วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

ย้อนอดีต "ยิ่งลักษณ์" กราบทูลเชิญ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จเยือนไทย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส พระประมุขศาสนจักรโรมันคาทอลิก และพระประมุขแห่งนครรัฐวาติกัน เสด็จถึงประเทศไทย โดยจะทรงพำนักในประเทศไทยระหว่างวันที่ 20-23 พ.ย. 2562

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2556 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ของไทยในขณะนั้น ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรานซิส ประมุขแห่งคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก ณ พระราชวังสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรานซิส (His Holiness Pope Francis) ณ นครรัฐวาติกัน โดยแสดงความยินดีต่อความสัมพันธ์ไทย-วาติกันที่มีมาอย่างราบรื่น ซึ่งถือเป็นการเยือนนครรัฐวาติกันในรอบ 58 ปีของนายกรัฐมนตรีไทย นับตั้งแต่การเยือนของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อปี 2498


พร้อมกันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯของไทยในขณะนั้น ยังได้กล่าวชื่นชมบทบาทของคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิกที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและช่วยเหลือผู้ไร้ที่อยู่อาศัย ตลอดจนการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย ขณะที่ไทยเป็นประเทศที่เคารพและเข้าใจในความหลากหลาย รัฐบาลไทยส่งเสริมให้คนทุกชาติและทุกศาสนา สามารถประกอบศาสนพิธีของตนได้อย่างเสรี และอยู่ร่วมกันในสังคมไทยได้ ชาวไทยที่นับถือนิกายโรมันคาทอลิกมีส่วนสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย ขณะที่สมเด็จพระสันตะปาปา ทรงยินดีต่อการให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาของไทย

ทั้งนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จเยือนไทย จากที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยได้กราบทูลเชิญ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสในระหว่างการเข้าพบที่รัฐวาติกัน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2556 







"ทวี" แนะรัฐแก้ปัญหาที่ดินทำกิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


ปัญหาที่ดินไทย จะเดินหน้าไป ต่อได้อย่างไร ?

มหกรรมที่ดินคือชีวิต ครั้งที่ 2 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “หยุดวิกฤตความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมที่ดินไทย” ระหว่างวันที่ 16 ถึง 17 พฤศจิกายน 2562 ณ หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ได้เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมแสดงทัศนะในหัวข้อ “ปัญหาที่ดินไทย จะเดินหน้าไป ต่อได้อย่างไร” เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 เวลา 13.00 – 14.30 น. ที่ผู้ร่วมเสวนาได้เสนอทัศนะที่มีประโยชน์ ซึ่งสามารถติดตามจากการเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ

ในส่วนตัว ได้แสดงทัศนะ ในหัวข้อดังกล่าวและได้ทำการสรุป เพิ่มเติมอธิบายประเด็นที่ได้พูดไว้ ดังนี้

เรื่องปัญหา “ทรัพยากรที่ดิน” เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในการปฏิรูปประเทศ ถ้าปฏิรูปที่ดินไม่ได้ การปฏิรูปด้านอื่นๆก็จะล้มเหลว เมื่อปี 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553 สมัยเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้เป็นประธานแก้ปัญหาในกระบวนการยุติธรรม หัวข้อ “คนจนกับการเข้าถึงความเป็นธรรมในปัญหาที่ดินทำกิน” ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้เกิดปรากฏการที่หน่วยงานรัฐ มีนโยบายฟ้องเรียกค่าเสียหายกับผู้ที่ทำกินในพื้นที่ป่าเรื่องโลกร้อน และฟ้องประชาชนที่มีความขัดแย้งพิพาทกับรัฐเรื่องที่ดินในป่า ที่ดินสาธารณะอื่นๆ ได้ระดมความคิดเชิญผู้เกี่ยวข้องที่เป็นผู้ถูกกล่าวหา ผู้ได้รับผลกระทบ และเจ้าหน้าที่รัฐ พบว่า ในประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ที่ใช้มาถึงปัจจุบัน ในส่วนของที่ดินเอกชนนั้น ถือว่าที่ดินเป็น “สินทรัพย์” ภายใต้ระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล ที่ให้สิทธิแก่เจ้าของอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ไม่มีแนวคิด/หลักการเรื่อง “การปฏิรูปที่ดิน” ในกฎหมายที่ดินเลย

