วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2562

"จาตุรนต์" แนะรัฐแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

3 แสนล้าน ไม่ใช่ งบประมาณ แต่เป็นเพียงการวาดฝัน

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 แสนล้าน ที่มักใช้คำว่า “งบ 3 แสนล้าน” นั้นเป็นการใช้คำที่คลาดเคลื่อนและอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้มากเพราะจริงๆแล้ว 3 แสนกว่าล้านนั้นไม่ใช่งบประมาณ ถ้าคำนวณงบประมาณที่ใช้จริงๆน่าจะเป็นหลักหลายหมื่นล้านซึ่งเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำดังที่ผมวิจารณ์ไปแล้ว

แล้วตัวเลข 3แสนกว่าล้านคืออะไร?

เท่าที่ดูก็เป็นประมาณการที่กระทรวงการคลังคาดว่ามาตรการนี้จะทำให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 316,813 ล้านบาทซึ่งไม่มีใครทราบว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่?

ส่วนตัวเลขอื่นๆนั้นเป็นการปะปนกันระหว่างมาตรการทางการคลังกับมาตรการทางการเงินซึ่งไม่สามารถเอาตัวเลขของมาตรการ 2 ประเภทนี้มารวมกันได้

มาตรการทางการคลังเช่นการหักรายจ่ายในการคำนวณภาษี การแจกเงินให้คนไปเที่ยวและการสนับสนุนต้นทุนการผลิตแก่เกษตรกรซึ่งกระทบการคลังหรือต้องใช้งบประมาณ ส่วนมาตรการทางการเงินเช่นสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยบ้าง สินเชื่อเพื่อ SME บ้างซึ่งตัวเลขสินเชื่อเป็นแสนๆล้านนี้ไม่ใช่งบประมาณ จะคิดเป็นงบประมาณก็ต้องดูจากส่วนที่รัฐบาลอุดหนุนอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างไม่ใช่เอาวงเงินสินเชื่อทั้งหมดมารวมๆกันแล้วเรียกว่างบประมาณ

การสื่อสารเกี่ยวกับมาตรการนี้จึงสับสนคลาดเคลื่อนอยู่มาก อาจทำให้ผู้คนเกิดความหวังว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจชั่วครู่ชั่วยาม แต่ศึกษาจริงๆก็จะพบว่าหวังอะไรไม่ได้เลย

ที่สำคัญยังไม่มีมาตรการที่จะแก้ปัญหาการส่งออก การท่องเที่ยวและการลงทุนที่เป็นเรื่องเป็นราว ไม่มีการแก้ปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อเศรษฐกิจไทยน้อยลงอย่างมาก ยิ่งปัญหาโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันยิ่งไปไม่ถึงไหนเลยทั้งๆที่บริหารกันมากว่า 5 ปีแล้ว

ส่วนเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง ความปลอดภัยจากความรุนแรงก็อย่างที่เห็นกันอยู่ คงไม่ต้องพูดถึงในตอนนี้ละครับ

“เพื่อไทย” แนะรัฐเลิกแจกเงิน

“เพื่อไทย” แนะรัฐเลิกแจกเงินประชาชน ดึงข้าราชการเปิดศูนย์อบรมอาชีพสร้างรายได้ดีกว่า 


นายนิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ปัญหาจริงๆตอนนี้คือ คนรายได้น้อย เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพราะเข้าสู่สังคมสูงวัย รัฐก็ไม่มีสวัสดิการเพื่อรองรับในสังคมคนสูงวัย แต่รัฐเลือกวิธีการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาว คือการให้เงินไปซื้อปลาแต่ไม่สอนวิธีการจับปลา แต่หากรัฐนำงบประมาณที่จะแจกเงินเพื่อการท่องเที่ยวมาสนับสนุน โรงเรียน ที่ใกล้จะร้างเปิดเป็นสถาบันอบรมส่งเสริมอาชีพใครมาเรียนมีเงินเดือนให้ จบไปมีเงินทุนสำหรับทำธุรกิจเพราะถือเป็นคนที่มีความรู้และผ่านการอบรมแล้ว
       
โรงเรียนในชุมชนมีเยอะมากครูต้องเปลี่ยนสถานะ ครูที่ปลดเกษียณไปก็เยอะที่ยังกินเงินเดือนรัฐบาลอยู่เวลานี้น่าจะเรียกระดมข้าราชการปลดเกษียณมาช่วยกันให้ความรู้กับประชาชนดีกว่า เลิกได้แล้วการแจกเงิน เปลี่ยนวิธีคิดทำแบบที่สร้างสรรค์ดีกว่า

ตนอยากให้รัฐบาลจัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. จัดอบรมให้กับเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจ มาอบรมและเสริมความรู้ไม่ว่าจะเป็นการ อบรมนวดแผนไทย หรือการจัดอบรมด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว และการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานหรือพัฒนาองค์ความรู้ด้านอื่นๆ  ตามแต่ละพื้นที่กันไป ซึ่งเป็นการเสริมอาวุธทางปัญญาให้กับเกษตรกรได้ประโยชน์มากกว่าการแจกเงินอย่างแน่นอน  เพราะการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน การฝึกอาชีพจะส่งผลให้มีการพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นแรงงานที่มีคุณภาพใครก็แย่งตัว

ตนขอเสนอแนะไปยังพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า แทนที่รัฐบาลจะแจกเงินซึ่งตนเชื่อว่ามันไม่ตอบโจทย์ประชาชนและไม่ช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ วิธีการนี้จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจดีกว่าวิธีคิดของรัฐบาลแน่นอน

วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562

พรรคเพื่อไทย ประกาศยุทธศาสตร์ปฏิรูปพรรค


พรรคเพื่อไทยประกาศปฏิรูปใหญ่ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ด้วยยุทธศาสตร์ “คิดใหม่ ทำไว” ตั้งเป้าหมาย เป็นพรรคแรกที่รู้ปัญหาของประชาชน เป็นพรรคแรกที่มีผู้เชี่ยวชาญเลือกมาช่วยเสนอแนวทางแก้ปัญหา สมาชิกทำงานได้อย่างคล่องตัวพร้อมสื่อสารและลงมือช่วยแก้ปัญหาของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

20 มกราคม 2562 ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย กรุงเทพ สมาชิกพรรคเพื่อไทย นำโดย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย, น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย, และ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส. พรรคเพื่อไทย ได้แถลงข่าว ถึงแผนการปฏิรูปพรรค โดยจะปฏิรูปให้มีช่องทางต่างๆเชื่อมโยงกับประชาชนมากขึ้น มีรูปแบบการตั้งคณะทำงานขนาดเล็กเพื่อให้ติดตามประเด็นต่างๆของประชาชนได้คล่องตัวขึ้น และเปิดกว้าง รับคนรุ่นใหม่เข้ามามากขึ้น


นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวในหัวข้อ “new challenge: สถานการณ์ใหม่ เพื่อไทยต้องเปลี่ยน” ว่า หลังการเลือกตั้ง ประชาชนยังไม่อาจคาดหวังใดๆกับรัฐบาล ที่เข้ามาบริหารประเทศในปัจจุบัน ยังมิได้เห็นแนวทางการแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากให้พี่น้องประชาชนใหม่ใดๆ การจัดวางตัวบุคคลเข้ามารับหน้าที่ เป็นรัฐมนตรี เพื่อบริหารประเทศ ยิ่งไร้ความหวัง เป็นคนหน้าเดิมๆที่เคยล้มเหลวมาก่อน ในขณะที่ปัจจุบันความท้าทายปัจจัยนอกประเทศเข้ารุมเร้า เศรษฐกิจโลกยังคงมีแนวโน้มที่จะตกต่ำรุนแรงต่อไป ด้วยพิษภัยจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ และการพัฒนาและการเจริญเติบโตของเทคโนโลยี ตลอดจนองค์ความรู้ใหม่ๆที่เกิดขึ้นในโลกยุคปัจจุบัน ซึ่งก่อให้เกิดผลตกกระทบที่รุนแรงอาจถึงขั้นบางรัฐล่มสลายและบางรัฐเกิดภาวะการเติบโตแบบก้าวกระโดดขึ้นได้
            
ระบบการบริหารจัดการรัฐ มีทิศทางไปสู่รัฐที่รวมศูนย์อำนาจเป็น “รัฐราชการ” ที่ขาดการรับรู้และขาดการมีส่วนร่วมของคนฝ่ายต่างๆในประเทศ ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะรับมือวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นได้ รัฐที่เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง กระจายอำนาจให้ประชาชนต่างหาก ที่คือคำตอบ บริบททางการเมืองใหม่ ต้องสอดคล้องกับโลกที่ใช้ความเร็ว ในการแข่งขัน  ใช้ข้อมูลและฐานความรู้ในการต่อสู้ชิงความได้เปรียบ เสียเปรียบของแต่ละประเทศ  ใช้รูปแบบและองค์ประกอบของเทคโนโลยีมาแข่งขันและเอาชนะกัน ใช้การกระจายอำนาจและการดึงการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นฐานสำเร็จในการทำงาน
            
พรรคเพื่อไทยจึงจะต้องปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้น ยังต้องยึดมั่น และยืนอยู่บนจุดยืนเดิมที่มั่นคง ที่พรรคเพื่อไทยยึดมั่นมาโดยตลอด คือ  “พรรคเพื่อไทย หัวใจคือประชาชน”


