วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563

"การุณ" สอน "ประยุทธ์" ยอมรับรัฐบาลมีทุจริต

นายการุณ โหสกุล ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่าจากการที่ตนได้พูดคุยกับทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริหารงานที่ผิดพลาดและปล่อยให้มีการทุจริตของพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี 


ตนเองรับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงที่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้รับมาวิเคราะห์แล้วบอกได้คำเดียวว่าถึงกับอึ้ง พูดไม่ออกเพราะรัฐบาลลุงตู่ที่บอกว่า ต้องการเข้ามาปราบโกง ดูแล้วถ้าจะไม่เป็นจริงเสียแล้ว เพราะทีมตรวจสอบพบว่าการทุจริตหนักอาจหนักกว่ารัฐบาลที่ผ่านมาหลายรัฐบาลรวมกันเสียอีก

นอกจากนี้การการเข้าสู่ตำแหน่งของพลเอกประยุทธ์ทำให้ประเทศไทยต้องแลกกับอะไรหลายอย่าง เช่น ความบิดเบี้ยวของกฎหมายและองค์กรอิสระ การใช้ภาษีประชาชนเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อให้พลเอกประยุทธ์สืบทอดอำนาจ คำครหาเรื่องการใช้ฝ่ายความมั่นคงไปข่มขู่ประชาชน การใช้จ่ายงบประมาณเอื้อให้กับพวกพ้อง รวมทั้งเรื่องสำคัญที่สุดก็คือการทุจริตที่ทำอย่างไม่เกรงใจประชาชน ซึ่งประเด็นเหล่านี้เมื่อประชาชนจับได้ พลเอกประยุทธ์ก็จะออกอาการโวยวายทวงบุญคุณก่อนใช้มุขหล่อชี้แจงว่าตนเองไม่เคยอยากเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ต้องยอมลำบากเพราะไม่ต้องการให้ประเทศกลับไปสู่ความวุ่นวาย ประชาชนแตกแยก เหมือนที่เคยผ่านมา   

 นายการุณ กล่าวต่อว่า เกือบ6 ปีในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกประยุทธ์ ถึงวันนี้ส่งผลเสียหายต่อประเทศชาติ อย่างหนัก ประชาชนมีความเป็นอยู่ลำบาก เศรษฐกิจพังพินาศ ตัวเลขคนตกงานจนถึงวันนี้หลายแสนคน  คนฆ่าตัวตายรายวัน แต่พลเอกประยุทธ์ ไม่สนใจ เพราะต้องการนั่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนเป็นสถิติประเทศไทยเท่านั้น ส่วนประชาชนจะเป็นอย่างไรไม่ใช่ประเด็น
 
“การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ตนเองเชื่อว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านจะอธิบายให้ประชาชนได้รู้ความจริงที่พลเอกประยุทธ์ฝังไว้ ใต้ท็อปบู๊ท สิ่งที่พลเอกประยุทธ์คุยว่าทำงานหนักกว่าทุกรัฐบาล แต่พบว่าประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร กลับยิ่งจนลง ตรงข้ามกับนายทุน และคนใกล้ชิดพลเอกประยุทธ์ที่มีคำครหามาตลอดว่าหาประโยชน์จากภาษีประชาชน จนร่ำรวยกันถ้วนหน้า ตนเองไม่มั่นใจว่าพลเอกประยุทธ์ ไม่รู้หรือแกล้งโง่ ว่าวันนี้ประชาชนจนทั้งแผ่นดินจริงๆ ซึ่งตนเองคิดเร็วๆตอนนี้ว่าหากพล.อ.ประยุทธ์ เสียสละตัวเองด้วยการลาออกแล้วให้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาฟื้นฟูประเทศ กอบกู้เศรษฐกิจโดยเร็ว ย่อมดีกว่าปล่อยให้พังด้วยมือของพลเอกประยุทธ์และคณะอย่างแน่นอน”

"ชูศักดิ์" สวน "วิษณุ" กดบัตรแทนกัน ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

"ชูศักดิ์" สวน "วิษณุ" ปม ส.ส.รัฐบาลเสียบบัตรแทนกันตัองใช้บรรทัดฐานเดียวกับสมัย "ยิ่งลักษณ์" เพราะประเด็นอยู่ทึ่ว่าร่างพ.ร.บ.งบฯตราขึ้นโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ส่วนใครเป็นคนกดบัตร เป็นอีกประเด็นหนึ่ง


นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและประธานคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรค ได้ให้ความเห็นต่อกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมายได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันของ ส.ส.ในการพิจารณาร่าง พรบ.ที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ กับ กรณีการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563
โดยนายวิษณุ เห็นว่ามีความแตกต่างกันและอาจมีผลที่ต่างกัน ซึ่งไม่อาจนำบรรทัดฐานคำวินิจฉัยเดิมมาใช้ได้นั้น
       
นายชูศักดิ์ ได้กล่าวว่า หากพิจารณาหลักเกณฑ์การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง(1) ที่ให้สิทธิ ส.ส.หรือ ส.ว.หรือทั้ง ส.ส.และ ส.ว.จำนวนหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานแห่งสภานั้นหรือประธานรัฐสภา เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่าง พรบ. นั้น จะมีสองกรณี กล่าวคือ
     
กรณีแรก ร่าง พรบ.นั้นตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ อันเป็นการตรวจสอบเกี่ยวกับกระบวนการตราร่าง พรบ.
     
กรณีที่สอง ร่าง พรบ.นั้นมีข้อความขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ อันเป็นการตรวจสอบเกี่ยวกับเนื้อหาของร่าง พรบ.
     
ความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่าง พรบ.หากเป็นกรณีแรก ถือว่าร่าง พรบ.นั้นตกไปทั้งฉบับ เพราะตราขึ้นโดยไม่ชอบ แต่หากเป็นกรณีที่สอง จะต้องพิจารณาว่าข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสาระสำคัญของร่าง พรบ.นั้นหรือไม่ ถ้าเป็นสาระสำคัญก็ถือว่าร่าง พรบ.นั้นตกไปทั้งฉบับ แต่ถ้าไม่ใช่สาระสำคัญ ก็ตกไปเฉพาะข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเท่านั้น
     
กรณีดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยที่ 3-4/2557 ว่าร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ....ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
       
โดยในส่วนที่เห็นว่า ร่าง พรบ.ดังกล่าวตราขึ้นโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้นมาจาก การที่มี ส.ส.ใช้บัตร ส.ส.อื่นลงคะแนนแทนกัน  เมื่อเปรียบเทียบกับการพิจารณาร่าง พรบ.งบประมาณฯ พ.ศ.2563 ซึ่งมีข้อเท็จจริงว่ามี ส.ส.กดบัตรลงคะแนนแทนกันจริงตามที่เลขาธิการสภาฯได้ตรวจสอบ แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นผู้ใดก็ตาม แต่ก็ถือว่ากระบวนการตราร่าง พรบ.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ส่วนการตรวจสอบต่อไปว่าผู้ใดเป็นคนกดบัตรแทนโดยกระทำไปโดยพลการหรือมีการมอบหมายหรือไม่นั้นเป็นเรื่องการหาตัวผู้กระทำผิดเท่านั้น ด้วยเหตุนี้บรรทัดฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ตามคำวินิจฉัยข้างต้นจึงยังนำมาใช้ได้
   
ดังนั้น การที่นายวิษณุอ้างว่าเป็นคนละกรณีกัน ความผิดต่างกัน โทษต่างกัน และผลต่างกัน จึงไม่น่าจะถูกต้อง ส่วนที่อ้างว่ามีการเสียบบัตรทิ้งไว้โดยที่เจ้าของไม่ได้มอบหมายหรือวานให้กดแทน นอกจากเป็นการแก้ตัวแทน ส.ส.ฝ่ายตนเองแล้ว ก็ไม่อาจนำมาอ้างได้ เพราะกระบวนการตราร่าง พรบ.ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต้องพิจารณาจากตัวข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่ามีการกดบัตรแทนกันหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎชัดว่ามีการกดบัตรแทนกันแม้ยังไม่ปรากฏชื่อผู้กระทำแต่ถือว่ากระบวนการไม่ชอบแล้ว ยิ่งนายวิษณุไปอ้างถึงความบกพร่องของเครื่องก็ยิ่งไปกันใหญ่         
       
สำหรับประเด็นที่นายวิษณุอ้างว่า ลำพังเพียงกระบวนการตราร่าง พรบ.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่ทำให้ร่างกฎหมายตกไป อาจเป็นการตีความกฎหมายที่เข้าข้างตนเองและผิดไปจากที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 148 วรรคหนึ่ง(1) ทั้งนี้เพราะเมื่อกระบวนการตราร่าง พรบ.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ต้องถือว่ามติของสภาผู้แทนราษฏรในกระบวนการตราร่างพรบ.ดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อันมีผลให้ร่าง พรบ.นั้นตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ร่าง พรบ.จึงต้องตกไปทั้งฉบับ
     
