วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561

คึกคัก! "เพื่อไทย" ปักธงภูเก็ต เปิดสำนักงานครบ 4 ภาค


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.09น. ที่ผ่านมา แกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรค และ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค ตัดริบบิ้นเปิดที่ทําการสํานักงานพรรคเพื่อไทย สาขาลำดับที่ 4 จังหวัดภูเก็ต (ภาคใต้) โดยถือว่าดำเนินการครบตามที่กฏหมายกำหนด ที่ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยเปิดสาขาพรรคไปแล้ว 3 สาขาใน 3 ภาคทั่วประเทศ คือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดสมุทรปราการ ทั้งนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ เปิดเผยถึงการคัดเลือกผู้สมัครลงเลือกตั้ง ส.ส.เขต ว่า ส่วนใหญ่ลงตัวเกือบทุกเขตเลือกตั้งแล้ว ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อยุติทั้งหมดในวันพรุ่งนี้ ส่วนรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคจะเปิดตัวในช่วงวันสมัครรับเลือกตั้ง คือ ประมาณกลางเดือนมกราคม ปีหน้า





ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากเปิดที่ทําการสํานักงานพรรคเพื่อไทย สาขาลำดับที่ 4 จังหวัดภูเก็ต (ภาคใต้) ล่าสุด คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย เดินทางมาสักการะอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร ที่ อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต







วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561

“สุดารัตน์” ลงพื้นที่แฟลตคลองจั่น รับฟังปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคือง-ให้กำลังใจชาวบ้าน


คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

วันนี้ หน่อยมารับฟังปัญหาของพี่น้องบริเวณแฟลตคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 

เขตบางกะปิเป็นเขตเลือกตั้งที่สองในชีวิตทางการเมือง ซึ่งหน่อยได้ลงเลือกตั้งในปี .. 2535 กลับมาที่นี่เมื่อไหร่ พี่น้องยังคงต้อนรับหน่อยด้วยความอบอุ่นอยู่เสมอ 

รู้สึกซาบซึ้งใจมากค่ะ ขอกราบขอบพระคุณในความรักความเมตตา และกำลังใจ ที่พี่น้องชาวแฟลตคลองจั่นได้ให้กับหน่อยเสมอมาตลอดระยะเวลากว่า 26 ปี ที่หน่อยได้มีโอกาสทำงานรับใช้พี่น้องชาวบางกะปิ

หลังการรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชน หน่อยพบว่าทุกข์ของชาวบ้านที่พวกเขาพูดถึงกันมากที่สุดคือ ทุกข์จากปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง การค้าขายฝืดเคือง และปัญหาหนี้สินท่วมหัว ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับตัวเลขของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ชี้ว่าตัวเลขหนี้สินครัวเรือนตลอดสี่ปีที่ผ่านมา เพิ่มสูงขึ้น 1.79 ล้านล้านบาท สู่ระดับ 12.3 ล้านล้านบาท 

ผู้ประกอบการยังบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า กำลังซื้อหดหาย วันนี้บางร้านบ่นให้ฟังว่ายอดขายตกถึง 50% ขนาดว่าเป็นร้านขายอาหาร-ขายขนม 

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะประชากรที่เป็นกำลังซื้อหลักของประเทศ คือพี่น้องเกษตรกรได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาพืชผลการเกษตรที่ตกต่ำลงมาก ตลอดระยะเวลา 4 ปีกว่าที่ผ่านมา 

การเดินทางไปพูดคุยกับพี่น้องเกษตรกรในหลายจังหวัด ทำให้รู้ว่า พวกเขาขาดทุนเป็นหนี้เป็นสินพอกพูน ไม่มีเงินเพียงพอที่จะไปจับจ่ายใช้สอย จึงส่งผลให้กำลังซื้อของประเทศหดหายลงไปอย่างมาก กระทบไปสู่ธุรกิจขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ที่ขายของได้น้อยลง

พรรคเพื่อไทยเราคิดต่าง เรามองเห็นศักยภาพของพี่น้องเกษตรกรไทย และผู้ประกอบการรายย่อย ไม่ใช่การให้ความสำคัญกับธุรกิจขนาดยักษ์อย่างเดียวเท่านั้น จนทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้นเหมือนอย่างในปัจจุบัน แบบที่เรียกว่ารวยกระจุกอยู่ที่คนเพียง 1% ของประเทศ ขณะที่คนส่วนใหญ่ของประเทศกลับ ยากจนกันถ้วนหน้า ในลักษณะที่เรียกว่าจนกระจาย”​

