วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562

"สุดารัตน์" เผย เพื่อไทยให้ความสำคัญกับการอภิปรายงบประมาณ

คุณหญิงสุดารัตน์ ติวเข้ม ส.ส.เพื่อไทย อภิปรายงบประมาณ สอนมวยรัฐบาล จัดงบไม่ตอบโจทย์ ขอให้ฟังฝ่ายค้านชี้แนะ อย่าคิดว่าจะเอาชนะ แต่ให้คิดว่ากำลังมีชีวิตประชาชนเป็นเดิมพัน


คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า วันนี้ได้ร่วมประชุมกับ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เพื่อเตรียมความพร้อมในการอภิปรายงบประมาณ ปี 2563 ที่จะมีขึ้นวันพรุ่งนี้ 17-19 ตุลาคม 2562 โดยร่วมกันวางแผนในการอภิปรายให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการอภิปรายงบประมาณมาก เพราะปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนส่งผลกระทบรุนแรงมาก

"เราเห็นว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญมีปัญหา ทั้งการส่งออกที่ติดลบ 8 เดือน การท่องเที่ยวชะลอตัว การลงทุนของเอกชน ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศ ตกต่ำอย่างไม่เคยเกิดมาก่อน และการเก็บภาษีลดลง เรายังเหลือเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายเรื่อง การใช้จ่ายภาครัฐ  เพื่อให้เศรษฐกิจขับเคลื่อน ใหัพอที่จะทำให้ประชาชนพออยู่รอดได้ ซึ่งมีความหวังอยู่อันเดียว คือการใช้จ่ายภาครัฐ"

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราเห็นแล้วว่ารัฐบาลไม่มีฝีมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เราคิดว่าความหวังเดียว คือการใช้จ่ายภาครัฐ การจัดงบประมาณครั้งนี้ จึงมีความสำคัญมาก และต้องตอบโจทย์ แก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องใช้งบประมาณ ถูกทิศถูกทาง ต้องใช้งบประมาณ ไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องใช้ให้มีประสิทธิภาพโปร่งใส เราดูตัวเลขแล้วเราห่วงงบประมาณ ที่เพิ่มขึ้น 3.2 ล้านล้านบาท เพิ่มมา 2 แสนล้านบาท แล้วยังตัองเอาไปใช้หนี้เงินคงคลัง เอาไปใส่ในงบกลาง และอีกส่วนไปเพิ่มในกระทรวงความมั่นคง ทั้งกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม 2 กระทรวงกว่า 3 หมื่นล้านบาท รวมทั้ง 2  กระทรวง ถือเป็นการไปเพิ่มในส่วนที่ไม่ได้ก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจเลย ไปใช้หนี้ กับเพิ่มงบความมั่นคง และเพิ่มงบกลาง ก็ไม่ตอบโจทย์

“ในขณะที่เศรษฐกิจไม่ดี สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ คือนำเงินไปลงทุน แต่รัฐบาลนี้กลับทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ปรับลดเงินลงทุนจาจากปีที่แล้ว 21 % เหลือ 20 % มีเพียง 6 แสนล้านบาท เมื่อไปดูในรายละเอียดแล้ว เป็นงบลงทุน ที่ผูกพันติดต่อกันในหลายปีที่ผ่านมา ประมาณ 45% จึงเหลืองบลงทุน แค่ 55 % แบบนี้ก็ไม่สามารถ นำ 3 แสนกว่าล้านไปกระตุ้นเศรษฐกิจ หมุนเวียนให้เกิดการจ้างงานได้อย่างไร ดังนั้นในการอภิปรายของพรรคเพื่อไทย จะชี้ให้เห็นถึงการจัดสรรงบประมาณ ที่ไม่ตอบโจทย์ ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ"

“เราจะชี้ให้เห็นว่าการจัดแบบนี้ จะทำให้เศรษฐกิจปีหน้าดิ่งเหว ไม่มีตรงไหนที่เพิ่มกำลังซื้อ หรือกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือสร้างความพร้อมในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ รวมทั้ง ไม่สามารถที่จะลดความเหลื่อมล้ำได้” คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำ

คุณหญิงสุดารัตน์ ห่วงด้วยว่า ในปีหน้าการจัดงบประมาณแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจยิ่งแย่ ฝ่ายค้านโดยพรรคเพื่อไทยจะทำหน้าที่ด้วยความรู้ เพื่อชี้แนะว่าจะจัดงบประมาณอย่างไรให้ตอบโจทย์ จะชี้แนะให้รัฐบาลได้ฟังว่า การใช้งบประมาณที่มีอยู่น้อยนิดแล้วแก้ปัญหาเศรษฐกิจนั่นทำอย่างไร ถ้ารัฐบาลไม่ปรับเปลี่ยน แล้วยังเน้นไปเพื่อทำงบประมาณเพื่อความมั่นคง ก็น่าห่วง

“เราต้องบอกรัฐบาลว่า การอภิปรายครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพื่อเอาชนะคะคานกัน แต่เอาชีวิตประชาชนเป็นเดิมพันขอให้รัฐบาลได้ฟังการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง นำไปแก้ไขนำไปปรับปรุงงบประมาณ เพื่อตอบโจทย์ประชาชน อย่าแก้ไขเศรษฐกิจเพื่อบางพรรค บางคน” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวย้ำ

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562

"พิชัย" เตือนรัฐเลิกแจกเงิน หวั่นประเทศเสียหาย

“พิชัย” เตือน ต้องเลิกสร้างผี ก่อนประเทศเสียหายหนัก ชี้ งบประมาณทางเศรษฐกิจเหลือน้อยหลังหักงบมั่นคง แถมยังเอาไปแจกมั่วๆอีก แนะ รื้องบใหม่จัดตามทิศทางประเทศ 



นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน กล่าวในงานเสวนา “งบประมาณพัฒนาประเทศได้จริงหรือ?” ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ จัดโดยสภาที่ 3 และ คณะกรรมการญาติพฤษภา 35 ว่า เมื่อได้ศึกษารายละเอียดของงบประมาณปี 63 แล้ว เป็นห่วงว่างบประมาณจะไม่สามารถพัฒนาประเทศได้จริง เพราะการจัดงบประมาณเป็นแนวทางเดิมเช่นเดียวกับ 5 ปีที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจไทยย่ำแย่มาตลอด

ปัญหาการจัดงบประมาณไม่มีประสิทธิภาพได้ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย เพิ่มเติมจาก การส่งออกที่ติดลบและการลงทุนที่หดหายแล้ว  ทั้งนี้เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับงบทหารและงบความมั่นคงมากกว่างบประมาณที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งงบประมาณที่ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจหลังจากหักงบทหารและงบความมั่นคงแล้ว เหลือน้อยมาก แถมเงินที่ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจยังถูกใช้ไปแจกอย่างอีลุ่ยฉุยแฉกไม่ได้พัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทำให้ความสามารถแข่งขันของไทยไม่พัฒนาเลยตลอด 5 ปี แถมยังลดลงอีกด้วย โดยล่าสุดอันดับความสามารถแข่งขันไทยหล่นมาอยู่ที่อันดับ 40 ในขณะที่เวียดนามดีขึ้นมา 10 อันดับเลย ซึ่งอีกไม่นานเวียดนามคงแซงไทยแน่ ถ้ายังมีรัฐบาลที่คิดไม่เป็นแบบนี้

การแจกเงินไม่ได้พัฒนาหรือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไม่เคยปรากฏว่าในโลกมีประเทศไหนที่แจกเงินแล้วประเทศเจริญ ถ้าคิดได้เพียงการแจกเงิน ก็ไม่ต้องมีรัฐบาลก็ได้ เพราะไม่ต้องใช้สมอง ที่พลเอกประยุทธ์เคยถามตนว่าจบอะไรมา เลยอยากบอกพลเอกประยุทธ์กลับไปว่าไม่ต้องจบอะไรเลยก็คิดแจกเงินได้ เป็นพลทหารก็คิดได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นถึงพลเอก

ตามหลักการแล้วในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ เอกชนไม่ลงทุน รัฐต้องเป็นผู้ลงทุนเองและควรต้องลงทุนมากๆด้วย แต่ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์แล้วว่ารัฐบาลไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนได้ รัฐบาลสร้างหนี้สาธารณะเพิ่มกว่า 2 ล้านล้านบาท แต่เศรษฐกิจกลับย่ำแย่ และ ประเทศแทบไม่ได้พัฒนาเลย ประชาชนไม่ได้รู้สึกเลยว่ารัฐบาลได้พัฒนาอะไรที่จับต้องได้

