วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2564

"ฝ่ายค้าน" ยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ 10 รมต.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 9.30 น. ที่ผ่านมา นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยมี ส.ส.พรรคไทยศรีวิไลย์และพรรคเศรษฐกิจใหม่ร่วมด้วย โดยได้นำรายชื่อ ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน 208 คน เข้ายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นรายบุคคล จำนวน 10 คน ต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สำหรับรายชื่อรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายมีทั้งหมด 10 คน ประกอบด้วย

1. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม

2. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

3. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข

4. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์

5 .พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย

6. นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ

7. นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน

8. นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม

9. นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย

10. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์

ขณะที่นายชวน หลีกภัย ระบุว่า กระบวนการตามกฏหมายหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม เบื้องต้นทั้ง 2 ฝ่ายหารือกันว่าจะมีการอภิปรายในช่วงวันที่ 16-19 ก.พ.นี้ แต่อย่างไรก็ตามจะเชิญทั้ง 2 ฝ่ายหารือระยะเวลาการอภิปรายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

ขณะที่สื่อมวลชน เผยแพร่ความเห็นของ นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน ระบุ วันเวลาในการใช้อภิปรายที่ผ่านมามีการพูดคุยกันเบื้องต้น ยังไม่ได้มีการสรุปว่า จะอภิปรายกี่คน แต่เห็นตรงกันว่า วันที่ 16 กุมภาพันธ์ถือว่าเหมาะสม ส่วนวันสิ้นสุดอยู่ที่ความเหมาะสมของผู้อภิปราย ซึ่งคราวนี้จะเยอะกว่าทุกครั้ง

"ทวี" หนุนทบทวน พ.ร.บ.วัตถุอันตรายฯ แนะใช้วิทยาศาสตร์แทนดุลย์พินิจคณะกรรมการ

“พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” ชี้ พ.ร.บ.วัตถุอันตรายฯ ให้อำนาจอยู่ในอุ้งมือคนกลุ่มหนึ่ง แนะใช้วิทยาศาสตร์หรือวิชาการแทนดุลย์พินิจคณะกรรมการ

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในญัตติร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วัตถุอันตราย (ฉบับที่..) พ.ศ. ... ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ได้อภิปรายด้วย

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อภิปรายว่า “กฎหมาย พ.ร.บ.วัตถุอันตรายฯ ฉบับนี้มีความสำคัญยิ่ง แต่สำคัญกว่านั้นต้องเริ่มต้นที่หลักคิดก่อน เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ขัดกับหลักนิติธรรมและรัฐธรรมนูญเพราะเป็นการใช้คณะกรรมการ การใช้ระบบอนุญาต การใช้ดุลพินิจ และหลักเกณฑ์กำหนดโทษอาญาในกฏหมาย ปัญหาคอรัปชั่นประเทศไทยวันนี้ การทุจริตคอร์รัปชั่นสู้เป็นอันดับต้นๆของโลก ซึ่งเราไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นได้ หากวิเคราะห์ในเชิงลึกการทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดจากต้นทุนของกฎหมาย เสียค่าวิ่งเต้นหรือค่าใต้โต๊ะใบอนุญาต นั่นคือกฎหมายที่เขียนสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรตัวแทนประชาชน แต่เอาอำนาจอธิปไตยของประชาชนไปอยู่ในรูปของคณะกรรมการ หรือไปอยู่ในอุ้งมือของคนกลุ่มหนึ่งและคนกลุ่มนั้นก็จะสามารถใช้อำนาจในการอนุมัติ หรืออนุญาต หรือใช้ดุลพินิจ ทำไมไม่เขียนกฏหมายให้ชัดเจนที่ทุกคนได้รับความเป็นธรรมจากกฏหมายอย่างเสมอหน้ากันเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขไม่ต้องให้ใครใช้ดุลพินิจเขียนให้ชัดเจน วันนี้ต้นทุนค่าวิ่งเต้นในระบบอนุญาต ที่ต้องจ่ายที่เรียกว่าต้นทุนทางกฎหมายไม่ต่ำกว่า 15% ของเงินงบประมาณที่จะต้องไปใช้วิ่งเต้นเพื่อให้ได้รับอนุญาต หรือสัมปทานเรื่องนี้เป็นรากเหง้าของการทุจริตคอรัปชั่นขณะนี้”

