วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

"สุดารัตน์" เผยพรรคฝ่ายค้าน พร้อมอภิปรายในรัฐสภา

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
#การแถลงนโยบายของรัฐบาล ต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภานั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งค่ะ นอกจากจะเป็นไปตามกติการัฐธรรมนูญแล้ว ยังหมายถึงการประกาศรูปธรรมต่อคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนตอนหาเสียงด้วย
รัฐธรรมนูญ ปี2560 มาตรา 162 บังคับให้นโยบายของรัฐบาลต้องมีความสอดคล้องกับ 1.หน้าที่ของรัฐ 2.แนวนโยบายแห่งรัฐ 3. ยุทธศาสตร์ชาติ และยังต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบายด้วย
นโยบายของรัฐบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สมาชิกรัฐสภา คือ ส.ส. และ ส.ว.ทุกคน มีสิทธิอภิปรายซักถามหรือเสนอแนะได้ ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย
รัฐบาลที่แล้วให้กรอบเวลาในการประชุมร่วมถึง 3 วัน แต่มาถึงรัฐบาลนายกฯประยุทธ์ ที่บอกว่ามาจากระบอบประชาธิปไตย โปร่งใส และใช้รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงกลับลดเวลาเหลือแค่ 2 วัน
ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน รู้สึกเป็นห่วงต่อความรอบคอบของนโยบาย เพราะรัฐบาลจะต้องบริหารบ้านเมืองในหลายมิติ แถมรัฐธรรมนูญที่พวกท่านออกแบบกมาก็ตีกรอบให้เชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้ถึง 20 ปี ประชาชนเองก็คงอยากจะรู้ว่า หน้าตาของนโยบายที่ผสมกันออกมาจะเป็นไปในทิศทางไหน
สิ่งสำคัญที่สุดคือ สมาชิกทุกคนควรจะได้มีโอกาสอภิปรายซักถามอย่างเต็มที่ รัฐบาลไม่ต้องกังวลค่ะ นี่เป็นประโยชน์ต่อพวกท่านเอง
เวทีรัฐสภาโดยผู้แทนราษฎรที่ส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้ง จะช่วยให้ท่านเห็นข้อควรระมัดระวังอีกด้าน หรืออาจนำเอาข้อเสนอแนะไปปรับปรุงแก้ไขให้ทำได้จริงขึ้น
สมาชิกรัฐสภาซึ่งมีเกือบ 750 คน แต่ให้เวลาฟังและอภิปรายแค่ 2 วัน เฉลี่ยแล้วตกคนละไม่กี่นาที เมื่อเทียบกับเวลาของรัฐบาลที่ต้องบริหารประเทศไปอีกหลายปี ถือว่าน้อยเกินไป
ท่านนายกฯ ควรจะใจกว้าง ให้เวลาแก่สมาชิกอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะฝ่ายค้านซึ่งจะได้อภิปรายซักถามอย่างเต็มที่ ประโยชน์สูงสุดก็จะตกแก่ประชาชนที่จะได้เห็นนโยบายของรัฐบาลซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตของพวกเขา
ท่านนายกฯ ไม่ต้องกังวลนะคะ นี่เป็นกลไกตรวจสอบปกติของระบอบรัฐสภา ภายใต้กติกาประชาธิปไตย ท่านอาจจะไม่ชอบ เพราะไม่ใช่สภาแบบที่ท่านเคยตั้งได้ทั้งหมดมากับมือ แล้วก็ยกมือพร้อมเพรียงให้กับท่าน ค่อยๆเรียนรู้กับระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายค้านพร้อมให้คำแนะนำอย่างเต็มที่ค่ะ

วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

"เพื่อไทย" เร่งครม.ประยุทธ์ แถลงนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ


ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เหลือเวลาเพียงอีกไม่กี่วันที่ทางครม.ของ พล.อ.ประยุทธ์ฯ จะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา  เพราะที่ผ่านมาในส่วนของผลงานยังไม่มีความชัดเจน อีกทั้งยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ ดังนั้นจึงอยากให้มีรัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะทำอะไรบ้าง เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน  ซึ่งจากรายงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไตรมาสสี่ปี 2561 ประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 12.8 ล้านล้านบาท และหากเปรียบเทียบกับต่างประเทศจะพบว่าประเทศไทยมีสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP อยู่ในอับดับ 10 จาก 89 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจากการที่เศรษฐกิจของไทยยังต้องพึ่งพาการส่งออก และการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงต้องมุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน เพื่อให้ได้รับการยอมรับอย่างเร่งด่วน

