วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"คุณากร" ห่วงความปลอดภัยนักศึกษา ติงเจ้าหน้าที่บุกจับคาโรงพยาบาลซ้ำเติมสถานการณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายคุณากร ปรีชาชนะชัย ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้ 

จากเหตุการณ์ที่ ตำรวจเข้ามาแสดงตัวจับกุม น้องทั้ง 3 คน ที่โรงพยาบาลพระราม 9

ผมเข้าใจว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถใช้วิธีการอย่างอื่นได้ โดยไม่ต้องดำเนินการจับกุมในขณะที่ ผู้ต้องหา เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล และผู้ต้องหามิได้หลบหนี ถือว่าเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลง ในเรื่องนี้จะเห็นว่า ผู้ต้องหาซึ่งเป็นนักเรียน นักศึกษา ถูกคุกคามมาโดยตลอด เป็นการกลั่นแกล้งทำให้เกิดความหวาดกลัว ที่ผ่านมา คดีที่ดำเนินการอยู่ไม่แตกต่างจากคดีก่อนหน้านี้ คือ คดีเดิมศาลอนุญาตให้ปล่อยตัว การอายัดตัว ถือว่าเป็นการคุกคาม ที่จะสกัดกั้น มิให้ผู้ต้องหาได้ใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญ การดำเนินการดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงถือว่า เป็นการกระทำที่เกิดกว่าเหตุ

#หยุดทำร้ายประชาชน

#หยุดคุกคามประชาชน

#สิทธิต้องได้รับความคุ้มครอง

#เพื่อไทยหัวใจคือประชาชน

"อนุสรณ์" แนะ "ประยุทธ์" สร้างความเชื่อมั่นไม่ได้ ก็อย่าทำลาย

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุ ไม่มีใครอยากทำรัฐประหาร แต่ไม่ยืนยัน จะเกิดขึ้นหรือไม่ ว่า ประชาชนวินิจฉัยได้ว่า 6-7 ปี พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นได้  ไม่ว่าพล.อ.ประยุทธ์จะอยากรัฐประหารหรือไม่ ก็ได้ทำไปแล้ว สื่อต่างประเทศยังอ้างคำพูดของพล.อ.ประยุทธ์ เองว่าได้เตรียมการทำรัฐประหารมา 3 ปี วันนั้นถ้ามีการบังคับใช้กฎหมายตรงไปตรงมา ซักครึ่งหนึ่งของปัจจุบัน ไม่รู้เห็นเป็นใจให้มีการชัตดาวน์ประเทศ ก่อจราจลล้มการเลือกตั้ง บ้านเมืองก็ไม่ถึงทางตันเหมือนในวันนี้ ตั้งแต่ปี 2549 ถึง 2563 มีรัฐประหารไปแล้วถึง 2 ครั้ง รัฐประหารปี 2549 ห่างกับรัฐประหารปี 2557 7 ปีเศษ  ประชาชนจึงเกิดคำถามว่าวันนี้ได้เวลาพวกท่านเตรียมการจะทำรัฐประหารกันอีกแล้วหรือ แนวทางที่จะนำพาประเทศออกจากวิกฤติทำได้หลายทาง แต่ทุกแนวทางต้องเริ่มต้นจากพล.อ.ประยุทธ์ ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยปราศจากเงื่อนไข สร้างกติกาประชาธิปไตยสากลที่ทุกฝ่ายยอมรับ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าถอยคนละก้าว เฉพาะการปล่อยตัวชั่วคราวแกนนำนักศึกษา ที่ปล่อยตัวจากคดีหนึ่งแล้วเอาอีกหลายๆคดีมาจับใหม่ เป็นใบเสร็จยืนยันชัดว่า รัฐบาลมีความจริงใจหรือไม่ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นได้ ก็อย่าขยันทำลายความเชื่อมั่น โดยปล่อยให้คำพูดสวนทางกับการกระทำตลอดเวลา

