วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

"สุดารัตน์" เผยพรรคฝ่ายค้าน พร้อมอภิปรายในรัฐสภา

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
#การแถลงนโยบายของรัฐบาล ต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภานั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งค่ะ นอกจากจะเป็นไปตามกติการัฐธรรมนูญแล้ว ยังหมายถึงการประกาศรูปธรรมต่อคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนตอนหาเสียงด้วย
รัฐธรรมนูญ ปี2560 มาตรา 162 บังคับให้นโยบายของรัฐบาลต้องมีความสอดคล้องกับ 1.หน้าที่ของรัฐ 2.แนวนโยบายแห่งรัฐ 3. ยุทธศาสตร์ชาติ และยังต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบายด้วย
นโยบายของรัฐบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สมาชิกรัฐสภา คือ ส.ส. และ ส.ว.ทุกคน มีสิทธิอภิปรายซักถามหรือเสนอแนะได้ ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย
รัฐบาลที่แล้วให้กรอบเวลาในการประชุมร่วมถึง 3 วัน แต่มาถึงรัฐบาลนายกฯประยุทธ์ ที่บอกว่ามาจากระบอบประชาธิปไตย โปร่งใส และใช้รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงกลับลดเวลาเหลือแค่ 2 วัน
ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน รู้สึกเป็นห่วงต่อความรอบคอบของนโยบาย เพราะรัฐบาลจะต้องบริหารบ้านเมืองในหลายมิติ แถมรัฐธรรมนูญที่พวกท่านออกแบบกมาก็ตีกรอบให้เชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้ถึง 20 ปี ประชาชนเองก็คงอยากจะรู้ว่า หน้าตาของนโยบายที่ผสมกันออกมาจะเป็นไปในทิศทางไหน
สิ่งสำคัญที่สุดคือ สมาชิกทุกคนควรจะได้มีโอกาสอภิปรายซักถามอย่างเต็มที่ รัฐบาลไม่ต้องกังวลค่ะ นี่เป็นประโยชน์ต่อพวกท่านเอง
เวทีรัฐสภาโดยผู้แทนราษฎรที่ส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้ง จะช่วยให้ท่านเห็นข้อควรระมัดระวังอีกด้าน หรืออาจนำเอาข้อเสนอแนะไปปรับปรุงแก้ไขให้ทำได้จริงขึ้น
สมาชิกรัฐสภาซึ่งมีเกือบ 750 คน แต่ให้เวลาฟังและอภิปรายแค่ 2 วัน เฉลี่ยแล้วตกคนละไม่กี่นาที เมื่อเทียบกับเวลาของรัฐบาลที่ต้องบริหารประเทศไปอีกหลายปี ถือว่าน้อยเกินไป
ท่านนายกฯ ควรจะใจกว้าง ให้เวลาแก่สมาชิกอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะฝ่ายค้านซึ่งจะได้อภิปรายซักถามอย่างเต็มที่ ประโยชน์สูงสุดก็จะตกแก่ประชาชนที่จะได้เห็นนโยบายของรัฐบาลซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตของพวกเขา
ท่านนายกฯ ไม่ต้องกังวลนะคะ นี่เป็นกลไกตรวจสอบปกติของระบอบรัฐสภา ภายใต้กติกาประชาธิปไตย ท่านอาจจะไม่ชอบ เพราะไม่ใช่สภาแบบที่ท่านเคยตั้งได้ทั้งหมดมากับมือ แล้วก็ยกมือพร้อมเพรียงให้กับท่าน ค่อยๆเรียนรู้กับระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายค้านพร้อมให้คำแนะนำอย่างเต็มที่ค่ะ

วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

"เพื่อไทย" เร่งครม.ประยุทธ์ แถลงนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ


ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เหลือเวลาเพียงอีกไม่กี่วันที่ทางครม.ของ พล.อ.ประยุทธ์ฯ จะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา  เพราะที่ผ่านมาในส่วนของผลงานยังไม่มีความชัดเจน อีกทั้งยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ ดังนั้นจึงอยากให้มีรัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะทำอะไรบ้าง เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน  ซึ่งจากรายงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไตรมาสสี่ปี 2561 ประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 12.8 ล้านล้านบาท และหากเปรียบเทียบกับต่างประเทศจะพบว่าประเทศไทยมีสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP อยู่ในอับดับ 10 จาก 89 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจากการที่เศรษฐกิจของไทยยังต้องพึ่งพาการส่งออก และการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงต้องมุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน เพื่อให้ได้รับการยอมรับอย่างเร่งด่วน

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ฯ กล่าวอีกว่า ทุกวันนี้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น รวมทั้ง ราคาพลังงานที่สูงเกินความเป็นจริง รัฐควรรีบดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยพักหนี้ครัวเรือน เร่งสร้างรายได้เพิ่มจากการท่องเที่ยว ทั้งจากในประเทศและนอกประเทศ ส่งเสริมการส่งออก ปรับโครงสร้างภาษีอากรทั้งระบบ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกเลิกการผูกขาดการทำธุรกิจทุกชนิด แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ พัฒนาพลังงานทดแทน และสร้างความเสมอภาพในสังคม ซึ่งตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมาทางพรรคเพื่อไทยได้รับการร้องเรียนจากประชาชนเรื่องปัญหา ปากท้องมาโดยตลอด  ดังนั้นรัฐจึงควรเร่งหาแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมากกว่านำงบประมาณประเทศไปซื้อยุทโธปกรณ์เพื่อทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

7 พรรคฝ่ายค้าน เตรียมจัดหนัก! เสวนาหาทางออกประเทศ

“7 พรรคฝ่ายค้านเพื่อประชาชน” จัด "เสวนาใหญ่" ระดมหัวหน้าพรรคหาทางออกประเทศ ประเดิมก่อนรัฐบาลแถลงนโยบาย



ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และเลขาฯคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้านและการมีส่วนร่วมของประชาชน กล่าวว่า คณะกรรมการฯ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากทั้ง 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน เห็นชอบจัดงานเสวนาเชิงวิชาการในหัวข้อ “ทางออกในการแก้ไขปัญหาวิกฤติของชาติ” โดยถือเป็นเวทีแรกของโครงการ “ฝ่ายค้านเพื่อประชาชน” ในวันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2562 เวลา 10.00 – 12.30 น. ณ โรงแรม แลงคาสเตอร์ กรุงเทพฯ

โดยการเสวนาในครั้งนี้จะเป็นการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านทั้ง 7 พรรค ร่วมกับพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชน ในการหาแนวทางนำพาประเทศไทยออกจากวิกฤติในปัจจุบันร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ วิกฤติการสืบทอดอำนาจ วิกฤติความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย รวมถึงจะเป็นการ “แสดงวิสัยทัศน์ กำหนดบทบาท และภารกิจของฝ่ายค้าน” ต่อพี่น้องประชาชน โดยมุ่งเน้นการเป็นฝ่ายค้านสร้างสรรค์ แต่หนักแน่น ตรงไปตรงมาโดยยึดมั่นในหลักการและความถูกต้อง และพร้อมทำงานร่วมกับประชาชน

วิทยากรผู้เข้าร่วมการเสวนา ได้แก่ คุณสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ คุณเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย คุณวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ คุณสุภดิช อากาศฤกษ์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ คุณสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ คุณนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย โดยมีคุณศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ เป็นผู้ดำเนินรายการ


"พงศ์เทพ" แนะจับตามาตรฐาน ลักษณะต้องห้ามรัฐมนตรี


นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ถึงกรณีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี ว่า "หากมีปัญหาในประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี หมายความว่าหากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ก็ไม่สามารถเป็นรัฐมนตรีได้ หากมีการแต่งตั้งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมมาแล้วต้องพ้นจากตำแหน่งนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัย เมื่อมีการส่งเรื่องไปยังศาลฯ ซึ่งโดยปกติการส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. สามารถเข้าชื่อกันได้ หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ก็สามารถส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับเดิมๆ เช่นมีการระบุคุณสมบัติไว้ว่า รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งแต่เดิมไม่มี การที่ระบุว่าต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์นั้น หากตีความตามความเป็นจริง เมื่อมีเฉพาะความซื่อสัตย์สุจริตแต่ยังไม่เป็นที่ประจักษ์ จะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องใช่หรือไม่ การเขียนเช่นนี้ทำให้เกิดข้อสงสัย และหากเป็นกรณีตรงกันข้าม นอกจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์แล้ว แต่กลับมีพฤติการณ์ที่ดูแล้วไม่ซื่อสัตย์สุจริต จะเป็นปัญหาที่อาจนำไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้ กกต.ที่ตรวจคุณสมบัติของผู้สมัคร และต่อมาเป็นประเด็นปัญหาที่ศาลวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติ ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการไปบอกให้ กกต.ต้องรับผิดชอบ แต่เมื่อศาลวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานไว้แล้ว เมื่อ กกต.ทราบบรรทัดฐานแล้วต่อมายังไปยังอนุมัติให้ผ่านคุณสมบัติ กกต.อาจจะต้องรับผิดชอบส่วนหนึ่ง"