พรรคเพื่อไทยเราเชื่อในการสร้างโอกาสและการสร้างรายได้”​ อย่างยั่งยืนของภาคเกษตร ซึ่งเป็นกำลังซื้อหลักของประเทศ ว่าจะเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่จะส่งผลให้ธุรกิจขนาดเล็กกลาง และใหญ่ ขายสินค้าได้ และจะรอดจากวิกฤตเศรษฐกิจในขณะนี้

พรรคเพื่อไทยจึงขอทำงานหนักเพื่อ 
#หยุดวิกฤติเศรษฐกิจทุกระดับชั้น 

คืนความสุข-คืนเงินใส่กระเป๋าให้คนไทยทุกคน







“ทษช.” ลงพื้นที่พิจิตร รับฟังปัญหาเศรษฐกิจ-ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ


พรรคไทยรักษาชาติ ลงพื้นที่ .พิจิตร รับฟังปัญหาพี่น้องเกษตรกร ด้านชาวบ้านร่ำไห้เรียกร้องแก้ปัญหายาเสพติด บัตรคนจนทำให้มีหนี้สิน ใช้ได้แค่ร้านธงฟ้า ขณะที่แกนนำพรรครับปากนำปัญหาไปจัดทำนโยบายของพรรค

แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) นำโดย ..ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค ทษช. นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ..สุณีย์ เหลืองวิจิตร รองหัวหน้าพรรค นายพิชัย นริพทะพันธุ์ ประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรค พร้อมแกนนำพรรคเข้ารับฟังความคิดเห็นเกษตรกรที่ศูนย์ประสานงานพรรคไทยรักษาชาติ .พิจิตร โดยมีนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ นำว่าที่ผู้สมัคร ..พิจิตรทั้ง 3 เขตเลือกตั้งประกอบด้วย นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ นายปุณยวัจน์ เหลืองวิจิตร และนางมิ่งขวัญ พุกเปี่ยม ร่วมรับฟังความคิดเห็น

โดยชาวบ้านและเกษตรกร ที่มาสะท้อนปัญหา เรียกร้องให้พรรคไทยรักษาชาติช่วยแก้ไขปัญหาพืชผลราคาเกษตรที่ตกต่ำ โดยเฉพาะราคาข้าวควรเป็น 12,000 ต่อตัน เพราะเกษตรกรเดือดร้อนมากในช่วง 3-4 ปี ราคาข้าวตกต่ำอย่างมาก นอกจากนี้ ชาวบ้านบางคนร่ำไห้ขณะสะท้อนปัญหาว่าวันนี้ร้านขายของชำต้องประสบปัญหาอย่างมาก นอกจากขายสินค้าไม่ดีแล้ว ทุกวันนี้การใช้บัตรคนจนยังสร้างปัญหาให้เกิดหนี้สิน เพราะการใช้บัตรคนจนร้านค้าปลีกไม่สามารถใช้ได้ ขณะเดียวกันในชุมชนก็มีปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญกรรมเพิ่มมากขึ้นทุกวัน จนกลายเป็นปัญหารายวัน 

โดย ..ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวกับประชาชนชาวจังหวัดพิจิตร ว่า วันนี้พรรค ทษช ได้รับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชนหลายปัญหาท่ีประสบอยู่ไม่ว่า จะเป็นปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ปัญหายาเสพติด ปัญหาท่ีดินทำกิน ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องและความเดือดร้อนของประชาชนทุกปัญหา พรรคไทยรักษาชาติ จะนำปัญหาทุกปัญหาไปคิดเพื่อหาทางออกและทำเป็นแนวนโยบายต่อไป

ด้ายนายจาตุรนต์ ฉายแสง  ยืนยันว่าจะรับฟังทุกปัญหา แล้วนำไปแก้ไข สิ่งหนึ่งที่ประชาชนมั่นใจได้ คือ ถ้า ทษช. เป็นรัฐบาลย่อมดีกว่าตอนนี้แน่นอน และจะดูว่ากฎหมายมีช่องทางให้แก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้มากขนาดไหน ทางแก้ง่ายๆคืออย่าให้พล..ประยุทธ์ เป็นนายกฯ และจะยกเลิกรายการของพล..ประยุทธ์ ทุกวันศุกร์

