วันอาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

"เพื่อไทย" สับ ม.44 กระทบความเชื่อมั่น ประเคนรถไฟจีน-หอชมเมือง-คดียิ่งลักษณ์-แรงงานต่างด้าว


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันนายกรัฐมนตรีกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าใช้มาตรา 44 อย่างฟุ่มเฟือย เพราะหลังจากรัฐธรรมนูญประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ไม่ควรใช้มาตรา 44 อย่างฟุ่มเฟือยดังกล่าว นอกจากนี้ ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้มติ ครม. เอื้อประโยชน์เอกชนบางกลุ่มด้วย
         
นายชวลิต กล่าวว่าการใช้มาตรา 44 หลายกรณีสุ่มเสี่ยงกระทบกับความเชื่อมั่นของประเทศ บางกรณีสุ่มเสี่ยงหมิ่นเหม่ว่าสมควรหรือไม่? และทุกกรณีกระทบหลักนิติธรรมทั้งสิ้น เช่น
       
1. พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 เป็นกฎหมายที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ใช้ไปเพียงไม่กี่วัน นายกรัฐมนตรีก็ใช้มาตรา 44 แก้ไข จึงมีข้อสังเกตว่า รัฐบาลรอบคอบหรือไม่? และสมควรหรือไม่? ในการใช้มาตรา 44 ไปทับ พ.ร.ก.ดังกล่าว ทำไมไม่แก้ด้วย พ.ร.ก.
       
2. การใช้มาตรา 44 กับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน มีข้อสังเกตว่าการดำเนินการดังกล่าว  กระทบความเชื่อมั่นต่อนานาชาติทั่วโลก ที่มีเทคโนโลยีด้านนี้ เพราะเท่ากับตัดโอกาสการร่วมแข่งขัน ถูกวิพากษ์ว่าไร้ธรรมาภิบาลเสียเอง ขาดความโปร่งใส
       
3. การใช้มาตรา 44 ในกระบวนการยึดทรัพย์ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตอดีตนายกรัฐมนตรี ในโครงการรับจำนำข้าว แม้ไม่ได้ใช้มาตรา 44 ยึดทรัพย์โดยตรง แต่ก็อยู่ในกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งการยึดทรัพย์ นับเป็นการทำลายหลักนิติธรรมของประเทศอย่างยับเยิน และอาจถูกวิพากษ์ได้ว่าเป็นการชี้นำไปยังคดีอาญาหรือไม่? เพราะกระบวนการยึดทรัพย์แทนที่จะเกิดภายหลังการพิจารณาคดีอาญา แต่กลับเกิดขึ้นก่อนมีคำพิพากษาในคดีอาญา
        
4. การมีมติ ครม. ยกเว้นไม่ต้องมีการประกวดราคาโครงการก่อสร้างหอชมเมือง กทม. กำลังถูกวิจารณ์อย่างมากว่า การที่ไม่เปิดประมูล เพื่อเอื้อเอกชนบางรายหรือไม่? และจากการตรวจสอบของสื่อมวลชน มีแนวโน้มว่าจะเป็นไปตามที่มีการวิพากษ์อย่างกว้างขวาง เพราะมีโครงการใหญ่ของเอกชนอยู่ข้างเคียงพื้นที่หอชมเมือง
        
ทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมานั้น ล้วนกระทบกับความเชื่อมั่นของประเทศทั้งสิ้น และความเชื่อมั่น นับเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังฝืดเคืองอย่างมากอยู่ในขณะนี้
        
ประการสำคัญที่สุด คือ เกียรติภูมิ เกียรติยศ ศักดิ์ศรีของประเทศ สร้างด้วยความเชื่อมั่น สร้างด้วยระบบนิติธรรม นิติรัฐ ใครจะไป ใครจะมา หรือเป็นอาคันตุกะสำคัญ ล้วนอาศัยปัจจัยดังกล่าวเป็นที่ตั้ง จึงขอสะท้อนปัญหาดังกล่าวมาเป็นข้อสังเกตด้วยความสุจริตใจ ที่ต้องการเห็นประเทศของเราได้รับความเชื่อมั่น ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก 
        
ตนเห็นว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ดีที่สุด ที่เร็วที่สุด ก็คือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ จากนี้ไปไม่ควรจะมีการใช้มาตรา 44 อย่างฟุ่มเฟือยอีกแล้ว ควรสร้างความเชื่อมั่นด้วยการส่งสัญญาณบวกทางการเมืองว่า บ้านนี้ เมืองนี้ กำลังจะเป็นประชาธิปไตยแล้ว ความเชื่อมั่นจะค่อยๆกลับคืนมา แต่ถ้าเวลา 3 ปีของการบริหารผ่านมาแล้วก็ดี และกฎหมายรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้วก็ดี รัฐยังไม่ส่งสัญญาณให้ภาคส่วนต่างๆเตรียมตัวให้สอดคล้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็เหมือนกับการปิดประตูตีแมว เอาเปรียบทุกอย่าง ทั้งกฎกติกา ทั้งการดำเนินการโดยอำนาจพิเศษ ความเชื่อมั่นก็จะหดหาย ถ้าถึงขั้นล้มละลาย การแก้เศรษฐกิจก็จะล้มเหลว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ทางแก้ต้องส่งสัญญาณบวก เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นดังกล่าวข้างต้น จึงจะเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น