วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

"อนุสรณ์" แนะฝ่ายการเมือง รักษาจุดยืนมากกว่าตำแหน่ง

"อนุสรณ์" แนะทุกฝ่ายเห็นแก่ประโยชน์ประชาชนมากกว่าโควต้ารัฐมนตรีที่แต่ละพรรคจะได้รับ


นายอนุสรณ์  เอี่ยมสะอาด คณะทำงานสื่อสารการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพรรคขนาดกลางอยู่ระหว่างการตัดสินใจทางการเมืองเกี่ยวกับการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลว่า ออสเตรเลียผ่านการเลือกตั้งวันเดียวมีความชัดเจนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล แต่ประเทศไทยผ่านการเลือกตั้งมาจะครบ 2 เดือนแล้วยังไม่มีความชัดเจนว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล ทำให้ประชาชนเสียโอกาสที่จะได้รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพมาแก้ปัญหาประเทศ ยิ่งฟอร์มรัฐบาลช้าประชาชนรู้ดีว่าใครได้ประโยชน์ ภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจสังคมการเมืองเท่านั้น แต่ภารกิจนำพาประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักการสืบทอดอำนาจนั้นสำคัญกว่า ใครจะเป็นรัฐบาลก็ตามขอบันทึกข้อเท็จจริงการเมืองไทยว่า

1.พรรคที่ไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจมีคะแนนเสียงที่ประชาชนสนับสนุนถึง16 ล้านเสียงในขณะที่พรรคสนับสนุนการสืบทอดอำนาจได้รับคะแนนเสียงเพียง8 ล้านเสียงก็เป็นสิ่งบ่งชี้ที่ยืนยันชัดเจนว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศสนับสนุนแนวทางต่อต้านการสืบทอดอำนาจและปฏิเสธการเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชาหลังการเลือกตั้งพรรคการเมืองต้องเคารพเสียงประชาชนไม่มีประโยชน์ที่จะดันทุรังซึ่งการฝืนเจตนารมย์ของประชาชนมีแต่จะนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่

2.ต้องยอมรับว่า 5 ปีของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์  การส่งออกตกต่ำประชาชนชักหน้าไม่ถึงหลังยาง3 โลร้อยข้าวเกวียนละ 6,000 บาทไทยเติบโตเกือบต่ำสุดของอาเซียนทั้งที่รัฐบาลมีมาตรา44 และไม่มีฝ่ายค้านประชาชนตัดสินใจได้ถ้าจะเอาทีมเดิมโดยที่ไม่มีมาตรา44 ไม่มีความมั่นคงทางการเมืองเพราะเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำในขณะที่สงครามการค้าโลกรุนแรงสภาพรัฐบาลจะเป็นอย่างไรและจะไม่สามารถแก้ปัญหาหรือทำงานได้แล้วรัฐบาลทีมเดิมไปเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าจะสามารถทำงานแก้ปัญหาได้

3.พรรคใดจะตัดสินใจทางการเมืองอย่างไรคงไม่ก้าวล่วง แต่จะปฏิรูปการเมืองได้อย่างไรถ้าไม่เคารพและฟังเสียงประชาชน? นักการเมืองคุณภาพพูดอย่างไรก็ต้องทำเช่นนั้น เช่น ถ้าบางพรรคประกาศจุดยืนประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริตไม่เอาการสืบทอดอำนาจ ประชาชนก็คาดหวังว่าต้องทำตามที่ประกาศจุดยืน ถ้าไม่ทำตามต้องไปตอบคำถามกับประชาชนเอง พรรคเพื่อไทยเห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนมากกว่าประโยชน์ส่วนตนจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนมากกว่าโควต้ารัฐมนตรีที่แต่ละพรรคจะได้รับ

"เผ่าภูมิ" แนะประชาธิปัตย์ ตัดสินใจทางการเมือง

“เพื่อไทย” เชื่อ ประชาธิปัตย์เอาหลักการที่ถูกต้องมาก่อนเงื่อนไขที่หอมหวน ชูหลักการ 4 ข้อ ช่วยตัดสินใจ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้เผยแพร่ทัศนะทางการเมือง ล่าสุด ดังนี้

ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อยู่ระหว่างการตัดสินใจทางการเมืองเกี่ยวกับการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลว่า

ผมไม่เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์จะยอมแลกอนาคตของพรรคเข้าร่วมกับฝ่ายสืบทอดอำนาจ เพียงเพราะเงื่อนไขที่หอมหวนในระยะสั้น แต่อาจส่งผลถึงอนาคตของพรรคที่มีอายุยืนยาวกว่า 70 ปี ที่อาจกลายเป็นพรรคที่สูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนโดยสิ้นเชิง

ผมมีหลักการง่ายๆ 4 ข้อ ที่อาจเป็นประโยชน์สำหรับพรรคที่กำลังตัดสินใจ ดังนี้

1. ฝ่ายประชาธิปไตยที่ประกาศตัวไม่เอาพลเอกประยุทธ์ปัจจุบันมีเสียง 245 เสียง ในขณะที่ฝ่ายสืบทอดอำนาจที่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์มีเพียง 130 กว่าเสียง คงไม่ผิดนักที่จะตีความว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ

2. หากจะเลือกฟังเสียงของประชาชน ความจริงในข้อ 1 ก็ชัดเจนว่าประชาชนต้องการอะไร ถ้าจะฟังเสียงของประชาชนจริง ก็ไม่ควรหันไปสนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ

3. หากจะเลือกฟังสิ่งที่ได้พูดไว้กับประชาชน การบอกกับประชาชนชัดๆ ว่าไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ เป็นสิ่งที่ประชาชนไม่มีวันลืม และการเปลี่ยนหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ไม่ได้เปลี่ยนคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับประชาชน

4. ปัจจุบันไม่ใช่การต่อสู้ของพรรคการเมือง ที่จะต้องมาตั้งแง่กันในเรื่องการเมือง แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายประชาชน กับฝ่ายสืบทอดอำนาจที่ได้เคยยึดอำนาจจากประชาชนไป เป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายที่ต้องการเข้าไปแก้ไขสิ่งไม่ถูกต้อง กับฝ่ายที่พยายามรักษาอำนาจจนอาจเกิดเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมไทย และจะเป็นปัญหาที่จะแก้ไขไม่ได้ในที่สุด

ทั้งนี้ ผมยังเชื่อมั่นว่าพรรค ปชป. จะยังดำรงความเป็นสถาบันทางการเมืองที่ประชาชนยังฝากความหวังได้ โดยการเอา “หลักการที่ถูกต้อง” มาก่อน “เงื่อนไขที่หอมหวน”

20 พ.ค. 2562

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

"สุดารัตน์" แนะประชาธิปัตย์ กู้สถานการณ์-แนวทางประชาธิปไตย

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


ถ้าเราต้องการได้ประชาธิปไตยกลับคืน

ถ้าเราต้องการหยุดการสืบทอดอำนาจ

เราต้องทวงคืนคะแนนจากบัตรเลือกตั้งของคนที่ #ไม่เอาลุงตู่ จากทุกพรรคฯการเมืองให้ได้ค่ะ

พรรคที่ประกาศนโยบายว่าจะสนับสนุนลุงตู่เป็นนายกฯ ได้คะแนนจากการเลือกตั้ง คิดเป็นจำนวน สส.รวมกันเพียง 120 กว่าคน

ในขณะที่ พรรคที่ประกาศนโยบายว่าจะ #ไม่เอาลุงตู่เป็นนายก ได้คะแนนคิดเป็น สส.รวมกันถึง 297 คน มากกว่าเกินหนึ่งเท่าตัว และในจำนวนนี้ มี 52 คน คือ สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ รวมอยู่ด้วยค่ะ

297:121 คือคะแนนเสียงที่สะท้อนว่า คนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นว่าลุงตู่ควรหยุดได้แล้ว และปล่อยให้ประชาธิปไตยได้ไปต่อ ตามมาตรฐานสากล เช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก

ก่อนการเลือกตั้งไม่กี่วัน หัวหน้าประชาธิปัตย์ได้ประกาศคำมั่นสัญญากึกก้องว่า... “พรรคประชาธิปัตย์จะไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ และไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ”

ปรากฏมีเสียงปรบมือจากกองเชียร์ดังสนั่น นั่นคือสิ่งที่ยืนยันว่า 3.9 ล้านคะแนนที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ คือเสียงของคนที่ไม่ต้องการให้ลุงตู่เป็นนายกฯต่อไป

หลังจากการประกาศแล้ว มีคนถามต่ออีกว่าคำพูดนี้ถือเป็นมติพรรคหรือไม่ เราได้ยินคำยืนยันจากปากหัวหน้าพรรคอีกครั้งว่า

“ยังไม่มีการประชุมเพื่อลงมติ แต่การไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ ถือเป็นอุดมการณ์พรรคฯ”

และย้ำชัดอีกครั้งว่า
“คงไม่มีมติพรรคการเมืองใด ขัดต่ออุดมการณ์ของพรรคนั้น”

การที่พรรคการเมืองจะตัดสินใจร่วมรัฐบาลและสนับสนุนใครเป็นนายกฯ ถือเป็นเรื่องของพรรคการเมืองนั้น แต่คำพูดของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก่อนการเลือกตั้ง ทำให้คนที่รักประชาธิปไตย และคิดว่าประชาธิปัตย์จะไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ ได้ตัดสินใจเลือกพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว 3.9ล้านคน ค่ะ

การที่พรรคการเมืองได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนอย่างหนึ่ง แล้วจะไปยกมือโหวตลงมติสวนทางกับฉันทานุมัตินั้น ถือเป็นสิ่งที่ผิดจรรยาบรรณทางการเมือง และขัดต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหน่อยเชื่อมั่นว่าการยึดมั่นใน #ประชาธิปไตยสุจริต ทุกคำพูดจะต้องตรงไปตรงมา อันจะทำให้พรรคการเมืองไม่มีวันที่จะสวนกระแส ในสิ่งที่หัวหน้าพรรคของตนได้ยืนยันกับพี่น้องประชาชนที่ไปลงคะแนนให้ค่ะ..!!

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนปัจจุบัน ได้ประกาศเรียกประชุมเหล่า Avengers เพื่อมากอบกู้พรรคฯ ในสถานการณ์ที่ #ประชาธิปไตยไทยอ่อนแอยิ่งนัก

จะเป็นการกอบกู้ตามอุดมการณ์พรรคที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย จะเป็นเสาหลักให้ประชาธิปไตยไทยเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่ยอมก้มตัวเองลงเป็นสะพานให้เผด็จการข้ามฝั่งมาเป็นประชาธิปไตย และสืบทอดอำนาจต่อไปได้หรือไม่? เราคงจะได้คำตอบกันในเร็ววันนี้

ขอย้ำว่า 3.9 ล้านคะแนนเสียง ที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ โดยการประกาศว่าจะ #ไม่เอาลุงตู่เป็นนายก คืออัญมณีเม็ดสุดท้าย ที่จะต้องนำมารวมเป็น 297 เสียง เหล่าAvengers จากทุกพรรคฯ จึงจะสามารถหยุดยั้งลุงธานอสไว้ได้

การกอบกู้พรรคประชาธิปัตย์ในภาค Endgame นี้ จะปิดเกมของฝั่งไหน ปิดเกมของฝั่งเผด็จการสืบทอดอำนาจ หรือปิดเกมฝั่งประชาธิปไตย ขึ้นอยู่กับมติพรรคฯจะออกมาทางใด

ประชาธิปไตยของไทย จะเดินหน้าในทิศทางใด ขึ้นอยู่กับอัญมณีเม็ดสุดท้าย ที่อยู่ในมือหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ชื่อ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์”

หน่อยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านหัวหน้าพรรคคนใหม่ จะเลือกเดินในแนวทางประชาธิปไตยที่ถูกต้องค่ะ

"ภูมิธรรม" มั่นใจ ฝ่ายประชาธิปไตยยังมั่นคง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