นายจาตุรนต์ย้ำว่านโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันเน้นแจกเงินให้กับประชาชนแก้ปัญหาแบบผิวเผินแต่ถ้าทษช.ได้จัดตั้งรัฐบาลจะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างตรงจุดและยั่งยืนอย่างแน่นอน
















“ทษช.” ยกทัพประเดิมตั้งเวทีปราศรัย จ.พิจิตร วอนเลือก ทษช.ยกจังหวัด หยุด คสช.สืบทอดอำนาจ


เมื่อเวลา 16.00ที่ผ่านมา พรรคไทยรักษาชาติ เปิดเวทีปราศรัยเป็นครั้งแรกของพรรคหลังปลดล็อกพรรคการเมือง ที่ .ตะพานหิน .พิจิตร พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร .. ใน 3 เขตเลือกตั้ง  ประกอบด้วย นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ นายปุณยวัจน์ เหลืองวิจิตร และนางมิ่งขวัญ พุกเปี่ยม  โดยมีประชาชนมาร่วมรับฟังการปราศรัยกว่าพันคนท่ามกลางอากาศร้อน ทั้งนี้มีแกนนำพรรคอาทิ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล นายประภัสร์ จงสงวน นายพิชัย นริพทะพันธุ์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจ ดร.อรุณี กาสยานนท์ รองโฆษก ทษช. และว่าที่ผู้สมัคร ..พิจิตร ผลัดกันขึ้นปราศรัย 

โดยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงของพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ปราศรัยตอนหนึ่งว่า คนเป็นว่าที่ผู้สมัครของ ทษช. ใน .พิจิตร ทั้ง 3 เขต ครั้งนี้ .พิจิตรต้องเทคะแนนทางเดียวกันยกจังหวัด ขาดใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ มีประชาชนถามตนว่าทำไมย้ายพรรค ตนไม่ได้ย้ายพรรค แต่เป็นภารกิจที่ต้องอธิบาย ซึ่งดวงของตนสมัคร ..ตั้งแต่ปี 2544 ไม่เคยซ้ำพรรค พรรคไทยรักษาชาติเกิดขึ้นเพื่อชนะกติกาไฮโลฟังชิป นี่จึงเป็นภารกิจที่ฝ่ายประชาธิปไตยต้องต่อสู้การสืบทอดอำนาจ 

รัฐบาลแบบปัจจุบันดีไหม ตอบว่าดี แต่ที่มาไม่ถูกต้อง เพราะรัฐบาลต้องมาจากอำนาจอธิปไตยของประชาชนต้องอยู่ภายใต้การติดตามตรวจสอบของประชาชน ทั้งนี้ ไทยรักษาชาติมีหน่อเนื้อเชื้อไขจากพรรคไทยรักไทยนายณัฐวุฒิ ระบุ และ

ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ทษช. ปราศรัยว่า เป็นการปราศรัยครั้งแรกหลังปลดล็อกพรรคการเมืองและครั้งแรกของพรรคที่ .พิจิตร  ตนมาครั้งแรกเมื่อปี 2544 มาในนามพรรคไทยรักไทย  ทั้งนี้ พรรค ทษช. เป็นการรวมตัวของคนรุ่นใหม่  หากต้องการแก้ไขปัญหาประเทศต้องหยุดการสืบทอดอำนาจ คสช. หยุดพล..ประยุทธ์  โดย ทษช. พร้อมเข้าเป็นรัฐบาลสร้างนโยบายมาแก้ปัญหาให้กับประชาชน ตนมา .พิจิตร ดีใจได้เห็นนักการเมืองที่ตนรู้จักมาร่วมมือกัน ..สุณีย์ เหลืองวิจิตร ก็พวกกันมาตั้งแต่พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักไทย นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ก็รู้จักกับตนดี ดังนั้น ใครจะมากวาดที่นั่งใน .พิจิตร ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

พล..ประยุทธ์ สร้างความเดือดร้อนให้ประเทศนี้มามากเกินพอแล้ว พี่น้อง .พิจิตร ต้องเปลี่ยนแปลงให้ได้รัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยให้พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยมาจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ" นายจาตุรนต์ ย้ำ

