วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2561

“ภูมิธรรม” หวั่นประเทศไร้ทางออก แนะภาคประชาชนตรวจสอบรัฐ


นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่เฝ้าติดตามการทำงานของรัฐบาลและกลุ่มผู้มีอำนาจจาก คสช. เห็นว่ากลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบันกำลังสร้าง 4 วิกฤต ให้เกิดขึ้น คือ

1. “วิกฤตศรัทธาผู้นำ” จาก “โรคเลื่อน” ผู้นำที่พูดจาไร้หลักการ เลื่อนลอย เปลี่ยนแปลงตามอำเภอใจของตนตลอดเวลา เป็นการส่งสารต่อสาธารณะอย่างไร้ความรับผิดชอบ ยึดอำนาจและอารมณ์ตนเองเป็นใหญ่ ไม่มีหลักการเหตุผลรองรับ และขั้นร้ายแรงเวลานี้ คือการใช้กำลังขยายอำนาจ ควบคุมและคุกคามการแสดงออกตามสิทธิ เสรีภาพของประชาชน

วิกฤตจากโรคเลื่อนจากโรดแมปที่ประกาศต่อคนไทยและโลก ที่ผัดผ่อนตามอำเภอใจ จนบัดนี้เข้า 4 ปีแล้ว ยังไม่เห็นรูปธรรมที่ชัดเจนตามวลีที่บอกว่า “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน” นั้น กลับแสดงถึงการดิ้นรนที่จะขยายการสืบทอดอำนาจของตนออกไปอย่างไม่ละอาย วิกฤตดังกล่าวถือเป็นความล้มละลายของภาวะผู้นำ ในความน่าเชื่อถือ และยิ่งสะท้อนถึง ภาวะวิกฤตศรัทธา ที่จะเป็นประวัติศาสตร์ที่ดำมืดในชีวิตของคณะบุคคลชุดนี้เอง

2. “วิกฤตความโปร่งใส” เป็นวิกฤตที่เกิดจากทีมงาน คนรอบข้างและเครือญาติสนิทของผู้นำ
 
ความเสื่อมทรุดทางด้านความโปร่งใส ของคณะผู้มีอำนาจและเครือญาติ พวกพ้อง เป็นเรื่องที่สังคมได้รับรู้มาโดยตลอดตั้งแต่การเข้าสู่อำนาจในระยะแรก จนขยายมากขึ้นในปัจจุบัน ข้อคลางแคลงใจกรณีอุทยานราชภักดิ์ , โครงการรถเมล์ NGV , โครงการที่เกี่ยวข้องกับ อผศ. , เรือเหาะ-GT200 , การเอาที่ดินสาธารณะไปให้เอกชนเช่าหาประโยชน์ , การที่เครือญาตินายกฯใช้สถานที่ราชการไปจดทะเบียนบริษัทและประมูลงานของราชการที่บิดาของตนเป็นหัวหน้าหน่วยราชการนั้นๆ หรือสุดท้ายที่กำลังเป็นข่าวฮือฮาดังระดับโลกคือเรื่อง “แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน”  ที่มีมูลค่าหลายสิบล้านบาท เมื่อถูกสังคมตั้งคำถาม ก็ไม่สามารถให้เหตุผลที่ยืนยันความโปร่งใสของเจ้าของเรื่องได้ ยิ่งปกปิด ยิ่งไม่มีท่าทีที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ยิ่งสะท้อนวิกฤตความโปร่งใสและเรื่องราวต่างๆนี้ จะกลายเป็นอาวุธทำร้ายศักดิ์ศรีของท่าน เครือญาติและทีมงานใกล้ชิดเอง การให้เหตุผลที่มักง่ายและขาดสามัญสำนึกเป็นลักษณะของผู้นำที่ดูถูกประชาชน ความโปร่งใสเป็นเหตุผลหลักที่นำคณะท่านเข้ามาบริหารจัดการประเทศ แต่ยิ่งนานไปยิ่งมีปรากฏการณ์ที่ขยาย “ความไม่โปร่งใส” ครึกโครมมากกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา
 
3. “ วิกฤตหลักการ” ใช้ “หลักกู” ปกครองโดย “อำเภอใจ” แทน หลัก “นิติธรรม” และเลือกใช้หลัก “กฎหมาย” แบบเลือกปฏิบัติ

วิกฤตหลักการ เป็นการใช้อำนาจปกครองประเทศและผู้เห็นต่าง โดยอ้างหลักการและหลักกฎหมาย ซึ่งถูกสร้างขึ้นและนำมาใช้อย่างบิดเบือน เพื่อตอบสนองอำเภอใจของผู้นำ การใช้ ”อภินิหารทางกฏหมาย” ซึ่งแท้ที่จริงคือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ กำราบผู้ที่เป็นภัยต่ออำนาจของตน การใช้เล่ห์เพทุบาย สมคบคิดกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายกับกลุ่มผู้นำ เพื่อหาช่องทางสืบต่ออำนาจให้ยาวนานออกไป ถือเป็นการบิดเบือนกฎหมายให้เป็นไปตามอำเภอใจของผู้นำ บิดเบือนหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์ของพวกพ้องตนอย่างน่าละอาย
 
4. “วิกฤติผลงาน” เพื่อให้คนจนหมดทั้งประเทศ
   
ผลงานที่ออกมาสู่สายตาสาธารณชน ที่รัฐบาลพยายามใช้ทุกช่องทางโฆษณาว่าประสบความสำเร็จน่าพึงพอใจ แต่มีนักวิชาการและสื่อมวลชนจำนวนไม่น้อย ที่สะท้อนด้านที่เป็นความล้มเหลวของคณะผู้มีอำนาจ โดยวิจารณ์ว่า ผลงานที่ออกมาอำนวยความสุขและผลประโยชน์ให้แก่เครือข่ายของชนชั้นนำ บริษัทชั้นนำใหญ่ๆ เครือญาติ และพวกพ้องของกลุ่มผู้มีอำนาจมากกว่าเป็นประโยชน์ของประชาชน คนชั้นกลางและคนหาเช้ากินค่ำ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ผลงานจากจากฝีมือของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล นำประชาชนไปสู่เส้นทางที่ กำลังจะยากจนหมดประเทศ มากกว่า

การโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อผลักดันโครงการประชารัฐ อย่างแข็งขัน ซึ่งแท้จริงแล้วคือโครงการที่อำนวยประโยชน์ให้แก่กลุ่มธุรกิจใหญ่และเครือข่ายชนชั้นนำที่ช่วยกันโอบอุ้มกลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบัน การใช้กลไกอำนาจรัฐและงบประมาณของรัฐ เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความนิยม เพื่อเอื้อประโยชน์โดยมุ่งหวังสร้างความนิยมเสมือนเป็นการใช้งบหลวงและกลไกรัฐมาหาเสียงล่วงหน้า การจัดตั้งกลุ่มพวกพ้องเพื่ออำนวยประโยชน์ในการสืบทอดอำนาจของฝ่ายตน เป็นการใช้ความได้เปรียบของกลไกต่างๆ เป็นบันไดเพื่อการสืบทอดอำนาจของคณะผู้บริหารปัจจุบัน และเรื่องราวทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาและความทรงจำของประชาชนอย่างแน่นอน”
 
นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า “วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 4 ประการ นำไปสู่ความเสื่อมถอยของกลุ่มอำนาจที่ไม่ได้มาจากความเห็นชอบของประชาชน และกำลังเป็นปัจจัยบ่อนเซาะอิทธิพลของพวกตนลงทุกขณะ ความรับรู้ของประชาชนกำลังรวมศูนย์เพื่อตั้งคำถามต่อการยึดอำนาจเพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้องมากกว่า วันนี้นอกจากพวกท่าน พยายามปกป้องผลประโยชน์แห่งพวกพ้องตนด้วยการทำลายกลไกการตรวจสอบขององค์กรอิสระต่างๆที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบ ด้วยการเลือก Set Zero บางองค์กร หรือต่ออายุกรรมการองค์กรอิสระในองค์กร ทั้งที่อาจจะมีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็ให้ทำหน้าที่ต่อไปได้ทั้งๆที่ขัดรัฐธรรมนูญ

ผมตั้งข้อสังเกตว่า การที่เกิด “โรคเลื่อน” มาโดยตลอดในการกำกับทิศทางให้ประเทศไม่สามารถก้าวเดินต่อไปได้ เป็นเพราะเหตุผล ดังนี้    

1. รองบประมาณ ที่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลผลักดันงบจำนวนมหาศาล หวังให้เกิดผลสร้างความพึงพอใจกับประชาชน เพื่อจะเป็นฐานรองรับความนิยมของพวกตนในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

2. รอการแต่งตั้งโยกย้ายเรียบร้อย ให้ได้คนของตนเพื่อไปสร้างความมั่นคงให้กับฐานอำนาจตน และใช้เป็นกลไกที่อำนวยประโยชน์ให้การสืบทอดอำนาจของตนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. รอการแต่งตัวของพรรคใหม่ที่เป็นพรรคของตนหรือพรรคสำรอง ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนพวกตน ให้มีความพร้อมที่จะชิงความได้เปรียบพรรคเก่า

วิกฤตทั้งหลายทั้งมวล ทำให้สังคมเห็นเจตนาที่เปิดเผยชัดเจนขึ้น เรื่องความต้องการในการสืบทอดอำนาจ ของคณะผู้มีอำนาจในปัจจุบัน  และที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงสถานะและบทบาทของกลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบันจาก “คนกลาง” ที่อ้างว่าจะเข้ามาแก้ไขปัญหาให้ประเทศ กลายเป็น “ผู้เล่นหลัก” ที่ต้องการเข้ามาสืบต่ออำนาจ โดยพยายามชิงความได้เปรียบ ทั้งงบประมาณหลวง กลไกอำนาจรัฐทุกส่วน กติกาและกฎหมายที่ใช้ควบคุมการเลือกตั้ง การใช้วาทกรรมเพื่อให้ความหมายและสร้างความชอบธรรมต่อระบบต่างๆที่ตนสร้างขึ้น รวมถึงชี้ให้สังคมเชื่อว่าความล้มเหลวและปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นล้วนเป็นปัญหาที่สื่อมวลชนและพรรคการเมืองต่างๆ กระทำไปเพื่อหวังโค่นล้มรัฐบาล หาได้เป็นความล้มเหลวจากการบริหารที่ผิดพลาดของตน”
 
นายภูมิธรรม กล่าวในที่สุดว่า “สิ่งต่างๆเหล่านี้ ถูกหรือผิด ทุกอย่างอยู่ในสายตาประชาชน วันนี้เราไม่อาจพึ่งพาการตรวจสอบใดๆได้ บทบาทและกระบวนการตรวจสอบจากกลไกของภาคประชาชน กำลังทำงานอย่างเข้มแข็งเพื่อแก้วิกฤตจากความคิด และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเอง”

วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2561

”เพื่อไทย” เตือนเลื่อนเลือกตั้ง กระทบความเชื่อมั่นประเทศ


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นกรณีหากมีการขยับโรดแมป เลือกตั้งจาก .. 61 ออกไป จะกระทบความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและต่างประเทศอย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นการทำลายความมั่นคงของประเทศทั้ง 2 ด้านดังกล่าว ผู้ที่มีส่วนขยับโรดแมปดังกล่าวต้องรับผิดชอบหรือไม่ ขอให้วิญญูชนช่วยพิจารณา

เหตุที่กล่าวเช่นนั้น ขอให้ไปดูการรายงานข่าวของสำนักข่าว บีบีซี ซึ่งได้รายงานข่าวไปทั่วโลกเมื่อ 10 .. 60 มีสาระสรุปได้ดังนี้ "ภายหลังการประชุมร่วมระหว่าง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อรับทราบว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญพรรคการเมืองมีผลใช้บังคับแล้ว พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แถลงว่า หลังจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญพรรคการเมือง มีผลใช้บังคับ คสช.จะพิจารณาเวลาจัดทำกิจกรรมพรรคการเมืองเพื่อผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญพรรคการเมืองต่อไป ผมไม่ต้องการถ่วงเวลาใดๆ ทั้งสิ้น...โดยในเดือน มิ..61 จะประกาศวันเลือกตั้ง ส่วนในเดือน ..61 จะให้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไป..."

ดังนั้น จึงมีข้อพิจารณาว่า จะมีการเลื่อนโรดแมปการเลือกตั้งออกไปหรือไม่ ซึ่งคงจะเป็นการซื้อใจหรือวัดใจกัน ว่าผู้มีหน้าที่ในบ้านเมืองจะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง หรือจะรักษาความมั่นคงของประเทศด้วยการสร้างความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศในการทำตามสัญญา ซึ่งเป็นประโยชน์ส่วนรวม สังคมกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด

"จาตุรนต์" ห่วงตรวจทุจริตเหลว หวั่นคอรัปชั่นพุ่ง


นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความ เรื่อง ความล้มเหลวของระบบต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ตอนที่2 หลังรัฐประหารปี 2557 เกิดอะไรขึ้นกับระบบต่อต้านการคอรัปชั่น?