"เดียร์-อิ่ม" รุดเยี่ยมแกนนำนักศึกษา ห่วงถูกทำร้าย

นางสาวขัตติยา สวัสดิผล คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

วันนี้เดียร์กับ ส.ส.อิ่ม ธีรรัตน์ มาเยี่ยมให้กำลังใจน้องเพนกวิ้น น้องรุ้ง และน้องไมค์ ที่โรงพยาบาลพระรามเก้า ถามไถ่ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความเป็นอยู่ของน้องๆ ในระหว่างถูกคุมขัง น้องๆกำลังใจดีเยี่ยมเลยค่ะ ยืนยันว่ายังยึดมั่นในอุดมการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่อยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการ ประเทศไทยต้องดีกว่านี้ให้ได้


แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการเข้าจับกุมตัวน้องๆ ตามหมายจับของเจ้าหน้าที่(ที่อ้างว่ายังมีค้างอยู่) หลังจากที่ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวน้องๆ ออกจากเรือนจำ ทั้งๆ ที่ทนายความได้ประสานให้ตำรวจจากทุกท้องที่ที่น้องๆ มีคดีอยู่มาแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว และน้องๆ ได้รับทราบข้อกล่าวหาและสอบปากคำไปแล้ว ซึ่งทำให้หมายจับที่มีอยู่นั้นสิ้นผลไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับกุมน้องๆ ถึงในเขตราชทัณฑ์ โดยที่น้องๆ ยังก้าวออกไม่พ้นประตูเรือนจำ ผู้อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ไม่ใส่เครื่องแบบ ไม่มีการแสดงบัตรประจำตัว ไม่มีการแสดงหมายจับ น้องๆ มีร่องรอยการโดนทำร้ายจากเจ้าหน้าที่จากการเข้าจับกุมตัวเมื่อวานโดยผิดหลักกฎหมาย....การกระทำเหล่านี้มันป่าเถื่อนจริงๆ


เมื่อเทียบกับคดีอื่นๆ ที่รุนแรงกว่านี้ เช่น มีคนใช้ปืนยิงคู่กรณี แต่ตำรวจกลับอนุญาตให้มีการประกันอย่างง่ายด้วยวงเงินไม่กี่แสนบาท เทียบกับน้องๆ ที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยโดยไม่มีอาวุธ เรียกร้องให้ผู้นำประเทศที่บริหารงานห่วยแตกลาออกไป แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นของประชาชน กลับต้องถูกหมายจับคดีแล้วคดีเล่า


คุณตำรวจคะ...พวกคุณอยากตกเป็นเครื่องมือของเผด็จการจริงหรือคะ คุณจะเอาศักดิ์ศรีความเป็นตำรวจมาแลกเพื่อเอาใจเจ้านายแล้วยืนอยู่ตรงข้ามประชาชนจริงหรือ?

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"เรืองไกร" ยื่นกกต. สอบประชาธิปัตย์ ฝ่าฝืน พรป.พรรคการเมือง

"เรืองไกร" ยื่น กกต. สอบ ส.ส. ประชาธิปัตย์ ฝ่าฝืน พรป.พรรคการเมือง ม. 88 วรรคสอง หรือไม่?

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภาเปิดเผยว่า วันนี้ ได้ไปที่ศูนย์ราชการอาคาร B เพื่อยื่นหนังสือขอให้ กกต. ตรวจสอบว่า ส.ส. ปชป. มีการกระทำฝ่าฝืน พรป.พรรคการเมือง ม. 88 วรรคสอง หรือไม่?


