วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

"เพื่อไทย" แนะรัฐแก้ปัญหาสารเคมีปนเปื้อนสินค้าเกษตร

"ชวลิต" ช็อค อึ้ง ตะลึง ผลการสุ่มตรวจ ผัก ผลไม้ นำเข้าจากต่างประเทศ พบสารเคมีปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน 13 ใน 15 ตัวอย่าง จี้รัฐบาลแก้ปัญหาโดยเร็ว


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส. นครพนม ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ว่า
       
จากการที่ กมธ.ได้ไปศึกษาดูงานที่ด่านชายแดน ซึ่งเป็นต้นทางของการนำเข้าสินค้าผัก ผลไม้ และที่ปลายทางคือตลาด  ซึ่งมีการกระจายสินค้าแบบครบวงจรจากต้นทางถึงปลายทาง
   
ในการนี้ กมธ.ได้ทำการสุ่มตัวอย่างผัก ผลไม้ ที่ตลาดปลายทาง ไปตรวจยังห้องแล็บต่างประเทศที่ได้รับการรับรองมาตรฐานพบว่า ผัก ผลไม้ ที่ส่งไปตรวจสอบ จำนวน 30 ตัวอย่าง ขณะนี้ได้รับแจ้งผลการตรวจสอบกลับมา 15 ตัวอย่าง โดยพบว่า 13 ใน 15 ตัวอย่าง มีสารเคมีปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน ได้แก่ องุ่น 9 ตัวอย่าง ลูกพลับ 1 ตัวอย่าง  แอปเปิ้ล 1 ตัวอย่าง คะน้าฮ่องกง 1 ตัวอย่าง บร็อคเคอรี่ 1 ตัวอย่าง จากข้อมูลการสุ่มตรวจสอบดังกล่าว เห็นได้ว่าคนไทยเราไม่ปลอดภัยแล้ว และน่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคง เพราะกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน จึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาล ดังนี้
 
1. รัฐบาลควรตรวจสอบซ้ำผัก ผลไม้ที่นำเข้าจากต่างประเทศตามเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย
   
2. รัฐบาลควรจัดตั้งห้องแล็บ หรือหามาตรการใดในการสุ่มตรวจสอบให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย
           
3. รัฐบาลควรเจรจากับประเทศต้นทางให้รัฐบาลกลาง หรือรัฐบาลท้องถิ่น ออกใบรับรองสินค้าว่าได้มาตรฐานความปลอดภัย
 
4. ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม  รัฐบาลควรส่งเสริม สนับสนุนให้เกษตรกรผลิตผัก ผลไม้
ปลอดภัย ไปจนถึงขั้นเกษตรอินทรีย์ป้อนประชาชนของเราเองได้
   
หวังว่าคงได้รับคำตอบจากรัฐบาลที่จะแถลงข่าวสร้างความมั่นใจกับประชาชนในการบริโภคผัก ผลไม้ ทั้งนำเข้า และผลิตเองในประเทศ ที่ได้การรับรองมาตรฐานความปลอดภัยโดยเร็วที่สุด

"อนุสรณ์" อัดรัฐตีรวนแก้รัฐธรรมนูญ

"อนุสรณ์" ถามรัฐบาล ที่ตีรวนแก้รัฐธรรมนูญ แย่งชิงการนำ หรือ ยื้อให้นานที่สุด


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี การช่วงชิงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 2560 ว่า จริงๆแล้วพรรคร่วมรัฐบาลทราบดีว่า ประเด็นการเลือกตัวประธานนั้น ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนและสำคัญที่สุด เพราะการทำงานในรูปแบบคณะกรรมาธิการนั้นตัวกรรมาธิการทุกคนมีความสำคัญ แต่ละคนมีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่ที่สังคมยังต้องรอความชัดเจนจากที่ประชุมวิปรัฐบาล อาจมาจาก 2 สาเหตุ คือ การเล่นการเมืองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลชิงการนำกันมากเกินไป หรือ ความพยายามตีรวน เพื่อยื้อการศึกษาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญออกไปให้ได้นานที่สุดของพรรคแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะพวกเขาได้ประโยชน์สูงสุด คนกลุ่มใดได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ คนกลุ่มนั้นก็ต้องพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญนั้นให้นานที่สุด ส.ว.ที่ได้ประโยชน์ จึงพยายามร่วมด้วยช่วยยื้อ จุดพลุสร้างวาทกรรม แก้รัฐธรรมนูญจะก่อวิกฤติ ซึ่งห่างไกลจากสภาพปัญหาที่แท้จริงไปมาก แต่หากจะมีกลุ่มที่วิกฤติคือกลุ่มเสียผลประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เท่านั้น การที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ไปพูดว่าเป็นตัวเองนายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง ได้เป็นนายกฯตั้งแต่ ส.ว.ยังไม่ทันเลือกนั้น อาจเข้าใจผิด หรือพูดความจริงไม่หมด
“พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งคนมาเขียนรัฐธรรมนูญ เพื่อพล.อ.ประยุทธ์ เอาบัตรเขย่งมาคำนวณคะแนนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ จนได้ส.ส.เอื้ออาทร มาเลือกพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็บอกว่าตัวเองมาจากการเลือกตั้ง แต่ที่ไม่ได้บอกคือพล.อ.ประยุทธ์ มาจากการเลือกตั้งที่ออกแบบมาเพื่อตัวพล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นรัฐบาลเท่านั้น ” นายอนุสรณ์ กล่าว