ขณะที่ราษฎร เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ไม่มีที่ทำกิน ถือว่าที่ดินเป็นที่ทำกินเพื่อผลิตอาหารให้ผู้คนและรักษาระบบนิเวศน์จะเข้าไปอยู่เป็นชุมชนในที่รัฐประกาศเป็นเขตป่าหรือที่รัฐอื่น จึงเกิดความขัดแย้ง ระหว่างชาวบ้านกับรัฐ ซึ่งรัฐจะดำเนินการเป็นคดีอาญา คดีแพ่งชาวบ้านจะแพ้คดี และถูกบังคับคดี ซึ่งในเวทีระดมความคิดมีข้อเสนอ เช่นให้นิรโทษกรรมและควรงดการบังคับคดีกับประชาชนผู้ยากไร้เข้าไม่ถึงความเป็นธรรม รวมทั้งมีแนวคิดควรยกเลิกโทษอาญาการบุกรุกที่ดินรัฐ ที่เหมือนในหลายประเทศที่พัฒนาแล้วไม่มีโทษทางอาญา ให้เป็นหน้าที่ของรัฐป้องกันไม่ให้มีการบุกรุกฯ ให้ใช้การดำเนินการคดีทางแพ่งและ/หรือ มาตรการยึดทรัพย์แทน นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่ดินที่ต้องพิสูจน์สิทธิกรณีประชาชนกับรัฐ ตามมติ ครม วันที่ 30 มิถุนายน 2541 มีมากประมาณ 7.7 ล้านไร่ ที่ปัจจุบันยังเป็นปัญหาความเดือดร้อนอยู่ วันนี้ผ่านมา 9 ปี ซึ่งตอนก่อนเข้าเวทีเสวนาได้พบกับพี่น้องทราบว่าปัญหายังไม่ได้แก้ไขไม่คืบหน้า หรือแย่กว่าเดิม

ที่ดินประเทศไทยมีเนื้อที่ประมาณ 320 ล้านไร่ แยกเป็นที่เอกชนที่กรมที่ดินดูแลมีการออกเอกสารสิทธิ์  128 ล้านไร่ หรือประมาณ 40% ส่วนที่เหลือประมาณ 60% เป็นที่ดินของรัฐ ในที่ดินของรัฐจะไปอยู่ 3 กระทรวง เช่น  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ  ที่เป็นป่าสวน เขตอุทยานฯ ประมาณ 135 ล้านไร่  ที่สาธารณะประโยชน์ไปอยู่กระทรวงมหาดไทย 7.4 ล้านไร่  ที่ราชพัสดุที่ส่วนหนึ่งเป็นที่ทหารประมาณ 12 ล้านไร่ ไปอยู่กับกทรวงการคลัง แต่ส่วนใหญ่ที่ดินจะเป็นของทหาร เช่นแสมสาร สัตหีบ จะเป็นของทหารเรือ ถ้าจะขอไฟฟ้าใช้ต้องผ่านทหารเรือ  ไปอยู่กับกระทรวงเกษตร ได้แก่ สปก. 40 ล้านไร่ และไปอยู่กับ นิคมสหกรณ์ และนิคมต่างๆ ประมาณ 11 ล้านไร่

ในการแก้ปัญหาที่ดินเห็นว่าต้องเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปเร่งด้วนให้เห็นผลภายใน 4 ปี ในเบื้องต้นความปฏิรูป 5 ด้าน คือ

