วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561

มูลนิธิคอนราดฯ จัดเสวนาวิชาการ การเลือกตั้งแบบใหม่และการพัฒนาการเลือกตั้งในประเทศไทย


#TV24 ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2561 ณ โรงแรม V-VERVE HOTEL จังหวัดฉะเชิงเทรา มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ (KAS) มูลนิธิจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ร่วมกับ สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย (iDS) จัดงานเสวนาวิชาการในหัวข้อ "THE MILLENNIALS AND THE NEW ELECTORAL SYSTEM" มีเนื้อหาการอภิปรายและวิเคราะห์ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่และการพัฒนาการเลือกตั้งในประเทศไทย โดยมีนักวิชาการ นำโดย "ผศ. ร.ต.อ. ดร.วิเชียร ตันศิริคงคล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา" พร้อมด้วย "ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า" "อาจารย์อาจิณโจนาธาน อาจิณกิจ" "อาจารย์นพพร ขุนค้า" และนักวิชาการ นิสิต นักศึกษา








"อนุสรณ์" ตั้งข้อสงสัย "ประยุทธ์-แกนนำรัฐบาล" ประกาศสนใจการเมืองพร้อมกัน


#TV24 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ประกาศสนใจงานทางการเมือง ว่า “เป็นสิ่งที่ประชาชนสงสัยมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว และน่าคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มสนใจงานทางการเมืองมาตั้งแต่เมื่อไหร่ สนใจตั้งแต่สมัยเป็นผบ.ทบ. หรือเพิ่งมาสนใจหลังการยึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557 เพราะถ้าสนใจมาก่อนการยึดอำนาจ คำถามที่ว่าทำไมการก่อจลาจลชัตดาวน์ประเทศ ขัดขวางการเลือกตั้ง ฝ่ายความมั่นคงจึงเกียร์ว่างหรือไม่? รวมถึงหลังการยึดอำนาจก็ยังตั้งแกนนำม็อบที่มีคดีอุกฉกรรจ์มารับตำแหน่งสำคัญๆในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ เอง ในสถานการณ์ปกติรัฐบาลรักษาการก่อนการเลือกตั้ง จะถูกควบคุมไม่ให้อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ไม่โยกย้ายข้าราชการเพื่อเอาเปรียบหรือเป็นมือเป็นไม้ในการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งครั้งหน้ากำลังจะมีขึ้นท่ามกลางดาบอาญาสิทธิมาตรา 44 ในมือ พร้อมการจัดวางเครือข่ายขุมกำลังองคาพยพ กองทัพ รวมทั้งข้าราชการพลเรือนหรือไม่?”

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า “พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศสนใจการเมืองอาจไม่แปลกมาก แต่การที่รัฐมนตรีเกือบครึ่งครม. และแกนนำรัฐบาล นัดกันมาประกาศสนใจการเมืองพร้อมๆกันในช่วงเวลาเดียวกันดูจะพิลึกอยู่ไม่น้อย พล.อ.ประยุทธ์ โชคดีและมีแต้มต่อมากกว่าคนไทยกว่า 60 ล้านคน ที่สนใจการเมืองแล้วสามารถเข้าสู่อำนาจได้ทันที แม้ช่วงต้นจะอ้างว่ามาเป็นกรรมการ แต่ตอนนี้คณะกรรมการเกือบทั้งคณะกำลังจะผันตัวเองไปเป็นผู้เล่นเสียเอง ประชาชนอาจจะอยากบอกผู้ถืออำนาจรัฐว่า ถ้าจะเข้าสู่การเมืองและการเลือกตั้งอย่างสง่างาม ขอให้วางปืนลง ปลดล็อคให้พรรคการเมือง เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง แล้วเข้าสู่การเลือกตั้ง ช่วยกันทำให้เป็นการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมจะดีกว่า”

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561

“ณัฐวุฒิ” ชี้ แพ้-ชนะ เลือกตั้ง ไม่สำคัญเท่าการพาบ้านเมืองกลับสู่วิถีทางประชาธิปไตย


