วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

"เพื่อไทย" เตรียมแผนเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข พ.ร.ก.เงินกู้ทั้ง 3 ฉบับ

พรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอ ร่าง พรบ. แก้ไขเพิ่มเติม พรก 1.9 ล้านล้านบาท ทั้ง 3 ฉบับ หาก พรก. 1.9 ล้านล้านบาท ผ่านการพิจารณาของสภา ทั้งนี้ เพื่อติดตามตรวจสอบ การใช้เงินตาม พรก. ทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว โดยเตรียมรวบรวมรายชื่อ ส.ส ภายหลังเสร็จสิ้นการอภิปราย พ.ร.ก. 1.9 ล้านล้านบาท


แกนนำพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย รศ.ดร.โภคิน พลกุล นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา และ นายวัฒนา เมืองสุข ในฐานะ กรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ได้ร่วมกันแถลงท่าทีต่อ พรก. 1.9 ล้านล้านบาท โดยระบุว่า หลังเสร็จสิ้นการอภิปราย พรก. 1.9 ล้านล้านบาทแล้ว ถ้าหากว่า พรก.  1.9 ล้านล้านบาทดังกล่าว ผ่านการพิจารณาของสภา พรรคเพื่อไทยก็จะยังติดตามตรวจสอบการใช้เงินตาม พรก. ทั้ง 3 ฉบับ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ โดยสส.พรรคเพื่อไทยจะรวบรวมรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร เพื่อเสนอ ร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติม พรก 1.9 ล้านล้านบาท ทั้ง 3 ฉบับ ทั้งนี้ เพื่อให้การใช้เงิน ตาม พรก. 1.9 ล้านล้านบาท มีความโปร่งใส กระจายถึงประชาชนอย่างทั่วถึง และสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาดีขึ้นได้จริง โดยตั้งเป้าการตรวจสอบการใช้เงินไว้ 3 ข้อ คือ 1.ให้ใช้เงินอย่างโปร่งใสที่สุด 2. มีประสิทธิภาพที่สุด และ 3.ทุจริตน้อยที่สุด เพื่อให้มาตรการของรัฐบาลและการใช้เงินตาม พรก 1.9 ล้านล้าน บาท ทั้ง 3 ฉบับ สามารถดูแลพี่น้องประชาชนคัวเล็กตัวน้อย และผู้ประกอบการ SMEs ขนาดกลางและขนาดย่อมได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศได้จริง เพราะขณะนี้ มีผู้ที่ไม่ได้รับการเยียวยาร้องทุกข์เข้ามาที่พรรคเพื่อไทยเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs รายย่อย ไม่ได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึง ซึ่งจะส่งผลให้คนไทยตกงานอีกเป็นจำนวนมาก เพราะผู้ประกอบการ SMEs ทั้งประเทศ มีอยู่ประมาณ 3 -4 ล้านราย และกิจการ SMEs เหล่านี้ มีลูกจ้าง 13 ล้านคน หากผู้ประกอบการ SMEs ไม่สามารถฟื้นฟูกิจการได้หลังโควิด ก็อาจทำให้ลูกจ้าง 13 ล้านราย ต้องตกงานหรือได้รับผลกระทบอีกนานเป็นปี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างแน่นอน.

"เพื่อไทย" แถลงวัตถุประสงค์ อภิปราย พ.ร.ก. 1.9 ล้านล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทย แถลงข่าว แสดงวัตถุประสงค์ของพรรคเพื่อไทย ในการอภิปราย พ.ร.ก. เกี่ยวกับ การใช้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท ของรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย


เนื้อหาการแถลงข่าว ระบุว่า พรรคเพื่อไทยเห็นว่าโควิด-19 เป็นโรคระบาดร้ายแรงที่คุกคามชีวิตและสุขภาพอนามัยของชาวไทยและชาวโลก เป็นศัตรูของมนุษยชาติที่เราทุกคนต้องร่วมมือกันต่อสู้อย่างเต็มที่ทั้งภาคประชาชนและภาครัฐ

การะระบาดอย่างรวดเร็วทำให้แต่ละประเทศจำเป็นต้องกำหนดมาตราการต่างๆ ทั้งด้านสาธารณสุข การปิดเมือง ปิดน่านฟ้า ปิดธุรกิจ ฯลฯ  เพื่อชะลอการระบาด ให้สามารถตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมบุคลากรตลอดจนสถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ เพื่อรองรับผู้ป่วยได้ทัน อันเป็นเหตุให้การใช้ชีวิตตามปกติของผู้คนได้รับผลกระทบอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