“วิสาร” เชื่อเศรษฐกิจจะดี หากประยุทธ์ลาออก


นาย วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย  อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ของประเทศไทยเศรษฐกิจไทยดำดิ่งมาก ประชาชนเดือดร้อนทั่วประเทศ นโยบายที่รัฐบาลที่หวังจะให้เศรษฐกิจดีขึ้นก็ไม่ประสบความสำเร็จประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รู้สึกว่าดีขึ้น การค้าขายตกต่ำ  บรรดาผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายใหญ่ประสบปัญหาหมด  ลูกค้าหดหาย ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ  ที่น่าตกใจคือรัฐบาลยังไม่ยอมรับความจริงยังสร้างวาทกรรมว่าเศรษฐกิจไทยไม่มีปัญหาแค่โตช้า

จากการที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั่งในตำแหน่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล เชื่อว่ามีข้อมูลมากมายแต่ไม่รู้จักนำมาใช้  หรือใช้ไม่เป็น หรือข้อมูลที่ได้มามีแต่การอวยว่าดีทุกด้าน   เศรษฐกิจไม่มีปัญหา  ประชาชนมีความสุข  หากเป็นเช่นนั้นท่านก็ไม่ควรจะมาทำหน้าที่ตรงนี้  พลเอกประยุทธ์ต้องยอมรับว่าไร้ฝีมือในการบริหารประเทศ  นับวันประเทศยิ่งแย่ลง   ประชาชนไม่มีเงินในกระเป๋า  คนตกงาน  โรงงานอุสาหกรรมปิดเป็นจำนวนมาก นักศึกษาจบออกมาไม่มีงานทำ  เชื่อว่าจะหนักกว่านี้หากรัฐบาลยังบริหารประเทศแบบนี้

นายวิสาร กล่าวด้วยว่า พลเอกประยุทธ์ประกาศชัดเจนว่าเสียสละเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ แต่ที่ผ่านมาท่านยิ่งบริหารประชาชนจนลง  การที่พลเอกประยุทธ์บอกว่าไปจังหวัดไหนมีแต่คนรักมีแต่คนมาเชียร์  อยากบอกว่าบรรดาผู้ใต้อำนาจท่านเขาไปเกณฑ์คนมา และบังคับให้เชียร์ท่านจะเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้  หรือพลเอกประยุทธ์ชอบแบบนี้  ขอแนะนำว่าถ้าพลเอกประยุทธ์อยากรู้ความจริงลองไปเดินคนเดียวดูแล้วจะรู้ประชาชนพูดถึงรัฐบาลอย่างไร

“หากพลเอกประยุทธ์บอกว่าเสียสละเข้ามาทำงาน เข้ามาทำหน้าที่ไม่ได้อยากได้อะไร แต่เมื่อประเทศชาติกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติ  อยากให้พลเอกประยุทธ์เสียสละอีกครั้ง  ลาออกเถอะครับเชื่อ ว่าถ้าพลเอกประยุทธ์ลาออกประเทศจะดีขึ้นอย่างแน่นอน หรือ ท่านจะไม่รับรู้อยู่ในอำนาจต่อไปท่านอาจจะเป็นผู้ร้ายในสายตาประชาชนในที่สุด” นายวิสารกล่าว

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

"คุณหญิงสุดารัตน์" ลุยขอนแก่น พบชาวนา

"คุณหญิงสุดารัตน์" ลุยขอนแก่น พบชาวนา ถูกเอาเปรียบ ไร้การเหลียวแลจากภาครัฐ ชวนชาวนาชะลอการขายข้าวเพื่อเพิ่มราคา เรียกร้องรัฐดูแลทันที ก่อนข้าวจะอยู่ในมือพ่อค้า


คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น สอบถามปัญหาราคาข้าวจากเกษตรกร โดยพบว่าฤดูกาลผลิตนี้ ข้าวสารและข้าวเหนียวขาดตลาด เกษตรกร ควรได้ราคาดี เพราะต้องประสบปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม ทำให้ผลผลิตมีน้อย

แต่ปรากฏว่าปัจจุบันชาวนากลับถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยไม่มีมาตรการของภาครัฐออกมาช่วยเหลือ ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิคุณภาพดีที่สุดของโลก ซึ่งปลูกในพื้นที่ภาคอีสาน ขายได้เพียงกิโลกรัมละ ประมาณ 12 บาทเท่านั้น

ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยเห็นว่า ในห้วงของการเก็บเกี่ยวรัฐบาลต้องเข้ามาดูแล ตั้งแต่ต้นเดือนนี้ ไม่ใช่ไปดูแลในช่วงปลายเดือนหรือต้นเดือน ธันวาคม ซึ่งข้าวจะอยู่ในมือพ่อค้าคนกลางแล้ว