นับตั้งแต่คสช.ทำรัฐประหารยึดอำนาจเป็นต้นมา ระบบการต่อต้านคอรัปชั่นก็เปลี่ยนไปอย่างมาก การตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของรัฐ ถูกจำกัดลงอย่างมาก กล่าวคือ

1. ไม่มีการตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งการตั้งกระทู้ การเสนอญัตติในสภา โดยเฉพาะไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือแม้แต่การตรวจสอบโดยคณะกรรมาธิการต่างๆ

2. การตรวจสอบโดยสื่อมวลชนทำได้อย่างจำกัด โดยเฉพาะการเสนอข้อมูลหรือความเห็นที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลคสช. ถูกจำกัดด้วยการควบคุมสื่อ ทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย ทั้งด้วยการเข้าระงับยับยั้งโดยตรงด้วยการยกเลิกรายการหรือปิดสถานีและการบีบบังคับให้สื่อเซ็นเซอร์ตัวเอง

3. การตรวจสอบโดยภาคประชาชนถูกขัดขวาง ทั้งด้วยการใช้อำนาจของคสช.ในเรื่องห้ามชุมนุมทางการเมืองและการใช้กฎหมายอาญาเกี่ยวกับความมั่นคงและกฎหมายคอมพิวเตอร์ที่เป็นไปในลักษณะกลั่นแกล้งตามอำเภอใจ ดำเนินคดีทั้งในศาลทหารและศาลยุติธรรม

4. มีการใช้คำสั่งคสช.แต่งตั้งโยกย้ายในลักษณะลงโทษหรือให้คุณให้โทษแก่ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ในเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตโดยไม่มีการสอบสวนเสียก่อน ไม่เปิดโอกาสให้มีการชี้แจง อุทธรณ์หรือกระทั่งร้องต่อศาลปกครอง ต่อมาแม้พบว่าไม่มีความผิดก็ไม่มีการแก้ไขคำสั่งหรือเยียวยา เท่ากับทำลายระบบในการแต่งตั้งโยกย้าย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันปราบปรามการทุจริต จนหาหลักหาเกณฑ์อะไรไม่ได้

5. ไม่ปรากฎว่า มีการจัดระบบเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างที่เชื่อได้ว่า จะป้องกันการทุจริตคอรัปชั่นได้ดีขึ้น แต่กลับมีการใช้คำสั่งคสช.ยกเว้นการรับผิดทางแพ่ง ทางอาญาหรือทั้งสองอย่างแก่เจ้าหน้าที่ราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทอื่น ในการดำเนินการที่อาจเกิดการทุจริต

ซ้ำร้ายในการดำเนินโครงการใหญ่มูลค่ามหาศาล ก็ได้มีคำสั่งคสช.กำหนดสาระสำคัญและกระบวนการทำงานของโครงการ โดยให้ยกเว้นการใช้กฎหมายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่นโครงการรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น

เกิดอะไรขึ้นกับองค์กรต่อต้านคอรัปชั่น?

หลังการรัฐประหารปี 2557 เป็นต้นมา คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งต่อมาก็บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาตรา 44 แล้วรับรองโดยรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทำให้สิ่งที่เรียกกันว่า องค์กรอิสระทั้งหลาย รวมทั้งที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการต่อต้านหรือปราบปรามคอรัปชั่นไม่มีความเป็นอิสระอีกต่อไป แม้จะยังคงมีกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องอยู่

คสช.ยังได้ออกคำสั่งที่ 69/2557 เรื่อง มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ สั่งทุกส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐให้ดำเนินการต่างๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ และได้สั่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการทั้งหลาย และรายงานผลการปฏิบัติพร้อมทั้งเสนอความเห็นให้คสช.พิจารณา

คำสั่งนี้ มีลักษณะทำให้อำนาจในเรื่องที่เกี่ยวกับกับป้องกันปราบปรามการทุจริตอยู่ในมือของคสช.อย่างสมบูรณ์

มีการตั้งคกก.ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ เมื่อ 13 ตุลาคม 2557

ต่อมา 24 พฤศจิกายน 2557 นรม. ออกคำสั่งที่ 226/2557 เรื่องจัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติขึ้น ภายในสำนักงาน คกก.ปปท.เรียกโดยย่อว่า ศอตช. มีรมว.ยุติธรรมเป็นประธาน เลขาธิการปปช.เป็นกรรมการ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นกรรมการ รวมองค์กรภาคเอกชนอีก 2 องค์กรเป็นกรรมการด้วย

อำนาจหน้าที่สำคัญ คือ กำหนดแนวทางและแผนการปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายของฝ่ายบริหารในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ พร้อมทั้งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตสู่การปฏิบัติให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

อำนวยการและประสานการปฏิบัติ เร่งรัด ติดตาม กำกับดูแล ตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงานของส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการทุจริตเป็นไปอย่างบูรณาการโดยมีเอกภาพชัดเจน

ต่อมาคำสั่งคสช.ที่ 127/2557 ลว. 15 ธันวาคม 2557 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ มีหัวหน้าคสช.เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่กว้างขวางมาก เช่น จัดทำแนวทางและมาตรการในการบูรณาการเพื่อเสริมสร้างและประสานความร่วมมือในการป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ และเสนอให้ครม.ทราบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

ติดตามประสานงานและสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในการดำเนินงานของคณะกรรมการตามกฎหมายและหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง

คำสั่งนี้ มีลักษณะครอบคลุมกว้างขวางมาก องค์กรที่มีหัวหน้าคสช.เป็นประธานนี้ กลายเป็นองค์กรสูงสุดในเรื่องคอรัปชั่นที่กำกับควบคุมองค์กรทั้งหลายทั้งปวง

ต่อมา มีคำสั่งคสช.ที่ 1/2558 แต่งตั้งคณะกรรมการตามองค์ประกอบคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ

หลังจากนั้น จะเห็นภาพการเรียกปปช. สตง.มาสั่งการ ประสาน ร่วมประชุมเป็นว่าเล่น จนกลายเป็นระบบที่ไม่ได้อาศัยองค์กรอิสระ หรือไม่มีองค์กรอิสระที่อิสระจริง อำนาจอยู่ที่คสช.เป็นหลัก ถัดมา คือ รัฐบาล
แต่องค์กรที่ตั้งขึ้นนี้ ต่อมาก็ไม่ได้มีบทบาทที่เป็นแก่นสารใดๆ