พรรคการเมืองฝั่งประชาธิปไตยยังมั่นคง....เดินหน้า ร่วมเป็นแกนนำในการผ่าทางตันประเทศ

“หยุดการสืบทอดอำนาจ หยุดพล.อ.ประยุทธ ส่งคสช.กลับบ้าน มุ่งรักษาประชาธิปไตย ขอทุกฝ่ายเปิดใจกว้าง ทำหน้าที่เพื่อให้สังคมไทยกลับคืนสู่ความเป็นปกติโดยเร็ว”

วันนี้ กลุ่มอำนาจเดิม ยังพยายามใช้ทุกช่องทาง เพื่อผลักดันให้ตัวเอง สามารถสืบทอดอำนาจอยู่ต่อไป โดยไม่สนใจหลักการหรือแนวปฎิบัติที่ถูกต้องใดๆ

การกระทำเช่นนี้ กลับยิ่งเป็นการ”สร้างทางตัน”ให้กับการหาทางออกของประเทศ และมีผลต่อการ “ทำลายความเชื่อมั่น” ที่ฝ่ายต่างๆทั้งในและนอกประเทศตั้งความหวังไว้ รวมทั้งปิดทางในการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ ส่งผลให้ความสุขและความอยู่ดีกินดีของประชาชนถูกเหยียบจมไว้ภายใต้การมุ่งเอาชนะเพื่อครอบครองอำนาจต่อไป

ปัญหาเรื่อง “ความชอบธรรม” ของรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ
ความพยายามที่จะได้มาซึ่งอำนาจ ด้วยวิธีการนอกระบบ นอกหลักการ นอกกลไกทางการเมืองปกติ…ที่พยายามแฝงและแทรกเข้ามาในระบบเลือกตั้งปัจจุบัน ล้วนสร้างปัญหาที่ไม่รู้จบและยิ่งเกิดหน่อความขัดแย้งใหม่ๆในอนาคต ยากจะคลี่คลายลงได้ง่ายๆ

5 ปี ภายใต้การบริหารประเทศและความรับผิดชอบของกลุ่มผู้มีอำนาจปัจจุบัน ที่เต็มเปี่ยมด้วยกลไกคุมเข้มและครอบงำแบบเบ็ดเสร็จ เด็ดขาดนั้นได้พิสูจน์ให้ทุกฝ่ายเห็นแล้วว่าไม่สามารถตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาของประเทศได้สำเร็จ

ทั้งนี้เพราะความเชื่อมั่นไม่เกิด การแก้ไขปัญหาทั้งปวงไม่สำเร็จ การเมืองยังคงเดินหน้าไปอย่างไร้เสถียรภาพ รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นไม่มีวันทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ และไม่มีทางมีศักยภาพ ในการรับมือกับวิกฤติต่างๆ รวมทั้งวิกฤติโลกที่กำลังจะเกิดขึ้น ปัญหาวิกฤติที่กระหน่ำใส่ประชาชนทุกด้าน ยังไม่เห็นหนทางคลี่คลาย ทำให้ ……”สภาชุดนี้จะเป็นสภาที่อายุสั้นมาก”

ภายใต้ สถานการณ์ที่วิกฤตินี้ ทุกพรรคทุกฝ่าย ในสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะฝ่ายที่ยึดมั่นในประชาธิปไตย รวมทั้งประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยต้องมุ่งมั่นต่อสู้กับอำนาจอธรรมอย่างหนักแน่นและใจกว้าง พร้อมที่จะดึงความร่วมมือให้กว้างขวางที่สุด แสวงหาแนวทางที่หลากหลายเพื่อหาทางออกให้ประเทศ ขัดขวางการสืบทอดอำนาจ คสช. มุ่งรื้อระบบและกลไกอธรรมที่ทำร้ายใส่ไคล้กัน แสวงหามิตรภาพเพื่อร่วมมือกันเดินหน้าด้วยใจนิ่งและหนัก เพื่อการเดินทางที่ไปให้ไกลมากกว่าเดิม

วันนี้……กลุ่มพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ยังไม่ได้หยุด ยังไม่จบการเดินทาง ทุกพรรคการเมืองยังมุ่งมั่นและเดินหน้าประสานแลกเปลี่ยน หามุมมองใหม่ๆ จากทุกฝ่าย

