วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย-คอนราดฯ เสวนา: ระบบการเลือกตั้งใหม่กับนโยบายสาธารณะ


มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ (KAS) มูลนิธิจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ร่วมกับ สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย (iDS) จัดงานเสวนาวิชาการในหัวข้อ”The news electoral system & public policy for policymakers” มีเนื้อหาการอภิปรายและวิเคราะห์ระบบการเลือกตั้งใหม่กับนโยบายสาธารณะ โดยมีนักวิชาการ นำโดย มี ผศ. ... ดร.วิเชียร ตันศิริคงคล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา พร้อมด้วย ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า และ รศ.ดร. รงค์ บุญสวยขวัญ อาจารย์ประจำสำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และนักวิชาการ นิสิต นักศึกษา โรงแรม เดอะเซส บางแสน จังหวัดชลบุรี


ดร.ประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ในฐานะ ตัวแทนสถาบันฯและมูลนิธิฯ กล่าวว่าการจัดงานในวันนี้เป็นเวทีวิชาการที่แลกเปลี่ยนความรู้ระบบการเลือกตั้งใหม่ ในมิติพัฒนาการระบบการเลือกตั้งเชิงปรัชญา และ โครงสร้าง เพื่อให้คนรุ่นใหม่ตระหนักในความสำคัญของการเลือกตั้ง ตลอดจนโครงสร้างทางกติกาที่มีผลต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะขณะที่ รศ.ดร.รงค์ ให้มุมมองต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าว่า Trend คนรุ่นใหม่ ให้ความสำคัญแก่นโยบาย การเลือกตั้งที่อยู่บนฐานของนโยบาย



ทางด้าน ดร.สติธร ธนานิธิโชติ กล่าวระหว่างการเสวนา ระบุว่า ประเด็นอยู่ที่ว่ากฎหมายพรรคการเมืองใหม่ เขียนในเรื่องที่เป็นเงื่อนไขสำคัญไว้นะครับ แต่ไม่รู้จะได้ใช้หรือเปล่านะครับ พวกเราเคยได้ยินการเลือกตั้งขั้นต้นภาษาอังกฤษ Primary Vote คนที่ส่งไปลงได้ 350 เขต ต้องผ่านสิ่งที่เรียกว่า Primary Vote ก่อน ไม่ใช่ว่าไปจิ้มน้องคนนี้ไปลงให้หน่อยบ้านอยู่ไหน อะไรอย่างนี้ไม่ได้นะ คนนี้ต้องมีคนมาเลือกซึ่งเรียกว่า Primary Vote 

“Primary Vote ในโลกนี้มีหลายรูปแบบประเทศไทยเลือกใช้ระบบที่พรรคการเมืองจัดเอง ภาระทั้งหมดให้พรรคการเมืองเป็นคนจัด พรรคการเมืองจะจัดได้เฉยๆไหม มีเงื่อนไขเยอะแยะมากมาย เงื่อนไขประการที่ 1 คือว่าพรรคการเมืองต้องมีสมาชิกเพียงพอสำหรับเขตเลือกตั้งนั้นๆ สำหรับการจัดการเลือกตั้ง Primary Vote สำหรับพรรคตัวเอง เพื่อได้ผู้สมัคร เงื่อนไขขั้นต่ำอันดับที่ 1 ก็คือว่า ถ้าคุณยังไม่สามารถตั้งสิ่งที่เรียกว่าสาขาพรรคการเมืองได้ เขาให้คุณมีผู้แทนพรรคประจำจังหวัดได้ นี่กฎหมายใหม่ คำนี้ไม่เคยมีมาก่อนนะ ชั่วชีวิตเพิ่งมีเนี่ย กฎหมายบัญญัติเป็นครั้งแรกเลยผู้แทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดเนี่ย ผู้แทนพรรคประจำจังหวัด เขาบอกว่าคุณจะมีผู้แทนพรรคประจำจังหวัดได้ คุณต้องมีสมาชิกในเขตเลือกตั้งนั้น ตอนนี้ใช้บทเฉพาะกาลอยู่ ในจังหวัดนั้น 100 คนขึ้นไป คุณต้องหาสมาชิกเข้าพรรคให้ได้ก่อน 100 คน แล้วคุณจะทำให้คนเหล่านี้เรียกว่ากลายเป็นผู้แทนพรรคประจำจังหวัดของคุณได้ เพื่อเอามาประชุมรวมกัน ในการเลือกที่เรียกว่า Primary Vote แล้วจะได้ผู้สมัครในนามพรรคนะครับ ความซับซ้อนมันอยู่ตรงนี้หาสมาชิกอีก 100 คนต่อจังหวัด 77 จังหวัดใช่มั้ยครับ 7,700 คนนะครับ หาให้ได้นะ แล้วหาสมาชิกสมัยนี้ไม่ง่ายเหมือนสมัยก่อนแบบว่าเอ้ยพี่ช่วยกรอกใบสมัครหน่อย สมัยนี้พี่กรอกใบสมัครเสร็จแล้วขอค่าบำรุงพรรค 100 บาทด้วยนะครับ เพราะว่ากฎหมายบังคับว่าสมาชิกพรรคต้องจ่ายเงินบำรุงพรรค เพราะฉะนั้นมันจะยากขึ้นดร.สติธร กล่าว







วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

"อนุสรณ์" โต้ประชาธิปัตย์ปลอบใจตนเองปล่อยข่าวเพื่อไทยย้ายพรรค


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายศุภชัย ศรีหล้า อดีต ส.ส. อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ระบุถึงกระแสข่าวดูดอดีต ส.ส. ภาคอีสาน พรรคเพื่อไทย เลือดไหลไม่หยุด เชื่อว่าจะมีคนตามออกมาเรื่อยๆ ว่า “นึกไม่ออกว่าคนที่ได้ฟังนิยายน้ำเน่าปลอบใจตัวเองของนายศุภชัยแล้ว จะมีอาการเพลิดเพลินตรงไหน? เพราะมโนล้วนๆ ไม่มีข้อเท็จจริงรองรับแม้แต่น้อย การย้ายพรรคของนักการเมืองเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีสภาพเลือดไหลไม่หยุดอะไรเลย ถ้าจะมีที่ไหลลงไม่หยุดก็คงเป็นคะแนนนิยมของพรรคเก่าแก่บางพรรคในภาคอีสานที่ไหลต่ำลงตลอด กลายเป็นพรรคอันดับ 4-5 ในภาคอีสาน การไปยกเอากรณีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ มาอธิบาย ฟังไม่ได้ เพราะนายสุริยะ ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับพรรคเพื่อไทยเลย ส่วนที่เคยอยู่พรรคไทยรักไทยก็เป็นอดีตที่จบไปแล้ว เป็นเรื่องเก่า 10 กว่าปีมาแล้ว ส่วนนายสุพล ฟองงาม ก็ไม่ทราบว่าออกจริงหรือไม่ ถ้าออกจริงก็ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลและเป็นหน้าที่ของนายสุพล ที่จะต้องอธิบายกับประชาชนและรับผิดชอบชีวิตการเมืองที่ตัวเองเลือกเอง คนที่ออกจากพรรคเพื่อไทยจริงๆมีไม่กี่คนและก็ด้วยเหตุผลและความจำเป็นที่ต่างกัน ไม่เข้าใจว่านายศุภชัย มโนเขียนนิยายน้ำเน่าเรื่องนี้ หวังผลอะไร? เอาเวลาไปคิดนโยบายแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน สร้างคะแนนนิยมให้ดีขึ้นจะดีกว่าหรือไม่? เผื่อว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้รับความศรัทธาและความไว้วางใจเพิ่มขึ้น แต่อาจต้องเปลี่ยนวิธีคิดทางการเมือง ต้องคิดใหม่ ทำใหม่ อย่าไปวุ่นวายแต่เรื่องการสร้างวาทกรรมทางการเมือง โจมตีหรือดิสเครดิตพรรคการเมืองอื่น ในลักษณะแข่งดีสู้เขาไม่ได้ ก็พยายามทำให้เขามีปัญหาเพื่อปลอบใจตัวเอง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ควรจะเรียกนายศุภชัย ไปอบรมหรือไม่? อย่างน้อยก็เพื่อให้สะกดคำว่ามารยาททางการเมืองเป็นและถูกต้อง”