อย่างไรก็ตาม การที่จะใช้มาตรการดังกล่าวข้างต้น ซึ่งอาจจำเป็นต้องเข้มข้นในระยะแรก จะต้องเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบ ระมัดระวัง เพื่อตอบสนองเป้าหมายด้านสาธารณสุขเป็นสำคัญ โดยไม่มีนัยยะแอปแฝงอื่นๆ เช่น ทางการเมือง และจะต้องให้ได้ดุลยภาพเพื่อนำไปสู่การกลับไปวิถีชีวิตปกติของประชาชนให้เร็วที่สุด ภายใต้มาตรการสาธารณสุขที่เหมาะสม มิเช่นชั้นก็จะเกิดปัญหาที่หนักกว่าและยากจะแก้ไขต่อไป นั่นคือปัญหาเศรษฐกิจ และปากท้องของประชาชน

พรรคเพื่อไทยเห็นด้วยที่รัฐต้องเยียวยาประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง เพราะไม่มีใครไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการที่กล่าวมา เห็นด้วยที่จะต้องรีบฟื้นฟูเศรษฐกิจ และรักษาระบบการเงินและการคลังให้มีเสถียรภาพ แต่จะต้องดำเนินการด้วยความจริงใจ เข้าใจและเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงตลอดจนภาระที่ประชาชนทุกคนและแต่ละกลุ่มกำลังเผชิญอยู่ รวมทั้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ดังนั้นพรรคเพื่อไทยในฐานะที่เป็นฝ่ายค้าน จึงต้องตรวจสอบการดำเนินการของรัฐบาล ในกรณีนี้อย่างเต็มที่ ทั้งในแง่วิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์และแผนงานต่างๆ ในการรับมือกับโควิด-19 และปัญหาเศรษฐกิจที่ย่ำแย่มาตั้งแต่รัฐบาล คสช. จนถึงรัฐบาลปัจจุบัน

วิสัยทัศน์ของรัฐบาลต่อกรณี โควิด- 19  ประเทศไทยเคยประสบกับวิกฤตใหญ่ๆ มาแล้วหลายครั้งไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดซาร์ (SARS) ไข้หวัดนก และสึนามิ ที่เกิดใน 6 จังหวัดภาคใต้ของไทย ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้น คือรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ได้ใช้วิสัยทัศน์ในการทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น มีความหวัง และมีขวัญกำลังใจที่จะก้าวต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม แต่รัฐบาลในปัจจุบันกลับสร้างความหวาดกลัว สับสน และท้อแท้ให้กับประชาชน ขาดการรับฟังจากผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน  ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ การขยายเวลาบังคับใช้พรก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ออกไปอีก 1 เดือน นายกรัฐมนตรีให้สภาความมั่นคงแห่งชาติพิจารณาเสนอและปรึกษากับผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งหลาย ทั้งๆ ที่ควรนำเรื่องนี้ปรึกษากับสภาผู้แทนราษฎร ผู้ประกอบการ และภาคประชาสังคม จึงเป็นการแสดงวิสัยทัศน์แบบอำนาจนิยม บนพื้นฐานของรัฐราชการ แล้วอย่างนี้จะแก้ปัญหาให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร

ยุทธศาสตร์ของรัฐบาล รัฐบาล คสช และรัฐบาลปัจจุบันได้ผลักดันให้มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ. ศ. 2561 -2580) กำหนดวิสัยทัศน์ของประเทศว่า ประเทศไทยมีความมั่นคงมั่งคั่งยั่งยืนเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยกำหนดให้ประเทศไทยเป็นประเทศ 4.0 และ ปี 2580 ประเทศไทยจะพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง นั่นคือ ประชาชนมีรายไดต่อคนต่อปีประมาณ 500,000 บาท และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (2560-2564) ที่มุ่งให้รัฐบาลเป็นรัฐบาลดิจิทัล แต่ทั้งยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาฯ ที่กล่าวมาย้ำว่า เป้าหมายที่ตั้งไว้นั้นจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อ