นายเรืองไกร กล่าวว่า เรื่องนี้สืบเนื่องจาก ป.ป.ช. ได้มีหนังสือถึงตนแจ้งว่า กรณี ส.ส. ปชป. ไปร่วมงานและรับประทานอาหารกับพรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2562 นั้น  ส.ส. ที่เข้าร่วมงานเลี้ยงไม่มีมูลความผิดตาม พรป. ป.ป.ช. มาตรา 128  จึงมีมติไม่รับเรื่องกล่าวหาไว้พิจารณา


นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า ที่ ป.ป.ช. แจ้งมานั้น จึงมีประเด็นตามมาว่า ส.ส. ปชป. ที่เข้าร่วมงานเลี้ยงนั้น อาจจะเข้าข่ายตาม พรป.พรรคการเมือง ม. 88 วรรคสอง ตามมาได้


ม.88 วรรคสอง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้สมาชิกซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด จากบุคคลใดโดยไม่มีมูลจะอ้างได้ตามกฎหมาย เว้นแต่เงินที่ได้มีการแจ้งไว้ตามวรรคหนึ่ง"


นายเรืองไกร กล่าวตามมาว่า ข้อเท็จจริงจาก ป.ป.ช. จึงเป็นมูลเหตุที่ต้องนำไปร้องขอให้ กกต. ตรวจสอบต่อไปว่า ส.ส. ปชป. มีการฝ่าฝืนพรป.พรรคการเมือง มาตรา 88 วรรคสอง หรือไม่ 


อนึ่งนายเรืองไกร ได้ยื่นหนังสือเร่งรัดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บทบัญญัติใน พรก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่? ด้วย

“ธีรรัตน์” คาด คณะกรรมการสมานฉันท์เป็นมวยล้มต้มคนดู

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์  ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงกรณีที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นด้วยที่จะตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ในการหาทางออกให้กับประเทศ นั้นเป็นเพียงการยอมรับแบบเสียไม่ได้ ทั้งนี้ประชาชนหวั่นใจว่าจะเป็นมวยล้มต้มคนดูเหมือนคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ หลายชุดที่มีการตั้งมาก่อนหน้านี้ ทั้งนี้มีความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลจะใช้ชุดคณะกรรมการดังกล่าวซื้อเวลาและหวังหลอกประชาชนว่ารัฐบาลตั้งใจ


กรณีที่เกิดขึ้น พลเอกประยุทธ์ขอให้ประชาชนเชื่อใจรัฐบาลสักครั้ง ก็ชัดเจนว่าที่ผ่านมารัฐบาลไม่มีความจริงใจกับประชาชนเลย การกระทำของพลเอกประยุทธ์เพราะต้องการยึดติดตำแหน่งเท่านั้น ไม่ได้ต้องการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง หากพลเอกประยุทธ์มีความตั้งใจที่จะทำงานจริง คนไทยคงมีความสุขมากกว่านี้  แต่ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันภายใต้การบริหารงานของรัฐบาล พบว่า ประชาชนทั้งประเทศลำบาก รายได้ลด ค้าขายไม่ได้ ตกงาน ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เพราะรัฐบาลบริหารงานแบบไร้ประสิทธิภาพ 


นางสาวธีรรัตน์ กล่าวด้วยว่า กรณีที่จัดชุมนุมของกลุ่มนักศึกษา ส่วนหนึ่งมาจากรัฐบาลไม่สนใจข้อเรียกร้องของประชาชน รวมทั้งต้องการที่จะให้รัฐบาลลงมาดูแลและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง แต่รัฐบาลกลับเมินข้อเสนอและข้อเรียกร้องของประชาชน ดังนั้นการจัดการชุมนุมเพื่อที่จะให้รัฐบาลสนใจปัญหาของประชาชน 


 “นอกจากนี้กรณีที่รัฐบาลพร้อมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นผลมาจากการเรียกร้องของประชาชน ทั้งๆที่รัฐบาลทราบดีว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหาแต่ไม่ยอมรับ เช่นเดียวกับพลเอกประยุทธ์ที่ไม่เคยยอมรับว่าตัวเองเป็นต้นตอของปัญหาประเทศ เมื่อผิดแล้วไม่แก้ไข จะให้ประชาชนเชื่อใจพลเอกประยุทธ์คงไม่มีใครเชื่อใจพลเอกประยุทธ์อีกแล้ว” นางสาวธีรรัตน์ กล่าว