นายชูศักดิ์ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยทุกวันนี้ที่มีความขัดแย้งกันมายาวนาน ส่วนหนึ่งก็มาจากการบังคับใช้กฎหมายและตีความกฎหมายที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ยิ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองยิ่งควรทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์และบังคับใช้อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่ควรมีการบิดเบือนหรือใช้อภินิหารทางกฎหมายบ่อยนัก เพราะจะทำให้ชาติบ้านเมืองเดินไปลำบาก /////

"จิรายุ" ป้อง "สุดารัตน์" ไม่ถือ เสียงตำหนิ

"จิรายุ" ดีดปากโทรโข่งเน่า พลังประชารัฐแนะใช้มือทำงานให้มากกว่าใช้ปากแก้ PM2.5 เพราะอากาศเสียมีเยอะแล้วชี้ควรไปแนะนำผู้นำประเทศใจกว้างรับฟังคำติชมและตั้งใจทำงานอย่างจริงจังถ้าไม่ไหวก็ควรกลับไปเลี้ยงหลาน


นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกพรรคพลังประชารัฐออกมาฟาดใส่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์ของพรรค ในกรณีที่ไปช่วยเหลือประชาชนแจกหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันผลกระทบจากความไม่เหลียวแลและสนใจของรัฐบาล ต่อค่าฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน

ซึ่งการออกมาพูดเช่นนี้ของโฆษกพรรครัฐบาลถือเป็นเรื่องน่าละอายอย่างยิ่ง และเป็นเรื่องที่ธรรมเนียมประเพณีการเมืองของพรรครัฐบาล ที่มีความเป็นสุภาพบุรุษจะไม่ใช้วิธีการเช่นนี้ เพราะการทำงานของฝ่ายค้านที่ช่วยเหลือประชาชนเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน

ที่ผ่านมาตนไม่เห็นว่า นายธนากร มีอะไรไปแจกประชาชนในช่วงฝุ่นพิษ นอกจากออกมาใช้ลมปากเพิ่ม มลพิษ ทั้งๆที่ฝ่ายค้านทำงานช่วยเหลือประชาชน ทั้งเสนอแนะตามระบอบรัฐสภา และลงช่วยเหลืออย่างจริงจังต่อพี่น้องประชาชนทั้งนี้ควรจะมา กราบขอบพระคุณ

นายจิรายุกล่าวว่า โฆษกพรรคพลังประชารัฐต้องตักเตือนผู้นำประเทศว่าให้สนใจพี่น้องประชาชนคนไทยให้มากขึ้น พูดให้น้อยและทำให้เป็นรูปธรรมให้เยอะประชาชนจะได้ประโยชน์

อย่าเที่ยวไปตำหนิคนอื่นที่เขาช่วยเหลือประชาชนเพราะวันนี้มลพิษพีเอ็ม 2.5ก็มากพออยู่แล้วอย่าให้ลมปากมาเพิ่มอากาศเสียให้กับประชาชน

นายจิรายุกล่าวอีกว่าถ้ารัฐบาลตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนจริง อย่างที่นายธนากร มาอวดอ้างสรรพคุณ3ปีมานี้คงไม่มีปัญหาแบบนี้เหตุไฉนประชาชนเขาจึงด่ากันทั้งประเทศ

ครม. ตั้งแต่ปี60 ก็ทำเป็นสนใจ มาปี61 ก็เหมือนเดิม 62 หัวโต้ะก็คนเดิม มีการติดตามงานหรือไม่และมีผล อย่างเป็นรูปธรรมขนาดไหนเรื่องอย่างนี้นายธนากรควรจะออกมาบอกสังคมมากกว่าไปแขวะ คนอื่น อย่าปล่อยให้ชาวบ้านเขาเบื่อหน่ายรัฐบาลมากไปกว่านี้ทำงานให้เยอะพูดให้น้อยจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า

วันนี้รัฐบาลต้องใช้มือทำงานและควรทำอย่างจริงจังไม่ใช่แก้ผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆการไปตำหนิติเตียนแกนนำพรรคฝ่ายค้านถือว่าไม่ใช่วิสัยของสุภาพบุรุษจ้องแต่จะเล่นการเมืองปกป้องนายเพื่อรักษาเก้าอี้ตนเองเท่านั้น

