วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2563

"เฉลิม" เสนอเพื่อไทย หนุนแก้รัฐธรรมนูญเป็นทางออกประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เรื่อง ขอให้พิจารณาข้อเสนอทางออกประเทศไทย 3 ข้อ คือ (1) ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน (2) นำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาใช้ทันที และ (3) นายกรัฐมนตรี ยุบสภา เลือกตั้งภายใน 60 วัน โดยมีเนื้อหาดังนี้

เรียน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ด้วยปรากฏเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า วิกฤตรัฐธรรมนูญและวิกฤตทางการเมือง ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะได้ส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อภาวะเศรษฐกิจ      ทรุดหนักจนเกิดปัญหาปากท้องประชาชน และสิทธิเสรีภาพอย่างยิ่งยวด ถึงขนาดทุกข์ยาก      ทุกข์เข็ญอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

และยังปรากฏว่านักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมถึงวุฒิสมาชิกหลายคน  อีกทั้งรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีเองก็ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ     และสถานภาพของนักการเมือง เพราะสิ่งสำคัญทั้ง 2 ประการนี้ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันและสถานภาพนักการเมืองในขณะนี้กลายเป็นอุปสรรค ขัดขวางต่อการพลิกฟื้นและนำพาประเทศและประชาชนให้พ้นภาวะวิกฤตเป็นอย่างยิ่ง 

ขณะนี้การแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญได้มีความพยายามจากทุกฝ่าย รวมถึงพรรคเพื่อไทยด้วย แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า ได้ถูกกลุ่มที่ยกร่างรัฐธรรมนูญไว้เขียนวางหมากค่ายกลไว้จนไม่อาจแก้ไขได้ตามระบอบประชาธิปไตยอย่างปกติดังที่นานาประเทศทำกัน โดยเฉพาะวุฒิสมาชิกซึ่งไม่ใช่ผู้แทนปวงชนกับมีอำนาจและอิทธิพลสกัดกั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้สร้างปัญหาต่อนักการเมืองให้อยู่ในสภาวะสุญญากาศไม่มีความเป็นเอกภาพและไม่เป็นตัวแทนของปวงชนอย่างแท้จริง 

ไม่เพียงแต่นักเรียน นักศึกษา เยาวชนเท่านั้น แต่ภาคประชาชนทุกส่วนได้ออกมาเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ โดยนำเอารัฐธรรมนูญปี 40 มาใช้ แล้วยุบสภา ให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใต้กติกาที่เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ ซึ่งทั้งสามประการนี้จะต้องกระทำโดยเร็วที่สุด


ข้าพเจ้า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะผู้แทนประชาชนต่อเนื่องมาหลายสมัย เคยได้มีโอกาสบริหารกิจการบ้านเมืองมาหลายวาระและในฐานะนักกฎหมายดุษฎีบัณฑิตทางนิติศาสตร์คนหนึ่ง และที่สำคัญคือ ข้าพเจ้าเป็นประชาชนคนไทยที่สมควรรับใช้แผ่นดินเมื่อมีโอกาส ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยเองก็ได้กรุณาแต่งตั้งให้ข้าพเจ้าเป็นประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ             พรรคเพื่อไทย จึงขอเสนอหนังสือฉบับนี้ต่อท่านหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โดยข้าพเจ้าขอเสนอทางออกประเทศไทย 3 ข้อ คือ 

ข้อ 1. ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปี 2563 ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน  ปี 2560 ทันที

ข้อ 2. ให้นำเอารัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาใช้บังคับเป็นการชั่วคราวทันที

ข้อ 3. นายกรัฐมนตรีต้องประกาศยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วัน     โดยเป็นการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 จากนั้นจึงมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่   ที่ถาวรต่อไป 

 เพื่อให้เป็นรูปธรรมที่สามารถปฏิบัติได้จริง ข้าพเจ้าเห็นสมควรให้มีการได้เสนอให้สมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้านพิจารณาเห็นชอบใน 3 ข้อ ดังกล่าว โดยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2563  ซึ่งจะมีเพียงประมาณ 3 ถึง 5 มาตราเท่านั้น จากนั้นก็จะนำเสนอให้ผู้นำฝ่ายค้านนำขึ้นกราบบังคมทูลทรงพระราชวินิจฉัยประกาศใช้ต่อไป 