1) การเมืองเป็นประชาธิปไตยเคารพสิทธิมนุษยชน
2) ระบบราชการ ต้องเล็กลงและมีประสิทธิภาพ
3) กฎหมายที่ล้าหลังไม่จำเป็น ไม่เอื้อต่อการทำมาหากินต้องถูกยกเลิก

แต่ตั้งแต่รัฐบาลคสช. จนถึงรัฐบาลปัจจุบัน 3 สิ่งที่กล่าวมา แทบไม่ได้รับการแก้ไขเลย เช่นรัฐบาล คสช ภูมิใจที่จะอวดว่า 4 ปี คสช ออกกฎหมายได้ 300 ฉบับ แต่รัฐบาลก่อนหน้านั้น 7 ปีออกได้แค่ 120 ฉบับ ไม่มีตรงไหนเลยที่บอกว่า ยกเลิกกฎหมายที่ล้าหลัง ที่เป็นภาระแก่ประชาชนไปกี่ฉบับ แผนพัฒนาฯ ระบุว่า ระบบราชการ ต้องรีบแก้ไขใน 4 ด้าน คือ

เครือข่าย สารสนเทศระหว่างหน่วยงานขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ไม่ได้มาตรฐานการจัดเก็บข้อมูล ยังเป็นแบบแยกส่วน นี่จึงเป็นเหตุว่าทำไมการเยียวยาถึงล่าช้า สับสน ซ้ำซ้อน ไร้ประสิทธิภาพ
คุณภาพและทัศนคติของบุคลากรภาครัฐโดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูง บางส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจและความสามารถในการวางยุทธศาสตร์ที่จะนำเทคโนโลยี Digital ไปพัฒนาองค์กร

การบริหารจัดการภาครัฐมีประสิทธิภาพต่ำ และระบบการให้บริการประชาชนยังไม่ได้มาตรฐานสากล เพราะระบบราชการเป็นแนวดิ่งรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง มีระเบียบข้างตอน มากไม่ยืดหยุ่นฯลฯ และนี่เป็นปัญหาว่าการดำเนินกิจกรรม ทางเศรษฐกิจและชีวิตของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงที่ต่างกันช่วงโควิด-19  กลับต้องปฏิบัติเหมือนกันหมดทั้งประเทศ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น จีนเขาแบ่งออกเป็นพื้นที่ความเสี่ยงต่ำ ความเสี่ยงกลาง และความเสี่ยงสูง ซึ่งจะมีมาตรการที่แตกต่างกันโดยเฉพาะการทำธุรกิจ
กฎระเบียบทั้งหลายไม่เอื้อต่อการเป็นรัฐบาลดิจิทัล การติดต่อราชการยังต้องใช้เอกสารจำนวมาก โควิด-19  เป็นตัวเร่งให้เข้าสู่สภาพดิจิตอลเร็วขึ้น โดยเฉพาะรัฐบาลและระบบราชการต้องเป็นผู้นำ แต่กลับล้าหลังและสร้างต้นทุนมหาศาลให้แก่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับย่อย เล็ก กลาง และคนรากหญ้าโดยทั่วไป

จึงไม่อาจคาดหวังได้เลยว่าการใช้เงิน 1.9 ล้านล้านจะมีประสิทธิภาพและกอบกู้เศรษฐกิจได้ ทั้งๆ ที่เป็นเงินจำนวนสูงมากและในที่สุดประชาชนผู้เสียภาษีต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

ประเด็นของการอภิปราย พรรคเพื่อไทยจะเน้นประเด็นดังต่อไปนี้

การบริหารของรัฐบาลช่วงโควิด-19 (ปลายธันวาคม 2562 -ปัจจุบัน) เพื่อชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จในการ ยับยั้งการระบาดนั้นแท้จริงแล้วมาจากความร่วมมือของประชาชน บุคลากรทางการแพทย์และอสม ระบบสาธารณสุขที่ดีและเข้มแข็ง รัฐบาลเองกลับทำให้การแก้ไขปัญหาไปซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วกับเลวร้ายลงไปอีก

การบริหารของรัฐบาลก่อนจะเกิดโควิด-19 ล้มเหลวจนก่อให้เกิดการขาดดุลงบประมาณมหาศาล GDP ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ สินค้า เกษตรตกต่ำคนรากหญ้าเดือดร้อนอย่างหนัก ก่อนจะมาถูกซ้ำเติมด้วยโควิด-19