สำหรับปปช.นั้น นอกจากถูกครอบและบดบังโดยระบบและโครงสร้างไปแล้ว ปปช.เองยังถูกแทรกแซงโดยคสช.และรัฐบาลโดยตรงอีกด้วย เมื่อกรรมการปปช.ชุดเดิมบางคนพ้นจากตำแหน่งไป ก็เกิดการสรรหาและแต่งตั้งคนใหม่ขึ้นแทน ในการนี้คสช.ได้ออกคำสั่งกำหนดให้ประธานสนช.และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายเข้าเป็นกรรมการสรรหาและต่อมาได้ผ่านความเห็นชอบของสนช. จนได้เป็นคณะกรรมการปปช.ชุดปัจจุบัน ซึ่งก็เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่า กรรมการคนสำคัญบางคนเป็นคนสนิทของคสช.โดยตรง

3 ปีกว่าภายใต้การปกครองของคสช. ระบบในการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จนทำให้แท้จริงแล้ว ในระบบนี้ไม่มีองค์กรอิสระ หากแต่เป็นระบบที่คสช.กำกับควบคุมได้ หรือเรียกได้ว่า รวมศูนย์อำนาจอยู่ในมือของของคสช.อย่างสมบูรณ์ ระบบนี้อยู่ในสภาพที่ขาดการตรวจสอบถ่วงดุล ทั้งจากฝ่ายนิติบัญญัติ สื่อมวลชน และประชาชน

ภายใต้ระบบที่สังคมจะสามารถตรวจสอบการทำงานของ คสช.และรัฐบาลได้อย่างจำกัดมากนี้ แม้จะมีข่าวการทุจริตคอรัปชั่นมากขึ้นๆ แต่ก็ไม่มีใครทราบว่า แท้จริงแล้วมีการทุจริตคอรัปชั่นมากหรือน้อยเพียงใด สังคมจะได้รับรู้ความจริงกัน ก็ต่อเมื่อมีระบบในการป้องกันปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นที่ดีและมีประสิทธิภาพ และต่อเมื่อประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการตรวจสอบการทำงานของรัฐแล้วเท่านั้น
ระบบที่การตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อป้องกันปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นทำได้อย่างจำกัดนี้ จะอยู่กับเราไปอีกอย่างน้อยตลอดระยะเวลาที่คสช.ยังอยู่ในอำนาจ

ส่วนระบบที่ถูกออกแบบไว้สำหรับอนาคตเป็นอย่างไร ไว้พูดกันในตอนต่อไปครับ
......
(รออ่าน ตอนที่3)
ในภาพอาจจะมี 1 คน, ข้อความ

พลรักษ์ รักษาพล

“นพดล” ติงรัฐเลื่อนเลือกตั้ง กระทบความเชื่อมั่นประเทศ


นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงแนวคิดการแก้ร่าง พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ให้มีผลบังคับใช้ หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว 90 วัน ว่า “ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะทำเช่นนั้นจริงหรือไม่ แต่ถ้าทำจริงตามข่าว อาจส่งผลให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไป แต่ต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ว่าทำเช่นนั้นทำไม? ประเทศได้ประโยชน์อย่างไร? โดยส่วนตัวเห็นว่านักการเมืองไม่ได้เดือดร้อนว่าจะเลือกตั้งช้าไป 2-3 เดือน ถ้ามีชุดคำอธิบายที่ดีพอ แต่ผมไม่อยากให้ความน่าเชื่อถือของท่านนายกฯที่ประกาศว่าจะให้มีการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2561 ได้รับผลกระทบ เพราะจะทำให้การทำงานยากขึ้นและมันจะลามไปยังความน่าเชื่อถือของประเทศ เพราะเคยมีการตกลงในคำแถลงการณ์ร่วมที่ทำกับฝ่ายสหรัฐอเมริกา และต่อมาสหภาพยุโรปก็ยึดเอาคำพูดของท่านนายกฯที่จะมีการเลือกตั้งในเดือน พฤศจิกายน 2561 จนยอมที่จะติดต่อทางการเมืองกับไทยอีกครั้ง นอกจากนั้นนักธุรกิจนักลงทุนไทยก็เห็นว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน ซึ่งย่อมเป็นปัจจัยลบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ”

นายนพดล กล่าวต่อไปว่า “อยากให้ สนช. และรัฐบาลคิดให้ถี่ถ้วนและเห็นแก่ประเทศ ให้โอกาสประเทศที่จะเดินหน้าตามครรลอง และอย่าประเมินสติปัญญาของคนไทยที่รู้เท่าทันความพยายามเช่นนี้ตำ่เกินไป ผมไม่อยากเห็นความขัดแย้งรอบใหม่ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการสร้างความปรองดอง แต่คิดว่ายังมี สมาชิก สนช. ที่มีจิตสำนึก ไม่เห็นแก่ประโยชน์ทางการเมือง และไม่สร้างภาระให้ประเทศ”

วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561

"เพื่อไทย" ดักทางพรรคทหาร แนะข้าราชการวางตัวเป็นกลาง


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นกรณี พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2561 ขานรับไอเดีย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรื่อง ประชาธิปไตยไทยนิยม โดยเตรียมมอบหมายเหล่าทัพลงพื้นที่สร้างความเข้าใจประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งนั้น

นายชวลิต ระบุว่า “ในฐานะที่ผมก็เคยรับราชการมาก่อน ขอฝากข้อสังเกตว่า ข้าราชการต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ทั้งนี้ มีกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องวางหลักเกณฑ์นี้ไว้มาช้านานแล้ว ผู้ใดฝ่าฝืนก็จะต้องถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย ที่จำเป็นต้องติงไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เพราะบังเอิญนายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ท่านเป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหาร และไม่ปิดทางการเป็นนายกรัฐมนตรีจากคนนอก”

นายชวลิต กล่าวต่อไปว่า “นอกจากนี้ หากติดตามข่าวสารบ้านเมือง จะมีข่าว มีข้อมูลเป็นระยะๆ ว่า จะมีการตั้งพรรคการเมืองสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้น การส่งกำลังทหารลงพื้นที่ไปให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งอาจถูกครหาว่าไม่เป็นกลางทางการเมืองได้ และจะทำความอึดอัดใจให้กับข้าราชการที่ได้รับคำสั่งให้ลงพื้นที่ที่เกรงว่าอาจถูกฟ้องร้องเป็นคดีตามมาในภายหลังได้”

