์ ฉายแสง โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

การพูดได้ทำให้พลเอกอภิรัชต์ กลายเป็นผู้ที่สร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับประเทศชาติอย่างสม่ำเสมอไปเสียแล้ว ผบ.ทบ.ในเกือบทุกประเทศทั่วโลกไม่แสดงความเห็นทางการเมือง และในปัจจุบันคงไม่มีผบ.ทบ.คนใดในโลกที่พูดแล้วสร้างความเสียหายได้เท่าพลเอกอภิรัชต์อีกแล้ว

พลเอกอภิรัชต์กล่าวหานักการเมืองและคนอีกหลายกลุ่มหลายฝ่ายด้วยข้อหาร้ายแรง เช่นล้มล้างการปกครอง ล้มล้างสถาบัน การสนับสนุนการก่อความไม่สงบและการใช้เรื่องศาสนาและการแบ่งแยกดินแดนมาเป็นเครื่องมือ การสมคบกับคนเผาบ้านเผาเมือง สมคบกับชาวต่างชาติ ชักศึกเข้าบ้านและการส้างสมองคนรุ่นใหม่เพื่อให้ล้มล้างชาติและสถาบัน ทั้งหมดนี้เป็นการกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานและไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ

การที่ผบ.ทบ.ซึ่งมีกองทัพอยู่ในมือพูดแบบนี้โดยไม่ได้แสดงว่าจะอาศัยระบบและกลไกตามปรกติในการแก้ปัญหาแต่อย่างใด ก็ยิ่งทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องน่ากลัว แต่การพูดเช่นนี้เท่ากับแสดงว่าผบ.ทบ.เห็นเพื่อนร่วมชาติที่เห็นต่างเป็นศัตรูเต็มไปหมด ถึงขนาดเป็นศัตรูในสงคราม การพูดเช่นนี้จะสร้างความขัดแย้งบาดหมางให้รุนแแรงยิ่งขึ้นทำให้เกิดความหวาดกลัว หวาดระแวง และสร้างความเกลียดชัง เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในสังคมรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

ที่พลเอกอภิรัชต์พูดครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าตนเองไม่มีความรู้ ความเข้าใจในหลายๆเรื่องที่พูดออกมา แต่พลเอกอภิรัชต์ควรจะรู้ว่าที่พูดครั้งนี้กำลังสร้างความเสียหาย ก็ผบ.ทบ.พูดขนาดนี้ ใครจะเชื่อว่าประเทศไทยจะสงบสุข แล้วใครจะกล้ามาลงทุนในประเทศไทย

"วัฒนรักษ์" เร่งรัฐ แบนสารเคมีเกษตร

“ผู้กองมาร์ค” จัดหนัก เร่งนายกฯออกพรก. พร้อม ติง รัฐฯ เหตุใดจึงยกเลิกสารพิษ 3 ชนิดได้ยากเย็น


ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช เลขานุการกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ในฐานะนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กล่าวว่า  จากการที่ทางรัฐบาลต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต แต่ยังไม่สัมฤทธิ์ผล ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าทำไมการยกเลิกสารเคมีพิษเหล่านี้จึงยากเย็นได้ขนาดนี้ หรือเป็นเพราะมีผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลัง จนถึงขนาดมีข่าวว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายอาจมีมติโหวตสวนทางกับ มติคณะทำงานตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ให้ รมช.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ไปศึกษาแล้วนั้น  ประกอบกับทั้งๆ ที่มีผลงานศึกษา วิจัย ทั้งในและต่างประเทศมากมายที่สามารถยืนยันว่าสารเคมีพิษทั้ง 3 ชนิด มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของมนุษย์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่แปลกมาก ขนาด พล.อ.วิทวัส รชตะนันทร์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ยังกล่าวว่า ถ้ายังไม่ยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดนี้ ก็ถือว่าไม่มีเหตุอื่นอันสมควร เพราะปกติข้าราชการนั้นสมควรทำงานตามสายระบบบังคับบัญชา ดังนั้นจึงเข้าข่ายหัวหน้าหน่วยราชการไม่ปฎิบัติตามกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ตามกฎหมาย โดยให้ส่ง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการพิจารณาชี้มูลความผิดหรือถ้าหากบุคคลใดเข้าข่ายผิดอาญาก็ให้ส่งศาลยุติธรรมเพื่อพิจารณา   