"พิชัย" แนะ "ประยุทธ์" ลาออก เพื่อประเทศเดินหน้า

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้านเศรษฐกิจ กล่าวในการเสวนาหัวข้อ “ประชานิยมกับนโยบายหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองไทย” ที่จัดโดย กกต. ที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า ถ้าพูดถึงนโยบายประชานิยม ทุกคนจะต้องนึกถึงพรรคไทยรักไทย ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ซึ่งทำให้แม้หลังรัฐบาลครบเทอมสมัยแรกแล้ว พรรคยังกลับมาชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายถึง 377 เสียง จนกระทั่งมาถูกปฏิวัติในปี 2549 และ เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาการเมืองไทยนับแต่นั้นมา 


นโยบายที่ได้รับความนิยมสูงสุดจนกระทั่งปัจจุบันคือนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอทอป) SMEs , SML ซึ่งหลักคิดของนโยบายประชานิยมในช่วงนั้นคือการคิดให้ครบทุกกรอบคือ ให้คนต้องมีสุขภาพดี เข้าถึงแหล่งทุน และสามารถทำธุรกิจสร้างรายได้ และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ผลคือรายได้ประชาชาติ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นสูงทุกปี และยังมีการกระจายรายได้อย่างทั่วถึงเพราะคนส่วนใหญ่มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง ไม่เหมือนขณะนี้ที่ความเหลื่อมล้ำของไทยสูงที่สุดในโลก


ที่สำคัญจากการสำรวจของนักลงทุนและบุคลากรในตลาดหลักทรัพย์พบว่า รัฐบาลไทยรักไทย 1 เป็นรัฐบาลที่ได้รับความนิยมสูงสุด เมื่อเทียบกับทุกรัฐบาลที่ผ่านมาเพราะมีประสิทธิภาพสูงสุดซึ่งเป็นเรื่องจริง


นอกจากนี้ รัฐบาลในสมัยนั้นยังคิดเรื่อง เศรษฐกิจคู่ขนาน (Dual Track Economy) ซึ่งหมายถึง การต้องช่วยเหลือบริษัทใหญ่ๆของไทยให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้ ในขณะที่ช่วยเหลือประชาชนระดับล่างให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้ว โดยมี เมกกะโปรเจกต์ ที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในทุกด้าน ยกตัวอย่างเช่น การสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวและธุรกิจไทยอย่างมาก ซึ่งทั้งหมดลองคิดดูว่าถ้าหากไม่มีสนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทยคงย่ำแย่กว่านี้มาก 


ความสำเร็จของนโยบายประชานิยมในขณะนั้นเป็นที่ยอมรับกันในระดับโลกถึงกับมีผู้นำฟิลิปปินส์ในขณะนั้นขนานนามว่าเป็น “ทักษิโณมิกส์” ซึ่งเป็นการยกย่องอย่างมาก


อีกแนวคิดหลักที่ยังไม่ได้ทำคือ โมเดิร์นไนซ์ไทยแลนด์ ที่จะพัฒนาประเทศไทยให้เป็นระบบดิจิตอลทั้งหมด คล้ายกับประเทศเอสโตเนียที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก เพิ่มรายได้ให้กับประชาชนอย่างมหาศาลแต่มาถูกปฏิวัติเสียก่อนเลยอดทำ 


และเรื่องที่สำคัญมาก แต่กลับไม่มีคนพูดถึงคือการเปลี่ยนแปลงกรอบความคิดของระบบข้าราชการให้มารับใช้ประชาชน ไม่ใช่ทำตัวเป็นเจ้านายของประชาชน ซึ่งทำให้ระบบราชการมีประสิทธิภาพ แต่พอมาถูกปฏิวัติ ข้าราชการก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม ขนาดสลายม็อบทำร้าย นักเรียน นักศึกษายังไม่รู้สึกสำนึกผิดกันเลย