ข้าพเจ้าทราบดีว่า ข้อเสนอของข้าพเจ้านี้จะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ คัดค้าน และสนับสนุน อย่างหลากหลาย และกว้างขวาง ซึ่งข้าพเจ้าก็ประสงค์เช่นนั้น และยินดีอย่างยิ่งที่จะให้กรรมการบริหารและสมาชิกของพรรคเพื่อไทยได้ร่วมกันพิจารณา 

ซึ่งข้าพเจ้าขอยืนยันว่าหากเราจะได้ใช้สติไตร่ตรองให้ดีแล้วจะพบว่าประวัติศาสตร์ชาติไทยได้ถูกบันทึกว่า รัฐธรรมนูญเกือบทุกฉบับ เมื่อได้ใช้ไประยะหนึ่งก็มักจะถูกยกเลิกโดยวิธีฉีกทิ้งด้วยการปฏิวัติรัฐประหารเสมอๆ ดังเช่น เมื่อ คสช. ปฏิวัติก็ได้ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งเช่นกัน แล้ว คสช. ก็ใช้บทบาทที่ไม่มีกฎหมายใดรองรับเลย เสนอประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2557 เป็นการชั่วคราวเช่นกัน 

แม้ว่าบ้านเมืองขณะนี้วิกฤตยิ่งกว่าก่อนการปฏิวัติเมื่อปี 2557 แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ส่งเสริม      ให้มีการปฏิวัติเพื่อฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญนี้อีก แต่การออกใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทันทีเพื่อยกเลิก    ฉบับปี 2560 นี้แล้วนำเอาฉบับปี 2540 มาใช้ก่อนเป็นการชั่วคราวแล้วจัดการเลือกตั้ง      สามารถกระทำได้ทันที 

หากจะมีผู้กล่าวอ้างว่าวิธีนี้ไม่มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2560 ข้าพเจ้าขอเรียนว่าถูกต้อง เพราะมีแต่บทบัญญัติเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จึงเป็นความจริงที่ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยการออกรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเดิม กรณีจึงเป็นที่แน่ชัดว่าไม่มีบทบัญญัติเขียนให้กระทำได้ แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้กระทำ ซึ่งย่อมต้องถือว่ากระทำได้ เพราะได้มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 นี้ ไว้ในมาตรา 5 วรรคสองว่า 

“เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัย  กรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” 

ดังนั้น การที่พรรคการเมืองฝ่ายค้านจะได้ร่วมกันพิจารณาจนในที่สุดเสนอให้ท่านผู้นำฝ่ายค้านในรัฐสภานำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ปี 2563 ขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงพระบรมราชวินิจฉัยประกาศใช้ จึงเป็นสิ่งที่พึงกระทำได้ โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 5 และแน่นอนที่สุดย่อมเป็นวิธีการ        ที่ดีกว่าและชอบธรรมกว่าการปฏิวัติแล้วฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญดังที่เมื่อปี 2557 ที่ คสช. ได้กระทำไป แล้วต่อมา คสช. ก็ทูลเกล้าประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2557 ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าประชาชนจำนวนมากเช่นกันที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีของ คสช. ที่กระทำไปเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญดังกล่าว 

ข้าพเจ้าตระหนักดีและมั่นใจว่า ข้อเสนอของข้าพเจ้าดังกล่าวมานี้ หากได้รับการพิจารณาเห็นชอบเป็นมติของพรรคเพื่อไทยแล้วจะได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะนักเรียน นิสิต นักศึกษาและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะพ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกคน ซึ่งท่านมีสิทธิมีเสียงในการเลือกตั้งตัวแทนของท่านให้มาบริหารประเทศชาติ และในที่สุดแล้วพวกเราทุกคนก็จะช่วยกันนำพาประเทศชาติบ้านเมืองให้พลิกฟื้นฟันฝ่าอุปสรรคทั้งปวง ให้ประเทศไทยกลับเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ       และทุกคนอยู่ดีกินดีได้อย่างแท้จริงโดยเร็วที่สุด