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ฯ กล่าวอีกว่า การที่มีผู้คัดค้านไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกสารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิด และได้ไปยื่นเรื่องให้ศาลปกคลองวินิจฉัยมติของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ที่ รมช.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ เป็นประธานฯ ตนเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ เพราะมีผลกระทบต่อเกษตรกรไทยที่ต้องลำบากต่อสู้กับสารพิษเหล่านี้มา กว่า 30 ปี  และกระทบต่อผู้บริโภคคนไทยทุกคนเพราะการที่เราจะทานผัก ผลไม้ และสัตว์น้ำ แต่ก็ยังต้องคอยเป็นกังวลว่าจะมีสารพิษเหล่านี้ปนเปื้อนหรือตกค้างหรือไม่ ซึ่งตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้ป่วยจากโรคเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้นทุกปี จึงถือเป็นภาระทั้งภาคประชาชนและภาครัฐอีกด้วย ตนจึงเสนอแนะให้นายกรัฐตรีเร่งออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน ซึ่งในรายงานของกมธ. ได้มีข้อเสนอแนะให้กับทางรัฐบาลจัดกองทุนเปลี่ยนผ่าน เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์โดยใช้วิธีการไถกลบเพื่อปรับปรุงดินและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่ต้องมีเพิ่มสำหรับเกษตรที่ผ่านการฝึกอบรมการทำเกษตรแบบปลอดสารพิษ  ซึ่งทาง กมธ. ไม่อยากเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับเกษตรกรไทย

"หมวดเจี๊ยบ" ตะเพิด "ประยุทธ์-อภิรัชต์" วางตัวไม่เหมาะสม

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีอำนาจสั่งการให้ มาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกฯ ได้ แต่ถ้าไม่กล้าดำเนินการใดๆ ต่อกรณี พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ วางตัวไม่เหมาะสมอย่างโจ่งแจ้งหลายครั้งหลายครา แสดงว่า พล.อ. ประยุทธ์ สมควรต้องลาออกไป 



ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การแทรกแซงทางทางเมืองครั้งล่าสุดของพล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ คือเครื่องบ่งชี้ว่า กลไกการรัฐประหาร  57 ยังทำหน้าที่ของมันอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้ง ๆ ที่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว แสดงว่าในสายตาของขบวนการยึดอำนาจ คงมองการเลือกตั้งเป็นแค่พิธีกรรมเพื่อให้ต่างชาติยอมรับการปกครองโดยคณะทหารเท่านั้น ถึงได้ออกมาแทรกแซงทางการเมืองอยู่เรื่อย ๆ โดยบางครั้งก็หนักข้อถึงขั้นยอมรับกับสื่อต่างชาติว่ายังมีความคิดเรื่องยึดอำนาจด้วยซ้ำ ทั้ง ๆ ที่ สุ่มเสียงต่อความผิดฐานเป็นกบฏฯ ตามมาตรา 113 สะท้อนว่าท่านไม่ได้เกรงกลัวกฎหมายเลย

นอกจากนี้ พฤติกรรมของ พล.อ.อภิรัชต์ ยังส่งผลเสียหายต่อบรรยากาศการลงทุนในประเทศด้วย เพราะสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ต่างชาติไม่กล้านำเงินเข้ามาลงทุนในไทย ก็เพราะมีความกังวลที่เห็นกองทัพแทรกแซงการเมืองบ่อย ๆ จึงทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในความต่อเนื่องของนโยบายทางเศรษฐกิจของไทย หากเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ซึ่งถ้าครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะ  นายกฯ และ รมว.กห.  ไม่กล้าที่จะแสดงท่าทีใด ๆ ทั้ง ๆ ที่ ผู้บัญชาการทหารบกวางตัวไม่เหมาะสมอย่างโจ่งแจ้งมาหลายครั้งแล้วจนถูกวิจารณ์ไปทั่วโลก ก็ไม่มีประโยชน์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป แต่ พล.อ.ประยุทธ์ สมควรต้องลาออกไปทั้งจาก ตำแหน่ง นายกฯ และ รมว.กห. อย่าอยู่เป็นหัวหลักหัวตออีกต่อไปเลย เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ พล.อ. อภิรัชต์แทรกแซงการเมืองและวางตัวไม่เหมาะสม

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ สามารถใช้อำนาจตาม พรบ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (พ.ศ. 2534) มาตรา 11 (4) โดยสั่งการให้ พล.อ.อภิรัชต์ มาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี หรือจะพิจารณางดบำเหน็จ ผบ.ทบ. ก็ย่อมทำได้ ขึ้นอยู่กับว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะทำหรือไม่เท่านั้น

ที่สำคัญ หาก พล.อ.ประยุทธ์ ไม่จัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ก็แสดงว่าท่านรู้กันกับกองทัพ และแสดงว่า รัฐบาลนี้เป็นเพียงคณะรัฐประหารซ่อนรูปเท่านั้น ไม่สมควรเรียกตัวเองว่าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยอีกต่อไป

"ภราดร" ชี้ ฝ่ายมั่นคงตีฝ่ายค้าน หวังผลการเมือง

“เพื่อไทย” ชี้ฝ่ายมั่นคงตีฝ่ายค้านหวังผลการเมือง อัดรัฐเอาใจกองทัพแจกงบความมั่นคงพุ่งเกือบ 3 แสนล้าน