ประชานิยมสมัยนั้นถูกโจมตีตั้งแต่เปิดตัวและถูกดูถูกว่าจะทำไม่ได้จริง แต่สุดท้ายก็ทำได้หมด และต่อมาเมื่อทำสำเร็จแล้วก็ยังถูกโจมตี ซึ่งถูกหาว่าจะทำให้ชาติล่มจม เพื่อทำให้เป็นเรื่องน่ารังเกียจ แต่เมื่อดูหนี้สาธารณะของไทยต่อจีดีพีตลอดหลายปีที่ผ่านมาพบว่ามีเพียงประมาณ  40% ของจีดีพีเท่านั้น ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ทำให้ชาติล่มจมอย่างแน่นอน 


ต่อมาในสมัยพลังประชาชน ก็มีนโยบาย น้ำฟรี ไฟฟ้าฟรี (แต่ต้องใช้แบบประหยัด) รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งก็ได้ความนิยมอย่างมาก และ ใช้เงินไม่มากเลย 


พอมาสมัยพรรคประชาธิปัตย์ มีการแจกเงิน 2,000 บาท มีโครงการไทยเข้มแข็งที่ใช้เงินนอกงบประมาณสูงถึง 4 แสนล้านบาทแต่คนจำไม่ได้เลยว่าใช้เงินทำอะไรบ้าง อีกทั้ง มีไข่ชั่งกิโลขาย และมีโรงพักที่สร้างไม่เสร็จ ซึ่งไม่ได้สร้างความนิยมจึงแพ้การเลือกตั้ง


ต่อมาในสมัยพรรคเพื่อไทย มีนโยบายเครดิตการ์ดชาวนา เพื่อช่วยเหลือชาวนาในการซื้อปัจจัยการผลิต  นโยบายจำนำข้าว แม้จะเป็นที่ถกเถียงกันมาก แต่ชาวนาก็ได้ประโยชน์ ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/วัน รถคันแรก บ้านหลังแรก ส่วนนโยบายที่ให้ประโยชน์อย่างมากคือโครงการแจกแท็บเล็ต ที่ผมเป็นผู้เสนอเอง ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิตอล และเป็นการแสดงวิสัยทัศน์อย่างชัดเจนเพราะคิดมาก่อนเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ก่อนที่เศรษฐกิจดิจิตอลจะรุ่งเรื่องอย่างมากทั่วโลกในปัจจุบัน แต่มาถูกยกเลิกหลังการปฏิวัติ 


ในด้านพลังงานก็มีการระงับการจัดเก็บเงินกองทุนน้ำมันชั่วคราว ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินลดลงลิตร 7-8 บาท ดีเซลลดลงลิตรละ 3 บาท มีเครดิตการพลังงานช่วยผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ และ คูปองลดราคาอุปกรณ์ไฟฟ้าประหยัดพลังงานหลังน้ำท่วม เป็นต้น ดังนั้น จึงอยากให้เห็นว่าตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบันทุกนโยบายที่พรรคเคยหาเสียงไว้สามารถทำจริงได้ทั้งหมด


ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐมีบัตรคนจนที่แจกกระจายกว่า 14 ล้านใบ โดยคนจำนวนมากอาจจะไม่ได้จนจริงในขณะนั้น และยังมีโครงการ ชิมช้อปใช้ และเที่ยวแล้วได้เงินคืน ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจเลย เพราะจีดีพี ขยายตัวต่ำมาตลอด และที่ประชาชนฝากทวงถามมา คือนโยบายหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐที่สัญญาไว้มากมาย เช่น ค่าแรงขั้นต่ำ 400-425 บาท ปริญญาตรี 20,000 บาท/เดือน อาชีวะ 18,000 บาท/เดือน ลดภาษีบุคคลธรรมดา 10% โครงการมารดาประชารัฐ ข้าวหอมมะลิ 18,000 บาท/ตัน ข้าวเจ้า 12,000 บาท/ตัน อ้อย 1,000 บาท/ตัน ยางพารา 65 บาท/กก. ปาล์ม 5 บาท/ กก. มันสำปะหลัง 3 บาท/กก. เป็นต้น ซึ่งยังไม่สามารถทำได้เลย  จึงอยากถามพลเอกประยุทธ์ที่เป็นแคนดิเดทนายกฯของพรรค พปชร. ว่าเมื่อไหร่จะทำ หรือจะไม่ทำแล้ว ซึ่งจะผิดกฏหมายหรือไม่ ที่สัญญาแล้วไม่ทำ 