โดยเฉพาะข้าวเปลือกจะถูกขาย และเปลี่ยนมือจากชาวนาไปอยู่ในมือพ่อค้าคนกลาง อยู่กับโรงสี ราคาจึงปรับตัวสูงขึ้นไปที่ประมาณกิโลกรัมละ20-25บาท ซึ่งพี่น้องชาวนาไม่ได้รับประโยชน์ ดังนั้นรัฐต้องมีมาตรการออกมาช่วย ชะลอการขายข้าวทันที
และในขณะที่ชาวนาถูก กดราคา ขายข้าวได้ราคาไม่เป็นธรรม กลับยังไม่เห็นมาตรการ รวมถึงความช่วยเหลือใดๆจากรัฐบาล อย่างเป็นรูปธรรม

คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำว่าพรรคเพื่อไทยพยายามช่วยเหลือเท่าที่ทำได้โดยเฉพาะการหาช่องทางจัดจำหน่าย พร้อมสื่อสารไปถึงพี่น้องเกษตรกรว่า อย่าเพิ่งรีบขายข้าว ให้เก็บไว้รอราคาที่เหมาะสม จึงทยอยขาย ดังนั้นหากรัฐจริงใจจะช่วยเหลือเกษตรกรต้องช่วยในช่วงเวลานี้ ก่อนที่ข้าวจะไปอยู่ในมือพ่อค้าคนกลาง

ทั้งนี้ในการลงพื้นที่ ตำบลบ้านโต้น อำเภอ พระยืน จังหวัดขอนแก่น คุณหญิงสุดารัตน์ พร้อมคณะส.ส. อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย อาทิ นายบัลลังก์ อรรณนพพร นางมุกดา พงษ์สมบัติ  นายพงศกร อรรณนพพร นายอดิศร เพียงเกษ นายธนิก มาสีพิทักษ์ นายสุรชัย เบ้าจรรยา ร่วมลงพื้นที่

คุณหญิงสุดารัตน์ ได้พบปะกลุ่มเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรอินทรีย์ ให้กำลังใจในการประกอบอาชีพ เยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ข้าวปลอดสารพิษ รวมถึงแนะนำวิธีการปลูกและขายข้าวอย่างไรให้มีประสิทธิภาพและได้ราคาอย่างเหมาะสม

จากนั้นได้ร่วมกิจกรรมลงแขกเกี่ยวข้าวกับเกษตรกร ด้วยรอยยิ้ม สร้างความอบอุ่นให้กับพี่น้องเกษตรกร ถือเป็นการรักษาวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย โดยเฉพาะเป็นการสืบสาน สิ่งที่พี่น้องชาวนาได้ถือปฏิบัติมาช้านาน

กิจกรรมดังกล่าว ถือเป็นการเปิดศักราช ฤดูกาลเก็บเกี่ยว และเป็นหนึ่งใน ความต่อเนื่อง จากโครงการ"ข้าวสานธรรม" ที่ดำเนินการมาทุกปีด้วย

"หมวดเจี๊ยบ" ติง 100 เดียวเที่ยวทั่วไทย ไม่คุ้มค่า

โครงการ 100 เดียวเที่ยวทั่วไทย และเที่ยววันธรรมดาราคาช็อคโลกของรัฐบาลประยุทธ์ จะล้มเหลวในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับ โครงการ ชิม ช็อป ใช้ และ ถือเป็นการใช้เงินงบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า ทั้งนี้ รัฐบาลประยุทธ์ควรดูวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจของ ญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย ที่เน้นลดรายจ่ายและหารายได้เข้าประเทศด้วยการส่งออก แต่ไม่เน้นแจกเงิน 


ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า โครงการ 100 เดียวเที่ยวทั่วไทย และเที่ยววันธรรมดาราคาช็อคโลกของรัฐบาลประยุทธ์ ซึ่งใช้งบประมาณจาก งบกลาง จำนวน 116 ล้าน บาท รวม 2 โครงการ จะไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ อย่างเป็นรูปธรรมและถือเป็นการใช้เงินงบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะ มาตรการ 100 เดียวเที่ยวทั่วไทยที่เริ่มโครงการในวันนี้ เป็นเพียงโครงการประชานิยมที่ไม่ได้สร้างกำลังซื้อให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังไม่มีผลต่อการกระตุ้น GDP เพราะการเพิ่ม GPD จากรายได้จากการท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ต้องทำโดยการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ ไม่ใช่ด้วยการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ

ซึ่งที่ผ่านมา ก็มีนักเศรษฐศาสตร์ทักท้วงเรื่องนี้ แล้ว โดยชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของโครงการชิมช็อปใช้ทั้ง 2 เฟส ที่ไม่สามารถสร้างรายได้ให้ภาคการท่องเที่ยวได้ตามเป้า เพราะคนส่วนใหญ่เลือกใช้สิทธิ์ซื้อของกินของใช้มากกว่าไปเที่ยว เม็ดเงิน 10,667ล้านบาท ที่รัฐบาลเทลงไปจึงไหลไปสู่ภาคการท่องเที่ยวเพียง 0.01 เปอร์เซ็นต์หรือ ราว 141 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลเองก็ยอมรับว่ารายได้ในส่วนของการท่องเที่ยวนั่นต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ แต่รัฐบาลประยุทธ์ก็ไม่เข็ดและยังจะทำผิดซ้ำซากอีก ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลประยุทธ์ขาดความระมัดระวังในการใช้เงินงบประมาณของประเทศ และลงทุนด้วยความเสี่ยง โดยไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนเลยว่าผลตอบแทนจะคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ใช้ไปหรือไม่ เพราะรัฐบาลย่อมไม่รู้ล่วงหน้าว่าประชาชน 40,000 ราย ที่จะใช้สิทธิ์ในโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวดังกล่าว จะมีพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินอย่างไร แล้วรัฐบาลจะคำนวณผลตอบแทนที่จะกลับเข้ามาในระบบเศรษกิจได้อย่างแม่นยำได้อย่างไร 