โดยหนังสือฉบับนี้ ข้าพเจ้าจึงขอเสนอให้ท่านหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้โปรดพิจารณา


(1) นำเสนอเพื่อพิจารณาในที่ประชุมกรรมการบริหารของพรรค เพื่อเห็นชอบแล้ว

(2) นำเสนอพรรคร่วมฝ่ายค้านพิจารณาเห็นชอบ 

(3) แต่งตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างพรรคฝ่ายค้านที่เห็นชอบกับข้อเสนอ 

(4) คณะทำงานร่วมฯ พิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ชั่วคราว) 

(5) นำเสนอท่านผู้นำฝ่ายค้านพิจารณานำขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงพระบรมราชวินิจฉัยประกาศใช้ต่อไป 

อนึ่ง ข้อเสนอยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันและอื่นๆ ดังกล่าวมานี้ ข้าพเจ้ามิได้ประสงค์หรือลบล้างนโยบายของพรรคเพื่อไทย ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ แต่ข้าพเจ้าขอเสนอแนวทางนี้เป็นอีกแนวทางหนึ่งเพื่อพรรคเพื่อไทยดำเนินการคู่ขนานกันไป 


จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการโดยเร่งด่วนด้วย

ขอแสดงความนับถือ 

(ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง) 

ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย

"เรืองไกร" ยื่นประธานสภา เปิดรายชื่อ ส.ส. ค้างจ่ายหนี้นกแอร์


นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า พรุ่งนี้เช้าก่อนประชุมอนุ กมธ. แผนบูรฯ 1 ตนจะยื่นหนังสือถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการสองเรื่อง คือ 1. ขอให้เปิดเผยรายขื่อ ส.ส. 113 คนที่ค้างหนี้ บมจ.นกแอร์ 2. ขอให้ตรวจสอบเรื่องที่อธิบดีออกมาโวยว่า ถูกอนุ กมธ. ตบทรัพย์ 5 ล้านแลกการปล่อยผ่าน งปม. โดยเรื่องนี้นายเรืองไกร ไม่เห็นด้วยที่จะให้ กมธ. สอบกันเอง เพราะอาจผลัดกับเกาหลัง และตนยังถูกร้องขอไม่ให้เข้าไปยุ่ง ทั้งที่เป็นคนหนึ่งที่บังเอิญไปพบเหตุการณ์นี้ด้วย โดยทราบว่า เรื่องนี้มีการเคลียร์กันแล้ว ดังนั้น การจะสอบกันเอง จึงไม่น่าจะได้ความจริง ดังนั้น ตนจึงขอให้นายชวน ลงมาดูแลตรวจสอบเรื่องนี้เอง เพราะสถานที่เกิดเหตุ คือ สภาผู้แทนราษฎร

"วัฒนรักษ์" แนะทางออกรัฐบาล ฟังเสียงคนรุ่นใหม่



ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช กรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการชุมนุมของกลุ่ม “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดการชุมนุมย่อย ๆ หรือที่เรียกว่า “แฟลชม็อบ” ตามมา กระแสการเคลื่อนไหวนี้ลุกลามเร็วราวกับไฟลามทุ่งไปทั่วประเทศกว่า 47 จังหวัด ล่าสุดได้เปิดตัวเป็นกลุ่ม “ประชาชนปลดแอก” ตามทฤษฎีผีเสื้อขยับปีก (Butterfly Effect) กระแสที่เกิดขึ้นนี้ยังดึงดูดผู้มีอุดมการณ์ร่วมกัน ไม่ว่าจะวัยหนุ่มสาวหรือวัยอื่น ๆ ให้ลุกขึ้นมาขับไล่รัฐบาลจากการบริหารงานที่ล้มเหลวมากว่า 6 ปี ทำเศรษฐกิจพังจนกระทบปากท้องของประชาชนและถ้าหากรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่ดำเนินการตามข้อเรียกร้องของกลุ่มดังกล่าว สถานการณ์อาจบานปลายจนถึงขั้นที่รัฐบาลอยู่ยาก แต่ในตอนนี้สิ่งที่ไม่ยากเกินกว่าที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะทำได้เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่ได้ก่อไว้ช่วง 6 ปีที่ผ่านมา คือการใช้ทฤษฎี 5 E เพื่อส่งเสริมเสถียรภาพเบื้องต้นของรัฐบาล ดังนี้