นายพงศ์เทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า "ในส่วนของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนำชื่อคณะรัฐมนตรีเสนอ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการนั้น แน่นอนว่าจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะเสนอคนที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม นายกรัฐมนตรีจะปฏิเสธความรับผิดชอบได้ยาก อดีต รมว.ยุติธรรม ยังเห็นว่า การอภิปรายคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรีของพรรคฝ่ายค้านในการแถลงนโยบายของรัฐบาล จะทำให้เห็นว่ารัฐมนตรีผู้นั้นสามารถเป็นรัฐมนตรีได้หรือไม่ แต่การที่จะดำเนินการต่อไป ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยมี ส.ส.เข้าชื่อกันเสนอไปยังรัฐธรรมนูญ หรือ กกต.จะดำเนินการเอง"

"ข้อมูลบางอย่างปรากฏต่อสาธารณชน และปรากฏต่อตัวนายกรัฐมนตรีแล้วก่อนที่จะมีการนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีเสนอ เพราะฉะนั้นในระหว่างนี้ไม่คิดว่าการไปเรียกร้องจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เว้นเสียแต่ว่าหลังจากที่คณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน และยังไม่มีการยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ อีกทั้งยังเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีด้วย การส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติของพลเอกประยุทธ์นั้น คือกรณีที่ศาลมีเหตุอันควรเชื่อหรือมีมูล โดยปกติศาลต้องสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งมีตัวอย่างมาแล้ว อย่างการที่ศาลสั่งนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ หยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือกรณีของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ก่อนหน้านี้ที่มีหลายคนถูกร้องเรียน แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะนักกฎหมายจึงยังสับสนเช่นกันว่า บรรทัดฐานจะดูเช่นไร ซึ่งคงต้องศึกษาต่อไป อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะสั่งอย่างไร ต้องสั่งให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน หลักกฎหมายเดียวกัน ซึ่งในภายหลังจะทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน และเกิดการยอมรับในคำสั่งที่สั่งมาในแต่ละเรื่องแต่ละคดี" นายพงศ์เทพ กล่าว

"ปลอดประสพ" ตะเพิดส่ง คสช. ไปแล้วขอให้ไปลับ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

คสช. ไปแล้วก็ขอให้ไปลับ
.
นายกฯประยุทธ์กล่าวอำลาการสิ้นสุดของการปกครองภายใต้ระบอบเผด็จการคสช. 5 ปี พร้อมกล่าวอ้างความสำเร็จหลายประการ และยังได้เรียกร้องขอให้ประชาชนได้ทบทวนว่าบ้านเมืองนั้นดีขึ้นอย่างไรบ้างในยุคไร้ประชาธิปไตยอำนาจนิยมเฟื่องฟู
.
ผมจึงขอสนองคำถามของท่านพอสังเขปดังนี้
.
1.ท่านอ้างว่าประสบความสำเร็จเรื่องการทุจริต คอร์รัปชั่น ขอถามว่ากรณีของนาฬิกา กรณีองค์การทหารผ่านศึกรับงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ จนครม.ของท่านเองยังต้องสั่งให้ระงับ กรณีมีบริษัทในค่ายทหารซึ่งล้วนคสช.ระดับสูงเกี่ยวข้องนั้น อะไรคือความสำเร็จครับ
.
2.ท่านอ้างว่า ท่านออกกฎหมายมากมายจนสามารถแก้ปัญหาที่หมักหมมมานานได้ แล้วท่านเองไม่ใช่หรือที่ยกเลิกกฎหมายประเภทคำสั่งคสช. ตามมาตรา 44 เกือบ 500 ฉบับ โดยยอมรับว่าไม่มีประโยชน์อะไรและและขัดกับหลักธรรมาภิบาล แต่ก็ยังรักษากฎหมายที่ผมเห็นว่าแย่ที่สุดไว้ เช่น ให้อำนาจกอรมน. เรียกประชาชนมาปรับทัศนคติได้
.
3.ท่านอ้างว่าทำให้มีการลงทุนมากขึ้น ท่านยกเมฆข้อมูลอะไรมาครับ 5 ปีที่ผ่านมา การลงทุนต่ำสุดในประวัติศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย
.
4.ท่านอ้างว่าประสบความสำเร็จในการแก้ความยากจน ท่านเอาอะไรมาพูดครับ ทุกสถิติยืนยันว่าคนจนมีมากขึ้น ความเหลื่อมล้ำของรายได้และทรัพย์สินของประชาชนที่แตกต่างยิ่งมากขึ้น คือรวยกระจุกจนกระจาย
.
5.ท่านอ้างว่าแก้ปัญหาการประมงได้ ท่านมั่วหรือเปล่า ตอนนี้ประเทศไทยไม่มีการประมงนอกน่านน้ำแล้ว เรือประมงไทยจอดตายรอจมหลายหมื่นลำ ชาวประมงพม่าและเวียดนาม แอบเข้ามาจับปลาแทนชาวตังเกไทย ประเทศไทยต้องสั่งปลาจากต่างประเทศมากิน มันบ้าชัดๆ สมัยผมนะประเทศไทยส่งออกเป็นลำดับที่หนึ่งของโลกนะครับ
.
6.ท่านอ้างความสำเร็จเรื่องการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติโคตรปีของท่าน ท่านไม่เห็นหรือสองวันสองคืนในสภา เขาวิจารณ์ เขาด่าความล้มเหลวว่าอย่างไร ตาบอดหูหนวกหรือจึงไม่รู้ เก่งนักแล้วทำไมไม่ไปร่วมชี้แจงเล่า
.
7.ท่านว่าสามารถแก้ภาพลักษณ์ที่ถูกมองเป็นประเทศล่มสลาย ปัดโธ่ต่างชาติเขารู้ทั้งนั้นว่า ใครปิดระเทศและปิดเพื่อใคร พวกท่านนั่นแหละที่ทำเอาประเทศแทบไม่เหลืออะไรแล้วยังจะมาทวงบุญคุณอีก
.
8.ท่านพูดอย่างภูมิใจว่าท่านจะทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยปกครองโดยระบอบรัฐสภาฯ ตามที่นานาอารยะประเทศเขาทำกัน ทุเรศมากจริงๆ ส.ว.ท่านตั้งทุกคนใช่ไหม ยกมือให้ท่านเป็นนายกฯครบ ไม่มีแตกแถว บอกหน่อยประชาธิปไตยมาตรฐานประเทศไหนกัน
.
ไปแล้วก็ไปลับนะครับ อย่าเป็นแบบที่คุณวิษณุเพิ่งออกมาขู่เมื่อวานว่า “เขาอาจประกาศกฎอัยการศึกอีกนะ” ก็ขออย่าให้เป็นเช่นนั้นตลอดไปแล้วกัน สำหรับท่านที่กลับมาในคราบของประชาธิปไตย ก็ขอให้กลับเนื้อกลับตัวจริงๆ จะขอสาธุไว้ล่วงหน้า

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

"ลดาวัลลิ์" ชี้ "ประยุทธ์" เสี่ยงละเมิดสิทธิมนุษยชน

"ลดาวัลลิ์" ชี้ "ประยุทธ์" เสี่ยงละเมิดสิทธิมนุษยชน โอนอำนาจ คสช. ให้ กอ.รมน. เรียกบุคคลเข้ารายงานตัว ปรับทัศนคติ ที่เป็นคำสั่งหัวหน้าคสช.


นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  กล่าวว่า  ตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีให้ข่าว ปฏิเสธว่า กอ.รมน. ไม่ได้เรียกบุคคลมาปรับทัศนคติ เหมือนกับคสช.นั้นไม่เป็นความจริง จากการตรวจสอบพบว่า หัวหน้าคสช.ได้ออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 51/2560  เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นมา โดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 คำสั่งฉบับนี้กำหนดให้มีคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และให้มีคณะกรรมการในระดับจังหวัด มีอำนาจหน้าที่ประการหนึ่งคือ  "เชิญเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลใด มาให้ข้อมูล หรือจัดส่งข้อมูลพร้อมหลักฐานประกอบ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการของคณะกรรมการ" ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 2551 มีวัตถุประสงค์เพื่อมิให้บุคคล  ก่อให้เกิดความไม่สงบ หรือ  กระทบความมั่นคงของรัฐ

นางลดาวัลลิ์กล่าวว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาในยุคคสช.นั้น มีนักการเมือง นักศึกษา ประชาชน นักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตย สื่อสารมวลชนฯลฯ ถูกเรียกตัวให้ไปพบเจ้าหน้าที่รัฐ และ ควบคุมตัวไว้ รวมทั้งการพูดจาหว่านล้อม ข่มขู่ ให้หยุดการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ที่เรียกกันว่า”ปรับทัศนคติ” คำสั่งที่ให้อำนาจ กอ.รมน.ก็ไม่แตกต่างกัน  การระบุไว้ในคำสั่งที่อ้างเรื่องความไม่สงบ หรือความมั่นคงของรัฐ ก็เป็นข้ออ้างที่ใช้มานานแล้วในยุค คสช.ที่ถือเอาว่าตัวเองคือประเทศชาติหรือรัฐบาล ทั้งๆที่ ในความเป็นจริงไม่ใช่  อีกทั้งการแสดงออกทางการพูดการกระทำของบุคคลที่มีความเห็นแตกต่างจากรัฐบาล เป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน หรือสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน  ข้ออ้างนี้ย่อมครอบคลุมไปถึงส.ส.ด้วย หากกอ.รมน.เห็นว่าการพูดและการแสดงออกนั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อรัฐบาล ทั้งๆที่ ส.ส.ทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบรัฐบาล

นางลดาวัลลิ์กล่าวอีกว่า คำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 51/2560  ที่สามารถเรียกบุคคลมาพบและให้ข้อมูลนั้น กระบวนการออกคำสั่งเกิดขึ้นในยุคคสช. ไม่ได้ผ่านกระบวนการตรากฎหมาย ตามหลักประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น ยังถือเป็นมรดก คสช.ที่กระทบสิทธิเสรีภาพประชาชน ซึ่งพรรคฝ่ายค้าน และประชาชนผู้รักประชาธิปไตย จะต้องผลักดันให้มีการยกเลิกโดยเร็วต่อไป

"อนุสรณ์" เผย ประชาชนคิด เพื่อไทยทำ สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการทำหน้าที่ตรวจสอบของพรรคฝ่ายค้านในสภาฯ ว่า พรรคเพื่อไทยได้ยกระดับการทำงานในสภาให้มีความเข้มข้นภายใต้แนวคิด ประชาชนคิด เพื่อไทยทำ นำทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนสะท้อนให้รัฐบาลเร่งแก้ไข ระหว่างรอเอกสารนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลง พรรคเพื่อไทยได้เตรียมผู้อภิปรายตามกรอบนโยบายของรัฐบาลซึ่งจะให้ความสำคัญกับทุกมิติ รวมถึงคุณสมบัติของรัฐมนตรี ซึ่งมีผู้เสนอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความในประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี หากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามก็ไม่สามารถเป็นรัฐมนตรีได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัย รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับเดิมๆ เช่นมีการระบุคุณสมบัติไว้ว่า รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หากตีความตามนี้จะมีรัฐมนตรีขาดคุณสมบัติจำนวนเท่าใด จากการรวบรวมข้อมูลในขั้นต้นจะมีรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายเรื่องคุณสมบัติจำนวนมาก ตั้งแต่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา นายอุตตม สาวนายน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล นายนิพนธ์ บุญญามณี นายสาธิต ปิตุเตชะ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ เป็นต้น

“5 ปี ที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์ได้รับทั้งเวลาและโอกาสจากการมีเครื่องมือพิเศษเป็นตัวช่วย ถึงเวลาที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับโลกแห่งความเป็นจริงของการทำงานที่ฝ่ายตรวจสอบจะทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง หากเคารพและเชื่อมั่นประชาชน ต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้ทำหน้าที่ โดยยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นศูนย์กลาง

"สุดารัตน์" นำประชาชนทำบุญ-เวียนเทียน อาสาฬหบูชา

"คุณหญิงสุดารัตน์" ร่วมกับประชาชน เขตพระโขนง และพื้นที่ใกล้เคียง ทำบุญ เวียนเทียน เนื่องในวันอาสาฬหบูชา 



คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายกวีวงศ์ อยู่วิจิตรสมาชิกพรรคเพื่อไทย ประชาชนในเขตพระโขนง และพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมกันทำบุญเนื่องในวันอาสาฬหบูชา ณ วัดวชิรธรรมสาธิต เขตพระโขนง โดยมีพระพิพัฒนกิจวิธาน เจ้าอาวาสวัดวชิรธรรมสาธิต ประธานฝ่ายสงฆ์ นำพระภิกษุสงฆ์ สามเณร ทำวัตรเย็น จากนั้นคุณหญิงสุดารัตน์ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยในพระอุโบสถ และพระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ จากนั้นเป็นขั้นตอนของการประเคนเครื่องไทยธรรม พระสงฆ์อนุโมทนา โดยก่อนเสร็จสิ้นพิธี คุณหญิงสุดารัตน์ ได้ร่วมกับพี่น้องประชาชน เวียนเทียน รอบพระอุโบสถด้วย




"สุทิน" ติงประยุทธ์ ไม่เข้าใจกลไกสภาฯ


นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพล.อ.ประยุทธ์ ขอฝ่ายค้านอย่าฉวยโอกาสอภิปรายไม่ไว้วางใจในการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่กำลังจะมีขึ้นว่า "เท่าที่สังเกตการแสดงความเห็นของพล.อ.ประยุทธ์ช่วงหลังๆเห็นชัดเจนว่านอกจากท่านไม่เข้าใจปรัชญาประชาธิปไตยแล้วยังไม่รู้เรื่องกลไกของสภาอีกด้วย เรื่องนี้น่าห่วง จึงฝากให้พล.อ.ประยุทธ์ ศึกษาประเพณีปฏิบัติที่สภาแต่ละยุคเขาทำกันมา การอภิปรายนโยบายของรัฐบาลก็คือการแสดงความเห็นว่านโยบายของรัฐบาลจะตอบโจทย์ของประเทศและประชาชนหรือไม่ จัดได้สอดคล้องกับข้อกำหนดของกฏหมายที่เกี่ยวข้องตลอดทั้งแผนยุทธศาสตร์หรือไม่ ได้คำนึงถึงสถานะการเงินการคลังของประเทศเพียงใด การบอกชี้ว่าตอบโจทย์ของประเทศหรือไม่จึงจำเป็นต้องอธิบายโจทย์ อธิบายถึงความสำเร็จและความล้มเหลวในอดีตเป็นฐานพิจารณาและเพื่อให้การนำนโยบายไปใช้ให้บรรลุผลก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะชี้ให้เห็นถึงความเหมาะของตัวบุคคลที่จะมาเป็นรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบาย  ฉะนั้นพล.อ.ประยุทธ์ต้องเข้าใจตามนี้ก่อนแล้วอย่าวิตกเกินไป ทำใจให้สบาย รักษาสุขภาพให้ดีและถ้าบอกว่าให้เกียรติสมาชิกควรอยู่ร่วมประชุมให้นานที่สุดด้วย"

"ชัชชาติ" แนะรัฐแก้ปัญหาสาธารณสุข


นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและคณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

เช้านี้ผมไปวิ่งที่สวนลุม อากาศดีมาก คนวิ่งกันเยอะ คงเพราะเป็นวันหยุดด้วย ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าพวกเราสนใจในการออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพกันมากขึ้น งานวิ่งต่างๆมีเยอะขึ้น หลายงานเต็มภายในไม่กี่นาทีหลังเปิดรับสมัคร

ปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยคือ การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยด้วย NCDs (Non-Communicable Diseases) หรือ กลุ่มโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ ซึ่งสาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง โรคถุงลมโป่งพอง โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง และโรคอ้วนลงพุง สำหรับประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจาก NCDs ถึงร้อยละ 75 หรือ ประมาณ 320,000 คนต่อปี* ส่งผลกระทบทั้งต่อตัวเอง ครอบครัว ค่าใช้จ่ายในการรักษา รวมไปถึงเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

การมีสวนสาธารณะ สถานที่ออกกำลังกายที่ดี กระจายอยู่ในหลายๆพื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก รวมถึงการส่งเสริมการออกกำลังกาย การให้ความรู้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นเรื่องที่สำคัญในการแก้ปัญหาสาธารณสุขในระยะยาว และมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการสร้างโรงพยาบาลครับ

วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

"พานทองแท้" หนุน "ชัชชาติ" ลงผู้ว่าฯกทม.


นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวตอบคำถามสื่อมวลชน กรณีกระแสข่าว พรรคเพื่อไทยเตรียมจะประชุมพิจารณาเสนอรายชื่อของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตแคนดิเดตนายกฯ ลงชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่า "ถ้าส่วนตัวผมเป็นเรื่องที่ดี ยินดีเลยครับ ถ้าท่านยอมมาลงกับทางพรรค ยังไงก็ต้องกลับไปถามพี่น้องประชาชนว่าโอเคกับท่านไหม? แต่ผมคิดว่าเบื้องต้นโอเคมากเลย และผมก็ยินดีมากถ้าท่านยอม

"มั่นใจได้มากขึ้นครับ แต่ยังไงก็ต้องถามพี่น้องประชาชนแหละครับ ผมคิดว่าเป็นคนที่เหมาะสมมากๆเลยตอนนี้ถ้าเกิดท่านยอม"

ผู้สื่อข่าวสอบถามเพิ่มเติมถึงความเป็นไปได้หรือไม่ ที่คุณพานทองแท้จะเสนอกับทางพรรคว่าเห็นด้วยเหมือนกันที่จะเสนอ คุณพานทองแท้ กล่าวตอบว่า "ผมอาจจะมีสิทธิเสนอในฐานะของสมาชิกพรรคคนหนึ่ง แต่ว่าจะไปบังคับอะไรท่านคงไม่ได้ ถ้าเสนอได้ก็อยากเสนอท่านชัชชาตินี้แหละครับ"

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

"จาตุรนต์" แนะสอบภูมิหลัง "อุตตม" คดีกรุงไทย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

รัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลใหม่นี้มีปัญหาภูมิหลังความเป็นมาถึงขั้นไม่ควรให้มาเป็นรัฐมนตรีกันได้เลย คงต้องมีการติดตามตรวจสอบกันต่อไป แต่เฉพาะหน้านี้ มีรัฐมนตรี 2 คนที่ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักคือนายอุตตมกับนายธรรมนัส

เท่าที่ติดตามข่าวเรื่องนี้ทั้งจากการโจมตีและการชี้แจงแก้ต่าง ผมคิดว่าควรมีตรวจสอบเพิ่มเติมแบบจับให้มั่นคั้นให้ตาย อยากเสนอว่าฝ่ายค้านและผู้ที่ต้องการตรวจสอบน่าจะสืบหาข้อมูลข้อเท็จจริงให้มากขึ้นอีก ขณะเดียวกันกันก็ตั้งกระทู้ด่วนถามนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้

การเสนอชื่อเพื่อแต่งตั้งครม.เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของนายกรัฐมนตรี ก่อนตั้งครม.นายกรัฐมนตรีย่อมต้องตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่ตนจะเสนอเพื่อแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี จึงควรตั้งกระทู้ถามให้ได้คำตอบที่ชัดเจนลงไป

กรณีนายอุตตม

1.นายกรัฐมนตรีได้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของนายอุตตมแล้วหรือไม่? ถ้าตรวจสอบแล้วถามว่า ในการประชุมบอร์ดธนาคารกรุงไทยครั้งที่มีการอนุมัติเงินกู้ที่นำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีจนมีผลให้กรรมการหลายคนถูกพิพากษาจำคุกไปแล้วนั้น นายอุตตมเข้าร่วมประชุมด้วยหรือไม่ มีหลักฐานใดที่แสดงว่านายอุตตมไม่เห็นด้วยและได้แสดงการคัดค้านหรือทักท้วงการอนุมัติในครั้งนั้นหรือไม่?

2.นายอุตตมตกเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ด้วยหรือไม่? ถ้านายอุตตมไม่เป็นผู้ต้องหา ผู้กล่าวหาได้ให้เหตุผลไว้อย่างไร? เหตุใดไม่กล่าวหานายอุตตม ถ้านายอุตตมตกเป็นผู้ต้องหา นายอุตตมถูกตั้งข้อหาอะไร เพราะเหตุใด พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนเสนอให้ฟ้องนายอุตตมหรือไม่เพราะเหตุใด นายอุตตมถูกอัยการฟ้องต่อศาลพร้อมกับกรรมการคนอื่นๆหรือไม่? นายอุตตมได้รับการตัดสินในชั้นศาลให้ยกฟ้องหรือเรื่องของนายอุตตมไม่ได้ไปสู่ศาลเลย

3.นายกรัฐมนตรีมีข้อมูลบ้างหรือไม่ว่าผู้ที่ร่วมกระทำผิดร้ายแรงในคดีต่างๆถูกกันเป็นพยานและไม่ต้องถูกดำเนินคดีในปีหนึ่งๆมีจำนวนมากน้อยเพียงใด เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? หากนายอุตตมร่วมกระทำผิดในคดีการปล่อยกู้จริงแล้วไม่ถูกดำเนินคดี เมื่อนายอุตตมมาเป็นรัฐมนตรีคลังแล้วเช่นนี้ นายกรัฐมนตรีมีมาตรการป้องกันไม่ให้นายอุตตมกระทำผิดกฎหมายในเรื่องที่รับผิดชอบแล้วหรือไม่ ถ้ามีแล้ว มาตรการนั้นคืออะไร

หมายเหตุสำหรับผู้อ่าน: ในการตั้งกระทู้ เขาไม่ให้ถามความเห็นครับ

สำหรับอีกรัฐมนตรีรายหนึ่งโปรดรอสักครู่ครับ

"ภูมิธรรม-สุดารัตน์" ประสานเสียง รำลึก 21 ปี ไทยรักไทย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย โพสต์ข้อความรำลึก 21 ปี พรรคไทยรักไทย ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

รำลึก 21 ปี พรรคไทยรักไทย……
วันที่ 14 ก.ค.2541 ดร.ทักษิณ ชินวัตร กับคณะบุคคลที่อยากเห็นการเมืองที่ดี การเมืองที่ใช้มืออาชีพทำงาน ใช้คนทุกภาคส่วนช่วยกันสร้างและผลักดัน ให้เกิดการเมืองที่มีคุณภาพใหม่ในนาม…”พรรคไทยรักไทย”

พรรคไทยรักไทย…ถือกำเนิดขึ้นภายใต้ รธน’40 ซึ่งนับเป็น รธน.ฉบับประชาชน ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความเป็นปชต.มากที่สุด ฉบับหนึ่งเท่าที่เราเคยมีมา อันมีที่มาจากความล้มเหลวของระบบการเมืองเดิมที่พยายามจะสร้างความอ่อนแอให้กับพรรคการเมือง ทำให้การบริหารประเทศมีความยากลำบาก เนื่องจากรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ

ภายใต้รธน.ที่มีความเป็นปชต.มากที่สุดในขณะนั้นพรรคไทยรักไทยได้พิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นแล้วว่าการมีกติกาที่เป็นประชาธิปไตยและมีหัวใจที่ยึดมั่นประโยชน์ประชาชนและการบริหารประเทศที่สร้างสรรค์กลไกให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่น กองทุนหมู่บ้าน กองทุน SML OTOP ฯลฯ มาร่วมมือกันพัฒนา เกิดศักยภาพในการเรียนรู้และการจัดการ กลไกเหล่านี้สามารถนำพาประโยชน์และความผาสุขมาสู่พี่น้องประชาชน ทำให้ชีวิตของ ประชาชนดียิ่งๆ ขึ้นกว่าเดิมรวมถึงสามารถสร้างกระบวนคิด และเกิดแนวทาง “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส”ให้ประชาชนเกิดการรวมตัว สร้างแนวทางการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับชุมชน สะสมประสบการณ์และต้นทุนชีวิตเพื่อความมั่นคงในชีวิตอย่างที่รัฐบาลอื่นๆ ไม่อาจทำให้ได้

