วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

"หมวดเจี๊ยบ" ฉะ เกมยื้อเลือกประธานสภาฯ


ร้อยโทหญิงสุณิสา ทิวากรดำรง หรือ “หมวดเจี๊ยบ” รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคต่าง ๆ ในการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฏรนัดแรก สะท้อนให้เห็นคุณภาพของ ส.ส เอื้ออาทร หรือ ส.ส จากการปัดเศษ ที่ขอเลื่อนการพิจารณาประธานสภาฯ เช่นกันโดยอ้างว่ายังตกลงกันภายในพรรคไม่เรียบร้อย ซึ่งเป็นข้ออ้างที่เห็นแก่ตัว เอาผลประโยชน์ของพรรคตัวเองมาอยู่เหนือผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพราะหากสภาฯไม่มีประธาน กลไกของรัฐสภาก็จะเดินหน้าไม่ได้

การอ้างว่ายังตกลงกันภายในพรรคไม่เรียบร้อย ซึ่งเป็นข้ออ้างที่เห็นแก่ตัว เอาผลประโยชน์ของพรรคตัวเองมาอยู่เหนือผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพราะหากสภาฯไม่มีประธาน กลไกของรัฐสภาก็จะเดินหน้าไม่ได้ แสดงว่าตอนที่แปะข้อความบนป้ายหาเสียงว่าขอเข้าสภาฯ เพื่อใช้เวทีสภาฯในการแก้ปัญหาของประเทศ เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้งและยุติการเมืองบนท้องถนนนั้น เป็นเพียงการหลอกประชาชนเท่านั้น เพราะเมื่อได้เข้าสภาฯจริงๆ กลับเล่นเกมส์ยื้ออำนาจเพื่อให้สภาฯเกิดภาพความวุ่นวาย แสดงว่าไม่ได้เห็นเวทีสภาฯเป็นเวทีในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ อย่างที่ปากพูด

เมื่อประชาชนเห็นพฤติกรรมของนักการเมืองเหล่านี้ คงเห็นแล้วว่า ส.ส. เอื้ออาทร และ ส.ส จากพรรคการเมืองที่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของเผด็จการเหล่านี้เหาะเข้าสภาฯเพื่อรับใช้ใคร?

ในส่วนของ ส.ส ของพรรคเพื่อไทยนั้น พรรคได้กำชับและสนับสนุนการเตรียมการของ ส.ส อย่างเต็มที่ เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนได้ทันที เพื่อไม่ให้เสียเวลาของสภาฯ ให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน ซึ่งสมาชิกพรรคทุกคนก็ได้ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ซึ่งพรรคก็มีความพอใจในบทบาท ส.ส. ของเรา.

วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

"สุดารัตน์" อัดพรรคไม่ประกาศท่าทีทางการเมือง ดึงเกมต่อรองตำแหน่ง

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


ครบรอบ 5 ปี รัฐประหาร
ร่วมหยุดการสืบทอดอำนาจปีที่ 6 ของ คสช. ไปด้วยกัน

จากพรรคไทยรักไทย ถึงพรรคเพื่อไทย เราเผชิญวิกฤติการเมืองมามากมาย ทั้งการยุบพรรค ตัดสิทธิ์ทางการเมือง และการทำรัฐประหาร ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ได้เห็น ได้สัมผัสกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทางการเมือง เกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งในช่วงที่ประเทศมีประชาธิปไตย และในช่วงที่ไม่มีประชาธิปไตย

ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้ถึงความหมายของการชนะที่แท้จริง ซึ่งได้แก่การ ”ชนะใจประชาชน” และความหมายของของการชนะจอมปลอม นั่นคือ การชนะโดยการยึดอำนาจไปจากมือของประชาชน โดยทำให้การเลือกตั้งเป็นเพียง ”พิธีกรรมชุบตัว” ด้วยการเขียนกติกาที่บิดเบี้ยว เอาเปรียบทุกประตู ทั้ง #สสเอื้ออาทร #สวเอื้อพวกพ้อง 250 คน ที่คสช. เลือก มีอำนาจมากกว่าสส.ที่ประชาชนเลือก เพราะสามารถ เลือกนายกรัฐมนตรีได้ 2 สมัย

ตามด้วยแผนยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อคุมประเทศต่อไปอีกยาวนาน 20 ปี

วันนี้ครบรอบ 5 ปี รัฐประหาร คสช.ตลกร้ายก็คือ หน้านิวฟีดของดิฉัน เต็มไปด้วยข่าวไม่กี่ข่าว นั่นคือ ข่าวโผของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งเต็มไปด้วยนายพลหน้าเดิมที่ทำรัฐประหารเมื่อ 5 ปีก่อน และอีกข่าวคือการต่อรองเก้าอี้ของพรรคการเมืองแทงกั๊กอย่างคึกโครม

ในระหว่างการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง
ในทุกความพยายามเพื่อยึดอำนาจไปจากมือของประชาชน
ความทุกข์ของพี่น้องประชาชน กำลังดำเนินไปอย่างสาหัส

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เราลงพื้นที่ครอบคลุมทุกจังหวัด เราถามคำถามกับพี่น้องประชาชนว่า “อะไรคือความทุกข์ใจของพี่น้องประชาชน ที่ต้องการให้แก้ไขตลอดระยะเวลา 4 ปีนับตั้งแต่การรัฐประหาร”

59 % ของประชาชนบอกกับเราว่า ปัญหาใหญ่วันนี้คือปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง รวยกระจุก จนกระจาย หนี้สินท่วมหัว ค่าครองชีพสูง รายได้ไม่พอรายจ่าย สิ้นหวังอย่างหนัก เพราะประเทศทั้งล้าหลัง ถดถอย แข่งขันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้

14 % ของประชาชนบอกกับเราว่า ปัญหายาเสพติดกำลังระบาดหนัก ทำลายอนาคตของเยาวชน ทำลายโอกาสในการหาเลี้ยงครอบครัว

และ 13% ของประชาชนบอกกับเราว่า ปัญหาคอรัปชั่นกลับหนักยิ่งขึ้นในยุคที่ไม่มี “นักการเมือง” การรีดไถสินบนลุกลามบานปลายไม่สิ้นสุด จนประชาชนทำมาหากินไม่ได้

พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ มองการเลือกครั้งนี้เป็นความหวังในการเดินออกจากความทุกข์ แต่ความหวังนั้นก็พังทลาย เพราะขณะนี้เกิดคำถามดังๆ ในสังคมไทยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ได้เป็นไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรมจริงหรือไม่ ? หรือเป็นเพียงพิธีกรรมในการขุบตัวแปลงร่างเพื่อสืบทอดอำนาจต่อ

จุดยืนของดิฉัน และพรรคเพื่อไทย มั่นคงและชัดเจนค่ะ เราเห็นโอกาสของประชาธิปไตยที่จะได้กลับมาลงหลักปักฐานให้มั่นคง เป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งกว่าการแสวงหาอำนาจทางการเมือง

พรรคเพื่อไทยยอมเสียสละ เพื่อไม่ให้เป็นเงื่อนไขในการต่อรองทางการเมืองใดๆ ขอเพียงประเทศเดินหน้าสู่การเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ถือว่าเราได้ทำภารกิจสำเร็จแล้วค่ะ

ดังนั้นหากนักการเมืองจากพรรค ที่ยังไม่ประกาศท่าทีทางการเมือง ร่วมกันยืนหยัดเคียงข้างประชาชน อย่างที่ได้เคยพูดสัญญาไว้ตอนหาเสียง ด้วยการไม่ทรยศต่อความหวังของประชาชน และสำนึกอยู่เสมอว่าเรามาจากประชาชน นักการเมืองเหล่านี้ ก็จะสามารถสร้างคุณูปการต่อประชาชน ยุติบทบาท คสช.​ได้แล้วค่ะ

อีก 2 วันก็ทราบแล้วค่ะว่า พรรคเหล่านี้จะเลือกอยู่เคียงข้างประชาชน หรือ ที่ดึงเกมกันอยู่ ก็เพื่อแค่เอาคะเเนนเสียงที่ประชาชนมอบให้ ไปต่อรองตำแหน่ง และผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น

ประชาชนความจำดีนะคะ!!

วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

“พานทองแท้” แนะทุกพรรคเชื่อมั่นเสียงประชาชน-แก้ปัญหาการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


ปัญหาการเมืองไทยแก้ไม่ยาก หากทุกพรรคมีความเชื่อมั่นในเสียงของประชาชนครับ

การเลือกตั้ง 24 มีนาคมที่ผ่านมา คนไทยทั้งประเทศอุตส่าห์ตั้งตารอมาเกือบจะครบ 5 ปี ผลลัพธ์เป็นอย่างไรมาดูกัน

พรรคที่ประกาศตัวสืบทอดอำนาจลุงฯ ได้ ส.ส.รวมกันเพียง 120 กว่าคน แต่ตั้งธงไว้ว่าจะต้องเป็นรัฐบาล และลุงตู่ต้องอยู่ต่อให้ได้

ส่วนพรรคที่ประกาศตัวไม่สนับสนุนลุงตู่ โดนดูดก็แล้ว โดนขู่ก็แล้ว โดนเขียนรัฐธรรมนูญให้ยิ่งได้ ส.ส.เขตมากเท่าไหร่ พรรคยิ่งเล็กลงเท่านั้น โดนบัตรเขย่ง โดนนับคะแนนแจกพรรคเล็ก โดนสารพัดจะโดน ยังได้ส.ส.ถึง 245 คน มากกว่าพรรคฝ่ายสืบทอดอำนาจให้ลุงเกิน 2 เท่าตัว

ตัวแปรจึงมาตกอยู่กับพรรคที่อยู่ตรงกลาง ที่มี ส.ส.รวมกันร้อยคนเศษ หากจะไปรวมกับขั้วสืบทอดอำนาจให้ลุง ก็จะได้รัฐบาลปริ่มน้ำที่ไม่มีเสถียรภาพ และต้องพึ่งความหวังจากน้ำบ่อหน้า จากการยุบพรรคอีกฝ่าย เพื่อซื้อตัวส.ส.ที่กระจัดกระจายมาช่วยเสริมทัพ และต้องหาซื้องูเห่ามาเลี้ยง ซึ่งเท่ากับเป็นการสนับสนุนให้การเมืองไทยเน่าเหม็นย้อนยุคไปอีกหลายสิบปี

หากตัวแปร 100 กว่าเสียงนี้ เข้าร่วมกับขั้วประชาธิปไตยที่ไม่สนับสนุนลุง จะทำให้ได้รัฐบาลร่วม 350 เสียง ซึ่งในภาวะปกติถือว่าเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงมาก #ประชาธิปไตยไปต่อ ได้อย่างสบาย และการจัดตั้งรัฐบาลน่าจะลงตัวไปนานแล้ว แต่ในยุคที่ลุงเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยอาจไปได้ยากหน่อย

ที่สำคัญพรรคตัวแปรนี้มี 2 พรรคใหญ่ ได้แก่พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้ให้สัญญากับพี่น้องประชาชนไว้ก่อนการเลือกตั้ง ดังนี้

พรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้สัญญาเอาไว้ชัดเจนว่า

 1. พรรคจะไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ (เน้นย้ำชัดเจนว่า “ไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายก” ไม่ได้ใช้สรรพนามอื่น)

 2. พรรคจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคที่สืบทอดอำนาจ (ก็หมายถึงการสืบทอดอำนาจของพลเอกประยุทธ์อีกแหละ)

 3. แถมยังปิดประตูการบิดพริ้วในอนาคต ด้วยการยืนยันว่า 2 ข้อข้างต้นคือ “อุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์” และย้ำว่าไม่มีพรรคการเมืองใด ลงมติสวนทางอุดมการณ์ของพรรค..!!