“พรรคเพื่อไทย“ ในฐานะพรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน เป็นอันดับสูงสุด และมี “ผู้แทนประชาชน” มากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร แม้เราจะไม่อาจจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาบริหารประเทศได้ตามเจตนารมณ์ที่พี่น้องประชาชนมุ่งหวัง อันสืบเนื่องมาจากกลไกที่พิสดารที่ถูกตราไว้ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เราก็จะทำหน้าที่ เป็น “ผู้แทนประชาชนในสภาฯ”อย่างสมศักดิ์ศรีและสมเกียรติยศ ที่ประชาชนมอบหมายให้ เราจึงเป็น ความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องสร้างความพร้อม เตรียมทุกสรรพกำลัง ให้สามารถรับมือ กับสภาพความท้าทายใหม่ๆที่กำลังเกิดขึ้นให้ได้
            
พรรคเพื่อไทยจึงขอประกาศ 6 สัญญา 4 แนวทาง จากพรรคเพื่อไทย ดังนี้
            
6 สัญญาต่อประชาชนคือ 1.เรายังคงยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง 2.เรายังคงยืนหยัดต่อสู้กับความอยุติธรรมทั้งปวง 3.เรายึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย 4.เรายังมุ่งหวังให้เกิดหลักนิติรัฐ นิติธรรม 5.เรายังยึดมั่นที่จะสร้างสังคมที่เคารพในสิทธิเสรีภาพ และการแสดงออกของทุกฝ่ายในสังคม 6.เราอยากเห็นการกินดี อยู่ดี และชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน
            
เพื่อบรรลุในเป้าหมายดังกล่าว เราต้องทำตาม 4 แนวทาง คือ          
1. เราต้องปรับวิธีคิด กำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง 2. เราต้องเร่งสร้างวัฒนธรรมการทำงานและการเรียนรู้ในองค์ใหม่ ให้สามารถรับมือกับบริบทต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป 3. เราต้องปรับวัฒนธรรมองค์กรใหม่ ให้ตระหนักรู้และเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้น 4. เราต้องสร้างกลไกและองคาพยพใหม่ ไปรับปรุงตัวเราให้เป็นคนทันสมัย สอดคล้องกับกาลเวลา และเท่าทันการเปลี่ยนแปลง
            
นี่นับเป็นพันธกิจ ที่สำคัญของพรรคเพื่อไทย เราจะขับเคลื่อนทุกองคาพยพ ของเราทั้งหมดไปด้วยกัน ทุกชีวิตยังต้องเดินหน้า และต่อสู้ต่อไป ไม่ว่าสังคมจะซับซ้อน และซ่อนเงื่อนเพียงใด เราจะต่อสู้ และอยู่เคียงข้างประชาชน “พรรคเพื่อไทย……หัวใจคือประชาชน”


คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวในหัวข้อ “new culture: วัฒนธรรมองค์กรแบบ Fast-track ทำให้เร็ว พลิกไทยให้ทันโลก” ว่า  ทุกวันนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลง มีองค์ความรู้ใหม่ทุกวินาที รัฐบาลของประเทศต่างๆทั่วโลกมีการเตรียมความพร้อมให้ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก แต่เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ตั้งแต่หลังการรัฐประหาร เรากำลังถอยหลังอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับ อัตราเร่งให้ทันโลกของประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ทีมเพื่อไทยจะต้องรับภาระในการกอบกู้ความอยู่ดีมีสุข ของคนไทย สร้างอนาคต และนำศักดิ์ศรีของประเทศไทยกลับคืนมาให้คนไทย เพื่อลูกหลานคนรุ่นใหม่ของเรา จากการทำลายของเผด็จการมากว่า 5 ปีอย่างย่อยยับ
          
ขณะนี้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศกำลังเผชิญ กับวิกฤต ภาวะเศรษฐกิจถึงขั้นหายนะ จากสภาวะราคาพืชผลเกษตรตกต่ำมาต่อเนื่องตลอดระยะ 5 ปีของการยึดอำนาจ  ซ้ำด้วยภัยแล้งที่หนักหน่วงมาก  กำลังซื้อคนหาย ร้านค้าเจ๊ง ตลาดเจ๊ง  ท่องเที่ยวทรุด ส่งออกตาย  จากค่าเงินบาท  และสงครามการค้า  การลงทุนใหม่ๆ จากภาคเอกชนน้อย เพราะขาดความเชื่อมั่น มองไม่เห็นอนาคตของเศรษฐกิจไทย 5 ปีมานี้คนจนยิ่งจนลง

คนชั้นกลางย่ำแย่ลงเหลือแต่ธุรกิจผูกขาดไม่กี่ตระกูลที่ได้รับอานิสงส์จากการปกครองของทหารในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา  ทำให้รายได้มากขึ้นรวยขึ้นสวนทางกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ  ประเทศไทยจึงกลายเป็นประเทศที่เหลื่อมล้ำอันดับ 1 ของโลก

แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นฝ่ายค้าน แต่อยากให้พวกเรา #ทีมเพื่อไทย ได้ภาคภูมิใจว่า ประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้เลือกที่จะให้ความไว้วางใจในการในการฝากอนาคตของคนไทยไว้กับเราเพื่อไทย  จนเราได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับ 1 ด้วยพลังความรักที่ยิ่งใหญ่ของพี่น้องประชาชนที่มอบให้กับเรา เราจะต้องเป็นพลังผลักดันให้เราต้องทำงานช่วยประชาชนให้สำเร็จ  โดยอาศัยประสบการณ์ที่สะสมตั้งแต่ครั้งไทยรักไทยแนวคิดอุดมการณ์ของดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างมากมายและยังต้องการให้วันดีๆเศรษฐกิจดีๆ อย่างสมัยไทยรักไทยกลับมา
            
เราจึงต้องปรับการทำงานของพรรคครั้งใหญ่  เพื่อรองรับการทำงานให้ประชาชน บนบริบทใหม่  ที่เปลี่ยนแปลง เพื่อไทยยุคใหม่ต้องผนึกกำลังคน 3 รุ่น ของเรา และใช้จุดแข็งของทุกคนมารวมเป็นพลังในการทำงาน และร่วมคิดร่วมทำกับประชาชนอย่างใกล้ชิดแบบ “ประชาชนคิดเพื่อไทยทำ"
            
เพื่อไทยยุคใหม่ ต้องสร้างค่านิยมในการทำงานใหม่แบบ Fast Track  จากคิดใหม่ทำใหม่ ไม่ทันแล้ว เพื่อไทยต้องเข้าสู่ยุค "คิดใหม่ ทำไว"  เพราะปัญหาปากท้องพี่น้องรอไม่ได้ ทุกข์ของคนไทยรอไม่ได้  ต้องเร่งแก้ไข
            
โดยเราจะจัดองค์กรใหม่ นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อนำปัญหาของประชาชนมาถึงพรรคได้รวดเร็ว เปิดช่องให้ผู้เชี่ยวชาญ และคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม ในการช่วยคิด ช่วยทำ กับพรรคเพื่อแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจรอช้าไม่ได้
             
เราต้องลงมือแก้ไขปัญหากับพี่น้องประชาชนในทันทีแม้จะไม่มีอำนาจ ต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประชาชนทันที โดยไม่ต้องรอรัฐบาล จากนี้ไปจะเป็นยุคลงมือแก้ไขปัญหาให้เป็นทันที ทำเป็นโมเดลให้ดูในพื้นที่ก่อน แล้วค่อยนำไปพัฒนาเสนอเป็นนโยบาย
            
จากนี้ เราจะคิดแบบ fast track จะคิดใหม่ทำไว โดยมีเป้าหมาย 3 ประการ

1.  คนทำงานของพรรคเพื่อไทยจะต้องเป็นคนแรกในพื้นที่รู้ปัญหาของประชาชนช่องทางสื่อสารต่างๆโดย ใช้ช่องทางโซเชียล ของคนทำงานของพรรคเพื่อไทยจะต้องเป็นสถานที่แรกที่ประชาชนนึกถึงเมื่อเขามีปัญหา

2. พรรคเราต้องเป็นตัวเลือกแรกที่คนที่มีความเชี่ยวชาญและมีความคิดดีๆจะเลือกมาเสนอแนะนโยบายต่างๆ โดยอาศัยช่องทางต่างๆที่เราจะเปิดกว้างมากขึ้น

3.ต้องลงมือแก้ปัญหาของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมในทันทีโดยโครงการ "นวัตกรรมแก้จน" ของพรรคเพื่อไทย ที่เราจะร่วมกับประชาชนในพื้นที่ทำเป็นโมเดลตัวอย่างเช่นที่ "ทุ่งกุลาร้องไห้โมเดล” ที่จะเปลี่ยน”ทุ่งกุลาร้องไห้” เป็น “ทุ่งกุลามั่งมี” หรือที่กรุงเทพฯ ที่เราต้องการสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน ด้วยมรดกทางศิลปะวัฒนธรรม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนเอง เพื่อสร้างเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยว เช่นที่เขตบางกอกน้อย เราได้ทำคือ”บางกอกน้อยโมเดล” เพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับประชาชน

คนทำงานของพรรคเพื่อไทย ยุคใหม่จึงต้องพร้อมทำงานได้อย่างรวดเร็วคล่องตัว โดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทุกคนจะต้องมีช่องทางมีพื้นที่สื่อสารกับประชาชนของตัวเอง