เราเห็นทางเลือกพร้อมความหวังในทุกการพูดคุย ตลอดเวลา ผมยืนยันว่าการทำงานร่วมกันยังคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี……แม้ฝ่าย”กลุ่มผู้มีอำนาจเดิม” จะพยายามออกมาพูดว่า ทุกเรื่องคืบหน้าและจัดการเรียบร้อยแล้ว แต่ท่าทีเช่นนั้นยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางจิตวิทยาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพวกตนว่า กำลังจะเป็นรัฐบาลเพียงเพื่อหวังการโฆษณา ชวนเชื่อและคิดว่าหากทุกฝ่ายเชื่อมั่นว่าพวกเขากระทำการเข้าสู่อำนาจได้สำเร็จ จะลดแรงเสียดทานและยุติการขัดขวางการสืบทอดอำนาจของพวกเขาได้

ผมยืนยัน ว่าพวกเรายังมีความมั่นคง มั่นใจเดินหน้าทำสิ่งที่เราเชื่อมั่นต่อไป และเรายังมีความหวัง ว่าเราจะชนะในเวทีของสภาผู้แทนราษฎรที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งผลแพ้ชนะจะรู้ชัดในวันที่เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่จะมาถึงในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้

พลังประชาธิปไตยและความเชื่อมั่นของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย เป็นเป้าหมายที่เราเชื่อมั่นว่าจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าเดิมแน่นอน

“ถึงเวลา เคารพเสียงของประชาชน”

ภูมิธรรม เวชยชัย
เลขาธิการ พรรคเพื่อไทย
19 พฤษภาคม 2562

วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

"สุดารัตน์" รำลึกพฤษภา'35 คารวะดวงวิญญาณนักสู้

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


รูปนี้ เมื่อ 27 ปีที่แล้วค่ะ
ขอคารวะต่อดวงวิญญาณของนักสู้
ผู้องอาจทุกท่าน

เมื่อวานนี้ 17 พฤษภาคม ถือเป็นวันครบรอบ 27 ปีของเหตุการณ์พฤษภา35 ที่พลังประชาชนได้ออกมาขับไล่เผด็จการที่ยึดอำนาจจากประชาชน แล้วใช้การเลือกตั้งเป็นข้ออ้างชุบตัวเพื่อสืบทอดอำนาจต่อไป

ไม่น่าเชื่อว่าแม้จะผ่านมา 27 ปีแล้ว แต่เราก็ยังคงวนเวียนอยู่ที่เดิม ในวันนี้ พวกรัฐประหารยึดอำนาจจากประชาชน เขียนรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อไปสู่การเลือกตั้ง โดยใส่กติกาที่เอื้อให้ตนเองสืบทอดอำนาจต่อ ยิ่งกว่านั้นยังเขียนกติกาให้ตัวเองมีอำนาจแต่งตั้ง สว. 250 คน เพื่อการันตีการสืบทอดอำนาจ.

และเหลือเชื่อว่าคนที่เป็นกำลังหลักในการทำการรัฐประหารเมื่อครั้งพฤษภา35 แทบจะเป็นกลุ่มเดียวกันกับรัฐประหารเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา

เวลาไม่ได้ทำให้ความคิดของคนเหล่านี้เปลี่ยนแม้แต่น้อย!! เพียงแต่ครั้งนั้นคนเหล่านี้ยังมียศน้อยจึงเป็นเพียงผู้ปฏิบัติการ แต่ครั้งนี้ได้เติบโตยิ่งใหญ่ จึงเป็นตัวการในการยึดอำนาจจากประชาชนเสียงเอง

ผิดกันแต่ ในครั้งนี้ พ.ศ.2562 เลวร้ายกว่า พ.ศ.2535 มาก ถือว่าไม่เห็นหัวประชาชนเลย ไม่สนใจว่าการกระทำต่างๆ จะขัดหลักการประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และลิดรอนสิทธิของประชาชนเพียงใด