ตามลิ๊งค์ด้านล่างนี้
https://www.facebook.com/17171146143/posts/10156657524736144?s=570054635&v=e&sfns=mo

ซึ่งถ้าเรานับเสียงส.ส.ของทุกพรรคที่ประกาศว่า “ไม่เอาลุง” รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ด้วย จะมี ส.ส.รวมกันถึง 297 เสียง ชนะพรรคที่จะเอาลุงอย่างขาดลอยทีเดียว
————————

ส่วนพรรคภูมิใจไทย ก็สัญญาไว้หนักแน่นว่า พรรคจะร่วมรัฐบาลกับขั้วการเมืองที่ได้ส.ส.ในสภาเยอะที่สุด เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงสุด ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ และจะไม่ยอมให้ส.ว. 250 เสียง มากำหนดอนาคตประเทศ สวนทางจากฉันทานุมัติของประชาชน

ซึ่งตัวเลข 245 : 120 ก็ชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยนำพรรคมาร่วมกับฝั่งไหน การเมืองจึงจะมีเสถียรภาพในสภามากกว่ากัน และถ้า 2 พรรคนี้มาร่วมรัฐบาล เราจะมีเสียงในสภาถึง 348 เสียงจาก 498 เสียง เราจะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพแน่นปึ๊ก ประชาธิปไตยไปต่อได้สบาย

ตามลิ๊งค์ด้านล่างนี้
https://thestandard.co/thailandelection2562-bhumjaithai-standpoint/
———————-

เผด็จการคือการใช้อำนาจอยู่เหนือประชาชน ส่วนประชาธิปไตยคือระบบที่ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

แต่ฉันทานุมัติของประชาชน จำต้องส่งผ่านไปยังนักการเมือง ให้ไปยกมือโหวตให้ในสภา การที่นักการเมืองไม่รักษาคำพูด และยกมือสวนทางกับที่สัญญาไว้ คือการเปิดโอกาสให้เผด็จการเข้ามาสวมหัวโขนเป็นประชาธิปไตยได้สะดวก ขัดต่อฉันทามติของคนส่วนใหญ่ของประเทศ

ประชาธิปไตยของไทยจะไปในทิศทางใด จะเริ่มต้นศักราชใหม่หลังจากอึมครึมมา 5 ปี หรือจะยังคงสืบทอดอำนาจให้อยู่กับลุงตู่คนเดิมต่อไป ขึ้นอยู่กับความเชื่อของ 2 พรรคหลักที่ยังอยู่ตรงกลาง

“ถ้าคิดว่าอำนาจเป็นของประชาชน (ไม่ใช่ของลุง) #ประชาธิปไตยจะชนะ และ #เราจะชนะไปด้วยกัน”

ถ้าคิดจะเกรงกลัวเผด็จการฯ  ก็ไม่ควรมีการเลือกตั้งที่ใช้งบประมาณไปกว่า 5 พันล้าน เพราะเสียงของประชาชนที่มากกว่าเกิน 2 เท่า ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ และประเทศไทยจะได้รัฐบาลที่ปวกเปียกปริ่มน้ำมาบริหารประเทศแบบ 5 ปีที่ผ่านมา

ประชาชนออกไปเลือกตั้ง เพราะหวังจะได้การปกครอง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ที่แท้จริง มิได้ต้องการให้การเลือกตั้งเป็นเพียงการ #ชุบตัวเผด็จการให้ดูเป็นประชาธิปไตย

อนาคตประเทศไทยอยู่ภายใต้การตัดสินใจของ  2 พรรคการเมืองที่ชื่อ...
“พรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคภูมิใจไทย” ครับ

วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

"อนุสรณ์" แนะฝ่ายการเมือง รักษาจุดยืนมากกว่าตำแหน่ง

"อนุสรณ์" แนะทุกฝ่ายเห็นแก่ประโยชน์ประชาชนมากกว่าโควต้ารัฐมนตรีที่แต่ละพรรคจะได้รับ


นายอนุสรณ์  เอี่ยมสะอาด คณะทำงานสื่อสารการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพรรคขนาดกลางอยู่ระหว่างการตัดสินใจทางการเมืองเกี่ยวกับการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลว่า ออสเตรเลียผ่านการเลือกตั้งวันเดียวมีความชัดเจนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล แต่ประเทศไทยผ่านการเลือกตั้งมาจะครบ 2 เดือนแล้วยังไม่มีความชัดเจนว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล ทำให้ประชาชนเสียโอกาสที่จะได้รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพมาแก้ปัญหาประเทศ ยิ่งฟอร์มรัฐบาลช้าประชาชนรู้ดีว่าใครได้ประโยชน์ ภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจสังคมการเมืองเท่านั้น แต่ภารกิจนำพาประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักการสืบทอดอำนาจนั้นสำคัญกว่า ใครจะเป็นรัฐบาลก็ตามขอบันทึกข้อเท็จจริงการเมืองไทยว่า

1.พรรคที่ไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจมีคะแนนเสียงที่ประชาชนสนับสนุนถึง16 ล้านเสียงในขณะที่พรรคสนับสนุนการสืบทอดอำนาจได้รับคะแนนเสียงเพียง8 ล้านเสียงก็เป็นสิ่งบ่งชี้ที่ยืนยันชัดเจนว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศสนับสนุนแนวทางต่อต้านการสืบทอดอำนาจและปฏิเสธการเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชาหลังการเลือกตั้งพรรคการเมืองต้องเคารพเสียงประชาชนไม่มีประโยชน์ที่จะดันทุรังซึ่งการฝืนเจตนารมย์ของประชาชนมีแต่จะนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่

2.ต้องยอมรับว่า 5 ปีของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์  การส่งออกตกต่ำประชาชนชักหน้าไม่ถึงหลังยาง3 โลร้อยข้าวเกวียนละ 6,000 บาทไทยเติบโตเกือบต่ำสุดของอาเซียนทั้งที่รัฐบาลมีมาตรา44 และไม่มีฝ่ายค้านประชาชนตัดสินใจได้ถ้าจะเอาทีมเดิมโดยที่ไม่มีมาตรา44 ไม่มีความมั่นคงทางการเมืองเพราะเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำในขณะที่สงครามการค้าโลกรุนแรงสภาพรัฐบาลจะเป็นอย่างไรและจะไม่สามารถแก้ปัญหาหรือทำงานได้แล้วรัฐบาลทีมเดิมไปเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าจะสามารถทำงานแก้ปัญหาได้

3.พรรคใดจะตัดสินใจทางการเมืองอย่างไรคงไม่ก้าวล่วง แต่จะปฏิรูปการเมืองได้อย่างไรถ้าไม่เคารพและฟังเสียงประชาชน? นักการเมืองคุณภาพพูดอย่างไรก็ต้องทำเช่นนั้น เช่น ถ้าบางพรรคประกาศจุดยืนประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริตไม่เอาการสืบทอดอำนาจ ประชาชนก็คาดหวังว่าต้องทำตามที่ประกาศจุดยืน ถ้าไม่ทำตามต้องไปตอบคำถามกับประชาชนเอง พรรคเพื่อไทยเห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนมากกว่าประโยชน์ส่วนตนจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนมากกว่าโควต้ารัฐมนตรีที่แต่ละพรรคจะได้รับ

"เผ่าภูมิ" แนะประชาธิปัตย์ ตัดสินใจทางการเมือง

“เพื่อไทย” เชื่อ ประชาธิปัตย์เอาหลักการที่ถูกต้องมาก่อนเงื่อนไขที่หอมหวน ชูหลักการ 4 ข้อ ช่วยตัดสินใจ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้เผยแพร่ทัศนะทางการเมือง ล่าสุด ดังนี้

ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อยู่ระหว่างการตัดสินใจทางการเมืองเกี่ยวกับการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลว่า

ผมไม่เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์จะยอมแลกอนาคตของพรรคเข้าร่วมกับฝ่ายสืบทอดอำนาจ เพียงเพราะเงื่อนไขที่หอมหวนในระยะสั้น แต่อาจส่งผลถึงอนาคตของพรรคที่มีอายุยืนยาวกว่า 70 ปี ที่อาจกลายเป็นพรรคที่สูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนโดยสิ้นเชิง

ผมมีหลักการง่ายๆ 4 ข้อ ที่อาจเป็นประโยชน์สำหรับพรรคที่กำลังตัดสินใจ ดังนี้

1. ฝ่ายประชาธิปไตยที่ประกาศตัวไม่เอาพลเอกประยุทธ์ปัจจุบันมีเสียง 245 เสียง ในขณะที่ฝ่ายสืบทอดอำนาจที่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์มีเพียง 130 กว่าเสียง คงไม่ผิดนักที่จะตีความว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ

2. หากจะเลือกฟังเสียงของประชาชน ความจริงในข้อ 1 ก็ชัดเจนว่าประชาชนต้องการอะไร ถ้าจะฟังเสียงของประชาชนจริง ก็ไม่ควรหันไปสนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ

3. หากจะเลือกฟังสิ่งที่ได้พูดไว้กับประชาชน การบอกกับประชาชนชัดๆ ว่าไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ เป็นสิ่งที่ประชาชนไม่มีวันลืม และการเปลี่ยนหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ไม่ได้เปลี่ยนคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับประชาชน

4. ปัจจุบันไม่ใช่การต่อสู้ของพรรคการเมือง ที่จะต้องมาตั้งแง่กันในเรื่องการเมือง แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายประชาชน กับฝ่ายสืบทอดอำนาจที่ได้เคยยึดอำนาจจากประชาชนไป เป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายที่ต้องการเข้าไปแก้ไขสิ่งไม่ถูกต้อง กับฝ่ายที่พยายามรักษาอำนาจจนอาจเกิดเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมไทย และจะเป็นปัญหาที่จะแก้ไขไม่ได้ในที่สุด

ทั้งนี้ ผมยังเชื่อมั่นว่าพรรค ปชป. จะยังดำรงความเป็นสถาบันทางการเมืองที่ประชาชนยังฝากความหวังได้ โดยการเอา “หลักการที่ถูกต้อง” มาก่อน “เงื่อนไขที่หอมหวน”