ดังนั้น การจัดทำงบประมาณในอนาคตควรจะต้องรื้อใหม่หมด และนำมาเรียงลำดับความสำคัญของงบประมาณ ในแต่ละกระทรวงและหน่วยงาน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ ไม่ใช่อ่อนด้อยเหมือนในปัจจุบัน

ที่สำคัญที่สุดคือประเทศไทยต้องเรียนรู้จากอดีต การสร้างความกลัว เหมือนการสร้างผี เพื่อให้ประเทศวุ่นวายและจะได้เข้ามายึดครองอำนาจได้ ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศมากว่า 13 ปีแล้ว หากยังคงจะยังไม่เลิกการสร้างผีกันอีก ประเทศจะยิ่งเสียหายอย่างมากและจะยิ่งเสื่อมถอยลงไปอีก

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องยืนอยู่บนหลักเกณฑ์สากลและความถูกต้อง อะไรถูกก็คือถูก และอะไรผิดก็คือผิดไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน เพื่อประเทศไทยจะได้ก้าวหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงในอนาคต และจะสามารถสร้างความเชื่อถือให้กลับมาสู่ประเทศได้ มิเช่นนั้นงบประมาณมากขนาดไหนก็ไม่สามารถพัฒนาประเทศไทยให้แข่งขันได้ ถ้าไม่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก


7 พรรคฝ่ายค้าน รับฟังปัญหา สมัชชาคนจน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีต รมว.คลัง และ นายคำพอง เทพาคำ ส.ส ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะตัวแทน 7 พรรคฝ่ายค้าน เดินทางมาบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ข้างกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรับฟังปัญหากลุ่มสมัชชาคนจน  



ทั้งนี้การชุมนุมของ "สมัชชาคนจน" ในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปี หลังเหตุการณ์รัฐประหาร โดยเริ่มออกมาเคลื่อนไหวตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา และวันนี้เริ่มเข้าสู่วันที่ 10 ของการชุมนุม มีข้อเรียกร้อง ขอให้รัฐบาลแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหา 5 ประเด็น 37 กรณี เช่น กรณีปัญหาที่ดินทำกิน และผลกระทบนโยบายทวงคืนผืนป่า, กรณีปัญหาจากโครงการก่อสร้างเขื่อน ฝาย และอ่างเก็บน้ำ, ผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐ, การแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร, การเจรจาแก้ไขปัญหากรณีแรงงานถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม



พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าวว่า "ที่มาวันนี้ เราจะต้องมาพูดคุยกัน เราต้องเอาปัญหามาเป็นตัวตั้งแล้วมาแก้ปัญหากัน  เรามาเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งเป็นปัญหาของคนไทยด้วยกัน ถ้าแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เราจะมาร่วมกันพัฒนาประเทศกันต่อไปซึ่งก็เชื่อว่ารัฐบาลจะใจกว้าง ทั้งนี้ สิ่งต่างๆที่รัฐบาลนี้สนับสนุนนั้นเอาไปสนับสนุนกลุ่มทุนมากกว่าชาวบ้าน และในบางพื้นที่เหมือนว่าถ้ามีนายทุนมาจะยกที่ให้ทั้งหมดเลย ชุมชนที่เกิดมาตั้งแต่เด็กและปู่ย่าตายายเขาอยู่มา กฎหมายมันซ้อนกันอยู่ เขาก็พิสูจน์สิทธิ์ว่าเขาอยู่มาก่อน อย่างนี้เป็นต้น" 



"วันนี้มีประชาชนเดือนร้อนจากการปฏิบัติและนโยบายของรัฐ ซึ่งนโยบายส่วนใหญ่จะไม่มีประชาชนเป็นส่วนร่วม" พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าว












วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2562

"ชัชชาติ" เยือนพม่า สังเกตพัฒนาการรถเมล์ย่างกุ้ง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