นายชวลิต กล่าวในที่สุดว่า “ความจริงแล้ว หน้าที่ดังกล่าวควรให้ กกต. เป็นผู้ดำเนินการก็จะถูกต้องตามสายงาน ส่วนทหารก็ควรทำหน้าที่ทหาร ก็จะช่วยกันสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศของเราว่าการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นเพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย บริสุทธิ์ ยุติธรรม”

“เรืองไกร” ยื่น ป.ป.ช. สอบประยุทธ์


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบว่าการไปตีกอล์ฟที่สนามของครอบครัวสะสมทรัพย์ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2560 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าเข้าข่ายรับประโยชน์อื่นใดเกิน 3,000 บาท ตามกฎหมายและระเบียบของ ป.ป.ช.หรือไม่? เพราะนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ เคยระบุว่าได้เลี้ยงข้าวเป็นธรรมเนียมในฐานะเจ้าของสนาม




วันพุธที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2561

"เพื่อไทย" แถลงค้านคำสั่งหัวหน้า คสช. มิชอบ-ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ


ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า เมื่อเวลา 10.00น. แกนนำพรรคเพื่อไทยร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน กรณีการยื่นหนังสือคัดค้านคำสั่ง คสช. โดยมีเนื้อหาดังนี้

คำแถลงพรรคเพื่อไทย เรื่อง คำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 
ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 213 ประกอบมาตรา 5

ตามที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 ประกอบมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2560 นั้น

สมาชิกพรรคเพื่อไทยเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในหลายประการและเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของสมาชิกพรรคการเมืองและพรรคการเมือง จึงได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ประกอบข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ข้อ 17 (12) และข้อ 21 ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัย โดยประเด็นสำคัญที่เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญและเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพนั้น มีดังนี้

ประเด็นแรก คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 จึงไม่เป็นที่สุด และชอบที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของคำสั่งดังกล่าวได้ เนื่องจาก

  •  (1) สาระสำคัญของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เป็นเรื่องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าว รัฐธรรมนูญ มาตรา 131 และมาตรา 132 บัญญัติให้เป็นอำนาจของรัฐสภา (หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติปัจจุบัน) และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองนั้นได้ผ่านกระบวนการตราขึ้นโดยถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ผ่านความเห็นชอบของ สนช. ผ่านการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญและพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว การที่หัวหน้า คสช.ออกคำสั่งแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเท่ากับเป็นการลบล้าง (Overrule) กระบวนการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญ 
  •  (2) ประเทศไทยมีความเป็นนิติรัฐหรือรัฐที่ปกครองโดยกฎหมาย มิใช่โดยอำนาจของบุคคล มีรัฐเป็นกฎหมายสูงสุด ยึดหลักการแบ่งแยกการใช้อำนาจอธิปไตยในทางนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการให้แก่องค์กรต่างๆ มีหลักประกันคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล ดังนั้น หัวหน้า คสช.จึงเป็นเพียงผู้ได้รับอำนาจมาจากรัฐธรรมนูญอีกทอดหนึ่ง จึงไม่อาจใช้อำนาจที่ขัดหรือแย้งหรือนอกเหนือไปจากที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ได้ 


 ประเด็นที่สอง  คำสั่งหัวหน้า คสชที่ 53/2560 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ดังนี้ 


  •  (1) การที่หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจโดยไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้และใช้อำนาจซึ่งเป็นขององค์กรอื่น อันไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 131 และมาตรา 132 จึงเป็นการกระทำโดยที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจไว้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง 
  •  (2) การออกคำสั่งที่มีผลเป็นการลบล้างสมาชิกภาพของสมาชิกพรรคการเมือง มิใช่การออกกฎหมายจำกัดสิทธิเท่านั้น แต่เป็นการยกเลิกสิทธิของการเป็นสมาชิกพรรค จึงกระทบต่อสาระสำคัญของสิทธิเสรีภาพของบุคคลและเป็นการออกกฎหมายที่มีผลย้อนหลังเป็นโทษแก่บุคคล จึงขัดต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคแรก 
  •  (3)  การกำหนดให้ผู้ที่เป็นสมาชิกพรรค ถ้าจะเป็นสมาชิกพรรคต่อไปต้องทำหนังสือยืนยันต่อหัวหน้าพรรคพร้อมแสดงหลักฐานการมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามภายใน 30 วัน ซึ่งลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายของการเป็นสมาชิกพรรคมีหลายประการ ต้องขอหนังสือรับรองจากหน่วยงานต่างๆ ถึง 14 หน่วยงาน กรณีดังกล่าวจึงถือเป็นการเพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 26 วรรคแรก และยังขัดต่อหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 วรรคแรกด้วย เนื่องจากผู้ที่สมัครสมาชิกใหม่ไม่ต้องดำเนินการดังกล่าว 
  •  (4) ในคำสั่งมิได้ระบุเหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของสมาชิกพรรคการเมืองข้างต้นไว้ จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคแรก เช่นกัน 


นอกจากนี้ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 ยังเป็นการละเมิดสิทธิทางการเมืองของพรรคการเมืองด้วย ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะได้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญและผู้ตรวจการแผ่นดินให้ดำเนินการต่อไป

จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

พรรคเพื่อไทย
17 มกราคม 2561
























วันอังคารที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2561

"จาตุรนต์" เตือนรัฐจัดสรรทรัพยากรครูไม่เหมาะสม กระทบคุณภาพการสอน


นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

คืนครูให้นักเรียน

ปัญหาหนึ่งที่ทำให้ครูไม่มีเวลาทำหน้าที่ครูเต็มที่ กระทบกับคุณภาพครู คุณภาพการสอน เท่าที่ผมฟังเสียงสะท้อนจากครูและผู้บริหารโรงเรียน พบว่า ปัญหา มาจากการที่ครูต้องไปทำหน้าที่อื่นๆ ทั้งการบริหาร งานธุรการ และกิจกรรมนอกโรงเรียนตามที่หน่วยงานต่างๆ กระทรวงต่างๆ ขอความร่วมมือมาหลายเรื่องเป็นกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับการศึกษาเลย

มีข้อมูลว่า แต่ละโรงเรียนจะได้หนังสือสั่งการจาก สพฐ.หรือกระทรวงศึกษาฯนับพันฉบับต่อปี ทั้งเกี่ยวและไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่โดยตรง แล้วยังมีการขอความร่วมมือสารพัดจากหน่วยงานต่างๆในจังหวัด ซึ่งบางครั้งอาจพอถือได้บ้างว่าเป็นกิจกรรมทางสังคม แต่หลายๆ กรณีมันเกินหน้าที่ไปไกล ทำให้ทั้งครูและนักเรียนไม่ได้เรียน ไม่ได้ทำกิจกรรมที่ควรจะทำ หรือมีเวลามาเรียนน้อยลง