พลโท  ภราดร พัฒนถาบุตร ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย   เปิดเผยว่า  การอภิปรายงบประมาณที่จะมีขึ้น
ทางพรรคร่วมฝ่ายค้านคงให้ความสำคัญทุกงบประมาณ ทุกกระทรวงเพราะเป็นเงินภาษีประชาชน  แต่จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับงบประมาณของกระทรวงกลาโหม งบกลาง และงบด้านความมั่นคง เพราะในการจัดสรรงบประมาณในปี 2563  จัดทำงบประมาณไม่โปร่งใส ให้ความสำคัญกับงบประมาณด้านความมั่นคงสูงมาก การจัดทำงบประมาณพบว่า กระทรวงกลาโหมได้รับการจัดสรรงบประมาณ จำนวน 233, 353.43  ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบปี 62 จำนวน 6,226.86 ล้านบาท แต่หากนำไปรวมกับงบฝ่ายความมั่นคงมากกว่า 300,000 ล้านบาท หรือเทียบเท่ากับงบประทรวงศึกษาธิการ  แต่มีการเล่นกลไปซ่อนไว้ที่กระทรวงอื่นๆที่ กระทรวงกลาโหมหรือกองอำนายการรักษาความมั่นคงภายในหรือกอ.รมน.สามารถนำไปใช้ได้

พลโทภราดร  กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้งบกลางที่มีจำนวนสูงถึง518,000 ล้านบาท ที่พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สามารถอนุมัติได้ทันทีก็เป็นส่วนหนึ่งของงบฝ่ายความมั่นคง ที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์  เคยมีการนำงบกลางไปซื้ออาวุธให้กับกองทัพมาแล้ว งบส่วนนี้ไม่สามารถตรวจสอบได้ แม้ผิดวินัยการเงินการคลังแต่ไม่ผิดกฎหมาย เพราะสมาชิกสภานิติบัญญัติที่ตั้งโดยคสช.ออกกฎหมายรองรับไว้

ส่วนกรณีที่ฝ่ายรัฐบาลหรือพรรคร่วมรัฐบาลออกมาโจมตีพรรคร่วมฝ่ายค้านที่รณรงค์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าจะมีการแก้ไขในมาตรา 1 นั้น เป็นความเชื่อที่ฝ่ายรัฐบาลหลอกตัวเองมาตลอด เพราะพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่มีแนวคิดนี้ แต่ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงพยายามสร้างประเด็นเพียงเพื่อปกป้องงบประมาณของตัวเอง เพื่อหวังผลทางการเมืองเรื่องการเลือกตั้งเท่านั้น และขู่ฝ่ายค้านว่าห้ามแตะงบฝ่ายความมั่นคง แม้ฝ่ายค้านจะลดงบฝ่ายความมั่นคงในชั้นรับหลักการแต่เชื่อว่ารัฐบาลจะปรับเพิ่มงบความมั่นคงในชั้นกรรมาธิการอย่างแน่นอน

"เพื่อไทย" ย้ำ แก้รัฐธรรมนูญ คือทางออก


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. บรรยายพิเศษในหัวข้อ “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” จนทำให้เกิดบรรยากาศที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ออกมาชวนให้ทุกฝ่ายเลิกทะเลาะเบาะแว้งกัน เพื่อเดินหน้าปฏิรูปการเมือง ถ้าทำได้อย่างที่พูด ประเทศไทยคงไม่เดินมาถึงจุดนี้ 5 ปีที่ผ่านมา ประชาชนตัดสินใจได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีความจริงใจแค่ไหน ในการที่จะสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในประเทศ สิ่งที่พล.อ.อภิรัชต์ พูด ไม่มีอะไรใหม่ ยังคงจมปลักอยู่ในชุดความคิดเดิมๆ ผูกขาดความรักชาติไว้แต่ตัวเองเพียงฝ่ายเดียว ผลักผู้เห็นต่างไปเป็นพวกชังชาติ ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ความขัดแย้งในรอบหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2514 ถึงปี 2563 เวลา 49 ปี แต่มีรัฐประหารถึง 6 ครั้ง เฉลี่ย 8 ปี มีรัฐประหาร 1 ครั้ง แทบทุกครั้งเริ่มมาจากการสร้างความหวาดระแวง สร้างภาพให้ผู้เห็นต่างเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ 5 ปีที่ผ่านมาของพล.อ.ประยุทธ์ ถูกตั้งคำถามว่า นอกจากจะใช้สถานะความเป็นรัฐบาลทหาร รัฐกองทัพ ยังพัฒนาต่อเป็นรัฐราชการ แทนที่จะกระจายอำนาจ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง กลับย้อนยุครวบอำนาจมาไว้ที่ส่วนกลาง ใช้เครือข่ายองคาพยพเป็นเครื่องมือในการจัดการกับฝ่ายการเมืองตรงข้าม ก่อนเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 มีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อเป็นมือเป็นไม้ในการเลือกตั้ง หลังเลือกตั้งข้าราชการคนใด หน่วยงานใด ทำคะแนนเลือกตั้งไม่เข้าเป้า ก็ถูกย้าย ถูกลงโทษ การออกมาประกาศกร้าวแสดงจุดยืนทางการเมืองแบบเลือกข้างของพล.อ.อภิรัชต์ จึงเป็นเพียงสิ่งบ่งชี้หนึ่ง เหมือนยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำให้เห็น ลึกลงไปใต้ผิวน้ำยังมีรากของเครือข่ายเหล่านี้ขวางกั้นการปรองดองสมานฉันท์เต็มไปหมด