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวอีกว่า “สมัยเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีคดีที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษดำเนินคดี วัตถุอันตรายตามประกาศรัฐมนตรีอุตสาหกรรม บริษัทนำเข้าวัตถุอันตรายจะต้องถูกปรับหลายๆร้อยล้าน หรือเป็นพันล้านบาท ปรากฏว่ารัฐมนตรีฯ ได้ยกเลิกประกาศอุตสาหกรรม วันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมถูกฟ้องอยู่ที่ศาลปกครอง และศาลปกครองสูงสุดยังไม่ตัดสิน นั่นคือการให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายออกกฎห้ามวัตถุอันตรายบางประเภท เช่น ซันเฟอร์ หรือวัตถุอันตรายต่อชีวิตมนุษย์ ถูกจับกุมเมื่อปี 2551 เนื่องจากนำเข้าสารเคมีที่เป็นพิษต่อมนุษย์ในปริมาณมาก ผู้นำเข้าคือบริษัทนำเข้าวัตถุอันตรายนอกจากมีโทษอาญาและ ต้องเสียค่าปรับรวมกว่าพันล้านบาท วิธีแก้ปัญหาคือใช้อำนาจของกรรมการวัตถุอันตรายและรัฐมนตรีไปยกเลิกว่าไม่เป็นวัตถุอันตรายทำให้วัตถุที่อันตรายกลายเป็นวัตถุที่ไม่อันตราย แล้วใช้ช่องกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญ มาตรา 2 ของกฏหมายอาญา คือ”บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย

ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง”

การใช้ช่องทางนี้ให้เกิดการสั่งไม่ฟ้อง พนักงานสอบสวนก็ไม่กล้าจะสั่งไม่ฟ้องเพราะเป็นเรื่องใหญ่และเป็นประเด็นทางวิชาการ พนักงานสอบสวนได้หารือทางกฤษฎีกา กฤษฎีกาก็ต้องตอว่าเมื่อกฎหมายกำเนิดขึ้นภายหลังไม่เป็นความผิดไม่ต้องรับโทษ นี่คือตัวอย่าง”

“ผมได้ถามผู้เกี่ยวข้องทราบว่าฟ้องศาลปกครองตั้งแต่ปี 2551-2552 ฟ้องปี 2555 ตุลาการชั้นต้นตัดสิน เรื่องอุทธรณ์วันนี้เรื่องเกือบ 7 ปีแล้วศาลปกครองสูงสุดยังไม่ตัดสิน จึงอยากจะเรียนว่าการเขียนกฎหมายในหลักการเช่นนี้ น่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การกำหนดหลักเกณฑ์จัดทำร่างกฏหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฏหมาย จึงขอฝากกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นศึกษาด้วย”

“ประการสำคัญอย่างยิ่งคือรูปแบบของกรรมการคือรูปแบบการขาดความรับผิดชอบ ประเทศเราใช้งบประมาณจำนวนมากไปกับแผนบูรณาการ เช่นแผนบูรณาการยาเสพติด 5-6 พันล้าน ยิ่งบูรณาการยาเสพติดยิ่งเพิ่มขึ้นเพราะไม่มีเจ้าภาพที่แท้จริงมีแต่การใช้เงิน ตราบใดที่ยังมีการบูรณาการโดยใช้กระทรวง ทบวง กรม เป็นหลักโดยไม่เอาพื้นที่เป็นหลักแล้วอย่าหวังเลยว่าจะแก้ปัญหาได้ นั่นคือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นชุมชน”

“ผมจึงเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่น่าจะมีการทบทวน ถ้าจะมีคณะกรรมการน่าจะเป็นองค์กรใดองค์กรหนึ่งขึ้นมาโดยเฉพาะ ให้เป็นวิทยาศาสตร์อย่างเดียว เพราะหากเป็นดุลย์พินิจของคนบางทีคนจะเห็นความสำคัญคุณค่าของชีวิตมนุษย์น้อยกว่าผลประโยชน์บริษัทหรือนายทุนที่เอาสารเคมีพิษหรือวัตถุอันตราย เป็นภัยต่อชีวิตมนุษย์และสัตว์จึงขอให้ทบทวนกฎหมาย”

“อีกประการการให้รายได้ไม่ต้องส่งเข้าคลังน่าจะทบทวน วันนี้ระบบงบประมาณมีปัญหาเงินนอกงบ ในพิจารณาวงงบประมาณมากกว่า 4 ล้านล้านบาทเป็นเงินนอกงบประมาณ เรายังตามไม่ได้เลยการที่พรบ นี้ได้เงินค่าตรวจหรือค่าอนุญาตแล้วไม่ต้องส่งเข้าแผ่นดินเหมือนเอาหน่วยราชการให้คนกลุ่มนี้หารายได้ เรียกค่าตรวจ ได้เงินต่างๆและไม่ต้องส่งคืนคลังทั้งที่ใช้สถานที่ราชการ ซึ่งเป็นเงินภาษีอากรของประชาชนไปใช้แล้วกลับไปอยู่ในอุ้งมือของคนกลุ่มหนึ่ง”