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

“วิม” อัดรัฐใช้งบเกินดุล หวั่นหนี้สินภาคครัวเรือนพุ่ง


นายวิม รุ่งวัฒนจินดา ทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนี้ว่าในภาพรวมเวลานี้เราคงต้องยอมรับความจริงกันแล้วว่าเศรษฐกิจประเทศไทยตกต่ำและย่ำแย่ลงมาก อย่าหวังกับตัวเลขที่ภาครัฐเอามาโชว์ว่าโตเท่านั้นเท่านี้กันอีกเลย เพราะสภาพความเป็นจริงมันสวนทางกัน เวลานี้คำพูดที่ติดปากพ่อค้าแม่ค้าคือขายไม่ดีไม่มีคนซื้อ ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่ารอปิดกิจการ 

ทั้งนี้สาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเดินมาถึงจุดนี้ มาจากความไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลของนักลงทุนและตลาดผู้บริโภคโดยจะเห็นได้จากตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มอาเซียนที่ขยายตัวในอัตราที่สูงกว่า 5-10% ของจีดีพี ขณะที่ประเทศไทยขยายตัวต่ำไม่ถึง 3% ของจีดีพี การทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากโครงการลงทุนของภาครัฐมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแบ่งผลประโยชน์แทบทุกโครงการทำให้บริษัทข้ามชาติและนักลงทุนชะลอการเข้ามาลงทุน แม้จะมีตัวเลขการจดทะเบียนบริษัทจัดตั้งใหม่เกิดขึ้นก็ตาม ในขณะที่ภาครัฐไม่มีมาตราการกระตุ้นใดๆ ที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัว แม้ว่าการใช้เงินงบประมาณรายจ่ายตลอด 4 ปีที่ผ่านมารัฐบาล คสช. ใช้งบเกินดุลไปมากกว่า 1.8 ล้านล้านบาทก็ตาม แต่งบฯ ดังกล่าวไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อการแก้ไขปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชนเลย โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตร ทำให้เกษตรกรกว่า 70% ของประเทศอยู่ในภาวะยากจนลง ขณะที่เงินภาษีของประชาชนรัฐบาลกลับนำไปใช้กับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์และโครงการขนาดใหญ่ที่เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ นอกจากนี้การจัดซื้ออาวุธให้กับกองทัพมากกว่าปกติ ทำให้นักวิชาการหลายคนเริ่มมองเห็นเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ต้องการเปลี่ยนสนามการค้าให้เป็นสนามรบอีกครั้งหรือไม่?

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในเวลานี้ คือหนี้สินภาคครัวเรือนที่ขยับสูงขึ้นถึง 95% ของรายได้ ทำให้เกือบทั้งหมดของรายได้ต้องนำไปชำระหนี้ เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยต้องเดินเข้าสู่กับดักของหนี้นอกระบบ กลายเป็นทาสของนายทุนที่ปล่อยเงินกู้แบบรายวัน ขณะเดียวกันการออกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลับกลายเป็นกำแพงปิดกั้นการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างสถาบันการเงินไปอย่างสิ้นเชิง เพราะแบงก์จัดกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นบุคคลที่ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ จึงไม่สามารถปล่อยกู้ให้กับประชาชนกลุ่มนี้ได้


นายวิม กล่าวว่า อยากฝากถึงรัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระดับฐานรากเป็นการด่วน อย่ามัวแต่เล่นเกมส์การเมืองโดยเฉพาะปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน และควรชะลอการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ไว้ก่อนเนื่องจากเวลานี้ เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำมาก โครงการขนาดใหญ่อาจไม่จำเป็นเท่ากับความเดือดร้อนของประชาชน

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

"นพดล" ค้านยกเลิก ส.ข. กทม.