แม้จะอ้างได้ว่า รัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว แต่ก็ผ่านแบบปิดหู ปิดตา ปิดปากประชาชน ไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจอย่างถ่องแท้ในทุกด้าน คนออกไปรณรงค์ออกเผยแพร่เนื้อหาในรัฐธรรมนูญที่แตกต่างจากผู้มีอำนาจกลับถูกจับติดคุกหลายคนโดยเฉพาะ ส.ส. พรรคเพื่อไทย ทั้งยังเขียนบทเฉพาะกาลให้การกระทำของคณะรัฐประหารทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ชอบด้วยกฎหมาย และรัฐประหารทั้งสิ้น เป็นการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งข้ามกาลเวลา

รวมทั้งการใช้อำนาจ ม.44 ปลด เปลี่ยน ตั้ง ต่ออายุกรรมการในองค์กรอิสระที่สำคัญ ทั้ง ป.ป.ช. ก.ก.ต. ศาลรัฐธรรมนูญโดยมีปัญหาว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือให้คนใกล้ชิดเข้าไปทำหน้าที่หรือไม่

เลื่อนการเลือกตั้งนับครั้งไม่ถ้วน แต่พอมีการเลือกตั้ง ก็มีปัญหาว่าได้เป็นไปอย่างสุจริต ยุติธรรม และเสรีจริงหรือไม่ มีการเสนอข่าวว่า มีการร้องว่ามีใช้อำนาจบีบบังคับนักการเมืองท้องถิ่น ให้เข้ามาช่วยสนับสนุนตน ข่มขู่คู่แข่งและผู้สนับสนุนโดยการใช้ทั้งอิทธิพลและคดีความ ใช้อำนาจรัฐทำโครงการประชานิยมแจกเงินสารพัด ทั้งที่อยู่มาเกือบ 5 ปี ไม่คิดจะทำจริงหรือไม่

ตลอดช่วงเวลาการเลือกตั้ง มีผู้สมัครหลายรายไปร้องเรียน ทั้งเรื่องการซื้อเสียงอย่างโจ่งครึ่ม การใช้อำนาจรัฐโกงการเลือกตั้งสารพัดมากมาย

ทำขนาดนี้แล้ว แต่ก็ยังแพ้พรรคเพื่อไทยที่ส่งเพียง 250 เขตเท่านั้น เมื่อแพ้จึงต้องใช้อภินิหารจากองค์กรอิสระต่างๆ

ผลจึงออกมาอย่างที่เห็น ไม่ว่าจะเป็น การนับคะแนน การประกาศผลคะแนน ที่ล้วนแปลกประหลาดและไม่สามารถอธิบายประชาชนได้ ทั้ง #บัตรเกิดใหม่ในหีบ #บัตรเขย่ง #บัตรที่ระลึก

โดยเฉพาะสูตรการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่พรรคซึ่งได้คะแนนต่ำกว่าคะแนน ส.ส.พึงมี คือ 71,000 คะแนนก็ได้ 1 ที่นั่ง รวม 10 กว่าพรรคที่เขาเรียกกันว่า #สส_เอื้ออาทร ได้รวมตัวกันสนับสนุนนายกสืบทอดอำนาจ ยิ่งไปกว่านั้นคือ ส.ว. อีก 250 คน ส่วนใหญ่มาจาก #สว_วงศาคณาญาติ และเพื่อนพวกพ้อง

ทำถึงขนาดนี้ ยังได้เสียงเพียง 135 ที่นั่ง แต่จะเป็นนายกฯ ให้ได้ ด้วยเสียง ส.ว. ที่ประชาชนไม่ได้เลือก

#เอากันให้สบายใจค่ะ ขณะที่ผลการเลือกตั้งได้สะท้อนเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ชัดเจนว่าต้องการการเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องการเห็นการสืบทอดอำนาจ แต่เสียงของประชาชนกลับไม่มีความหมาย “การเลือกตั้งจึงเป็นเสมือนเพียงพิธีกรรมชุบตัวเผด็จการ”