นอกจากนี้ ตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัวก็มีสัญญาณไม่ดีเลยโดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในภาพรวม ก็ตกต่ำอย่างต่อเนื่องมาตลอด ภายหลังการรัฐประหาร โดยข้อมูลของกองดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในภาพรวม ประจำเดือน ต.ค 62 อยู่ที่ระดับ 46.3 ซึ่งต่ำกว่าระดับ 50 แปลว่าคนไทย ไม่กล้าใช้จ่าย เพราะมีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดี แล้ว พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจไปพกเอาความมั่นใจจากไหนมา ทำไมถึงคิดจะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยวทั้ง ๆ ที่  คนไทยกำลังท้อแท้สิ้นหวัง มีคนตกงานเป็นแสน ๆ คน และเป้าหมายการส่งออกก็หดตัว ทั้งยัง มีข่าวคนฆ่าตัวตายหนีหนี้รายวัน นอกจากนี้ เพื่อความโปร่งใสของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว รัฐบาลต้องแจกแจงรายชื่อผู้ประกอบการที่ได้ส่วนแบ่งจากเงินอุดหนุน 116 ล้านบาทของรัฐบาล เพื่อให้สังคมเห็นว่าเม็ดเงินดังกล่าวกระจายไปอย่างทั่วถึง หรือกระจุกตัวอยู่ที่ผู้ประกอบการแค่บางกลุ่มกันแน่ รวมทั้ง ต้องเปิดเผยรายชื่อประชาชน 40,000 รายที่ได้สิทธิ์ในโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวของรัฐบาลว่ามีตัวตนจริงหรือไม่ หรือเป็นแค่นายหน้าที่เข้ามาจองสิทธิ์แทนผู้ประกอบการบางรายเพื่อหวังเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ในวงเงิน 116 ล้านบาทกันแน่ ทั้งนี้ แม้มูลค่าโครงการจะไม่สูง มีมูลค่าเพียงหลักร้อยล้านต้น ๆ แต่ก็เป็นเงินของแผ่นดิน ต่อให้เป็นการใช้งบประมาณเพียงบาทเดียว รัฐบาลก็ต้องใช้อย่างรอบคอบระมัดระวังและต้องใช้เงินด้วยความรับผิดชอบเพราะเป็นเงินของส่วนรวม นอกจากนี้ รัฐบาลประยุทธ์ควรหยุดทำให้ประชาชนเสพติดการแจกเงิน และควรฟังคำทักท้วงของทุกฝ่าย โดยเฉพาะ IMF ที่เตือนให้รัฐบาลระวังการใช้นโยบายประชานิยม แต่รัฐบาลควรกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพ และกระตุ้นการผลิต ซึ่งจะเป็นการสร้างกำลังซื้อที่ยั่งยืน ทั้งนี้ รัฐบาลประยุทธ์ควรดูตัวอย่างประเทศซึ่งมีรากฐานเศรษฐกิจที่แข่งแกร่ง เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการลดค่าครองชีพประชาชน เช่น ลดภาษีการบริโภคอาหารบางประเภท เพื่อให้คนญี่ปุ่นมีเงินเหลือในการบริโภค ในขณะที่ อินโดนีเซีย ซึ่งโดนสหรัฐตัด GSP เหมือนไทย เขาใช้วิธีกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการส่งเสริมการส่งออกในอุตสาหกรรมที่ไม่ใช้น้ำมันและก๊าซ เพื่อเพิ่ม GDP ไม่มีชาติไหนเน้นการแจกเงิน ดังนั้น พล.อ. ประยุทธ์ควรเปลี่ยนแนวคิดในการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน

“การุณ” ชี้ ผู้มีอำนาจ หลงอำนาจ-ไม่อยากแก้รธน.

“การุณ” ชี้ ผู้มีอำนาจหลงอำนาจไม่อยากแก้รธน. อัดคนออกแบบรัฐธรรมนูญหวังแช่แข็งประเทศไทย 


นายการุณ โหสกุล ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า วัตถุประสงค์ของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือต้องการแก้ไขเพื่อประชาชน โดยเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาเนื่องมาจากผู้บังคับใช้ก็ไม่สามารถปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญได้  นอกจากนี้บรรดาผู้ที่ต้องทำตามรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ได้ หรือ ทำได้ไม่หมด

ทั้งนี้เพราะรัฐธรรมนูญมีข้อห้ามข้าราชการในหลายมาตราและมีการกำหนดบทลงโทษหลายมาตราส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานไม่สามารถดำเนินการได้ และกังวลว่าจะตกเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย  ประหนึ่งคนร่างรัฐธรรมนูญหวังแช่แข็งประเทศไทยไม่ให้เดินไปข้างหน้า อาทิ ในการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ตามหลักผู้อำนวยการสำนักงบประมาณต้องเป็นเลขาธิการคณะกรรมาธิการ แต่ในการพิจารณางบประมาณในครั้งนี้ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณไม่ยอมรับตำแหน่งเลขาธิการ อ้างว่ามีส่วนได้ส่วนเสียและหวาดกลัวเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย  ในขณะที่ข้าราชการก็ไม่กล้าให้ข้อมูลมากนักเพราะหวั่นผิดรัฐธรรมนูญทำให้การพิจารณางบประมาณมีปัญหามาก