#TV24 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ระบุว่าสนใจการเมือง ว่า “คงเป็นเรื่องแปลกถ้าเราจะเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่งมาสนใจการเมืองเอาวันนี้ เพราะถ้ามองจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาคิดว่าท่านกับคณะสนใจการเมืองไม่ต่ำกว่า 10 ปีมาแล้ว และมีบทบาทอย่างสำคัญต่อสถานการณ์ทางการเมืองมาตลอด รวมทั้งมีแนวโน้มจะสืบทอดอำนาจต่อไปอีกหลายปี แต่นอกจากสนใจการเมืองแล้ว อยากให้สนใจเรื่องความชอบธรรมด้วย เพราะการเมืองที่ไม่คำนึงถึงความชอบธรรมถึงที่สุดจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ เรียกร้องให้ปลดล็อกไปเลยท่านก็แค่คลาย ถามว่าจะลาออกจากหัวหน้า คสช. ไหม ท่านก็ไม่ออก รัฐมนตรีที่มีข่าวจะไปอยู่พรรคพลังประชารัฐซึ่งที่จริงควรช่วยกันออกไปบ้างเพื่อไม่ให้ภาพพรรคกับรัฐบาลและ คสช. ทับซ้อนกันเกินไป ท่านก็ยืนยันไม่ปรับ ครม. ในขณะที่ กกต. ก็ทำหน้าที่องค์กรอิสระที่ยืนบนจุดเกรงใจ ไม่รู้ว่าคำอธิบายเรื่องการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรมจะมาจากมุมไหน?”

“ทุกฝ่ายยังต้องเดินหน้าสู่สนามเลือกตั้ง แพ้ชนะจะเป็นรัฐบาลหรือไม่นั้นไม่สำคัญเท่ากับการทำให้บ้านเมืองซึ่งแหกโค้งตกลงไปข้างทางมาตั้งแต่ปี 2557 กลับคืนสู่วิถีประชาธิปไตย อย่ากังวลว่าต้องสู้ภายใต้อำนาจและกติกาของคู่แข่งขัน แต่ต้องคิดว่าแม้จะยื้อไว้แค่ไหน ในที่สุดเผด็จการก็ต้องลงมาอยู่ในสนามเดียวกับฝ่ายการเมืองเพื่อรับการตัดสินใจของประชาชนเช่นกัน ผมไม่เชื่อว่าความไม่ชอบธรรมจะครอบงำประชาชนได้ แม้จะมีนักการเมืองและคนบางกลุ่มเป็นนั่งร้านให้ก็ตาม" นายณัฐวุฒิ กล่าว

“วัฒนา” แซะ “ประยุทธ์” อยากมีอำนาจ แต่ไม่กล้าเลือกตั้ง


#TV24 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัฒนา เมืองสุข โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยเนื้อหาดังนี้

“หลายคนอาจจะตื่นเต้นกับคำให้สัมภาษณ์ของพลเอกประยุทธ์ที่ว่า “ตัวเองสนใจงานการเมืองแต่จะไม่ลาออกจากหัวหน้า คสช.” ส่วนผมไม่แปลกใจเพราะพฤติกรรมตั้งแต่ต้นแสดงให้แล้วว่าเป็นพวกอยากมีอำนาจแต่ไม่กล้าเข้าสู่การเลือกตั้ง

เพนนอคและสมิท (Pennock & Smith) ให้คำจำกัดความคำว่า “การเมือง” หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับอำนาจ สถาบันและองค์กรในสังคม ซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีอำนาจเด็ดขาดครอบคลุมสังคมนั้น ดังนั้น การเมืองจึงเป็นเรื่องของการต่อสู้กันเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการบริหารกิจการบ้านเมืองซึ่งจะต้องได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ

นักการเมืองจึงต้องต่อสู้กันเพื่อให้ได้มาซึ่งการยอมรับจากประชาชน แต่จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียม สองมือของนักการเมืองมิได้มีไว้ถืออาวุธข่มขู่เอาอำนาจจากประชาชน หากแต่มีไว้เพื่อไหว้ประชาชนขออำนาจไปทำในสิ่งที่ตัวเองได้หาเสียงหรือให้สัญญาไว้อันมีลักษณะเป็นสัญญาประชาคม นักการเมืองจึงต้องหาเสียงเพื่อนำเสนอนโยบาย ดังนั้น การที่พลเอกประยุทธ์ห้ามนักการเมืองหาเสียงแถมจะเล่นการเมืองโดยไม่ลาออกจากหัวหน้า คสช. คือการเอาเปรียบนักการเมืองอื่น“วัฒนา” แซะ “ประยุทธ์” อยากมีอำนาจ แต่ไม่กล้าเลือกตั้ง