1.การปฏิรูปหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญให้บัญญัติเรื่อง เกษตรกรให้มีกรรมสิทธิ์และสิทธิในที่ดิน และแก้ไขกฎหมายที่ดิน ป่าเพื่อปฏิรูปที่ดินเกิดผลสำเร็จ การแก้ปัญหาที่ดินโดยแก้ไขกฎหมายไม่ต้องใช้เงิน  แต่ถ้าเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นต้องใช้เงินมาก  ต้องกล้าแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ทำให้ประชาชนมีสิทธิ์ในการเป็นรัฐสวัสดิการให้ได้  เราเอาปัญหาเรื่องที่ดิน ป่าไม้ให้เป็นรัฐสวัสดิการให้ได้  ตัวอย่าง เช่น รัฐธรรมนูญ 2517 เคยบัญญัติเรื่องการปฏิรูปที่ดินไว้ ว่า  “รัฐพึงส่งเสริมให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์ และสิทธิในที่ดิน เพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างทั่วถึง โดยการปฏิรูปที่ดินและวิธีการอื่น”  เป็นการเขียนที่ก้าวหน้ามากแต่ใช้ได้ไม่นานได้ถูกเปลี่ยนโดยปฏิวัติรัฐประหารเสียก่อน และถ้ามีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่นอกจากที่ดิน ต้องขยายไปถึงที่อยู่อาศัยและครอบคลุมทั้งสิทธิชุม รวมทั้งพิจารณาจำกัดการถือครองที่ดินด้วย ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ได้บัญญัติไว้เหมือนกันแต่เกษตรกรนั้นต้องยากจนหรือยากไร้ก่อน รัฐจึงจะให้ได้เข้าถึงสิทธิ์ คือการสงเคราะห์  แต่รัฐธรรมนูญปี 2517 นี้ถือว่าสิทธิ์เสมอกัน เพราะที่ดินเป็นสาธารณะสมบัติของชาติ ต้องสาธารณะสมบัติของประชาชน ซึ่งเมื่อที่ดินถ้าได้ถูกบัญญัติในรัฐธรรมนูญ จะทำให้กฎหมายที่ดินและป่าไม้ได้แก้ไขไม่ให้ขัดกับรัฐธรรมนูญต่อไป

สิ่งที่ต้องปฏิรูปและแก้กฎหมายที่ดินและป่าไม้ คือให้กระจายอำนาจที่ดินให้ชุ่มชนท้องถิ่นเป็นผู้มีอำนาจบริหารจัดการ โดยเริ่มที่  สปก. 40 ล้านไร่ กระจายอำนาจโอนไปให้เป็นอำนาจของท้องถิ่นชุมชน ให้นายก อบจ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นผู้มีอำนาจบริหารจัดการ เพราะที่ ส.ป.ก. การจัดที่ดินให้เฉพาะเกษตรกร และเกษตรกรต้องใช้ที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรม อาจมีการกำหนดกลไกในการจัดการที่ดินที่โอนให้ชุมชนมีส่วนร่วมและวิธีจัดการที่ชุมนุมมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ท้องถิ่นจะรู้ดีว่าใครเป็นเกษตรกรจริง ๆ  เเกิดความแม่นยำ ไม่เกิดความผิดพลาดในการให้เกษตรกรเข้าถึง เนื่องด้วยปัจจุบันนี่ สปก. 40 ล้านไร่ที่ สปก. จัดส่งไปนั้น น่าจะมากถึง 20% ที่ที่ดินเหล่านั้นตกไปอยู่ในมือของนายทุนหรืออาจจะมากกว่านั้น ถ้าอำนาจถูกโอนไปท้องถิ่นจะได้ที่ดินจากนายทุนคืนมาหลายล้านไร่ ที่วันนี้ สปก. ก็ไม่มีอำนาจเข้าดูแล นอกจาก สปก แล้ว ที่ดินของรัฐอื่น เช่น กระทรวงการคลังต้องกล้าเอาที่ราชพัสดุ เมื่อกันให้ส่วนราชการที่จำกันไปใช้พอแล้วเหลือเท่าใด ส่งคืนไปยังส่วนของท้องถิ่นชุมชนให้บริหารจัดการกันเองด้วย

2. การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจของประชาชนให้เพิ่มขึ้น เพราะประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย  รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีการสถาปนาโครงสร้างอำนาจรัฐให้เข้มแข็ง เป็นเสมือนสร้างพรรคการเมืองขึ้นมา คือ พรรคทหาร กับ พรรคราชการ เมื่อมีการพิจารณางบประมาณ เงินภาษีอากรที่มาบริหารประเทศ ซึ่งมาจากการเก็บภาษีของประชาชน ถูกใช้จ่ายเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ ค่ารักษาพยาบาล และสวัสดิการของข้าราชการที่มีประมาณ 2.5-2.8 ล้านคน มากกว่า 1 ล้านล้านบาท เป็นการแสดงให้เห็นว่าสร้างรัฐราชการ ต้องเปลี่ยนแปลงกระจายอำนาจ กระจายงบประมาณ ให้ประชาชนมีโครงสร้างอำนาจ และเป็นระบบรัฐสวัสดิการ ในเรื่องทรัพยากรที่ดินต้องให้ประชาชนมีสิทธิ์ต้องปฏิรูปการใช้ประโยชน์ในที่ดิน