“รัฐธรรมนูญ 40” ถูกฉีกทำลายโดยกลุ่มบุคคลที่นิยมระบบอำนาจนิยม ไม่เชื่อมั่นในสิทธิเสรีภาพของประชาชน กลับร่าง รธน.ใหม่ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือให้ฝ่ายที่นิยมเผด็จการ และทำให้โครงสร้างอำนาจกลับไปเป็นรัฐราชการ มิใช่รัฐที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

ในวาระโอกาสครบรอบ21ปีไทยรักไทย…จึงถือเป็นโอกาสที่ได้รำลึกถึงพรรคการเมืองหนึ่งซึ่งได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับระบบการเมืองไทยมากมายและยิ่งทำให้ ต้องตั้งคำถามกับสภาพการเมืองในปัจจุบันภายหลังการล้มล้างรัฐบาล”ไทยรักไทย” ไปนานกว่า21ปีมาแล้ว ว่าสถานการณ์ของบ้านเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน และความเชื่อมั่นต่อสากลโลก เป็นอย่างไรบ้าง

สถานการณ์ที่เป็นอยู่กันวันนี้ ชี้ให้เห็นความผิดพลาดอย่างยิ่งในการพยายามทำให้ระบบการเมืองไทยย้อนยุคกลับไปเหมือนสภาพแบบการเมืองในอดีตที่ล้มเหลวและสร้างความเสียหายให้ประเทศตลอดมา

นี่จึงเป็นที่มาให้บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ และพี่น้องคนไทย เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งปกป้องผู้นิยมอำนาจเผด็จการ ขาดเจตนารมณ์แท้จริงในการกระทำเพื่อตอบสนองประโยชน์และความต้องการแท้จริงของประชาชน การมีรธน. ที่เต็มไปด้วยกับดักอำนาจ ทำให้ประชาชนกลายเป็นตัวประกันของรัฐบาล นำพาประเทศถอยหลังไปสู่ความไร้เสถียรภาพ ขาดการรวมศูนย์ในการแก้ปัญหาให้ประชาชน สร้างผลกระทบมากมายต่อปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงในชีวิตของประชาชน ที่สำคัญเกียรติภูมิประเทศก็จะตกต่ำลงทุกขณะ

“ได้เวลาทวงคืนรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยเพื่อคืนความปกติสุขกลับสู่สังคมไทยโดยเร็ว แล้วหรือยัง?”

ภูมิธรรม เวชยชัย
14 กรกฎาคม 62

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน รำลึก 21 ปี พรรคไทยรักไทย โดยมีเนื้อหาดังนี้

ที่เขื่อนอุบลรัตน์จังหวัดขอนแก่น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึง การอภิปรายแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของรัฐบาล โดยพรรคเพื่อไทยจะมีการพูดคุยในวันจันทร์นี้ ซึ่งต้องตีโจทย์ว่าจะมีการแถลงนโยบายในประเด็นใดบ้าง

ซึ่งต้องเรียกร้องให้ รัฐบาลเร่งส่งรายงานคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาโดยเร็ว เพื่อประสิทธิภาพที่จะช่วย คิดช่วยนำเสนอ ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ขออย่าเล่นเกมดึงเวลาจนถึงช่วงท้ายเพื่อไม่ให้พรรคการเมืองมีเวลาเตรียมตัว

"อะไรที่เป็นนโยบายที่ดีเราจะสนับสนุนร่วมกันคิดร่วมกันทำแต่อะไรที่เป็นนโยบายที่มีข้อบกพร่อง เราก็เห็นแล้ว เช่นเรื่องการแก้ไขภัยแล้งมันบกพร่อง ก็อย่าหาว่าฝ่ายค้านไปโจมตี ขอให้คิดว่าเป็นการเสนอแนะติติงเพื่อให้รัฐบาลใช้เงินน้อยลง ประชาชนเดือดร้อนน้อยลง และแก้ไขปัญหาได้ทันเหตุการณ์"

ดังนั้นรายงานที่จะส่งมายังรัฐสภา ขอให้ดำเนินการโดยเร็ว และพรรคเพื่อไทยจะแบ่ง การอภิปรายเป็นด้านต่างๆ เช่นด้านสวัสดิการของรัฐ ด้านการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร ด้านเศรษฐกิจ หรือการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาท ซึ่งจะอภิปรายด้วยเหตุด้วยผล ขอให้ประชาชนร่วมติดตามและเสนอความคิดเห็น ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะเปิดช่องทางให้ประชาชนได้ร่วมคิด ตามสโลแกนของพรรคเพื่อไทยยุคใหม่ "ประชาชนคิดเพื่อไทยทำ" ซึ่งจะเป็นการเปิดช่องทางให้ประชาชนได้ร่วมอภิปรายกับพรรคเพื่อไทยในรัฐสภา

คุณหญิงสุดารัตน์ ยังกล่าวด้วยว่าครบรอบ 21 ปีการยื่นจดทะเบียนพรรคไทยรักไทยจนวันนี้เป็นพรรคเพื่อไทย จิตวิญญาณ ในการดูแลประชาชนยังเป็นเหมือนเดิม แต่จะเปลี่ยนบริบทและแนวคิดจากเดิมที่เคยใช้ราชการเป็นศูนย์กลาง เปลี่ยนเป็นยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ได้ตรงที่สุด โดยเฉพาะในโลกของเทคโนโลยีและวิวัฒนาการต่างๆทำให้เราสามารถสื่อสารได้ตรงกับประชาชนมากขึ้น

ดังนั้นจากนี้ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นแม้แต่ในรัฐสภา สามารถเสนอความคิดเห็น ติติงทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้เต็มที่ รวมถึงร่วมคิดร่วมกำหนดนโยบายให้พรรคเพื่อไทยนำไปดำเนินการ

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

"เพื่อไทย" ปรับทัพ เลือก "สมพงษ์" นั่งหัวหน้าพรรค


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  พรรคเพื่อไทย ได้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1ประจำปี 2562 เพื่อคัดเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ มีบรรดาแกนนำพรรค และส.ส.ทุกภูมิภาค เดินทางเข้าร่วมประชุม อาทิ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ อดีตหัวหน้าพรรค คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. ฯลฯ และผลปรากฏว่านายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ ได้รับเลือกจากให้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

"สุดารัตน์" ลงพื้นที่ประตูน้ำ ผู้ค้าเผยเศรษฐกิจย่ำแย่


คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ประตูน้ำ ถนนเพชรบุรี เยี่ยมให้กำลังใจผู้ค้า ผู้ประกอบการ และผู้ซื้อ โดยเลือกเดินภายในซอยเพชรบุรี 21 เป็นซอยแรก นำสื่อมวลชนดูบรรยากาศการค้าภายใน หรือ ที่ผู้ประกอบการเรียก "ซอยนรก" 

พร้อมสอบถามผู้ค้าผู้ประกอบการ พบว่า เศรษฐกิจซบเซามีผล ให้การค้าขายตกต่ำ ลูกค้าลดลงเกินกว่าครึ่ง ธนาคารไม่สนับสนุนสินเชื่อ เนื่องจากขาดความเชื่อมั่นในผู้ประกอบการ เป็นผลมาจากที่ผู้ประกอบการไม่สามารถค้าขายได้เหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ยอดขายตกลงกว่าร้อยละ 80 เคยขายได้วันละหลายหมื่นบาท ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่พันบาท ผู้ประกอบการ ต้องติดป้ายให้เช่าร้าน ซึ่งพิจารณาจากกำลังซื้อที่หดหาย ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดน้อยลง ขณะเดียวกันทราบว่า ผลกระทบอีกส่วนหนึ่ง มาจากรถตู้บริการสาธารณะที่ย้ายสถานที่จอดด้วยเช่นกัน

