วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

“กิตติรัตน์” สอน “อรรถวิชช์” หัดรู้จักกติกา


#TV24 วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2558 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่าน Facebook : Kittiratt Na-Ranong โดยมีเนื้อหาดังนี้

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2558 เขียนตอบ นายอรรถวิชช์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่แสดงความเก่งเสนอนู่นนี่นั่น กับรัฐบาลปัจจุบัน ตามกระแส ทั้งๆที่ เป็นประเด็นที่ อดีตรัฐมนตรีฯ พิชัย นริพทะพันธุ์ เขาหยิบยกเสนอแนะมาตั้งแต่ปีมะโว้ราวกับเป็นความคิดริเริ่มของตนเอง แล้วก็คงปฏิบัติตามถนัดที่แว้งมา "กล่าวหารัฐบาล นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ว่าก่อหนี้สาธารณะไว้มโหฬาร" แบบรู้ว่าคนชอบแก้ไขไม่แก้แค้น อย่างท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะปล่อยผ่านอย่างมีพรหมวิหารสี่ให้ตีกิน อย่างที่ทำกันมาหลายครั้งหลายหน ท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ท่านให้ทาน มาหมดครับ ตั้งแต่เมตตา ยันอุเบกขา แต่ขอโทษครับ ผมไม่ยอม
สำหรับท่านที่ไม่ได้ติดตามมาก่อน อาจไม่ทราบว่าผมชี้แจงว่าอะไร ผมขอสรุปตรงนี้อีกครั้งว่า... ผมระบุว่า "นายอรรถวิชช์ กล่าวเท็จคำโต" ผมขอสรุปใจความสำคัญที่อธิบายไว้อย่างย่อว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลของท่าน บริหารเศรษฐกิจของประเทศอย่างรอบคอบท่ามกลางความยากลำบากนานับประการจนเศรษฐกิจของประเทศ หรือ GDP เติบโตดี แม้จะถูกอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ในปลายปี 2554 เศรษฐกิจก็สดใส ตลอดปี 2555 จนถึงค่อนปี 2556 จนสารพัดม๊อบ ที่เขาว่ากันว่าไม่เกี่ยวกับผู้คนของพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแสดงพลัง ปิดกั้นทางหลวง ปิดกั้นเมืองหลวง และสถานที่ต่างๆ ทั้งราชการ และเอกชนในช่วงปลายปี 2556 จนถึงขั้นขัดขวางการเลือกตั้งทั่วไปตามพระราชกฤษฎีกาฯ ที่มีผลแล้ว เมื่อต้นปี 2557 ช่วงนั้นนายอรรถวิชช์ เป็นคนดังคนหนึ่ง คนน่าจะจำเขาได้มาก เพราะเขาเคยออกทีวีช่องดังโต้กับนักวิชาการคนเก่งคนหนึ่ง คืออาจารย์เอกชัย ไชยนุวัติ ซึ่งในวันนั้นนายอรรถวิชช์ กล้าประกาศ ว่า กปปส. ไม่เกี่ยวกับ พรรคประชาธิปัตย์ โดยหากแม้ท่านจะกล่าวว่าม๊อบยางปิดถนนทางหลวงก็ไม่เกี่ยวฯ ก็ตาม ผมก็ยอมเชื่อครับตามประสาคนเคยเทคะแนนให้พรรคนี้ตอนเป็นวัยรุ่น (ผมลงคะแนนเสียงให้นายพิชัย รัตตกุล และนายเล็ก นานา... แต่หลังจากผู้ใหญ่สองท่านนี้ไม่ลงสมัคร พรรคนี้ไม่เคยได้คะแนนผมอีกเลย)