ซึ่งจริงๆแล้วคุณหญิงฯท่านก็ไม่ถือ เพราะท่านถือคติขับรถเข้าซอยย่อมมีหมาเห่าเป็นธรรมดา จะลงไปเตะปากหมาทุกตัวคงจะไม่ใช่วิสัย

"อนุสรณ์" แนะรัฐรับผิดชอบ อันดับทุจริตพุ่ง


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี องค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ( Transparency International) ได้ประกาศค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตปี 2019 ทั้งหมด 180 ประเทศ โดยประเทศไทย ตกลงไปอยู่อันดับ 101 จนถูกประเทศเพื่อนบ้านแซง ว่า อันดับที่ออกมาสอดรับกับผลงานการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม อยู่มา 5-6 ปี ไม่สามารถไปโยนบาปให้ใคร หรือโทษรัฐบาลไหนได้แล้ว รัฐบาลต้องมีคำตอบว่า เหตุใดอันดับในเรื่องความโปร่งใส ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศไทยจึงตกต่ำลง เหตุผลหนึ่งที่มักใช้เป็นข้ออ้างในการทำไอโอเพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำรัฐประหาร คือเข้ามาปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ยิ่งอยู่นาน นอกจากอันดับจะไม่ดีขึ้นแล้วยังตกต่ำลงอย่างน่าใจหายจนถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงเกือบหมดภูมิภาค องค์กรตรวจสอบที่มี ถูกตั้งคำถามว่า ทำหน้าที่เป็นตราประทับ สารฟอกขาว หรือเป็นองค์กรตรวจสอบที่เข้มข้นตรงไปตรงมา ผลอันดับและค่าคะแนนที่ออกมา เป็นวิทยาศาสตร์ ตัวเลขไม่เคยโกหกใคร คนดีชอบแก้ไข รัฐบาลไม่มีทางเลือก นอกจากยอมรับกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นและลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่มี ไม่สามารถคาดหวังได้ว่า จะสามารถต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นได้หรือไม่ เพราะ5-6ปี ที่ผ่านมาก็เป็นสิ่งบ่งชี้ว่า รัฐบาลนี้ล้มเหลวในเรื่องความโปร่งใสและการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น จนถูกตั้งคำถามว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่นเชิงอำนาจ คอร์รัปชั่นกระบวนการยุติธรรม กลุ่มผู้สนับสนุนและเครือข่ายในระบอบประยุทธ์ ยังเชื่ออยู่จริงหรือว่า รัฐบาลนี้ไม่มีเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น

"การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านมีหลักฐาน ใบเสร็จที่จะแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลนี้มีปัญหาเรื่องความโปร่งใสและการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น"นายอนุสรณ์ กล่าว

"สมคิด" สั่ง "วิษณุ" หุบปาก-ชี้โทษกดบัตรแทนกัน ตัดสิทธิ์20ปี

“เพื่อไทย” ชี้กดบัตรแทนหากผิดจริงตัดสิทธิ 20 ปี แนะ “วิษณุ” หยุดพูดยิ่งพูดยิ่งทำลายความน่าเชื่อถือรัฐบาล


นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน   เปิดเผยถึงกรณีที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์อีกครั้ง ถึงกรณีการเสียบบัตรลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 แทนกันของสมาชิกพรรคภูมิใจไทย จนอาจทำให้การประกาศใช้พ.ร.บ.งบฯ ล่าช้าออกไป ว่า

กรณีนี้ขอให้แยกออกเป็นสองเรื่อง คือ เคยมีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ใน 2 เรื่อง เรื่องแรกเมื่อปี 2556 อีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2557 สิ่งเหล่านี้ต้องเป็นประเด็นที่จะต้องนำไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ผลการวินิจฉัยในอดีตไม่ได้เป็นบรรทัดฐาน 100% ต่อคดีในปัจจุบันทุกกรณี เว้นแต่ศาลจะมองว่าเป็นรูปแบบเดียวกัน เพราะบางเรื่องกฎหมายก็ต่างกัน