20 พ.ค. 2562

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

"สุดารัตน์" แนะประชาธิปัตย์ กู้สถานการณ์-แนวทางประชาธิปไตย

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


ถ้าเราต้องการได้ประชาธิปไตยกลับคืน

ถ้าเราต้องการหยุดการสืบทอดอำนาจ

เราต้องทวงคืนคะแนนจากบัตรเลือกตั้งของคนที่ #ไม่เอาลุงตู่ จากทุกพรรคฯการเมืองให้ได้ค่ะ

พรรคที่ประกาศนโยบายว่าจะสนับสนุนลุงตู่เป็นนายกฯ ได้คะแนนจากการเลือกตั้ง คิดเป็นจำนวน สส.รวมกันเพียง 120 กว่าคน

ในขณะที่ พรรคที่ประกาศนโยบายว่าจะ #ไม่เอาลุงตู่เป็นนายก ได้คะแนนคิดเป็น สส.รวมกันถึง 297 คน มากกว่าเกินหนึ่งเท่าตัว และในจำนวนนี้ มี 52 คน คือ สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ รวมอยู่ด้วยค่ะ

297:121 คือคะแนนเสียงที่สะท้อนว่า คนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นว่าลุงตู่ควรหยุดได้แล้ว และปล่อยให้ประชาธิปไตยได้ไปต่อ ตามมาตรฐานสากล เช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก

ก่อนการเลือกตั้งไม่กี่วัน หัวหน้าประชาธิปัตย์ได้ประกาศคำมั่นสัญญากึกก้องว่า... “พรรคประชาธิปัตย์จะไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ และไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ”

ปรากฏมีเสียงปรบมือจากกองเชียร์ดังสนั่น นั่นคือสิ่งที่ยืนยันว่า 3.9 ล้านคะแนนที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ คือเสียงของคนที่ไม่ต้องการให้ลุงตู่เป็นนายกฯต่อไป

หลังจากการประกาศแล้ว มีคนถามต่ออีกว่าคำพูดนี้ถือเป็นมติพรรคหรือไม่ เราได้ยินคำยืนยันจากปากหัวหน้าพรรคอีกครั้งว่า

“ยังไม่มีการประชุมเพื่อลงมติ แต่การไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ ถือเป็นอุดมการณ์พรรคฯ”

และย้ำชัดอีกครั้งว่า
“คงไม่มีมติพรรคการเมืองใด ขัดต่ออุดมการณ์ของพรรคนั้น”

การที่พรรคการเมืองจะตัดสินใจร่วมรัฐบาลและสนับสนุนใครเป็นนายกฯ ถือเป็นเรื่องของพรรคการเมืองนั้น แต่คำพูดของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก่อนการเลือกตั้ง ทำให้คนที่รักประชาธิปไตย และคิดว่าประชาธิปัตย์จะไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ ได้ตัดสินใจเลือกพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว 3.9ล้านคน ค่ะ

การที่พรรคการเมืองได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนอย่างหนึ่ง แล้วจะไปยกมือโหวตลงมติสวนทางกับฉันทานุมัตินั้น ถือเป็นสิ่งที่ผิดจรรยาบรรณทางการเมือง และขัดต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหน่อยเชื่อมั่นว่าการยึดมั่นใน #ประชาธิปไตยสุจริต ทุกคำพูดจะต้องตรงไปตรงมา อันจะทำให้พรรคการเมืองไม่มีวันที่จะสวนกระแส ในสิ่งที่หัวหน้าพรรคของตนได้ยืนยันกับพี่น้องประชาชนที่ไปลงคะแนนให้ค่ะ..!!

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนปัจจุบัน ได้ประกาศเรียกประชุมเหล่า Avengers เพื่อมากอบกู้พรรคฯ ในสถานการณ์ที่ #ประชาธิปไตยไทยอ่อนแอยิ่งนัก

จะเป็นการกอบกู้ตามอุดมการณ์พรรคที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย จะเป็นเสาหลักให้ประชาธิปไตยไทยเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่ยอมก้มตัวเองลงเป็นสะพานให้เผด็จการข้ามฝั่งมาเป็นประชาธิปไตย และสืบทอดอำนาจต่อไปได้หรือไม่? เราคงจะได้คำตอบกันในเร็ววันนี้

ขอย้ำว่า 3.9 ล้านคะแนนเสียง ที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ โดยการประกาศว่าจะ #ไม่เอาลุงตู่เป็นนายก คืออัญมณีเม็ดสุดท้าย ที่จะต้องนำมารวมเป็น 297 เสียง เหล่าAvengers จากทุกพรรคฯ จึงจะสามารถหยุดยั้งลุงธานอสไว้ได้

การกอบกู้พรรคประชาธิปัตย์ในภาค Endgame นี้ จะปิดเกมของฝั่งไหน ปิดเกมของฝั่งเผด็จการสืบทอดอำนาจ หรือปิดเกมฝั่งประชาธิปไตย ขึ้นอยู่กับมติพรรคฯจะออกมาทางใด

ประชาธิปไตยของไทย จะเดินหน้าในทิศทางใด ขึ้นอยู่กับอัญมณีเม็ดสุดท้าย ที่อยู่ในมือหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ชื่อ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์”

หน่อยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านหัวหน้าพรรคคนใหม่ จะเลือกเดินในแนวทางประชาธิปไตยที่ถูกต้องค่ะ

"ภูมิธรรม" มั่นใจ ฝ่ายประชาธิปไตยยังมั่นคง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


พรรคการเมืองฝั่งประชาธิปไตยยังมั่นคง....เดินหน้า ร่วมเป็นแกนนำในการผ่าทางตันประเทศ

“หยุดการสืบทอดอำนาจ หยุดพล.อ.ประยุทธ ส่งคสช.กลับบ้าน มุ่งรักษาประชาธิปไตย ขอทุกฝ่ายเปิดใจกว้าง ทำหน้าที่เพื่อให้สังคมไทยกลับคืนสู่ความเป็นปกติโดยเร็ว”

วันนี้ กลุ่มอำนาจเดิม ยังพยายามใช้ทุกช่องทาง เพื่อผลักดันให้ตัวเอง สามารถสืบทอดอำนาจอยู่ต่อไป โดยไม่สนใจหลักการหรือแนวปฎิบัติที่ถูกต้องใดๆ

การกระทำเช่นนี้ กลับยิ่งเป็นการ”สร้างทางตัน”ให้กับการหาทางออกของประเทศ และมีผลต่อการ “ทำลายความเชื่อมั่น” ที่ฝ่ายต่างๆทั้งในและนอกประเทศตั้งความหวังไว้ รวมทั้งปิดทางในการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ ส่งผลให้ความสุขและความอยู่ดีกินดีของประชาชนถูกเหยียบจมไว้ภายใต้การมุ่งเอาชนะเพื่อครอบครองอำนาจต่อไป

ปัญหาเรื่อง “ความชอบธรรม” ของรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ
ความพยายามที่จะได้มาซึ่งอำนาจ ด้วยวิธีการนอกระบบ นอกหลักการ นอกกลไกทางการเมืองปกติ…ที่พยายามแฝงและแทรกเข้ามาในระบบเลือกตั้งปัจจุบัน ล้วนสร้างปัญหาที่ไม่รู้จบและยิ่งเกิดหน่อความขัดแย้งใหม่ๆในอนาคต ยากจะคลี่คลายลงได้ง่ายๆ

5 ปี ภายใต้การบริหารประเทศและความรับผิดชอบของกลุ่มผู้มีอำนาจปัจจุบัน ที่เต็มเปี่ยมด้วยกลไกคุมเข้มและครอบงำแบบเบ็ดเสร็จ เด็ดขาดนั้นได้พิสูจน์ให้ทุกฝ่ายเห็นแล้วว่าไม่สามารถตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาของประเทศได้สำเร็จ

ทั้งนี้เพราะความเชื่อมั่นไม่เกิด การแก้ไขปัญหาทั้งปวงไม่สำเร็จ การเมืองยังคงเดินหน้าไปอย่างไร้เสถียรภาพ รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นไม่มีวันทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ และไม่มีทางมีศักยภาพ ในการรับมือกับวิกฤติต่างๆ รวมทั้งวิกฤติโลกที่กำลังจะเกิดขึ้น ปัญหาวิกฤติที่กระหน่ำใส่ประชาชนทุกด้าน ยังไม่เห็นหนทางคลี่คลาย ทำให้ ……”สภาชุดนี้จะเป็นสภาที่อายุสั้นมาก”

ภายใต้ สถานการณ์ที่วิกฤตินี้ ทุกพรรคทุกฝ่าย ในสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะฝ่ายที่ยึดมั่นในประชาธิปไตย รวมทั้งประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยต้องมุ่งมั่นต่อสู้กับอำนาจอธรรมอย่างหนักแน่นและใจกว้าง พร้อมที่จะดึงความร่วมมือให้กว้างขวางที่สุด แสวงหาแนวทางที่หลากหลายเพื่อหาทางออกให้ประเทศ ขัดขวางการสืบทอดอำนาจ คสช. มุ่งรื้อระบบและกลไกอธรรมที่ทำร้ายใส่ไคล้กัน แสวงหามิตรภาพเพื่อร่วมมือกันเดินหน้าด้วยใจนิ่งและหนัก เพื่อการเดินทางที่ไปให้ไกลมากกว่าเดิม

วันนี้……กลุ่มพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ยังไม่ได้หยุด ยังไม่จบการเดินทาง ทุกพรรคการเมืองยังมุ่งมั่นและเดินหน้าประสานแลกเปลี่ยน หามุมมองใหม่ๆ จากทุกฝ่าย

เราเห็นทางเลือกพร้อมความหวังในทุกการพูดคุย ตลอดเวลา ผมยืนยันว่าการทำงานร่วมกันยังคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี……แม้ฝ่าย”กลุ่มผู้มีอำนาจเดิม” จะพยายามออกมาพูดว่า ทุกเรื่องคืบหน้าและจัดการเรียบร้อยแล้ว แต่ท่าทีเช่นนั้นยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางจิตวิทยาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพวกตนว่า กำลังจะเป็นรัฐบาลเพียงเพื่อหวังการโฆษณา ชวนเชื่อและคิดว่าหากทุกฝ่ายเชื่อมั่นว่าพวกเขากระทำการเข้าสู่อำนาจได้สำเร็จ จะลดแรงเสียดทานและยุติการขัดขวางการสืบทอดอำนาจของพวกเขาได้

ผมยืนยัน ว่าพวกเรายังมีความมั่นคง มั่นใจเดินหน้าทำสิ่งที่เราเชื่อมั่นต่อไป และเรายังมีความหวัง ว่าเราจะชนะในเวทีของสภาผู้แทนราษฎรที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งผลแพ้ชนะจะรู้ชัดในวันที่เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่จะมาถึงในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้

พลังประชาธิปไตยและความเชื่อมั่นของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย เป็นเป้าหมายที่เราเชื่อมั่นว่าจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าเดิมแน่นอน

“ถึงเวลา เคารพเสียงของประชาชน”

ภูมิธรรม เวชยชัย
เลขาธิการ พรรคเพื่อไทย
19 พฤษภาคม 2562

วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

"สุดารัตน์" รำลึกพฤษภา'35 คารวะดวงวิญญาณนักสู้

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


รูปนี้ เมื่อ 27 ปีที่แล้วค่ะ
ขอคารวะต่อดวงวิญญาณของนักสู้
ผู้องอาจทุกท่าน

เมื่อวานนี้ 17 พฤษภาคม ถือเป็นวันครบรอบ 27 ปีของเหตุการณ์พฤษภา35 ที่พลังประชาชนได้ออกมาขับไล่เผด็จการที่ยึดอำนาจจากประชาชน แล้วใช้การเลือกตั้งเป็นข้ออ้างชุบตัวเพื่อสืบทอดอำนาจต่อไป

ไม่น่าเชื่อว่าแม้จะผ่านมา 27 ปีแล้ว แต่เราก็ยังคงวนเวียนอยู่ที่เดิม ในวันนี้ พวกรัฐประหารยึดอำนาจจากประชาชน เขียนรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อไปสู่การเลือกตั้ง โดยใส่กติกาที่เอื้อให้ตนเองสืบทอดอำนาจต่อ ยิ่งกว่านั้นยังเขียนกติกาให้ตัวเองมีอำนาจแต่งตั้ง สว. 250 คน เพื่อการันตีการสืบทอดอำนาจ.