พันตำรวจเอก ทวี กล่าวทิ้งท้ายว่า “อีกส่วนหนึ่งที่อันตรายอย่างยิ่งคือกฎหมายฉบับนี้มาตรา 8-9 ให้ยอมรับมรดกของการรัฐประหาร คำสั่ง หน คสชที่ 77/2559 คงใช้ได้ ประเทศไทยมีรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำอีก และวันนี้กลับให้สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากประชาชนไปรับอำนาจประกาศ คสช.ที่ 77 เป็น เรื่องวัตถุตาม  อย.ซึ่งเกี่ยวข้องกับเครื่องสำอาง เครืองมือทางการแพทย์ รวมถึงวัตถุสารเสพติด ถ้าเราปล่อถ้าเราไปยอมรับการกระทำการกระทำตามคำสั่ง หน.คสช ดังกล่าวเหมือนรับอำนาจเผด็จการ ดังนั้นจึงฝากกรรมาธิการอยากให้ศึกษากฎหมายฉบับนี้ให้ดีไม่เช่นนั้นจะเป็นภัยอย่างยิ่ง ถ้ากฎหมายไปอยู่ใต้อุ้งมือ ถ้าคนดีก็ดีไปถ้าเป็นโจรก็จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง”


"จาตุรนต์" ลงพื้นที่สำรวจถนนข้าวสารร้าง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้ 

อย่าทำให้ “ถนนข้าวสารเป็นเมืองซอมบี้” โดยไม่จำเป็น

วันเค้าท์ดาวน์เข้าสู่ปี 2564 ควรจะเป็นวันที่กิจการในย่านถนนข้าวสารทำกำไรสูงสุดของปี แต่วันที่ 31 ธันวาคม 2563 ทุกร้านในข้าวสารปิดกิจการแทบจะ 100% ผู้ประกอบการที่นี่บอกว่าวันนั้นคือวันเค้าท์ดาวน์ชีวิตของเขาและลูกน้องในร้าน เพราะเงินก้อนสุดท้ายที่เขามีถูกจ่ายเป็นเงินเดือนให้กับพนักงานในร้านเป็นเดือนสุดท้าย และกำลังจะหมดไปในสิ้นเดือนมกราคมนี้

นี่คือเสียงจากเจ้าของกิจการที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ในถนนข้าวสาร มีพนักงานกว่า 50 ชีวิต เจ้าของร้านเล่าว่าเขาอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยมีเหตุการณ์ไหนเลยที่ทำให้ถนนข้าวสารร้าง ทุกวันที่ตื่นลืมตาข้าวสารจะคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เดินเบียดเสียดจนเป็นภาพที่คุ้นเคย แต่จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และมาตรการของภาครัฐวันนี้ถนนข้าวสารร้างเป็นเมืองซอมบี้ และคนในถนนข้าวสารตอนนี้หายใจรวยรินมองไม่เห็นว่าอาชีพและรายได้ของพวกเขาจะกลับมาตอนไหน ไม่ต่างจากซอมบี้ที่ตายทั้งเป็น

เจ้าของกิจการท่านนี้สะท้อนได้น่าสนใจว่า ในวันที่ประเทศไทยสามารถควบคุมจนมีผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์ แต่ทำไมรัฐกลับไม่ยอมให้กิจการเหล่านี้เปิดได้ตามปกติ หรือบวกกับมีนโยบายที่จูงใจให้มากพอให้ผู้คนออกมาจับจ่ายใช้สอย แต่ในวันที่ผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์กลับยังคงมีมาตรการห้ามผู้ประกอบกิจการที่เข้มข้น ทำให้ในวันที่กิจการมีโอกาสจะทำเงิน เพื่ออย่างน้อยเก็บสำรองในยามฉุกเฉิน แต่รัฐกลับตัดโอกาสเหล่านั้นไป และเหตุการณ์ฉุกเฉินก็เกิดขึ้นจริงเมื่อโควิด-19รอบใหม่กลับมาอีกครั้ง พวกเขาจึงไม่มีเงินที่มากเพียงพอมาต่อลมหายใจให้กับกิจการ  