สำหรับบรรยากาศ การเปิดเวทีปราศรัยครั้งแรก ของพรรคไทยรักษาชาติ ในครั้งนี้ ถือว่าได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นจำนวนมาก กว่า 3000 คน เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจและอยากมีส่วนร่วมทางการเมือง หลังจากกิจกรรมการปราศรัยหาเสียงได้หยุดชะงักไปนานหลายปี ประกอบกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้ประชาชนอยากเห็นแนวนโยบายของพรรคการเมืองท่ีเสนอตัวมาแก้ไขปัญหา









สุดคึกคัก! ทษช.เดินตลาด รับฟังปัญหาพี่น้องประชาชนย่านเจริญกรุง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ นำโดย ..ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค พร้อมด้วยนายจาตุรนต์ ฉายแสง นายพิชัย นริพทะพันธุ์ นายประภัสร์ จงสงวน นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด พร้อมด้วยนายพงษ์พิสุทธิ์ จินตโสภณ ว่าที่ผู้สมัครฯ ลงพื้นที่พบปะกับประชาชนภายในซอยเจริญกรุง 85 เขตบางคอแหลม กทม ซึ่งได้รับการต้อนรับจากประชาชนตลอดเส้นทางพร้อมมอบดอกไม้ให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก







 



วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2561

รุ่นใหม่เพื่อไทย แนะรัฐแก้ปัญหาทรัพยากรป่าไม้ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม


...วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการที่มีข่าวว่ามีการตัดต้นไม้เพื่อปรับสภาพพื้นที่กว่า 10 ไร่ สำหรับทำเป็นลานขึ้นลงสำหรับเฮลิคอปเตอร์ เพื่อต้อนรับ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งเดินทางไปเป็นประธานในการเปิดงานโครงการป่ารักษ์น้ำโล่ใหญ่ชัยภูมิ อุทยานแห่งชาติตาดโตน .เมือง .ชัยภูมิ โดยท่านได้ไปปลูกต้นไม้เพียงต้นเดียว นั้น หากเป็นเรื่องจริงก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำใจให้ยอมรับได้ โดยจากคำบอกเล่าของชาวบ้านในบริเวณดังกล่าว แจ้งว่าพื้นที่ในส่วนนี้เดิมเป็นป่าเบญจพรรณ ที่มีลักษณะเป็นป่าโปร่งและมีพรรณไม้ชนิดต่างๆ ขึ้นอยู่กระจัดกระจายทั่วไป  ดังนั้นหากเราจะต้องตัดต้นไม้ ถางป่า เพื่อรับรองนายก รองนายก รัฐมนตรี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เป็นการคุ้มค่าหรือไม่? เพราะหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ต่อไปในอนาคตข้างหน้า ประเทศไทยคงไม่เหลือป่าไม้ไว้เป็นมรดกให้ลูกหลาน

...วัฒนรักษ์ กล่าวต่อว่า จากผลสำรวจสภาพพื้นที่ป่าของ กรมป่าไม้ และคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตรวจพบพื้นที่ป่าไม้ของไทย เหลือเพียงแค่ 102 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 31.57  ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ หากนำข้อมูลในอดีตมาเปรียบเทียบจะพบว่า ในปี 2516 พบพื้นที่ป่าจำนวน 138 ล้านไร่ โดยพิจารณาดูจากค่าเฉลี่ยในแต่ละปีแล้วจะพบว่าประเทศไทยได้สูญเสียพื้นที่ป่าปีละเกือบ 1 ล้านไร่ ซึ่งอัตราส่วนที่องค์การสหประชาชาติตั้งไว้คือทุกประเทศควรมีพื้นที่ป่าไม้น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ กล่าวได้ว่าประเทศไทยอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตราฐานสากลมาก และในปัจจุบันพบว่ามีป่าเสื่อมโทรมจำนวนมาก ซึ่งทำให้เกิดการขาดความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศน์วิทยา อันเป็นสาเหตุให้เกิดสภาพอากาศที่แปรปรวน ภัยแล้ง รวมไปถึงน้ำท่วม ในหลายพื้นที่ ดังนั้นรัฐบาลจึงควรหันมาใส่ใจกับวิกฤตการณ์ป่าไม้ของไทย โดยช่วยกันอนุรักษ์พื้นที่สีเขียว และรณรงค์ให้ปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น เพื่อทำเมืองให้เป็นป่า ไม่ใช้ทำป่าให้เป็นเมือง