และเหลือเชื่อว่าคนที่เป็นกำลังหลักในการทำการรัฐประหารเมื่อครั้งพฤษภา35 แทบจะเป็นกลุ่มเดียวกันกับรัฐประหารเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา

เวลาไม่ได้ทำให้ความคิดของคนเหล่านี้เปลี่ยนแม้แต่น้อย!! เพียงแต่ครั้งนั้นคนเหล่านี้ยังมียศน้อยจึงเป็นเพียงผู้ปฏิบัติการ แต่ครั้งนี้ได้เติบโตยิ่งใหญ่ จึงเป็นตัวการในการยึดอำนาจจากประชาชนเสียงเอง

ผิดกันแต่ ในครั้งนี้ พ.ศ.2562 เลวร้ายกว่า พ.ศ.2535 มาก ถือว่าไม่เห็นหัวประชาชนเลย ไม่สนใจว่าการกระทำต่างๆ จะขัดหลักการประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และลิดรอนสิทธิของประชาชนเพียงใด

แม้จะอ้างได้ว่า รัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว แต่ก็ผ่านแบบปิดหู ปิดตา ปิดปากประชาชน ไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจอย่างถ่องแท้ในทุกด้าน คนออกไปรณรงค์ออกเผยแพร่เนื้อหาในรัฐธรรมนูญที่แตกต่างจากผู้มีอำนาจกลับถูกจับติดคุกหลายคนโดยเฉพาะ ส.ส. พรรคเพื่อไทย ทั้งยังเขียนบทเฉพาะกาลให้การกระทำของคณะรัฐประหารทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ชอบด้วยกฎหมาย และรัฐประหารทั้งสิ้น เป็นการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งข้ามกาลเวลา

รวมทั้งการใช้อำนาจ ม.44 ปลด เปลี่ยน ตั้ง ต่ออายุกรรมการในองค์กรอิสระที่สำคัญ ทั้ง ป.ป.ช. ก.ก.ต. ศาลรัฐธรรมนูญโดยมีปัญหาว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือให้คนใกล้ชิดเข้าไปทำหน้าที่หรือไม่

เลื่อนการเลือกตั้งนับครั้งไม่ถ้วน แต่พอมีการเลือกตั้ง ก็มีปัญหาว่าได้เป็นไปอย่างสุจริต ยุติธรรม และเสรีจริงหรือไม่ มีการเสนอข่าวว่า มีการร้องว่ามีใช้อำนาจบีบบังคับนักการเมืองท้องถิ่น ให้เข้ามาช่วยสนับสนุนตน ข่มขู่คู่แข่งและผู้สนับสนุนโดยการใช้ทั้งอิทธิพลและคดีความ ใช้อำนาจรัฐทำโครงการประชานิยมแจกเงินสารพัด ทั้งที่อยู่มาเกือบ 5 ปี ไม่คิดจะทำจริงหรือไม่

ตลอดช่วงเวลาการเลือกตั้ง มีผู้สมัครหลายรายไปร้องเรียน ทั้งเรื่องการซื้อเสียงอย่างโจ่งครึ่ม การใช้อำนาจรัฐโกงการเลือกตั้งสารพัดมากมาย

ทำขนาดนี้แล้ว แต่ก็ยังแพ้พรรคเพื่อไทยที่ส่งเพียง 250 เขตเท่านั้น เมื่อแพ้จึงต้องใช้อภินิหารจากองค์กรอิสระต่างๆ

ผลจึงออกมาอย่างที่เห็น ไม่ว่าจะเป็น การนับคะแนน การประกาศผลคะแนน ที่ล้วนแปลกประหลาดและไม่สามารถอธิบายประชาชนได้ ทั้ง #บัตรเกิดใหม่ในหีบ #บัตรเขย่ง #บัตรที่ระลึก

โดยเฉพาะสูตรการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่พรรคซึ่งได้คะแนนต่ำกว่าคะแนน ส.ส.พึงมี คือ 71,000 คะแนนก็ได้ 1 ที่นั่ง รวม 10 กว่าพรรคที่เขาเรียกกันว่า #สส_เอื้ออาทร ได้รวมตัวกันสนับสนุนนายกสืบทอดอำนาจ ยิ่งไปกว่านั้นคือ ส.ว. อีก 250 คน ส่วนใหญ่มาจาก #สว_วงศาคณาญาติ และเพื่อนพวกพ้อง

ทำถึงขนาดนี้ ยังได้เสียงเพียง 135 ที่นั่ง แต่จะเป็นนายกฯ ให้ได้ ด้วยเสียง ส.ว. ที่ประชาชนไม่ได้เลือก

#เอากันให้สบายใจค่ะ ขณะที่ผลการเลือกตั้งได้สะท้อนเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ชัดเจนว่าต้องการการเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องการเห็นการสืบทอดอำนาจ แต่เสียงของประชาชนกลับไม่มีความหมาย “การเลือกตั้งจึงเป็นเสมือนเพียงพิธีกรรมชุบตัวเผด็จการ”

ในสถานการณ์เช่นนี้นักการเมือง พรรคการเมืองฝั่งประชาธิปไตยต้องอดทนให้ได้นะคะ

พี่น้องคะ ดิฉันเคยประกาศเจตนารมณ์ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งที่ลานโพธิ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้วว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่การเข้าไปเพื่อแสวงหาอำนาจ หาตำแหน่งต่างๆ แต่จะต้องเข้าไปทำงานเพื่อให้ประชาธิปไตยได้กลับมาลงหลักปักฐานอีกครั้ง

เราพร้อมที่จะทำงานอย่างหนัก ด้วยความเสียสละ เพื่อขจัดอุปสรรคที่ขวางกั้นการพัฒนาประเทศ #เอาเผด็จการแปลงร่างออกไป และนำพาประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และหลักการบ้านเมืองที่ดีที่ถูกต้องกลับคืนมา เพื่อให้เศรษฐกิจปากท้องและสิทธิเสรีภาพของประชาชนดีขึ้น

พี่น้องคะ “โอกาสของประเทศ สำคัญมากกว่าโอกาสของเพื่อไทย”

โอกาสของประชาธิปไตยที่จะได้กลับมาลงหลักปักฐานให้มั่น คือภารกิจสำคัญยิ่งกว่าการแสวงหาอำนาจทางการเมือง

“เพื่อไทยยอมเสียสละ” เพื่อไม่ให้เป็น เงื่อนไขในการต่อรองทางการเมืองใดๆ ขอเพียงประเทศเดินหน้าได้อย่างถูกต้อง

ดิฉันขอประกาศว่า “จะไม่รับตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น” และขอให้ทุกพรรคการเมืองที่เคยประกาศไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจเผด็จการมาร่วมกัน นำพาประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของเรากลับคืนมา นำความสุข และความหวังกลับคืนสู่ประชาชน

ขอเพียงพรรคขั้วที่ 3 ตัดสินใจเลือกข้างประชาชน อย่างที่เคยพูดไว้ตอนหาเสียง เราก็จะ #เอาเผด็จการแปลงร่างออกไป ด้วยเสียงผู้แทนราษฏรของเราได้แล้วค่ะ

ดิฉันขอกราบขอบพระคุณทุกกำลังใจ จากพี่น้องประชาชน ขอขอบพระคุณ ส.ส. และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่พร้อมเสียสละเพื่อบ้านเมือง

ขอคารวะทุกดวงจิตที่มีอุดมการณ์อันแน่วแน่ ตั้งแต่ครั้งพฤษภา 35 จนถึงปัจจุบัน แม้หนทางข้างหน้ายังมีขวากหนามอีกมาก ดิฉันขอให้ทุกท่านเชื่อมั่นค่ะว่า การยืนอยู่บนหลักการที่ถูกต้องจะทำให้เรายืดอกได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด และบ้านเมืองของเราจะก้าวหน้าไปได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน สังคมมีความถูกต้อง ยุติธรรม แล้วสิ่งเหล่านี้จะทำให้ ประชาชน มีความสุข มีความมั่นใจในอนาคตของตนและลูกหลาน

“พลภูมิ” ท้า กกต. สอบทุกคำร้องเหมือน “ธนาธร”


นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส. ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กรณีถือหุ้นสื่อว่า การพิจารณาเรื่อง นายธนาธร ถือหุ้นสื่อของกกต.ดำเนินการไปอย่างรวดเร็ว ก็อยากให้กกต.ยึดแนวทางนี้ไปดำเนินการกับกรณีอื่นๆด้วย เพราะคำร้องส.ส.ถือหุ้นสื่อนั้นไม่ได้มีแต่นายธนาธรคนเดียว ยังมีคำร้องในลักษณะเดียวกันอีกจำนวนมาก เช่นกรณี นายชาญวิทย์ วิภูศิริ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคด้วย กกต.ต้องดำเนินการให้รวดเร็วเช่นเดียวกันการดำเนินการกับนายธนาธร ไม่เช่นนั้นสังคมจะมองว่ากกต.เลือกปฏิบัติ จ้องดำเนินการแต่ฝ่ายตรงข้ามผู้มีอำนาจปัจจุบันเพียงเท่านั้นและจะทำให้ความเชื่อมั่นของกกต.ย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิมลงไปอีก ส่วนตัวมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้กกต.ถูกวิพากษ์วิจารณ์การทำงานมามากพอแล้วก็อยากให้ดำเนินการสอบสวนคำร้องต่างๆอย่างเป็นกลางยุติธรรมเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

"ภูมิธรรม" ชี้สังคมตั้งคำถาม รายชื่อ ส.ว.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

5 คำถามที่สังคมอยากฟังคำตอบเมื่อเห็นรายชื่อ ส.ว.