1. Narrative Economics (เศรษฐศาสตร์นโยบาย) รัฐบาลต้องส่งเสริมให้เงินหมุนเวียนไปถึงคนตัวเล็กตัวน้อยโดยตรง คำว่า “เศรษฐกิจดี” นั้นหมายความว่าเมื่อผู้คนจับจ่ายใช้สอยสินค้า เงินดังกล่าวต้องไหลไปสู่ผู้ผลิตต้นทาง นำไปสู่การจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้น เกิดการกระจายรายได้และทำให้เกิดการจ้างงาน

2. Education การศึกษาไทยล้มเหลว มาตรฐานการสอนของแต่ละโรงเรียนต่างกัน ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ระบบพัฒนาช้า ไม่ตอบโจทย์ตลาดงานในปัจจุบัน ทำให้เกิดปัญหาบัณฑิตเตะฝุ่นตามมา รัฐบาลต้องแต่งตั้งบุคคลที่มีความเข้าใจปัญหาในระบบการศึกษาจริง ๆ มาบริหาร และแก้ไขให้ตรงจุด สร้างการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ให้เกิดขึ้นในระบบการศึกษา และเข้าถึงปัญหาต่าง ๆ โดยการสร้างความร่วมมือกับทุกฝ่ายโดยเฉพาะกับทุกสถานศึกษาและผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ

3. Environment ปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทยที่นับวันจะแย่ลงเรื่อย ๆ เช่น ฝุ่นพิษ PM2.5 ที่มีค่าสูงเกินมาตรฐาน น้ำท่วม น้ำแล้ง ไฟป่า โลกร้อน ขยะล้นเมือง ฯลฯ รัฐบาลต้องออกมาตรการลดการผลิต และการบริโภคที่ฟุ่มเฟือยหรือที่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Friendly) พร้อมทั้งฟื้นฟูระบบนิเวศให้เติบโตไปพร้อมกับมนุษย์ได้เพื่อป้องกันปัญหาโรคติดต่อจากสัตว์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมาจากการรุกล้ำพื้นที่ป่าของมนุษย์

4. Empower (ให้อำนาจ) รัฐบาลควรเปิดโอกาสและให้อำนาจประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศออกแบบวิธีแก้ไขปัญหาในชีวิตของพวกเราเอง การรับฟังความเห็นของทุกภาคส่วนไม่ว่าจากเป็นผู้เห็นต่างหรือเห็นพ้องย่อมเป็นสิ่งสำคัญ หากรัฐบาลยังปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นอย่างที่เป็นอยู่ ก็ไม่ต่างอะไรจากการเติมเชื้อไฟให้คนออกมาประท้วงเพิ่มมากขึ้น

5. Engagement (การมีส่วนร่วม) ปัญหาที่เกิดขึ้นหลายปัญหาทุกวันนี้ เกิดจากการที่ประชาชนขาดการมีส่วนร่วม ทำให้อนาคตของประชาชนเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดโดยกลุ่มคนบางกลุ่ม แน่นอนว่าอนาคตที่เลือนรางแบบนี้ย่อมทำให้เกิดแรงปะทุจากกลุ่มผู้ถูกกดขี่แน่นอน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่ต้องมีชีวิตต่อไปในอนาคตที่มัวมนนั้น รัฐบาลชุดนี้จะอยู่ต่อไปได้ก็ต้องเห็นอนาคตของประชาชนสำคัญเป็นอันดับแรก หากอนาคตของประชาชนไม่ดีขึ้น ก็ยากที่รัฐบาลจะอยู่ต่อ

ภาคเอกชนและพรรคการเมืองส่วนใหญ่ พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาล เพื่อแก้ไขวิกฤตในครั้งนี้ที่ทุกฝ่ายกำลังประสบอยู่ หากพล.อ.ประยุทธ์ “เข้าถึง เข้าใจ และพร้อมแก้ไขปัญหาร่วมกับประชาชน” คงไม่สายเกินไปที่จะกลับตัว กลับใจ เปลี่ยนวิธีการบริหารประเทศของตัวเองเสียใหม่ ในขณะที่ความทุกข์ทนของประชาชนจากพิษปัญหาเศรษฐกิจ พิษอำนาจนิยมจากคนบางกลุ่ม หรือนานาปัญหาที่รัฐบาลซุกไว้ใต้พรมกำลังกลับมาทำร้ายตัวรัฐบาลเอง ตัวเลือกสำหรับรัฐบาลคงเหลือไม่มากนัก เว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลจะรักษาความสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมไทยได้ ก่อนที่จะสายเกินแก้


วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2563

"อนุดิษฐ์" แนะประยุทธ์ สั่งทุกฝ่ายร่วมแก้รัฐธรรมนูญ

ที่สภาผู้แทนราษฎร น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ยืนยันว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านพร้อมเดินหน้าเต็มที่เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับลายพรางเพื่อสืบทอดอำนาจ จนบ้านเมืองมีปัญหา เศรษฐกิจตกต่ำ คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ทำให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนต้องออกมาเรียกร้องให้มีการแก้ไขอยู่ในขณะนี้ 

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช.และพวกพ้องอยู่เบื้องหลังการสร้างรัฐธรรมนูญปี 60 ฉบับนี้ขึ้นมาเอง พร้อมกับผูกเงื่อนตายให้แก้ไขได้ยากมาก ยกเว้นจะได้รับไฟเขียวจาก พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้น ดังนั้นหากนายกรัฐมนตรีมีความจริงใจก็สามารถแก้ไขได้ทันที ไม่จำเป็นต้องออกตัวโยนให้เป็นเรื่องของรัฐสภา เพราะการแก้ไขต้องใช้เสียงสนับสนุนจากทั้ง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและ 250 สว. ที่ พล.อ.ประยุทธ์แต่งตั้งขึ้นมาเองกับมือทั้งสิ้น ส่วนการเดินสายรับฟังความเห็นย่อมกระทำได้ แต่คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเรียกร้องจากประชาชนทั้งประเทศได้อย่างแน่นอน

“หาก พล.อ.ประยุทธ์ มีความประสงค์จะเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากคนรุ่นใหม่ก็ย่อมกระทำได้ แต่ก็น่าแปลกใจที่ท่านเป็นนายกฯมา 6 ปี ยังไม่รู้อีกหรือว่านักศึกษาและประชาชนต้องการอะไร โดยเฉพาะเสียงของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ออกมาจัดกิจกรรมแฟลชม็อบเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญและยุบสภา ผมเชื่อว่าคนทั่วประเทศได้ยินชัดเจน พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องได้ยินเช่นกัน ดังนั้นอย่าเสียเวลาจัดเวทีเดินสายรับฟังเพื่อซื้อเวลาให้คนเขายี้แบบนี้เลย” น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวต่ออีกว่า ตนเองขอกราบเรียน พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยความหวังดีในฐานะนักเรียนเตรียมทหารรุ่นน้องที่มีความเคารพต่อรุ่นพี่ว่า ประชาชนทั้งประเทศเฝ้ารอคอยความชัดเจนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและยุบสภา และทราบดีว่า รัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล และ 250 ส.ว. ถือเป็นพวกเดียวกัน ดังนั้นการเตะถ่วงหรือขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะยิ่งกลายเป็นประเด็นเร่งเร้าให้ม็อบจุดติดและทำให้มีผู้เข้าร่วมชุมนุมกับม็อบมากขึ้น เหตุการณ์ลักษณะนี้เชื่อได้ว่าจะทำให้การชุมนุมขยายตัวและแพร่หลายไปทั้งประเทศ เพราะประชาชนคงรับไม่ได้ ที่รัฐบาลไม่มีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ดังนั้นตนเองจึงอยากขอวิงวอนให้นายกรัฐมนตรีและพวกพ้องรีบสั่งการทุกฝ่ายให้ความร่วมมือกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุด

“หาก พล.อ.ประยุทธ์ ยอมแก้รัฐธรรมนูญตามเสียงเรียกร้องแล้วยุบสภาจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ด้วยกติกาที่เป็นประชาธิปไตย ท่านนายกฯก็ยังสามารถกลับมาลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีก เชื่อว่า 6 ปีที่ผ่านมา หากท่านบริหารประเทศได้อย่างโปร่งใสมีประสิทธิภาพ ประชาชนกินดีอยู่ดีมีความสุข พี่น้องประชาชนย่อมเลือกท่านกลับมาบริหารประเทศอย่างแน่นอน การกลับมาครั้งนี้จะสง่างามและไม่มีใควิพากษ์วิจารณ์ได้อีก ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ มีอำนาจรัฐสนับสนุน ถือว่าได้เปรียบทุกอย่าง ท่านจึงไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น ขอเพียงท่านต้องกล้าสู้เลือกตั้งในกติกาสากล ไม่ใช่กติกาสืบทอดอำนาจที่ออกแบบมาเพื่อพวกท่านเท่านั้น" น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563

"สมพงษ์" ย้ำเพื่อไทยหนุนแก้รัฐธรรมนูญ


นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุม ส.ส.ของพรรคถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า พรรคเพื่อไทย มีมติเอกฉันท์ให้พรรคเพื่อไทยดำเนินการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 โดยเราจะขมวดปมให้มีการตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นโดยจะเสนอสภาฯ ให้เร็วที่สุดในวันที่ 4 สิงหาคม หรืออย่างช้าไม่เกินวันที่ 6 สิงหาคม ทั้งนี้ มองว่า แนวทางนี้เป็นแนวทางที่ถูกต้องที่สุดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และไม่ได้มองว่าการทำประชามติเป็นกระบวนการที่ล่าช้า อย่างไรก็ตาม ที่พรรคเพื่อไทยจะเปิดโอกาสให้พรรคร่วมฝ่ายค้าน พรรครัฐบาล และ ส.ว.ที่เห็นด้วยกับแนวทางของเราเข้าร่วมในการกระบวนการแก้ไขด้วยเช่นกันโดยการยื่นญัตติประกบกับญัตติของเรา

"เพื่อไทย" เร่งรัฐ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จภายใน 1 ปี


พรรคเพื่อไทย มีประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย นายชัยเกษม นิติสิริ นายโภคิน พลกุล นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายสุทิน คลังแสง ส.ส. มหาสารคาม ฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านร่วมประชุม

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวภายหลังประชุมว่า สถานการณ์ที่จะทำให้บ้านเมืองเดินไปได้คือการมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และเป็นของประชาชนที่จะอำนวยให้เกิดโอกาส การมีส่วนร่วมของประชาชน วันนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎร ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย ได้ทำงานหลายเดือนและได้ข้อสรุปการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นประโยชน์ และจะเป็นบันไดทำให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้ ทั้งนี้ เราเห็นด้วยกับ กมธ.ที่นำเสนอใน 2 เรื่องหลัก คือการให้มี ส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น และทำให้เงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญง่ายขึ้น