ผมเดินผ่านร้านของเขาก็เห็นด้วยว่าถนนข้าวสารได้กลายเป็นเมืองร้างแล้ว ใต้ร้านมีแค่แสงไฟสลัว ๆ มีกลุ่มวัยรุ่นจับกลุ่มนั่งทานข้าว สีเสื้อที่ใส่บ่งบอกชัดว่าเป็นพนักงานขับรถส่งอาหารจากแอปพลิเคชั่นเจ้าดัง ถามจนได้ความถึงรู้ว่าปกติเป็นพนักงานของร้านเหล้าแห่งนี้ ที่วันนี้ต้องประกอบอาชีพเสริม และเมื่อถามว่ารายได้เป็นอย่างไรเพราะยิ่งเมื่อคนอยู่บ้านมากขึ้น ก็ย่อมต้องสั่งอาหารเดลิเวอรี่มากขึ้น แต่คำตอบคือโควิดครั้งนี้รายได้จากการส่งอาหารหายไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง

สาเหตุก็อาจมาจากทั้งคนตกงานเพิ่มขึ้นจนมีจำนวนคนที่หันมาทำอาชีพขับรถส่งอาหารเพิ่มขึ้น หรือแม้กระทั่งลูกค้าที่สั่งอาหารน้อยลงเพราะเงินมีน้อยลงจนไม่สามารถสั่งอาหารจากแอปที่มีราคาสูงกว่าร้านอาหารข้างทาง และหันไปซื้ออาหารจากร้านที่เข้าโครงการคนละครึ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งก็คงจะจริงเพราะผมนั่งอยู่ในร้านอยู่นาน แต่น้อง ๆ ก็ยังไม่ลุกไปไหน เพราะยังไม่มีออเดอร์สั่งอาหารเข้ามาสักที

ส่วนรายได้หลักที่มาจากการเป็นพนักงานร้าน เจ้าของร้านก็ให้คำตอบไม่ได้ว่าเดือนหน้าเขาจะมีเงินจ่ายเด็ก ๆ พนักงานเหล่านี้หรือไม่ และเมื่อหวังเงินจากประกันสังคมก็ยังไม่มีความแน่ชัด เพราะโควิดรอบใหม่นี้รัฐไม่ได้สั่งให้ร้านปิดกิจการ แต่ให้เปิดขายอาหารได้ถึง 3 ทุ่ม (แต่ร้านของเขาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ขายอาหาร และปกติมีลูกค้าจำนวนมากในเวลาเที่ยงคืน) ทำให้เมื่อรัฐไม่ได้สั่งให้ปิดร้านจึงไม่รู้ว่าประกันสังคมจะรับผิดชอบในส่วนนี้หรือไม่

ผมคิดว่าพื้นที่อย่างข้าวสารซึ่งปรกติจะมีคนมาตั้งแต่หัวค่ำไปจนถึงดึก การให้ปิดตั้งแต่สามทุ่มจึงทำให้คนเที่ยวน้อยจนร้านค้าต่าง ๆ อยู่ไม่ได้และต้องปิดกันจนหมดเหมือนเป็นเมืองร้าง ทางแก้ง่าย ๆ ก็คือไม่ต้องไปจำกัดเวลา แต่ใช้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาด เช่น จัดระยะห่าง ใส่หน้ากาก วัดอุณหภูมิ ใช้แอลกอฮอล์ล้างมือก็พอ รัฐต้องช่วยเสริมความมั่นใจให้คนกล้าไปเที่ยวหรือใช้บริการในพื้นที่นี้

ส่วนการเยียวยานั้น รัฐควรถือว่าทั้งผู้ประกอบการและพนักงานลูกจ้างในพื้นที่เหล่านี้คือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการของรัฐ พวกเขาจึงควรได้รับความช่วยเหลือในการรักษาคนงานไว้ ด้วยการที่รัฐแบ่งเบาภาระร่วมจ่ายเงินเดือนค่าจ้าง แต่เมื่อไม่มีมาตรการแบบนี้ รัฐก็ควรช่วยเหลือผู้ที่ต้องหยุดงานตกงานให้มากกว่าที่ให้ผ่านโครงการประเภท “เราชนะ” ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่พวกเขาเสียไป ซ้ำรัฐยังต้องให้พวกเขาต้องไปเสี่ยงโชคเอาด้วย

ยังมีพื้นที่แบบถนนข้าวสารอีกมากมายหลายแห่งในอีกหลายจังหวัด รัฐบาลจึงควรให้ความสำคัญในการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังกว่าที่เป็นอยู่ซึ่งเหมือนปล่อยให้พวกเขาตายกันไปตามยถากรรมจากมาตรการของรัฐเอง