“ก่อแก้ว” ท้า “บิ๊กตู่” ลงมาเล่นการเมืองตามระบบ


#TV24 นายก่อแก้ว พิกุลทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแกนนำ นปช. กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ระบุว่าสนใจทางการเมืองว่า

"ตนขอสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้ลงการเมือง แต่ในการลงการเมืองต้องมาตามระบบ เพราะจะมีความสง่างาม ไม่มีใครจะสามารถคัดค้านต่อต้านได้และจากผลโพลที่ออกมาประชาชนก็อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯอยู่แล้วและตอนนี้ก็มีกลไกอำนาจอยู่ในมือทั้งหมด ถือว่าได้เปรียบทุกพรรคอยู่แล้ว การมาลงการเมืองคงไม่ใช่เรื่องยาก
         
ทั้งนี้ตนมีความเป็นห่วงว่า

1.การมาลงการเมือง ต้องคิดนโยบายให้เป็นก่อน เพราะที่ผ่านมายังไม่เห็นอะไรต้องตาต้องใจประชาชนและนโยบายหลักๆ ยังลอกของพรรคไทยรักไทยอยู่
2.ต้องปฏิรูปตัวเอง พูดจาให้เหมือนกับคนที่จะมารับใช้ประชาชน ไม่ใช่มาเป็นเจ้านายชาวบ้าน
3.หาก พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกฯอีกครั้ง จะไม่มีดาบอาญาสิทธิ์ ม.44 และ อำนาจปืน เป็นเครื่องมือในการทำงาน ทุกอย่างจะไม่มีอะไรง่ายเหมือนในตอนนี้
4.การเมืองปกติจะมี ส.ส. และฝ่ายค้าน คอยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล การอภิปรายในสภาจะดุเดือด ไม่ใช่มีแต่คนคอยเชียร์ ท่านต้องทนให้ได้ 
5. พรรคร่วมรัฐบาล จะกดดันเรื่องโควต้าเก้าอี้ และการดำเนินนโยบายของพรรคตนที่ไปหาเสียงไว้ ท่านต้องเอาใจทุกพรรรค ไม่เหมือนกับตอนยึดอำนาจ ที่ไม่ต้องเอาใจพรรคใดเอาแต่ใจตัวเองได้
6.ยามบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย จะมีประชาชนที่เดือดร้อนจากเรื่องต่างๆ มายื่นหนังสือ หรือชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหา ท่านต้องพร้อมฟังคนไทยทุกกลุ่ม จะไปตะเพิดเหมือนที่เคยทำไม่ได้
7.สื่อมวลชน จะมีทั้งเชียร์และตำหนิการทำงานของท่านอย่างเต็มที่ ท่านต้องอดทนในการวิพากษ์วิจารณ์ให้ได้
           
อย่างไรก็ตามหากท่านสนใจจะลงการเมืองจริงและคิดว่าสามารถบริหารจัดการเรื่องที่ตนเป็นห่วงท่านได้ ก็ขอเชิญมาลงการเมืองได้เลย ตนเชียร์เต็มที่" นายก่อแก้ว กล่าว

“อนุสรณ์” ซัด กลุ่มสามมิตร เดินสายทำกิจกรรมได้ เอาเปรียบพรรคอื่น


#TV24 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี รัฐบาล คสช.อ้างไม่ปลดล็อกทางการเมือง เพื่อรักษาความสงบของบ้านเมือง ว่า

ดูเหมือนคำสั่งห้ามทำกิจกรรมทางการเมืองของ คสช.จะไม่มีสภาพบังคับกับกลุ่มการเมืองที่ส่งสัญญาณจะสนับสนุนรัฐบาล คสช.สืบทอดอำนาจหลังการเลือกตั้งหรือไม่? ในขณะที่พรรคอื่นทำได้เพียงแค่ตามเงื่อนไขการคลายล็อก แต่กลุ่มการเมืองในเครือข่ายของรัฐบาลกลับทำทุกอย่างได้อย่างเต็มที่หรือไม่? เช่นกลุ่มสามมิตร เดินสายทำกิจกรรมทางการเมืองเอาเปรียบพรรคอื่นอย่างไร้ข้อจำกัดตลอดเวลาหรือไม่?