“สิ่งที่พรรคเพื่อไทย พยายามเร่งรัดผลักดันคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งย้ำมาโดยตลอดว่าไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 เพราะหากปล่อยประเทศให้เดินหน้าไปตามกติกานี้ ไม่มีใครรู้ว่าการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 จะเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน แม้แต่พรรคร่วมรัฐบาล แม้วันนี้อาจได้ประโยชน์อยู่บ้าง แต่ที่สุดแล้วระบบที่วางเอาไว้ ประชาชนจะถูกกันนอกไปนอกวง เป็นรัฐราชการที่สมบูรณ์แบบ”  นายอนุสรณ์ กล่าว

ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล: รัฐควรสร้างงาน หยุดหว่านเงิน


“รัฐหยุดแจก หยุดหว่านเงิน  แต่ควรสร้างงาน สร้างการแข่งขัน” 
ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล
รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย

วันที่ 17 ตุลาคมนี้ มีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563  ซึ่งการจัดทำงบประมาณของประเทศเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง  จะต้องทำอย่างมีทิศทาง  จะต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต และจะต้องเข้าใจปัญหาของประเทศอย่างแท้จริงว่าคืออะไร และการจัดงบประมาณของประเทศควรไปในทิศทางไหน  ซึ่งผมอยากจะชวนคุยว่าในสถานการณ์บ้านเมืองข้าวยากหมากแพงเช่นในขณะนี้ เราควรมีหลักในการจัดทำงบประมาณอย่างไรบ้าง?


1. หยุดหว่านแห : งบประมาณประเทศไทยไม่ได้มีมากพอที่จะถูกกระจายแบบหว่านแหแบบไร้ทิศทาง  ไร้การคัดกรองถึงความจำเป็นของผู้รับ การใช้งบประมาณต้องเล็งถึงผลลัพธ์จากตัวคูณทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น การใช้งบประมาณที่ไม่คัดกรองผู้รับแบบเช่น “มาตรการ ชิม ช้อป ใช้” โดยหลักมาก่อนได้ก่อน ใครก็ได้ หลักคิดอย่างนี้ไม่ถูกต้อง  การใช้งบประมาณควรมีจำเพาะเจาะจงสูง โดยหวังผลกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้ส่งถึงอย่างชัดเจน

2. หยุดแจกแบบให้เปล่า : การใช้งบประมาณไปกับนโยบายแจกต่างๆ ต้องระมัดระวัง ควรหยุดใช้งบประมาณกับการกระตุ้นเป็นครั้งๆ แล้วหมดไปอย่างที่ทำอยู่ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา แจกเงินเที่ยว เที่ยวครั้งเดียวหมด หมดแล้วก็ไม่เที่ยวต่อ   ทำไมรัฐบาลไม่เอาเงินไปลงทุนกับแหล่งท่องเที่ยว กับโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภค เพื่อดึงดูดการท่องเที่ยว  ส่วนการแจกเบี้ยด้านสวัสดิการ คำว่ารัฐสวัสดิการไม่เคยเกิดจากการแจกเบี้ย แต่ต้องเกิดจากการเอาเบี้ยยึดโยงกับ "แรงจูงใจ" ให้คนเข้าสู่ "ตลาดแรงงานเพื่อสร้างรายได้" เช่นประเทศแถบสแกนดิเนเวียร์ที่มุ่งเน้น Active Welfare ในการนำไปสู่ “รัฐสวัสดิการ” ที่ยั่งยืน

3. ใช้งบประมาณสร้างอุตสาหกรรมใหม่ : เรามีความจำเป็นต้องเอางบประมาณไปสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อเป็นหัวหอกการพัฒนา   ยกตัวอย่างเช่น กรณีสงครามการค้าที่กระทบความสามารถในการส่งออกของจีนในขณะนี้ ตรงนี้เป็นโอกาส งบประมาณที่จ่ายจะต้องเปลี่ยนไปสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ไทยเคยเป็นห่วงโซ่การผลิตให้กับจีน ให้กลายเป็นผู้ผลิตหลักเองให้ได้ งบประมาณต้องทุ่มเทเพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้ให้แข่งขันได้และสร้างความได้เปรียบบนเวทีโลก