"นพดล" ไม่เห็นด้วยแนวคิดที่จะยกเลิกสภาเขตในกรุงเทพฯ ชี้ ประชาชนควรมีสิทธิเลือกตัวแทน


นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่มีการเปิดรับฟังความเห็นประกอบการแก้กฎหมายที่จะไม่ให้ คนกรุงเทพฯเลือกสมาชิกสภาเขตหรือ ส.ข. อีกต่อไป แต่จะให้มาจากการแต่งตั้งนั้น ตนไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ เนื่องจากเป็นการสวนกระแสการกระจายอำนาจให้คนกรุงเทพฯมีสิทธิเลือกตัวแทนของตนไปดูแลงานในเขตต่างๆทั้ง 50 เขต ส.ข. ที่ประชาชนเลือกน่าจะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในเขตมากกว่าการได้รับการแต่งตั้ง อีกทั้งยังเป็นปากเป็นเสียงให้คนในชุมชนและหมู่บ้านต่างๆ  การให้ประชาชนเลือกเอง คิดเองไม่ดีกว่าหรือ อีกทั้งสภาเขตเป็นเวทีฝึกฝนประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ด้วย คำถามที่ผู้เสนอแก้กฎหมายต้องตอบคือที่ผ่านมาหลายสิบปีการมี ส.ข. มีปัญหาอะไร? เป็นอุปสรรคในการทำงานอย่างไร? ท่านยังเชื่อในการตัดสินใจของคนกรุงเทพฯหลายล้านคนหรือจะเชื่อในคนที่จะแต่งตั้งไม่กี่คน และถามว่าคนที่ประชาชนเลือกจะช่วยตรวจสอบการทำงานของเขต การใช้งบประมาณ ดีกว่าการแต่งตั้งหรือไม่? ตนเห็นว่า นอกจากไม่ควรยกเลิกสภาเขตแล้ว มีประเด็นว่าควรให้คนกรุงเทพฯเลือกผู้บริหารในเขตพื้นที่ของตนหรือไม่? เพราะคนที่ประชาชนเลือกด้วยตนเองน่าจะตอบสนองการแก้ไขปัญหาในเขตได้ดีกว่า ซึ่งในเรื่องนี้มีการพูดคุยเบื้องต้นในพรรคเพื่อไทย ถ้าได้ข้อสรุปอย่างไรคงจะได้รับฟังความเห็นจากชาวกรุงเทพฯต่อไปเมื่อสามารถทำได้ตามกฎหมายเนื่องจากปัญหาของคนกรุงเทพฯต้องแก้โดยคนกรุงเทพฯและต้องรับฟังความเห็นอย่างกว้างขวาง

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

“หมวดเจี๊ยบ” ยกญี่ปุ่นต้นแบบรับมือวิกฤติ เชื่อคนไทยร่วมใจแก้ปัญหาสำเร็จ


..หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้ 

สัปดาห์ที่แล้ว เจี๊ยบเดินทางไปดูงาน กับ กกต. ที่จังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งการดูงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง หรือ หลักสูตร พตส. รุ่นที่ 9 มาค่ะ

นึกถึงประเทศญี่ปุ่น หลายท่านคงต้องนึกถึงภัยธรรมชาติต่าง ที่อยู่คู่กับชาวญี่ปุ่นมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ โดยเฉพาะเหตุการณ์แผ่นดินไหวหรือสึนามิ

ตัวเจี๊ยบเองก็เคยได้สัมผัสรสชาติของการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางแผ่นดินไหวเช่นกัน โดยในปี 2547 เจี๊ยบมีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ที่โตเกียวเป็นเวลา 3-4 เดือน ในฐานะตัวแทนสื่อมวลชนไทยที่ได้รับทุนจากรัฐบาลไทยและญี่ปุ่น เป็นตัวแทนผู้สื่อข่าวโทรทัศน์มาร่วมฝึกอบรมการทำข่าวกับสำนักข่าว NHK ประเทศญี่ปุ่น 

โครงการอบรมการผลิตข่าวและสารคดีโทรทัศน์ดังกล่าว จะมีนักข่าวทีวีเข้าร่วมอบรม จำนวน 10 คน โดยเป็นตัวแทนจาก 8 ประเทศ ละ 1 คน ยกเว้นแอฟริกาใต้ ส่งมา 2 คน รวมเป็น 10 คน ส่วนอีก 8 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย เมียนมาร์ มาเลเซีย ภูฏาน อียิปต์ เม็กซิโก เปรู และ อุรุกวัย 