3. การปฏิรูปข้อมูล ต้องมีฐานข้อมูลการถือครองที่ดิน ตลอดจนข้อมูลแปลงที่ดินต้องสามารถเข้าถึงตรวจสอบได้ มีนักวิชาการได้พบว่า บางท่านมีที่ดิน 600,000 ไร่ บางท่านไม่มีที่ดิน แต่พอไปถามกรมที่ดินตอบว่าไม่มีข้อมูล กฏหมายที่ดิน มาตรา 6 ที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่ทำประโยชน์ที่เป็นโฉนดต่อเนื่อง 10 ปี  และ หากเป็นเอกสารสิทธิ เช่น นส. 3 ปล่อยทิ้งร้างต่อเนื่อง เวลา 5 ปี ถือว่าเอกชนนั้นสละสิทธิ์รัฐจะเอาคืนได้  ปรากฎว่าไม่มีการบังคับใช้กฎหมายเลย ทั้งที่เมื่อขับรถผ่านไปผ่านมาก็จะพบที่รกร้างว่างเปล่าทิ้งร้างจำนวนมาก แต่กฎหมายมาตรานี้ไม่เคยใช้บังคับเลย เพราะมีการถูกรวบอำนาจอยู่ส่วนกลาง จำเป็นต้องปฏิรูปข้อมูล

4. การปฏิรูปแผนที่.ควรมีการจำแนกพื้นที่ การจัดทำแผนที่ให้ถูกต้องมีมาตรไม่ทับซ้อนกัน มีตัวอย่างการทำแผนที่ของรัฐที่คลาดเคลื่อนผิดพลาด เช่น ป่าบูโด-สุไหงปาดี ครอบคลุมพื้นที่ในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา ไปทำแผนที่รุกไปที่ชาวบ้านเป็นปัญหาขัดแย้งต้องพิสูจน์สิทธิ์มาถึงปัจจุบัน

5. การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เรื่องที่ดิน ป่าไม้ มีคดีที่ดินและป่าไม้ส่วนใหญ่ประชาชนผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ถูกรัฐดำเนินคดี ในการต่อสู่คดีข้อพิพาทกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งต้องใช้หลักฐานจำนวนมาก เป็นอุปสรรคสำคัญในการนำข้อเท็จจริงขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ควรปฏิรูปให้เป็นระบบไตร่สวน มีการพิสูจน์สิทธิไม่ต้องให้ประชาชนไม่ต้องเป็นผู้การรวบรวมพยานหลักฐานเอง เช่นระบบศาลปกครอง

หลังรัฐประหารปี 2557 ได้เกิดวิกฤตกับชาวบ้านและชุมชนที่อยู่กับป่า คือนโยบายทวงคืนผืนป่าที่สามารถตรวจยึด จับกุม ดำเนินคดีกับผู้ยากไร้ เป็นการพรากชาวบ้าน เกษตรกรและชุมชนไปจากแผ่นดินเกิด ก็จะเกิดปัญหาตามมาเป็นลูกโซ่ ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ ความเป็นธรรมทางสังคม เพราะฉะนั้นควรต้องยกเลิกคำสั่ง คสช นโยบายทวงคืนผืนป่าเพราะ ตอกลิ้มความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ยังมีการแก้กฏหมายเพิ่มโทษ เช่น พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ที่กำลังจะมีผลใช้บังคับได้กำหนดเพิ่มโทษคดีบุกรุกอุทยานแห่งชาติ เป็น จำคุกตั้งแต่ 4 ปีถึง 20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000-2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จากที่กล่าวตอนต้น ในการระดมความคิดเรื่องกระบวนการยุติธรรมเรื่องที่ดินเมื่อ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553 สมัยเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม มีแนวคิดที่จะ ยกเลิกการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดิน ให้ใช้การดำเนินการคดีทางแพ่งและ/หรือ มาตรการยึดทรัพย์สำหรับผู้ที่กระทำผิดหรือมาตราการเพิ่มประสิทธิภาพเจ้าหน้าที่รัฐ และต้องมีความรับผิดชอบต่อการปฏิบัติหน้าที่อ่อนแอไม่เคร่งครัดแทน

