วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แถลงปิดคดีจำนำข้าว “บุญทรง” ย้ำ “ปปช.” 2 มาตรฐาน


เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นการแถลงปิดคดีถอดถอนนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ และนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ประกอบมาตรา 56 (1) และมาตรา 58 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช.

โดยฝ่ายผู้ถูกล่าวหา เริ่มจากนายภูมิได้ชี้แจงว่า สาเหตุที่ไม่มาตอบข้อซักถามต่อกมธ.ซักถาม เพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งรับคดีทุจริตจีทูจีไว้แล้ว โดยศาลจะพิจารณาคดีนัดแรก ในวันที่ 29 มิ.ย.นี้ ดังนั้นการแถลงใดๆต่อสนช. ย่อมส่งผลกระทบต่อแนวทางการต่อสู้คดีในศาลฎีกาฯ แต่ตนยืนยันว่าได้ทำหน้าที่ในฐานะรมช.พาณิชย์ และประธานคณะอนุกรรมการระบายข้าวอย่างถูกต้อง ไม่ได้สมคบกับใครตามที่ถูกกล่าวหา แต่ปัญหาสต๊อกข้าวที่ตกค้างจากรัฐบาลเก่าตั้งแต่ปี 2548-2552 จำนวน 2.1 แสนตัน กระทั่งมาถึงรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำให้ข้าวค้างสต๊อกเริ่มเสื่อมคุณภาพ จึงต้องเร่งระบายของเก่า โดยได้ตั้งคณะอนุกรรมการระบายข้าวขึ้นมา ซึ่งมีข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำที่มีประสบการณ์ผ่านการระบายข้าวมาหลายรัฐบาล จึงไม่มีเหตุผลที่ตนจะไม่ให้ความเชื่อถือ

นายภูมิ กล่าวอีกว่า การระบายข้าวแบบจีทูจีเป็นยุทธศาสตร์ที่ช่วยระบายข้าวในสต๊อกได้จำนวนมาก ดังนั้นเมื่อกรมการค้าต่างประเทศเสนอเรื่องการซื้อขายข้าวจีทูจีมาจึงเห็นชอบตามกรอบ ตนทำหน้าที่เป็นประธานอนุกรรมการระบายข้าว 5 เดือน จนถึงเดือน ก.พ.2555 ตนยืนยันว่าได้ระบายข้าวด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทั้งนี้ในช่วงที่ตนทำหน้าที่ มีแค่บริษัท กวางตุ้ง ที่เป็นรัฐวิสาหกิจจีนเข้ามาเกี่ยวข้องในการระบายข้าว แต่ป.ป.ช.ลากตนไปเชื่อมโยงกับบริษัทไห่หนาน โดยไม่มีหลักฐาน แสดงว่ามีเจตนายัดเยียดข้อกล่าวหาให้ตน ถ้าสนช.ลงมติถอดถอน แต่ศาลฎีกาฯยกฟ้อง สนช.จะมีมาตรการใดมาเยียวยาตน จึงควรให้ศาลฎีกาฯพิพากษาคดีให้เสร็จก่อนเพื่อให้ความเป็นธรรม

ด้านนายบุญทรง กล่าวว่า ตนปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องในช่วงเป็นรมว.พาณิชย์ ไม่ได้ทุจริต ไม่ทรยศประชาชน การระบายข้าวไม่สามารถใช่เล่ห์กระเท่หรือสวมรอยใดๆได้ และคณะอนุกรรมการระบายข้าวใช้องค์ประกอบชุดเดิมของรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ป.ป.ช.กลับสองมาตรฐาน ส่วนการกล่าวหาว่าเป็นจีทูจีเก๊นั้น ขอยืนยันว่าเป็นของจริง บริษัท ไห่หนาน และบริษัท กวางตุ้งเป็นรัฐวิสาหกิจจีนจริง ไม่ได้สวมรอย แต่ป.ป.ช.ไม่ยอมตรวจสอบพยานฝ่ายผู้ซื้อ เหมือนตั้งธงให้ตนได้รับโทษทางอาญา ป.ป.ช.ยกภาพตัวเองเป็นวีรบุรุษปราบทุจริต แต่ตอกย้ำว่ารัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำลายผลประโยชน์ประเทศ แต่สิ่งที่ป.ป.ช.ทำว่า “ยุติธรรมอำพราง” เลือกไต่สวนพยานที่ไม่เป็นธรรม ชักจูงพยานเพื่อซัดทอดทางการเมือง จึงอยากให้สนช.รอศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาคดีให้เสร็จก่อน แต่ป.ป.ช.ประสงค์ให้ประชาชนตราหน้าพวกตนให้อับอาย ตนขอให้สนช.ใช้ดุลยพินิจว่าจะอยู่บนฝ่ายที่ยึดหลักความยุติธรรมคือต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุด หรือเลือกอยู่บนฝ่ายยุติธรรมอำพราง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ทั้ง 2 ฝ่ายแถลงปิดคดีเสร็จแล้ว นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ได้นัดประชุมเพื่อลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คน ในวันที่ 8 พ.ค.นี้.

1 ความคิดเห็น:

  1. เราชื่นชมการทำงานของพรรคเพื่อไทย เรารักคนดีอย่างนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ นายภูมิ สาระผล และนายมนัส สร้อยพลอย เราขอชื่นชมตลอดไป

    ตอบกลับลบ