4. ใช้งบประมาณไปสร้างงาน สร้างผลิตภาพ : ปัญหาหลักของไทย คือ การอ่อนตัวของกำลังซื้อ ซึ่งเกิดจากราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำเป็นเวลานาน งบประมาณต้องถูกระดมไปแก้ที่ “คุณภาพและผลิตภาพ” ของพืชผลการเกษตร ไม่ใช่ทุ่มงบเพื่อ "การพยุงราคา" อย่างเดียว นอกจากนั้นการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำโดยไม่ผูกกับการพัฒนาผลิตภาพและการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ เป็นการหมักหมมปัญหา เหมือนเป็นการให้กู้มาทำสิ่งเดิมๆ ที่เป็นปัญหาอยู่ สิ่งที่ควรทำคืองบประมาณควรจะสนับสนุนไปที่การสร้างงาน สร้างตลาดแรงงานที่ยืดหยุ่น สร้างให้คนมีงานทำ อย่าลืมว่าคนจะใช้จ่ายก็ต่อเมื่อคนมีความมั่นใจใน “กระแสรายได้ระยะยาว” ไม่ใช่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของรายได้เป็นครั้งๆ จากการแจกแบบให้เปล่า

5. ใช้งบประมาณไปสร้างการแข่งขัน : งบประมาณต้องไปสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันของผู้ผลิตในประเทศ อย่าลืมว่าการแข่งขันเป็นการบีบบังคับให้คนใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ผลิตต้องพัฒนาความสามารถของตนให้สูงขึ้นเพื่อให้แข่งขันได้ ต้องลงทุน ต้องสร้างนวัตกรรม นี่คือ “หัวใจหลักของการพัฒนา” งบประมาณต้อง "เข้าไปอุ้ม" คนเก่งแต่ขาดโอกาสในสังคม ให้สามารถเข้าสู่สนามแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม เป็นการแก้จน-ลดความเลื่อมล้ำที่ดีที่สุด


ผมจึงอยากจะฝากหลักคิดด้านการจัดทำงบประมาณนี้ไว้ให้ทุกท่านช่วยกันคิดต่อครับ

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562

"สุดารัตน์" รับสงครามไฮบริดเกิดขึ้นแล้ว มุ่งทำลายคนคิดต่างทางการเมือง


คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

#สงครามไฮบริด ที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ และน่ากลัวกว่าที่ ผบ.ทบ.พูดไว้เยอะ คือการใช้กองทัพ, องค์กรอิสระ และกระบวนการยุติธรรม ทำลายล้างคนที่คิดต่างทางการเมือง ค่ะ




"ชัชชาติ" เดินหน้า! ชวนคนกรุงฯพัฒนาอารยสถาปัตย์ รับสังคมสูงอายุ-ผู้พิการ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

วันนี้ มาคุยกับคุณ กฤษณะ ละไล กับเพื่อนๆกลุ่มมนุษย์ล้อ ที่ช่วยกันผลักดันอารยสถาปัตย์หรือการออกแบบสำหรับทุกคน หลายๆท่านในกลุ่มนี้มีความคุ้นเคยกันเพราะได้ร่วมงานกันสมัยผมทำงานที่กระทรวงคมนาคม

แลกเปลี่ยนความเห็นกันหลายเรื่องโดยเฉพาะปัญหาของการเดินทางของมนุษย์ล้อในกรุงเทพฯ ซึ่งมีตั้งแต่ทางเดินเท้า รถโดยสาร ห้องน้ำ ที่มีการพัฒนาดีขึ้นในช่วง 14 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีหลายเรื่องที่ต้องปรับปรุง แก้ไข

ผมเชื่อว่าปัจจัยสำคัญของเมืองที่มีความสุข (Happy City) คือความยุติธรรม ความเท่าเทียมกัน การออกแบบเมืองให้มนุษย์ล้อเดินทางได้สะดวก ยังมีประโยชน์ทั้งผู้สูงอายุ รวมถึงการสัญจรของคนทั่วไปด้วย

สิ่งที่สำคัญในการแก้ปัญหาคือการเรียนรู้จากผู้ที่มีประสบการณ์จริง ถ้าเราไม่เคยนั่งรถเข็นไปเข้าห้องน้ำ ก็ยากที่เราจะรู้ว่าต้องติดตั้งราวจับ หรือ ออกแบบโถส้วมอย่างไรที่เหมาะกับการใช้งาน

หัวใจของความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาต่างๆของ กทม คือการร่วมมือกันของทุกๆฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งราชการ เอกชน ประชาชน และนักวิชาการ พยายามลดความขัดแย้งและหาแนวร่วมให้มากที่สุดครับ






"วัฒนา" ย้อน ผบ.ทบ. การรัฐประหารทำประเทศเสียหาย

นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


ผมอ่านข่าวการบรรยายพิเศษของ ผบ. ทบ. จากสื่อไม่ได้ไปฟังด้วยตนเองเพราะไม่มีคุณลักษณะตรงกับคนที่ท่านเชิญ แต่ก็ภูมิใจที่ไม่ถูกเชิญเพราะถึงเชิญมาผมก็คงไม่ไปยิ่งมาได้ฟังสิ่งที่ท่านพูดจากสื่อแล้วยิ่งโชคดีที่ไม่เสียเวลา แต่เนื่องจากท่านถามมาผมเลยขออนุญาตใช้พื้นที่เพจที่ควรจะเป็นประโยชน์กับสาธารณะตอบคำถามที่ไม่ควรตอบ ดังนี้

ในเบื้องต้นผมขอทำความเข้าใจว่าทุกองคาพยพของประเทศล้วนมีประโยชน์ถ้าได้ทำหน้าที่ของตน ทหารก็มีประโยชน์ต่อประเทศชาติหากทำหน้าที่ของตัวคือการป้องกันภัยคุกคามต่อราชอาณาจักร แต่หากทำผิดหน้าที่เช่นเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองก็จะกลายเป็นปัญหาหรือกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยแบบที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ

ส่วนที่ท่านบรรยายพาดพิงถึงคำว่าคอมมิวนิสต์หรือซ้ายจัดดัดจริตนั้น ผมขอให้ข้อมูลเพื่อเป็นวิทยาทานว่ากองทัพเองที่เป็นผู้บิดเบือนสร้างวาทกรรมปลุกผีคอมมิวนิสต์จนมี พรบ. ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2495 ต่อมาเมื่อประชาชนหูตาสว่างรู้เท่าทันในปี พ.ศ. 2543 ประเทศไทยจึงได้ออกกฎหมายยกเลิกกฎหมายดังกล่าวแล้ว ท่าน ผบ. ไม่คิดจะพัฒนาสติปัญญาของตัวให้ก้าวทันโลกบ้างหรือ

ปัญหาความขัดแย้งที่สุมอยู่ในบ้านเมืองวันนี้สาเหตุสำคัญคือการสร้างวาทกรรมแห่งความเกลียดชังหรือ Hate Speeh ซึ่งที่ท่านบรรยายมาแทบทั้งหมดคือการสร้างวาทกรรมที่ผมกล่าวถึง ความเสียหายที่ประเทศนี้ได้รับมากที่สุดคือการรัฐประหารที่ทำความเสียหายทุกด้านและกองทัพคือเครื่องมือที่ถูกใช้เพื่อการดังกล่าว ปัญหาของประเทศในวันนี้มีความสลับซับซ้อนและต้องการคนมีสติปัญญามากกว่า ผบ. ทบ. หรืออดีต ผบ. มาแก้ไข ถ้ารักชาติจริงอย่างที่ขยันพูดก็ช่วยเอากำลังพลกลับไปทำหน้าที่ของตัว เอากองทัพออกไปจากการเมือง ประชาชนมีวุฒิภาวะพอที่ตัดสินอนาคตทางการเมืองเอง แค่นี้ประเทศก็จะเดินหน้าไม่ล้าหลังเพราะถูกพวกหนักแผ่นดินถ่วงความเจริญแบบที่กำลังเป็น

วัฒนา เมืองสุข
11 ตุลาคม 2562

“จาตุรนต์” เผย หากไม่แก้รัฐธรรมนูญ ประยุทธ์จะอยู่ยาว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา นายจาตุรนต์ ฉายแสง เดินทางมาร่วมงานเสวนาวิชาการ “เงื่อนไขและข้อจำกัดทางกฎหมายและการเมือง ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560” ณ บัณฑิตวิทยาลัย โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยมีนักศึกษาและประชาชนที่สนใจเข้าร่วมฟังเป็นจำนวนมาก


นายจาตุรนต์ ฉายแสง กล่าวว่า "เรื่องรัฐธรรมนูญ ความจริงเป็นเรื่องค่อนข้างแปลก โดยเฉพาะหากท่านที่ไม่ได้ติดตามมาแต่แรก จะสังเกตว่ามีการพูดคุยในเรื่องนี้มากขึ้น โดยในช่วงหลังมีหลายเวทีในหลายมิติ มีความรับรู้เรื่องรัฐธรรมนูญมากขึ้น ประเด็นจึงสามารถพูดได้ในเรื่องที่เป็นปัญหาและได้รับความสนใจมากขึ้น"


“รัฐธรรมนูญนี้ แปลกที่ประกาศใช้ ปี พ.ศ. 2560 แล้วเรื่องนี้ยังเป็นที่พูดคุยกันอยู่ว่า เนื้อหารัฐธรรมนูญ เป็นแบบนี้หรือ?”