อาจสรุปได้ว่า  “การปฏิรูปที่ดินประสบความสำเร็จ มีเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว การปฏิรูปดินประสบความล้มเหลวมีเฉพาะในประเทศที่ด้อยการพัฒนา”

ในการแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมจากกฎหมายและความไม่เสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย การปฏิรูปกฎหมาย ที่ดินและป่าไม้ ไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงใจกว้างและกล้าหาญที่จะกระจายอำนาจหรือโอนอำนาจ หรือเปลี่ยนอำนาจให้ประชาชน ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการแทนก็สามารถแก้ปัญหาได้แล้วโดยไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มแต่อย่างใด


"เพื่อไทย" ปลุกนักศึกษาร่วมแก้ไข รธน.

"หญิงหน่อย" ลั่น ต้องเลิกโครงสร้างรัฐราชการ เปลี่ยนประชาชนเป็นศูนย์กลาง ปลุกนักศึกษาร่วมแก้ไข รธน. พร้อมอาสาตัวเป็นนั่งร้าน ให้คนรุ่นใหม่ต่อยอด



วันที่ 21 พ.ย.  เวลา 14.00 น. ที่ห้องออดิทอร์เรียม พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต พรรคเพื่อไทยจัดโครงการ เพื่อไทยพลัสยุคใหม่ แข็งแกร่งกว่าเดิม โดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ปาฐกถา “เพื่อไทยยุคใหม่ ประชาชนคิด เพื่อไทยทำ” ตอนหนึ่งว่า การจัดงานวันนี้ไม่ใช่เพื่อความแข็งแกร่งของพรรคเพื่อไทย แต่เป็นคนรุ่นใหม่ที่เราอยากให้มีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น โดยใช้ช่องทางพรรคการเมืองนำไปสู่การทำงาน การทำนโยบาย เพราะวันนี้โลกเปลี่ยน การเมืองบริบทเดิมไม่ตอบโจทย์ประเทศ วันนี้เป็นโลกยุคดิจิทัล ถ้าผู้นำ ผู้บริหารคว้าเป็นจะเกิดโอกาส แต่ถ้าผู้นำไม่ปรับตัวจะตกยุกต์แบบตามไม่ทัน อย่างไรก็ตามวันนี้ผู้นำประเทศต่างๆ เด็กลงทุกวัน เพราะการมีเทคโนโลยีสมัยใหม่บีบให้ทุกองค์กร แสวงหาคนที่คิดใหม่ ไม่ใช่เพราะคนเบื่อการเมือง แต่ตอนนี้ต้องการคนมีความรู้ที่ทันต่อโลกยุคใหม่ การที่ได้คนดี คนซื่อสัตย์ มีวิสัยทัศน์ มาเป็นผู้นำวันนี้อาจไม่พอแล้ว แต่ผู้นำจึงต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เพื่อจะได้คว้าโอกาสเหล่านี้เป็นเครื่องมือทำมาหากินให้กับประชาชน แต่ถ้าไม่เข้าใจมันก็ไปต่อไม่ได้

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวต่อว่า ต่อไปนี้สิ่งที่จะออกแบบให้ประเทศไทย คือจะต้องเลิกโครงสร้างรัฐราชการที่เป็นศูนย์กลาง ให้กลายเป็นประชาชนเป็นศูนย์กลาง กระจายอำนาจ กระจายโอกาส จะรวยกระจุกจนกระจายไม่ได้ สังคมประเทศต้องถูกปรับเพราะไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน เช่น งบประมาณปี 63 ที่ รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ใช้เงินมากสุดเท่าที่มีรัฐบาลมา และจัดงบขาดดุลมาทุกปีต่อเนื่องมาแล้ว 5-6 ปี แต่เศรษฐกิจก็ยังไปไม่ได้ เพราะเงินที่ใช้ลงไปไม่ตอบโจทย์เนื่องจากรัฐส่วนกลางคิด เช่น การทำงานของกระทรวงดีอี จะเปลี่ยนเป็นกระทรวงแห่งออแกไนซ์เซอร์ จัดงานอย่างเดียว หรืองบการลงทุนหลายหมื่นล้าน ที่มีแต่จะสร้างตึก ไม่กระจายลงท้องถิ่น หรือแม้แต่โครงการประชานิยมที่รัฐบาลแจกเงิน ซึ่งเพื่อไทยไม่เคยแจกเงินมีแต่ตั้งกองทุน เช่น กองทุนหมู่บ้าน ทั้งนี้วันนี้เรามีปัญหาคือ 1.การกระจายอำนาจ 2. ประเทศไทยจะไปทางไหนกับโลกในปัจจุบัน ที่กำลังเผชิญกับสงครามการค้า และสงความเทคโนโลยี เรื่องเหล่านี้เราจะไม่สามารถเอาชนะด้วยเรือดำน้ำ หรือรถถังที่ประโคมซื้อ นอกจากนี้ในช่วง5 ปีที่ผ่านมา เราไม่เตรียมความพร้อมติดอาวุธ ซึ่งคือปัญญาให้เด็กไทยให้พร้อมเข้าสู่การแข่งขัน รวมถึงไม่สนับสนุนคนรุ่นใหม่มากพอ อย่างไรก็ตามปี 2563 เด็กจบใหม่จะหางานยากขึ้น และคาดว่าจะตกงานมากถึง 5 แสนคน เพราะเศรษฐกิจไม่ดี รวมถึงเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงเรา

“นอกจากนี้ในเรื่องของรัฐธรรมนูญที่มีความบิดเบี้ยว ที่เราเห็นผลจากการเลือกตั้ง พรรคที่ได้ส.ส. อันดับหนึ่งก็ไม่มีสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาล และถ้าไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นนายกรัฐมนตรีอีกนาน ทั้งยังขัดขวางการพัฒนาประเทศ เพราะเขียนล็อคประเทศไว้ทั้งหมด ดังนั้นน้องๆ ต้องสนใจในเรื่องนี้ เนื่องจากจะต้องอยู่ในประเทศนี้ เราต้องการคนรุ่นใหม่มาดูแลประเทศต่อ โดยเราจะเป็นนั่งร้านที่คลุกกับดินให้คนรุ่นใหม่มาเหยียบต่อยอด เราจะนิ่งเฉยให้เขาปู้ยี่ปู้ยำอนาคตแบบนี้ไม่ได้ และประเทศนี้จะไปต่อไม่ได้ถ้าเราไม่ร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ”คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกิจกรรมโฟกัสกรุ๊ป “เพื่อไทยพลัส เพื่อไทยยุคใหม่ แข็งแกร่งกว่าเดิม” เป็นกิจกรรมที่พรรคเพื่อไทยได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณบางส่วนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาสถาบันการเมือง  โดยกิจกรรมในครั้งนี้มุ่งเน้นสร้างการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ในรูปแบบของกิจกรรมระดมความคิดเห็นผ่านตัวอักษรและภาพ  โดยกำหนดจัดกิจกรรม 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ

"รุ่นใหม่เพื่อไทย" ห่วงปัญหาการจ้างงาน กระทบกำลังซื้อ


ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การจ้างงาน ปัญหากำลังซื้อของประชาชน และแนวทางการลงทุนภาครัฐช่วงเศรษฐกิจขาลงว่า

ปัญหาปัจจุบันเหมือนห่วงโซ่ ประชาชนขาดกำลังซื้อ ภาคเอกชนจึงไม่ลงทุน เพราะลงทุนไปก็ไม่มีคนซื้อ เมื่อเอกชนไม่ลงทุน ก็ไม่เกิดการจ้างงาน ประชาชนก็ยิ่งไม่มีงานทำ ก็ยิ่งไม่มีกำลังซื้อหนักเข้าไปอีก เป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อยๆ

ถามว่าแก้วงจรนี้อย่างไร จะหวังให้เอกชนลงทุนในภาวะแบบนี้ก็คงยาก

การลงทุนภาครัฐจึงต้องเป็นคำตอบในการสร้างงานให้ประชาชนในระยะเริ่มแรก แต่การลงทุนภาครัฐอย่างที่ทำๆกันมา มันยังไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ ต้องมาคิดกันใหม่

ปัจจุบันการลงทุนภาครัฐ ส่วนมากเป็นเมกะโปรเจกต์ ทุนใหญ่ไม่กี่บริษัทที่ได้รับประโยชน์ ห่วงโซ่การผลิตจึงแคบมาก การจ้างงานจึงเกิดในวงแคบ ประชาชนเลยรู้สึกว่าไม่มีงานทำ ผลต่อระบบเศรษฐกิจเกิดขึ้นช้า กว่าเม็ดเงินจะเข้าสู่ระบบใช้เวลา 1-2 ปี เป็นอย่างน้อย

