วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561

"อนุสรณ์" สอน "ชวน" หยุดสาดโคลน-แนะการเมืองต้องสร้างสรรค์


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ รัฐบาลทักษิณและรัฐบาลยิ่งลักษณ์กลั่นแกล้งไม่จัดงบประมาณให้ซ่อมแซมถนนในภาคใต้ ว่า ขออนุญาตใช้สิทธิที่นายชวนพาดพิงเรื่องการตัดงบประมาณ ขออธิบายด้วยความเคารพ จากการตรวจสอบตั้งแต่ปี 2535 ถึง 2557 เกือบ 22 ปี รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งชวน 1 ชวน 2 รวมถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ บริหารประเทศเกือบ 9 ปี คิดเป็น 40% รัฐบาลทักษิณ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ บริหารประเทศ 7 ปีคิดเป็น 33% ซึ่งบริหารน้อยกว่าเกือบ 2 ปี แต่มีผลงานที่ประชาชนได้รับโอกาสมากมาย เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค โอทอป หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน กองทุนหมู่บ้าน คนได้ประโยชน์ทั่วทั้งประเทศ ราคายางพาราในยุคทักษิณ ยิ่งลักษณ์ สูงมาก จนผู้นำไม่เคยมีนโยบายโค่นต้นยางพาราไปปลูกจำปาดะ นโยบายค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำวันละ 300 บาท ประชาชนได้ประโยชน์ทั้งนั้น ถ้าปัญหาการซ่อมแซมถนนภาคใต้ไม่ได้รับการพัฒนา ควรโทษใคร ใครที่ทำให้เสียหาย ทำให้ประชาชนเสียโอกาส การจัดสรรงบประมาณในภาคใต้ช่วงรัฐบาลประชาธิปัตย์เป็นอย่างไร ได้ตรวจสอบหรือไม่? การที่บอกว่ารัฐบาลทักษิณ ยิ่งลักษณ์ตัดงบซ่อมถนนไม่เป็นความจริงและทำไม่ได้ เพราะจากการตรวจสอบข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเรื่องซ่อมแซมถนนแบ่งเป็นหลายหมวด เช่น เส้นทางไหนจำเป็นเร่งด่วน เส้นทางไหนที่เป็นเส้นทางหลัก ความต้องการในการใช้เร่งด่วน สภาพความเสียหายของพื้นผิวถนน บางส่วนอิงจากจำนวนประชากรในพื้นที่ ซึ่งมีนักวิชาการ มีเจ้าหน้าที่ มีเครื่องมือและองค์ความรู้ที่เป็นมืออาชีพพิจารณาอย่างเป็นระบบ เช่น ถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อเหมือนดวงจันทร์ ก็ต้องได้รับงบประมาณในการซ่อมแซมถนนก่อน

ขณะนี้ประเทศกำลังเดินหน้าเข้าสู่โหมดเตรียมการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยขอชี้ชวนทุกพรรคการเมืองให้ทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ มุ่งมั่นในการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้กับพี่น้องประชาชน แนวทางของพรรคใดจะสามารถทำได้จริงและพาประเทศชาติประชาชนเดินไปข้างหน้าได้มากกว่า ดังนั้นจึงขอเรียนด้วยความเคารพว่า พรรคการเมืองไม่ควรโจมตีสาดโคลนกันไปมาเป็นแผ่นเสียงตกร่อง เพราะประชาชนจะรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่ควรทำตัวเป็นไก่ในเข่งที่จิกตีกัน ควรมาร่วมทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ก่อนที่ประชาชนจะเบื่อหน่าย เส้นแบ่งของการเมืองยุคเก่า คือการกดให้พรรคการเมืองคู่แข่งดูตกต่ำด้วยการใส่ร้ายป้ายสี การเมืองยุคใหม่ ต้องทำงานสร้างสรรค์ ยึดเอาประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นตัวตั้ง พรรคเพื่อไทยได้เน้นย้ำกำชับเหล่าสมาชิกพรรคว่า อย่าไปโจมตีพรรคอื่น เพราะจุดขายของพรรคเพื่อไทยคือมุ่งเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง เพื่อทำให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจน พัฒนาไปสู่ความอยู่ดีกินดี จึงไม่ควรทำงานการเมืองแบบโบราณ

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2561

"จิรายุ" ยืนยัน "ทักษิณ" พัฒนาภาคใต้-เตือนประชาธิปัตย์หยุดสาดโคลน


นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้อยากให้การเมืองเลิกสาดโคลนใส่กัน วันนี้แม้จะเป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ แต่ก็ต้องมีผู้ใหญ่ที่เป็นไอดอลที่ดี ที่ไม่เล่นการเมืองแบบเก่า พรรคเพื่อไทยไม่มีแนวคิดในการสาดโคลนใส่ผู้อื่นให้ตนเองดูดี นโยบายของผู้ใหญ่ ที่ผ่านมาเน้นไปที่ผลงานที่ทำได้จริง และทำให้เห็นว่าได้รับการพัฒนาทุกๆพื้นที่จนทำให้สถาบันจัดอันดับเศรษฐกิจ ยกให้ในช่วงปี 2544-2548 ในรัฐบาลอดีตนายกฯทักษิณ เป็นช่วงที่ประเทศไทยได้รับการพัฒนามากที่สุดเป็นอันดับต้นๆของโลก
   
นายจิรายุ กล่าวอีกว่า พี่น้องในพื้นที่ภาคใต้ได้รับการพัฒนาในสมัยรัฐบาลอดีตนายกฯทักษิณจำนวนมาก อย่างในปี 2547 ตามโครงการพัฒนาจังหวัดสงขลา-พัทลุง อาทิ ถนนสายบ้านไสกลิ้ง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง , บ้านหัวป่า อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา และได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น ถนนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“ผมอยากให้พลพรรคประชาธิปัตย์เปิดใจให้กว้าง ว่า หากตอนเป็นรัฐบาล ทำอะไรให้พี่น้องชาวใต้ไว้บ้าง ก็ออกมาบอก หรือหากขาดตกบกพร่องก็เติมไป วันนี้การใช้วิธีสาดโคลนหมดยุคการเมืองสมัยใหม่แล้ว” นายจิรายุ กล่าว