รุ่นใหม่เพื่อไทย เผยความต้องการ “Gen Y” อยากให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ


นายยุ้ง จักรไพศาล คนรุ่นใหม่พรรคเพื่อไทย แสดงความเห็น กรณีนิด้าโพลเผยผลสำรวจของคน “Gen Y” (Generation Y) ซึ่งหมายถึงคนที่เกิดในช่วงปี ..2523 – 2540 ส่วนใหญ่อยากเห็นพรรคการเมืองชูนโยบายแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน และหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นหลังมีการเลือกตั้ง ว่า เข้าใจความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ดีว่าไม่อาจทนเห็นสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากจากภาวะเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำอยู่ในขณะนี้ได้ 

พรรคเพื่อไทยมีความเห็นว่า คนรุ่นใหม่คือพลังที่สำคัญของประเทศ และสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เข้มแข็งได้ หากอยู่ในช่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนและมีทีมเศรษฐกิจที่เก่งมีประสบการณ์ ก็จะสามารถขับพลังของคนรุ่นนี้ให้แสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่” 

นายยุ้ง กล่าวอีกว่า ความต้องการของกลุ่มคน “Gen Y” สอดคล้องกับแนวคิดสำคัญของพรรคเพื่อไทย ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่ต้องทำอันดับแรกคือการหยุดวิกฤติเศรษฐกิจทุกระดับ เพราะผลจากเศรษฐกิจตกต่ำได้ก่อให้เกิดวิกฤติในด้านต่างๆ ในสังคมอย่างมาก มีคนตกงาน ว่างงาน หนี้สินล้นพ้นตัวเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก และเมื่อหมดหนทางหาเงินมาชำระหนี้ก็ตัดสินใจจบปัญหาด้วยการฆ่าตัวตายจำนวนไม่น้อย 


ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยเคยทำให้เห็นแล้วว่า คำว่าประชาธิปไตยกินได้คืออะไร เริ่มจากการที่ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่มีแนวนโยบายตรงตามความต้องการ เมื่อพรรคดังกล่าวได้รับเลือกให้เข้าไปเป็นรัฐบาล ก็สามารถผลักดันนโยบายออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต ผู้คนในสังคมก็อยู่อย่างมีความสุข และที่น่าประทับใจที่สุดคือสมัยพรรคไทยรักไทยก่อนจะมาเป็นพรรคเพื่อไทย สามารถใช้หนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ ไอเอ็มเอฟ.ได้หมดก่อนกำหนดถึง 2 ปี ทำให้คนไทยเชิดหน้าชูตาในสังคมโลกอย่างมีศักดิ์ศรี ในสังคมยุคใหม่นี้พรรคเพื่อไทยมีแนวคิดจะส่งเสริมให้คนไทยมีศักยภาพก้าวไปเป็นพลเมืองโลก มีความสามารถคว้าโอกาสที่ดีมาให้แก่ตัวเอง ครอบครัวและประเทศชาติ จึงอยากเชิญชวนคนรุ่นใหม่ทั้งหลาย มาร่วมมือกันสร้างความตระหนัก การเมืองเป็นเรื่องของเราทุกคน การเมืองที่เป็นประชาธิปไตยจะทำให้ประชาชนสามารถเลือกผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศได้ ซึ่งทำให้เกิดการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างตรงจุด ประชาชนมีกินมีใช้ และมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นระบบที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศได้

วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561

“พิชัย” เตือน หลังเลือกตั้งได้นายกฯขาดวิสัยทัศน์ ประเทศจะถดถอย


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) กล่าวในงานเสวนาพิเศษ “เศรษฐกิจการเมืองไทย หลังการเลือกตั้ง” ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ว่า อนาคตเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทยขึ้นกับผลการเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ ทั้งนี้ประเทศไทยจะต้องไม่เลือกผู้นำที่ ขาดวิสัยทัศน์ ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์  ขาดองค์ความรู้ อีกทั้ง ขาดสติที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และขาดธรรมภิบาล ให้กลับมาเป็นผู้นำอีก ผลงาน 4 ปีพิสูจน์แล้วว่าประชาชนลำบากกันขนาดไหน ขนาด นาย สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว. วิทยาศาสตร์ ยังยอมรับเองว่าที่ต้องแจกเงินเพราะประชาชนกำลังจะอดตาย นี่เป็นเพราะผลงานที่รัฐบาลบริหารมากว่า 4 ปี ใช่หรือไม่ อีกทั้ง ที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว. คลัง บอกว่า ช่วงนี้นักลงทุนชะลอการลงทุนจนกว่าจะทราบผลการเลือกตั้งก็อยากบอกว่านักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติเขาชะลอการลงทุนและรอมากว่า 4 ปี แล้ว เพราะ 4 ปีกว่าที่ผ่านมาการลงทุนน้อยมาก ไม่ใช่ ชะลอแค่ช่วงนี้ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำที่สุดในอาเซียนมาตลอด 4 ปี และ โตตำ่กว่าค่าเฉลี่ยมาก หาก 4 ปียังเจ๊งขนาดนี้ ถ้าได้กลับมาอาจจะอยู่ต่ออีก 5-20 ปีเลย ประเทศไทยจะเจ๊งขนาดไหน ความน่าเชื่อถือของประเทศอยู่ในระดับต่ำมาโดยตลอด จนไทยเสียโอกาสการเป็นศูนย์กลางของอาเซียนไปแล้ว การที่รัฐบาลและกลุ่มคนเชียร์ รัฐบาลพยายามอ้างถึงความสงบของประเทศเหมือนจะใช้เป็นจุดขายนั้น อย่าได้คิดว่าประชาชนจะไม่ทราบว่าใครอยู่เบื้องหลังความไม่สงบ ยิ่งปัจจุบันยิ่งชัดเจนที่ผู้ก่อความไม่สงบได้ดิบได้ดีกันหมดเป็น โฆษกรัฐบาล เป็นรองผู้ว่าฯ กทม. และเป็น สนช. หลายคน ซึ่งหากไม่ใช่พวกเดียวกันคงไม่แต่งตั้งมารับตำแหน่งสำคัญแน่นอน ดังนั้นอย่าอ้างความไม่สงบที่จัดตั้งขึ้นมาเองอีก ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้า ด้วยผู้นำที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง “มีปัญญาเป็นอาวุธ ไม่ใช่ถืออาวุธแต่ขาดสติปัญญา” จะไม่สามารถพัฒนาประเทศให้ก้าวทันโลกได้ และโลกยุคให้ ต้องเผชิญกับการถูก disrupt (ทำลาย) ถ้าไม่ disrupt ก่อน ดังนั้นหากไม่อยากให้ ประเทศไทยล้าหลังก็ต้อง disrupt ผู้นำที่ขาดคุณสมบัติที่เหมาะสม อีกทั้ง ต้อง disrupt รัฐธรรมนูญ และ ยุทธศาสตร์ 20 ปี ที่จะสร้างปัญหาให้กับประเทศไปอีกนาน โดยส่วนตัวเชื่อว่าคนไทยเรียนรู้แล้วว่า 4 ปี มึความสุขหรือ มีความทุกข์ ถ้ามีความสุขก็เลือกคนเดิมกลับมา หากมีความทุกข์ก็ต้องเปลี่ยนและเลือกฝั่งประชาธิปไตย ชีวิตจะมีความสุขเพิ่มอย่างแน่นอน โดยเฉพาะหากเลือกพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)