นายจาตุรนต์ ฉายแสง กล่าวว่า "ในระหว่างที่มี คสช. อยู่ เราปกครองบริหารประเทศเหมือนเราไม่มีรัฐธรรมนูญ ซึ่งเอามีอำนาจตามมาตรา 44 ที่จำกัดเสรีภาพ ใครพูดคุยเรื่องรัฐธรรมนูญก็พูดกันไม่ค่อยได้ และช่วงใกล้ประชามติผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็แสดงความเห็นไม่ค่อยได้ จะมีแค่สถานีโทรทัศน์ไม่กี่ช่องที่ได้ออกอากาศและก็ออกเพียงข่าวสั้นๆ แต่ข่าวที่มีเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญตลอด คือ เป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญนี้ดีอย่างไร ประชามติควรให้ผ่านเพราะอะไร เพราะถ้าไม่ให้ผ่าน บ้านเมืองก็ชะงักไป อะไรแบบนี้ แต่ก็ไม่ได้มีว่าเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร? สองปีที่ผ่านมา สังคมไทยก็ผ่านรัฐธรรมนูญไป โดยที่ไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญมีเนื้อหาอย่างไร และก็อยู่กันมาจนรู้สึกว่า มีรัฐธรรมนูญแล้วก็เห็นว่า ก็ไม่เห็นจะต่างอะไรจากก่อนหน้านั้น"


"จนกระทั่งมามีการเลือกตั้ง และมีการตั้งรัฐบาล เราก็จะค้นพบกันว่า ทำไมเราเลือกพรรคนี้ไป ได้เสียงมาก แล้วทำไมเราไม่ได้เป็นรัฐบาล ทำไมรวมเสียงพรรคการเมืองแล้วตั้งรัฐบาลไม่ได้ เราก็พบว่ามี ส.ว. 250 คน บางคนบอก ส.ว. เขาต้องลงมติยก 2 ไม่ใช่หรือ? หมายความว่า สภาฯ เลือกกันไม่ได้แล้ว ส.ว.ถึงมาลงมติ คนที่ติดตามการเมืองมากๆยังเข้าใจอย่างนี้ไม่น้อย ผมบอกว่าไม่ใช่ เขาลงกันตั้งแต่รอบแรก ลงมติเลือกนายกฯตั้งแต่รอบแรก เขาถึงเข้าใจกันว่าเป็นอย่างนี้ ในระหว่างนั้น พรรคการเมืองเล็กๆ ก็ได้เสียงกันขึ้นมา ได้เปลี่ยนดุลคะแนนของพรรคการเมือง ในรัฐธรรมนูญนี้ ทำให้พรรคใหญ่ ได้เสียงน้อยโดยอัตโนมัติ โดยตัวชี้ขาดให้เขาได้เป็นรัฐบาล ไม่ได้มาจาก ส.ส. แต่ได้มาจาก ส.ว. 250 เสียง"


นายจาตุรนต์ ฉายแสง กล่าวเพิ่มเติมว่า "การออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขาเน้นเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่มีอำนาจอยู่ก่อนการร่างรัฐธรรมนูญก็คือ คสช. ต้องมีอำนาจต่อไปหลังการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นระบบให้พรรคการเมืองที่ได้ ส.ส.เขตมาก กลายเป็นเสียงข้างน้อย ที่สำคัญมันกระทบหลักใหญ่ที่ประชาชนเข้าใจทั่วโลกเข้าใจ ซึ่งทั่วโลกให้ความสำคัญกับระบบ ส.ส.เขต"


นายจาตุรนต์ ตอบคำถาม ในประเด็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใดกับบริบทของประเทศไทย ณ วันนี้? ว่า "รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยในขณะนี้และในอนาคต"


"รัฐบาลนี้ไม่ปรับตัวตามเสียงเรียกร้องของประชาชน เพราะว่าเสียงสนับสนุนแท้จริงมันคือเสียง 250 ส.ว." นายจาตุรนต์ กล่าว








วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562

"สุดารัตน์" ห่วงปัญหาชาวประมง ทุกข์มา 5 ปี หนี้มหาศาล

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


#ความทุกข์ของพี่น้องประมงทุกท่านคือความทุกข์ของพวกเรา

วันนี้พรรคเพื่อไทยจัดสัมมนาใหญ่ที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป้าหมายสำคัญคือให้ #ทีมเพื่อไทย ทุกภูมิภาค ได้มาแลกเปลี่ยน ถอดบทเรียนการทำงานในสภาและนอกสภาร่วมกัน รวมถึงวางแผนการทำงานให้พี่น้องประชาชนให้เกิดความต่อเนื่องในการแก้ปัญหาด้านต่างๆด้วยค่ะ

