วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ทีมทนายพานทองแท้ ยื่นเอกสารคดีกรุงไทย-สั่ง DSI แจงภาพหลุดกล้องวงจรปิด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00น. ที่ผ่านมา ทนายชุมสาย ศรียาภัย ในฐานะทนายความส่วนตัวของนายพานทองแท้ ชินวัตร เดินทางมายื่นหนังสือต่อ นายบัณฑิต สังขนันท์ ผู้อำนวยการส่วนรับเรื่องร้องทุกข์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แจ้งวัฒนะ โดยระบุดังนี้

เรียนสื่อมวลชน ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สอบสวนคดีพิเศษที่ 25/2560 กรณีนายพานทองแท้ ชินวัตร รับเงินจากนายวิชัย กฤษดาธานนท์ ผู้กระทำความผิดมูลฐานในความผิดฐานทุจริตปล่อยสินเชื่อของผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ อม.55/2558 และสำนักงาน ปปง. ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษนายพานทองแท้และผู้เกี่ยวข้องต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ต่อมาพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้แจ้งข้อกล่าวหานายพานทองแท้ ในความผิดฐานฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน โดยนายพานทองแท้ ได้เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560 และได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาแล้วนั้น ตามกำหนดในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา นายพานทองแท้จะต้องยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหาภายใน 60 วัน (โดยจะครบกำหนดในวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560) ในวันนี้ (14 ธันวาคม พ.ศ. 2560) นายพานทองแท้ ได้มอบหมายให้ทนายความเข้ายื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหาแล้ว


นายพานทองแท้ มิได้เป็นผู้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา โดยคำชี้แจงดังกล่าวได้ระบุถึงพฤติการณ์เรื่องราวที่แสดงเจตนาสุจริตในการรับเงิน และกระบวนการสอบสวนอันไม่เป็นธรรมต่อตนเอง กล่าวคือ
 
(1) การสอบสวนคดีนี้อาจเป็นการดำเนินกระบวนการสอบสวนซ้ำ เนื่องจาก พฤติการณ์ที่นายพานทองแท้รับเงิน ในปี พ.ศ. 2546-2547 ที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษกล่าวหานี้ เคยถูกไต่สวนแล้ว โดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในฐานะที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน  เมื่อปี พ.ศ. 2551  และผลการไต่สวนปรากฏว่า ไม่มีมติให้แจ้งข้อหาฟอกเงินกับนายพานทองแท้ ต่อมา คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในคดีพิเศษที่ 36/2550 สอบสวนผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ในความผิดฐานฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย ซึ่งผลการสอบสวนคดีพิเศษที่ 36/2550 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษชุดดังกล่าว มีความเห็นว่า ไม่มีพยานหลักฐานพอฟังได้ว่านายพานทองแท้และผู้เกี่ยวข้องมีเจตนากระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือสมคบกันฟอกเงิน จึงไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหานายพานทองแท้ และผู้เกี่ยวข้องในความผิดฐานฟอกเงินในคดีพิเศษที่ 36/2550 และจากการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนในคดีพิเศษที่ 36/2550 นี้เอง ที่มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีการแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 36/2550 โดยปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนว่ามีหนังสือร้องทุกข์ถึงประธานคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ของอดีตหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 36/2550 ว่า มีการพูดขอให้แจ้งข้อกล่าวหาฟอกเงินกับนายพานทองแท้ ทั้งที่พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหาได้ จนกระทั่งในที่สุด ปี พ.ศ.2560 กรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับสำนักงาน ปปง. ก็ได้แยกเป็นคดีที่ 25/2560 และกล่าวโทษนายพานทองแท้ กับผู้เกี่ยวข้องในข้อหาฟอกเงิน โดยอาศัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเดิมซึ่งได้เคยสอบสวนมาแล้วในชั้น คตส. และคดีพิเศษที่ 36/2550 การสอบสวนในคดีพิเศษที่ 25/2560 นี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนการสอบสวนซ้ำ

(2) การดำเนินการสอบสวนและร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีนี้ อาจเป็นการเลือกปฏิบัติ  เนื่องจาก ยังพบว่า มีบุคคลอื่นที่มีพฤติการณ์การรับเงินที่ดีเอสไออ้างว่าเงินดังกล่าวมาจากเงินที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อคดีกรุงไทยอีกหลายรายในทอดเดียวกัน แต่ดีเอสไอหรือสำนักงาน ปปง. ก็มิได้ดำเนินการตรวจสอบหรือสอบสวนอย่างเท่าเทียมกันกับกรณีของนายพานทองแท้ ทั้งที่มีบุคคลหลายราย ซึ่งมีพฤติการณ์รับเงินในลักษณะเดียวกันและในช่วงระยะเวลาเดียวกันกับนายพานทองแท้ แต่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาบุคคลเหล่านั้น