หลังจากเขียนตอบไป ผมก็ใช้เวลาทำงานด้านการกีฬา และงานด้านสังคมแก่ผู้ขาดโอกาส ตามความชอบส่วนตัวของผม รอให้ท่านมาต่อความยาวสาวความยืดกับผมต่อ ในที่สุดฝันก็เป็นจริงครับ มาเป็นชุด... ชอบใจๆๆ ครับ คุยกันเรื่อง "หนี้สาธารณะ" อยู่ดีๆ แถไป เรื่องรถคันแรกเอย เรื่องเป้าส่งออกปี 55 เอย เรื่อง GDP หลุดเป้าเอย อุตส่าห์ไปอ้างความเห็นของคนนู้นคนนี้ทั้งที่ก็เป็นคนที่ตนเองเคยไม่ชอบกระมัง เอาเป็นว่าใครก็ได้ที่สนับสนุนการแถของตนได้ล่ะก็ เอาหมด ยังไงผมก็ขอยืนยันว่า เรื่องการแก้หนี้กองทุนฟื้นฟู ที่สมควรส่งกลับให้วงการเงินที่เป็นต้นตอของหนี้ฯ ก้อนนี้ดูแลกันเอง เป็นเรื่องที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยเฉพาะการกำหนดกลไกให้มีการ เร่งลดเงินต้นอย่างมีเป้าหมายด้วย ขอบอกให้เอาบุญตรงนี้เลยเผื่อนายอรรถวิชช์ จะไม่ทราบว่า จากยอดหนี้รวมกว่าหนึ่งล้านล้านบาทน่ะ "ขณะนี้ ลดยอดเงินต้นลงไปได้แล้วเกือบหนึ่งแสนล้านบาท" และ"สามารถประหยัดงบประมาณด้านดอกเบี้ยของรัฐบาลเพื่อดูแลหนี้ก้อนนี้ ได้สิ้นเชิง มาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2556 จนถึงปีงบประมาณปัจจุบัน คือปี 2558 เกือบสองแสนล้านบาท ถ้าท่านบวกเลขถูกท่านจะรู้ว่า การประหยัดงบประมาณตรงนี้ที่เดียวก็มากกว่า เงินคืนภาษีรถคันแรกที่ท่านหวงนักหวงหนา หลายเท่าตัว การใช้วาทกรรมตามถนัด กล่าวหาว่าผมซุกหนี้นอกระบบงบประมาณ... โถโถ... สังคมประชาธิปไตยซุกอะไรจากสายตาอันแหลมคมและจ้องเอาเรื่องของฝ่ายค้านและสื่อมวลชนไม่ได้หรอกครับ ที่อธิบายในสภาไม่รู้จักกี่รอบต่อกี่รอบว่า ตอนเกิดหนี้ก้อนนี้จากวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 น่ะเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้วงการเงิน ทำหน้าที่ดูแลชำระหนี้ก้อนนี้ให้หมดลงอยู่แล้ว แต่สงสัยผมอธิบายในสภาฯ ไม่เก่ง เลยเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปเสียนี่... เอาล่ะไหนๆก็ไหนๆแล้ว ขออธิบายอีกเรื่องหนึ่ง ผมอ่านว่านายอรรถวิชช์คงเจตนาหยิบประเด็นเงินคืนภาษีสรรพสามิต รถคันแรกขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนไขว้เขวว่า รัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เอางบประมาณส่วนรวมมาคืนคนซื้อรถคันเล็กๆ ที่ไม่เคยมีรถมาก่อนและหาว่าเป็นประชานิยม ผมขอตำหนิว่า เสียแรงที่นายอรรถวิชช์เคยเป็นข้าราชการกระทรวงการคลัง ท่านไม่ทราบจริงๆ เลยหรือว่าเงินคืนภาษีฯ แก่คนซื้อรถเหล่านั้นน่ะ ก็คือเงินภาษีสรรพสามิตที่เก็บมาจากคนซื้อแต่ละคนนี่แหล่ะ แต่เรากำหนดว่าถ้าเขาถือครองเพื่อการใช้เองจริงเกินหนึ่งปี... คนอยากมีรถคันจิ๋วๆเป็นคันแรกในขีวิตจะได้สิทธิเว้นภาษีสรรพสามิต ด้วยการมารับภาษีที่เขาเคยจ่ายไว้ให้ตอนซื้อรถฯ กลับคืนไป ภาษีสรรพสามิตจัดเป็นภาษีเพื่อสินค้าฟุ่มเฟือย การคืนเท่ากับการไม่อยากเก็บภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยจากคนที่ซื้อรถคันจิ๋วเป็นครั้งแรกในชีวิต รัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยอมได้ครับเพราะเราเห็นว่ารถที่ฟุ่มเฟือยคือคนเดียวมีหลายคัน หรือมีคันที่ใหญ่โตหรือหรูกว่านั้น และเราทราบว่าเราสามารถเก็บภาษีรวมได้เข้าเป้าแน่นอน... ไม่แปลกครับที่ชี้แจงแบบนี้แล้วอาจจะยังไม่เข้าใจ เพราะหลักธรรมความเชื่อเรื่องคนเปรียบเสมือนดอกบัวหลายระดับชั้นเป็นที่ยอมรับกันค่อนโลก... 