จากการสำรวจพบว่าครูมีภารกิจที่ทำให้ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนตามปกติได้ถึงเทอมละ 84 วัน หรือ 42% ของวันเปิดเรียน 

ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก และเคยพูดอยู่เสมอว่า ต้องคืนครูให้นักเรียน หมายถึงครูที่ทำหน้าที่ครู ไม่ใช่ผู้ที่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ผู้หลักผู้ใหญ่ หรือเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการ ไปจนถึงภารโรง

เรื่องนี้ต้องทำอย่างจริงจัง ซึ่งก็หมายถึงจะต้องปรับปรุงโครงสร้างให้มีเจ้าหน้าที่ทำงานธุรการแทนครู ผู้บริหารการศึกษาบางประเทศฟังปัญหาของประเทศไทยแล้วบอกว่า ประเทศของเขาคนทำธุรการหรืองานอื่นๆ ต้องรับเจ้าหน้าที่เฉพาะ ธุรการก็ต้องให้ธุรการทำ จะให้ครูไปทำทำไม?!

นี่เป็นปัญหาเรื่องการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม เราไม่ได้ดูแลเรื่องการจัดสรรทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ ครูจำนวนมากจึงต้องเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการ ภารโรงด้วย โดยเฉพาะในโรงเรียนเล็กๆ 
จากนี้ไปในอนาคต จำนวนเด็กทั่วประเทศจะน้อยลง เพราะฉะนั้นความจำเป็นที่จะเพิ่มครูมาขึ้นบัญชีไว้ก็ไม่มี การใช้ครูไปทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่งานสอนให้น้อยลงจะเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างรู้ค่า และการจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการ หรือภารโรงเป็นหน้าที่เฉพาะ จะใช้ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าจ้างครู ทำให้เงินงบประมาณส่วนนี้จะลดน้อยลงด้วย

เรื่องการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ สูญเปล่าทำนองนี้ยังมีอีกมาก ซึ่งเราควรจะได้หยิบยกมาพูดกันต่อไป

ถ้าพูดเร็วๆ อาจจะพอพูดได้ว่าต้องให้เขตพื้นที่ และโรงเรียนไปคิดกันให้มากขึ้น โดยเอาประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนเป็นตัวตั้ง

แต่ทั้งนี้ ผมก็ไม่ได้เสนอแบบสุดโต่งว่า “ให้เขตพื้นที่หรือโรงเรียนไปคิดกันเอาเองทุกเรื่อง” เพราะหากเสนอเช่นนั้น เราก็จะพบว่าสิ่งที่ประเทศต้องการในภาพรวม ก็จะไม่เกิดขึ้นเช่นกัน
ถ้าให้โรงเรียนทำตามอัธยาศัย โรงเรียนต่างๆ เกิดตัดสินใจสอนภาษาจีนกันเต็มไปหมด ซึ่งเมื่อมองในภาพรวมทั้งประเทศแล้ว ที่จริงควรจะสอนไม่กี่หมื่นคนเท่านั้น เช่นนี้ก็จะกลายเป็นความสูญเปล่าอย่างมหาศาล

ดังนั้น ในเรื่องคืนครูให้นักเรียน ส่วนกลางจะต้องวางระบบหลักเกณฑ์เสียใหม่ให้ดี ต้องลดการสั่งการและขอความร่วมมือจากครูและโรงเรียนในเรื่องที่ไม่ใช่การศึกษาให้น้อยลง และให้เป็นดุลยพินิจของโรงเรียนและครูมากขึ้นว่า จะไปร่วมในกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานักเรียนหรือไม่? 

นอกจากนี้ อาจเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการกำหนดแบ่งสัดส่วนเวลาที่ครูพึงมีสำหรับการสอน กับเวลาในการรับการประเมินหรือพัฒนา ว่าควรเป็นสัดส่วนเท่าไร? ให้ครูได้สอน ได้รับการพัฒนา ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการเรียนการสอน และได้รับการประเมินให้สมดุลกัน

วันจันทร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2561

"จาตุรนต์" เตือน คสช. ฝืนลาก ป.ป.ช. อยู่ต่อ ขัดรัฐธรรมนูญ


นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ทั้งคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการ ป.ป.ช. ถูกกำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด พรป. จะหักล้างหรือขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้

คุณสมบัติของกรรมการ ป.ป.ช. อยู่ในรัฐธรรมนูญในมาตรา 232 ส่วนลักษณะต้องห้ามของผู้ที่เป็นกรรมการ ป.ป.ช. อยู่ในรัฐธรรมนูญมาตรา 216

กรรมการ ป.ป.ช. บางคนในชุดนี้สรรหาโดยการที่ คสช. ออกคำสั่งกำหนดองค์ประกอบกรรมการสรรหาขึ้นใหม่ให้ประธาน สนช. และรองนายกฯร่วมเป็นกรรมการสรรหาด้วย

คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามที่ใช้กับกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ เป็นไปตามกฎหมายเกี่ยวกับ ป.ป.ช. ซึ่งอิงตามรัฐธรรมนูญปี 2550 จึงอ่อนกว่าที่กำหนดในรัฐธรรมนูญปัจจุบันอย่างมาก ที่เกี่ยวข้องโดยตรงและเป็นประเด็นที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักอยู่ในขณะนี้ คือ ถ้าเป็นข้าราชการประจำจะต้องเคยเป็นอธิบดีหรือเทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และถ้าเคยเป็นข้าราชการการเมืองต้องพ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี

กรรมการบางคนขาดคุณสมบัติ บางคนเข้าลักษณะต้องห้าม โดยเฉพาะประธาน ป.ป.ช. ขาดทั้งคุณสมบัติและเข้าลักษณะต้องห้ามด้วย จึงไม่สามารถเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ตามรัฐธรรมนูญนี้ได้

บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญกำหนดว่ากรรมการ ป.ป.ช. ชุดที่มีมาก่อนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันใช้บังคับจะอยู่ในตำแหน่งอีกนานเท่าใด ให้กำหนดโดย พรป.

ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า สนช. จะใช้ พรป. ต่ออายุให้กรรมการ ป.ป.ช. ที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือทั้งสองอย่างได้หรือไม่?