"วัฒนรักษ์" แนะรัฐรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช ประธานคณะอนุกรรมการด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ในฐานะหัวหน้าศูนย์ข้อมูลสารสนเทศ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะแก้ไขปัญหาการแผ่ระบาดโควิด-19 รอบที่ 2 ล่าช้า และยังไม่มีแผนการที่ชัดเจนนั้น จะยิ่งส่งผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจของไทยให้แย่ลงไปกว่าเดิม เพราะรัฐบาลขาดความชัดเจน ทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจต่อรัฐบาลและยังมองไม่เห็นถึงเส้นเวลา (Timeline) ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ หากเป็นแบบนี้ใครจะกล้าใช้จ่าย ดังนั้น รัฐบาลจึงควรวางแผนอย่างเป็นระบบ หรือ พล.อ.ประยุทธ์ควรที่จะเชื่อตามที่นักวิชาการหลายท่านที่ได้เคยเสนอไว้ว่าให้ Lock Down ระยะเวลาสั้นๆ และมีนโยบายการเยียวยาที่ชัดเจน เพราะการทำแบบนี้ชาวบ้านเรียกว่า “เจ็บแต่จบ” ในขณะที่ฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทยคือ SMEs แต่ปัจจุบัน SMEs ต่างไปกันไม่รอด แล้วแบบนี้เราจะสามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างไร ประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจประมาณ 15.9 ล้านล้านบาท ซึ่งในแต่ละปีจะมีรายได้จากการท่องเที่ยว 3.3 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ของขนาดเศรษฐกิจ (GDP) แต่ในขณะนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติแทบจะไม่มีเลย ประกอบกับที่รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังไม่สามารถที่จะสร้างความมั่นใจให้คนไทยออกมาเที่ยวหรือจับจ่ายใช้สอยได้เลย

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ กล่าวอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ควรเริ่มต้นจากการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจให้ดี เพราะหากแย่ไปกว่านี้ก็ยากที่จะแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ได้ แถมยังจะส่งผลให้เห็นถึงความเป็นผู้นำของพล.อ.ประยุทธ์ อีกว่ามีมากหรือน้อยเพียงใด เพราะความสามารถในการเป็นผู้นำ (นายกรัฐมนตรี) คือตัวกำหนดระดับศักยภาพในการประสบความสำเร็จของประเทศ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ควรที่จะทำความเข้าใจในทฤษฎี “กฎแห่งเพดาน” ซึ่ง ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศ พรรคเพื่อไทย ได้ทำการศึกษาทฤษฎีดังกล่าวแล้ว และขอเสนอแนะให้ พล.อ.ประยุทธ์ นำไปปรับปรุงและพัฒนาดังนี้ 

1. การมอบหมายงาน: การรวบอำนาจโดยให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการตัดสินใจเกือบทุกเรื่องนั้น มักจะส่งผลทำให้ประเทศชาติล้มเหลว เพราะผู้บริหารที่ดีควรบริหารบุคคลากรได้อย่างถูกต้อง โดยมอบหมายงานให้ถูกคน ซึ่งการบริหารประเทศนั้นไม่สามารถที่จะทำได้ด้วยคนเพียงกลุ่มเดียว แต่ควรที่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แม้กระทั่งผู้ที่เห็นต่าง หรือฝ่ายตรงข้าม 

2. การแสดงความมั่นใจ: ผู้นำที่ดีจะต้องรู้จุดอ่อนและจุดแข็งของตนเอง เพราะผู้นำควรมีบุคลิกภาพและการแสดงออกที่ดี ซึ่งหากเราเป็นคนที่มีอุปนิสัยใจร้อนก็ควรต้องฝึกหัดนั่งสมาธิเพื่อฝึกฝนการเก็บอารมณ์และความรู้สึก 

3. มุ่งความสนใจไปที่ภาพรวม: อย่าแก้ไขงานราชการเฉพาะหน้าแบบวันต่อวัน เพราะประเทศชาติจะไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหนเลย แต่เราต้องรู้จักการคิดแบบกลยุทธ์ (Strategic Thinking) ผู้นำต้องมี Vision and Strategy ร้อยละ 10 และอีก 90 คือการบริหาร ซึ่งผู้บริหารที่ดีควรที่จะมีวิสัยทัศน์ที่ดีและกว้างไกล มีกระบวนการความคิดที่เป็นระบบ เพื่อที่จะสามารถกำหนดทิศทางในการบริหารประเทศว่าควรจะเดินต่อไปอย่างไรและวิธีไหน 