ถามหน่อยเถอะถ้าผมเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่ไม่มีความสามารถ ขนาดที่พาลพาโลไว้ในหมัดสวนผมน่ะ ทำไมในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามถนัดของ พรรค "หวังเป็นรัฐบาล" ของนายอรรถวิชช์ ทำไมไม่อภิปรายไม่ไว้วางใจผมจังๆ สักทีล่ะ หรือ นิยมแถ นิยมเฉี่ยว นิยมแว้ง นิยมบิดเบือน ตามถนัด

ขอบอกนายอรรถวิชช์ว่า ไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่ใช่พวกน้ำเน่าที่จะเอา แผลสด แผลแห้ง และแผลเป็นของท่านและพวก มาผสมโรงเพื่อเบี่ยงประเด็น ผมเพียงแค่ขออธิบายเรื่องที่กล่าวหารัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ และทีมเศรษฐกิจ ทั้งๆที่ผมก็ทราบว่าหยิบขึ้นมาแต่ละเรื่อง ตอบกันไม่ถูกแน่นอน (แต่คงแถได้) และอีกอย่างก็เพราะแฟนๆ ของท่านน่ะเขาปิดตาปิดใจที่จะฟังผมไปแล้ว ในขณะที่แฟนๆ ของพวกผมน่ะเขาตาสว่างกันมานานแล้ว ไม่ต้องขุดอะไรของพวกท่านมาอีกแล้ว เขาพอใจกันแล้ว สบายใจกันทั้งสองฝ่าย ดีไหมครับ

สำหรับ "การบริหารหนี้สาธารณะ" ที่ผมได้อธิบายให้คนหูไม่หนวกใจไม่บอดฟังน่ะมันชัดเจนทุกคำ "สัดส่วนหนี้สาธารณะ ต่อ GDP ตามกรอบวินัยการคลัง เมื่อรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ หมดหน้าที่ลง เมื่อไตรมาสที่ 2 ปี 2557 อยู่ในระดับต่ำ และต่ำกว่าเพดานอย่างมาก คืออยู่ที่ ร้อยละ 47.08 (เมื่อเทียบกับเพดานที่พวกท่านกำหนดกันไว้เอง เมื่อปลายปี 2552 ที่ร้อยละ 60) ซึ่งท่านก็ทราบนี่ครับว่า ไม่เกินร้อยละ 60 คือมีวินัย แล้ว 47.08 คือมีวินัยดีมากแค่ไหน เป็นเรื่องจริงครับที่ ระยะเวลา เกือบ 3 ปี ของ รัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่มียอดหนี้สาธารณะรวมเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านๆ บาท แต่เศรษฐกิจ หรือ GDP ก็เพิ่มจาก 10.6 ล้านๆ บาท เป็น 12.0 ล้านๆ บาท เมื่อสิ้นไตรมาส 3 ปี 2554 ถึงสิ้นไตรมาส 2 ปี 2557