นายการุณ กล่าวด้วยว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ออกแบบให้ผู้มีอำนาจที่ได้ประโยชน์และหลงในอำนาจ  การกระทำการต่างๆไม่สนใจว่าจะผิดกฎหมายหรือไม่เพราะรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้มีการนิริโทษกรรมให้กับผู้มีอำนาจไว้แล้ว ดังนั้นผู้มีอำนาจจึงไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อประโยชน์ต่อตัวเองและพวกพ้องตัวเองเท่านั้น

“รัฐธรรมนูญฉบับนี้สมควรแก้ไขอย่างเร่งด่วน ขอฝากไปถึงผู้มีอำนาจว่าจะใหญ่ก็ใหญ่ได้ไม่นานเพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะพันขาคุณเอง ความต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้ ส่วนที่มีข่าวว่าผู้มีอำนาจมีการเตรียมส่งผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการร่างรัฐธรรมนูญเข้ามานั่งในคณะกรรมาธิการนั้นก็เป็นเพียงการเข้ามารักษาผลประโยชน์ให้กับพวกพ้องตัวเองเท่านั้น ผู้มีอำนาจไม่ควรเอาเชื้อร้ายในอดีตเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้”นายการุณกล่าว

กมธ.ทหาร อัดนโยบายกองทัพล้มเหลวแก้ปัญหาใต้


นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร มองว่าการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เดินมาไม่ถูกทาง เพราะเงื่อนไขในแต่ละสถานการณ์ต่างกันไป กรณีล่าสุดที่เกิดเหตุการณ์ยิงถล่มชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตรวม 15 คน และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก สถานที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ ชาวบ้านดูแลกันเอง ไม่มีหน่วยงานทหารในพื้นที่ จึงเป็นเรื่องที่น่าสงสัยว่าเหตุใดจึงมีช่องโหว่ตรงนี้

นโยบายทหารนำการเมือง ที่ใช้มาตลอดในพื้นที่ภาคใต้ ไม่ตอบโจทย์ ไม่สะท้อนความจริงใจพื้นที่ และแก้ไขปัญหาไม่ได้   นอกจากนี้งบประมาณมหาศาลรวมแล้วตลอดหลายปีที่ผ่านมามากกว่า 200,000 ล้านบาท ในการพิจารณางบประมาณในแต่ละปี มีการของบประมาณที่จะลงไปแกปัญหาภาคใต้ อาทิ  กระทรวงกลาโหม กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน  ทางสภาให้ตลอดเพราะอยากให้ปัญหาภาคใต้สงบ  แต่การใช้งบประมาณของหน่วยงานในภาคใต้เป็นการของบประมาณที่ซ้ำซ้อน  ดังนั้นปัญหาภาคใต้ที่ไม่สงบส่วนหนึ่งอาจจะนโยบายรัฐที่มีเป้าหมายอย่างอื่นหรือไม่

“ ฝ่ายความมั่นคงควรที่จะทบทวนการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ภาคใต้  อาจจะมีการเปิดโต๊ะเจรจากับฝ่ายที่เห็นต่างไม่ทำในประเทศก็ได้อาจจะให้ประเทศอื่นเป็นเจ้าภาพก็ได้ เพื่อหาแนวทางยุติปัญหาความรุนแรง   กองทัพต้องยอมรับว่าการแก้ปัญหาที่ผ่านมาล้มเหลว  ที่สำคัญที่สุดคือความจริงใจ  เพราะคนในพื้นมี่มองว่ากองทัพไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหาและสำคัญไปสร้างความหวาดระแวงให้กับคนในพื้นที่   การแก้ปัญหาภาคใต้ไม่มีทางสำเร็จ แต่หากจะดีขึ้นกองทัพควรแสดงความจริงใจกับประชาชนในพื้นที่ อย่าใช้อำนาจเพราะจะเป็นการเลี้ยงไข้มากกว่าหวังแก้ปัญหาให้ลุล่วง”

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

"อนุดิษฐ์" ขอบคุณบุคลากรเพื่อไทย-ผู้ปฏิบัติงานทางการเมืองเข้มแข็ง


ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงแรมลองบีช ชะอำ ว่า พรรคเพื่อไทย จัดโครงการเสริมศักยภาพเจ้าหน้าที่พรรคและอาสาสมัคร หลักสูตรพัฒนาทักษะการสื่อสาร สู่ความสำเร็จขององค์กร ระหว่างวันที่ 8-10 พฤศจิกายน 2562 โดยมี นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันทำให้พรรคเพื่อไทย เป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง


ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังเสร็จสิ้นการทำกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ รวมพลังความคิดแห่งการสื่อสาร ของพรรคเพื่อไทยในวันสุดท้าย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ระบุว่า  เสาร์ อาทิตย์ ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานสัมมนาเจ้าหน้าที่และบุคลากรของพรรคเพื่อไทย หลายท่านอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน จนถึงเพื่อไทย