เมื่อเห็นรายชื่อ ส.ว. ซึ่งจะมาทำหน้าที่สำคัญมากประการหนึ่งตามรัฐธรรมนูญ คือการมีสิทธิ์เลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้ผมต้องตั้งคำถามสำคัญต่อผู้มีอำนาจดังนี้

1.งบประมาณ 1,300 ล้านที่ใช้ในกระบวนการเพื่อให้ได้ ส.ว. จำนวน 250 คนนั้น เอาไปทำอะไรบ้างถึงได้ใช้งบประมาณมากมายขนาดนั้น ทั้งที่ ส.ว.ที่ประกาศออกมาล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับ คณะคสช.และรัฐบาล แทบทั้งสิ้น

2.ตามรัฐธรรมนูญได้ระบุกระบวนการขั้นตอนในการคัดสรร ส.ว. เอาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งมาตรา 269 (1) กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาคณะหนึ่งซึ่ง คสช.แต่งตั้งจากผู้คุณวุฒิซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ในด้านต่างๆ และมีความเป็นกลางทางการเมืองจำนวนไม่น้อยกว่าเก้าคนแต่ไม่เกินสิบสองคน มีหน้าที่ดำเนินการสรรหาบุคคลซึ่งสมควรเป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่ในทางปฏิบัติสังคมกลับมองไม่เห็นขั้นตอนดังกล่าว มีแต่ความคลุมเครือไม่ชัดเจน ไม่เคยมีคำตอบใดๆจากผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบเกี่ยวข้อง ราวกับเป็นการเลือกสรรกันอยู่ในแดนสนธยา

3.วันนี้รายชื่อ สว. ประกาศรายชื่อออกมาแล้ว แต่สังคมไม่เคยรับรู้ว่า นอกจาก พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่เป็นประธานกรรมการสรรหาแล้ว มีใครเป็นคณะกรรมการสรรหาบ้าง ทั้งที่ควรต้องมีความโปร่งใสชัดเจนว่าคณะกรรมการสรรหานั้น ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีความเป็นกลางทางการเมือง ...แต่เราไม่เคยได้รับความกระจ่างชัดในคำถามข้อนี้เลย

4.สำคัญที่สุดคือ ส.ว.ชุดนี้ขาดความหลากหลายของกลุ่มอาชีพ เนื่องจากมีรายชื่อของบุคคลที่เป็นทหาร ตำรวจ ทั้งในและนอกราชการถึงกว่า 100 คน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะมีความเข้าใจในสภาพปัญหาและความต้องการของพี่น้องประชาชนได้อย่างไร?

5.ในอดีตเคยวิพากษ์วิจารณ์ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งว่าเป็น สภาผัวเมีย แต่วันนี้ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งจาก คสช. กลายเป็นสภาเครือข่ายเพื่อนพ้องน้องพี่ ซึ่งแต่งตั้งให้มาเลือกผู้มีอำนาจคนเดิมกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อสืบทอดอำนาจอีกครั้ง แทนที่จะเป็นการเลือกนายกรัฐมนตรีที่มาจากความต้องการของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งมีผลที่ชัดเจนจากการเลือกตั้ง

คำถามทั้งหมดนี้ ผมเชื่อว่าทุกคนในสังคมไทยอยากได้ยินคำตอบที่ชัดเจนจากผู้มีอำนาจ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเคารพและเห็นความสำคัญของสิทธิ์และเสียงของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

ภูมิธรรม เวชยชัย
เลขาธิการพรรคเพื่อไทย
14 พ.ค.2562

"วัฒนา" ห่วงเศรษฐกิจขาลง แนะรัฐบาลใหม่ต้องการคนเก่ง


นายวัฒนา เมืองสุข อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ทันทีที่จีนประกาศมาตรการตอบโต้สหรัฐที่เก็บภาษีนำเข้าจากจีน 25% ด้วยการขึ้นอัตราภาษีสินค้านำเข้าสินค้าจากสหรัฐ 25% เท่ากัน ซึ่งจะกระทบสินค้าจากสหรัฐเกือบ 2,500 รายการ โดยจะมีผลในวันที่ 1 มิถุนายน 2562 นี้ เป็นผลให้ Dow Jones Futures ตกไปเกือบ 500 จุด นั่นคือการเริ่มต้นของสงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกซึ่งจะมีผลกระทบต่อไทยโดยตรง

สหรัฐและจีนต่างเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย ผลจากสงครามการค้าจะทำให้การส่งออกสินค้าของทั้งสองประเทศลดลงซึ่งจะทำให้การนำเข้าสินค้าจากไทยลดลงเช่นกัน นั่นคือการส่งออกของไทยจากเดิมที่เคยเป็นตัวชูโรงทางเศรษฐกิจจะลดลง ส่วนการบริโภคภายในและการลงทุนไม่ต้องพูดถึงเพราะซบเซามาตั้งแต่มีการยึดอำนาจแล้ว เมื่อสถานการณ์ภายนอกซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยจะแย่กว่าเดิมอีกหลายเท่า

การเลือกตั้งที่เคยเป็นความหวังว่าจะเป็นทางออกของประเทศ กำลังจะกลายเป็นตัวฉุดรั้งความเชื่อมั่นโดยเฉพาะด้านต่างประเทศหากการเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการสืบทอดอำนาจ ประเทศทางตะวันตกอาจจะไม่ยกระดับความสัมพันธ์ให้เป็นปกติ ในส่วนภายในนั้นประชาชนจะยิ่งขาดความเชื่อมั่นอันจะเป็นผลให้การบริโภคและการลงทุนลดลง รัฐบาลจะจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าประมาณการมากกว่าเดิมนั่นคือการก่อหนี้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณจะเพิ่มขึ้น

สิ่งที่ต้องถามคนที่อยากเป็นนายกฯคือคุณมีความสามารถพอที่จะนำพาประเทศฝ่าสงครามทางเศรษฐกิจไปได้หรือ ที่ผ่านมาแค่สถานการณ์ปกติประชาชนยังลำบากจนแทบไม่มีจะกินแล้ว มาเจอสงครามทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นประชาชนจะเหลืออะไร ประเมินความสามารถของตัวเองแล้วถอยให้คนที่มีความสามารถมานำพาประเทศดีกว่ามั้ย สถานการณ์แบบนี้ประเทศต้องการคนเก่งที่เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจไม่ได้ต้องการนักการทหาร

วัฒนา เมืองสุข
14 พฤษภาคม 2562

"อนุสรณ์" ยืนยัน ไม่หนุนคนนอกพรรคนั่งประธานสภา


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด คณะทำงานสื่อสารการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีอ้างรายงานข่าวระบุสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแกนนำพรรคเพื่อไทยบางส่วนได้เดินทางไปหารือกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อประเมินสถานการณ์การเมืองและแนวทางในการรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล โดยอ้างพรรคเพื่อไทยและพันธมิตรฝ่ายประชาธิปไตยพร้อมให้การสนับสนุนบุคลากรทางการเมืองของพรรคพลังประชารัฐเป็นประธานสภาฯว่า ขอปฏิเสธข่าวทั้งสองกรณี ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด ไม่แน่ใจว่าคนปล่อยข่าวต้องการสร้างข่าวเท็จเพื่อนำไปสู่การร้องว่ามีการครอบงำพรรคจากบุคคลภายนอกหรือไม่ พรรคเพื่อไทยมีกรรมการบริหารพรรค มีโครงสร้างที่เป็นสถาบันการเมืองรองรับ ไม่มีความจำเป็นใดๆต้องกระทำการในลักษณะดังกล่าว รวมถึงข่าวปล่อยว่าพรรคเพื่อไทยจะสนับสนุนคนของพรรคการเมืองอื่นเป็นประธานสภาฯยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย เพราะพรรคเพื่อไทยมีบุคลากรทางการเมืองคุณภาพที่สามารถดำรงตำแหน่งประธานสภาฯได้เป็นอย่างดี ไม่มีความจำเป็นใดๆต้องไปหนุนคนของพรรคการเมืองอื่น พรรคเพื่อไทยยืนยันจะทำตามที่พูดไว้กับประชาชน หากปฏิบัติเป็นอย่างอื่นเราจะตอบคำถามกับประชาชนอย่างไร ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นพรรคเพื่อไทย เราจะไม่ทำให้ทุกคะแนนเสียงอันบริสุทธิ์ที่เลือกเราต้องผิดหวังและจะแสดงให้ประชาชนทั้งประเทศเห็นว่าพรรคเพื่อไทย คือสถาบันการเมืองที่เป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชนได้ในทุกสถานการณ์

"เพื่อไทย" ปัดข่าวเท็จ แลกเก้าอี้ตั้งรัฐบาล


นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ตามที่มีการปล่อยข่าวให้เข้าใจผิดว่าพรรคเพื่อไทยพยายามติดต่อจะให้การสนับสนุนผู้ที่เสนอตัวเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรของพรรคพลังประชารัฐรายหนึ่งโดยจะต้องแลกกับการหาเสียงมาสนับสนุนจากพรรคพลังประชารัฐให้ได้อีก 10 ถึง 20 เสียงก็จะได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาฯนั้น ขอยืนยันว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด และขอย้ำว่าพรรคเพื่อไทยทำงานการเมืองบนหลักการและความถูกต้องตามครรลองประชาธิปไตยตลอดมา และพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญต่อคุณสมบัติของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากจะเป็นประธานรัฐสภาอีกตำแหน่งหนึ่งซึ่งก็คือประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติแห่งชาติจะเป็นศักดิ์ศรีของสถาบันนิติบัญญัติฯจึงเชื่อว่า ส.ส.ทุกคนทุกพรรคน่าจะมีจิตสำนึกที่ดีและน่าจะใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจว่าควรจะเลือกบุคคลใดที่เหมาะสมที่สุด มีประวัติและผลงานดีที่สุด ไปทำหน้าที่ประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติฯ

“การปล่อยข่าวในทางเสียหายดังกล่าวนี้น่าจะเป็นแผนการทำลายพรรคเพื่อไทยและฝ่ายประชาธิปไตยเพื่อหวังสืบทอดอำนาจของกลุ่มอำนาจเดิม” นางลดาวัลลิ์ กล่าว

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

"เดียร์-ขัตติยา" รำลึก 9 ปี เหตุลอบสังหาร “เสธ.แดง”


นางสาวขัตติยา สวัสดิผล หรือ เดียร์ บุตรสาวของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ได้โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้



13 พฤษภาคม 2562 ครบรอบ 9 ปีที่คุณพ่อถูกลอบยิงจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง

คุณพ่อจากไป 9 ปีแล้ว แต่ความขัดแย้งและความวุ่นวายทางการเมืองยังคงอยู่เหมือนเดิม แค่เปลี่ยนจากความวุ่นวายบนถนนมาเป็นความวุ่นวายจากผลการเลือกตั้ง

คุณพ่อจะรับรู้ไหมว่า ทหารเข้ามายุ่งกับการเมืองหนักกว่าเดิม จากที่เคยเป็นผู้สลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อปี พ.ศ. 2553 เวลาผ่านไป 9 ปี มาปี พ.ศ. 2562 ทหารมาเป็นตัวเล่นหลักในสนามการเมือง

คุณพ่อสอนมาตลอดเรื่องหน้าที่ของทหารในการปกป้องชาติ เดียร์เคยเขียนสิ่งที่คุณพ่อสอนนี้ไว้เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นปีที่ 8 ที่คุณพ่อเสียชีวิต อย่างไรก็ดี มันคงไม่ผิดหากทหารเหล่านั้นอยากเข้าสู่การเมืองหลังเกษียณอายุราชการด้วยเหตุผลต่างๆกันไป แต่มันคงผิดและน่าละอายใจหากทหารเหล่านั้น “อยากมีตำแหน่งทางการเมืองโดยที่ประชานไม่ได้เลือกมา” ซึ่งถ้าคุณพ่อรับรู้ได้ คุณพ่อคงจะรู้สึกผิดหวังกับรุ่นพี่รุ่นน้องเหล่านั้นอย่างแน่นอน

เราทุกคนต่าง “หวัง” ให้ประเทศเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่กว่า 7 ล้านคนที่เพิ่งได้มีโอกาสจับปากกาใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรก ย่อมหวังใช้เสียงของตนนั้นขจัดความขัดแย้งและความวุ่นวายทางการเมืองหมดไป

ส่วนทหารมีหน้าที่ใช้ความกล้าของตน เพื่อสร้างความหวังให้เยาวชนรุ่นต่อไป ทำตนเป็นแบบอย่างที่ดีที่มีเกียรติ ไม่ใช่ขยันสร้างแต่ความ “สิ้นหวัง” เอาแต่แบ่งเก้าอี้ทางการเมืองข้ามหัวประชาชน

คุณพ่อคงละอายใจแทนมาก พูดเลย!

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

"เรืองไกร" ร้องศาลปกครอง เพิกถอนประกาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ


นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า การที่ กกต. ประกาศรายชื่อ ส.ส. บัญชี รายชื่อ จํานวน 149 คนนั้น ถูกต้องแค่จํานวนรวมเท่านั้น แต่ไส้ในไม่ถูกต้อง เพราะมีการนําคะแนนเสียง ไปจัดสรรให้พรรคเล็ก 11 พรรค ทั้งที่พรรคเหล่านี้มีคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ที่พึงมี และคะแนนที่น่าไปให้นั้น ไม่รู้ไปคว้ามาจากที่ไหน ของใคร พรรคใด เขตใด กกต. ไม่ได้ชี้แจงที่มาที่ไปของคะแนนที่ไปเดิมให้ พรรคเล็ก ๆ ไว้แต่อย่างใด

นายเรืองไกร กล่าวว่า เมื่อย้อนดูคะแนนเสียงของพรรคใหญ่แต่ละพรรคที่ได้รับมาจากการเลือกตั้ง ยิ่ง เห็นได้ชัดว่า ในการคํานวณของ กกต. พรรคใหญ่ถูกทําให้คะแนนเสียงลดลงหรือตกน้ําไปโดยไร้เหตุผล เช่นอนค. ตกนําไปประมาณ 561,245 คะแนน ปชป. ตกน้ําไปประมาณ 256,857 คะแนน พปชร. ตกน่า ไปประมาณ 229,034 คะแนน เป็นต้น ท่าให้พรรคเหล่านี้สูญเสีย ส.ส. บัญชีรายชื่อไปด้วยอีกหลายคน
นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า ตามตารางการคํานวณของ กกต. เป็นสิ่งที่ฟ้องในตัวเองว่า กกต. คํานวณ จัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่อไม่ถูกต้อง เพราะผลการจัดสรรดังกล่าว ขัดต่อกฎหมายที่บัญญัติบังคับไว้แล้ว ว่า “การจัดสรรจะต้องไม่ทําให้ได้ ส.ส. เกินกว่าค่าที่พึงมี” ดังนั้น พรรคการเมืองที่มีค่าพึงมีต่ากว่า 1 คน จึงไม่มีทางจะได้ ส.ส. เลย แต่ กกต. กลับไปหาวิธีการมาทําให้พรรคการเมืองที่มีค่าพึงมีต่ากว่า 1 คน ได้ ส.ส. 1 คน ซึ่งเป็นการกระท่าที่ไม่ชอบด้วยขั้นตอนตามที่กฎหมายกําหนด
นายเรืองไกร กล่าวตามมาว่า เรื่องนี้ พิสูจน์ได้ง่าย โดยการนําค่าเฉลี่ยของจํานวน ส.ส. ที่จะพึงมี 1 คน คือ 71168 คะแนนมาเทียบกับคะแนนของพรรคเล็กทั้ง 11 พรรค จะทําให้เกิดคําถามขึ้นมาทันทีว่า ถ้า พรรคเหล่านี้ได้ ส.ส. 1 คน ก็จะต้องมีคะแนนสูงกว่าหรือเท่ากับค่าพึงมี แต่หามีไม่ ดังนั้น การได้ ส.ส. 1 คน จึงเท่ากับมีการเพิ่มคะแนนค่าพึงมีให้พรรคเหล่านี้ โดยรวมทั้ง 11 พรรคมีคะแนนเพิ่มมา 234,640 เสียง ซึ่ง กกต. อธิบายไม่ได้ว่า คะแนนที่เพิ่มขึ้นนั้น มาจากหน่วยใด เขตใด หรือไปเอาของพรรคใดมา เดิมให้พรรคเล็ก ๆ ดังนั้น การประกาศรับรอง ส.ส. บัญชีรายชื่อที่ผ่านมาจึงไม่ถูกต้อง และทําให้ถูกมอง ว่า พรรคใหญ่โดนยักย้ายถ่ายเทคะแนนไปให้พรรคเล็กตามอ่าเภอใจ ทั้งที่คนเข้าคูหากาคะแนนให้พรรค ใหญ่ นายเรืองไกร กล่าวสรุปว่า เรื่องนี้ กกต.ทําไม่ถูกต้อง ทําให้สังคมส่วนใหญ่ถึงจุดรับไม่ได้ จึงมีหลายฝ่าย วิพากวิจารณ์อย่างมาก และมีการจ้องฟ้องร้องตามมาอีกหลายทาง ตนเป็นหนึ่งในนั้น ที่เห็นว่า เรื่องนี้ ปล่อยไปไม่ได้ เพราะคนที่จะไปเป็นตัวแทนของประชาชนต้องมีที่มาโดยถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมาย ใคร ก็ตามที่ไม่ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนถึงเกณฑ์ค่าที่จะพึงมี ก็ไม่ควรได้รับการรับรองจาก กกต. ให้ ไปเป็นตัวแทนของประชาชน

นายเรืองไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่องนี้ปล่อยให้ผ่านไปไม่ได้ ตนในฐานะผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งซึ่งจะได้รับ ผลกระทบจากการกระทําของ กกต. และคนของพรรคเล็ก ๆ ที่ได้เป็น ส.ส. ทั้งที่ไม่ควรได้ แต่จะไปเป็น ตัวแทนของประชาชนและของตนด้วยเพื่อทําหน้าที่ในสภาผู้แทนฯ นั้น ตนจึงเดือดร้อนเสียหายหรืออาจ เดือดร้อนเสียหายตามไปด้วย จึงต้องน่าเรื่องนี้ไปฟ้องศาลปกครองเพื่อขอให้มีคําสั่งยกเลิกเพิกถอน ประกาศ กกต. ดังกล่าว และขอให้ศาลสั่งให้ กกต. จัดสรรใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะทําให้พรรค ใหญ่ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อกลับมาคืน ตามจํานวนสัดส่วนของคะแนนที่ประชาชนเลือก โดยตนจะไปยืน คําร้อง ในวันที่ 13 พ.ค. ศกนี้ เวลา 10.00 น. ที่ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ

อนึ่ง ตนขอท้าให้พวกที่เห็นว่า พรรคเล็กที่ได้คะแนนเสียงไม่ถึงเกณฑ์พึงมี ควรได้ ส.ส. 1 คน ก็ขอให้ ออกมาแสดงตนอย่างเปิดเผย อย่าทําตัวเป็นอีแอบแหกปากตะโกนตะแบงเชียร์อยู่ด้านเดียว ควรออกมา รับฟังความเห็นอีกด้านหนึ่งด้วย เพื่อถกเถียงโต้แย้งกันอย่างมีเหตุผลต่อหน้าสาธารณชนได้เลย โดยการ เปิดเวทีสาธารณะเพื่อแสดงความคิดอย่างมีเหตุผลตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ตนพร้อมไปทุกเวที เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องตัวเลข พิสูจน์กันได้ง่าย ประชาชนจะได้รู้ความจริงว่า อะไรถูก อะไรผิด ที่สําคัญ เชิญตัวแทน กกต. ที่คิดว่าสูตรนี้ถูกต้องตามกฎหมาย มาอธิบายและตอบข้อซักถามด้วยนะ

"ลดาวัลลิ์" ถาม สืบทอดอำนาจใช้เลือกตั้ง "ฟอกตัว" ใช่หรือไม่?


"ลดาวัลลิ์" ยิงคำถาม มีความพยายามสืบทอดอำนาจมาก่อนเลือกตั้ง เขียนกติกาเพื่อชัยชนะ ใช้กระบวนการเลือกตั้ง "ฟอกตัว" ใช่หรือไม่?

นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทยได้โพสต์ Facebook ส่วนตัว Ladawan Wongsriwong ว่าวันก่อนได้ไปเป็นแขกสนทนาการเมืองรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่ง มีคำถามจากผู้ดำเนินรายการว่า “มีการเลือกตั้งกันไปแล้ว ยังจะมีคำว่าเผด็จการ กับประชาธิปไตยอีกหรือ?” ก็อยากจะบอกย้ำอีกครั้งว่า มีความพยายามจะสืบทอดอำนาจมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้ว คสช.ยึดอำนาจไปจากประชาชนใช่หรือไม่? คสช.ตั้งคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่? คสช.ตั้ง ส.ว.ใช่หรือไม่? ส.ว. จะโหวตเลือก นายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่? คสช.ตั้ง กกต.ใช่หรือไม่? หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรคอยู่ใน ครม. ของรัฐบาล คสช.ใช่หรือไม่? นโยบายของรัฐบาลชื่อเดียวกับพรรคใช่หรือไม่? และพรรคนั้นเสนอชื่อ หัวหน้า คสช.เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่? และการเลือกตั้งถูกวิจารณ์ว่าใช้อำนาจรัฐเอาเปรียบคู่แข่งขันใช่หรือไม่? แต่ไม่มีเวลาจะอธิบายอีกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวข้างต้นคือ “การฟอกตัว” เพื่อจะแฝงเข้ามาในกระบวนการเลือกตั้ง โดยจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาดใช่หรือไม่? การเลือกตั้ง การนับคะแนนโปร่งใสตรวจสอบได้หรือไม่? ทำไมไม่เปิดเผยคะแนนดิบทุกหน่วยเลือกตั้ง มีอะไรที่ผิดปกติหรือไม่?