การใช้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท ไม่น่าจะประสบความสำเร็จเพราะ ขาดความเข้าใจในปัญหา มุ่งผลทางการเมืองมากกว่าจะแก้ปัญหา ให้มีประสิทธิภาพ การเยียวยาลักลั่น สับสน ไม่ทั่วถึง แผนงานโครงการเยียวยาและฟื้นฟู เป็นแบบกว้างๆไม่เป็นรูปธรรม การอุ้มตราสารหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีความประหลาดที่ไปจัดการเอง และยังสามารถเข้าไปซื้อขายตราสารหนี้ที่ไม่ได้ออกใหม่ได้อีกด้วยโดยไม่มีมาตรการตรวจสอบที่รัดกุมแต่อย่างใด จึงน่าจะเอื้อต่อกลุ่มทุนพรรคพวก การให้ Soft Loan แก่ ธุรกิจ SMEs จํานวน 500,000 ล้านบาทก็ไม่น่าจะช่วยอะไรได้มาก เพราะต้องเป็นลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์อยู่แล้ว และเป็นลูกหนี้ชั้นดี ไม่มีทางปล่อยกู้ได้ถึงจำนวนดังกล่าว มิหนำซ้ำธนาคารแห่งประเทศไทยยังปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์ กู้ในอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.01%  แต่ปล่อยกู้ได้ถึง 2% และยังรับ ประกันหนี้เสีย 60% - 70% เปอร์เซ็นต์

การใช้เงินเยียวยาฟื้นฟูและรักษาสภาพการเงินและความเชื่อมั่นของประเทศผ่านระบบการเมืองแบบอำนาจนิยม รัฐราชการ ตลอดจนกฎหมาย กฎระเบียบที่ล้าหลังเป็นอุปสรรค รวมกับวิสัยทัศน์สร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนของรัฐบาลไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ รัฐบาลจะใช้โควิด-19 เป็นเครื่องมือรักษาอำนาจ และเป็นแพะรับบาปให้แก่ระบบเศรษฐกิจที่ล้มเหลวเพราะรัฐบาลไร้ฝีมือและประสิทธิภาพ

การตรวจสอบข้อกฎหมายต่างๆ ว่าสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

เสนอวิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์และแนวทางของพระเพื่อไทย

4.1 เป็นการสร้างความเชื่อมั่น ความหวังขวัญกำลังใจ ให้กับประชาชน
4.2 ยุทธศาสตร์หลักที่ต้องรีบดำเนินการเช่นการจัดโซนนิ่งของพื้นที่เสี่ยง โดยแบ่งออกเป็นความเสี่ยงต่ำความเสี่ยงกลางความเสี่ยงสูงเพื่อใช้มาตรการ ทางด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจที่เหมาะสม การช่วยเหลือผู้ประกอบการ ทางการเยียวยาและการลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลา การสร้างโครงสร้างพื้นฐานของสาธารณสุขให้เกิด ความเชื่อมั่น แก่คนไทยและนักท่องเที่ยว การเน้นให้เกิดกำลังซื้อเพื่อการบริโภค ภายในในระยะนี้ เป็นต้น
4.3 การเร่งรัดให้รัฐบาลยกเลิกพรก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและการเคอร์ฟิวเพราะมีความย้อนแย้งทั้งๆ เช่น ไม่ปรากฏว่าผู้ฝ่าฝืน เคอร์ฟิว จำนวนหลายหมื่นราย ติดเชื้อโควิด-19 แต่อย่างใด ทั้งนี้ยังต้องขอให้ประชาชนร่วมมือในส่วนของประชาชนเช่น การสวมหน้ากาก การหมั่นล้างมือ การรักษาระยะห่างของสังคมในพื้นที่ที่จำเป็น รัฐบาลต้องรีบเปิดธุรกิจโดยเร็ว ยิ่งหากกลัวว่าจะมีการระบาดรอบ 2 ยิ่งต้องละเอียดมากขึ้นมิเช่นนั้นจะกู้เงินจากไหนมาเยียวยาประชาชนอีก ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจไม่ทำงาน

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

"อนุสรณ์" ติงรัฐต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ใช้อำนาจฟุ่มเฟือย


ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทย ว่า นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า การต่อเวลาพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) และคงเคอร์ฟิวเอาไว้ เป็นการกระชับอำนาจ ใช้อำนาจฟุ่มเฟือย ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ การแก้ปัญหาไวรัสโควิด-19 มีความผิดพลาด หลงทางหลายแนวทาง หลายเรื่องไม่ควรทำกลับทำ เรื่องควรทำกลับไม่ทำ ทุกวันนี้เลยเถียงว่าจะปรับเคอร์ฟิวอย่างไร? จะขยับเข้าหรือขยับออกไป ประชาชนมากกว่า 50 จังหวัด อยู่ในพื้นที่ปลอดเชื้อ ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ ในภาครวมส่วนกลางประเทศ บางวันมีผู้ติดเชื้อ 2-3 ราย บางวันไม่มีผู้ติดเชื้อ แต่รัฐบาลเอาสถิตินี้ มาขังคนไทย

รัฐบาลพยายามทำเพื่อหลบหลังโควิด เพื่อปกปิดการบริหารงานที่ล้มเหลว ลงทุนเพื่อให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ใช้อำนาจอย่างเต็มที่ ได้กระชับอำนาจ รวมทั้งมาตรการที่ออกมาสับสน เช่น โรงเรียนเปิดไม่ได้ แต่ห้างเปิดได้ ทั้งที่การไปห้างคนมากกว่า และการให้ประชาชนแสกนข้อมูลก่อนเข้าห้าง เป็นการล้วงล้วงข้อมูลประชาชน เป็นการละเมิดสิทธิประชาชนโดยการเข้าถึงข้อมูลประชาชนหรือไม่ การยืด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และคงประกาศเคอร์ฟิว รัฐบาลต้องเข้าใจว่า เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างหนัก

"วันนี้เราไม่รู้ว่า การคลายล็อกมีกี่เฟส นักวิชาการออกมาบอกว่า วิกฤติโควิดสร้างความเสียหายหนักกว่าวิกฤติช่วงต้มยำกุ้ง วันนี้รัฐบาลเผชิญมรสุม 1.มรสุมวิกฤติโควิด 2.มรสุมการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และ3.วิกฤติการเมืองทั้งในและนอกพรรครัฐบาล รัฐบาลต้องสร้างสมดุลสุขภาพ เสรีภาพ และเศรษฐกิจให้ได้ ไม่ใช่เอาทุกปัญหามากลบ หลบหลังโควิด แล้วอธิบายว่า ที่แก้ไม่ได้เพราะโควิด ปัญหาการควบคุมแพร่ระบาดไวรัสโควิด ที่สำเร็จ ไม่ได้สำเร็จเพราะพ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือเคอร์ฟิว แต่มาจากความร่วมมือร่วมใจของประชาชน หากประชาชนกระชับอำนาจฟุ่มเฟือยที่สุด อาจเกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับ จนรัฐบาลไม่อาจรับมือได้" โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุ


"ทนายชุมสาย" ติงรัฐใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เกินจำเป็น


ทนายชุมสาย ศรียาภัย รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยอาศัยความตระหนกตกใจของประชาชน เป็นปัจจัยหนุน พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยหลักการ เพื่อป้องกันการก่อความไม่สงบ ความไม่มั่นคงของรัฐ การก่อการร้าย ภัยสงคราม ทั้งที่เรามีพ.ร.บ.โรคติดต่อ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ แต่รัฐบาลเลือกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมีการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาถึงระยะที่ 3 ขอถามว่า รัฐบาลมีเจตนารมณ์ ความมุ่งหมาย หรือเพื่อประโยชน์ของใครหรือไม่ ขณะเดียวกันประเทศไทยเป็นภาคีที่ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง ในข้อ 4 ระบุ การที่รัฐบาลเป็นภาคี การประกาศภาวะฉุกเฉิน รัฐบาลต้องทำเพียงเท่าที่จำเป็น เมื่อภัยฉุกเฉินพ้นไป รัฐบาลต้องคืนความเป็นปกติ วิถีการค้าขาย ต้องคืนโดยเร็ว แต่สภาพที่เป็น ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อภาคีเรื่องดังกล่าว 