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ฯ กล่าวอีกว่า ทุกวันนี้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น รวมทั้ง ราคาพลังงานที่สูงเกินความเป็นจริง รัฐควรรีบดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยพักหนี้ครัวเรือน เร่งสร้างรายได้เพิ่มจากการท่องเที่ยว ทั้งจากในประเทศและนอกประเทศ ส่งเสริมการส่งออก ปรับโครงสร้างภาษีอากรทั้งระบบ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกเลิกการผูกขาดการทำธุรกิจทุกชนิด แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ พัฒนาพลังงานทดแทน และสร้างความเสมอภาพในสังคม ซึ่งตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมาทางพรรคเพื่อไทยได้รับการร้องเรียนจากประชาชนเรื่องปัญหา ปากท้องมาโดยตลอด  ดังนั้นรัฐจึงควรเร่งหาแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมากกว่านำงบประมาณประเทศไปซื้อยุทโธปกรณ์เพื่อทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

7 พรรคฝ่ายค้าน เตรียมจัดหนัก! เสวนาหาทางออกประเทศ

“7 พรรคฝ่ายค้านเพื่อประชาชน” จัด "เสวนาใหญ่" ระดมหัวหน้าพรรคหาทางออกประเทศ ประเดิมก่อนรัฐบาลแถลงนโยบาย



ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และเลขาฯคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้านและการมีส่วนร่วมของประชาชน กล่าวว่า คณะกรรมการฯ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากทั้ง 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน เห็นชอบจัดงานเสวนาเชิงวิชาการในหัวข้อ “ทางออกในการแก้ไขปัญหาวิกฤติของชาติ” โดยถือเป็นเวทีแรกของโครงการ “ฝ่ายค้านเพื่อประชาชน” ในวันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2562 เวลา 10.00 – 12.30 น. ณ โรงแรม แลงคาสเตอร์ กรุงเทพฯ

โดยการเสวนาในครั้งนี้จะเป็นการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านทั้ง 7 พรรค ร่วมกับพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชน ในการหาแนวทางนำพาประเทศไทยออกจากวิกฤติในปัจจุบันร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ วิกฤติการสืบทอดอำนาจ วิกฤติความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย รวมถึงจะเป็นการ “แสดงวิสัยทัศน์ กำหนดบทบาท และภารกิจของฝ่ายค้าน” ต่อพี่น้องประชาชน โดยมุ่งเน้นการเป็นฝ่ายค้านสร้างสรรค์ แต่หนักแน่น ตรงไปตรงมาโดยยึดมั่นในหลักการและความถูกต้อง และพร้อมทำงานร่วมกับประชาชน

วิทยากรผู้เข้าร่วมการเสวนา ได้แก่ คุณสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ คุณเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย คุณวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ คุณสุภดิช อากาศฤกษ์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ คุณสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ คุณนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย โดยมีคุณศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ เป็นผู้ดำเนินรายการ


"พงศ์เทพ" แนะจับตามาตรฐาน ลักษณะต้องห้ามรัฐมนตรี


นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ถึงกรณีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี ว่า "หากมีปัญหาในประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี หมายความว่าหากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ก็ไม่สามารถเป็นรัฐมนตรีได้ หากมีการแต่งตั้งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมมาแล้วต้องพ้นจากตำแหน่งนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัย เมื่อมีการส่งเรื่องไปยังศาลฯ ซึ่งโดยปกติการส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. สามารถเข้าชื่อกันได้ หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ก็สามารถส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับเดิมๆ เช่นมีการระบุคุณสมบัติไว้ว่า รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งแต่เดิมไม่มี การที่ระบุว่าต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์นั้น หากตีความตามความเป็นจริง เมื่อมีเฉพาะความซื่อสัตย์สุจริตแต่ยังไม่เป็นที่ประจักษ์ จะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องใช่หรือไม่ การเขียนเช่นนี้ทำให้เกิดข้อสงสัย และหากเป็นกรณีตรงกันข้าม นอกจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์แล้ว แต่กลับมีพฤติการณ์ที่ดูแล้วไม่ซื่อสัตย์สุจริต จะเป็นปัญหาที่อาจนำไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้ กกต.ที่ตรวจคุณสมบัติของผู้สมัคร และต่อมาเป็นประเด็นปัญหาที่ศาลวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติ ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการไปบอกให้ กกต.ต้องรับผิดชอบ แต่เมื่อศาลวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานไว้แล้ว เมื่อ กกต.ทราบบรรทัดฐานแล้วต่อมายังไปยังอนุมัติให้ผ่านคุณสมบัติ กกต.อาจจะต้องรับผิดชอบส่วนหนึ่ง"