การให้ความเห็นทางกฎหมายของนายวิษณุเป็นการให้ความเห็นที่ขาดหลักเกณฑ์ทางกฎหมายรองรับ คนเป็นนักกฎหมายอย่าไปรับรองในเรื่องที่ยังไม่รู้จริง สิ่งที่ยังไม่เห็นจริง การพูดของนายวิษณุ  ถือว่าเป็นการชี้นำ เพราะทุกครั้งที่นายวิษณุพูดการตัดสินขององค์กรอิสระมักจะออกมาในทิศทางเดียวกันกับที่นายวิษณุเคยให้ความเห็นไว้

ดังนั้นจึงมองว่าทุกวันนี้ประเทศไทยไม่มีกฎหมายแล้วหรือถึงเอาความของคนคนเดียวทำทุกอย่างได้   แบบนี้อาจส่งผลให้สังคมเกิดความปั่นป่วนได้  ทั้งนี้การให้ความเห็นของนายวิษณุทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลลงไป ไม่เหลือความน่าเชื่อถือแล้ว   ขอแนะนำให้นายวิษณุหยุดพูด ไม่มีประโยชน์เพราะไม่มีใครเชื่อถือนายวิษณุอีกแล้ว

นายสมคิด กล่าวด้วยว่า คนอย่างนายวิษณุ ดีกรีระดับศาสตราจารย์ไม่รู้จะบอกอย่างไร นายวิษณุคงสับสนเพราะต้องช่วยเหลือรัฐบาลจนไม่สนใจหลักกฎหมายแล้ว ส่งผลให้ทุกอย่างเพี้ยนไปหมด มาอ้างคนละกรณีกับสมัยของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่เคยมีการกล่าวหามีการเสียบบัตรแทนกัน และนำไปสู่การพิจารณาคดีในศาลรัฐธรรมนูญจนพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวถูกศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินว่ากระบวนการในการออกพระราชบัญญัติไม่ชอบด้วยกฎหมาย  กรณีนี้ก็ไม่ต่างกันเพราะไม่ว่าจะกรณีไหนหากพบความผิดก็ต้องตรวจสอบ ต้องมีการสอบสวน กรณีพรรคเพื่อไทยถูกฟ้อง 4 คน ยกฟ้องไป 3 คน ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการนี้หมดไม่เข้าใจว่านายวิษณุไปแอ่นอกรับผิดชอบทำไม

“เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นกรณีเดียวกัน ข้อกฎหมายเดียวกัน  และในรัฐธรรมนูญกำหนดชัดว่าการกระทำของส.ส.พรรคจะส่งผลให้กรรมการบริหารพรรคมีความผิดเช่นเดียวกัน หากสอบแล้วพบว่ามีความผิดจริงกรรมการบริหารพรรคการเมืองต้องรับโทษตัดสิทธิ์ทางการเมือง 20 ปี เพราะกดบัตรแทนกันไม่ว่ากรณีไหนก็คือความผิดเช่นเดียวกันไม่มีข้อยกเว้น”

"ทวี" อัดรัฐ กดบัตรแทนกัน เป็นการคอรัปชั่น

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


ส.ส.การเสียบบัตรแทนกัน คือการโกงประชาชนที่ถูกจับได้

เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2563 องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International - TI) ได้เผยผลการจัดอันดับภาพลักษณ์คอรัปชั่นในภาครัฐของหลายประเทศทั่วโลกประจำปี 2562 (CORRUPTION PERCEPTIONS INDEX 2019) โดยสำหรับประเทศไทยพบอยู่ในอันดับที่ 101 จากทั้งหมด 180 ประเทศทั่วโลก ได้ 36 คะแนนจากเต็ม 100 ถือว่าเป็นความล้มเหลวด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐในการบริหารงานของพล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีตลอด 5 ปีเศษติดต่อกันที่ไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นได้

ภาพลักษณ์การคอรัปชั่นของฝ่ายรัฐบาล ยิ่งฉาวโฉ่ เมื่อมี ส.ส.พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล คือจากพรรคภูมิใจไทย และพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมารับสารภาพว่าได้มีการเสียบบัตรแทนกันขึ้นในการลงมติร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ที่เพิ่งผ่านไป ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำผิด และขาดความรับผิดชอบอย่างร้ายแรง เพราะการเสียบบัตรแทนกันนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยเมื่อปี พ.ศ.2556 ว่า