นายอรรถวิชช์ ไม่ต้องกังวลหรอกครับว่าผมจะย้อนศร ไปจวกรัฐบาลท่านว่า ช่วง 3 ปีของรัฐบาลพวกท่าน ก็ก่อหนี้เพิ่มกว่า 1 ล้านๆ บาท ในขณะที่ GDP ยังเล็กเพียง 9.1 ล้านๆ บาท เพราะพวกเราทราบครับ GDP ก็เติบโตเป็น 10.6 ล้านๆ บาท พวกผมทราบอย่างสร้างสรรค์และไม่คิดหยิบยกขึ้นมาเป็นวาทกรรมทางการเมือง แต่แค่สงสัยว่าทำไมหนอ ท่านกลับทราบอย่างทำลาย หรือให้เบาหน่อยก็คือทราบอย่างไม่สร้างสรรค์ นี่ผมยังไม่ ได้แยกหนี้สาธารณะ ที่ไม่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดินอีกต่อไปแล้ว ขนาดประมาณ 1 ล้านๆ บาทออกไปนะครับ เพราะถ้าแยกออกผมสามารถพูดอย่างเต็มคำได้อีกว่า เมื่อรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ หมดหน้าที่ลง "สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เป็นภาระต่องบประมาณ ต่อ GDP อยู่ที่เพียงร้อยละ 37.59 เท่านั้น ต่ำกว่าและมีวินัยกว่า สัดส่วน ร้อยละ 41.7 ซึ่งเป็นสัดส่วนหนี้สาธารณะที่เป็นภาระต่องบประมาณต่อ GDP ที่รัฐบาลของพรรคพวกท่านส่งมอบมามากขนาดไหน และผมยังอยากแถมประเด็นเรื่องมูลค่าเศรษฐกิจ หรือ GDP ปลายปี 2556 ถึงต้นปี 2557 ที่ถูกทำลายไปหลายแสนล้านด้วยเสียงนกหวีด เสียงปืน เสียงระเบิด (ที่นายอรรถวิชช์หรือพวก ไม่เคยเกี่ยวข้องด้วย พวกที่เกี่ยวเป็นพวกหน้าคล้ายเท่านั้น) เพราะถ้า GDP โตเป็นปกติ สัดส่วนฯ แห่งความมีวินัยทางการคลังของรัฐบาล จะยิ่งดีพิเศษ กว่าที่เป็นกันอยู่

ท้ายที่สุด ยังอยากเรียนนายอรรถวิชช์ครับ จะเสนออะไรรัฐบาล เพื่อประโยชน์ส่วนรวมหรือส่วนตนของท่านก็เชิญเถอะครับ เพราะผู้ที่เขาจะฟังท่านหรือไม่ฟังก็คือรัฐบาล กับแฟนๆ ของท่าน ไม่ใช่พวกผม พวกผมและแฟนๆ ของพวกผมไม่ยุ่งด้วยหรอก... ท่านสามารถเป็นคนเก่งคนดีได้ โดยไม่ต้องทำให้คนอื่นเป็นเหมือนคนเลว... ถ้ายังสนุกอยู่ก็สวนมาอีกนะครับ เรื่องเดิมๆ แบบไวท์ลาย ถ้ายังไม่เบื่อก็ขุดมานะครับ ถ้าผมผิดจริง ผู้ตรวจการแผ่นดินที่พวกท่านเคยไปร้องผมไว้ เขาไม่ปล่อยผมหรอกครับ ผมไม่เคยบิดเบือนปิดบังตัวเลขจริงของการส่งออก หรือข้อมูลจริงอะไรทั้งนั้น ไม่เคยแสวงประโยช์เข้ากระเป๋าตน หรือกระเป๋าใครจากภาวะอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งตัว หรืออ่อนตัว น้อยคนในแผนกวิชาไวท์ลายของพวกท่านจะเคยรู้เคยจำเรื่องนี้ตามความเป็นจริงว่าเมื่อฝ่ายประจำของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ(DTP) ในปี 2555 ที่เขาตั้งเป้าการทำงานให้ส่งออกโต ร้อยละ 15 โดยไม่มีฝ่ายการเมืองคนใดไปบังคับสั่งการ ผมอยากถามว่า เขาผิดหรือครับที่ตั้งไว้สูงขนาดนั้น เพราะในอดีตก็เคยทำได้ดีกว่านั้นมากเสียด้วย ผมมีหน้าที่เป็นผู้กุมนโยบายภาพกว้าง ก็แค่รู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายทำได้ แต่ผมควรกระโดดเข้าไปค้านเขาหรือครับ ใครจะรู้ ถ้านโยบายอัตราแลกเปลี่ยน เป็นใจเหมือนบางช่วงเวลา เขาอาจจะทำได้ก็ได้ แต่เมื่อปัจจัยใหญ่ๆ นอกกรมนอกกระทรวงไม่ยอมเอื้อ คนแรกที่รู้สึกได้ย่อมเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีคลัง ยกเว้นรัฐมนตรีไม่เอาไหน และสำหรับผม รู้สึกได้แต่ไม่พูดค้านคนอื่นก็เป็นสิทธิของผมที่จะไม่พูดจาชักใบให้เรือเสีย เพียงถามไถ่ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ยังไหวหรือ และผมขอยืนยันว่าในช่วงเวลานั้น นายกฯ ยิ่งลักษณ์ และรัฐมนตรี รวมทั้งฝ่ายประจำที่เกี่ยวข้อง ยังคงทำงานอย่างไม่ย่อท้อเพื่อให้โอกาสที่ไม่มากมีโอกาสเป็นจริงได้ตามเป้านั้น ผมมั่นใจว่าเป็นสิ่งดีที่สุดแล้วที่ทำเช่นนั้น แทนที่จะรีบทะยอยปรับเป้าหมายลงอย่างท้อถอย