ผมมาทำบุญออกพรรษา ไหว้พระเจดีย์ชเวดากองที่เมืองย่างกุ้ง เมียนมาร์ ไม่ได้มาย่างกุ้งนานมาก เมืองเปลี่ยนไปเยอะ แต่ที่สังเกตได้ชัดคือ รถเมล์

แต่ก่อนรถเมล์ของเมืองย่างกุ้งสภาพค่อนข้างแย่ มีจำนวนเส้นทางมากถึง 357 เส้นทาง มีผู้ประกอบการจำนวนมาก รถเมล์ 4,000 คัน ส่วนใหญ่เป็นรถเก่า ทรุดโทรม คุณภาพการให้บริการไม่ดี จนจำนวนคนใช้รถเมล์ลดลงเรื่อยๆ (น่าจะคล้ายๆบ้านเรา) ต่อมา รัฐบาลท้องถิ่นของเมืองย่างกุ้ง ได้ทำการปฏิรูปรถเมล์ครั้งใหญ่ โดยมีการก่อตั้ง Yangon Region Transport Authority (YRTA) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2016 และ ตั้งระบบ YBS Yangon Bus System โดยมีการจัดสายรถเมล์ใหม่เหลือประมาณ 90 สาย มีบริษัทรถเอกชนร่วมให้บริการ 20 บริษัท จัดหารถใหม่จากจีนและเกาหลีมาวิ่ง มีรถให้บริการรวม 5,319 คัน

YBS เริ่มให้บริการครั้งแรกในวันที่ 16 มกราคม 2017 หรือเมื่อเกือบสามปีที่ผ่านมา ค่าโดยสารทั่วไปอยู่ที่เที่ยวละ 200 จ๊าด (5 บาท) รถเมล์ติดแอร์ทั้งหมด ไม่มีกระเป๋ารถเมล์ จ่ายเงินที่ตู้เก็บเงินด้านหน้า ยังไม่มีระบบ E-Ticket กำลังรอติดตั้งอยู่


ถามไกด์ว่ารถเมล์บริการเป็นอย่างไร ไกด์สามคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า รถเมล์บริการดีขึ้นมาก และ แอร์เย็นมากๆ ส่วนเรื่องที่บริษัทในระบบ YBS จะมีกำไรหรืออยู่รอดไหม ผมยังไม่เห็นข้อมูลที่ชัดเจน แต่อย่างน้อยก็ได้ใจประชาชนไปมากครับ

นอกจากตัวรถเมล์แล้ว ป้ายรถเมล์ที่เห็นทั่่วเมืองย่างกุ้ง ก็มีการก่อสร้างใหม่ตามแบบมาตรฐาน มีที่นั่งกันแดดกันฝนได้ มีชื่อป้ายชัดเจน และ มี app สำหรับบอกตำแหน่งป้ายรถเมล์ที่อยู่ใกล้ และ สายรถเมล์ที่จะใช้เดินทางในเมืองย่างกุ้งอย่างสะดวก

เรื่องรถเมล์เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยกว่ารถไฟฟ้าในการแก้ไขปัญหาจราจรและช่วยการเดินทางของคนจำนวนมากใน กทม และใช้เงินลงทุนน้อยกว่ารถไฟฟ้ามากครับ

"จาตุรนต์" ติง "อภิรัชต์" เห็นเพื่อนร่วมชาติเป็นศัตรู

นายจาตุรนต์ ฉายแสง โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

การพูดได้ทำให้พลเอกอภิรัชต์ กลายเป็นผู้ที่สร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับประเทศชาติอย่างสม่ำเสมอไปเสียแล้ว ผบ.ทบ.ในเกือบทุกประเทศทั่วโลกไม่แสดงความเห็นทางการเมือง และในปัจจุบันคงไม่มีผบ.ทบ.คนใดในโลกที่พูดแล้วสร้างความเสียหายได้เท่าพลเอกอภิรัชต์อีกแล้ว

พลเอกอภิรัชต์กล่าวหานักการเมืองและคนอีกหลายกลุ่มหลายฝ่ายด้วยข้อหาร้ายแรง เช่นล้มล้างการปกครอง ล้มล้างสถาบัน การสนับสนุนการก่อความไม่สงบและการใช้เรื่องศาสนาและการแบ่งแยกดินแดนมาเป็นเครื่องมือ การสมคบกับคนเผาบ้านเผาเมือง สมคบกับชาวต่างชาติ ชักศึกเข้าบ้านและการส้างสมองคนรุ่นใหม่เพื่อให้ล้มล้างชาติและสถาบัน ทั้งหมดนี้เป็นการกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานและไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ

การที่ผบ.ทบ.ซึ่งมีกองทัพอยู่ในมือพูดแบบนี้โดยไม่ได้แสดงว่าจะอาศัยระบบและกลไกตามปรกติในการแก้ปัญหาแต่อย่างใด ก็ยิ่งทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องน่ากลัว แต่การพูดเช่นนี้เท่ากับแสดงว่าผบ.ทบ.เห็นเพื่อนร่วมชาติที่เห็นต่างเป็นศัตรูเต็มไปหมด ถึงขนาดเป็นศัตรูในสงคราม การพูดเช่นนี้จะสร้างความขัดแย้งบาดหมางให้รุนแแรงยิ่งขึ้นทำให้เกิดความหวาดกลัว หวาดระแวง และสร้างความเกลียดชัง เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในสังคมรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

ที่พลเอกอภิรัชต์พูดครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าตนเองไม่มีความรู้ ความเข้าใจในหลายๆเรื่องที่พูดออกมา แต่พลเอกอภิรัชต์ควรจะรู้ว่าที่พูดครั้งนี้กำลังสร้างความเสียหาย ก็ผบ.ทบ.พูดขนาดนี้ ใครจะเชื่อว่าประเทศไทยจะสงบสุข แล้วใครจะกล้ามาลงทุนในประเทศไทย

"วัฒนรักษ์" เร่งรัฐ แบนสารเคมีเกษตร

“ผู้กองมาร์ค” จัดหนัก เร่งนายกฯออกพรก. พร้อม ติง รัฐฯ เหตุใดจึงยกเลิกสารพิษ 3 ชนิดได้ยากเย็น


ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช เลขานุการกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ในฐานะนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กล่าวว่า  จากการที่ทางรัฐบาลต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต แต่ยังไม่สัมฤทธิ์ผล ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าทำไมการยกเลิกสารเคมีพิษเหล่านี้จึงยากเย็นได้ขนาดนี้ หรือเป็นเพราะมีผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลัง จนถึงขนาดมีข่าวว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายอาจมีมติโหวตสวนทางกับ มติคณะทำงานตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ให้ รมช.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ไปศึกษาแล้วนั้น  ประกอบกับทั้งๆ ที่มีผลงานศึกษา วิจัย ทั้งในและต่างประเทศมากมายที่สามารถยืนยันว่าสารเคมีพิษทั้ง 3 ชนิด มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของมนุษย์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่แปลกมาก ขนาด พล.อ.วิทวัส รชตะนันทร์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ยังกล่าวว่า ถ้ายังไม่ยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดนี้ ก็ถือว่าไม่มีเหตุอื่นอันสมควร เพราะปกติข้าราชการนั้นสมควรทำงานตามสายระบบบังคับบัญชา ดังนั้นจึงเข้าข่ายหัวหน้าหน่วยราชการไม่ปฎิบัติตามกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ตามกฎหมาย โดยให้ส่ง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการพิจารณาชี้มูลความผิดหรือถ้าหากบุคคลใดเข้าข่ายผิดอาญาก็ให้ส่งศาลยุติธรรมเพื่อพิจารณา   

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ฯ กล่าวอีกว่า การที่มีผู้คัดค้านไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกสารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิด และได้ไปยื่นเรื่องให้ศาลปกคลองวินิจฉัยมติของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ที่ รมช.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ เป็นประธานฯ ตนเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ เพราะมีผลกระทบต่อเกษตรกรไทยที่ต้องลำบากต่อสู้กับสารพิษเหล่านี้มา กว่า 30 ปี  และกระทบต่อผู้บริโภคคนไทยทุกคนเพราะการที่เราจะทานผัก ผลไม้ และสัตว์น้ำ แต่ก็ยังต้องคอยเป็นกังวลว่าจะมีสารพิษเหล่านี้ปนเปื้อนหรือตกค้างหรือไม่ ซึ่งตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้ป่วยจากโรคเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้นทุกปี จึงถือเป็นภาระทั้งภาคประชาชนและภาครัฐอีกด้วย ตนจึงเสนอแนะให้นายกรัฐตรีเร่งออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน ซึ่งในรายงานของกมธ. ได้มีข้อเสนอแนะให้กับทางรัฐบาลจัดกองทุนเปลี่ยนผ่าน เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์โดยใช้วิธีการไถกลบเพื่อปรับปรุงดินและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่ต้องมีเพิ่มสำหรับเกษตรที่ผ่านการฝึกอบรมการทำเกษตรแบบปลอดสารพิษ  ซึ่งทาง กมธ. ไม่อยากเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับเกษตรกรไทย

"หมวดเจี๊ยบ" ตะเพิด "ประยุทธ์-อภิรัชต์" วางตัวไม่เหมาะสม

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีอำนาจสั่งการให้ มาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกฯ ได้ แต่ถ้าไม่กล้าดำเนินการใดๆ ต่อกรณี พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ วางตัวไม่เหมาะสมอย่างโจ่งแจ้งหลายครั้งหลายครา แสดงว่า พล.อ. ประยุทธ์ สมควรต้องลาออกไป 



ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การแทรกแซงทางทางเมืองครั้งล่าสุดของพล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ คือเครื่องบ่งชี้ว่า กลไกการรัฐประหาร  57 ยังทำหน้าที่ของมันอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้ง ๆ ที่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว แสดงว่าในสายตาของขบวนการยึดอำนาจ คงมองการเลือกตั้งเป็นแค่พิธีกรรมเพื่อให้ต่างชาติยอมรับการปกครองโดยคณะทหารเท่านั้น ถึงได้ออกมาแทรกแซงทางการเมืองอยู่เรื่อย ๆ โดยบางครั้งก็หนักข้อถึงขั้นยอมรับกับสื่อต่างชาติว่ายังมีความคิดเรื่องยึดอำนาจด้วยซ้ำ ทั้ง ๆ ที่ สุ่มเสียงต่อความผิดฐานเป็นกบฏฯ ตามมาตรา 113 สะท้อนว่าท่านไม่ได้เกรงกลัวกฎหมายเลย

นอกจากนี้ พฤติกรรมของ พล.อ.อภิรัชต์ ยังส่งผลเสียหายต่อบรรยากาศการลงทุนในประเทศด้วย เพราะสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ต่างชาติไม่กล้านำเงินเข้ามาลงทุนในไทย ก็เพราะมีความกังวลที่เห็นกองทัพแทรกแซงการเมืองบ่อย ๆ จึงทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในความต่อเนื่องของนโยบายทางเศรษฐกิจของไทย หากเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ซึ่งถ้าครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะ  นายกฯ และ รมว.กห.  ไม่กล้าที่จะแสดงท่าทีใด ๆ ทั้ง ๆ ที่ ผู้บัญชาการทหารบกวางตัวไม่เหมาะสมอย่างโจ่งแจ้งมาหลายครั้งแล้วจนถูกวิจารณ์ไปทั่วโลก ก็ไม่มีประโยชน์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป แต่ พล.อ.ประยุทธ์ สมควรต้องลาออกไปทั้งจาก ตำแหน่ง นายกฯ และ รมว.กห. อย่าอยู่เป็นหัวหลักหัวตออีกต่อไปเลย เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ พล.อ. อภิรัชต์แทรกแซงการเมืองและวางตัวไม่เหมาะสม

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ สามารถใช้อำนาจตาม พรบ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (พ.ศ. 2534) มาตรา 11 (4) โดยสั่งการให้ พล.อ.อภิรัชต์ มาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี หรือจะพิจารณางดบำเหน็จ ผบ.ทบ. ก็ย่อมทำได้ ขึ้นอยู่กับว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะทำหรือไม่เท่านั้น

ที่สำคัญ หาก พล.อ.ประยุทธ์ ไม่จัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ก็แสดงว่าท่านรู้กันกับกองทัพ และแสดงว่า รัฐบาลนี้เป็นเพียงคณะรัฐประหารซ่อนรูปเท่านั้น ไม่สมควรเรียกตัวเองว่าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยอีกต่อไป