ผู้ค้าสะท้อนด้วยว่าลูกค้าออนไลน์ ที่รับซื้อเสื้อผ้าจากการขายส่ง ก็ถูกเข้มงวดด้วยมาตรการทาง ภาษี เช่นเดียวกับปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัว มีผลกระทบต่อยอดขาย เนื่องจากต้องพึ่งพาลูกค้าชาวต่างชาติ

ผู้ประกอบการจึงสื่อสารผ่านคุณหญิงสุดารัตน์ให้เรียกร้องไปยังรัฐบาลว่า ขอให้ จัดการเรื่องการเดินทางที่ปลอดวีซ่า เช่นประเทศอินเดีย ประเทศจีนเพื่อให้เงินกลับมาสะพัดในประเทศไทยมากขึ้น

ผลจากสภาพเศรษฐกิจและการค้าที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการ ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า บางรายตัดสินใจจบชีวิต จากภาวะความเครียดสะสม

อีกหนึ่งร้านค้า ภายในซอย ตลาดประตูน้ำ ยืนยันตรงกันว่า ยอดขายตกลงกว่าร้อยละ 80 จึงต้องการให้รัฐเข้ามาแก้ไขปัญหาดึง ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศกลับคืนมา ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ ได้สวมกอดให้กำลังใจผู้ค้า ผู้ประกอบการด้วย

คุณหญิงสุดารัตน์เดินสอบถามผู้ค้าในตลาดเพิ่มเติม ซึ่งได้รับการยืนยันเช่นกันว่า การค้าขายตกลงกว่าร้อยละ 50 นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ หรือผู้ประกอบการชาวต่างชาติ ที่เคยมาอุดหนุนสินค้าลดน้อยลง การค้าโดยเฉพาะการส่งออกได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท ที่แข็งขึ้น ส่วนเรื่องภาษีอากร จากการค้าออนไลน์ ต้องการให้รัฐ ยืดหยุ่นกับผู้ประกอบการมากกว่าที่เป็นอยู่

อีกหนึ่งราย เป็นผู้ประกอบการจากตลาดสําเพ็ง ที่เดินทางมาสะท้อนปัญหาพร้อมสะท้อนความรู้สึกโดยระบุว่าไม่เคยเจอปัญหาการค้าขายลักษณะเช่นนี้มาก่อน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันซึ่งทำการค้ามากกว่า 20 ปี วันหนึ่งเคยค้าขายได้ 4-5หมื่นบาท ต้องพบกับความหดหู่ เพราะปัจจุบัน จะขายได้เพียงวันละไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น

อีกหนึ่งร้านภายในตลาดยอดขายตกเนื่องจากสินค้าไม่สามารถส่งออกได้เป็นผลมาจากค่าเงินบาทแข็งตัว ตลาดที่เคยส่งออกก่อนหน้า อย่างในประเทศเคนยา ก็ลดลงมาก

เช่นกันกับอีกหนึ่งร้านสะท้อนปัญหาว่ามีความแตกต่างจากการค้าในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่เคยค้าขายได้วันละหลายหมื่นบาท ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่พันบาท ลูกค้าชาวต่างชาติหาย เช่นเดียวกับลูกค้าที่เคยเดินทางมาจากต่างจังหวัดก็หายเช่นกัน เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี ส่งผลกระทบถึงครอบครัวโดยเฉพาะภาระค่าเล่าเรียนของบุตรหลาน

ผู้ค้าอีกหนึ่งร้าน ยืนยันด้วยเหตุผลเดียวกันว่า สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ซึ่งเป็นต่อเนื่องมากว่า5 ปี ทำให้ยอดขายที่เคยได้กว่าวันละนับแสนบาท เหลือไม่ถึง 30,000 บาท หรือบางวัน อาจขายได้เพียงหลักพันบาทเท่านั้น

ผู้ประกอบการเล่าต่อว่า ลูกค้าออนไลน์ ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะจากคำบอกเล่า ทราบว่า ลูกค้าออนไลน์ที่มารับของที่ประตูน้ำ ยอดขายตกลงเนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำ

ลูกค้าต่างจังหวัดที่เคยซื้อเป็นจำนวนมากก็ไม่เข้ามาซื้อเหมือนในอดีต ทำให้ทราบด้วยว่าสภาวะ เศรษฐกิจในต่างจังหวัดก็ประสบปัญหาเช่นกัน

คำยืนยันจากผู้ประกอบการอีกราย ระบุว่าค่าเงินบาทแข็ง ก็มีผลให้ลูกค้า ในกลุ่มของมาเลเซียกัมพูชา โมซัมบิก ยกเลิกการ นำเข้าสินค้าของผู้ประกอบการในประเทศไทย












"เพื่อไทย" ยื่นฟัน ส.ว. ถือหุ้นสื่อ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กล่าวว่าได้รับการประสานข้อมูลจากนายณรงค์ รุ่งธนวงศ์ หัวหน้าศูนย์ข้อมูลและสถิติ พรรคเพื่อไทย และได้ตรวจสอบแล้วจึงได้ยื่นคำร้องต่อประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอให้ตรวจสอบสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เพิ่มเติมอีก จำนวน 6 ท่าน ว่าสิ้นสุดลงเพราะเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ อันเข้าลักษณะต้องห้ามตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 111 (4) ประกอบมาตรา 108 (ข.) (1) และมาตรา 98 (3) หรือไม่ รวมทั้งขอให้เร่งส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และขอให้ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ รวมจำนวน ส.ว.ที่ยื่นคำร้องถือหุ้นสื่อไปทั้งสิ้น 27 ราย

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า หลังมีการโปรดเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่แล้วได้ตรวจสอบผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี พบว่า มีหลายคนอาจมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง อย่างกรณีนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ก็มีปัญหาถือหุ้นสัมปทานรัฐ แต่ยังอยู่ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา รวมทั้งอดีตรัฐมนตรีอีก 3 คน ซึ่งอาจถือว่าศาลพิจารณาล่าช้าเมื่อเทียบกับการพิจารณากรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แต่หากศาลเห็นว่านายสุวิทย์ มีความผิดก็ต้องเว้นวรรคการเมืองเป็นเวลา 2 ปี

นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า หรือกรณีนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ก็มีคำพิพากษาศาลฎีกาคดีกรุงไทย ตนก็จะดำเนินการตรวจสอบต่อ

วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

"พานทองแท้" อัดรัฐบาลลุงตู่2-3เดือนตั้งรัฐบาลไม่ได้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้



มาตรฐาน ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง เมียปกปิดทรัพย์สินโดนโทษจำคุก สามีเป็นรัฐมนตรีแทนได้ รมต.คุณสมบัติไม่ผ่าน ญาติพี่น้องเป็นแทนก็ได้ ปากบอกไม่มีโควต้า ไม่แบ่งเกรดกระทรวง แต่ กับ ทำไมมันเหมือนกันจัง..คับลุง!!

วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

"ทนายวันชัย" สอน "อุตตม" การไม่ถูกฟ้อง ไม่ใช่ไม่ได้ทำผิด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โพสต์ข้อความมีใจความว่าตนเองไม่ผิดในคดีทุจริตธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้กฤษดามหานครนั้น ล่าสุด นายวันชัย บุนนาค นักวิชาการด้านกฎหมาย ระบุ ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

เนื่องจาก 5 ปีมาแล้ว โฆษณาว่าจะปราบโกง ตอนลงประชามติก็บอกว่าปราบโกง

รธน.2560 มาตรา 3 วรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตามหลักนิติธรรม มาตรา 160(4) ต้องมีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ (5) ต้องไม่ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

การไม่ถูกฟ้อง ไม่ใช่ไม่ได้ทำผิด
เพียงแต่ไม่ถูกตัดสินจำคุก

9 ธ.ค.2546 -ถ้านายอุตตม สาวนายน ไม่ร่วมประชุมลงมติปล่อยสินเชื่อจำนวน 8,000+500+1,400 รวม 9,900 ล้านบาท--ให้แก่บริษัท โกลเด้นฯกลุ่มกฤษดานคร--

และถ้านายอุตตม ไม่เห็นด้วยจริงๆ บริษัทฯผู้กู้จะเบิกเงินกู้ไม่ได้เลยสักบาทเดียว

เมื่อวันที่ 9 ธ.ต.2546 คณะกรรมการปล่อยสินเชื่อ และ บริษัท โกลเด้นฯเบิกเงินกู้ไปวันที่ 18 ธ.ค.2546