ซึ่งในส่วนของประเทศไทยนั้น หน่วยงานที่ดำเนินการสอบคัดเลือกผู้ที่จะได้รับทุนจากประเทศไทย คือ โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย หรือทีวีพูลค่ะ ซึ่งตอนที่เจี๊ยบสอบชิงทุนนี้ได้ เจี๊ยบยังทำงานเป็นผู้สื่อข่าวสายทหารและเป็นผู้ประกาศข่าวอยู่ที่ ช่อง 5 ค่ะ

จำได้ว่าช่วงที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นเป็นเวลา 3 เดือนกว่า นั้น ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวบ่อย เรียกได้ว่าแทบจะเกิดขึ้นวันเว้นวันเลยทีเดียว บางทีนอนๆ อยู่ ก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะแผ่นดินไหวจนเตียงสั่น ทำให้เราตื่นขึ้นมากลางดึกก็มี หรือเวลาเดินอยู่ในห้าง อยู่ ประตูห้างบานใหญ่ หนักๆ ก็เลื่อนจากซ้ายไปขวาเสียงดังโครมครามเพราะแผ่นดินไหว เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เจี๊ยบชื่นชมในตัวของคนญี่ปุ่น คือ ความเข้มแข็งและไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาค่ะ ทั้งนี้ ชาวญี่ปุ่นตระหนักดีว่า พวกเค้าไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่อยู่คู่กันกับประเทศญี่ปุ่นได้ แทนที่เค้าจะย้ายหนีไปอยู่ที่อื่น แต่ชาวญี่ปุ่นเลือกที่จะเผชิญหน้ากับมัน โดยการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เข่น ออกแบบโครงสร้างตึกสูงๆ ไม่ให้ถล่มลงมาเมื่อเกิดแผ่นดินไหว โดยทำให้ฐานรากของตึกมีลักษณะยืดหยุ่นได้ คล้ายๆ ติดสปริงที่เสาเข็ม ทำนองนั้น ดังนั้น ต่อให้ตึกจะโยกคลอนเพราะแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว แต่ก็ไม่ถล่มลงมาเพราะฐานรากได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ เป็นต้น

นอกจากนี้ คนญี่ปุ่นก็ยังเป็นคนที่คิดบวกอีกด้วย โดยเค้ามองว่าข้อดีของการที่มีพายุไต้ฝุ่นลูกใหญ่ๆ ซัดถล่มญี่ปุ่นหลาย ลูกในแต่ละปีนั้น ก็มีประโยชน์เหมือนกัน คือ ทำให้ข้าศึกสำคัญ คือ จีนไม่สามารถรุกรานญี่ปุ่นได้ง่ายๆ เพราะเวลาจีนยกทัพมาทางเรือทีไร กองทัพเรือจีนก็ต้องแตกพ่ายไปแทบทุกครั้งเพราะอิทธิฤทธิ์ของไต้ฝุ่นนี่แหละ ซึ่งชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อว่านี่คือ พรวิเศษจากสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่คอยคุ้มครองดินแดนญี่ปุ่นไม่ให้ถกบดขยี้โดยอริราชศัตรู และเป็นรากฐานของความเชื่อที่ว่าที่ตั้งของญี่ปุ่น คือ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่มีเทพเจ้าคุ้มครองอยู่ และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนญี่ปุ่นมองว่าตัวเองเป็นลูกของพระอาทิตย์

ขอย้อนกลับมาคุยถึงเรื่อง การรับมือเหตุภัยพิบัติของชาวญี่ปุ่นกันต่อนะคะ สิ่งที่น่าสนใจ คือ องค์ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างตึกเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องที่หวงห้าม หรือจำกัดการรับรู้เฉพาะในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ เช่น วิศวกร หรือเจ้าหน้าที่รัฐ เท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่รัฐบาลญี่ปุ่น ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ต่างก็ส่งเสริมให้ประชาชนได้รับรู้กันทั่วไป โดยอธิบายให้เข้าใจกันตั้งแต่ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ จะได้รู้ว่าพวกเขาต้องทำตัวอย่างไร หรือจะต้องหนีไปทางไหน และต้องขอความช่วยเหลือจากใคร ผ่านช่องทางไหน เวลาที่เกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหวหรือน้ำท่วมก็ตาม 