ในสถานการณ์เช่นนี้นักการเมือง พรรคการเมืองฝั่งประชาธิปไตยต้องอดทนให้ได้นะคะ

พี่น้องคะ ดิฉันเคยประกาศเจตนารมณ์ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งที่ลานโพธิ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้วว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่การเข้าไปเพื่อแสวงหาอำนาจ หาตำแหน่งต่างๆ แต่จะต้องเข้าไปทำงานเพื่อให้ประชาธิปไตยได้กลับมาลงหลักปักฐานอีกครั้ง

เราพร้อมที่จะทำงานอย่างหนัก ด้วยความเสียสละ เพื่อขจัดอุปสรรคที่ขวางกั้นการพัฒนาประเทศ #เอาเผด็จการแปลงร่างออกไป และนำพาประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และหลักการบ้านเมืองที่ดีที่ถูกต้องกลับคืนมา เพื่อให้เศรษฐกิจปากท้องและสิทธิเสรีภาพของประชาชนดีขึ้น

พี่น้องคะ “โอกาสของประเทศ สำคัญมากกว่าโอกาสของเพื่อไทย”

โอกาสของประชาธิปไตยที่จะได้กลับมาลงหลักปักฐานให้มั่น คือภารกิจสำคัญยิ่งกว่าการแสวงหาอำนาจทางการเมือง

“เพื่อไทยยอมเสียสละ” เพื่อไม่ให้เป็น เงื่อนไขในการต่อรองทางการเมืองใดๆ ขอเพียงประเทศเดินหน้าได้อย่างถูกต้อง

ดิฉันขอประกาศว่า “จะไม่รับตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น” และขอให้ทุกพรรคการเมืองที่เคยประกาศไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจเผด็จการมาร่วมกัน นำพาประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของเรากลับคืนมา นำความสุข และความหวังกลับคืนสู่ประชาชน

ขอเพียงพรรคขั้วที่ 3 ตัดสินใจเลือกข้างประชาชน อย่างที่เคยพูดไว้ตอนหาเสียง เราก็จะ #เอาเผด็จการแปลงร่างออกไป ด้วยเสียงผู้แทนราษฏรของเราได้แล้วค่ะ

ดิฉันขอกราบขอบพระคุณทุกกำลังใจ จากพี่น้องประชาชน ขอขอบพระคุณ ส.ส. และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่พร้อมเสียสละเพื่อบ้านเมือง

ขอคารวะทุกดวงจิตที่มีอุดมการณ์อันแน่วแน่ ตั้งแต่ครั้งพฤษภา 35 จนถึงปัจจุบัน แม้หนทางข้างหน้ายังมีขวากหนามอีกมาก ดิฉันขอให้ทุกท่านเชื่อมั่นค่ะว่า การยืนอยู่บนหลักการที่ถูกต้องจะทำให้เรายืดอกได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด และบ้านเมืองของเราจะก้าวหน้าไปได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน สังคมมีความถูกต้อง ยุติธรรม แล้วสิ่งเหล่านี้จะทำให้ ประชาชน มีความสุข มีความมั่นใจในอนาคตของตนและลูกหลาน

“พลภูมิ” ท้า กกต. สอบทุกคำร้องเหมือน “ธนาธร”


นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส. ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กรณีถือหุ้นสื่อว่า การพิจารณาเรื่อง นายธนาธร ถือหุ้นสื่อของกกต.ดำเนินการไปอย่างรวดเร็ว ก็อยากให้กกต.ยึดแนวทางนี้ไปดำเนินการกับกรณีอื่นๆด้วย เพราะคำร้องส.ส.ถือหุ้นสื่อนั้นไม่ได้มีแต่นายธนาธรคนเดียว ยังมีคำร้องในลักษณะเดียวกันอีกจำนวนมาก เช่นกรณี นายชาญวิทย์ วิภูศิริ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคด้วย กกต.ต้องดำเนินการให้รวดเร็วเช่นเดียวกันการดำเนินการกับนายธนาธร ไม่เช่นนั้นสังคมจะมองว่ากกต.เลือกปฏิบัติ จ้องดำเนินการแต่ฝ่ายตรงข้ามผู้มีอำนาจปัจจุบันเพียงเท่านั้นและจะทำให้ความเชื่อมั่นของกกต.ย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิมลงไปอีก ส่วนตัวมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้กกต.ถูกวิพากษ์วิจารณ์การทำงานมามากพอแล้วก็อยากให้ดำเนินการสอบสวนคำร้องต่างๆอย่างเป็นกลางยุติธรรมเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

"ภูมิธรรม" ชี้สังคมตั้งคำถาม รายชื่อ ส.ว.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

5 คำถามที่สังคมอยากฟังคำตอบเมื่อเห็นรายชื่อ ส.ว.