"ชวลิต" อัดรัฐบริหารรัฐวิสาหกิจไร้ประสิทธิภาพ-กระทบเศรษฐกิจ


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุว่า 4 ปี คสช. ควรยอมรับความจริงเชิงประจักษ์ว่า เศรษฐกิจฐานรากย่ำแย่ เห็นได้จากชาวบ้านบ่นกันถ้วนทั่วว่า เงินในกระเป๋าถดถอย หนี้สินครัวเรือนเพิ่มพูน โพลทุกสำนักสำรวจครั้งใดปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง เป็นปัญหาสำคัญสูงสุดมาตลอด 4 ปี

นายชวลิต กล่าวว่า ยังมีอีกภาคส่วนหนึ่งที่ประชาชนทั่วไปอาจไม่ทราบว่ากำลังประสบปัญหาในเชิงนโยบายและการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพและขาดการตรวจสอบ คือ บรรดารัฐวิสาหกิจทั้งหลาย ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยิ่ง ปรากฎว่า 4 ปี ของ คสช. และรัฐบาล รัฐวิสาหกิจหลายแห่งกำลังประสบปัญหาอย่างหนัก สะท้อนนโยบายที่ผิดพลาด และการตั้งบอร์ดที่ไม่มีประสบการณ์เข้าไปบริหาร ทั้งนี้ ขอให้ติดตามอีกหลายรัฐวิสาหกิจที่พนักงานเริ่มทนสภาพความเสียหายต่อไปไม่ไหว ทั้งจากนโยบายของรัฐบาล และความรู้ ความสามารถของบอร์ดที่ทำให้องค์กรและประเทศชาติเสียประโยชน์

นายชวลิต กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลถูกวิพากษ์อย่างมากมาตลอดว่า การตั้งบุคคลที่ไม่มีประสบการณ์เข้าไปเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ทำให้รัฐวิสาหกิจนั้นๆ เสียโอกาสในการแข่งขัน ทำความเสียหายให้กับประเทศอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ทราบหรอกว่า รัฐวิสาหกิจมีงบลงทุนประจำปีมากพอๆ กับงบลงทุนของรัฐบาล นับเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนควรติดตาม และให้ความสำคัญในการตรวจสอบเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติโดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ

นายชวลิต กล่าวในที่สุดว่า ปกติในการลงทุนพัฒนาประเทศที่สมบูรณ์ ภาคเอกชนจะนำหน้า ภาครัฐสนับสนุน เดินไปด้วยกัน เกื้อกูลสนับสนุนกัน เหมือนกับคนที่ต้องเดินสองขา ร่างกายถึงจะสมดุล แต่ประเทศไทยขณะนี้ ลงทุนโดยภาครัฐเป็นหลัก เพราะภาคเอกชนไม่เชื่อมั่นรัฐบาล จึงเหมือนกับเดินขาเดียว กลายเป็นคนพิการที่เดินกระโผลกกระเผลก ทั้งยังพิการซ้ำซ้อนจากงบประมาณที่ทุ่มเทลงไปมหาศาลในรอบ 4 ปี แต่ผลลัพธ์ที่กลับคืนมาปรากฎว่า รวยกระจุกกับภาคส่วนกลุ่มทุนบางกลุ่ม แต่จนกระจายในภาคเกษตรและผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ ดังนั้น เวลา 4 ปีที่ผ่านมาจึงเป็นเครื่องพิสูจน์เชิงประจักษ์แล้วว่า ด้วยระบบการเมือง การปกครองที่ไม่ปกติ และผู้บริหารที่ยึดติดในอำนาจสมควรที่จะหันมามองตัวเองว่า สมควรที่จะพอแล้วหรือยังกับอำนาจที่ทำความเสียหายให้กับประเทศชาติและประชาชน


ขอฝากข้อสังเกตว่า ผู้นำที่อยู่ในอำนาจบนความทุกข์ยากของประชาชนจะนั่งอย่างเป็นสุขได้อย่างไร? อารมณ์จะกราดเกรี้ยว หงุดหงิดง่าย ขาดสติ จึงฝากให้นำหลักพุทธมาปฏิบัติ คือ ละวางจากอำนาจ ให้บ้านเมืองเดินไปตามครรลองที่ควรจะเป็น เฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ควรใช้กลไกอำนาจรัฐปูทางสืบทอดอำนาจ เพราะยิ่งจะสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง

วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561

"พิชัย" อัดรัฐยิ่งเลื่อนเลือกตั้ง เศรษฐกิจยิ่งแย่


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ตามที่ ธนาคารโลก และ ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) บอกว่าแม้ว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะขยายตัวได้ประมาณ 4% ซึ่งรัฐบาลโดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พยายามจะบอกว่าดีสุดๆ นั้น ความเป็นจริงคือ ธนาคารโลกและ ADB บอกชัดเจนว่า การเจริญเติบโตที่ 4% นี้ต่ำกว่า อัตราเฉลี่ยที่ ธนาคารโลก และ ADB ทำนายการเจริญของโลก ซึ่งเป็นตัวเลขการเจริญเติบโตที่แย่ที่สุดในภูมิภาค และเป็นตัวเลขการเจริญเติบโตที่แย่ที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาทั้งหมดในเอเชียตะวันออก ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำสุดในการคาดประมาณการเจริญเติบโต โดยต่ำกว่า เวียดนาม (6.9%) มาเลเซีย (5.9%) กัมพูชา (7%) และ ลาว (7.3%) และที่ต้องเน้น เรื่องที่แย่ที่สุดคือ ทั้งธนาคารโลก และ ADB ไม่เห็นโอกาสที่เศรษฐกิจของไทย ภายใต้การนำของรัฐบาลปัจจุบัน จะสามารถทำให้ดีขึ้นได้ นอกจากจะยิ่งตกต่ำลงไปเรื่อยๆ ล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนทุกประเทศ ซึ่งเป็นไปตามที่ตนได้พูดอยู่เสมอแต่รัฐบาลหาว่าตนให้ข้อมูลที่บิดเบือน แล้วอย่างนี้ ธนาคารโลกและ ADB ให้ข้อมูลที่บิดเบือนหรือไม่? วิกฤตกบต้มที่เศรษฐกิจไทยจะเสื่อมลงไปเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านยังเป็นอยู่ และเป็นแบบนี้มาตลอดหลายปีแล้วตั้งแต่มีการรัฐประหาร จึงอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ฟังความจริงจากองค์กรสากลระหว่างประเทศ และอย่าเชื่อนายสมคิดทั้งหมด และอยากให้นายสมคิดได้ฟังและอยากให้ชี้แจงเรื่องดังกล่าวด้วย อย่าให้ข้อมูลเกินจริง ซึ่งอาจจะทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนสับสนได้ และไม่อยากให้นักการเมืองชื่นชม รัฐบาล และ คสช. เพียงเพราะรัฐบาลและ คสช. ช่วยพัฒนาซ่อมแซมถนนในพื้นที่ให้เท่านั้น ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจประเทศยังย่ำแย่ และหากเลื่อนเลือกตั้งออกไปอีกเรื่อยๆ จะยิ่งไม่สามารถแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจได้

วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2561

"ทักษิณ" อวยพรสงกรานต์ ขอให้คนไทยมีความสุข


ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาระบุว่า "สงกรานต์ปีนี้ ผมขอกราบอวยพรให้พี่น้องคนไทยทุกคนมีความสุข มีสุขภาพที่ดี และขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านมีแรงฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆไปได้ เราหวังร่วมกันว่า สงกรานต์ปีหน้าเราจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเสียที ด้วยความรัก ห่วงใย และปรารถนาดี

วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2561

"สุดารัตน์" โพสต์แนะประชาชนขับขี่งดดื่ม-เดินทางปลอดภัย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาระบุว่า "ช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ ขอให้พี่น้องทุกคนกลับบ้านอย่างมีสติ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะขับขี่ จะกลับบ้านเจอคนที่เรารักและรักเราอย่างปลอดภัยและมีความสุข เพราะช่วงเวลาที่พร้อมหน้าพร้อมตากันเช่นนี้ เป็นช่วงเวลาดีๆที่ทุกคนจะร่วมกันแบ่งปันความสุขซึ่งกันและกัน กลับบ้านกันดีๆนะคะ คนที่รักเรารออยู่ค่ะ"

"พิชัย" ติงรัฐ-ครม.เศรษฐกิจไม่เก่ง ทำยอดลงทุนวูบ


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ตามที่ คณะรัฐมนตรี มีมติย้ายฟ้าผ่าให้ ปลัดกระทรวงการคลัง นายสมชัย สัจจพงษ์ ไปเป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ นายปรเมธี วิมลศิริ มาเป็นปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จนนายสมชัย ได้ยื่นหนังสือลาออกแล้วนั้น แสดงถึงว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ เลือกใช้คนไม่ถูกกับงาน หรือ อาจจะไม่พอใจการทำงานของทั้งสองคนที่ไม่สนองนโยบายที่สับสนของรัฐบาลอยู่ในปัจจุบัน โดยทั้งสองคนนี้ถือเป็นบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถทางเศรษฐกิจที่หาได้ยากในปัจจุบัน แถมยังต้องมาแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นครั้งมโหฬารแทบทุกจังหวัด การโยกย้ายครั้งนี้จะเป็นการทำลายขวัญและกำลังใจของข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถในทุกกระทรวง

อีกทั้งยิ่งจะทำให้ความนิยมของรัฐบาลที่ลดต่ำอยู่แล้วยิ่งลดต่ำลงไปอีก และเชื่อว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้อาจจะไม่ได้ดีอย่างที่คาดเพราะการลงทุนในไตรมาสแรกลดลงอย่างมาก โดยยอดการตั้งโรงงานลดลง 26.96% และ การลงทุนจริงวูบลงถึง 25,700 ล้านบาท และหากมีสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน การเติบโตของไทยจะลดลงไปอีก หาก ครม. เศรษฐกิจไม่เก่งพอและยังโยกย้ายคนเก่งออกไปอีก จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจแย่ลง ประชาชนจะยิ่งลำบาก 

วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561

"ณัฐวุฒิ" เดินหน้าเอาผิดคดีสลายการชุมนุม'53


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า เห็นด้วยที่ประธาน ป.ป.ช.บอกว่าจะพิจารณาข้อเรียกร้องกรณี 99 ศพช่วงหลังสงกรานต์ แม้ว่าควรจะดำเนินการตั้งนานแล้ว แต่อยากให้เข้าใจตรงกันว่า ข้อเรียกร้องของเรามี 2 ประเด็นคือ

1.การนำคดีที่ยกคำร้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ไปแล้วขึ้นพิจารณาใหม่ ซึ่งคงต้องใช้เวลาอยู่บ้าง

2.การร้องขอสำนวนการไต่สวนยกคำร้องดังกล่าวเพื่อศึกษาการใช้ดุลยพินิจของ ป.ป.ช.เปรียบเทียบกับคำฟ้องคดีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ เพื่อประโยชน์ในการที่พวกตนและญาติผู้เสียชีวิตจะรวบรวมหลักฐานใหม่มามอบให้ ป.ป.ช.ได้ เรื่องนี้ไม่ต้องใช้กระบวนการอะไรแล้ว เป็นของสำเร็จรูปที่สามารถมอบให้ได้ทันที และไม่มีเหตุผลที่ ป.ป.ช.จะปกปิดไว้อีกต่อไป หวังว่าหลังสงกรานต์เราจะได้รับสำนวนนี้ ตนยินดีจะไปรับด้วยตัวเองทันทีที่ได้รับการติดต่อ

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์มอบหมายรองโฆษกพรรคคนหนึ่งให้ตามตอบโต้เรื่องนี้นั้น ตนไม่สนใจจะต่อปากต่อคำด้วย แต่ยืนยันว่าทุกอย่างที่พูดยืนอยู่บนความจริง ไม่มีประเด็นใดบิดเบือนคำพิพากษา ความพยายามอ้างว่าศาลยกฟ้องเรื่องนี้ไปแล้วต่างหากที่ต้องระวังเรื่องละเมิดอำนาจศาล เพราะศาลไม่ได้ยกฟ้องคดีฆ่า ไม่ได้ชี้ว่านายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ให้เป็นอำนาจของ ป.ป.ช.ในการพิจารณา ซึ่งตนกำลังติดตามเรื่องนี้ให้เป็นไปตามคำวินิจฉัย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นผู้เกี่ยวข้องรู้แก่ใจดีว่าทำอะไรลงไป ใครจะใช้เทคนิคการเมืองอย่างไรก็ช่าง แต่ตนจะเดินตรงๆ และทำทุกวิถีทางให้คดีนี้ถึงศาลให้ได้

วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561

"พานทองแท้" ถามหาจริยธรรมคนดี รับเช็คคดีฟอกเงินกรุงไทย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


เช็คคนดัง-คดีดัง ตอนที่ 2 

ครบรอบ 1 สัปดาห์ ที่ผมโพสต์รูปเช็คสั่งจ่ายเงินเข้าบัญชีบุคคลที่มีชื่อเสียง 2 ท่าน ที่ได้รับเงินจากเงินกู้กรุงไทยแล้ว วันนี้ผมจะขอเล่าให้ฟังต่อ เป็นตอนที่ 2 นะครับ

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า โลกโซเชี่ยลในปัจจุบันนี้ ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องราวต่างๆ อย่างสุดยอดมาก อาจจะเรียกได้ว่า ดีกว่าการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่ตั้งมาอย่างเป็นทางการเลยด้วยซ้ำ

เพราะนอกจากโซเชี่ยลจะทำหน้าที่กระจายข่าว ความไม่ชอบมาพากล ที่มีปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดเวลาในช่วงปีขาลงของรัฐบาลนี้แล้ว โลกโซเชี่ยลยังช่วยกันตรวจสอบและชี้ข้อผิดสังเกต ที่เกิดขึ้นในหน่วยงานของรัฐ อันอาจนำมาซึ่งการกระทำผิดกฎหมายในเรื่องต่างๆได้

ซึ่งในกรณีนี้ อาจเป็นเรื่องของการเลือกปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนหรือบางตำแหน่งก็ได้ (ซึ่งผมได้ทำเรื่องสงวนสิทธิ์ที่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นรายบุคคลในทุกตัวบทกฎหมายไว้แล้ว หากตรวจพบการกระทำผิด)

มีแฟนเพจ และผู้ที่ได้ติดตามข่าวหลายท่าน ได้ตั้งข้อสังเกตและชี้ประเด็น ตลอดจนเสนอแนะกันเข้ามามากมาย ทั้งคอมเมนต์ในเพจนี้ ส่งข้อความเข้ามาหลังไมค์ และติดต่อเข้ามา เพื่อให้ข้อมูลที่น่าสนใจเยอะมาก ซึ่งผมจะขอสรุปรวมกัน แล้วเปิดมาขยี้ทีละประเด็นให้เห็นกันชัดๆไป โดยวันนี้จะขอเริ่มที่ประเด็นแรกคือ

>> เช็คที่ถูกนำมาเข้าบัญชี พล.ร.ท.พะจุณณ์ จำนวน 1 แสนบาท ซึ่งสั่งจ่ายจากเงินก้อนเดียวกันกับคดีที่เร่งรีบจะฟ้องผม แถมมีเลขที่เช็คติดกันกับของผม คือเช็คเลขที่ ‭2724851‬ และ ‭2724852‬ ซึ่งมีตัวแทน พล.ร.ท.(ย่อว่า PJ ละกันสั้นดี) ออกมาชี้แจงว่า เป็นเช็คที่จ่ายค่างานเลี้ยง(ในข่าวว่าเป็นงานเลี้ยงรุ่น วปอ. หรือไงนี่แหละ) แต่..ปรากฏว่า..

“เช็คเงินสดฉบับนี้ พล.ร.ท.PJ เป็นคนเซ็นต์นำฝากเอง โดยเขียนระบุด้วยลายมือว่า ให้นำเงินไปเข้าบัญชีเงินฝากประจำประเภท 12 เดือน อันเป็นบัญชีของออเจ้า พีเจ เองเจ้าค่ะ..!!”

เรื่องนี้ มีข้อสังเกตจากนักสืบออนไลน์ และนักกฎหมายออนไลน์หลายท่านที่ส่งข้อมูลมาให้ ผมขอสรุปเป็นข้อๆดังนี้

1. เงินก้อนที่บอกว่าเป็นเงินจากการกระทำความผิด ถูกนำไปเข้าบัญชีโดยระบุว่า เป็นการฝากประจำ 12 เดือน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นบัญชีเงินฝากประเภทที่ให้ดอกผลสูงสุด มากกว่าการฝากประเภท 6 เดือน หรือการฝากออมทรัพย์ ถือเป็นเจตนาหาประโยชน์งอกเงย จากเงินก้อนนี้หรือไม่..?

2. เงินที่บอกว่านำมาชำระหนี้ค่างานเลี้ยง - งานเลี้ยงที่ว่านี้ เป็นงานเลี้ยงในกลุ่มเพื่อนหรือลูกน้อง ของ PJ เองหรือไม่?
2.1 ทำไมเจ้าของธุรกิจใหญ่ จึงต้องมาจ่ายค่างานเลี้ยงเป็นแสนๆ ให้นายทหาร?
2.2 เงินจ่ายหนี้ค่างานเลี้ยง ทำไมจึงนำมาเข้าบัญชีฝากประจำ?
2.3 กรณีนี้ ถือเป็นการรับทรัพย์เกิน 3,000 บาท ที่ทหารชั้นนายพลจะต้องสำแดงหรือไม่? ได้เคยสำแดงหรือยัง?
2.4 หน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ได้สอบสวนความผิดในประเด็นเหล่านี้หรือยัง?
2.5 จนป่านนี้ยังไม่มีความคืบหน้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะปล่อยไปจนหมดอายุความหรือไม่?
2.6 จะเร่งเอาผิดเฉพาะคดี พานทองแท้และพวก เท่านั้นหรือไม่?