ในขณะที่สื่อโทรทัศน์ โดยเฉพาะ สถานีโทรทัศน์ NHK จะแปรสภาพกลายเป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ประสบภัยกับหน่วยงานของรัฐทันที เวลาที่เกิดเหตุภัยพิบัติใหญ่   เช่น เวลาเกิดเหตุแผ่นดินไหวหรือ สึนามิ ไม่ว่าจะในพื้นที่ใดของญี่ปุ่น สถานีแม่ข่ายของ NHK จะสามารถดึงภาพเหตุการณ์มาดูได้ทันที แบบ Real Time  เพราะได้ตั้งกล้องทิ้งไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อใช้เช็คสถานการณ์ และแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนอพยพจากบ้านเรือน

นอกจากนี้ ผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ของ NHK จะถูกฝึกซ้อมให้รู้วิธีรายงานข่าวในสถานการณ์ดังกล่าว เวลามีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้นจริง พวกเค้าจะได้ไม่ตื่นเต้นและจะได้รู้ว่าต้องพูดอะไรบ้างซึ่งเป็นข้อมูลที่จำเป็นต่อผู้ประสบภัย รวมทั้งสิ่งที่สาธารณชนควรต้อวรับรู้ในภาวะเช่นนั้น 

ไหนๆ ช่วงนี้ บ้านเราก็กำลังตื่นตัวกับกระแสการช่วยเหลือน้องๆ ทีมหมูป่าอคาเดมี่ 13 คน แล้ว ถ้าจะให้เกิดประโยชน์ยิ่งกว่านี้ ก็น่าจะต่อยอดความสำเร็จของปฏิบัติการช่วยชีวิตน้อง 13 คน โดยการผลักดันให้เกิดการบริหารจัดการเพื่อรับมือกับเหตุการณ์พิบัติภัยที่เป็นระบบ เพื่อให้ผู้เคราะห์ร้ายทุกกรณีสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือของรัฐและสังคมได้อย่างถ้วนหน้ากัน ไม่อย่างนั้น ก็จะกลายเป็นว่า ถ้าเหตุการณ์ไหนอยู่ในความสนใจของสังคม จึงจะมีการระดมความช่วยเหลือเป็นครั้ง ไป แต่ถ้าข่าวไหนไม่ดัง ผู้เคราะห์ร้ายก็ไม่ได้รับการเหลียวแล เป็นต้น 

ซึ่งหากปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ก็น่าเสียดายศักยภาพของคนไทยนะคะ เพราะถ้าวัดจากกรณีการช่วยเหลือ เด็กๆ ทีมหมูป่าอคาเดมี่ จะเห็นได้ว่าคนไทยเรานั้น หากพวกเราร่วมมือร่วมใจทำสิ่งใดอย่างจริงๆ จังๆ เราก็สามารถทำมันออกมาได้เป็นอย่างดี และประสบความสำเร็จชนิดที่คนทั้งโลกยังต้องยกนิ้วให้ 


ดังนั้น หากมีการบริหารจัดการที่ดี และมีการดึงทรัพยากรที่มีอยู่มาใ่ช้อย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะเครือข่ายสถานีโทรทัศน์และวิทยุในการกำกับดูแลของรัฐ หากรัฐนำมาใช้เป็นศูนย์กลางในการติดต่อสื่อสารและการระดมความช่วยเหลือในภาวะวิกฤติ เจี๊ยบเชื่อว่าการจัดตั้งเครือข่ายทางสังคมเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ก็เป็นสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นได้ ยิ่งถ้าเอามาบวกกับนิสัยใจคอของคนไทยที่เป็นคนมีน้ำใจชอบช่วยเหลือผู้อื่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว สิ่งที่เจี๊ยบพูดถึงนั้นคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ.