ต่อมา วันที่ 26 ส.ค.2558 ศาลฎีกาฯ ตัดสินว่า * คณะกรรมการบริหารพิจารณาอนุมัติสินเชื่อมีเจตนาช่วยลูกหนี้ โดยไม่รักษาผลประโยชน์ของธนาคารผู้เสียหาย-หน้า 51 ของคำพิพากษา จึงเป็นการทำผิดกฎหมาย และตัดสินติดคุกไป 3 คนๆละ 18 ปี

กรรมการทั้ง 5 คน-ทำผิด-ไม่ครบ 5 คนอนุมัติไม่ได้-เพราะถ้านายอุตตม ไม่อนุมัติไม่เห็นด้วยคนเดียวจะไม่มีการให้กู้ -ดังนั้น คือ ทำผิด

เราประชาชนไม่มีอำนาจไปตัดสินเขาด้วยตนเอง

แต่เราเรียกร้องผ่านไปที่ พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ให้เคร่งครัด ตาม รธน.2560 มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 160)4),(5) ต้องเอาคนที่ซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ มาเป็นรัฐมนตรี

เพราะ เราไม่ต้องการให้รัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับปราบโกงเป็นหมัน หรือปราบแต่คนอื่น ไม่ปราบพวกเดียวกัน

ทนายวันชัย บุนนาค
5 ก.ค.2562

“ชลน่าน” ยก5ประเด็น ถามกลับ “อุตตม” ลงนามกรรมการกรุงไทย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โพสต์ข้อความมีใจความว่าตนเองไม่ผิดในคดีทุจริตธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้กฤษดามหานครนั้น ล่าสุด นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า

(1) ไม่มีใครเถียงว่าคุณอุตตม ไม่ผิด เพราะไม่ถูกดำเนินคดี ไม่ติดคุก 18 ปี เหมือนกรรมการบริหาร ธ.กรุงไทยอีก 3 ท่าน แต่ ที่ไม่ผิดไม่ได้เกิดจากคำพิพากษาของศาลที่บอกว่าคุณอุตตม เป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ที่คุณอุตตมไม่ผิดเพราะ คตส. และ ป.ป.ช. มีมติไม่ฟ้องคุณอุตตม ต่างหาก

ทั้งๆ ที่คำวินิจฉัยของศาล ใช้คำว่า"กรรมการธนาคารกรุงไทย" การกระทำความผิดโดยตลอด
ไม่ได้ระบุชื่อจำเลย

(2) บ่อยครั้งที่ผู้กระทำผิดไม่ถูกฟ้องซึ่งอาจเกิดจากการช่วยเหลือกัน หรืออาจจะกันผู้ต้องหาคนนั้นเอาไว้เป็นพยานเพื่อจะเอาผิดผู้ต้องหาอื่น สำหรับคุณอุตตมจะอยู่ในประเภทไหนคงตอบตัวเองได้ดีกว่าคนอื่น

(3) ตามระเบียบการปล่อยสินเชื่อของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มติจะต้องเป็นเอกฉันท์ ซึ่งตามหลักฐานมีคณะกรรมการบริหาร 5 คน โดยคุณอุตตมและคุณชัยณรงค์เป็นสองในห้าคนที่เข้าประชุมด้วย ถ้าคุณอุตตมอ้างว่าไม่เห็นด้วยกับการอนุมัติ เหตุใดในการประชุมครั้งต่อมาที่จะต้องมีมติรับรองรายงานการประชุมครั้งที่ผ่านมา ทำไมคุณอุตตมไม่คัดค้านแถมยังรับรองรายงานการประชุมด้วย คุณอุตตมจะตอบคำถามนี้อย่างไร?

(4) ที่สำคัญประเด็นที่พรรคเพื่อไทยหยิบยกขึ้นมาเพื่อตั้งกระทู้ถามคือ คุณอุตตมมีคุณสมบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ (5) กล่าวคือ ผู้เป็นรัฐมนตรีจะต้องมีความซื้อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และไม่มีการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง พรรคเพื่อไทยเห็นว่าการที่คุณอุตตมรู้เห็นการอนุมัติสินเชื่อจำนวน 9,900 ล้านบาทที่คุณอุตตมอ้างว่าไม่ควรปล่อยสินเชื่อรายนี้ แต่กลับไม่มีการทักท้วง หรือป้องกันทั้งที่ทำได้ พฤติกรรมนี้คือการกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตแล้ว เท่ากับคุณอุตตมยอมให้ผู้อื่นใช้ชื่อของคุณอุตตมไปแสวงหาประโยชน์อันเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง

(5) ความจริงแล้วคนที่ควรถูกดำเนินคดีคือคุณอุตตมและคุณชัยณรงค์ เพราะเป็นคนอ้างว่าบิ๊กบอสสั่งมา หากคุณอุตตมหรือคุณชัยณรงค์มีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพของตน (integrity) จะต้องไม่ยอมให้มตินี้ผ่านความเห็นชอบ หรือจะต้องกระทำทุกทางที่จะต้องปกป้องผลประโยชน์ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) แต่คุณอุตตมกลับปล่อยเลยตามเลยจนเกิดความเสียหายกับธนาคาร แบบนี้ยังกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตอีกหรือ ขนาดแค่ผลประโยชน์ของธนาคารกรุงไทย จำกัด คุณอุตตมยังละเลยจะปกป้องแล้วจะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ต้องดูแลการคลังที่มาจากภาษีของคนทั้งประเทศ คนไทยยังจะไว้ใจให้คุณอุตตมดูแลอีกหรือ นั่นคือประเด็นที่พรรคเพื่อไทยทักท้วง

ฟอกขาว ซักล้าง "ความบริสุทธิ์ ยุติธรรมให้เป็นที่ประจักษ์ และไม่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง" หน่อยสิครับ เผื่อว่าประชาชนคนกินข้าว  เขาจะรับได้

ที่มา
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=700814390358151&id=100012887892943

“เพื่อไทย” สอนเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ "อย่าทำแบบเดิม" ประชาชนจะทุกข์ยาก พร้อมชู 5 ประเด็นเร่งด่วนให้แก้ไข


ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวทางการบริหารประเทศของรัฐบาลนับจากนี้ว่า หากดูตามโผคณะรัฐมนตรีตามข่าว กลุ่มบุคคลที่รับผิดชอบหลักด้านเศรษฐกิจยังใกล้เคียงกับรัฐบาลชุดที่แล้ว ทำให้สังคมกังวลว่าแนวคิดการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจแบบเดิมจะถูกนำมาใช้อีกหรือไม่ ประชาชนก็จะเจอกับ "สภาวะแบบเดิมๆ" ต่อไปอีก ซึ่งตรงนี้น่าเป็นห่วง จึงเสนอให้ปรับเปลี่ยนเร่งด่วน 5 ประเด็น ดังนี้

1. ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา แนวคิดการพัฒนาแบบ “บนลงล่าง” โดยใช้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ขับเคลื่อน เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ประเทศไทยเหมาะกับระบบเศรษฐกิจแบบ “กระจายโครงข่าย” สร้างจุดเชื่อมต่อ (Node) ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นตัวกระจายความเจริญระหว่างระดับบน ชนชั้นกลาง และฐานรากเข้าด้วยกัน ต้องโตไปด้วยกัน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ใช่ “กลุ่มทุนเดินนำ ประชาชนเดินตาม” อย่างที่ผ่านมา

2. นโยบายสินค้าการเกษตร ต้องไม่หลงประเด็นมุ่งใช้งบประมาณพยุงราคาด้วยการสนับสนุนด้านราคา แต่ต้องใช้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรสร้างราคาที่เกิดจากการเพิ่มผลิตภาพแทน อยากแนะนำให้ลองศึกษานโยบายของพรรคเพื่อไทยที่เสนอโครงการเปลี่ยนหน้าดินซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างการผลิต คู่ขนานกับการสนับสนุนปัจจัยการผลิตซึ่งเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเพิ่มผลิตภาพ และนำไปสู่ราคาที่สูงขึ้น

3. ภาระหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาที่หมักหมมต่อสังคมไทยอย่างหนัก ปัจจุบันสูงเป็นอันดับ 10 ของโลก การอัดฉีดเงินเข้าระบบอย่างเดียว แทบไม่เป็นประโยชน์ หากไม่แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนก่อน มาตรการเกี่ยวกับการพักหนี้จำเป็นมาก ใช้งบประมาณไม่มาก ต้องเร่งทำเป็นอันดับแรกๆ

4. นโยบายการเงินควรมีการปรับเปลี่ยน จากการใช้เงินเฟ้อเป็นเป้าหมายควรเปลี่ยนเป็นการใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเป้าหมาย ในแง่ของการกระจายตัวของเม็ดเงินในระบบ ปัจจุบันเป็นแบบสามเหลี่ยมคว่ำ คนรวยมีโอกาสด้านเงินทุนมากกว่าคนจน ตรงนี้ก็ต้องเร่งแก้ไข

5. รัฐสวัสดิการเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ใช่ด้วยการแจกเงินไปวันๆ สวัสดิการที่ดี ต้องเป็นสวัสดิการที่ "สร้างโอกาสให้คนสามารถสร้างเงิน" การแจกเงินโดยไม่คิดจะสร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชนเป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้หากต้องการคำปรึกษาจากทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน เราก็ยินดี

วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

"ชัยเกษม" ไล่บี้ "อุตตม" ไหนหลักฐานค้านปล่อยกู้ คดีทุจริตกรุงไทย?