4. การให้ข้อมูลป้อนกลับที่เป็นประโยชน์: ผู้นำควรจะต้องมีความกล้าที่จะมีข้อเสนอเพื่ออธิบายและแนะนำทีมงาน ให้เข้าใจถึงขีดความสามารถการบริหารงานของรัฐมนตรีทุกคน โดยกล้าที่จะปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีที่ขาดความสามารถเพราะทุกนาทีมีความสำคัญต่อประเทศชาติเป็นอย่างมาก

การพัฒนาประเทศจะสำเร็จหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ตัว พล.อ.ประยุทธ์เพียงผู้เดียว แต่ขึ้นอยู่กับคณะรัฐมนตรีและคณะทำงานของรัฐบาลทั้งหมดว่าจะมีศักยภาพในการทำงานขนาดไหน โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้ เราควรที่จะสนับสนุนคนที่มีภาวะเป็นผู้นำและมีความรู้ในเรื่องต่างๆ มากกว่าการเอาพวกของตัวเองมาบริหาร ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ไม่จำเป็นที่จะต้องเก่งในทุกๆ เรื่อง แต่ควรที่จะสรรหาคนที่มีความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ มาแนะนำ ดังคำนิยามความหมายผู้นำที่ดีของ John C. Maxwell ผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นผู้นำว่า “ถ้าคุณพัฒนาตัวเอง คุณจะประสบผลสำเร็จเพียงคนเดียว ถ้าคุณพัฒนาทีม องค์ของคุณจะเติบโต แต่ถ้าคุณพัฒนาผู้นำ องค์กรของคุณจะเติบโตแบบก้าวกระโดด” สุดท้ายนี้ก็คงขึ้นอยู่ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะเลือกทิศทางในการบริหารประเทศอย่างไร จะเลือกที่จะพัฒนาประเทศอย่างจริงใจ หรือจะเก็บเฉพาะพวกพ้องเอาไว้ใช้งาน

"นพดล" เร่งรัฐ เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.

"นพดล" ขอรัฐบาลรีบกำหนดกรอบเวลาเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ได้แล้ว ความชัดเจนทำให้คนกรุงเทพฯได้ประโยชน์

นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่าตนไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลยังไม่กำหนดกรอบเวลาการเลือกตั้งผู้ว่ากทม. ทั้งๆที่การเลือกตั้งนายก อบจ. ก็เกิดขึ้นแล้ว และเทศบาลก็กำลังจะเกิดขึ้น ที่มีกระแสข่าวว่าอาจมีการเลือกตั้งผู้ว่ากทม. ปลายปีนี้ก็ช้าไป การกำหนดเวลาเลือกตั้งให้ชัดเจนจะทำให้พรรคการเมืองหรือบุคคลที่สนใจเสนอตัวเข้าแข่งขันเพื่อให้คนกรุงเทพฯได้พิจารณาประวัติ ผลงาน แนวนโยบายของผู้สมัครในการแก้ปัญหากรุงเทพฯ แต่เนิ่นๆ เนื่องจากมีปัญหาปากท้อง การจราจร น้ำท่วม ที่อยู่อาศัย ขยะ ความปลอดภัยและคุณภาพชีวิต PM 2.5 ยาเสพติด หาบเร่แผลงลอย การศึกษา ถนนหนทาง การท่องเที่ยวรวมทั้งปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด 19 ที่รอการแก้ไข ผู้ที่สนใจเสนอตัวลงสมัครผู้ว่าฯต้องมีนโยบายและแนวทางชัดเจนในการแก้ปัญหาที่สำคัญดังกล่าว ไม่ใช่จะอาศัยชื่อเสียงหรือความปรารถนาส่วนตัวและป้ายโฆษณาหาเสียงอย่างเดียว  การเลือกตั้งจะทำให้ผู้เลือกตั้งเห็นแนวคิดก่อนลงคะแนนและติดตามการทำงานของผู้ได้รับเลือกว่าทำตามนโยบายหาเสียงหรือไม่ ดังนั้นรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องควรรีบกำหนดกรอบเวลาการเลือกตั้งผู้ว่ากทม. ให้ชัดเจน ยิ่งเร็วทุกฝ่ายยิ่งได้ประโยชน์เพราะในขณะนี้การพูดคุยส่วนใหญ่เป็นเรื่องตัวบุคคลว่ามีใครสนใจจะลงสมัคร พรรคใดจะส่งไม่ส่ง แต่วาระการดีเบทควรเป็นเรื่องแนวนโยบายกทม. ของผู้สมัครหรือของพรรคที่จะส่งผู้สมัคร ว่ามีนโยบายในแต่ละด้านเป็นอย่างไร มีความชัดเจนเป็นไปได้ไหม กทม. มีงบประมาณทำได้หรือไม่ มิใช่เพียงขายฝัน และที่สำคัญต้องดูว่าความสามารถและความปรารถนาทางการเมืองของผู้สมัครได้สัดส่วนกันหรือไม่

