วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"กิตติรัตน์" ห่วงประชาชนรายได้น้อย ส่งออกทรุด-เศรษฐกิจถดถอย


วันนี้ (14 พฤษภาคม 2560) นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยที่มีปัญหาในเวลานี้ ซึ่งตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมาหลายตัวมีปัญหาแสดงความถดถอย เช่น การลงทุนจากต่างประเทศ การลงทุนภายในประเทศ โดยภาคเอกชนไทย สะท้อนถึงปัญหาการบริหารการจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างยิ่ง

โดยนายกิตติรัตน์ได้กล่าวว่า "เศรษฐกิจดีไม่ดีดูได้จากความคึกคักในเรื่องของการจับจ่ายใช้สอยต่างๆ ความจริงเวลาเราบอกเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี สิ่งที่เราเรียกว่าเศรษฐกิจมหภาค หมายถึง เรื่องที่ผู้ค้าขายทั้งหลาย เขาสามารถที่จะทำให้คนมาซื้อสินค้ามากน้อยแค่ไหน แล้วเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดี มันจะเป็นลูกโซ่ คือ เมื่อคนหนึ่งขายของยากให้คนๆหนึ่ง คนที่จะรอรับรายได้จากคนนั้น มีรายได้น้อยลง เขาก็จะมีเงินเหลือไปจับจ่ายใช้สอยกับคนอื่นน้อยลงไป ก็จะวนเป็นงูกินหาง สิ่งที่สังเกตได้คือ ไปตามสถานที่มีคนจับจ่ายใช้สอยต่างๆ ถ้าหากว่าจำนวนผู้คนเบาบางลง หรือว่าสังเกตได้ว่ามีคนเดิน แต่ว่าถุงใส่สินค้ามาใส่น้อยลงไป เราก็จะเห็นว่าเศรษฐกิจน่าจะมีปัญหา"

ทั้งนี้นายกิตติรัตน์ได้ชี้แนะรัฐบาลว่า "ถ้ารัฐบาลสังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ รัฐบาลก็ควรจะอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ โดยเฉพาะไปยังผู้มีรายได้น้อยด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งคนในเมือง คนในภาคเกษตร คนทำงานประจำ และคนทำงานอิสระ รายได้ที่มาจากการอัดฉีดจากภาครัฐจะเกิดเงินหมุนเวียนจับจ่ายใช้สอยทำให้เศรษฐกิจที่ไม่ดีกลับมาสู่ภาวะที่ดีขึ้น"

นอกจากนี้นายกิตติรัตน์ยังให้มุมมองเศรษฐกิจโลกว่า "ทิศทางการเงินของโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น อัตราดอกเบี้ยเงินสกุลหลักของโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น เป็นกระจกส่องที่ดีว่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น ขณะที่รอบบ้านเราโดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม CLMV ได้แก่ เขมร ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม มีอัตราการขยายตัวดีกว่าไทยที่อัตราการขยายตัวต่ำ มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้คือ ความไม่มั่นใจที่กำลังเป็นอยู่ เราจึงยังต้องระวังตัวเองต่อไป และต้องประคับประคองในช่วงเวลานี้จนกว่าทิศทางการเมืองจะชัดเจน จนสร้างความพอใจให้กับนักธุรกิจโดยเฉพาะนักธุรกิจต่างประเทศ"

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น