นายพงศ์เทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า "ในส่วนของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนำชื่อคณะรัฐมนตรีเสนอ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการนั้น แน่นอนว่าจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะเสนอคนที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม นายกรัฐมนตรีจะปฏิเสธความรับผิดชอบได้ยาก อดีต รมว.ยุติธรรม ยังเห็นว่า การอภิปรายคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรีของพรรคฝ่ายค้านในการแถลงนโยบายของรัฐบาล จะทำให้เห็นว่ารัฐมนตรีผู้นั้นสามารถเป็นรัฐมนตรีได้หรือไม่ แต่การที่จะดำเนินการต่อไป ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยมี ส.ส.เข้าชื่อกันเสนอไปยังรัฐธรรมนูญ หรือ กกต.จะดำเนินการเอง"

"ข้อมูลบางอย่างปรากฏต่อสาธารณชน และปรากฏต่อตัวนายกรัฐมนตรีแล้วก่อนที่จะมีการนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีเสนอ เพราะฉะนั้นในระหว่างนี้ไม่คิดว่าการไปเรียกร้องจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เว้นเสียแต่ว่าหลังจากที่คณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน และยังไม่มีการยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ อีกทั้งยังเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีด้วย การส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติของพลเอกประยุทธ์นั้น คือกรณีที่ศาลมีเหตุอันควรเชื่อหรือมีมูล โดยปกติศาลต้องสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งมีตัวอย่างมาแล้ว อย่างการที่ศาลสั่งนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ หยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือกรณีของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ก่อนหน้านี้ที่มีหลายคนถูกร้องเรียน แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะนักกฎหมายจึงยังสับสนเช่นกันว่า บรรทัดฐานจะดูเช่นไร ซึ่งคงต้องศึกษาต่อไป อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะสั่งอย่างไร ต้องสั่งให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน หลักกฎหมายเดียวกัน ซึ่งในภายหลังจะทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน และเกิดการยอมรับในคำสั่งที่สั่งมาในแต่ละเรื่องแต่ละคดี" นายพงศ์เทพ กล่าว

"ปลอดประสพ" ตะเพิดส่ง คสช. ไปแล้วขอให้ไปลับ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