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564

"วัฒนรักษ์" ชี้ ปัญหาฝุ่นพิษ ไม่ใช่เรื่องขี้ผง

“ผู้กองมาร์ค” เตือน “ประยุทธ์” ฝุ่นพิษ PM2.5 ไม่ใช่แค่เรื่องขี้ผง แต่กลับกลายเป็นหายนะของคนไทยทั้งประเทศ

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช ประธานคณะอนุกรรมการนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ และหัวหน้าศูนย์ข้อมูลสารสนเทศ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นพิษ  PM2.5 ไม่ใช่เรื่องใหม่ของคนไทย เพราะเราพบเจอกับปัญหานี้อย่างหนักมาตลอด 6 ปี  โดยหลายวันที่ผ่านมานี้ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 มีค่าที่เกินมาตรฐานเป็นอย่างมาก ทำให้คนกรุงเทพฯและปริมณฑล ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติ จากปัญหาที่ยืดเยื้อยาวนานจึงทำให้คนไทยส่วนใหญ่อดสงสัยไม่ได้ว่านี่เป็นเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขาดความเข้าใจ หรือไม่สนใจกับปัญหานี้กันแน่ จึงทำให้เราต้องเจอกับปัญหาฝุ่นหนักๆ ทุกหน้าหนาวและทุกๆ ครั้งที่อากาศปิด ซึ่งการบริหารราชการแผ่นดินแบบนี้ ชาวบ้านเรียกว่า “บริหารแบบรอเวลาให้ฝุ่นหายไปเอง” โดย พรรคเพื่อไทย เป็นห่วงประชาชนคนไทยทุกคนเป็นอย่างมาก เพราะทุกวันนี้นอกจากเราจะต้องต่อสู้กับปัญหาโควิด-19แล้วยังต้องผจญและแก้ปัญหาฝุ่นพิษด้วยตนเองอีกด้วย

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ กล่าวอีกว่า กรมควบคุมมลพิษ ได้ชี้แจงว่าร้อยละ 72.5 ของฝุ่นพิษ PM2.5 มาจากรถยนต์ และร้อยละ 28 มาจากรถขนาดใหญ่ นั้นหมายความว่ารถดีเซลเป็นอีก 1 ปัจจัยหลักที่ต้องเร่งแก้ไข พรรคเพื่อไทย จึงขอเสนอแนะวิธีที่จะพลิก “ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ให้เป็นโอกาส เพื่อรับมือวิกฤตฝุ่นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างครบทุกมิติ” ดังนี้

1. ปรับคุณภาพน้ำมันดีเซลให้ดีขึ้น และออกกฎหมายให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ที่จะวางขายในตลาดหลังเดือนพฤษภาคม 2564 นี้ ต้องติดตั้งเครื่องกรองฝุ่นจากดีเซล (Diesel Particulate Filters) ซึ่งจะช่วยลดการปล่อย PM2.5 ลงได้มากถึงร้อยละ 82 และรถดีเซลที่มีอยู่ในประเทศให้ติตั้งเครื่องดังกล่าวทั้งหมดภายในวันที่ 1 มกราคม 2565 โดยรัฐบาลมอบหมายให้มหาวิทยาลัยในประเทศไทยเป็นผู้วิจัยและรัฐบาลผลิตจำหน่ายในราคาทุน

2. สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดทุกประเภท และดำเนินการปิดโรงงานไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดให้ได้ภายใน 1 ปี และออกนโยบายเพื่อช่วยเหลือบริษัทโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน ให้มาร่วมพัฒนาผลิตพลังงานสะอาดแทน

3. สนับสนุนและผลักดันให้พลเมืองเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEVs) โดยต้องปรับเปลี่ยนรถโดยสารประจำทางทั้งหมดให้เป็นรถ BEVs ทันที และที่สำคัญที่สุดรัฐบาลควรช่วยสนับสนุนการสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้าให้เพียงพอ โดยรัฐบาลควรสนับสนุนการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) อย่างเร่งด่วน

4. รัฐบาลควรที่จะให้มีการร่วมมือกันระหว่างกระทรวงมหาดไทยและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อกำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังในการ ตรวจ จับ ปรับ รถยนต์ที่ปล่อยควันดำและมีค่าไอเสียที่เกินมาตรฐานทันที เพราะกองบังคับการตำรวจจราจรเพียงหน่วยเดียว อาจจะไม่มีบุคคลากรเพียงพอ จึงเป็นการที่ดีจะปฎิบัติราชการร่วมกัน