“ทษช.” ชูนโยบายนำเทคโนโลยีสมัยใหม่แก้ปัญหา พร้อมสร้างโอกาสให้ประชาชน


ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” จัดงานเสวนาจับตาการเลือกตั้ง 2562 ครั้งที่ 1 ในหัวข้อ “Gen Y กับการเลือกตั้ง 2562” เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นจากคน Gen Y และนักวิชาการรุ่นใหม่เกี่ยวกับแนวโน้ม นโยบาย ความคาดหวัง การขับเคลื่อนประเทศทัศนคติของการเลือกตั้งครั้งใหม่ รวมทั้งร่วมกันหาแนวทางการพัฒนาการเลือกตั้งและความผาสุกของประชาชนไทย โดย น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล รองโฆษกพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) เป็นตัวแทนเข้าร่วมเสวนา ณ ห้องประชุม ดร.สมศักดิ์ และคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ชั้น 2 อาคารสยามบรมราชกุมารี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า “ถ้าถามว่า วิธีในการขับเคลื่อนประเทศจะทำอย่างไร ต้องยอมรับก่อนว่าโลกมันหมุนไปเร็วมาก ซึ่งยากที่เราจะตามทันการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มันมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น เดียร์คิดว่าเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำเข้ามาพัฒนาประเทศ และทำให้ประเทศขับเคลื่อนประเทศไป ประเทศไทยของเราถูกทำให้หยุดนิ่งอยู่กับที่มานานแล้ว เกือบ 5 ปี หรือ 10 กว่าปีที่ผ่านมามันไม่ไปไหนเลย มันยังวนเวียนอยู่ในวังวนเดิม จะทำอย่างไรให้ประเทศเราก้าวหน้าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เดียร์มองว่า กฎหมายต่างๆเราต้องมีการแก้ไข เพราะว่าในปัจจุบันนโยบายต่างๆ หรือในอนาคตที่จะถึงนี้มันถูกจำกัด ในการที่จะบริหารงานต่างๆ มันถูกจำกัดโดยกฎหมาย เพราะฉะนั้นต้องมีการแก้กฎหมายสำคัญๆ ที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ เราต้องทำให้ประเทศไทยก้าวทันความเปลี่ยนแปลง ด้วยการทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยจริงๆ

ซึ่งเป้าหมายของเดียร์คือไม่อยากเห็นความเหลื่อมล้ำของสังคม เดียร์คิดว่าเรื่องนี้เราไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด แต่เราควรที่จะทำให้เหลือความเหลื่อมล้ำน้อยที่สุด เท่าที่เราจะสามารถทำได้ การมีส่วนร่วมของประชาชน ทำอย่างไรจะให้คน Gen Y ที่อยู่ในต่างจังหวัด ได้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองได้เหมือนกับคน Gen Y ที่อยู่ในกรุงเทพฯ และการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ต้องมาพร้อมกับการเคารพของเสียงส่วนใหญ่เป็นหลัก แต่ทั้งนี้ ต้องปกป้องสิทธิเสรีภาพของเสียงส่วนน้อยด้วย และจะทำอย่างไรให้ผู้นำประเทศรู้สึกละอายใจต่อการที่กดหัวประชาชน

และจะทำอย่างไรให้ถึงเป้าหมาย เดียร์เห็นว่าการขยายโอกาสให้กับประชาชน การใช้เทคโนโลยีมาขยายโอกาส สร้างรายได้ ทำให้คนมีเงินที่จะเสียภาษี และนำเอาเงินภาษีนั้นมาใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ไปเป็นรัฐสวัสดิการ ทุกอย่างต้องมีความหวังค่ะ เราเคยไม่มีความหวังกับเรื่องรัฐสวัสดิการในการสาธารณสุข แต่ท้ายที่สุดแล้ว เราก็มีความหวังจาก 30 บาท รักษาทุกโรค เราเคยคิดว่า เกษตรกรมีรายได้จากแค่การทำเกษตรกรรม แต่ความหวังของเราก็เคยทำให้เกษตรกรขายของ OTOP ไปได้ทั่วโลกมาแล้ว”

เมื่อถามถึงจุดเด่นของพรรคไทยรักษาชาติ “จุดเด่นของพรรคไทยรักษาชาติ คือ เราจะนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับทุกๆนโยบาย เพราะอย่างที่ได้บอก โลกก้าวไกล ไทยต้องก้าวทัน ตามสโลแกนของพรรค เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไป แน่นอนว่า ไม่ว่าจะเป็นภาคแรงงาน ภาคเกษตรกรรม จะต้องมีการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การใช้เทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาประเทศ ประเทศไทยคนไทยเรามีสิ่งดีๆหลายอย่าง ที่เราสามารถนำเสนอเอาไปขายได้กับทั่วโลก เราจึงต้องนำเอาเทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหาประเทศในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการเมือง, เศรษฐกิจ, สังคม, ระบบราชการ ทุกอย่างสามารถนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ได้หมด เดียร์เป็นนักกฎหมายเป็นที่ปรึกษากฎหมาย เดียร์รู้ถึงความยุ่งยากของระบบราชการ ตรงนี้เทคโนโลยีช่วยได้ เราจะทำให้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของเราในการสร้างความสะดวกสบายให้ชีวิต เพราะเทคโนโลยีไม่เคยคอรัปชั่น การนำเทคโนโลยีมาใช้ในระบบราชการ จะเป็นทางเลือกที่ดีให้กับประชาชน” น.ส.ขัตติยา กล่าว