น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าว ในหัวข้อ “new system: ปรับ รื้อ เปลี่ยน โครงสร้างพรรคเพื่อไทย” ถึงแผนการเชิงรูปธรรมที่จะเกิดขึ้นภายใน 6 เดือนข้างหน้าว่า พรรคเพื่อไทยจะเริ่มการปฏิรูปให้เห็นเป็นรูปธรรมทันที ภายใน 6 เดือน โดยเราจะ ปรับ-เปลี่ยน โครงสร้างพรรคเพื่อไทย ตามแนวคิด “ประชาชนคิด เพื่อไทยทำ” เราจะมีโครงการต่างๆ ที่จะช่วยเป็นเครื่องมือ ให้พรรคเชื่อมต่อกับประชาชนได้มากขึ้น, เปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญและคนใหม่ๆมากขึ้น, และพร้อมสำหรับการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนในทันทีมากขึ้นโดยในหกเดือนแรก เราจะทำให้เสร็จทันทีอย่างน้อย 3 โครงการ
            
โครงการแรก เราจะเปลี่ยนพื้นที่ทำการของพรรคเพื่อไทยให้เป็น "open space เพื่อไทย” ที่ทำการของพรรคจะเป็นพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ เป็นพื้นที่ทางปัญญา ซึ่งประชาชนจะเข้ามาพูดคุย เสวนา ใช้เป็นเวทีสาธารณะ เป็นเวทีแสดงความคิดเห็น จัดนิทัศน์การเผยแพร่ความรู้ในการแก้ไขปัญหาต่างๆได้ จะมีสภากาแฟ ฟรีอินเตอร์เน็ต และห้องสมุดประชาชน ประชาชนทุกคนสามารถเดินเข้ามาใช้งานได้ ที่ทำการพรรคเพื่อไทยจะเป็นห้องนั่งเล่นของประชาชน ถ้าคิดไม่ออก ไม่รู้ว่าจะไปไหน พี่น้องสามารถมาพรรคเพื่อไทย / โครงการนี้เราจะเริ่มต้นนำร่องโดยที่ทำการพรรคใหญ่ก่อน และจะขยายต่อไปยังจังหวัดต่างๆในอนาคต ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันระหว่างคนเพื่อไทยกับประชาชน เพื่อตอบโจทย์หลักคิดใหม่ “ประชาชนคิด เพื่อไทยทำ”

            
โครงการที่สอง เราจะริเริ่ม “คณะทำงานขนาดเล็ก” ซึ่งจะจิ๋ว แต่แจ๋ว แต่ละทีมไม่เกิน 5 คน โดยจับกลุ่มกันตามความสนใจ ทำงานติดตามในประเด็นต่างๆ อาจจะเป็นเรื่องนโยบาย เรื่องติดตามปัญหาที่มีความสำคัญกับพี่น้องประชาชน คณะทำงานต่างๆจะมีผลงานที่จับต้องได้ให้กับพี่น้องประชาชนภายใน 6 เดือน โดยมีช่องทางสื่อสารอัพเดทกับพี่น้องอย่างใกล้ชิด
            
โครงการที่สาม “ยุทธศาสตร์ผูกเสี่ยว” เราจะบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนในทันที แม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นรัฐบาล โดยการที่เราจะให้ผู้แทนในแต่ละพื้นที่ ทำหน้าที่เป็น “ผู้แทนการค้า” ด้วย เราจะให้ผู้แทนของเราทำข้อมูลสินค้าของดีในชุมชน และจะหาทางจำหน่ายเพิ่มให้ เราจะนำมาวางขายในพื้นที่ "open space เพื่อไทย” และให้ความช่วยเหลือพี่น้อง ให้นำสินค้าเหล่านี้วางขายในร้านออนไลน์ได้ โดยตั้งเป้าว่าจะต้องมีร้านค้าชุมชน ที่เป็นตัวแทนเอาสินค้าของพี่น้องไปวางขายทางออนไลน์อย่างน้อย 300 แห่งภายใน 1 ปี เพื่อให้มีเงินเข้ากระเป๋าพี่น้องโดยตรง
            
นอกจากนี้เรายังจะมีโครงการอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือทั้งพี่น้องประชาชน และช่วยให้คนทำงานเพื่อไทยทำงานง่ายขึ้นอีกมากมาย เช่นเราจะจัดให้มีการอบรมการสร้างช่องทางสื่อสารผ่านโซเชียลให้กับทีมงานของผู้แทนทุกคน หรือทำเวทีรับฟังปัญหาของผู้ประกอบการ ค้าขายต่างๆ เป็นต้น
            
ทั้งหมดนี้ เราจะเริ่มต้นทำทันที และจะทำให้สำเร็จเป็นรูปธรรมภายใน 6 เดือน เพื่อเป้าหมายของเพื่อไทยยุคใหม่ตามแนวทาง “ประชาชนคิด เพื่อไทยทำ” และจะต้องทำให้ไว ให้เป็นรูปธรรม


นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส. พรรคเพื่อไทย กล่าว ในหัวข้อ “new blood: พลิกเพื่อไทย เพื่อประเทศไทยที่เราอยากเห็น” ว่า พรรคเพื่อไทย ไม่ได้มองคนรุ่นใหม่เป็น “กลุ่มเด็ก” หรือ “ตัวสำรอง” แต่พรรคเพื่อไทยมองว่า คนรุ่นใหม่คือ "อนาคต" คือ"ความหวัง" ของพรรคเพื่อไทย และของประเทศไทย พรรคเพื่อไทยยังคงเป็นสถาบันทางการเมืองที่แข็งแกร่งดังเดิม โดยเสริมปีกใหม่ของคนรุ่นใหม่ มาเติมสีสันและแนวความคิดที่ทันสมัยขึ้นกว่าเดิม โดยยังจะยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย และคำว่า พรรคเพื่อไทยหัวใจคือประชาชน
            
กลุ่มคนรุ่นใหม่ของพรรค ได้เปิดตัวในชื่อกลุ่ม เพื่อไทยพลัส ซึ่งประกอบไปด้วย ส.ส. และผู้สมัคร นักคิดนักวิชาการ และผู้ที่สนใจทางการเมือง จากพรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ และอีกหลายพรรคการเมือง และจากนี้พรรคจะมีโครงการที่จะ เปิดให้เยาวชนสามารถสมัครเข้าเป็น เยาวชนพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะได้รับข่าวสาร และเข้าร่วมกิจกรรม/โครงการต่างๆของพรรคได้
            
โครงการแรก สำหรับคนรุ่นใหม่ สำหรับพรรคคือ “คณะทำงานขนาดเล็ก” เราคาดหวังว่าคนรุ่นใหม่ๆ จะมีกลุ่มการทำงานในหัวข้อใหม่ๆ ที่เราคาดไม่ถึง วันนี้กลุ่มเพื่อไทยพลัสก็เริ่มในบางส่วนแล้ว เช่นกิจกรรม esport กิจกรรมเข้ารับฟังปัญหากลุ่มนิสิตนักศักษาและอาชีวศึกษา การประชุมในประเด็นต่างๆ เช่น lgbtq สิทธิมนุษยชน esport smart-farming digital-economy
            
และพรรคเพื่อไทยจะเริ่มโครงการ “สภาจำลองของเยาวชนพรรคเพื่อไทย” สำหรับน้องๆเยาวชนที่อยู่ในวัยเรียน โครงการนี้ จะจัดให้มีสภาจำลองขึ้นในจังหวัดต่างๆ โดยให้นักเรียนที่มีแนวคิด มีนโยบาย ต่างๆ สมัครเข้ามา เพื่อให้มาอภิปรายในสภาจำลองได้อย่างเสรี โดยพรรคจะช่วยเป็นเสมือนโคช และเป็นผู้ดำเนินการประชุม เพื่อให้เยาวชนเรียนรู้การทำงานของระบบรัฐสภา และให้พรรคเพื่อไทยรับรู้ถึงแนวคิดใหม่ๆของประชาชน เพื่อนำมาทำเป็นนโยบายต่อไป
            
พรรคเพื่อไทยและทีมเพื่อไทยพลัส  จะไม่ใช่แค่ก้าวทันโลกด้วยเทคโนโลยี แต่จะมองหาโอกาสใหม่ๆ ที่เป็นไปได้และทำได้จริง









วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2562

"เพื่อไทย" อบรมเพิ่มประสิทธิภาพสมาชิก


นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดการประชุมอบรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสมาชิกแกนนำพรรคเพื่อไทย ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ผู้ช่วยดำเนินงาน ผู้ติดตามส.ส.และแกนนำผู้ประสานงานพรรค จำนวน 200 คน ในเขต 3 จังหวัดได้แก่ อุบลราชธานี ยโสธร และอำนาจเจริญ

โดยนายสมพงษ์ได้กล่าวว่า แกนนำผู้ปฎิบัติงานพรรคทุกคนเป็นกำลังสำคัญของพรรคในการเป็นตัวแทนพรรคเพื่อเชื่อมประสาน สะท้อนปัญหาและความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่..