5. ปัญหาโควิด-19 ทำให้คนส่วนใหญ่หวาดผวากับการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ทำให้ยอดผู้ใช้รถไฟฟ้าตกวูบลงถึง ร้อยละ 54.63 และอีกปัญหาคือค่าตั๋วรถไฟฟ้าราคาสูงเกินไป ดังนั้นหากรัฐบาลจะสนับสนุนการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าถึงและลดปัญหาฝุ่นพิษได้ รัฐบาลก็ควรที่จะสนับสนุนค่าตั๋วส่วนต่างให้กับบริษัทท่างด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ โดยลดค่าตั๋วเดินทางลงร้อยละ 50 

จากคำกล่าวที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดว่า “ปัญหาบ่อน 100 นายกฯ ก็แก้ไม่ได้ เก่งกาจแค่ไหนก็ทำไม่ได้ทั้งนั้น” ทำให้คนไทยอดคิดไม่ได้ว่าชีวิตคงต้องเจอแต่ความมืดมน  ในขณะที่ทางพรรคเพื่อไทย มีความเชื่อมั่นเสมอมาว่าหากเราได้กลับมาผู้บริหารประเทศจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโควิด-19 เศรษฐกิจและปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 หรือปัญหาอื่นใด เพราะในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสแฝงตัวอยู่ด้วยเสมอ

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564

"สกุณา" เตือนสติรัฐ ใช้งบช่วยประชาชนดีกว่าสร้างหนังสงครามรักชาติ

“สกุณา” อัด “ประยุทธ์” ใช้เงินกู้โควิดเอื้อนายทุนทุบรายย่อย แนะรัฐบาลนำงบ 300 ล้านช่วยประชาชนดีกว่าสร้างหนังรักชาติ

นางสาว สกุณา สาระนันท์ ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า การแก้ไขปัญหาของการระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบใหม่ ของรัฐบาล ถือว่าสอบตกเพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นทุกวันแสดงให้เห็นว่า แนวทางที่รัฐบาลดำเนินการไม่ถูกต้อง ทั้งการตรวจหาเชื้อที่ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจหาเชื้อ กรณีที่จะใช้งบประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อสร้างหนังรักชาติ เป็นแนวคิดที่ไร้สาระมากที่ใช้เงินประชาชนเพื่อโปรโมทตัวเอง อยากเตือนสติพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีว่า ไม่มีคนไทยคนไหนไม่รักชาติ งบประมาณ 300 ล้านบาทสามารถที่จะนำไปสนับสนุนในการตรวจหาเชื้อประชาชนได้เป็นอย่างดี รัฐบาลควรนำงบประมาณไปสร้างประโยชน์ให้ประชาชนดีกว่ามาทำเรื่องนี้

นางสาว สกุณา กล่าวด้วยว่า ประชาชนมองว่านโยบายการแก้ปัญหาประเทศหลังโควิดของรัฐบาลทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และ ระยะยาวสิ้นหวังหมด เงินงบประมาณ 1.9 ล้านล้านบาทที่รัฐบาลกู้มาหวังฟื้นฟูประเทศ ถึงวันนี้สามารถช่วยผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีได้กี่ราย นอกจากนี้จากงบประมาณ 500,000 ล้านบาท จนถึงวันนี้รัฐบาลปล่อยกู้ได้เพียง 1 แสนกว่าล้าน เหลืออีก 300,000 กว่าล้านที่ยังคงค้างอยู่ที่สภาพัฒน์ ซึ่งไม่มีคำตอบว่าทำไมไม่อนุมัติเงินก็จำนวนนี้เพื่อช่วยผู้ประกอบการตามที่มาร้องขอ

“รัฐบาลออกนโยบายใดๆออกมาก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่รัฐบาลไม่เคยติดตามว่านโยบายสั่งไปมีการดำเนินการหรือไม่ เพราะระบบรัฐข้าราชการไม่สามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนได้ รวมทั้งพลเอกประยุทธ์ ปล่อยให้นายทุนใกล้ชิดรับประโยชน์จากเงินกู้เพื่อฟื้นฟูประเทศ รัฐบาลไม่มีความตั้งใจจริงในการกู้วิกฤติประเทศ เพียงแค่พูดให้ดูดีแต่การกระทำตรงข้าม รวมทั้งเอื้อประโยชน์นายทุนมากกว่าตั้งใจช่วยประชาชน” นางสาว สกุณา