21 ปีที่ผ่านมา จากลูกม้าที่หัดวิ่งกลายเป็นม้าศึกที่คึกคะนอง เราผ่านปัญหา อุปสรรค ความอยุติธรรม มานับไม่ถ้วน อาจเคยท้อใจแต่ไม่เคยท้อถอย เพราะสิ่งหนึ่งที่ยึดโยงพวกเราและทำให้เรา สามารถฟันฝ่าปัญหา ทะลายกำแพงอุปสรรคที่เกิดขึ้นได้ และยังหลอมรวมกันได้อย่างมั่นคง คือ ความร่วมมือร่วมใจกันของคนทำงานเพื่อไทย ที่มี #หัวใจผูกพันไว้กับประชาชน

เจ้าหน้าที่พรรคเพื่อไทย และผู้ปฏิบัติงานทางการเมืองทุกคนทำงานกันอย่างเข้มแข็ง
พวกเรากระจายอยู่ทุกภาคส่วนของประเทศ

เราคือ...ฟันเฟืองตัวน้อยๆ ที่จะทำให้เครื่องจักรใหญ่ทำงาน ทำให้พรรคเพื่อไทยแข็งแกร่ง มั่นคง และเป็นความหวังของประชาชน

ผมขอสื่อข้อความเหล่านี้ ถึง คนทำงานเพื่อไทยทุกภาคส่วน ถึงแม้เราจะไม่มีตำแหน่งทางการเมือง แต่ขอให้ท่านอย่าได้ย่อท้อ ต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น ขอให้ท่านมุ่งมั่นทำงานอย่างหนักเพื่อพี่น้องประชาชน

"พวกเรา ท่าน และผม" มาร่วมกันเป็นฟันเฟืองเพื่อขับเคลื่อนประเทศร่วมกันครับ

#ครอบครัวของผม
#ครอบครัวเพื่อไทย
#WeRPheuthai







































“ชัชชาติ” หนุนแก้ปัญหาน้ำเสีย กทม.

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


เช้านี้ ผมชวนน้องๆไปเก็บขยะที่คลองลาดพร้าวตามแนวทางที่คุณโจอี้ บอยเสนอไว้ โดยมีพี่สำเนียงประธานชุมชนร่วมใจพิบูลย์ 2 กับพี่จำรัส ประธานชุมชนลาดพร้าว 45  กรุณาเอาเรือมารับ

ลงเรือที่วัดลาดพร้าว สภาพคลองบริเวณวัดมีขยะไม่มากแต่น้ำดำและมีกลิ่นเหม็น แล่นเรือมุ่งหน้าไปทางคลองแสนแสบ มีขยะเยอะเป็นช่วงๆ ที่ตักได้ส่วนใหญ่เป็น โฟม ขวดน้ำพลาสติก ถุงพลาสติก ถุงขยะ ตักอยู่สองชั่วโมงได้ขยะเกือบเต็มเรือ

จริงๆแล้วการไปเก็บขยะแบบนี้มันเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ แต่ก็ช่วยให้เราเห็นสภาพปัญหาได้ดีขึ้น ถ้าจะให้แก้ปัญหาให้ยั่งยืน ทุกคนทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกัน ตั้งแต่การลดขยะ แยกขยะ ทิ้งเป็นที่ เก็บเป็นเวลา

เรื่องขยะควรจะต้องยกระดับเป็นวาระแห่งชาติครับ


วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

"ปรีชาพล" นำ ทษช. โพสต์รำลึก 1 ปี การก่อตั้งพรรค

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ พร้อมด้วยกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ นางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ นายคณาพจน์ โจมฤทธิ์ นายฤภพ ชินวัตร และนายต้น ณ ระนอง โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ในโอกาสครบรอบ 1 ปี ก่อตั้งพรรคไทยรักษาชาติ โดยมีเนื้อหาดังนี้


7 พฤศจิกายนปีที่แล้ว ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตทางการเมืองของผม คือการได้มีโอกาสเข้าดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ เร็วนะครับ ครบ 1 ปี แล้ว ในช่วงเวลาที่ผ่านมาผมไม่ได้หายไปไหน ผมได้หันมาทบทวนตัวเองในทุกๆเรื่อง มีเวลาได้ดูแลสุขภาพ ดูแลลูกสาวฝาแฝดอายุ 6 ขวบมากขึ้น ได้ทุ่มเทให้การเรียนปริญญาเอกเต็มที่หลังจากค้างคามาหลายปีเพราะติดภารกิจงานการเมือง ซึ่งตอนนี้จบแล้วครับ

แม้วันนี้บทบาทของผมจะเปลี่ยนไป แต่ก็ยังคงมีความปรารถนาดี อยากเห็นประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่ดี คนไทยลืมตาอ้าปากได้ สามารถพัฒนาเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