3. เมื่อนำกรณีนี้ มาเปรียบเทียบกับกรณีเช็ค 26 ล้านของพานทองแท้ ที่ตัวเงินยังไม่ทันเข้าบัญชีเลย เช็คก็ถูกยกเลิกไปก่อนแล้ว ไม่มีเงินเข้าบัญชีแม้แต่บาทเดียว ภายหลังเงินถูกนำไปเข้าบัญชีผู้อื่น ซึ่งผมได้ทราบว่า ได้มีการคืนเงินกลับไปแล้วทุกบาททุกสตางค์เช่นกัน ไม่มีใครได้รับผลประโยชน์ แต่ผมกลับจะโดนคดี..เฮ้อออ..!!

ส่งท้ายวันนี้ผมขอตั้งคำถามไปถึงผู้รับเช็ค เป็นคำถามในเชิงจริยธรรม(ที่คนดีพึงมี) ซึ่งถ้าท่านคือคนดีของแผ่นดินจริง ขอให้ท่านตอบต่อสาธารณชนด้วย

“เงินที่ท่านได้มาฟรีๆ โดยที่ไม่ได้ทำงานทำการอะไร และท่านได้นำไปเข้าบัญชี หรือจะนำไปเลี้ยงลูกน้องก็แล้วแต่ (รวมถึงเงินที่นำไปเข้ามูลนิธิฯก้อนนั้นด้วย)

ในทางกฎหมายอาจสาวไปไม่ถึงตัวท่าน เจ้าหน้าที่ของรัฐอาจจะไม่กล้าเอาผิด และไม่กล้าสั่งฟ้องท่าน
แต่ในทางจริยธรรมที่ท่านพึงมี เมื่อท่านได้ทราบที่มาที่ไปของเงินก้อนนี้อย่างกระจ่างชัด ว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยมิชอบแล้ว

ท่านมีความคิดที่จะนำเงินมาคืนให้กับเจ้าของ หรือผู้เสียหายหรือไม่ครับ..!!”

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2561

"พานทองแท้" ร่วมงานเถลิงศกสุขสันต์ มหาสงกรานต์ฯ ณ พระลานพระราชวังดุสิต


วันนี้ (7 เม..) เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่งกายด้วยชุดไทย และผ้าลายดอก ร่วมงานเถลิงศกสุขสันต์ มหาสงกรานต์ ตำนานไทย ที่พระลานพระราชวังดุสิต ท่ามกลางอากาศที่เย็นสบาย เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีไทย โดยวันพรุ่งนี้ (8 เม..) จะเปิดให้เข้าชมเป็นวันสุดท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพานทองแท้ ชินวัตร ยังได้โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหา ระบุว่า "ช่วงบ่ายแดดร่มลมตก เลยถือโอกาสมาเที่ยวชมงาน เถลิงศกสุขสันต์ มหาสงกรานต์ ตำนานไทย ณ ลานพระราชวังดุสิต ครับ บรรยากาศในงานดีมากๆ ครับ จัดให้ประชาชนได้สรงน้ำพระพุทธรูปเพื่อความเป็นสิริมงคล ประกวดก่อพระเจดีย์ทราย มีนิทรรศการต่างๆจัดแสดง และมีร้านอาหารไทยอร่อยๆหลายร้านมาคอยจำหน่ายผู้ที่เข้าเที่ยวชมงาน สำหรับใครที่ยังไม่ได้มา ยังมีเวลาพรุ่งนี้อีกหนึ่งวัน อยากเชิญชวนทุกๆท่าน มาร่วมงานกันเยอะๆครับ"

วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2561

"พานทองแท้" ชวนเที่ยวงานมหาสงกรานต์ สืบสานประเพณีไทย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ทุกวันที่ 6 เมษายนของทุกปี นับเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของประเทศไทยเรานะครับ 

เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และทรงสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย

ในปีนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้จัดงานเถลิงศกสุขสันต์ มหาสงกรานต์ ตำนานไทย เพื่อร่วมกันปลูกฝังความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณและอดีตพระมหาราช ส่งเสริม สืบสานศิลปวัฒนธรรม และประเพณีอันดีงามของชาติ ระหว่างวันที่ 6-8 เมษายน 2561 ตั้งแต่เวลา 14.00 – 21.00 . โดยมีรายละเอียดของงาน ตามลิ้งค์นี้ครับ


ผมมีความเชื่อมั่นว่า ที่เราเป็นไทยกันอยู่ได้จนทุกวันนี้ เป็นเพราะพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ที่ทรงปกป้องและกอบกู้บ้านเมืองในทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่พวกเราจะได้ไปร่วมงาน เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณและอดีตพระมหาราช อย่างพร้อมเพรียงกัน 

ไปร่วมงานกันเยอะๆ นะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2561

รุ่นใหม่เพื่อไทยเสวนาสื่อเทศ เน้นปฏิรูปการศึกษา-เศรษฐกิจ


..รุ่นใหม่เพื่อไทย แนะพัฒนา 3 ด้าน ดันประเทศไทยก้าวทันสังคมโลก หลังเสียโอกาสมากว่า 3 ปี เน้นการศึกษา เศรษฐกิจชุมชน การเมือง ย้ำการปฏิรูปในกระบวนการทางกฎหมาย และหลักนิติธรรม เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ทุกคนมีความเสมอภาค หยุดไล่ล่าคนเห็นต่าง เตรียมพร้อมปรับตัวทางเทคโนโลยี รับมือการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลก

วันที่ 4 เมษายน 2561 สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (Foreign Correspondents Club of Thailand – FCCT)  จัดงานเสวนา “Move Over Dinosaurs - A Panel Discussion with Young Thai Politicians” โดยเชิญนักการเมืองรุ่นใหม่จากหลายพรรคร่วมเสวนา อาทิ .. ปรีชาพล พงษ์พานิช จากพรรคเพื่อไทย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จากพรรคอนาคตใหม่ นายวราวุธ ศิลปอาชา จากพรรคชาติไทยพัฒนา และ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาธิปัตย์

.. ปรีชาพล พงษ์พานิช อดีต ..จังหวัดขอนแก่นพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาเพื่อเตรียมพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลกอย่างน้อย 3 ด้านคือ เรื่องการปฏิรูปการศึกษา เศรษฐกิจชุมชน และ การเมือง เนื่องจากเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมการผลิตเปลี่ยนไปมาก มีนวัตกรรมใหม่ๆเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกทั้งสิ้น วันนี้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการพัฒนาและปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงมาเกือบ 4 ปีแล้ว โดยเห็นได้จากตัวเลขการส่งออกของไทยเสมือนอยู่ในภาวะพระอาทิตย์ก่อนกำลังจะตกดิน หากไม่เร่งสร้างรายได้ใหม่ให้กับประเทศ เศรษฐกิจไทยจะมีปัญหาในอนาคตอย่างแน่นอน การจะเดินหน้าปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ต้องให้คนรุ่นใหม่ได้มีบทบาทมากขึ้นและผสานประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าเข้าด้วยกัน  

ตัวแทนพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การศึกษาเป็นพื้นฐานของการสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งไทยควรเริ่มจากการกระจายอำนาจบริหารการศึกษาสู่ท้องถิ่น ปฏิรูปให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วยการเพิ่มโรงเรียนสองภาษา และใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้มากขึ้น ศึกษาศาสตร์การเรียนรู้แนวใหม่ เพราะถ้าหากไม่โอบกอดเทคโนโลยี ก็อาจจะล้าหลังได้ที่สำคัญต้องวางการศึกษาให้สอดคล้องกับความสามารถของเด็กด้วย

ขณะที่เศรษฐกิจชุมชน จำเป็นต้องเร่งยกระดับสินค้าท้องถิ่น ด้วยการเปลี่ยนสินค้าที่มีรูปการผลิตแบบเดิม เป็นสินค้าโอทอปแบบดิจิตัล มีกระบวนการผลิตที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ สินค้าโอทอปยุคใหม่จะต้องเป็นสินค้าฝีมือคนไทย มีสำเนียงไทย แต่มีดีไซน์แบบนานาชาติเพื่อสอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคในตลาดโลก และสามารถเข้าสู่ตลาดดิจิตัลได้ง่ายขึ้น


ส่วนในด้านการเมืองนั้น ..ปรีชาพล กล่าวว่าการเมืองไทยต้องการคนรุ่นใหม่ที่มีความเป็นชาตินิยม แต่ไม่คลั่งชาติเป็นคนรุ่นใหม่ที่ให้คุณค่ากับผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก มากกว่าผลประโยชน์ทางการเมืองต้องหยุดไล่ล่าคนเห็นต่าง สร้างวัฒนธรรมที่เคารพกติกา และปฏิรูปกระบวนการทางกฎหมาย และหลักนิติธรรม ให้ทุกคนมีความเสมอภาคและได้รับความคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกันในทางกฎหมาย ต้องไม่มีการบังคับใช้กฎหมายแบบสองมาตรฐาน เพราะกฎหมายควรปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ ไม่ใช่เอากฎหมายมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561

"เพื่อไทย" ยืนยันสมาชิกคึกคัก ภูมิธรรม ชี้ "เราอยู่ได้เพราะประชาชน"


ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย ว่า บรรยากาศการเปิดให้ยืนยันสมาชิกพรรคเป็นไปด้วยความคึกคัก มีประชาชนเดินทางมายื่นเอกสารยืนยันสมาชิกพรรคเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีแกนนำของพรรคเดินทางมาต้อนรับและทักทายกับประชาชน โดยทางพรรรคเพื่อไทย ได้เปิดให้ห้องสมุดทักษิณ ชินวัตร บริเวณชั้น 1 เป็นพื้นที่สำหรับการลงทะเบียน รวมถึงมีการเปิดใช้ช่องทางการสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ในการติดตามข่าวสารของพรรคเพื่อไทย ผ่านไลน์ Line: @PheuThaiParty ด้วย


ทั้งนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวต้อนรับสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่เดินทางมายืนยันสมาชิกที่สำนักงานใหญ่ พรรคเพื่อไทย ว่า "ขอยินดีต้อนรับทุกท่าน สมาชิกพรรคถือเป็นหัวใจสำคัญของประชาธิปไตย เราผ่านร้อนหนาวมากว่า 10 ปี จนถึงวันนี้ก็ยังยืนอยู่อย่างมั่นคง แข็งแรง ยึดมั่นในสิ่งที่เราคิด ในสิ่งที่เราทำ และที่เรายืนอยู่ได้วันนี้เพราะความโอบอุ้มจากประชาชนทุกท่าน สิ่งสำคัญที่สุดที่ถือเป็นพันธสัญญาทางใจ เราต้องยึดมั่นและจะไม่ทำอะไรที่ทรยศต่อประชาชนจะทำตามเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนซึ่งท่านสบายใจได้ แม้วันนี้ที่ผู้นำของเราหลายไม่มีโอกาสได้อยู่ทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง พวกเราที่ยังอยู่ก็ยังยึดมั่นและจะทำให้อุดมการณ์ความฝันของประชาชนและอุดมการณ์ที่เราเคยยึดมั่นให้ปรากฏเป็นจริงให้ได้ ประชาธิปไตยต้องเกิดขึ้นในสังคมไทย ระบบประชาธิปไตยที่ดึงการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคนเท่านั้นถึงเป็นต้นทุนสำคัญที่จะผลักดันและแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้"