พรรคเพื่อไทย ยึดมั่นมาเสมอว่าหัวใจการทำงานเราอยู่ที่ประชาชนพรรคใกล้ชิดประชาชนเพราะมีตัวแทนผู้ปฏิบัติงานของพรรคและนักการเมืองของพรรคคอยทำหน้าที่เชื่อมประสานกับประชาชนได้เป็นอย่างดี ต่อจากนี้ไปพรรคเพื่อไทยจะมีการปรับขบวนการทำงานเพื่อร่วมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่น้องประชาชนให้มากขึ้น รวมถึงการสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทของประชาชนในการร่วมหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาด้วยรูปแบบที่หลากหลาย ตามเจตนารมณ์ของพรรคที่ว่า “พรรคเพื่อไทยหัวใจคือประชาชน”

นอกจากนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคได้กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันไม่ได้ทำให้รัฐบาลที่เกิดขึ้นใหม่สามารถทำหน้าที่แก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนได้เลย เพราะจุดหมายหลักของผู้มีอำนาจที่เขียนกฏกติกาทำให้รัฐบาลที่เกิดขึ้นใหม่ไม่สามารถเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีศักยภาพ เพียงพอที่จะรับมือกับปัญหาที่สั่งสมมามากมายได้ ดังนั้นนักการเมืองของพรรค ผู้ปฏิบัติงานพรรคและแกนนำพรรคต้องร่วมกันช่วยเหลือประชาชนและร่วมกันแสวงหาช่องทางที่จะรับมือกับปัญหาและเผชิญกับวิกฤติที่จะเกิดขึ้นเพราะเราไม่อาจรอให้รัฐบาลที่ไร้ศักยภาพและขาดเสถียรภาพมาทำหน้าที่แก้ไขปัญหาของ พี่น้องประชาชนได้

ปิดท้ายด้วย นพ.เชิดชัย ตันติสิรินทร์ ได้กล่าวต่อว่า ปัญหาทั้งปวงที่ประชาชนจะต้องเผชิญและไม่อาจแก้ไขได้ง่ายล้วนเป็นปัญหาที่สืบเนื่องมาจากรธน.ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้การแก้ไขปัญหาของประชาชนทำไม่ได้ ทางเดียวสำหรับอนาคตคือร่วมมือการสร้างฉันทามติให้เกิดการแก้ไขรธน. ปัญหาของประชาชนจึงจะคลี่คลาย

ภายหลังจากนั้นผู้แทน ส.ส.พรรคในเขต 3 จังหวัด ได้ร่วมกับแกนนำผู้ปฏิบัติงานได้ระดมความคิดเห็นและวางแนวทางการทำงานร่วมกับประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องรวมทั้งแนวทางในการรณรงค์เพื่อการแก้ไขรธน.ต่อไป

"สุดารัตน์" สร้างการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม บางกอกน้อยโมเดล

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


หนึ่งในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ที่สามารถใช้เป็นต้นแบบการท่องเที่ยวให้กับเขตต่างๆได้เป็นอย่างดี ขอยกให้กับเขตบางกอกน้อย หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นการท่องเที่ยวในรูปแบบของ “บางกอกน้อยโมเดล” ค่ะ

เมื่อวานหน่อยและทีมเพื่อไทย ได้ลงพื้นที่ ชุมชนบ้านบุ เขตบางกอกน้อย โดยมี“น้องก้องพงศ์พันธ์ ยอดเมืองเจริญ” ทีมเพื่อไทยที่เข้มแข็งประจำเขตได้พาลงชุมชน เราได้ไปดูเส้นทางการท่องเที่ยว ตามที่ได้เคยสัญญาไว้กับพี่น้องเมื่อครั้งก่อนว่า เราจะมาช่วยคิดช่วยพัฒนาชุมชนบ้านบุ ให้สามารถใช้ศักยภาพที่ชุมชนมีอยู่ นำมาช่วยสร้างรายได้ สร้างความอยู่ดีกินดีให้กับพี่น้องในชุมชนได้อย่างไรบ้าง

ชุมชนบ้านบุอยู่ติดกับ “วัดสุวรรณาราม” ซึ่งภายในพระอุโบสถ มีจิตรกรรมฝาผนังที่ได้รับการยกย่องกันว่ามีความสมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานครและประเทศไทย ขณะที่ท่านเจ้าอาวาสก็ได้ให้ความเมตตากับชุมชนบ้านบุเป็นอย่างมาก

ที่ชุมชนบ้านบุมีการทำ “ขันลงหิน” ที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียว ทุกขั้นตอนทำด้วยมือล้วนๆ ช่างฝีมือที่ทำอายุน้อยที่สุดก็ตั้ง 68 ปีแล้ว หน่อยได้มีโอกาสสัมภาษณ์ช่างฝีมือ และตามติดการทำขันลงหินในหลายขั้นตอน ใครที่สนใจไปชมได้ที่ไลฟ์สดเมื่อวานค่ะ

ในบริเวณนี้ ยังมีสถานที่สำคัญอีก 2 แห่งคือ “โรงรถจักรธนบุรี” ที่ยังรักษาซ่อมแซม หัวรถจักรไอน้ำที่ใช้ตั้งแต่ก่อนยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้อยู่ในสภาพที่วิ่งได้ถึง 4 หัว 

และยังมี “ตลาดไร้คาน” ตลาดเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ที่สร้างด้วยเทคนิคพิเศษในสมัยนั้นด้วยโครงไม้และยึดด้วยเหล็ก สวยงามมากค่ะ ทั้งขนม และอาหารก็อร่อยมากเช่นกัน

ไม่ไกลจากชุมชนบ้านบุ ก็มีชุมชนมุสลิม ที่สืบเชื้อสายมาจากท่านเฉกอะหมัด แห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งที่นี่เป็นที่ตั้งของ มัสยิดอัลซอริซุนนะห์หรือมัสยิดหลวง ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนอกจากเป็นที่ตั้งของชาวมุสลิมมาแต่ครั้งกรุงธนบุรีแล้ว ยังได้รับพระมหากรุณาที่คุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระราชทานที่ดิน และได้พระราชทานทรัพย์เป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างมัสยิดอีกด้วย

เขตบางกอกน้อย มีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและสถานที่สำคัญ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และทรงคุณค่าทางจิตใจซ่อนตัวอยู่มากมาย มีเสน่ห์และมีจุดดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจะต้องเข้ามาเช็คอินอย่างแน่นอน

เราจะสร้าง #บางกอกน้อยโมเดล โดยการนำความแข็งแกร่งของชุมชน มาสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับพี่น้องชาวบางกอกน้อย ด้วยการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมต่อไป

นี่คือหนึ่งในเป้าหมายของ #เพื่อไทยยุคใหม่ ที่ทีมเพื่อไทยทั้งในสภา และนอกสภา จะต้องช่วยกันคิดค้น นวัตกรรมแก้จน เพื่อช่วยเหลือประชาชน และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในทันที เหมือนที่เราตั้งเป้าหมายใหม่ในการทำงานไว้ว่า ทีมเพื่อไทยยุคใหม่ ต้อง “คิดใหม่ ทำเร็ว” ลงมือแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนได้ทันที เพราะ #ปัญหาเศรษฐกิจรอช้าไม่ได้

“แม้ว่าเพื่อไทยเราจะไม่ได้เป็นรัฐบาล เราก็จะไม่ทอดทิ้งพี่น้องประชาชน เพราะทุกข์ของพี่น้องคนไทย คือทุกข์ของเพื่อไทยเช่นกันค่ะ”

#นวัตกรรมแก้จน
#บางกอกน้อยโมเดล
#ปัญหาเศรษฐกิจเราช้าไม่ได้
#เพื่อไทยยุคใหม่

"อนุสรณ์" ชี้ ฝ่ายค้านยิ่งตรวจสอบ ประชาชนยิ่งได้ประโยชน์


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นขอเปิดอภิปรายนายกรัฐมนตรี เป็นการทั่วไปโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ว่า พล.อ.ประยุทธ์ พรรคพลังประชารัฐ รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาล ยังไม่ตกผลึกและไม่มีเอกภาพทางความคิดที่ชัดเจนว่า จะดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 อย่างไร การให้ความเห็นแต่ละส่วนย้อนแย้ง ไปกันคนละทิศคนละทาง รองนายกรัฐมนตรี ชี้ช่องว่าสามารถให้คนอื่นมาชี้แจงแทนได้ ในขณะที่พรรคพลังประชารัฐ มั่นใจว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะชี้แจงได้ด้วยตัวเอง ยิ่งพรรคร่วมรัฐบาลยิ่งไม่ต้องพูดถึง โอกาสปล่อยลอยแพ พล.อ.ประยุทธ์ ให้เผชิญชะตากรรมเพียงลำพังสูงมาก เพราะข้อเท็จจริงเรื่องนี้แม้อยากจะช่วยก็ช่วยยาก ทำได้เต็มที่เพียงแค่การตั้งองครักษ์ลุกขึ้นประท้วงระหว่างการอภิปราย ซึ่งในยุคที่ประชาชนสนใจการเมือง โลกโซเชียลจับตาว่าเกิดอะไรขึ้นในสภา ใครพูดอะไร ฟังได้ ฟังไม่ได้ ประชาชนดูอยู่และตัดสินใจได้ เรื่องนี้ไม่ใช่เกมส์การเมืองโค่นล้มรัฐบาลอย่างที่พยายามบิดเบือน แต่เป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ถือเป็นสิทธิของพรรคฝ่ายค้านที่จะดำเนินการได้ ยิ่งฝ่ายค้านตรวจสอบเข้มข้น ประชาชนยิ่งได้ประโยชน์ การพยายามเบี่ยงเบนว่าฝ่ายค้านควรจะเอาเวลาไปเสนอแนะแนวทางในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้ประชาชนดีกว่านั้น ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านได้ดำเนินการสะท้อนปัญหาต่างๆอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องภัยแล้ง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ปัญหาค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน ความเหลื่อมล้ำ รัฐบาลรู้อยู่แก่ใจว่ารับฟังและนำไปแก้ไขได้แค่ไหน