ดูจากเจตนาของการร่างรัฐธรรมนูญที่มีการกำหนดคุณสมบัติไว้สูงมาก ที่ต่อมาเรียกกันว่าเป็นคุณสมบัติขั้นเทพ กำหนดลักษณะต้องห้ามไว้เข้มงวดเพื่อป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองหรือรัฐบาล อย่างที่โอ้อวดกันว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง รัฐธรรมนูญนี้ย่อมมีเจตนาให้ใช้เรื่องเหล่านี้ทันที ไม่ใช่อีก 7-8 ปีข้างหน้า

สนช. จะทำได้อย่างมาก ก็คือ กำหนดใน พรป. ให้กรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้พ้นไปทันทีที่ พรป. ใช้บังคับ แต่ให้รักษาการต่อไปจนกว่าจะมีกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหม่หรือมากกว่านั้น ก็คือ ให้กรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ยังอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหม่ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ไม่ใช่ให้ชุดนี้เป็นไปจนครบวาระ ทั้งที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามอย่างที่เป็นอยู่

การออก พรป. นั้น ต้องทำให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 ซึ่งกำหนดว่า เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติ และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และต้องมุ่งหมายให้มีการขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ

การต่ออายุกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ทั้งชุดไปจนกว่าจะหมดวาระเดิมนั้น จึงขัดรัฐธรรมนูญแน่นอน

หาก ป.ป.ช. ชุดนี้ยังทำหน้าที่ต่อไป ก็เท่ากับเรากำลังมี ป.ป.ช. ที่ตั้งโดยการแทรกแซงของ คสช. จนได้คนของ คสช. มาคุม ป.ป.ช. ในขณะที่ คสช. กำลังทำทุกอย่างเพื่อให้พวกตนได้อยู่ในอำนาจต่อไปหลังการเลือกตั้ง

ปัญหาก็คือ ถ้า คสช. ทำสำเร็จ ตั้งรัฐบาลนายกฯคนนอกได้ ใครจะตรวจสอบรัฐบาล จะไม่เกิดการทุจริตคอรัปชั่นกันใหญ่หรือ?

นี่หรือ คือ รัฐธรรมนูญปราบโกง

นี่หรือ คือ ที่ คสช. บอกว่าเข้ามาเพื่อปราบคอรัปชั่น

ท่านนิยม? "ปลอดประสพ" โต้ประยุทธ์ ถามความหมายประชาธิปไตยไทยนิยม


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี" อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ไทยนิยมหรือท่านนิยม?
.

ผมไม่ทราบว่าประชาธิปไตยแบบไทยนิยมของท่านนายกประยุทธ์คืออะไร ความรู้สึกเบื้องต้นของผมก็คือ มันเป็นเรื่องใหญ่เกี่ยวกับการปกครองบ้านเมือง ท่านประยุทธ์กล้าตัดสินใจโดยพลการคนเดียวหรือ ท่านแน่ใจว่า ท่านใหญ่พอนะ 
.
หากจะอนุมานว่า สิ่งที่พวกท่านทำมาตลอดคือรูปแบบของประชาธิปไตยแบบไทยนิยม ก็ดูไม่สมจริง เริ่มจากการใช้กองทัพทำการปฏิวัติยึดอำนาจก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยและเชื่อว่าไทยก็ไม่นิยม การใช้ ม.44 เป็นเผด็จการไม่เป็นประชาธิปไตยและคนก็ไม่นิยม รัฐธรรมนูญก็บิดเบี้ยวมี ส.ว.แต่งตั้งเพื่อให้เกิดนายกฯคนนอกก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย คุณสมบัติของคณะกรรมการอิสระตามรัฐธรรมนูญที่ท่านเขียนเองก็ไม่ตรงกับที่ท่านปฏิบัติ อย่างนี้ใครจะนิยมครับ ท่านบริหารประเทศแบบประชารัฐ (แปลว่าอะไรก็ไม่รู้)
.
แจกเงิน แต่ประชาชนก็ยังจนอยู่ในขณะที่คนรวยกลับรวยขึ้น อย่างนี้ใครนิยมครับ ที่ท่านทำมาทั้งหมดนี้มันถูกแล้วหรือ ยังจะมายัดเยียดคลุมถุงชนใส่ประเทศชาติประชาชนต่อไปได้อย่างไร?
.
หากท่านอยากเป็นนักการเมือง อยากเป็นนายกรัฐมนตรี ก็จงแสดงตัวออกมาอย่างเปิดเผยให้สมกับคนเคยเป็นนักรบชาติชายทหารสิครับ (ผมเคยเห็นท่านเป็นเช่นนั้นมา)
.
แบเบอร์ออกมาสู้แบบแฟร์ๆ ตามกฏเกณฑ์ครรลองตามระบอบประชาธิปไตยสากลที่ทั่วโลกเขายอมรับนับถือ มันถึงจะสมศักดิ์ศรีชายไทยนะครับ
.
สำหรับท่านอื่นก็ไม่ต้องมาเชียร์ เอาเวลาไปชี้แจงนาฬิกา 30 เรือนของท่านจะดีกว่า เรื่องแบบนี้คนโบราณเค้ามีคำล้อเลียนคนที่มีอะไรเยอะแยะเกินไปว่า “ให้เอาไปต้มกินแทนข้าวเสียน้ำต้มนาฬิกานี้มันคงอร่อยนะครับ (อย่าลืมให้ ป.ป.ช.ชิมด้วยล่ะ)

"วิญญัติ" เร่งอัยการฟ้อง กปปส. ข้อหากบฏ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) เดินทางมายื่นหนังสือถึง นายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด เพื่อขอให้ยุติการกระทำใดๆ ที่จะชะลอการสั่งคดีกบฏ กปปส. และให้เร่งรัดนำตัวผู้ต้องหากลุ่ม กปปส.ทั้งหมดส่งฟ้องโดยเร็ว โดยการยื่นหนังสือ มี นายธรัมพ์ ชาลีจันทร์ และ นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้แทนรับหนังสือเพื่อเสนออัยการสูงสุดต่อไป