ทั้งนี้นอกจากไม่ทำตามสัญญาแล้วยังไม่มีแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วย โครงการ EEC ก็ไม่ประสพความสำเร็จ ดังนั้น พลเอกประยุทธ์ควรต้องพิจารณาตัวเองแล้วว่าอยู่ไปก็เป็นตัวถ่วงความเจริญ ดังนั้นจึงควรลาออกไป เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"ชวลิต" เผย "เพื่อไทย" อภิปรายฯสุดความสามารถแล้ว

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส. นครพนม พรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นต่อการเปิดอภิปรายทั่วไปในการประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 26 - 27 ต.ค. 2563 ที่ผ่านมาว่า แต่ละฝ่ายต่างก็ทำภาระหน้าที่เพื่อเสนอทางออกให้กับบ้านเมืองอย่างสุดความสามารถ

ทั้งนี้ ประชาชนจะจดจำบทบาทของแต่ละฝ่ายไว้ว่า ใครทำเพื่ออนาคตประเทศชาติและประชาชน

ใครทำเพื่อตนเองและพวกพ้อง เพื่อเป็นข้อมูลไว้ตัดสินใจทางการเมืองในอนาคตต่อไป เดี๋ยวนี้ปิดบังกันไม่ได้แล้ว โลกไปไวมาก และประชาชนก็ต้องวิเคราะห์ว่า พรรคการเมืองใดจะเป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชนในอนาคตได้

โดยส่วนตน เชื่อมั่นว่า ประเด็นที่ได้อภิปรายเสนอความเห็นในวันแรกของการอภิปรายคือวันที่ 26 ต.ค.2563 ที่ผ่านมา ได้ให้ความเห็นไปสรุปว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรแสดงสปิริตลาออก และรัฐสภาควรเร่งพิจารณาญัตติแก้รัฐธรรมนูญโดยเร็ว

หลังการอภิปรายมี ส.ส.ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ส.ว.และประชาชนทั่วไปให้กำลังใจมากมายอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน ทำให้มั่นใจว่า

สิ่งที่นำเสนอไปนั้น ตรงใจประชาชนที่จะเป็นทางออกให้กับบ้านเมืองในปัญหาเฉพาะหน้า

ผมดูปฏิกิริยาของ พล.อ.ประยุทธ์ ในสภาฯ ประกอบกับเวลาในการบริหารประเทศย่างเข้าปีที่ 7 เห็นได้ว่า น่าจะถึงเวลาจุดอิ่มตัวของท่านแล้ว จากนี้ไปจะมีแต่หาหนทางลงจากตำแหน่งอย่างมีเกียรติยศ  เพราะหากจะฝืนอยู่ตามคำเรียกร้องของพวกพ้อง ก็อาจจะเป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะนำพาประเทศชาติและประชาชนลงเหว เสียหายในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจอาจถึงขั้นยากจะเยียวยา

ผมมั่นใจว่า  คนเราทุกคนใฝ่ฝันว่าทางเดินข้างหน้าจะเป็นเส้นทางแห่งเกียรติยศ หากเห็นว่าหนทางข้างหน้าอาจทำให้ตนเองและประเทศชาติลงเหว การเปลี่ยนเส้นทางไปสู่เส้นทางที่ปลอดภัย นอกจากทำให้ตนเองปลอดภัยแล้ว ยังส่งผลให้ส่วนรวม คือ ประเทศชาติและประชาชนปลอดภัยด้วย