“การเสนอขอเปิดอภิปรายนายกรัฐมนตรีเป็นการทั่วไปของฝ่ายค้าน เพื่อให้รัฐบาลรีบกลับไปแก้ไขปัญหา เป็นเจตนาดี ไม่มีเจตนาร้ายแอบแฝงแต่อย่างใด เพราะหากปล่อยให้รัฐบาลทำงานต่อไปเรื่อยๆ โดยที่ยังไม่ได้กลับไปแก้ไขปัญหาให้ถูกต้อง หากในอนาคตเกิดปัญหาขึ้นมา การทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมาอาจเป็นโมฆะ ประเทศชาติ และประชาชนจะเสียโอกาส” นายอนุสรณ์ กล่าว

วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2562

ดร.จรัล อัมพรกลิ่นแก้ว: ขันลงหินชุมชนบ้านบุ ชุมชนโบราณที่ยังมีชีวิต

บทความ: ดร.จรัล อัมพรกลิ่นแก้ว / ภาพ : ธีรพล สุขสาลี

ยนย่านบ้านบุตั้ง ตีขัน
ขุกคิดเคยชมจรร แจ่มฟ้า
ยามยากหากปันกัน กินซีก ฉลีกแฮ
มีคู่ชูชื่นหน้า นุชปลื้มลืมเดิมฯ

จากโครงนิราศสุพรรณ ของกวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ “สุนทรภู่” ได้กล่าวถึงชื่อชุมชนหนึ่งชื่อ “บ้านบุ” ซึ่งเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในย่านบางกอกน้อย โดยในนิราศนี้ได้พรรณนาถึงการเดินทางของตัวเองจากบางกอกไปสุพรรณบุรี โดยในโคลงดังกล่าวกล่าวถึงชุมชนบ้านบุ ว่ามีอาชีพการตีขัน หรือทำขันลงหิน และยังอ้างอิงด้วยว่า ชุมชนบ้านบุนี้เป็นบ้านเดิมของภรรยาคนหนึ่งชื่อ จันน หรือ จรร ซึ่งเป็นนางฝ่ายในในพระราชวังหลัง โดยสุนทรภู่ และนางจันน หรือ จรร มีบุตรด้วยกันหนึ่งคนชื่อ พัด ได้อยู่กินจนกระทั่งหย่าร้างกันไป ดังนั้นจึงเป็นหลักฐานสำคัญว่า อาชีพทำขันลงหินในชุมชนบ้านบุ เป็นอาชีพและชุมชนเก่าแก่ที่มีมาแต่โบราณมากกว่า 200 ปี


ผลิตภัณฑ์ขันลงหินของบ้านบุ เขตบางกอกน้อย เป็นแหล่งทำเครื่องทองลงหินที่สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นยาวนานมาตั้งแต่ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาต่อเนื่องถึงกรุงรัตนโกสินทร์ โดยในสมัยนั้นยังไม่มีเครื่องใช้เครื่องเรือนที่ทำจากโลหะอื่นใดมาจากต่างประเทศ นอกจากเครื่องกระเบื้อง จึงทำให้เครื่องทองลงหินเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูง มีความงดงามประณีต จึงเป็นภาชนะโลหะที่มีราคา และนิยมใช้ในกาลงานมงคล เช่นการตักบาตร ขันน้ำมนต์ ถ้วยชามจัดอาหารถวายพระสงฆ์ และด้วยกระบวนการผลิตที่ละเอียดอ่อน ใช้เวลานาน จึงไม่สามารถที่จะผลิตได้ในเชิงอุตสาหกรรมเพราะใช้แรงงานคนและมือในการผลิตทุกขั้นตอน ซึ่งปัจจุบันเหลือโรงงานขันลงหินโบราณที่สืบทอดกันมาเพียงแห่งเดียวที่ชุมชนบ้านบุ คือโรงงานขันลงหินเจียม แสงสัจจา โดยทีมช่างที่ยังหลงเหลือผลิตก็ล้วนแต่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปทั้งสิ้น


ขั้นตอนการทำขันลงหิน จะใช้ส่วนผสม ทองแดง 7 ส่วน ดีบุก 2 ส่วน และมีขันเก่าและโลหะบางชนิดตัวเชื่อมอีกจำนวนหนึ่ง นำโลหะทั้งหมดมาหลอมละลายด้วยเตาถ่าน ซึ่งให้ความร้อนสูง หลอมละลายโลหะทั้งหมดให้กลายเป็นน้ำ ใช้เวลา 6 ชั่วโมง ก่อนเทลงเบ้าพิมพ์ เพื่อให้โลหะที่หลอมละลายเป็นก้อนแผ่นกลมๆ และจึงเคาะแผ่นกลมออกมา เผาซ้ำอีกครั้งให้แดงและตีขึ้นรูปจากก้อนแผ่นเป็นรูปถ้วย ในวันหนึ่งจะสามารถเผาหลอมโลหะมาเทพิมพ์ เมื่อเย็นตัวลงก็เอามาตีเพื่อให้ขึ้นรูปเป็นรูปภาชนะ วันละไม่ถึง 10 ชิ้นเท่านั้น


ในขั้นตอนถัดไป เมื่อได้โลหะที่ได้รูปทรง ก็ต้องนำมาตีขึ้นทรงให้เป็นรูปร่างที่ต้องการ เป็นขั้นตอนการเก็บงาน เก็บรอยต่อ เก็บงานตอกลายและตีให้รอยตีที่เป็นลายหยาบ ละเอียดมากขึ้น  จะต้องตีให้สม่ำเสมอกันตลอดเพื่อให้เนื้อภาชนะบางแน่นเนียนเสมอกัน


ในขั้นตอนตีตรงนี้จะตีเก็บลาย จะใช้ดินหม้อสีดำ ทาผิวก่อนที่จะตีเนื้อโลหะที่ยังไม่เรียบเสมอ ให้เรียบเสมอเข้ากัน จากนั้น จึงนำมาเข้าสู่ขั้นตอนการกลึง  ในขั้นตอนการกลึง จะใช้ตะไบกลึงเนื้อขันที่ยังไม่เรียบพอให้เนียนเรียบและเผยให้เห็นเนื้อโลหะที่เป็นเงางามสีทอง และการขัด ก็คือจะใช้หินเกล็ดที่ได้ในเบ้าดินที่หลอมทองที่มีส่วนผสมโลหะ เอาหินที่มีโลหะผสมมาเทลงในขันและขัด เนื้อโลหะถูกขัดด้วยเนื้อหินโลหะจะทำให้เนื้อโลหะเงางามสดใสแวววาว


ขั้นตอนถัดจากนั้น ถ้าจะต้องเชื่อมขันลงหินให้ติดกันเช่นทำพานหรือขันรองน้ำ ก็จะเอาขันลงหินส่วนฐานและตัวพานมาเชื่อมกันด้วยตะกั่วซึ่งเป็นวิธีโบราณ ใช้ค้อนเหล็กเผาไฟให้แดง จี้ลงไปในเส้นตะกั่วและนำไปตีเชื่อมให้เนื้อโลหะขันลงหินติดกัน  ส่วนถ้าจะแกะลาย ก็จะส่งไปให้ช่างแกะลายเขียนลายที่ต้องการได้ตามรูปแบบที่ลูกค้าต้องการ


สมัยโบราณ จะนิยมใช้พานหรือขันลงหินที่เป็นแบบเรียบ มีลายตอกเพียงเล็กน้อย แต่สมัยปัจจุบันมีการเพิ่มลวดลายและรูปแบบตามความต้องการของลูกค้า

จากโบราณที่ภาชนะขันลงหิน จะมีเพียงแค่ขันน้ำ พานรองและจอกลอย ได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัย เหมาะสมกับการใช้งานที่เปลี่ยนไป จึงเริ่มมีการผลิตชุดชามผลไม้ ชุดกาแฟ ชุดชามสลัด โดยแต่ละชิ้นจะมีราคาสูง ซึ่งลูกค้าของภาชนะขันลงหิน จะเป็นการสั่งซื้อจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังวางขายในร้านค้าชั้นนำและโรงแรมระดับห้าดาวเท่านั้น










"อนุสรณ์" ติงประยุทธ์ การกระทำสวนทางกับคำพูด


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริง และเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม นำ ครม.เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ไม่ครบถ้วนด้วยถ้อยคำตามมาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ว่า เป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญของฝ่ายค้าน หากไม่ดำเนินการอาจถูกมองว่าปล่อยปละละเลยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนพล.อ.ประยุทธ์ กำลังหลบเลี่ยง หนีปัญหา การกระทำสวนทางกับคำพูด บอกว่าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ก็รับผิดชอบได้เพียงแค่การไม่พูดถึงเรื่องถวายสัตย์อีก บอกว่าไม่กลัวสภาพร้อมมาชี้แจง แต่ที่ผ่านมาก็หนีสภาตลอด ขนาดประธานสภายังแฉเลยว่าพล.อ.ประยุทธ์ หนีสภา ไม่เคยแจ้งเหตุผล ไม่ลาให้ถูกต้อง พรรคร่วมฝ่ายค้านไม่จำเป็นต้องหยิบเรื่องนี้มาใช้เป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมืองกับนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาล แต่ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ เสนอแนะรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา อะไรที่ผิดถ้าแก้ได้ก็กลับไปแก้

"พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถหนีปัญหา และหนีสภาได้ตลอด ทางที่ดีหันกลับมาแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง สิ่งใดทำผิด ก็กลับไปดำเนินการให้ถูกต้อง อย่าประวิงเวลา โดยเฉพาะหากไม่แก้ไขก่อนที่จะมีการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 หากเกิดปัญหาขึ้นมา จะส่งผลกระทบต่อประเทศชาติและประชาชน" นายอนุสรณ์ กล่าว

"พลภูมิ" แนะรัฐบาลเร่งแก้รธน. ทำให้การเมืองเข็มแข็ง


นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันททร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม กล่าวกับคณะผู้แทนประเทศไทย ผู้บริหารและคณะทำงานแข่งขันคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ว่าประเทศไทย ต่อให้ ลี เซียนลุง ก็เอาไม่ไหว หากความเกลียดชังยังอยู่ ประเทศไทยจะเดินต่อไปไม่ได้ โดยเฉพาะความพยายามที่จะให้รัฐบาลเป๋ไปเป๋มา ความน่าเชื่อถือก็จะหายไป ว่าพล.อ.ประยุทธ์ คงคุ้นชินกับการพูดฝ่ายเดียวมาโดยตลอดก่อนหน้านี้ 5 ปีมีอำนาจเต็มมือ ไม่ต้องกังวลต่อระบบการตรวจสอบ องคาพยพทั้งหมดล้วนมีต้นทางมาจากแม่น้ำสายหลักที่เรียกว่าคสช. แต่วันนี้ไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ มักเอ่ยอ้างว่ามาจากระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหัวใจของระบอบประชาธิปไตยคือการตรวจสอบถ่วงดุล การวิพากษ์วิจารณ์ภายใต้กรอบกติกา คนเป็นผู้นำต้องมีความอดทนที่จะรับฟัง ยิ่งเป็นสภาฯ ที่ประชาชนเลือกมาให้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลแล้วยิ่งหนีไม่พ้น ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ คิดว่ามีความพยายามที่จะให้รัฐบาลเป๋ไปเป๋มา นั่นคือสาเหตุที่จะต้องรีบแก้ธรรมนูญ เพื่อทำให้การเมืองเข้มแข็งประเทศชาติจะได้เดินต่อไปได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นปัญหาทำให้การเมืองอ่อนแอ ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพวกฝ่ายรัฐบาล มักโฆษณาชวนเชื่อว่า รัฐธรรมนูญ 2560 คือฉบับที่ดีที่สุด แต่ตัวเองกลับเลี่ยงที่จะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญห้ามคนอื่นวิจารณ์ แล้วบอกว่าสิ่งที่ตัวเองทำถูกต้อง จึงย้อนแย้งอย่างยิ่ง

"สุดารัตน์" ยืนยันฝ่ายค้านไม่จองล้างจองผลาญ "ประยุทธ์"

“คุณหญิงสุดารัตน์” ระบุ ถ้า “พล.อ.ประยุทธ์” ไม่มีปัญญาแก้ไขปัญหาปมถวายสัตย์ด้วยตนเอง ต้องเอาเรื่องเข้าสภาฯ "ร่วมกันคิดร่วมกันแก้" ยืนยันฝ่ายค้านไม่จองล้าง จองผลาญ แต่สิ่งที่ทำเป็นไฟที่ตัวนายกฯ จุดขึ้นมาเผาตัวเอง


ที่วัดสุวรรณนาราม คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี ที่7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ขอเปิดอภิปรายทั่วไปนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา152 กรณีถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ  รวมถึงมีการเรียกร้องให้นายกฯ มาชี้แจงในสภาฯ ว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่ต้องเรียกร้องแต่เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ วันนี้สิ่งที่ต้องพูดคือเหตุใดเราต้องพูดถึงการถวายสัตย์ไม่ครบถ้วน และการแถลงนโยบายไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ในเมื่อรัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดและเป็นรัฐธรรมนูญนี้นายกฯผลักดันและร่างขึ้นมาเอง เพื่ออำนวยให้กลับมาเป็นนายกฯ ได้อีกครั้ง
แต่กลับไม่ปฏิบัติตามในสิ่งที่ตนเองร่างเองเขียนเอง

ทั้งนี้การทำผิดไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก จากการใช้รัฐธรรมนูญมา 2-3 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ทำในสิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหลายครั้ง แต่ในอดีตเป็นหัวหน้าคสช. มีมาตรา 44  ที่ใช้ยกเว้นมาตราต่างๆของรัฐธรรมนูญได้ เดินตามเส้นทางของประชาธิปไตย และไม่มีม.44 แต่ยังทำผิดรัฐธรรมนูญได้ 

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ ควรทำในสิ่งที่ถูกต้องในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ การกระทำดังกล่าวเหมือนกลัดกระดุมถ้าเม็ดแรกผิด เม็ดต่อไปก็ผิดหมด ซึ่งการเสนอครั้งนี้ให้เคลียร์ปัญหา เป็นความหวังดีของฝ่ายค้าน เพราะกลัวว่าการทำงานของรัฐบาลจะเป็นโมฆะ หากเกิดการฟ้องร้องขึ้นมา เช่นการอนุมัติงบประมาณ 5 หมื่นล้าน ไปช่วยเกษตรกร หากเกิดมีคนไม่เห็นด้วย และมีการร้องเรียนว่าโครงการนี้ ถูกการอนุมัติจากครม.ไม่มีความสมบูรณ์ ตามกฎหมาย

และหากในอนาคตศาลตัดสิน ว่าผิดรัฐธรรมนูญจริง เมื่อเงินแจกลงไปถึงพื้นที่แล้วจะไม่สามารถเอาคืนได้ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พรรคฝ่ายค้านหวังดี เมื่อรู้ว่าตนเองทำผิดและสารภาพว่าตนเองทำผิดก็ควรจะแก้ไขด้วยตนเอง แต่กลับปล่อยเวลามาเป็นเดือนไม่ทำอะไรเลย และจะบริหารงานต่อทั้งที่กระดุมเม็ดอื่นยังผิดอยู่ ซึ่งการแก้ไขจะเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา เสียโอกาสชาวบ้าน

“เราเปิดการอภิปรายทั่วไปไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายนายกฯ เพียงแต่คิดว่าเมื่อนายกฯ ไม่มีปัญญาแก้ไข ปัญหาด้วยตนเอง ก็เอาเข้าสภาฯ ให้ร่วมกันคิด ร่วมกันแก้ นายกฯคิดอย่างไร สภาฯ มีความเห็นอย่างไรก็ปรึกษากัน ให้ถูกต้องและจะได้แก้ในสิ่งที่ผิดกฎหมายให้ถูกต้องตามกฎหมาย อย่าพยายามพูดว่าเหมือนจะจองล้างจองผลาญไม่จบ ซึ่งไม่มีใครอยากจองล้างจองผลาญ แต่สิ่งที่ทำเป็นไฟที่ตัวนายกฯจุดขึ้นมาเอง และก็เผาไหม้ตัวเอง พรรคฝ่ายค้านก็เพียงแค่จะไปช่วยดับให้ จะได้มาช่วยทำงานให้กับประชาชน ยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องที่พล.อ.ประยุทธ์ทำตัวเองทั้งนั้น ดังนั้นอย่ากลัวสภาฯ  นายกฯ ต้องไปทำความเข้าใจกับระบอบประชาธิปไตย และการทำงานในระบบรัฐสภาใหม่ นายกฯ จะกลัวการเข้าสภาฯ เหมือนเด็กกลัวเข้าบ้านผีสิงอย่างที่สื่อมวลชนเขียนไม่ได้” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

เมื่อถามว่านายกฯ ย้ำว่าจำเป็นต้องรอคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า  เรื่องดังกล่าวนี้มีระบบอยู่แล้ว ทางผู้ตรวจการแผ่นดินก็ทำไป ทางสภาฯ ก็ดำเนินการไป รัฐธรรมนูญที่นายกฯ คนนี้ ผลักดันให้ออกมาเองก็มีมาตรา 152 ให้มีการปรึกษาหารือกัน เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วทำไมจึงไม่ใช้สภาฯแก้ไขปัญหา ทั้งนี้นายกฯ มาจากวิถีประชาธิปไตย ต้องไม่กลัวสภาฯ.