คสช. ไปแล้วก็ขอให้ไปลับ
.
นายกฯประยุทธ์กล่าวอำลาการสิ้นสุดของการปกครองภายใต้ระบอบเผด็จการคสช. 5 ปี พร้อมกล่าวอ้างความสำเร็จหลายประการ และยังได้เรียกร้องขอให้ประชาชนได้ทบทวนว่าบ้านเมืองนั้นดีขึ้นอย่างไรบ้างในยุคไร้ประชาธิปไตยอำนาจนิยมเฟื่องฟู
.
ผมจึงขอสนองคำถามของท่านพอสังเขปดังนี้
.
1.ท่านอ้างว่าประสบความสำเร็จเรื่องการทุจริต คอร์รัปชั่น ขอถามว่ากรณีของนาฬิกา กรณีองค์การทหารผ่านศึกรับงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ จนครม.ของท่านเองยังต้องสั่งให้ระงับ กรณีมีบริษัทในค่ายทหารซึ่งล้วนคสช.ระดับสูงเกี่ยวข้องนั้น อะไรคือความสำเร็จครับ
.
2.ท่านอ้างว่า ท่านออกกฎหมายมากมายจนสามารถแก้ปัญหาที่หมักหมมมานานได้ แล้วท่านเองไม่ใช่หรือที่ยกเลิกกฎหมายประเภทคำสั่งคสช. ตามมาตรา 44 เกือบ 500 ฉบับ โดยยอมรับว่าไม่มีประโยชน์อะไรและและขัดกับหลักธรรมาภิบาล แต่ก็ยังรักษากฎหมายที่ผมเห็นว่าแย่ที่สุดไว้ เช่น ให้อำนาจกอรมน. เรียกประชาชนมาปรับทัศนคติได้
.
3.ท่านอ้างว่าทำให้มีการลงทุนมากขึ้น ท่านยกเมฆข้อมูลอะไรมาครับ 5 ปีที่ผ่านมา การลงทุนต่ำสุดในประวัติศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย
.
4.ท่านอ้างว่าประสบความสำเร็จในการแก้ความยากจน ท่านเอาอะไรมาพูดครับ ทุกสถิติยืนยันว่าคนจนมีมากขึ้น ความเหลื่อมล้ำของรายได้และทรัพย์สินของประชาชนที่แตกต่างยิ่งมากขึ้น คือรวยกระจุกจนกระจาย
.
5.ท่านอ้างว่าแก้ปัญหาการประมงได้ ท่านมั่วหรือเปล่า ตอนนี้ประเทศไทยไม่มีการประมงนอกน่านน้ำแล้ว เรือประมงไทยจอดตายรอจมหลายหมื่นลำ ชาวประมงพม่าและเวียดนาม แอบเข้ามาจับปลาแทนชาวตังเกไทย ประเทศไทยต้องสั่งปลาจากต่างประเทศมากิน มันบ้าชัดๆ สมัยผมนะประเทศไทยส่งออกเป็นลำดับที่หนึ่งของโลกนะครับ
.
6.ท่านอ้างความสำเร็จเรื่องการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติโคตรปีของท่าน ท่านไม่เห็นหรือสองวันสองคืนในสภา เขาวิจารณ์ เขาด่าความล้มเหลวว่าอย่างไร ตาบอดหูหนวกหรือจึงไม่รู้ เก่งนักแล้วทำไมไม่ไปร่วมชี้แจงเล่า
.
7.ท่านว่าสามารถแก้ภาพลักษณ์ที่ถูกมองเป็นประเทศล่มสลาย ปัดโธ่ต่างชาติเขารู้ทั้งนั้นว่า ใครปิดระเทศและปิดเพื่อใคร พวกท่านนั่นแหละที่ทำเอาประเทศแทบไม่เหลืออะไรแล้วยังจะมาทวงบุญคุณอีก
.
8.ท่านพูดอย่างภูมิใจว่าท่านจะทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยปกครองโดยระบอบรัฐสภาฯ ตามที่นานาอารยะประเทศเขาทำกัน ทุเรศมากจริงๆ ส.ว.ท่านตั้งทุกคนใช่ไหม ยกมือให้ท่านเป็นนายกฯครบ ไม่มีแตกแถว บอกหน่อยประชาธิปไตยมาตรฐานประเทศไหนกัน
.
ไปแล้วก็ไปลับนะครับ อย่าเป็นแบบที่คุณวิษณุเพิ่งออกมาขู่เมื่อวานว่า “เขาอาจประกาศกฎอัยการศึกอีกนะ” ก็ขออย่าให้เป็นเช่นนั้นตลอดไปแล้วกัน สำหรับท่านที่กลับมาในคราบของประชาธิปไตย ก็ขอให้กลับเนื้อกลับตัวจริงๆ จะขอสาธุไว้ล่วงหน้า

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

"ลดาวัลลิ์" ชี้ "ประยุทธ์" เสี่ยงละเมิดสิทธิมนุษยชน

"ลดาวัลลิ์" ชี้ "ประยุทธ์" เสี่ยงละเมิดสิทธิมนุษยชน โอนอำนาจ คสช. ให้ กอ.รมน. เรียกบุคคลเข้ารายงานตัว ปรับทัศนคติ ที่เป็นคำสั่งหัวหน้าคสช.


นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  กล่าวว่า  ตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีให้ข่าว ปฏิเสธว่า กอ.รมน. ไม่ได้เรียกบุคคลมาปรับทัศนคติ เหมือนกับคสช.นั้นไม่เป็นความจริง จากการตรวจสอบพบว่า หัวหน้าคสช.ได้ออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 51/2560  เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นมา โดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 คำสั่งฉบับนี้กำหนดให้มีคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และให้มีคณะกรรมการในระดับจังหวัด มีอำนาจหน้าที่ประการหนึ่งคือ  "เชิญเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลใด มาให้ข้อมูล หรือจัดส่งข้อมูลพร้อมหลักฐานประกอบ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการของคณะกรรมการ" ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 2551 มีวัตถุประสงค์เพื่อมิให้บุคคล  ก่อให้เกิดความไม่สงบ หรือ  กระทบความมั่นคงของรัฐ

นางลดาวัลลิ์กล่าวว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาในยุคคสช.นั้น มีนักการเมือง นักศึกษา ประชาชน นักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตย สื่อสารมวลชนฯลฯ ถูกเรียกตัวให้ไปพบเจ้าหน้าที่รัฐ และ ควบคุมตัวไว้ รวมทั้งการพูดจาหว่านล้อม ข่มขู่ ให้หยุดการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ที่เรียกกันว่า”ปรับทัศนคติ” คำสั่งที่ให้อำนาจ กอ.รมน.ก็ไม่แตกต่างกัน  การระบุไว้ในคำสั่งที่อ้างเรื่องความไม่สงบ หรือความมั่นคงของรัฐ ก็เป็นข้ออ้างที่ใช้มานานแล้วในยุค คสช.ที่ถือเอาว่าตัวเองคือประเทศชาติหรือรัฐบาล ทั้งๆที่ ในความเป็นจริงไม่ใช่  อีกทั้งการแสดงออกทางการพูดการกระทำของบุคคลที่มีความเห็นแตกต่างจากรัฐบาล เป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน หรือสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน  ข้ออ้างนี้ย่อมครอบคลุมไปถึงส.ส.ด้วย หากกอ.รมน.เห็นว่าการพูดและการแสดงออกนั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อรัฐบาล ทั้งๆที่ ส.ส.ทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบรัฐบาล

นางลดาวัลลิ์กล่าวอีกว่า คำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 51/2560  ที่สามารถเรียกบุคคลมาพบและให้ข้อมูลนั้น กระบวนการออกคำสั่งเกิดขึ้นในยุคคสช. ไม่ได้ผ่านกระบวนการตรากฎหมาย ตามหลักประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น ยังถือเป็นมรดก คสช.ที่กระทบสิทธิเสรีภาพประชาชน ซึ่งพรรคฝ่ายค้าน และประชาชนผู้รักประชาธิปไตย จะต้องผลักดันให้มีการยกเลิกโดยเร็วต่อไป

"อนุสรณ์" เผย ประชาชนคิด เพื่อไทยทำ สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการทำหน้าที่ตรวจสอบของพรรคฝ่ายค้านในสภาฯ ว่า พรรคเพื่อไทยได้ยกระดับการทำงานในสภาให้มีความเข้มข้นภายใต้แนวคิด ประชาชนคิด เพื่อไทยทำ นำทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนสะท้อนให้รัฐบาลเร่งแก้ไข ระหว่างรอเอกสารนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลง พรรคเพื่อไทยได้เตรียมผู้อภิปรายตามกรอบนโยบายของรัฐบาลซึ่งจะให้ความสำคัญกับทุกมิติ รวมถึงคุณสมบัติของรัฐมนตรี ซึ่งมีผู้เสนอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความในประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี หากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามก็ไม่สามารถเป็นรัฐมนตรีได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัย รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับเดิมๆ เช่นมีการระบุคุณสมบัติไว้ว่า รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หากตีความตามนี้จะมีรัฐมนตรีขาดคุณสมบัติจำนวนเท่าใด จากการรวบรวมข้อมูลในขั้นต้นจะมีรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายเรื่องคุณสมบัติจำนวนมาก ตั้งแต่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา นายอุตตม สาวนายน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล นายนิพนธ์ บุญญามณี นายสาธิต ปิตุเตชะ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ เป็นต้น

“5 ปี ที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์ได้รับทั้งเวลาและโอกาสจากการมีเครื่องมือพิเศษเป็นตัวช่วย ถึงเวลาที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับโลกแห่งความเป็นจริงของการทำงานที่ฝ่ายตรวจสอบจะทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง หากเคารพและเชื่อมั่นประชาชน ต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้ทำหน้าที่ โดยยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นศูนย์กลาง