ในสภาวะเช่นนี้ เราต้องการ “ความรวดเร็ว” ของเม็ดเงินพุ่งสู่มือประชาชนผ่านการจ้างงาน เราต้องการเห็นผู้ได้รับประโยชน์จากการลงทุนภาครัฐให้มากรายที่สุด รัฐบาลควรขับเคลื่อนด้วย “การลงทุนภาครัฐขนาดเล็ก แต่มากโครงการ” แทนโครงการขนาดใหญ่ไม่กี่โครงการ ซอยผู้ได้ประโยชน์ให้แก่บริษัทให้มากรายที่สุด สร้างห่วงโซ่การผลิตที่กว้างขึ้น.. SMEs อุตสาหกรรมกลางน้ำจะเกิดขึ้นเป็นทวีคูณ และจะเกิด “การจ้างงานในวงกว้างและทั่วถึงให้กับประชาชน” เกิดกำลังซื้อขึ้นรวดเร็ว และเงินเข้าสู่ระบบเร็วกว่า

การลงทุนภาครัฐเป็นเครื่องสำคัญ แต่ต้องใช้ให้เหมาะกับสภาวการณ์ ซึ่งถ้ารัฐบาลยังคงทำแบบเดิมอยู่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือ กำลังซื้อจะไม่ฟื้น ประชาชนอดตายก่อน ภาคเอกชนรายเล็กอดตายตาม และในที่สุดภาคเอกชนขนาดใหญ่ก็จะไม่รอด ถ้าถึงขั้นนั้นแล้ว ก็พยุงเศรษฐกิจจะยิ่งยากเป็นทวีคูณ

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

'เพื่อไทย กทม.' เดินหน้าดัน ส.ข.กลับ คืนอำนาจให้ประชาชน


วันนี้ (20 พ.ย.62) นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายณรงค์ รุ่งธนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เผยว่า วันนี้ได้รับเชิญมาแถลงข้อเท็จจริงและแสดงความคิดเห็นต่อคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ ที่มีท่าน ส.ส.ซูการ์โน มะทา เป็นประธาน ตามที่ได้ยื่นคำร้องไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งในวันนี้ก็ได้ย้ำคำถามต่อคณะกรรมาธิการเพื่อให้กรุงเทพมหานครได้ชี้แจงหลายประเด็น อาทิ การคงไว้ซึ่งตำแหน่งสมาชิกสภาเขตและสภาเขต ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายฉบับอื่นหรือไม่อย่างไร หากไม่ขัดเหตุใดจึงต้องยกเลิก ส.ข. และกระบวนการยกร่าง พรบ.กทม.ฉบับใหม่จาก สปท.ที่นำเสนอให้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างกรุงเทพมหานครจากสภาเขตเป็นประชาคมเขตนั้น ไม่ได้นำผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงคืออดีตสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) หรืออดีตสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เข้าร่วมยกร่างและแสดงความคิดเห็นใช่หรือไม่

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยมิได้มีความขัดข้องในกรณีที่ผู้ยกร่างเห็นความสำคัญของประชาคมเขต แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะดีหรือไม่เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ และอำนาจหน้าที่ก็มิได้มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับสภาเขตแต่อย่างใด ดังนั้น หากจะมีประชาคมเขตในอนาคตก็น่าจะสามารถทำงานควบคู่ไปกับสภาเขตได้

นอกจากนี้ขอตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนที่ผ่านมาก็ไม่ได้เปิดกว้างและประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่กว้างขวาง โดยมีผู้แสดงความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวน้อยมากหากเทียบกับจำนวนประชากรทั้งกรุงเทพมหานคร

นายวิชาญ กล่าวต่อว่า ขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการที่เห็นประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญและหยิบยกให้คณะอนุกรรมการของกรรมาธิการคณะนี้พิจารณาเป็นวาระสำคัญ เพื่อลงรายละเอียดและให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงต่อไป นายวิชาญกล่าว

==========

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

“ภูมิธรรม” หนุนเยาวชนสร้างสังคมตื่นรู้


นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้เดินทางมาเยี่ยมชมพร้อมพูดคุยกับเยาวชนที่ร่วมโครงการ “Pheu Thai Top Secret ไขความลับพรรคเพื่อไทย” ที่จังหวัดเชียงใหม่ 