เมื่อเห็นรายชื่อ ส.ว. ซึ่งจะมาทำหน้าที่สำคัญมากประการหนึ่งตามรัฐธรรมนูญ คือการมีสิทธิ์เลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้ผมต้องตั้งคำถามสำคัญต่อผู้มีอำนาจดังนี้

1.งบประมาณ 1,300 ล้านที่ใช้ในกระบวนการเพื่อให้ได้ ส.ว. จำนวน 250 คนนั้น เอาไปทำอะไรบ้างถึงได้ใช้งบประมาณมากมายขนาดนั้น ทั้งที่ ส.ว.ที่ประกาศออกมาล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับ คณะคสช.และรัฐบาล แทบทั้งสิ้น

2.ตามรัฐธรรมนูญได้ระบุกระบวนการขั้นตอนในการคัดสรร ส.ว. เอาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งมาตรา 269 (1) กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาคณะหนึ่งซึ่ง คสช.แต่งตั้งจากผู้คุณวุฒิซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ในด้านต่างๆ และมีความเป็นกลางทางการเมืองจำนวนไม่น้อยกว่าเก้าคนแต่ไม่เกินสิบสองคน มีหน้าที่ดำเนินการสรรหาบุคคลซึ่งสมควรเป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่ในทางปฏิบัติสังคมกลับมองไม่เห็นขั้นตอนดังกล่าว มีแต่ความคลุมเครือไม่ชัดเจน ไม่เคยมีคำตอบใดๆจากผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบเกี่ยวข้อง ราวกับเป็นการเลือกสรรกันอยู่ในแดนสนธยา

3.วันนี้รายชื่อ สว. ประกาศรายชื่อออกมาแล้ว แต่สังคมไม่เคยรับรู้ว่า นอกจาก พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่เป็นประธานกรรมการสรรหาแล้ว มีใครเป็นคณะกรรมการสรรหาบ้าง ทั้งที่ควรต้องมีความโปร่งใสชัดเจนว่าคณะกรรมการสรรหานั้น ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีความเป็นกลางทางการเมือง ...แต่เราไม่เคยได้รับความกระจ่างชัดในคำถามข้อนี้เลย

4.สำคัญที่สุดคือ ส.ว.ชุดนี้ขาดความหลากหลายของกลุ่มอาชีพ เนื่องจากมีรายชื่อของบุคคลที่เป็นทหาร ตำรวจ ทั้งในและนอกราชการถึงกว่า 100 คน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะมีความเข้าใจในสภาพปัญหาและความต้องการของพี่น้องประชาชนได้อย่างไร?

5.ในอดีตเคยวิพากษ์วิจารณ์ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งว่าเป็น สภาผัวเมีย แต่วันนี้ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งจาก คสช. กลายเป็นสภาเครือข่ายเพื่อนพ้องน้องพี่ ซึ่งแต่งตั้งให้มาเลือกผู้มีอำนาจคนเดิมกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อสืบทอดอำนาจอีกครั้ง แทนที่จะเป็นการเลือกนายกรัฐมนตรีที่มาจากความต้องการของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งมีผลที่ชัดเจนจากการเลือกตั้ง

คำถามทั้งหมดนี้ ผมเชื่อว่าทุกคนในสังคมไทยอยากได้ยินคำตอบที่ชัดเจนจากผู้มีอำนาจ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเคารพและเห็นความสำคัญของสิทธิ์และเสียงของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

ภูมิธรรม เวชยชัย
เลขาธิการพรรคเพื่อไทย
14 พ.ค.2562