มาประจวบคีรีขันธ์ เรามีทีมเพื่อไทยที่แข็งแกร่งที่นี่ คือคุณพิชิต ปลั่งศรีสกุล และส.ส.พรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ เจ้าของพื้นที่เขต 2 ที่ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องให้เข้ามาเป็นปากเสียงแทนทุกคน

ทั้งสองท่านตั้งใจพาหน่อยและทีมเพื่อไทย อาทิ รองหัวหน้า ปลอดประสพ สุรัสวดี ส.ส.นพ. จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.อุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ส.ส.รังสรรค์ มณีรัตน์ ส.ส สุชาติ ภิญโญ ส.ส.ชูศักดิ์ แอกทอง และ ส.ส. ภณณัฏฐ์ ศรีอินทร์สุทธิ์

มารับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมงและเกษตรกรจากหลายกลุ่มในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ธนาคารปูม้า อำเภอปราณบุรี

พี่น้องชาวประมง สะท้อนปัญหาต่างๆให้หน่อยและทีมเพื่อไทยฟังตั้งแต่ #ปัญหาแรงงาน โดยเฉพาะกฎหมาย ที่กำหนดให้เด็กอายุถึง 18 ปีจึงจะทำประมงในทะเลได้ กฎหมายที่ออกมาจึงไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนที่ทำอาชีพประมง ซึ่งถ่ายทอดกันรุ่นสู่รุ่น
พ่อแม่พาลูกออกเรือเพื่อสอนการหาปลาตั้งแต่เด็ก แต่พอกฎหมายออกก็ทำตามวิธีชีวิตดั้งเดิมไม่ได้ แถมยังผลักภาระให้ชาวประมงต้องใช้แรงงานต่างชาติมากขึ้น

ยังมี #ปัญหาการให้เรือประมงหยุดวิ่ง ที่สะท้อนว่าผู้นำไม่ใส่ใจปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

พี่น้องชาวประมงบอกหน่อยอีกว่า #ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อประกอบอาชีพหลายด้านทั้งภาษีประมง และภาษีต่างๆอีก รวมถึง 7 อย่าง ชาวประมงถามหน่อยว่ามีอาชีพไหนที่ต้องเสียภาษีถึง7 อย่างแบบชาวประมงบ้าง

ถือเป็นภาระของชาวประมงที่ต้องทุกข์ทนมาตลอด 5 ปี และต้องแบกรับภาระหนี้สินมหาศาล

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประมงโดยเฉพาะ #กลุ่มประมงพื้นบ้าน ถึงวันนี้ผู้มีอำนาจยังไม่สามารถตอบคำถามได้ว่ามีวิธีการดูแลและแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอย่างไร แต่พรรคเพื่อไทยที่เชื่อว่าหากมีอำนาจในการเป็นรัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องประมงได้อย่างแน่นอนค่ะ

เพราะ #ความทุกข์ของทุกท่านคือความทุกข์ของพวกเรา วันนี้ทีมเพื่อไทยจะทำงานเชิงรุกทุกพื้นที่ ด้วยการเข้าหาประชาชน ด้วยการมารับฟังปัญหาเพื่อนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านวิเคราะห์และทำงานร่วมกับส.ส.ในสภาเพื่อหาทางการแก้ไขทุกข์ของพี่น้องให้ได้มากที่สุด

เพราะ 5 ปีที่ผ่านมา หลายอาชีพต้องหมดเนื้อหมดตัว รัฐบาลที่มาจากการยึดก็เข้ามาเปลี่ยนนโยบายแบบไม่เข้าใจ ทำไม่เป็น เอากฎหมายมากำกับจนชาวบ้านทำมาหากินไม่ได้ คนทำมาหากินกลายเป็นเหมือนโจรผู้ร้าย ทั้งที่ต้องการประกอบอาชีพในการดูแลชาวบ้าน

เราขอย้ำจุดยืนว่า #แม้ไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่จะใช้อาวุธที่มีอยู่นั่นคือ “สภา” แก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่

เราไม่มีวันทอดทิ้งพี่น้องประชาชน จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนอย่างสุดความสามารถค่ะ

ปัญหาความทุกข์ของพี่น้องชาวประมงและเกษตรกรอื่นๆ จะแก้ไม่ได้เลยถ้าใช้”อำนาจบังคับ” จะแก้ได้ก็ต่อเมื่อใช้”หัวใจ”ที่ห่วงใยทุกข์ร้อนของชาวประมงอย่างแท้จริง และใช้”สมอง” อย่างชาญฉลาดในการคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาให้ชาวประมง

#เพื่อไทยหัวใจคือประชาชน