ผมเชื่อว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพ เพราะเราเคยเป็น 1 ใน 5 เสือของอาเซียน เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค เป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดและงดงามไม่แพ้ชาติใดในโลก มีศักยภาพเป็นแหล่งผลิตอาหารของโลกได้เพราะมีสินค้าทางการเกษตรที่หลากหลาย มีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมและฝีมือด้านหัตถกรรม (Handcraft) ที่มีความประณีต ลอกเลียนแบบได้ยาก แต่ในวันนี้ศักยภาพเหล่านี้กลับถูกละเลย ถูกมองข้ามไป และไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งที่เราสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศจากสิ่งเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างโอกาสในการทำมาหากินให้กับคนตัวเล็กๆที่มักถูกหลงลืมเหมือนไม่มีตัวตนในสังคม นับวันปัญหาความเหลื่อมล้ำก็จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากจน ไม่มีใครอยากแบมือขอรับความช่วยเหลือจากคนอื่นหากมีความพร้อมที่จะช่วยเหลือตนเองได้ ความจนไม่ได้เป็นเรื่องของโชคชะตา แต่เป็นเรื่องของการขาดโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม

สิ่งสำคัญคือความเข้าใจและเข้าถึงเทคโนโลยี รวมถึงการปรับตัวให้สามารถอยู่รอดได้ในยุคเศรษฐกิจสมัยใหม่ แม้ในห้วงที่ประเทศเข้าสู่ภาวะวิกฤต เรายิ่งต้องเปลี่ยน "วิกฤต" ให้เป็น "โอกาส" โดยเร็วที่สุดครับ

ผมเชื่อว่า "โอกาส" ในชีวิตของคนเรามีได้หลายครั้ง โอกาสมีอยู่ทุกที่ในประเทศไทยและมีอยู่ในทุกจังหวะของการพัฒนา และเป็นหนทางที่นำไปสู่อนาคตที่ดีกว่าเสมอ

#โอกาสคืออนาคต


ทางด้าน นางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ระบุว่า 7 พฤศจิกายน 2561 นับเป็นวันแรกที่ดิฉันได้ก้าวเข้ามาสู่การเมืองเบื้องหน้าครั้งแรก
1 ปีผ่านไปปัญหาต่างๆของประเทศไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจทั้งในและนอกยังคงรุมเร้าประเทศ บ้านเมืองของเรายังอยู่ในสภาวะเหมือนคนไข้ในห้องไอซียู ช่องว่างความเหลื่อมล้ำมีแต่จะห่างมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะก้าวไม่ทันโลกที่หมุนเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว
ภาคการท่องเที่ยวหดตัว การจ้างงานลดลงโดยเฉพาะในภาคการผลิตเพื่อการส่งออก หนี้ครัวเรือนยังคงสูง คนไข้ตัวเล็กตัวน้อย ที่รอการรักษายังมีอยู่อีกจำนวนมาก ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้กลับถูกมองข้าม ทั้งที่พวกเขาคือหัวใจหลักของการหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานราก
แม้วันนี้ดิฉันจะไม่ได้มีโอกาสเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในฐานะนักการเมือง แต่ก็ไม่เคยลืมความมุ่งมั่น ตั้งใจ ที่อยากจะเข้ามาพัฒนาโอกาสให้กับผู้คนในสังคมอีกมากมาย ที่มีศักยภาพซ่อนเร้น แต่ขาดโอกาสในการเชื่อมโยงไปสู่แหล่งความรู้ แหล่งทุน เทคโนโลยี และตลาดโลก
ดิฉันมองเห็นโอกาสของคนเหล่านั้น และดิฉันเชื่อว่า #โอกาสคืออนาคต


นายคณาพจน์ โจมฤทธิ์ ระบุว่า เวลา 1 ปีนั้นหมุนไปเร็วอย่างมาก จากวันนี้เมื่อปีที่แล้ว ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของผม ด้วยการเดินตามความฝันในวัยเด็ก เข้ามาทำงานทางการเมืองในฐานะรองเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ จนถึงวันนี้ความฝันของผมก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แม้จะอยู่ในบริบทที่แตกต่าง แต่ก็ยังคง “ความหวัง” ที่อยากจะเห็นประเทศไทย สังคมไทย และคนไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว

ประเทศไทยมีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่อีกมากแต่หลายคนยังมองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นด้านสินค้าหัตถกรรม และอุตสาหกรรมอาหาร ที่ถือเป็นภาพลักษณ์ของประเทศไทย ซึ่งชาวต่างชาติให้การยอมรับ คำว่า “Made in Thailand” เป็นตราสัญลักษณ์ที่การันตีคุณภาพได้เป็นอย่างดี

แต่เนื่องด้วยกระแสโลกที่เปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ สิ่งที่มีมูลค่าของไทยเหล่านั้น (Thai value) ไม่ disrupt ตัวเอง หรือเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับความท้าทายของโลกปัจจุบัน และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ถูกละเลย และจางหายไป

ในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง และความไม่แน่นอน เราจะต้องผลักตัวเองออกจากพื้นที่ที่เคยชิน (Discomfort zone) ไปสู่ “ความหวัง” และ “โอกาส” เพื่อที่จะก้าวไปสู่ความเป็นผู้นำในอนาคตได้ เพราะไม่มีอะไรจะเสี่ยงไปมากกว่าการย่ำอยู่กับที่

ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ผมได้รับโอกาสมากมายในการทำธุรกิจ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้คนหลากหลาย ผมไม่เคยหยุดเรียนรู้ ได้ลองผิดลองถูก เพื่อที่จะพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพที่ดียิ่งขึ้น ระบบการศึกษาไทย จะต้องเปิดกว้าง (Boundaryless) เสริมสร้างการเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการของนักเรียนแต่ละคน (Personalized learning program) ด้วยวิธีดิจิทัล AI, AR/VR และ Blockchain จะเข้ามาเป็นกลไกที่ช่วยให้เติมเต็ม และเข้าถึงแหล่งความรู้ได้หลากหลาย และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการเรียนการสอนจากครูในห้องเรียน

ดังนั้น ในโลกที่เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีสามารถเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น ผมจึงเชื่ออยู่เสมอว่า ชีวิตเรายังมีความหวังและโอกาสรอเราอยู่เสมอ อยู่ที่เราต้องคว้า “โอกาส”เหล่านั้นให้อยู่ในมือของเรา ผมเชื่อว่าทุกๆ คนก็สามารถทำได้ เพื่อก้าวไปสู่ “อนาคต” ที่ดีกว่าของเรา และประเทศไทยไปด้วยกันครับ #โอกาสคืออนาคต


นายฤภพ ชินวัตร ระบุว่า 7 พฤศจิกายน ได้หวนกลับมาอีกครั้ง

ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 เป็นอีกวันที่ผมมีความภาคภูมิใจที่ได้รับตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ และได้รับผิดชอบในเรื่องการนำเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อพัฒนาประเทศ

ถึงแม้วันนี้ผมได้พ้นจากตำแหน่งนั้นแล้ว แต่ผมก็ยังมีอุดมการณ์ที่จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อที่จะพัฒนาประเทศต่อไป

โลกของเรานั้นอยู่ในศตวรรษที่ 21 และ ประเทศมหาอำนาจนั้นก็ได้มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แต่ประเทศไทยยังตามไม่ทันในเรื่องนี้อยู่มาก ทั้งๆที่เรามีโอกาส และศักยภาพอีกมากมาย ผมเองก็ยังเชื่อว่าเราต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อพัฒนาประเทศ เริ่มที่การทำให้เทคโนโลยีใช้ง่ายขึ้น เพื่อให้ประชาชนเข้าถึง แล้วนำมาพัฒนาการเกษตร อุตสาหกรรม และใช้ในชีวิตประจำวัน

1 ปีที่ผ่านมานั้นผมก็ยังไม่หยุดคิดที่อยากจะพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยี อยากเห็นประเทศไทยนั้นก้าวไกล ทัดเทียมกับประเทศมหาอำนาจ ประเทศไทยนั้นยังขาดโอกาส แต่เราสามารถสร้างโอกาสนั้นขึ้นมาเองได้ เพื่อเศรษฐกิจ และอนาคตของประเทศไทย

#โอกาสคืออนาคต


นายต้น ณ ระนอง ระบุว่า วันนี้เมื่อปีที่แล้ว 7 พฤศจิกายน 2561 เป็นวันที่ผมมีโอกาสได้เป็นนักการเมืองเต็มตัว หนึ่งปีผ่านไป แม้ผมไม่ได้อยู่สถานะเดิมแล้ว แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นก็นับเป็นโอกาสใหม่ของผม ให้ผมสามารถมองเรื่องเดิมด้วยมุมมองใหม่ ได้ทำงานมิติใหม่ที่ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยของเราได้

ช่วงที่ผ่านมา ผมได้ใช้โอกาสของผมมองไปรอบๆ ว่าสังคม ประเทศ และโลกของเรา มีการพัฒนาอะไรไปบ้าง ทั้งข้อมูลข่าวสารทางอินเทอร์เน็ต หรือจากการเดินทางไปทำงาน ไปเที่ยวในที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ โดยส่วนตัวแล้วผมเป็นคนชอบสังเกตสิ่งรอบๆตัว และเอาเรื่องราวมาแบ่งปันคนอื่นอยู่เสมอ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองที่เป็นประโยชน์ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ด้วยหวังว่าจะเป็นประโยชน์ หรือสามารถจุดประกายความคิดให้ผู้อื่นนำไปต่อยอดได้

ปัจจุบันผมเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็น System Integrator ที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมือง และพัฒนาระบบต่างๆ ด้วยเทคโนโลยี IoT และ AI ทั้ง 2 สิ่งนี้จะสามารถจัดระบบเมืองที่ตอบสนองต่อคุณภาพและความปลอดภัยของสังคม ผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะผมเชื่อว่าคนไทยควรจะมีชีวิตดีกว่าที่เป็นอยู่ ผมอยากจะเห็นคนไทยมีความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตที่มากขึ้น หรือทัดเทียมประเทศพัฒนาแล้ว

แม้ปัจจุบันผมจะไม่ได้ทำงานการเมือง แต่ผมก็ตั้งใจจะเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่เปลี่ยนแปลงประเทศไทยของเราให้มีความทันสมัยก้าวทันโลก

มีภาษิตจีนประโยคหนึ่งกล่าวไว้ว่า "อย่ารอคอยโอกาส แต่จงสร้างโอกาส"

มันคงจะดี หากใครๆ ในสังคมของเราที่สร้างโอกาสได้เก่ง จะแบ่งโอกาสต่อไปให้คนอื่นๆ ที่มีโอกาสน้อยกว่าบ้าง ผมเชื่อว่า
#โอกาสคืออนาคต

ต้น ณ ระนอง
7พ.ย.2562