สำหรับ พ.ร.ก.เงินกู้ ที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินแก้ไขสถานการณ์โควิด โดยมาตรา 7 นั้นน่าห่วงใย ที่ให้อำนาจคณะกรรมการกลั่นกรอง 11คน อย่างมาก การแต่งตั้งข้อราชการ 6 คนไปทำหน้าที่ อาทิ เลขาสภาพัฒน์ ปลัดคลัง เลขาธิการคณะรัฐมนตรี แต่ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิที่แต่งตั้งโดย พล.อ.ประยุทธ์อีก 5คน ซึ่งเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า จะไม่มีความผิดปกติในกระบวนการนี้ จะมีอะไรเป็นเครื่องยืนยัน ความมั่นใจว่า การกลั่นกรองการใช้เงิน 1 ล้านล้านบาท เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ถึงมือประชาชน เพราะการแจกเงินก่อนหน้านี้ก็มีการลักลั่น เลือกปฏิบัติ และจาก พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว จะทำให้ประชาชนเข้าถึงการฟื้นฟู เยียยาได้หรือไม่ ยังไม่มีความขัดเจน นอกจากนี้รัฐบาลอาจกระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรค3 ที่ต้องให้ ครม.ต้องเรียกประชุมสภาฯ ซึ่งหลายภาคส่วนก็เรียกร้อง เหตุใดไม่เรียกประชุมสภาสมัยวิสามัญ ทั้งที่พรรคเพื่อไทยก็ได้เรียกร้อง 

ขอตั้งข้อสังเกตว่าการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาบังคับใช้ เหมือนเกินความจำเป็น กับการออก พ.ร.ก.เงินกู้1.9 ล้านล้านบาท ที่ให้อำนาจค่อนข้างจะอุ้มธุรกิจเจ้าสัว เป็นข้อกังขาว่ามีการจัดสรรผลประโยชน์ของรัฐบาลหรือไม่อย่างไร และทั้งการออก พ.ร.ก.เงินกู้ กับพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ข้อตั้งข้อสันนิษฐานความเชื่อมโยงว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่รัฐบาลจำเป็นต้องบังคับต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อบริหารเงินกู้ และเป็นไปได้หรือไม่ว่า ที่รัฐบาลต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่ออายุยืดยาวไป เพื่อเลี้ยงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรค กล่อมคนให้กลัว ทั้งที่สถานการณ์เบาบางลงแล้ว เพื่อป้องกันการเคลื่อนไหวทางการเมือง และที่สำคัญคือป้องกันการบริหารเงินกู้ในช่วงสุดท้ายของรัฐบาลหรือไม่?

"สุชาติ" ห่วงรัฐกู้เงินมาแจก สร้างหนี้ประเทศ


ศาสตราจารย์​ สุชาติ​ ธา​ดา​ธำ​รง​เวช​ อดีต​รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง​ กล่าวว่า​ การบริหารประเทศของรัฐบาลในขณะนี้​ เป็น​ "การกู้เงินมาแจกประชาชนเพื่อให้หยุดทำงาน" เพราะกลัวจะติดเชื้อโรคระบาด​ แม้โรคเบาบางลงไปจะหมดแล้ว​ ซึ่งเงินกู้จำนวนมหาศาลนี้​ จะใช้ในโครงการที่มีความคลุมเครือมาก จนอาจทำให้ประเทศ​เสียหาย และเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว​ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจ​

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวเปรียบเสมือน​ครอบ​ครัว​ที่ลูกๆ​ เพิ่งเริ่มทำงาน​ ตั้งใจหารายได้มาใช้หนี้ครอบครัว​ ​ที่มีสัดส่วนหนี้ต่อรายได้สูงอยู่แล้ว​ และยังมีน้องๆ​ เรียนอยู่ และวันหนึ่ง​มีข่าวว่าเชื้อโรคได้แพร่ระบาดเข้ามาในหมู่บ้าน​ พ่อ​ตกใจมาก​ ได้ออกคำสั่ง​ให้ทุกคนหยุดทำงาน​ หยุดเรียน​ ห้ามออกจากบ้านแล้วพ่อก็ไปกู้เงินมากมาย​ แจกให้ลูกๆ​ใช้จ่าย เพื่อให้หยุดทำงาน​ เพราะกลัวติดเชื้อโรค​

"แต่พอการระบาดเบาบางลง​ พ่อก็ยังไม่ยอม​ให้ไปทำงาน​ ยังใช้เงินกู้มาให้ลูกๆ​ใช้จ่าย​ จนหนี้ต่อรายได้เพิ่มขึ้นมากมาย​ จาก​ 42% เป็น​ 50% ของรายได้​ (GDP​)​เมื่อทำเช่นนี้​ ครอบครัว​นี้จะต้องล่มสลายในอนาคต" ศาสตราจารย์สุชาติ​ กล่าว