โดย นายภูมิธรรม กล่าวว่า เด็กๆมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพียงแต่ที่ผ่านมาเด็กไทยไม่ได้ถูกทำให้มีโอกาสได้ใช้ความคิดเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ เพื่อดูสภาพแวดล้อมและสิ่งต่างๆรอบตัว ดังนั้นหัวใจสำคัญในการทำกิจกรรมของน้องๆ ครั้งนี้ คือการที่ทุกคนได้ลงพื้นที่ได้ไปเจอสภาพปัญหา และเริ่มตั้งคำถามกับปัญหาที่เจอ แล้วมองว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไข ซึ่งสังคมต้องการคนแบบนี้คนที่ตื่นรู้ และเข้าใจในสภาพของปัญหา แล้วนำไปคิดว่าจะหาทางออกอย่างไร โดยเหล่านี้เป็นกระบวนการคิดเพื่อมองหานโยบายที่จะตอบสนองกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งก็คือประชาชน

บางคนคิดแต่เรื่องโครงสร้าง คิดแต่การเปลี่ยนแปลงในเรื่องใหญ่ๆ บางทีก็ลืมปัญหาเล็กๆที่เรากำลังเผชิญอยู่ การไปพบเจอปัญหาเป็นจุดเริ่มต้นของการมองภาพรวมทั้งหมด ซึ่งต้องขอชื่นชมน้องๆ อายุเท่านี้ยังมองโลกได้ขนาดนี้ ไม่ได้บอกว่าอาบน้ำร้อนมาก่อนแล้วดีแบบที่ใครพูด

นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า การจัดโครงการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมความคิดเห็นและออกแบบนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน โดยภายในงานมีการโต้วาทีร่วมกันระหว่างเยาวชนและนักการเมือง การเสวนาในหัวข้อต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมือง พร้อมการลงพื้นที่เพื่อเรียนรู้ร่วมกับชุมชนจริง

“เพื่อไทย” จัดแคมป์คนรุ่นใหม่ระดมแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ


พรรคเพื่อไทย จัดกิจกรรมร่วมกับเยาวชนและนักการเมืองพรรคเพื่อไทย ในโครงการ “Pheu Thai Top Secret ไขความลับพรรคเพื่อไทย” ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไขความลับของพรรคเพื่อไทยในฐานะสถาบันทางการเมืองของประเทศไทย  ในระหว่างวันที่ 15-17 .. 62 ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์จากสถาบันพรรคการเมือง และร่วมรับฟังพร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่กับนักการเมืองพรรคเพื่อไทย อาทิเช่น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์.เชียงใหม่ ประธานกลุ่มเพื่อไทยพลัส , นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม .เชียงใหม่ รองประธานกลุ่มเพื่อไทยพลัส , นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส เลขาธิการเพื่อไทยพลัส , นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย , นายสงวน พงษ์มณี .ลำพูน , ..ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ .เชียงใหม่และ ..ชนก จันทาทอง .หนองคาย 

การจัดโครงการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมความคิดเห็นและออกแบบนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน โดยภายในงานมีการโต้วาทีร่วมกันระหว่างเยาวชนและนักการเมือง การเสวนาในหัวข้อต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมือง พร้อมการลงพื้นที่เพื่อเรียนรู้ร่วมกับชุมชนจริง อีกทั้งยังมีการแนะแนวการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ทางด้านสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์เป็นต้น

วันนี่ได้มีการเสวนาหัวข้อ “เศรษฐกิจกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งมีน้องๆเยาวชนให้ความสนใจเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก

โดย ..จิราพร กล่าวถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษา ที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างโรงเรียนในเมืองและชนบท ทำให้งบประมาณกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ กทมไม่กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศมีถึง85% แต่กลับได้รับการจัดสรรงบประมาณเพียง 30% เท่านั้น

ในขณะที่ นายพลนชชา กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเกิดจากความไม่เป็นประชาธิปไตยเกิดจากการมองคนไม่เท่าเทียมกัน 

ทางออกของความเหลื่อมล้ำคือการปฏิรูประบบภาษี การกระจายสวัสดิการกับการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม และการบริหารจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของประชาชน” นายพลนชชา กล่าว