"จาตุรนต์" ชื่นชมทุกฝ่ายร่วมมือช่วยชีวิตหมูป่าสำเร็จ


นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ขอแสดงความยินดีกับทีมหมูป่าและครอบครัว ชื่นชมกับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่เกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่ายครับ

ท่านผู้ว่าสรุปได้ประทับใจว่า “จ.อ.สมานหรือจ่าแซมคือวีรบุรุษตัวจริง” และ “วันนี้เราทำภารกิจที่ไม่มีใครในโลกคิดว่าทำได้ แต่เราทำได้ สำหรับพระเอกในครั้งนี้คือคนทั้งโลก”

ภาวะผู้นำการวางแผนและตัดสินใจที่ดี การเปิดรับความช่วยเหลือร่วมมือจากผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญอย่างไม่มีข้อจำกัด ความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายทั้งไทยและเทศภายใต้การบริหารจัดระบบที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่คนละไม้คนละมือแบบต่างคนต่างทำ และที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นน้ำใจอันงดงามที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ที่พร้อมจะเสียสละช่วยเหลือกันไม่ทิ้งกัน ที่มาจากทุกทิศทุกทาง ทำให้การช่วยชีวิตทีมหมูป่า 13 คนประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

ที่มีคุณค่าอย่างมากคู่กับการช่วยชีวิตคน 13 คน คือบทเรียนประสบการณ์หลายแง่หลายมุมที่โลกทั้งโลกได้เรียนรู้ร่วมกันที่จะเป็นประโยชน์ต่อไปข้างหน้าอีกยาวนาน ไม่เพียงบทเรียนในการกู้ภัยที่ยากที่สุด การประสานความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญระดับสุดยอดของโลกจากนานาประเทศรวมทั้งของไทยเองให้สามารถทำงานร่วมเป็นทีมเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่น

เรายังได้เรียนรู้จากทีมหมูป่ากับโค้ชถึงการมีทีมสปิริต ผนึกกันเป็นทีม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีสติ ใจสู้ กล้าหาญ ไม่หมดหวังยอมแพ้ พร้อมเผชิญกับปัญหาที่ยากและท้าทายทั้งๆที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อนเลย

เราได้เห็นพลังน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ที่มีต่อกันในยามยาก ว่ามีอานุภาพมากเพียงใด

มีมากมายหลายเรื่องที่สังคมไทยน่าจะได้ถอดบทเรียนจากประสบการณ์จากเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้ไปพร้อมกับคนทั้งโลก บทเรียนที่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติไปอีกนานเท่านาน

จาตุรนต์ ฉายแสง
11 กรกฎาคม 2561

"เพื่อไทย" ยินดีหมู่ป่ากลับบ้าน ขอบคุณทุกฝ่ายสามัคคีชนะอุปสรรค


นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่ง กับความสำเร็จ ในภารกิจการนำหมูป่าทั้ง13คนกลับสู่อ้อมอกของครอบครัวด้วยความปลอดภัย ถือเป็นช่วงเวลา ที่น่ายินดียิ่งของคนไทยและชาวโลกทุกคน ที่เฝ้าติดตามภารกิจดังกล่าวนี้ด้วยจิตใจที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยยิ่ง และขอแสดงความยินดีกับครอบครัว หมูป่าทั้ง 13 ชีวิต

ขอบคุณทุกกำลังใจ ทุกความสนับสนุนจากทุกฝ่ายที่ทำให้ภารกิจสำคัญ… ”นำหมูป่ากลับบ้าน” สำเร็จลุล่วงไปอย่างงดงาม ถือเป็นช่วงเวลา ที่น่ายินดียิ่งของคนไทยและชาวโลกทุกคน ที่ช่วยกันทำหน้าที่ประสานงานร่วมมือกันทุกฝ่ายอย่างดีเลิศในการทำให้ภารกิจต่างๆลุล่วง ไม่ว่าจะมีอุปสรรค ความยากลำบากมากเพียงใด

ความมีสติ สามัคคี สปิริตในการทำงานเป็นทีมรู้จักบทบาทหน้าที่ของตนและผู้อื่น ความมุ่งมั่น ความรัก-ศรัทธาในเพื่อนมนุษย์ ความเสียสละ ความสนับสนุนจากเพื่อนมนุษย์ ภาวะผู้นำของผอ.เหตุการณ์…คือปัจจัยสำคัญสำคัญที่ทำให้ภารกิจ ”พาหมูป่ากลับบ้าน” ประสบความสำเร็จ