แต่การที่คนบางคนที่ก็มีความรู้ดีเพราะเรียนหนังสือมาดี มีข้อมูลดี กลับนำความจริงด้านดี ด้านปกติมาบิดเบือนให้กลายเป็นลบเพียงเพื่อเอาดีใส่ตัว เพียงเพื่อให้คนจำตนได้มากขึ้น เพียงเพื่อให้เขานึกว่าตนเป็นคนเก่งคนดี ผมเรียกคนแบบนี้ว่า "ความเท็จสีดำ..." 

สวนมาอีกนะครับ เพราะผมรู้ว่าคนอย่างท่านชอบต่อความยาวสาวความยืด และคนสนใจติดตามจะได้ประเทืองปัญญาต่อ ส่วนคนที่เบื่อหน่ายคนทะเลาะกันก็อย่าอ่านเลยนะครับ ไม่ว่าของคนไหน เสียเวลา แต่ผมจำเป็นต้องเถียงเพราะหากใช้อุเบกขาจะกลายเป็นการยอมรับความไม่จริง ท่านสบายใจได้ครับ ผมไม่โต้กลับทุกรอบหรอก เพราะผมมีงานที่มีประโยชน์ต้องทำ รับรองว่ามีประโยชน์กว่าการนั่งสะสมรถหรูไว้ดูเล่นขับเล่น เพื่อนผมทุกคนทราบครับว่าผมชอบเล่นกีฬา ผมเคารพกติกาของกีฬา ผมมีน้ำใจนักกีฬา ผมรู้จักแพ้ รู้จักชนะ "ซึ่งเป็นอะไรที่คนที่ไม่เคยแข่งขันชนะตามกติกาจะเข้าใจ" แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าผมเล่นดนตรีไทย ผมชอบเป่าขลุ่ย เป่าบ่อยๆ เป่าแล้วมีความสุข และผมกำลังสอนเด็กๆ ตามโรงเรียนและชุมชนต่างๆ ให้รักกีฬาและดนตรี แต่ผมไม่ตีฉิ่ง และผมยังไม่ได้หัดสีซอ...



1 ความคิดเห็น:

  1. ท่านกิตติรัตน์ครับ สอนเขาเพิ่มอีกนิดเดียวว่า ก่อนเข้ามาบริหารประเทศ "ให้ขอความเห็นประชาชนก่อน" ว่าเขาต้องการมันเร๊อะเปล่า?

    ตอบกลับลบ