"เพื่อไทยพลัส" จี้รัฐตอบ3คำถาม ก่อนแจกเงินฟรีกระตุ้นเศรษฐกิจ

"เพื่อไทยพลัส" จี้รัฐตอบ 3 คำถาม ก่อนแจกเงินฟรีกระตุ้นเศรษฐกิจ หวั่นหลายมาตรการ ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ไหลเข้ามือนายทุนใหญ่


นางสาวจิราพร สินธุไพร ส.ส.จังหวัดร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ในนามเพื่อไทยพลัส กล่าวถึงนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เชื่อว่ายังไม่มีประสิทธิภาพและสามารถกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำ

มาตรการแจกเงิน 1,500 บาทเพื่อใช้จ่ายในเมืองรองเป็นเพียงมาตรการระยะสั้น ซึ่งรัฐบาลต้องมองการแก้ไขปัญหาระยะยาวด้วย ขณะเดียวกันเห็นว่าการแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเช่นนี้

จำเป็นต้องตอบคำถามให้ได้ว่า เงิน 1,500 บาทจะแจกให้คนกลุ่มใด เพราะจะเป็นตัวสะท้อนถึงการจับจ่ายใช้สอย และจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วในท้ายที่สุดจะตกไปอยู่ในมือคนกลุ่มใด จะตกถึงมือพี่น้องประชาชนในเมืองรองจริงหรือไม่

ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย เห็นว่าเม็ดเงินจำนวน 15,000 ล้านบาทที่นำมาใช้ในโครงการ จะไม่ทำให้เศรษฐกิจเกิดการหมุนเวียนได้หลายรอบตามที่รัฐบาลต้องการ เพราะเม็ดเงินจะถูกใช้จ่ายอยู่ในส่วน ของร้านค้าที่ได้กำหนดไว้แล้วเท่านั้น

เงินจะไม่กระจายไปยังร้าน ค้ารายย่อยในชุมชนอาจทำให้เศรษฐกิจไม่ได้หมุนจากส่วนล่างขึ้นส่วนบนจริง หรืออาจหมุนเพียง หนึ่งรอบถึงรอบครึ่งและกลับเข้าสู่มือนายทุน คนได้ประโยชน์อาจจะเป็นเพียงนายทุน ไม่ต่างจากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

แต่หากจะมีเงินบางส่วนที่ถึงชุมชน ก็เป็นเพียงคนกลุ่มเล็กที่เกี่ยวข้องกับมิติของการท่องเที่ยวเท่านั้น
นอกจากนี้รัฐบาลจะต้องตอบให้ได้ว่า ได้กำหนดตัวชี้วัดเงินที่ถูกแจกไปเพื่อใช้ในเมืองรองไว้หรือไม่

"หากไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้มาตรการดังกล่าวคงไม่ใช่กลไก ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างแท้จริงอาจจะเป็นเพียงการจ่ายเงินฟรีให้กับประชาชนเหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำแต่อาจเป็นการละลายในแม่น้ำใหญ่ ที่สุดท้ายจะไหลกลับเข้าสู่นายทุนใหญ่"

นางสาวจิราพร ระบุด้วยว่ามาตรการที่ออกมาทั้งหมดอาจเป็นเพียงระยะสั้น ดังนั้น รัฐจะต้องพิจารณา ช่องทางที่เหมาะสมควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะการวางแผนการสร้างรายได้ระยะยาว การสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความเข้มแข็ง โดยยกตัวอย่างการพัฒนาโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ให้มี ประสิทธิภาพ จะทำให้คนตัวเล็ก มีความแข็งแกร่งและเศรษฐกิจจะหมุนจากล่างขึ้นบนได้จริง

"อนุดิษฐ์" แนะประยุทธ์ แก้ปัญหาเศรษฐกิจจากรัฐบาลที่แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


เห็นด้วยกับพี่น้องประชาชนทุกท่าน
ว่าเราต้องแก้ปัญหาปากท้องก่อนเป็นอันดับแรก

ความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช. ส่งผลต่อเนื่องมาให้ รัฐบาลลุงตู่ ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ผมรู้สึกเห็นใจนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ และทีมเศรษฐกิจของท่านที่ต้องมานั่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่หมักหมก จนเน่าเฟะ จาก #รัฐบาลที่แล้ว

จนนักลงทุนหลายคนบ่นว่ามันคือทางตันของประเทศ ที่ยังหาทางออกไม่เจอ

ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องที่ทำให้คนไทยต้องฆ่าตัวตายรายวัน พ่อต้องรมควันลูกเมียฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา ชาวนาผูกคอตายทิ้งจดหมายน้อยระบายความทุกข์ ไปจนถึงเจ้าของอู่รถที่เพิ่งยิงตัวตายสดๆร้อนๆเมื่อวานเพราะแบกรับภาระทางเศรษฐกิจต่อไปไม่ไหว

ปัญหาทั้งหมดคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสืบเนื่องมาจากรัฐบาลก่อนจริงๆ

รัฐบาล คสช.เป็นรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องฟังเสียงความเดือดร้อนจากประชาชน?

ดูได้จากการครองอำนาจยาวนานต่อเนื่องมา 5 ปี แต่เราไม่ได้เห็นนายกรัฐมนตรีคนที่แล้วหยิบยก "ปัญหาปากท้อง" มาเป็นวาระเร่งด่วนแต่อย่างใด

จนนายกลุงตู่และรัฐบาลใหม่ต้องมานั่งกุมขมับอยู่นี่ยังไงครับ

ผมขอให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของประเทศ จงสามารถฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนามทั้งหลาย เพื่อนำพาคนไทยให้รอดพ้นจากหนี้สินและความอดอยากด้วยเถิด
ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านไม่ต้องเป็นห่วง ขอให้เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่มี ส.ส.มาจากการเลือกตั้ง 500 คน และ ส.ว. อีก 250 คน

พวกผมจะเดินหน้าแก้ไข "ต้นตอปัญหาของประเทศ” ที่มาจากการรัฐประหาร แล้วเดินกลับไปถามประชาชนให้เอง ว่าคนไทยอยากได้รัฐธรรมนูญแบบไหน

ส่วนท่านนายกฯ และ คณะรัฐมนตรีก็รับผิดชอบเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินกันไป โดยขอให้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยยกออกมาเป็นวาระเร่งด่วนที่สุด ก่อนที่จะมีการฆ่าตัวตายกันมากกว่านี้

อย่าปล่อยปละละเลยเหมือนรัฐบาลที่แล้วเป็นอันขาด...

แก้ปัญหาปากท้องให้สำเร็จอยู่ยาวแน่นอนครับ

"วัฒนา" เผยเศรษฐกิจไทยมีปัญหาตั้งแต่การยึดอำนาจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


ผมเห็นด้วยว่ารัฐบาลมีความจำเป็นจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหาอันเนื่องมาจากสงครามการค้าและปัจจัยแทรกซ้อนอื่น แต่ต้องเข้าใจว่าเศรษฐกิจไทยมีปัญหามาตั้งแต่การยึดอำนาจแล้วไม่ได้เพิ่งมาเกิดปัญหาในวันนี้ หลักฐานคือการกู้เงินเพื่อชดเชยงบประมาณสูงที่สุด แต่จัดภาษีได้ต่ำกว่าประมาณการมาตลอด การลงทุนหดหาย หนี้ครัวเรือนสูงถึง 13 ล้านล้านบาท

การที่รัฐจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าประมาณเพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีเงินใช้และไม่กล้าใช้เงินรวมถึงไม่มีการลงทุนอันเป็นที่มาของภาษีจนลามไปถึงเงินบาททำให้แข็งค่ากระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวที่เคยอุ้มชูเศรษฐกิจไทยมาตลอด 5 ปี ทั้งหมดคือสัญญาณอันตรายทางเศรษฐกิจที่ถูกส่งมานานแล้วแต่รัฐบาลก็ไม่เคยแก้ไขให้ตรงจุดแถมยังใช้เงินผิดประเภท แทนที่จะเอางบประมาณที่มีอยู่จำกัดมาติดอาวุธให้กับประชาชนเพื่อให้มีความสามารถเสียภาษีกลับเอาไปซื้ออาวุธให้กองทัพผลาญภาษี

เงินที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจมาจากภาษีของประชาชนเรียกว่างบลงทุนความหมายก็ตรงตัวคือใช้ไปต้องเกิดผลตอบแทนกลับมาในรูปภาษี แต่ผลของการแจกเงินที่รัฐบาลประยุทธ์ทำมา 5 ปีมีแต่ทำให้คนจนลง จัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าประมาณการมาตลอดแปลว่าการแจกเงินไม่ได้ผลเพราะไม่ทำให้คนไม่เห็นอนาคต เงินที่แจกไปไม่ก่อให้เกิดการผลิตที่ยั่งยืนใช้ไปครั้งเดียวหมดไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง แต่รัฐบาลก็ยังจะเอาวิธีที่ไม่เคยได้ผลมาใช้ต่อไปถ้าไม่บ้าก็เสียสติแบบที่ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้

การกระตุ้นเศรษฐกิจจึงต้องลงทุนเพื่อทำให้คนเห็นอนาคตแบบที่นายกทักษิณเคยทำประชาชนจึงจะกล้าจับจ่ายใช้สอยอันเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและต่อเนื่อง นี่คือคำแนะนำเดี๋ยวจะหาว่าฝ่ายค้านจ้องแต่จะโจมตีไม่เสนอแนวคิดหรือทางแก้อะไรเลยแต่หากยังคิดต่อไม่เป็นก็ทำแบบที่ รมว.สธ. ไปขอพบหมอสุรพงษ์เพื่อขอคำแนะนำเรื่องโครงการ 30 บาทผมจะแนะนำให้

หัวใจสำคัญของการบริหารคือความเชื่อมั่น เศรษฐกิจก็เช่นกันหากผู้นำหรือรัฐบาลไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ประชาชนจะหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ข่าวร้ายคือประชาชนและผู้ประกอบการต่างไม่เชื่อมั่นในตัวผู้นำและรัฐบาลตามผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยปรากฏว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและหอการค้าไทยในเดือนกรกฎาคม 2562 ต่ำสุดในรอบ 22 และ 18 เดือนตามลำดับ แบบนี้ถมเงินลงไปเท่าไรก็ไม่ได้ผลเพราะต้นตอของปัญหาอยู่ที่ตัวพลเอกประยุทธ์ ออกไปทุกอย่างจะดีขึ้น

วัฒนา เมืองสุข
17 สิงหาคม 2562



"ณัฐวุฒิ" ขย่มรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำแพ้โหวตในสภาฯ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ  โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์โดยมีเนื้อหาดังนี้


รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำแพ้โหวตในสภาไปแล้ว 2 ครั้ง แม้จะอ้างว่าเป็นเรื่องข้อบังคับแต่ผมเชื่อว่าหลังจากนี้จะมีอีก เป็นไปไม่ได้ที่จะให้รัฐมนตรีซึ่งยังไม่ลาออกจากส.ส.เฝ้าสภาทุกนัด และไม่มีทางที่ส.ส.ทุกคนจะอยู่ในที่ประชุมทุกวาระ

ส่วนที่พปชร.เกทับว่ามีเสียงส.ส.ในมือไม่น้อยกว่า 280 เสียงหมายถึงมีฝ่ายค้านร่วมด้วยนั้น อาจเป็นไปได้ถ้าเป็นการเรียกไปรับวิตามินหรือกินข้าวโชว์ตัวให้คนในพรรคเห็น แต่ถ้าจะให้โหวตในสภาซึ่งตรวจสอบได้ว่าใครลงคะแนนอย่างไรคงไม่ง่าย

สภาพการเมืองแบบนี้ถ้าส.ส.ฝ่ายค้านโหวตให้รัฐบาลก็จะถูกเปิดเผยว่าเป็นงูเห่า ผมอยากเห็นจริงๆว่าใครจะทำอย่างนั้น นักการเมืองประเภทแอบรับเดิมพันข้ามฝ่ายพร้อมจะพลิกไปพลิกมาตลอดเวลาอยู่แล้ว ใครต้มใครคงจะได้เห็นกัน

ที่เจ็บปวดคือการเมืองไร้เสถียรภาพแบบนี้กลับเป็นเรื่องที่ฝ่ายสืบทอดอำนาจต้องการ เขียนกติกาและทำทุกอย่างก็เพื่อให้การเมืองในระบบอ่อนแอ อำนาจนอกระบบและเครือข่ายจึงยังมีอิทธิพลอยู่ได้

นี่ไม่ใช่ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง แต่เป็นปฏิกูลที่อยู่ในระบบเลือกตั้ง

"จาตุรนต์" สั่งประยุทธ์ ชี้แจงปมถวายสัตย์

นายจาตุรนต์ ฉายแสง โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้



ถึงอย่างไรประยุทธ์ก็ต้องชี้แจงเรื่อง #ถวายสัตย์ไม่ครบ ต่อสภาผู้แทนราษฏร ไม่ชี้แจงไม่ได้

พลเอกประยุทธ์ไม่ยอมมาชี้แจงต่อสภาถึงสองสัปดาห์ติดต่อกันแล้ว ในสัปดาห์แรกก็อาจพอฟังได้ว่าติดภารกิจจำเป็น แต่พอมาสัปดาห์นี้ ข้ออ้างอะไรก็ฟังไม่ขึ้น สาเหตุก็คงไม่มีอะไรนอกจากกลัวว่าจะจนกลางสภาเพราะไม่สามารถชี้แจงได้ แต่เมื่อไม่มาชี้แจงในเรื่องสำคัญอย่างนี้ต่อเนื่องกัน ก็มีปัญหาว่าแล้วต่อๆไปจะทำงานกับสภาอย่างไร จะมาชี้แจงเรื่องอื่นๆหรือไม่ จะมีความรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฏรหรือไม่

ล่าสุดดูเหมือนพลเอกประยุทธ์และเนติบริกรคู่ใจจะเตรียมหาทางออกเรื่องนี้ไว้ด้วยการอ้างว่าเรื่องนี้จะไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ และในระหว่างที่มีการส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ พวกเขาก็คงอ้างว่าสภาไม่ควรอภิปรายหรือพูดถึงเรื่องการถวายสัตย์ฯไม่ครบอีกต่อไป มิฉะนั้นจะเป็นการไปชี้นำศาลรัฐธรรมนูญ พลเอกประยุทธ์ก็ไม่ต้องไปชี้แจงต่อสภา

ความจริงเรื่องการถวายสัตย์ฯไม่ครบนี้ ไม่จำเป็นต้องจบที่ศาลรัฐธรรมนูญที่เดียว หากมีคนร้องไปที่ปปช.แล้วปปช.เห็นว่าผิดพรป.ปปช. ปปช.อาจฟ้องไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ได้

แต่ไม่ว่าเรื่องจะไปที่ศาลใด สภาผู้แทนราษฏรก็ยังสามารถพิจารณาเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบนี้ได้อยู่ดี

มีการอธิบายเรื่องสภาไม่ควรพูดถึงเรื่องใดๆที่อยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่คราวที่มีการพูดเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของนายกรัฐมนตรีมาแล้ว ดูเหมือนประธานสภาก็วินิจฉัยไปทำนองนั้น แต่ผมเข้าใจว่าเนื่องจากเรื่องนั้นมีการอภิปรายไปแล้วพอสมควรก่อนที่เรื่องจะไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ สส.ทั้งหลายจึงไม่ได้ติดใจที่จะพูดถึงเรื่องคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีอีกเท่าไรนัก ซึ่งก็เลยทำให้ไม่ได้มีการพูดกันว่าสภาไม่ควรพูดถึงเรื่องที่กำลังมีการพิจารณาอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญจริงหรือไม่

จากที่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องทำนองนี้มาบ้าง ผมมีความเห็นว่าความเห็นที่ว่า “เมื่อเรื่องใดที่สภาผู้แทนราษฏรกำลังพิจารณากันอยู่เกิดไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฏรไม่ควรอภิปรายเรื่องนั้นอีกต่อไป” นั้นเป็นความเห็นที่ไม่ถูกต้อง ไม่สอดคล้องกับหลักของการแบ่งแยกอำนาจและการจัดความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจอธิปไตยทั้งสาม

พูดให้เฉพาะเจาะจงมากๆคือกรณีการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบของพลเอกประยุทธ์นี้ขณะนี้มีคนเสนอเรื่องไปให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาซึ่งต่อไปผู้ตรวจการแผ่นดินอาจส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญก็ได้
แต่ถึงแม้เรื่องไปถึงขั้นนั้นแล้ว สภาผู้แทนก็ยังสามารถพิจารณาเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบนี้ได้เพราะเป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีซึ่งสามารถพิจารณาได้ในหลายแง่มุม โดยไม่มีปัญหาเรื่องการชี้นำศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใดทั้งสิ้น หากแต่เป็นการทำหน้าที่คนละทางคนละส่วนกัน

ตั้งคำถามง่ายๆว่าถ้าเรื่องถวายสัตย์ฯนี้ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ส.ส.ยังจะเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและครม.ด้วยเรื่องนี้ได้หรือไม่?

คำตอบก็คือ ต้องได้แน่นอน

สส.อาจตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีเพื่อจะได้รู้ว่าจริงๆแล้วเกิดอะไรขึ้น นายกรัฐมนตรีจะยืนยันได้หรือไม่ว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ หรือส.ส.จะเสนอญัตติอภิปรายทั่วไปที่ไม่ต้องมีการลงมติก็ได้ หรือต่อไปจะอภิปรายไม่ไว้วางใจในเรื่องนี้ด้วยก็ได้ สิ่งที่อภิปรายในสภาไม่ใช่การชี้นำและย่อมไม่มีผลผูกพันต่อการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้ามีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญๆอาจนำเอาไปใช้ประกอบการพิจารณาคดีหรือไม่ก็ได้

ในทางตรงกันข้ามแม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณของพลเอกประยุทธ์ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ สภาก็อาจยังไม่ไว้ใจพลเอกประยุทธ์และยังคงอภิปรายไม่ไว้วางใจกันต่อไป กระทั่งอาจจะลงมติไม่ไว้วางใจพลเอกประยุทธ์ไปเลยก็ได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่จะถือว่าสภาจะไปขัดแย้งอะไรกับศาลรัฐธรรมนูญ ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตน

ปกติองค์กรอิสระเช่นปปช.หรือศาลเช่นศาลรัฐธรรมนูญเมื่อเห็นว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนใดมีมูลว่าทุจริตหรือมีเหตุสงสัยว่าจะกระทำการขัดรัฐธรรมนูญ ก็อาจสั่งให้นักการเมืองคนนั้นหยุดการปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อนได้ แต่ไม่มีรัฐธรรมนูญมาตราใดที่บัญญัติว่าหากมีการพิจารณาในศาลรัฐธรรมนูญว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนใดกระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่แล้วให้สภาผู้แทนราษฏรหยุดการปฏิบัติหน้าที่หน้าที่ในเรื่องนั้นไว้ก่อน

ที่พูดเรื่องทำนองนี้กันในสภาและที่ได้ยินแว่วๆมาจากทำเนียบรัฐบาลนั้นไม่มีหลักเกณฑ์หลักการอะไรรองรับ อย่างหนึ่งก็เป็นเพียงการช่วยหาทางให้พลเอกประยุทธ์ไม่ต้องจนแต้มตกม้ากลางสภา แต่ที่เขาเล็งผลเลิศมากกว่านั้นก็คือจะได้ทำให้พลเอกประยุทธ์ไม่ต้องถูกตรวจสอบใดๆจากทั้งสภาผู้แทนราษฏร สื่อมวลชนและประชาชนอีกเลยไม่ว่าวิถีทางใด

เขาอยู่กับการไม่ต้องถูกตรวจสอบมาจนเคยตัวกันหมดแล้ว ก็หวังว่าสภาผู้แทนราษฏรจะไม่ปล่อยให้พลเอกประยุทธ์เอาตัวรอดจากการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรและประชาชนไปได้ด้วยการบิดเบือนหลักการอย่างที่เขาพยายามทำกันอยู่นะครับ