รัฐบาล คสช.บอกว่า ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน แต่กลุ่มสามมิตรกลับเคลื่อนไหวได้อย่างเต็มที่มาโดยตลอด ซึ่งเชื่อขนมกินได้เลยว่า ที่สุดแล้วกลุ่มนี้ก็จะไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่? ถึงขั้นที่สองพ่อลูกตระกูลอดิเรกสาร นายปองพล นายปรพล บุกไปพบนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาลมาแล้ว ดังนั้นสารพัดข้ออ้างที่จะไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมือง แท้จริงแล้วเพื่อให้พรรคอื่นที่ไม่ได้เป็นฝ่ายสนับสนุนตัวเองเสียเปรียบ และให้พรรคหรือกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนตัวเองได้เปรียบมากที่สุดหรือไม่? รัฐบาล คสช.และเครือข่ายต้องไม่ทำตัวเป็นตลกร้าย เหมือนกรรมการโชว์มวยปล้ำ ที่ฝ่ายหนึ่งบังคับใช้กติกาเคร่งครัดเด็ดขาด ทำอะไรไม่ได้เลย ส่วนฝ่ายที่เป็นพวกเดียวกันกับกรรมการ ทำผิดกติกาแค่ไหน เอาเก้าอี้ทุ่ม ลากลงมารุมข้างล่างเวที กรรมการก็ไม่เคยมองเห็นหรือไม่?

กรณีนายทหารยศพลโท ลงพื้นที่อ้างว่าไปรับฟังปัญหาที่ดินทำกิน แม้จะบอกว่าต่างฝ่ายต่างมา ไม่รู้จักกับกลุ่มสามมิตร แต่เมื่อไปนั่งอยู่ข้างๆกัน แล้วบอกว่าไม่รู้จักกัน ไม่ได้นัดกัน ใครจะไปเชื่อหรือไม่? แล้วแบบนี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ที่จะไปต่างประเทศ ต้องเตรียมตัวไปตอบคำถามเหล่านี้ด้วยหรือไม่? ว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้ง ให้เป็นการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมได้อย่างไร?

วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561

"นพดล" เชื่อ นโยบายเป็นตัวชี้วัดผลการเลือกตั้ง


#TV24 นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เชื่อว่า ขณะนี้ประชาชนก้าวข้ามการตอบโต้ทางการเมือง ไปสู่ประเด็นว่าแต่ละพรรคการเมืองมีจุดยืนทางการเมืองในเรื่องสำคัญๆ อย่างไร? เช่น การสืบทอดอำนาจ จุดยืนเรื่องประชาธิปไตย นอกจากนั้นประชาชนสนใจว่า แต่ละพรรคการเมืองมีแนวทางและนโยบายในการแก้ปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ และจะนำพาประเทศไปสู่ความรุ่งเรืองได้อย่างไร?

ดังนั้น จึงเชิญชวนให้แต่ละฝ่ายแข่งขันกันเสนอนโยบายตอบโจทย์ประเทศ เพื่อประกอบการตัดสินใจของประชาชนว่าจะเลือกพรรคใด ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้งมีคุณค่า มีความหมายต่อส่วนรวมมากขึ้น และจะช่วยยกระดับการเมืองไทยไปอีกขั้นว่าเป็นการเมืองเอานโยบายนำ แต่ที่ตนยังไม่เข้าใจและเสียดายคือยังมีข้อห้ามมิให้ประชาชนชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปและยังไม่สามารถไปพบปะประชาชนเพื่อมีกระบวนการจัดทำนโยบายอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนได้ แม้แต่พรรคจะสื่อสารจุดยืนและนโยบายในบางเรื่องผ่านออนไลน์ก็อาจถือว่าเป็นการหาเสียงตามคำสั่งที่ 13/61 ซึ่งความไม่ชัดเจนนี้ไม่เอื้อต่อการทำหน้าที่ของพรรคการเมืองอย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ หวังว่าผู้มีอำนาจจะตระหนักในประเด็นนี้ และเปิดให้พรรคการเมืองได้ทำหน้าที่ ตนนึกไม่ออกว่าการทำและสื่อสารประเด็นนโยบายออนไลน์จะนำไปสู่ความวุ่นวายได้อย่างไร?