"นพดล" ชี้ คนไทยรอเลือกตั้ง หวังรัฐบาลใหม่แก้ปัญหาประเทศ


นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า "ที่ผ่านมาสมาชิกพรรคเพื่อไทยไม่ได้วิจารณ์อย่างเดียว แต่ได้เสนอแนะวิธีแก้ปัญหาต่อ คสช. และรัฐบาล มาตลอด เช่นเสนอให้ยกเลิกข้อห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมการเมือง ยกเลิกข้อห้ามการชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และแก้ไขคำสั่ง คสช ที่ 53/60 ที่อาจขัดรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเสนอส่วนใหญ่ไม่มีการตอบสนอง  ยังไม่ปลดล็อค ดังนั้นเมื่อ คสชและรัฐบาลพ้นวาระไป คนไทยคงจะได้ประเมินสิ่งที่ได้ทำไปว่ามีประโยชน์หรือเสียหายหรือไม่? ตนเห็นว่าผู้มีอำนาจที่ทำตัวเป็นแก้วเต็มนำ้ และมั่นใจในแนวทางของตน จะแก้ปัญหาได้ยาก เพราะปัญหาประเทศใหญ่และมากเกินกว่าที่รัฐบาลและองคาพยพจะทำได้สำเร็จ นอกจากนั้น สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ เกือบ 4 ปี หลังรัฐประหาร ก็ยังคงห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองเช่นการประชุมและไปรับฟังความเห็นประชาชนเพื่อทำนโยบายแก้ปัญหาประเทศ ทั้งๆที่ขณะนี้ปัญหาในประเทศเต็มไปหมด เช่น เรื่องเศรษฐกิจปากท้อง คุณภาพการศึกษา ราคาพืชผลการเกษตร ถ้าปัญหาง่ายๆอย่างเรื่องความไม่ชัดเจนของกรอบเวลาเลือกตั้ง ก็ยังปล่อยให้ดำรงอยู่ ทั้งๆที่สามารถทำให้ชัดเจนได้  ปัญหาใหญ่ๆเช่นเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง การสร้างความปรองดองคงยากจะแก้ แม้บางคนไม่ใส่ใจกับความคลุมเครือเรื่องกำหนดเลือกตั้ง แต่ประเทศและคนไทยเสียประโยชน์และต้องไปร่วมแบกรับภาระจากความไม่ชัดเจนนี้ใช่หรือไม่?"

"วัฒนา" โต้เดือดดีเอสไอ คดีกรุงไทยอย่าสองมาตรฐาน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ดีเอสไอว่างัย

สืบเนื่องจากที่นายพานทองแท้หรือโอ๊คได้เผยแพร่ภาพเช็คที่สั่งจ่ายเงินให้พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จำนวน 250,000 บาท และพลเรือโทพะจุณณ์ ตามประทีป (ยศขณะนั้น) จำนวน 100,000 บาท ต่อมาพลโทพิศณุ พุทธวงศ์ นายทหารคนสนิทของพลเอกเปรมออกมายอมรับว่าเช็คจำนวน 250,000 บาท ที่โอ๊คกล่าวถึงนั้น เป็นเช็คที่นายวิชัยจ่ายเพื่อการกุศล พลเอกเปรมจึงได้สลักหลังเช็คนำเข้าบัญชีมูลนิธิโดยไม่ได้นำไปใช้เพื่อการส่วนตัว

ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้คือนายวิชัย กฤษดาธานนท์ ผู้บริหารในเครือกฤษดามหานครซึ่งถูกศาลพิพากษาว่าเป็นผู้กระทำความผิดกรณีเงินกู้ธนาคารกรุงไทย ได้สั่งจ่ายเช็คให้กับพลเอกเปรมและพลเรือโทพะจุณณ์ โดยเช็คทั้งสองฉบับสั่งจ่ายจากบัญชีเดียวกันกับที่จ่ายให้กับโอ๊คเพื่อลงทุนทำธุรกิจร่วมกัน แต่ในที่สุดไม่ได้ทำโอ๊คจึงได้คืนเงินจำนวนดังกล่าวให้กับนายวิชัยไป ประเด็นของโอ๊คคือเหตุใดดีเอสไอจึงดำเนินคดีกับโอ๊คเพียงคนเดียว แต่ละเว้นที่จะดำเนินคดีกับพลเอกเปรมและพลเรือโทพะจุณณ์ทั้งที่ได้รับเช็คจากนายวิชัยเหมือนกัน

ส่วนที่พลโทพิศณุแถลงว่าเป็นการบริจาคเพื่อการกุศลนั้น หาได้เป็นข้อยกเว้นความผิดอาญาฐานฟอกเงินไม่ เพราะการนำเช็คเข้าบัญชีคือการรับโอนหรือเปลี่ยนสภาพครบองค์ประกอบความผิดฐานฟอกเงินแล้ว ดังเช่นที่สหกรณ์คลองจั่นได้บริจาคเงินให้กับวัดพระธรรมกาย ที่ทั้งผู้บริจาคและผู้รับบริจาคต่างถูกดำเนินคดีฐานฟอกเงินเช่นกัน ข้อยกเว้นที่จะทำให้ผู้รับเช็คไม่ตกเป็นผู้กระทำความผิดคือไม่ทราบว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งเป็นข้อต่อสู้ของโอ๊คต่อดีเอสไอ 

ท้ายสุดอธิบดีดีเอสไอออกมาแถลงว่าการสั่งจ่ายเช็ครายที่มีมูลหนี้ต่อกันจริงๆ เช่น ชำระเป็นค่าที่ดิน ดีเอสไอก็ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหานั้น ช่วยตอบผมหน่อยว่าการบริจาคเงิน 250,000 บาท หรือการจ่ายเช็คให้พลเรือโทพะจุณณ์ 100,000 บาท มีมูลหนี้ต่อกันอย่างไร โดยเฉพาะการบริจาคที่กฎหมายถือเป็นการให้ซึ่งจะสมบูรณ์ได้ด้วยการส่งมอบตาม ปพพ. มาตรา 523 ก่อนการบริจาคจึงไม่อาจมีมูลหนี้ใดๆ ต่อกันได้เลย แก้ตัวให้ดีนะครับทั้งสังคมกำลังจับตา อย่าสองมาตรฐานจนเคยตัว

วัฒนา เมืองสุข

3 เมษายน 2561

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2561

"พานทองแท้" เปิดหลักฐานท้าสอบเช็คคดีฟอกเงินกรุงไทย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

วันก่อนมีคนส่งรูปเช็ค 2 ฉบับและใบนำฝากของธนาคาร มาให้ผมดูครับ 

ผมลองเอาไปให้ใครดู ต่างก็ร้องเฮ้ย..จริงดิทุกคนไป 

ผมจึงอยากให้สังคมช่วยกันตรวจสอบ และช่วยกันกระตุ้นให้หน่วยงานของรัฐ ทั้ง ปปง. และ ดีเอสไอ ตลอดจนผู้มีอำนาจในรัฐบาล ช่วยออกมายืนยันว่า รูปถ่ายเช็คดังกล่าว เป็นของจริงหรือไม่

หากว่าจริง เหตุใดทั้ง ปปง. และ ดีเอสไอ จึงไม่มีการดำเนินคดีกับผู้ที่มีชื่อรับผลประโยชน์ เพราะคนที่ส่งรูปมาให้นั้นยืนยันว่า ทั้ง 2 หน่วยงาน ต่างก็มีหลักฐานเดียวกันนี้เก็บไว้ทั้งคู่ แต่ไม่เคยมีใครยอมปริปาก..!! 