นอกจากนี้ทางคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ได้พิจารณาถึงเรื่องเงื่อนเวลา ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน ทั้งปัญหาจากภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ การเสื่อมศรัทธาในรัฐบาล สภาวะที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรม ถ้าต้องการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เป็นทางออกทางรอดของประเทศไทย เงื่อนเวลาในการดำเนินการแก้ไขต้องใช้ไม่มากนัก ดังนั้นเราจึงเห็นว่าระยะเวลาในการร่างรัฐธรรมนูญไม่ควรเกิน 7-8 เดือน และกระบวนการทั้งหมดไม่ควรเกิน 1 ปี ซึ่งเรามองว่าระยะเวลาดังกล่าวความสามารถทำได้ เพราะมีรัฐธรรมนูญที่เป็นต้นแบบ ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ และหลังมีรัฐธรรมนูญใหม่ ก็ควรยุบสภาจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ คืนอำนาจประชาชนให้ตัดสินใจอนาคตของประเทศใหม่อีกครั้งหนึ่ง ภายใต้กฎกติกาที่เป็นสากลและเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน แล้วได้วันนี้พรรคเพื่อไทยจะมีการประชุมส.ส. จะนำความเห็นของกรรมการยุทธศาสตร์ฯ เพื่อนำเสนอให้ส.ส.พิจารณาหากส.ส.เห็นชอบตามที่เรานำเสนอในเรื่องการย่นระยะเวลา ส.ส.ก็สามารถลงชื่อ และเสนอเป็นญัตติเพื่อเสนอเป็นกฎหมายได้ใน1-2วันนี้ ที่มีการเปิดสภาฯ คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวกรณี ส.ส.และ ส.ว.บางส่วนไม่เห็นด้วยกับการตั้ง ส.ส.ร.เพราะเป็นการตีเช็คเปล่าว่า มีการตีเช็กเปล่าโดยไม่ยึดโยงอำนาจของประชาชนมามากหลายเหตุการณ์ ตั้งแต่การร่างรัฐธธรรมนูญ 60 อันมี ส.ว.250 คน คือการตีเช็กเปล่าของจริง แต่การมี ส.ส.ร.จะมาจากประชาชน คืออำนาจอันชอบธรรมที่จะกำหนดทิศทางของประเทศ และกำหนดกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ดังนั้นจึงไมใช่เช็คเปล่า แต่เป็นเช็กที่เขียนเต็มจำนวนในการให้อำนาจประชาชน และคนที่คิดว่าเป็นการตีเช็กเปล่าคือคนที่มองไม่เห็นความสำคัญของประชาชน ซึ่งวันนี้อยากขอร้องว่าอย่าเอาประโยชน์ส่วนตน บ้านเมืองเดินมาถึงจุดนี้ ประชาชนมีความยากลำบาก จำเป็นที่ทุกคนต้องมองเห็นปะโยชน์ส่วนรวม ดังนั้นขอเรียกร้องความจริงใจจากนายกฯ เป็นลำดับแรก ซึ่งการเสนอแก้รัฐธรรมนูญไม่เกิน 1 ปีไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน หากนายกฯ มีความจริงใจในการคืนประชาธิปไตยที่แท้จริงให้ชาติ ประชาชน นายกฯ ต้องสั่งการให้ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลรวมสนับสนุน ขณะเดียวกัน ส.ว.จะมีที่มาอย่างไรก็แล้วแต่ แต่เมื่อมาทำหน้าที่ให้ประชาชนควรแสดงความจริงใจในการสนับสนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากแสดงอาการที่ไม่เหมาะสม อาจแสดงให้เห็นว่าท่านยังยึดติดอำนาจ“พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นหนังสือถึงนายกฯ ในวันพรุ่งนี้ เพื่อเรียกร้องให้นายกฯ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานหยุดการคุกคามนิสิต-นักศึกษาในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นในสถานศึกษาหรือที่พักอาศัย เพราะถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

“ชุมสาย” ติงนายกฯ เสพติดอำนาจ ไม่ฟังเสียงประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย


นายชุมสาย ศรียาภัย รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ และคณะ เสพติดอำนาจ ไม่ฟังเสียงประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย การตั้งกมธ.ต่างๆ ขึ้นมาศึกษาและรายงานสภา ตลอดจนการปรับ ครม.ด้านเศรษฐกิจเป็นเพียงการซื้อเวลาเพื่อต่อลมหายใจในการครองอำนาจเท่านั้น โดยมี 250 สว.องครักษ์ค้ำจุนอำนาจ ไม่มีความจริงใจ และไม่มีเจตนา จะแก้ไข หรือทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ให้เป็นประชาธิปไตย อันที่จริง ที่มาของ สว.ยังมีปัญหา ทั้งสถานะของ สว.และสถานะของพล.อ.ประยุทธ์ ในขณะเป็นหัวหน้า คสช. ที่เป็นผู้คัดเลือก สว.จากกรรมการสรรหา ซึ่งถือว่าเป็นการตั้ง สว.ขึ้นมาเพื่อโหวตให้ตนเองเป็นนายกเพื่อสืบทอดอำนาจ ขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรม อย่างร้ายแรง มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน conflict of interestไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ แต่ยังคงหวงแหน และกอดอำนาจเอาไว้ในท่ามกลางวิกฤตทุกด้านของประเทศ อันสืบเนื่องมาจากความผิดพลาดล้มเหลวในการบริหารประเทศ จึงถือว่า พลเอกประยุทธ์ และคณะ หมดเวลา และหมดสิ้นซึ่งความชอบธรรมโดยสิ้นเชิงในการ อยู่ในอำนาจต่อไป