นายชัยเกษม นิติสิริ อดีตอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีที่ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และเป็นหนึ่งในห้าอดีตกรรมการที่เป็นผู้อนุมัติสินเชื่อธนาคารกรุงไทยจำกัดมหาชน ให้กับเครือกฤษดามหานคร ออกมาชี้แจงว่าได้ผ่านการตรวจสอบ ทั้งในแง่หน่วยงานองค์กรอิสระต่างๆ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้กระทำผิดตั้งแต่ต้น การหยิบยกเรื่องการปล่อยสินเชื่อธนาคารกรุงไทยฯขึ้นมาอีกครั้งเป็นความพยายามโจมตีเพื่อหวังผลทางการเมืองว่า "หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐระบุ นายอุตตมต้องเอาพยานหลักฐานออกมาเปิดเผยต่อประชาชนและสังคมให้หายเคลือบแคลงสงสัยว่าเหตุใดจึงเป็นผู้ลงนามเข้าร่วมประชุมอนุมัติสินเชื่อที่ผิดกฎหมายให้เครือกฤษดามหานคร และมีพยานหลักฐานหรือรายงานการประชุมไม่เห็นด้วย หรือคัดค้านการอนุมัติสินเชื่อดังกล่าวหรือไม่?"

นายชัยเกษม กล่าวว่า "ถ้ารายงานประชุมไม่มีก็เท่ากับนายอุตตมเห็นด้วยต้องถือว่ามีความผิดและถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกับบุคคลอื่นๆเช่นกัน ดังนั้นถ้ามีชื่อนายอุตตมร่วมประชุม จะไปตัดชื่อออกเฉยๆได้อย่างไร จึงต้องมีหลักฐานว่ามีความเห็นคัดค้านอยู่ขอให้นำออกมาเปิดเผย เช่นเดียวกันหากจะอ้างว่าได้กันนายอุตตมไว้เป็นพยาน ขอให้นำหลักฐานมาชี้แจง และต้องชี้แจงว่ามีหลักเกณฑ์อย่างไรในการกันไว้เป็นพยาน"

"หลักเกณฑ์ในการกันบุคคลที่กระทำความผิดไว้เป็นพยานจะต้องมีความผิดที่หนักเบาต่างกันและหากไม่มีการกันไว้เป็นพยานจะปราศจากหลักฐานที่จะไปเอาผิดกับบุคคลที่กระทำทุจริตจริงๆได้ จึงต้องหาคนผิดสถานเบาที่สุดกันไว้เป็นพยานเพื่อหาคนรับผิดชอบในคดี แต่สำหรับคดีนี้เชื่อว่าไม่จำเป็นต้องมีบุคคลที่ต้องกันไว้เป็นพยาน เพราะพยานหลักฐานในการลงชื่อเข้าร่วมประชุมก็มีความชัดเจนเพียงพอแล้ว ซึ่งหากนายอุตตมไม่สามารถชี้แจง หรือนำพยานหลักฐานมาคลายความสงสัยได้ ก็ต้องตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมา คตส.หรือ ป.ป.ช.มีการช่วยเหลือนายอุตตม เป็นการเฉพาะหรือไม่?" นายชัยเกษม กล่าว

เซ็นชื่ออนุมัติหรือไม่? “จาตุรนต์” ไล่ต้อน “อุตตม” คดีทุจริตกรุงไทย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โพสต์ข้อความมีใจความว่าตนเองไม่ผิดในคดีทุจริตธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้กฤษดามหานครนั้น ล่าสุด นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ระบุว่า "เห็นคุณอุตตมชี้แจงว่าไม่เห็นด้วยกับการปล่อยกู้ สรุปว่าคุณอุตตมร่วมเซ็นชื่ออนุมัติเงินกู้เจ้าปัญหานั้นหรือไม่ครับ?"



"ลดาวัลลิ์" คาใจ กกต.ไม่เคลียร์ปม "ประยุทธ์" ไม่เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

"ลดาวัลลิ์" คาใจกกต.ไม่เคลียร์ปม "ประยุทธ์" ถ้าหัวหน้าคสช.ไม่เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ แล้วทำไมกินเงินเดือนซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชนได้ 


นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ รักษาการโฆษกพรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่า ตนข้องใจอย่างมาก กรณี พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมาเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีหนังสือลงวันที่ 26 มิถุนายน 2562  แจ้งผลการพิจารณาเรื่องร้องเรียน ต่อนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาไม่เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ การถูกเสนอชื่อให้เป็นแคนดิเดตนายกฯโดยพรรคพลังประชารัฐไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และ พรป.การเลือกตั้งส.ส. เหตุที่ข้องใจเนื่องจาก กกต.ไม่แจกแจงว่า ในเมื่อพลเอกประยุทธ์ ซึ่งเป็นหัวหน้าคสช.ไม่เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐแล้ว พลเอกประยุทธ์เป็นอะไร เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษอย่างนั้นหรือ ทำไม หัวหน้าคสช.ยังมีอำนาจล้นฟ้า แถมยังได้ค่าตอบแทน เป็นเงินเดือน  75,000 บาท และได้เงินเพิ่มอีก 50,000 บาท ซึ่งมาจากภาษีของประชาชน ขณะที่มีผู้คนจำนวนไม่น้อยเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ควรถูกเพิกถอนสิทธิ์การถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ
     
นางลดาวัลลิ์กล่าวอีกว่า ศาลอาญา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา เคยมีคำพิพากษากรณี นายสมบัติ บุญงามอนงค์ไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่งของหัวหน้าคสช. โดยคำพิพากษาระบุว่าหัวหน้าคสช.เป็นเจ้าพนักงาน คำสั่งที่ออกไปนั้นใครจะฝ่าฝืนไม่ได้ ถือว่าขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน จะต้องได้รับโทษทางอาญา
       
" กกต.ใช้เวลานานถึง 4 เดือนหลังจากได้รับคำร้องจากนายเรืองไกร เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ แล้วมาตอบเมื่อ 26 มิถุนายนสั้นๆว่า พลเอกประยุทธ์ไม่เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ โดยไม่อธิบายชี้แจง อะไรเลย กรณีนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องชี้ขาดโดยศาลรัฐธรรมนูญ แต่กกต. ก็ตัดตอนคำร้องอย่างง่ายๆ ไม่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ต่างจากกรณีนายธนาธรถูกร้องเรื่องหุ้นสื่อ กกต.กลับส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย" นางลดาวัลลิ์กล่าว

คอนราดฯ จัดเสวนาวิชาการ อนาคตรัฐสภายุโรปหลังการเลือกตั้ง


มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ มูลนิธิจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ให้การสนับสนุนและความร่วมมือระหว่างประเทศทางด้านต่างๆ จัดเสวนาวิชาการอนาคตรัฐสภายุโรปหลังการเลือกตั้ง “The Future of EU Parliament after election” โดยมี ผศ. ร.ต.อ. ดร.วิเชียร ตันศิริคงคล เป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมด้วย ดร.ประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และประชาชนที่สนใจเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ณ โรงแรม เดอะเซส บางแสน จังหวัดชลบุรี