วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"อนุสรณ์" เตือนประชาชน จับตารัฐขึ้นภาษีหลังถังแตก


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่ากระทรวงการคลัง ระบุ ระดับเงินคงคลังในเดือนธันวาคม 2559 ที่ต่ำถึง 7.49 หมื่นล้านบาท เนื่องจากไม่ต้องการกู้เงินมากองไว้ จะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ว่า 2 ปีกว่า ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลและ คสช. เงินคงคลังลดลงไป 4.2 แสนล้านบาท ซึ่งถ้าย้อนไปเปิดตัวเลข 10 ปี เงินคงคลังสูงถึง 6 แสนล้านในปี 2556 จนถึงปัจจุบันเงินคงคลังของรัฐบาล เหลืออยู่ 74,907 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก รัฐบาลมีรายจ่ายเดือนละ 2-4 แสนล้านบาท เฉพาะเงินเดือนค่าจ้างพนักงาน ข้าราชการเดือนละ 5 หมื่นล้านบาท ประชาชนจึงวิตกกังวลว่าเงินคงคลังที่เหลือ 7.49 หมื่นล้านบาท จะสามารถจ่ายเงินเดือนได้อีกกี่เดือน สถานการณ์แบบนี้เรียกว่ารัฐบาลถังแตกได้หรือไม่? แล้วจะเข้าสู่ยุคภาษีอาน คือเก็บภาษีเพิ่มแหลกลาญ จะมีการขึ้นภาษีอื่นๆ ตามภาษีน้ำมันเครื่องบินอีกหรือไม่? สะท้อนว่ารัฐบาลนี้น่าจะมีปัญหาการบริหารจัดการในหลายจุด ทั้งตัวเลขการลงทุนที่ลดลง ยืนยันได้จากธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ออกมาระบุว่าการลงทุนจากต่างประเทศในปี 2559 ได้ลดลงอย่างหนักถึง 63% เมื่อเทียบกับปี 2558 มียอดรวมเพียง 1.15 แสนล้านบาทเท่านั้น หรือการที่ นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาตัดพ้อว่า น้อยใจมากที่เอกชนไม่ลงทุน ทั้งที่ให้มาตรการภาษีแบบไม่เคยให้มาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย อ้อนวอนประชาสัมพันธ์ก็แล้ว ไม่เข้าใจว่าทำไมเอกชนไม่ลงทุน ซึ่งอาจมาจากการที่ภาคเอกชนหรือนักลงทุนไม่เชื่อมั่นในระบอบการปกครองและระบบกฎหมายของไทยที่มิได้อยู่บนหลักนิติธรรม ทำให้ไม่มั่นใจว่าการลงทุนจะได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายที่มีความเป็นสากล อันถือเป็นความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ ถึงเวลาที่รัฐบาลและ คสช. ต้องพูดความจริงกับประชาชน และยอมรับโดยดุษฎีว่าปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO ไม่สามารถช่วยรัฐบาลและ คสช. ได้ทุกเรื่อง ยิ่งดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นตกต่ำลง ตกจากอันดับที่ 76 มาอยู่ที่อันดับที่ 101 มีคะแนนเพียง 35 จาก 100 คะแนน อยู่ในลำดับที่ 101 จาก 176 ประเทศทั่วโลก นักลงทุนต่างชาติยิ่งลังเลที่จะนำเม็ดเงินเข้ามาลงทุน รัฐบาลทำงบขาดดุล 4 ปีซ้อน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการลงทุน แต่ผลกลับตรงกันข้าม ธรรมดาคนเราถ้าเดินผิดทิศผิดทาง ต้องตั้งสติแล้วกล้ายอมรับความจริง พูดความจริง แล้วหาทางออกบนพื้นฐานความจริง อย่าทำตัวเป็นคนไข้ปฏิเสธการรักษาจากหมอ ถึงเวลาต้องยอมรับความจริงก่อนที่ทุกอย่างจะไม่สามารถแก้ไขได้

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น