"สุดารัตน์" ลงเชียงราย รับปากเร่งรัฐแก้ภัยแล้ง


คุณหญิงสุดารัตน์ ควง ส.ส.เชียงรายลงพื้นที่ ต.นางแล อ.เมือง รับปากชาวสวนสับปะรด พร้อมเร่งทำหนังสือถึงภาครัฐช่วยเยียวยาหลังเกษตรกรประสบภัยแล้งหนักฝนไม่ตกมา 5 เดือนทำให้พืชผลการเกษตรเสียหายหนัก ปลูกสับปะรดไม่ขึ้น แถมเคราะห์ซ้ำเจอพิษฝุ่น พร้อมรับปากเร่งประสานหน่วยงานรัฐช่วยจัดการงบประมาณแก้ปัญหาอ่างเก็บน้ำหนองหลวงตื้นเขิน

เวลา 10.30 น. คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส. กทม. นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร น.ส.ละออง ติยะไพรัช นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ ต.นางแล อ.เมือง จ.เชียงราย เพื่อรับฟังปัญหาสถานการณ์ภัยแล้ง และหมอกควันที่ สวนสับปะรดภูแลบ้านป่ารวก ซึ่งสวนสับปะรดที่ ต.นางแล ได้เกิดความเสียหายอย่างหนักจากปัญหาภัยแล้ง เนื่องจากฝนไม่ตกมา 5 เดือนทำให้กระทบต่อพืชผลการเกษตรของชาวสวน

โดยนายสุรินทร์ เขื่อนเพชร นายกเทศมนตรีตำบลนางแล อ.เมือง จ.เชียงราย ระบุว่า ปีนี้สถานการณ์ภัยแล้งใน ต.นางแล ประสบปัญหาหนักกว่าทุกปี เพราะฝนทิ้งช่วงไม่ตกตั้งแต่ ม.ค. จนถึงวันนี้ โดย 5 เดือนฝนไม่ตก ทำให้เกิดภัยแล้ง  โดยพื้นที่ปลูกสับปะรด 5,000 ไร่ เมื่อเกิดภัยแล้งทำให้มีความเสียหายกว่า 3,000 ไร่ อีกทั้งยังประสบปัญหาหมอกควันไฟป่า รุนแรงในเดือน มี.ค. - เม.ย. เพราะมีการเผาพื้นที่ป่า ซึ่งมีพื้นที่กว่า 10,000 ไร่ แม้ล่าสุดจะมีการออกมาตรการงดเผาป่าแล้ว แต่ชาวบ้านก็ยังเผาป่า ขณะที่ปีนี้ฝนไม่ตกทำให้ขยะเชื้อเพลิงเยอะ ต้นไผ่ยังเป็นเชื้อเพลิงทำให้เกิดไฟป่า ส่วนการดับไฟป่าได้ใช้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอาสาดับไฟป่า โดยใช้มอเตอร์ไซค์วิบากขึ้นไปดับไฟป่า

นายสุรินทร์ ระบุว่า พื้นที่ ต.นางแล ในพื้นที่เพาะปลูกไร่สับปะรด ยังไม่มีหน่วยงานเข้ามาสำรวจเพื่อประกาศให้เป็นพื้นที่ภัยแล้ง โดยภาครัฐมองว่าสับปะรดเป็นไม้ล้มลูก สามารถปลูกขึ้นใหม่เองได้จึงไม่มีความจำเป็นต้องประกาศเป็นพื้นที่ภัยแล้ง

ขณะที่ชาวสวนสับปะรดภูแลบ้านป่ารวก ต่างสะท้อนปัญหาภัยแล้งว่า ปีนี้แล้งจัดทำให้ปลูกสับปะรดภูแลไม่ได้ เกษตรกรยังเดือดร้อนเพราะไม่มีน้ำใช้ เนื่องจากฝนไม่ตกมา 5 เดือนแล้วนับแต่ปีใหม่ และเกษตรกรก็ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือในเรื่องค่าชดเชยจากภาครัฐด้วย เพราะภาครัฐยังไม่ประกาศสถานการณ์ภัยแล้งให้กับพื้นที่ ต.นางแล

“ไม่มีรัฐบาลไหนเข้ามาแก้ปัญหาภัยแล้ง ทุกวันนี้อยู่แบบลำบาก ปีนี้ภัยแล้งหนัก อยากให้สับปะรดขายได้ราคากิโลกรัมละ 10 บาท” ชาวสวนรายหนึ่งระบุ

ด้าน คุณหญิงสุดารัตน์ ยืนยันกับชาวสวนไร่สับปะรดที่ประสบปัญหาภัยแล้งว่า  ต้องให้กำลังใจทุกฝ่ายที่เสียสละ ส่วนตัวเห็นใจที่ต้องต่อสู้และถูกโดดเดี่ยว โดย ส.ส. ได้ระบายความทุกข์ให้ตน ทำให้ตนมาดูปัญหาในพื้นที่ ยืนยันในสัปดาห์หน้าพรรคต้องทำหนังสือเป็นทางการถึงหน่วยงานราชการและขอให้ประกาศให้พื้นที่ ต.นางแล เป็นภัยแล้ง และให้ ส.ส.นำปัญหาไปประสานกันกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้เงินชดเชย

คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำว่า ในปีนี้แม้เกษตรกรปลูกสับปะรดจะไม่มีผลผลิต แต่จะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรได้รับเงินชดเชยให้ได้ไร่ละ 15,000-20,000 บาท เพราะเกษตรกรต้องรออีก 1 ปีถึงจะปลูกสับปะรดใหม่ได้ ยืนยันพรรคเพื่อไทยจะประสานให้หน่วยงานราชการเข้ามาเยียวยา และในอนาคตควรมีการทำฝนหลวงเพื่อป้องกันภัยแล้ง

ขณะเดียวกัน คุณหญิงสุดารัตน์ ยังโชว์สับปะรดนางแลที่ปลูกไม่ขึ้นเพราะภัยแล้ง โดยสับปะรดนางแลบางลูกมีลักษณะแคระและแห้งเหี่ยว ทั้งนี้ พื้นที่บ้านป่ารวก มีพื้นที่ปลูกไร่สับปะรด 25 ไร่ โดยสับปะรดทั้งหมดแห้งเหี่ยวไม่สามารถนำมาขายได้

จากนั้นคณะของคุณหญิงสุดารัตน์ ลงพื้นที่ อ.เวียงชัย เพื่อรับฟังปัญหาจากผู้นำท้องถิ่นและชาวบ้านในการแก้ไขสถานการณ์ภัยแล้งที่อ่างเก็บน้ำหนองหลวง ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดความจุ 19 ล้านลูกบาศก์เมตร  โดยมีพื้นที่การใช้น้ำ 2 อำเภอ คือ อ.เวียงชัย และ อ.เมือง แต่ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำหนองหลวงมีตื้นเขิน

โดยคุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า อ่างเก็บน้ำหนองหลวงถือเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ให้กับคนเชียงรายแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขศึกษาว่าจะแก้ไขปัญหาตื้นเขินอย่างไร โดยพรรคเพื่อไทยจะเร่งรัดนำปัญหาไปประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดการด้านงบประมาณ และพื้นที่หนองหลวงสามารถจัดทำเป็นแก้มลิงตามแนวทางพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร จึงอยากให้รัฐบาลช่วยเร่งรัดแก้ปัญหาดังกล่าวและประกาศให้ จ.เชียงรายเป็นพื้นที่ภัยแล้ง เพื่อให้เกษตรกรได้รับเงินชดเชยจากการไม่สามารถเพาะปลูกพืชผลการเกษตร เพราะ จ.เชียงรายเกิดปัญหาภัยแล้งมากว่า 5 เดือนแล้ว


















"พลภูมิ" แนะ ปชป.-ภูมิใจไทย ฟังเสียงประชาชน

"พลภูมิ" แนะ ปชป.-ภูมิใจไทย ต้องฟังเสียงหัวใจตัวเองที่เคยสัญญากับประชาชนด้วย เพราะคนเราที่สุดแล้วไม่ควรโกหกตัวเอง


ดร.พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์การเมืองของประเทศในช่วงเวลานี้ว่า กกต.ได้มีการประกาศรับรองส.ส.อย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้ในทางคณิตศาสตร์ ตัวเลขส.ส.ของแต่ละพรรคถือว่านิ่งแล้ว การจัดตั้งรัฐบาลจึงมีความชัดเจนมากขึ้น พรรคเพื่อไทยและพรรคการเมืองพันธมิตร ที่ยึดถือระบอบประชาธิปไตยเป็นหัวใจหลัก รวม 7 พรรค ได้ประกาศจับมือเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ตั้งแต่มีผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งจุดยืนของเรา ณ เวลานี้ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม นายพลภูมิ มองว่า สภาชุดที่กำลังจะเข้ามาทำหน้าที่ ถือว่าเป็นชุดประวัติศาสตร์ที่มีพรรคการเมืองเข้ามามากที่สุด ทั้งนี้เป็นไปตามการออกแบบรธน.และวิธีการคำนวณส.ส.ที่ไม่ต้องการให้คะแนนทิ้งน้ำ เลยทำให้พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงจากประชาชนมาก ต้องแบ่งคะแนนไปให้พรรคเล็กที่ได้คะแแนนไม่ถึงส.ส.พึงมี นับว่าเป็นกติกาที่เป็นธรรมแบบประหลาด

ขณะที่การรวมเสียงจากฝ่ายเดินหน้าประชาธิปไตยที่มีเพื่อไทยเป็นแกนนำ ณ เวลานี้ยังมั่นใจในจำนวนตัวเลข และไม่กังวลต่องูเห่าที่จะเกิดขึ้น เพราะยุคนี้ประชาชนรู้ทัน และพร้อมลงโทษส.ส.ที่ทรยศต่อประชาชน ส่วนอีกฝ่ายที่มีภาพการสืบทอดอำนาจ และได้คะแนนเสียงน้อยกว่า ก็ยังเดินหน้ารวมเสียงตั้งรัฐบาล เมื่อเป็นเช่นนี้ พรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีตัวเลขส.ส.ที่สามารถสร้างเสถียรภาพให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ในการเป็นรัฐบาล แต่ยังไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนทางการเมือง

“ผมอยากเรียกร้องให้ ประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองเก่าแก่ที่ยึดถืออุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย รวมถึงพรรคภูมิใจไทยที่ประกาศฟังเสียงประชาชน ต้องตัดสินใจนำประเทศออกจากเชื้อเผด็จการอย่างเด็ดขาด ด้วยการไม่ไปร่วมเป็นส่วนสำคัญในการสืบทอดอำนาจของคสช.ในรูปแบบพรรคการเมือง ขอให้ตัดสินใจมาร่วมสร้างประชาธิปไตย จับมือปิดประตูวงจรอุบาทว์ พาประเทศเดินหน้าสู่เสถียรภาพมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง ด้วยการเลือกฝ่ายบริหารด้วยส.ส.ที่มาจากประชาชน อย่างแท้จริง ปิดสวิตซ์ ส.ว.แต่งตั้งจากคสช. ไม่ให้มีโอกาสใช้อำนาจหนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯต่ออีก สำคัญที่สุดคือต้องฟังเสียงหัวใจตัวเองที่เคยสัญญากับประชาชนด้วย เพราะคนเราที่สุดแล้วไม่ควรโกหกตัวเอง”

"สุดารัตน์" ยืนยันไม่ได้หวังมีอำนาจ-เป็นนายกฯ

‘สุดารัตน์’ เผยรอดูท่าทีพรรคกลางตัดสินใจร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทย ยกคำพูดบางพรรคไม่ต่อท่อเผด็จการ ยันเพื่อไทยไม่ได้หวังมีอำนาจเป็นนายกฯ ย้ำยังไม่หารือหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้เป็นนายกฯ 

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ระบุถึงการถึงจัดตั้งรัฐบาลของสองขั้วการเมืองว่า ขณะนี้ฝ่ายประชาธิปไตยมี 245 เสียงมั่นคงและรวมเสียงได้มากที่สุด ตอนนี้ต้องรอดูท่าทีของพรรคขนาดกลางที่เคยให้สัญญาก่อนเลือกตั้งที่เคยบอกว่าจะไม่ต่อท่อเผด็จการเมื่อเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยกำลังรอให้พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ตัดสินใจเพื่อมาร่วมตั้งรัฐบาล คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า ก็รอพรรคขนาดกลางจะตัดสินใจอย่างไร เพราะการเข้าสู่อำนาจต้องเป็นอำนาจส่งเสริมให้ประชาชนสมหวัง ส่วนตัวอยากเน้นการเลือกตั้งครั้งนี้อย่าให้เป็นเพียงพิธีกรรมเปลี่ยนสถานนะของ คสช. จากยึดอำนาจ เพราะการเลือกตั้งคือความหวังของประชาชน

“เราเองเราคิดว่าไม่ได้ให้มาสนับสนุนให้เราเป็นรัฐบาลหรือนายกฯ แต่เรามองว่าจะทำยังไงไม่ให้สืบทอดอำนาจ เราบอกตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้วว่าถ้าพรรคการเมืองรวมตัวกัน คสช.ก็จะกลับบ้านไป ก็รอการตัดสินใจแต่ไม่ได้มาสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยมีอำนาจ” คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุ

เมื่อถามว่ากระแสข่าวพรรคเพื่อไทยผลักดันให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า ยังไม่ได้คุยอะไรกัน แต่วันนี้ต้องถามเป็นจุดยืนแต่ละพรรคว่าให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นประชาธิปไตยเพื่อประชาชน หรือเป็นการจบเลือกตั้งเพื่อเปลี่ยนสถานะ คสช. เท่านั้นเอง

วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

"ชวลิต" ห่วง ส.ว.ส่อขัดรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นกลางทางการเมือง


"ชวลิต" ห่วง ส.ว.ส่ออาจขัด รธน. ประเด็นความไม่เป็นกลางทางการเมือง และประเด็นว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ พร้อมแนะทางออก

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส. นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญ บทเฉพาะกาล มาตรา 272 กำหนดว่า การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา
           
การที่ ส.ว.มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญดังกล่าว มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงต่อการทำหน้าที่ของ ส.ว. อยู่ 2 ประการ คือ
           
1. กระบวนการสรรหา ส.ว. ส่อว่าอาจขัดรัฐธรรมนูญตามบทเฉพาะกาล มาตรา 269 (1) ที่บัญญัติให้ คสช.แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ และมีความเป็นกลางทางการเมืองนั้น ในข้อเท็จจริง สังคมรับรู้ทั่วไปว่า กระบวนการสรรหาเพื่อให้ได้มาซึ่ง ส.ว. ใช้เงินงบประมาณถึง
1,300 ล้านบาท สุดท้ายจะได้ ส.ว. จากพวกพ้อง จากผู้ที่ทำงานร่วมกันเป็นส่วนใหญ่ ทั้งใน ครม.และใน สนช. ซึ่งแต่งตั้งโดย คสช.ทั้งสิ้น และหัวหน้า คสช. ก็เป็นบุคคลที่พรรคการเมืองหนึ่งเสนอรายชื่อเป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรี จึงนับว่ากระบวนการสรรหาเพื่อให้ได้มาซึ่ง ส.ว. น่าจะไม่เป็นกลางทางการเมือง ขัดกับ รธน.ม.269 (1) หรือไม่?
           
2. การทำหน้าที่ของ ส.ว.ในวาระเริ่มแรก คือ  การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ร่วมกับ ส.ส. ส่อว่าอาจขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 ที่ว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งบัญญัติไว้ ดังนี้

"ส.ส.และ ส.ว. ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์"
           
แต่โดยข้อเท็จจริง เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่า ในกระบวนการสรรหา ส.ว.นั้น ท้ายที่สุดแล้ว คสช.เป็นผู้เลือก ส.ว. จำนวน 250 คน ถือได้ว่า ส.ว.ทั้งหมด "อยู่ในความผูดมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ ของ คสช." ซึ่งนับเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 114
         
เฉพาะอย่างยิ่ง สังคมเห็นภาพชัดเจนที่รัฐมนตรี สมาชิกสภานิติบัญญัติ จำนวนมาก ลาออกจากตำแหน่งเพื่อไปเป็น ส.ว. ตามที่เป็นข่าวครึกโครมไปทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์หลักที่จะไปโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองหนึ่ง ในขณะเดียวกันบุคคลผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองนั้น ก็เป็นหัวหน้า คสช.ที่มีอำนาจตั้ง ส.ว. มาทำหน้าที่โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นับเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 หรือไม่?
           
ต่อประเด็นทางออกในเรื่องนี้  ส.ว. ควรทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 ที่บัญญัติให้ ส.ว.เป็น "ผู้แทนปวงชนชาวไทย" เมื่อเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย  ส.ว. ควรต้องฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ แล้วโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามเสียงประชาชนส่วนใหญ่ที่เลือก ส.ส.เข้ามาเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยเช่นกัน หรืออีกทางเลือกหนึ่ง คือ ส.ว.ใช้สิทธิ์งดออกเสียง ให้เป็นหน้าที่ของ ส.ส.ที่ถืออำนาจอธิปไตยจากประชาชนที่เลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
           
ทั้งนี้ ความเห็นนี้ไม่รวมกับภาคส่วนอื่นที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยตีความในประเด็นที่มาและความชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญของ ส.ว.
             
ประการสำคัญที่สุด รัฐธรรมนูญ บทเฉพาะกาล มาตรา 269(3) บัญญัติให้หัวหน้า คสช.เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ในการแต่งตั้ง ส.ว. ซึ่งมีประเด็นว่า หัวหน้า คสช.ได้ตรวจสอบความถูกต้อง ชอบธรรม ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้หรือไม่ โดยตรวจสอบกับข้อเท็จจริงที่รัฐมนตรี และ สมาชิกสภานิติบัญญัติหลายท่านลาออกจากตำแหน่งเพื่อไปเป็น ส.ว. ตามข่าวที่ปรากฎครึกโครมอยู่ในปัจจุบัน หรือไม่ อย่างไร

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล: พรรคการเมืองไม่ควรเห็นดีเห็นงาม ร่วมกระบวนการที่สังคมไม่ยอมรับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้เผยแพร่ทัศนะทางการเมือง ล่าสุด ดังนี้


"เพื่อไทย" ชี้พรรคการเมืองไม่ควรเห็นดีเห็นงาม และเข้าร่วมกับกระบวนการที่สังคมไม่ยอมรับ

นี่ประเทศไทยกำลังยอมแลกทั้งศักดิ์ศรี ภาพพจน์ และการตีความหลักการที่จะต้องถูกจารึกเป็นแนวปฏิบัติสำหรับการเมืองสำหรับลูกหลานเรา เพียงเพื่อความอยากของบางฝ่ายเท่านั้นจริงๆหรือ

เมื่อต้องเลือกระหว่างหลักการกับความอยาก เราก้าวมาถึงจุดที่เราพยายามทำบิดพริ้วหลักการให้เป็นเครื่องมือเพื่อตอบสนองความอยากได้อย่างไร

ตนมองว่าตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สังคมตั้งคำถามเสมอมาว่ากระบวนการเหล่านี้ว่าถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความอยากหรือไม่ ตั้งแต่ 1) ต้นน้ำ ซึ่งหมายความรวมถึงการฉีกและสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ กำหนดรูปแบบการเลือกตั้งใหม่ลดทอนกำลังพรรคฝ่ายตรงข้าม การสร้าง ส.ว. ที่ไม่ได้มาจากประชาชน แต่มีอำนาจเทียบเท่าเสียงประชาชนครึ่งประเทศมาเลือกนายกฯ 2) กลางน้ำ ซึ่งหมายรวมถึง กระบวนการเลือกตั้งที่สร้างคำถามที่ผู้รับผิดชอบยังไม่สามารถให้คำตอบได้มากมาย และ 3) ปลายน้ำ ซึ่งหมายรวมถึง การนับคะแนน สูตรคำนวนคะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ที่นักคณิตศาสตร์ นักนิติศาสตร์ รวมถึงประชาชนยังต้องมองตากันปริบๆ

ตนไม่ติดใจหากบางพรรคจะเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลโดยพิจารณาจากแนวนโยบายที่ตรงกัน อุดมการณ์ที่ไปกันได้ ถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย แต่หากกระบวนการได้มา สังคมเค้าไม่ยอมรับ และถูกประชาชนตั้งคำถามถึงความถูกต้องอย่างกว้างขวาง ก็ไม่ควรเห็นดีเห็นงาม เข้าร่วมและชื่นชมกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล
รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย
10 พ.ค. 2562

"เพื่อไทย" รายงานตัว ส.ส.ใหม่ คึกคัก


ผู้สื่อข่าวรายงานจาก สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่รัฐสภาใหม่ ย่านเกียกกาย ว่า พรรคเพื่อไทย ให้ ส.ส.ชุดใหม่ เดินทางเข้ามารายงานตัวหลัง กกต. ประกาศรับรองรายชื่ออย่างเป็นทางการ ทั้งนี้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะเปิดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมารายงานตัว ได้ทุกวัน โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08.30 น.-16.30 น.