เช็ค 2 ฉบับนี้ ได้สั่งจ่ายเงินเข้าบัญชีคนดังระดับประเทศ และเป็นเงินก้อนเดียวกันกับที่ดีเอสไอกำลังเอาเรื่องพานทองแท้ ข้อหาฟอกเงินในคดีเงินกู้แบงค์กรุงไทย อยู่ เวลานี้ 
ที่สำคัญเช็คทั้ง 2 ฉบับนี้หนักกว่าเรื่องที่ดีเอสไอตั้งขึ้นมาเพื่อเอาผิดผมเยอะ เนื่องจากเช็คที่ถูกตีมาเพื่อเข้าบัญชีผมนั้น ได้ถูกยกเลิกในวันเดียวกัน และสามารถแสดงหลักฐานได้ว่าเงินทั้งหมด ได้ถูกนำไปคืนทุกบาททุกสตางค์ และคืนไปตั้งแต่เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว มีหลักฐานทางธุรกรรมฯชัดเจน

ส่วนเงินที่โอนเข้า 2 บัญชีนี้ อย่าว่าแต่จะนำมาคืนเลย เงินที่บอกว่าได้มาจากการกระทำความผิดนี้ ถูกนำไปใช้สอยอย่างสบายใจ ไร้การตรวจสอบ โดยผ่านมา 10 กว่าปี ยังไม่ปรากฏร่องรอยการคืนเงินให้เห็นแม้แต่บาทเดียว 

เงินก้อนเดียวกัน ส่วนหนึ่งโอนเข้าบัญชีผม ซึ่งได้โอนคืนกลับหมดแล้ว ถูกกล่าวหาว่ามีความผิด แต่เงินอีกส่วนหนึ่งโอนเข้าบัญชีคนอื่น ถูกนำไปจับจ่ายใช้สอยอย่างสบายใจ กลับปราศจากความผิดใดๆ แบบนี้คงไม่มีใครยอมแน่ครับ 

ทนายของผมได้ส่งข้อมูลหลักฐานของเช็คทั้ง 2 ฉบับนี้ และข้อมูลอื่นๆ เป็นจดหมายลงทะเบียน ไปถึงคณะกรรมการของดีเอสไอที่มีหน้าที่พิจารณาคดีนี้เป็นรายบุคคลแล้วนะครับ จึงถือว่าทุกท่านได้รับทราบข้อผิดสังเกต และได้ทราบประเด็นที่ไม่ชอบมาพากลไปแล้ว 

หลังจากนี้ถ้ามีการกระทำอะไรที่เป็นสองมาตรฐาน และไม่ให้ความเป็นธรรมกับผมอีก ผมคงต้องขอสงวนสิทธิ์ในการปกป้องตัวเองจนถึงที่สุด ในทุกตัวบทกฎหมาย ตลอดอายุความที่สามารถจะกระทำได้ 


จะหาเรื่องเอาคนอื่นเข้าคุก โดยที่เขาไม่ได้กระทำความผิด เล่นกันแรงแบบนี้ คงไม่มีใครปล่อยให้ Free Kick กันง่ายๆครับ

"หมวดเจี๊ยบ" เผย ประชาชนเร่งเลือกตั้ง-เบื่อรัฐบาล 3ปี เศรษฐกิจตกต่ำ


ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความตื่นตัวของสังคมที่มีต่อการกลับมามีชีวิตชีวาของพรรคการเมือง และการยืนยันความเป็นสมาชิกพรรค รวมทั้งการตบเท้ากลับเข้าพรรคของนักการเมืองกลุ่มต่าง ๆ สะท้อนถึงความเบื่อหน่ายของสังคมที่มีต่อ รัฐบาลของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และชี้ให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่กำลังโหยหาประชาธิปไตยและคิดถึงบรรยากาศการเลือกตั้ง จะเห็นว่า ทันทีที่ กฎหมายอนุญาตให้พรรคการเมืองต่าง ๆ ติดต่อกับสมาชิกพรรคได้เพื่อยืนยันความเป็นสมาชิก แค่นี้ก็ทำให้ประชาชนคึกคักกันทั่วประเทศแล้ว นี่ขนาดยังไม่ได้มีการเลือกตั้ง ก็ทำให้ประชาชนมีความหวังในชีวิตขึ้นมาแล้ว ทั้งยังน่าสังเกตว่าชาวบ้านเป็นฝ่ายกระตือรือร้นติดต่อพรรคการเมืองเองด้วยซ้ำ เพราะกลัวจะส่งหลักฐานไม่ทันกำหนดและกลัวจะไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค จึงขอเตือนสติ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าต้องมองปรากฎการณ์นี้ให้ออก จะได้เข้าใจความต้องการของสังคมอย่างถูกต้อง ไม่ใช่นั่งฟังแต่รายงานจากลูกน้องซึ่งคงพูดเอาใจว่าประชาชนอยากให้รัฐบาลทหารอยู่ต่อ เพราะ 3 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ได้พิสูจน์แล้วว่า เศรษฐกิจตกต่ำ มีปัญหาโกงกินซึ่งมีหลักฐานเห็นอยู่ชัดๆ แต่ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ นอกจากนี้ ยังล้มละลายทางคำพูด เพราะแม้แต่เรื่องสำคัญอย่าง Roadmap เลือกตั้ง ก็พูดกลับไปกลับมา เลื่อนแล้วเลื่อนอีก จนหมดความน่าเชื่อถือในสายตาคนทั้งโลก แต่แทนที่จะละอายใจที่ไม่รักษาคำพูด กลับดำเนินคดีข้อหาร้ายแรงกับประชาชนที่อยากเลือกตั้งหรือคิดต่าง ทั้ง ๆ ที่พวกเขาไม่ได้ทำผิดและใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งตอกย้ำภาพความเป็นรัฐบาลที่มีพฤติกรรมละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค ทางที่ดี พล.อ.ประยุทธ์ ควรรีบคืนอำนาจให้ประชาชนได้แล้ว และอย่าเบี้ยวการเลือกตั้งเพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการเพราะจะทำให้บ้านเมืองไปไม่รอด