(3) ในคำให้การชี้แจงข้อกล่าวหา นายพานทองแท้ ได้ชี้แจงถึงข้อเท็จจริง พยานเอกสาร และพยานบุคคล เพื่อแสดงเจตนาอันสุจริตเกี่ยวกับกรณีการรับเงินอันเป็นประเด็นข้อกล่าวหาว่า มีเหตุมาจากการลงทุนทางธุรกิจ แต่พอใช้ระยะเวลาศึกษาธุรกิจที่จะลงทุน ทราบว่ามีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ไม่มีความคืบหน้า จึงได้คืนเงินเต็มจำนวน โดยนายพานทองแท้ ไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากเงินดังกล่าว  ซึ่งขัดแย้งกับมูลเหตุจูงใจในการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน


นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา ปรากฏข่าวจากสื่อมวลชนว่า แหล่งข่าวของ ดีเอสไอ ได้เปิดเผยว่า ได้รับการประสานงานอย่างไม่เป็นทางการจากทีมทนายความของนายพานทองแท้ ว่าจะขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีก 60 วัน นั้น ทีมทนายความของนายพานทองแท้ ขอเรียนชี้แจงและยืนยันว่า เนื้อหาของข่าวดังกล่าว ไม่เป็นความจริง โดย นายพานทองแท้ ไม่มีการประสานขอขยายเวลาการยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหาแต่อย่างใด ทั้งนี้ แม้ว่าเรื่องดังกล่าวจะเกิดขึ้นมากว่าสิบปีแล้ว แต่นายพานทองแท้ ยังคงยืนยันข้อเท็จจริงต่างๆ ตามที่เคยได้ให้การมาแล้วในการไต่สวนชั้น คตส. และในการสอบสวนคดีพิเศษที่  36/2550 โดยได้ตรวจสอบและรวบรวมพยานเอกสารและบุคคล เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างเต็มที่ ภายในเวลาที่กำหนด เพื่อต้องการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ใช้เวลาที่มีอยู่พิจารณาคำชี้แจงฯ และพยานหลักฐานที่ได้นำเสนออย่างละเอียดถี่ถ้วน เป็นธรรมและไม่เร่งรัด เนื่องจากในคำชี้แจงฯ ของนายพานทองแท้ ได้อ้างถึงพยานบุคคลจำนวนมากที่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างเช่น นายอุตตม สาวนายน และนายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งเป็นบุคคลที่ คตส. กล่าวหาในคดีฟอกเงินต่อ ดีเอสไอ ในคดีพิเศษที่ 36/2550 ดังนั้น พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจำต้องใช้ระยะเวลาในการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมอย่างที่สุด และพิสูจน์ถึงการกระทำความผิดจนปราศจากเหตุอันควรสงสัย (Prove beyond reasonable doubt)

ทีมทนายความของนายพานทองแท้ ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นการให้ข่าวของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายข้างต้น ว่า คดีของนายพานทองแท้ นั้นเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ และทราบดีว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ มีความจำเป็นต้องดำเนินกระบวนการอย่างเคร่งครัด แต่การรักษาสิทธิและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกกล่าวหา เป็นเรื่องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ จำต้องให้ความสำคัญไม่แพ้การบังคับใช้กฎหมายตามอำนาจหน้าที่ การให้ข่าวที่ไม่เป็นความจริงของแหล่งข่าวในหน่วยงานทำให้ประชาชนเข้าใจผิดหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกกล่าวหาได้ จึงเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องตระหนักอย่างยิ่งเท่าๆ กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างยุติธรรม โดยเฉพาะกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษกระทำด้วยประการใดๆ อันทำให้ข้อมูลความลับทางราชการ อย่างภาพในกล้องวงจรปิดภายในสำนักงาน ในวันที่นายพานทองแท้ เดินทางไปรับฟังข้อกล่าวหา ปรากฏเปิดเผยต่อสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป เป็นเรื่องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเป็นหน่วยงานสืบสวนสอบสวนและบังคับใช้กฎหมายในคดีพิเศษที่กระทบต่อรัฐ จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ได้ความว่า ข้อมูลภาพนายพานทองแท้ ในกล้องวงจรปิดซึ่งเป็นข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเก็บรักษาอย่างเคร่งครัดและเป็นข้อมูลภาพที่กระทบต่อสิทธิของบุคคลภายในภาพ ปรากฏในสื่อมวลชนสาธารณะได้อย่างไร  เพื่อมิให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในมาตรฐานและประสิทธิภาพรวมถึงการเคารพสิทธิประชาชนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ในส่วนของกระบวนการทางคดี  นายพานทองแท้  ได้ใช้สิทธิในการแก้ข้อกล่าวหาฯ โดยการยื่นเรื่องขอให้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เรียกพยานบุคคลจำนวนหลายปากมาสอบปากคำเพิ่มเติม ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหา ทางพนักงานสอบสวนควรที่จะเรียกพยานดังกล่าว มาสอบปากคำให้ครบถ้วน จนหมดสิ้นข้อสงสัย ก่อนที่จะพิจารณาดำเนินการในขั้นตอนอื่นต่อไป​ ​

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น