เป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของการเป็น ส.ส. ซึ่งถือได้ว่าเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือการครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดแห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญ ยังขัดต่อหลักความซื่อสัตย์สุจริตที่ ส.ส. ได้ปฏิญาณตนไว้ และขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญ ที่ให้สมาชิกคนหนึ่งมีเพียงหนึ่งเสียงในการออกเสียงลงคะแนนมีผลทำให้การออกเสียงลงคะแนน ส.ส. ในการประชุมพิจารณานั้น เป็นการออกเสียงลงคะแนนไม่สุจริต ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้แทนปวงชนชาวไทย

ประสบการณ์ส่วนตัวเห็นว่า ในเรื่อง “หน้าที่ความรับผิดชอบ” นั้นมีความสำคัญยิ่งในทุกอาชีพ หรือในความเป็นมนุษย์ หากมีผู้การละเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่รับผิดชอบต้องถือว่าเป็นการโกงและคอรัปชั่นด้วย ซึ่งการโกงและคอรัปชั่นนั้น มรว คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เคยนิยามไว้สั้นๆ ว่า “การโกงคือคอรัปชั่นที่จับได้ ส่วนคอรัปชั่นคือการโกงที่จับไม่ได้ ” ซึ่งผู้มีหน้าที่ความรับผิดชอบแล้วละเลยไม่ทำหน้าที่รับผิดชอบก็คือการรอวันเวลาแห่งความพินาศติดตามมา นั้นเอง

"ชลน่าน" แนะ "ประยุทธ์" ลาออก

“หมอชลน่าน” แนะ “ประยุทธ์” ลาออกหลังอภิปราย เผยพรรคฝ่ายค้านลับมีดเปิดสภาเชือดรายบุคคลต้นกุมภาฯ


นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  เปิดเผยว่า  กรณีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมยื่นต่อรัฐสภาเพื่อขอเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี มีการเตรียมการไว้พร้อมคาดว่าจะมีการยื่นญัตติต่อนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ไม่เกินวันที่ 29 มกราคม 2563 ทั้งนี้หากไม่มีอะไรผิดพลาดคาดว่าทางสภาจะบรรจุญัตติและเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์   

ในส่วนของเนื้อหาและข้อมูลการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้  ประเด็นที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะเปิดแผลสำคัญของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล   เชื่อว่าเมื่อประชาชนได้ฟังการอภิปรายแล้วจะทราบถึงความล้มเหลว ความไร้ประสิทธิภาพ   สิ่งที่รัฐบาลได้กระทำมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่ไม่มีการตรวจสอบ  ตั้งแต่รัฐบาลประยุทธ์ 1 จนมาถึงรัฐบาลประยุทธ์ 2 ที่ทำงานต่อเนื่องกันมา  เชื่อว่าหลังจากประชาชนได้ฟังได้ยินแล้วจะเห็นภาพความล้มของเหลวรัฐบาลแน่นอน  เพราะสิ่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ทำมาจนถึงวันนี้ส่งผลเสียหายต่อชาติอย่างไร

นายแพทย์ ชลน่าน กล่าวต่อว่า จากกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีออกมาบอกว่าการกล่าวหาของพรรคร่วมฝ่ายค้านเป็นการก่อหาลอยๆไร้หลักฐาน นั้น ขอให้รอฟังในสภา  พรรคร่วมฝ่ายค้านจะฉายภาพให้เห็นถึงความเลวร้ายของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา ว่า ไม่ใช่การพูดลอยๆ การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นการกล่าวหารัฐบาลต้องมาแก้ข้อกล่าวหา แต่หลักฐานที่พรรคร่วมฝ่ายค้านมีคือความเสียหายจากการบริหารงานคิดเป็นมูลค่านับแสนล้านบาท แล้วจะสูญเสียมากขึ้นหาปล่อยให้บริหารงานต่อไป

“การอภิปรายจะชี้ให้เห็นชัดเจนถึงความล้มเหลวและการแสวงหาประโยชน์จากเงินงบประมาณ ส่วนจะเป็นจากโครงการอะไร ที่ไหน ขอให้รอฟังการอภิปราย ทั้งนี้ถ้าแผลของรัฐบาลมันเน่า จนเป็นเนื้อร้ายหากรัฐบาลไม่ทำอะไร ยืนกระต่ายขาเดียวว่าไม่ผิด ไม่ออก ไม่ปรับคณะรัฐมนตรี ก็เชื่อว่าประชาชนคงไม่ยอมแน่ ดังนั้นถ้าพลเอกประยุทธ์ เห็นแก่ประเทศชาติและประชาชนควรลาออก แล้วจะกลับมาใหม่ไม่ว่ากันแต่ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น”