"นิคม บุญ​วิเศษ" นำเงินเดือน ส.ส. ตั้งโรงทานสู้วิกฤตโควิด

'นิคม บุญวิเศษ' นำเงินเดือน ส.ส. ตั้งโรงทานและปิดภารกิจ 'ติดตามผล' พร้อม 'วอนรัฐ' รับลูกต่อและทำให้ทั่วถึง



นาย นิคม​ บุญ​วิเศษ​ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังปวงชนไทย ได้ร่วมกับพระครูสุธีกิตติวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดสมรโกฏิ ซอยเรวดี ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ตลอดจน กรรมการบริหารพรรคพลังปวงชนไทย พนักงาน​ และ​ จิตอาสา ฯลฯ ตั้ง 'โรงทาน' แจกอาหารกล่อง  กับ 'ถุงยังชีพ' เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคระบาดไวรัสโคโรน่า (โควิด-19)  ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ. ศ. 2563 จนถึง วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2563  รวมเบ็ดเสร็จไม่นับวันหยุด ทั้งสิ้น 22 วัน และได้ทำข้าวกล่องแจกจ่ายทั้งในวัดและนอกบริเวณวัดไม่น้อยกว่า 1,400 กล่อง ต่อวัน


"อาหารที่ทำ เช่น พะแนงไก่ไก่ ผัดผงกะหรี่ ไก่ผัดน้ำพริกเผา ผัดพริกขิงหมูสามชั้น ผัดพริกหยวกหมูเนื้อแดง และข้าวผัดโบราณกับไข่ต้ม ไข่เจียว ฯลฯ ใช้วัตถุดิบ เครื่องปรุงรสที่มีคุณภาพและคัดสรรอย่างดี นอกจากวัดสมรโกฏิ เรายังได้จัด 'โรงทานเคลื่อนที่' นำข้าวกล่องไปแจกตามชุมชนต่างๆ เช่น ชุมชนวัดค้างคาว ชุมชนวัดสังฆทาน  ชุมชนวัดบางพูดนอก หมู่บ้านเอื้ออาทรบางกร่าง เอื้ออาทรราชพฤกษ์ เอื้ออาทรซอยสามัคคี เอื้ออาทรบางใหญ่ 1 เอื้ออาทรบางใหญ่ซิตี้ เอื้ออาทรวัดกู้ 2  ชุมชนต่างๆในซอยเรวดีและชุมชนสะพานพระราม 5 เป็นต้น"


นาย นิคม บุญวิเศษ ระบุด้วยว่า มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงิน ข้าวสาร อาหารแห้ง และน้ำดื่ม สมทบมากมาย ส่วนพรรคการเมือง เช่น พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ ฯลฯ ก็ได้ร่วมแจกข้าวสาร อาหารแห้ง ร่วมกัน เช่น วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 มีการแจกข้าวสารถุงๆละ 5​ กิโลกรัม​ ไข่ไก่คนละ​ 10​ ฟอง​  รวม 5,000 ฟฟองและปลากระป๋อง ที่ได้รับมอบจาก พ.ต.อ.ทวี​ สอดส่อง​ ประธานคณะทำงานพรรคร่วมฝ่ายค้านและเลขาธิการพรรคประชาชาติ เป็นต้น


นอกจากนี้ พรรคพลังปวงชนไทย ยังเปิดเผยว่า ได้มีสำรวจและติดตามผลระหว่าง 12-17 พฤษภาคม 2563 และพบว่า ยังมีชาวบ้าน หรือ พี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือและอีกเป็นจำนวนมากและที่สำคัญผู้ที่ไปรับแจกข้าวกล่อง ข้าวสารและของอุปโภคบริโภค มีทุกชนชั้น อีกทั้ง ยังมีพี่น้องชาวลาว พม่าและกัมพูชาไปสมทบด้วย


"ผมทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคนไทยคนหนึ่ง ในเบื้องต้นได้นำเงินเดือนที่ได้รับจากภาษีพี่น้องประชาชนมาเป็นทุนประเดิมและได้จัดสรรปันส่วนเพื่อการนี้แทบทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีเพื่อนฝูง และผู้ร่วมอุดมการณ์ได้บริจาคเงินสมทบและในฐานะพรรคการเมือง ผมขอยืนยันและให้ความมั่นใจแก่ทุกภาคส่วน ว่าผมมีหลักฐานอ้างอิงและพรรคพลังปวงชนไทยได้ปฏิบัติตาม กฎ หรือ ข้อกำหนดของ กกต. ทุกประการในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ พร้อมทั้ง ขอเชิญชวนให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกวุฒิสภาและรัฐบาลช่วยกันต่อยอดให้ครบถ้วนทั่วถึง โดยเฉพาะในระยะ 2-3 เดือนข้างหน้า เพราะประชาชนยังคงเดือดร้อนและจะเป็นอย่างนี้ไปถึงจนปลายปี  2563"


"รัฐบาลมีเงิน มีกลไกล มีความพร้อมสูง แต่ต้องลงไปปฏิบัติงานภาคสนาม ต้องไม่ทึกทักและอย่ามองเห็นความเดือดร้อนของชาวบ้านจากในห้องแอร์ หรือ รอเพียงแค่รับรายงานจากผู้ใกล้ชิด เงินกู้ทุกบาททุกสตางค์ต้องถึงมือพ่อแม่พี่น้องและประชาชน และที่สำคัญขออนุญาตรณรงค์ให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนช่วยกันตรวจสอบและอย่าให้การบริหารจัดการเงิน เพื่อการนี้ตกอยู่ในมือของข้าราชการ หรือ คนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด เพราะได้ทราบข่าวเป็นการภายในว่ามีการสั่งการให้ทำโครงการรองรับและมีการจัดสรร หรือ แบ่งปันกันเรียบร้อยแล้ว" นาย นิคม บุญวิเศษ กล่าวทิ้งท้ายและสะท้อนความรู้สึกไว้อย่างน่าสนใจ


"วัฒนา" หนุนตั้งพรรคการเมืองใหม่-อยู่เพื่อไทยสอบตกแบบสุดารัตน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัฒนา เมืองสุข โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสกัดไม่ให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง เพราะหากได้ ส.ส. เขตก็จะไม่ได้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ทำให้การเลือกตั้งล่าสุดที่พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งได้ ส.ส. เขต 136 คน แต่ผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อสอบตกหมด

ดังนั้น การที่มีข่าวนักการเมืองที่เคยมีความเกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทยจะรวมกลุ่มกันเพื่อตั้งพรรคการเมืองใหม่จึงไม่ใช่เรื่องแปลกและไม่เกินความคาดหมาย เพราะหากยังอยู่ที่พรรคเพื่อไทยก็จะพากันสอบตกหมดเหมือนคุณหญิงสุดารัตน์ที่เป็นผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อหมายเลข 1 แต่สอบตก การแยกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่จึงไม่ได้เกิดจากการทะเลาะกันเหมือนที่สื่อบางฉบับพยายามจะเสี้ยมพวกเราให้ทะเลาะกัน

ผมรู้สึกยินดีเมื่อได้อ่านโพสต์ของพี่อ๋อย (คุณจาตุรนต์ ฉายแสง) ที่ยอมรับว่าจะมีการรวมกลุ่มการเมืองที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยตั้งพรรคการเมืองเป็นทางเลือกให้กับประชาชน เพราะจะเป็นประโยชน์ทำให้บุคลากรที่มีแนวทางประชาธิปไตยได้มีโอกาสเข้าไปในสภาเพื่อทำงานให้กับประชาชนมากขึ้น

สำหรับผมขอแสดงความชัดเจนว่าจะไม่ไปไหน ถึงแม้การอยู่พรรคเพื่อไทยจะต้องสอบตกก็พร้อมเพราะผูกพันกับที่นี่และต่อสู้ในนามของพรรคนี้มาจนติดปาก ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ ที่อยากจะเป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อผมเชียร์ให้รีบไปเพราะอยู่ที่เพื่อไทยไม่มีทางได้เป็นผู้แทน รีบไปช่วยกันตอกเสาเข็มสร้างบ้านใหม่จะดีกว่าไปตอนที่เพื่อนสร้างบ้านเสร็จ ไปได้โดยไม่ต้องเขินเพราะเราแยกกันด้วยความรัก โชคดีครับ