นายวิญญัติ กล่าวว่า วันนี้มายื่นขอให้อัยการสูงสุดพิจารณายุติการกระทำใดๆ ที่จะเป็นการชะลอการสั่งคดีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส.กับพวก ข้อหาร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นกบฏและข้อหาอื่นๆ หรือการสั่งรื้อคดีของผู้ต้องหาบางราย ตามที่รับทราบมาว่ามีการยื่นหนังสือขอให้ชะลอคดีและขอให้รื้อคดีใหม่ ซึ่งข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องที่สาธารณชนต้องตรวจสอบ คดีนี้มีการฟ้องไว้แล้ว 4 ราย ที่เหลือจะนัดพร้อมเพื่อส่งตัวต่อศาลในวันที่ 24 มกราคม นี้ ก็ทราบข่าวว่ามีผู้ต้องหาเพียง 9 ราย ประสงค์จะเข้ามาพบ อัยการ ส่วนที่เหลือขอให้ยังไม่สั่งฟ้อง ทั้งหมดจึงเป็นเรื่องที่เราในฐานะผู้กล่าวหาคดีและติดตามคดีมาโดยตลอด ก็อยากให้อัยการสูงสุดและอัยการผู้รับผิดชอบคดี โดยเฉพาะสำนักงานคดีพิเศษได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งฟ้องศาล











วันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2561

"อนุสรณ์" เตือนรัฐ หยุดหาเสียงล่วงหน้า


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี รัฐบาลเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2561 เพิ่มเติม 150,000 ล้านบาท (พ.ร.บ.งบประมาณกลางปี) ว่า “รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมจากงบปกติ 3 ครั้ง คิดเป็นวงเงินรวมทั้งสิ้น 396,000 ล้านบาท แต่ประชาชนโดยเฉพาะในระบบเศรษฐกิจฐานรากสัมผัสไม่ได้ถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลเน้นแต่แผนการแจกเงิน แต่ไม่ได้เน้นโครงการในลักษณะสร้างงานสร้างอาชีพเพื่อยกระดับรายได้ที่มั่นคง รัฐบาลต้องไปเน้นย้ำการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อให้เกิดการใช้งบประมาณในการสร้างรายได้ให้กับประชาชน โดยเฉพาะในช่วยปลายรัฐบาลแบบนี้ ประชาชนอยากเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อย เกษตรกรได้ประโยชน์ ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น สร้างการหมุนเวียนของรายได้เข้าไปในระบบเศรษฐกิจที่แท้จริง แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ รวยกระจุก จนกระจาย นอกจากรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ได้ ปัญหาดังกล่าวยังพุ่งสูงขึ้นไปอีก รัฐบาลไม่ควรมีการใช้งบประมาณไปเพื่อการหาเสียงล่วงหน้า ซึ่งผลประโยชน์จะไปตกอยู่ในกลุ่มคนไม่กี่กลุ่ม ขอให้รัฐบาลบริหารจัดการให้ดีถ้าสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้บ้าง ประชาชนก็เลือกท่านเอง ไม่จำเป็นต้องไปหาเสียงล่วงหน้าแล้วไม่เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริง แม้ว่า คสช. จะให้กำเนิด สนช.แต่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2561 เพิ่มเติม ทุกฝ่ายควรทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่ออย่างน้อยในวาระท้ายของการทำหน้าที่ ประชาชนจะได้เห็นว่าท่านได้ตระหนักถึงการยึดเอาประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง”

“พิชัย” อัดรัฐอ้างช่วยคนจนหวังหาเสียง


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะทำงานเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย กล่าวในงานสัมมนา “ผลงานด้านเศรษฐกิจ 4 ปี ของรัฐบาล คสช. รอดหรือร่วง?” จัดโดยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 ว่า “4 ปี การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช. ล้มเหลว พิสูจน์ได้จากผลสำรวจโพลทุกสำนักทุกครั้งที่ให้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาอันดับแรกของรัฐบาล คสช.  แม้ว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจล่าสุดจะไม่แย่ลงและดูเหมือนว่าจะดีขึ้นทั้งปี 2560 และในปี 2561 นี้ แต่ไม่ได้สะท้อนว่าความเดือดร้อนของประชาชนจะลดลง ทั้งนี้เพราะผลประโยชน์การเจริญเติบโตตกอยู่กับคนบางกลุ่มเท่านั้น ไม่ได้มีการกระจาย และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดจาก การส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว หลังจากการส่งออกที่ตกต่ำและไม่ได้ขยายตัวมาหลายปี การท่องเที่ยวก็ขยายตัวเองตามศักยภาพเช่นกัน ไม่ได้เกี่ยวกับความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลเลย ทั้งนี้ตลอด 3 ปีกว่าที่รัฐบาลบริหาร เศรษฐกิจโตเฉลี่ยเพียงปีละ 2.7% เท่านั้น ซึ่งถือว่าตำ่มาก ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านโตเฉลี่ยใน 3 ปีกว่านี้ สูงกว่าไทยมาก ขนาดประเทศสหรัฐอเมริกายังโตสูงมาก จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ไทยโตได้น้อยในขณะที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวดี ทั้งนี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำยังเพิ่มขึ้นตลอด โดยได้เคยขอให้รัฐบาลช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยมาตลอด 3 ปีกว่า แต่รัฐบาลพึ่งจะมาเริ่มดำเนินการที่เป็นรูปธรรมในปีสุดท้าย ทั้งที่ควรทำตั้งแต่เริ่มเข้าบริหาร หากมีความตั้งใจจะช่วยประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง นี่ก็จะออกงบประมาณกลางปีอีก 1.5 แสนล้านบาท ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าที่ต้องทำเพราะต้องการหาเสียงทางการเมืองใช่หรือไม่? เพราะพึ่งจะประกาศตัวเองว่าเป็นนักการเมือง อีกทั้งการให้บัตรคนจนซื้อของเฉพาะในร้านธงฟ้าประชารัฐที่มีผู้ผลิตไม่กี่รายได้ประโยชน์ จะถือเป็นการล็อกสเปคจัดซื้อเพื่อเอื้อประโยชน์นายทุนบางรายใช่หรือไม่? จึงอยากให้ สตง. และ ป.ป.ช. เข้าตรวจสอบเรื่องดังกล่าวด้วย”

นายพิชัย กล่าวต่อไปว่า “นอกจากนี้ความมั่นใจของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศยังเป็นปัญหา ยอดการลงทุนภาคเอกชนยังอยู่ในระดับต่ำมาก ยอดขอ BOI เหลือเพียง 6.4 แสนล้านเท่านั้น การลงทุนจริงยิ่งต่ำกว่ามาก และรัฐบาลไม่กล้าแถลงยอดการลงทุนใน EEC ที่ยังไม่ค่อยมีคนมาลงทุน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคงสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยจะหวังแต่การลงทุนในภาครัฐคงไม่ได้ แถมการลงทุนในภาครัฐก็เป็นไปอย่างช้ามาก ข้าราชการส่วนใหญ่คงอยากรอทำงานให้กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมากกว่า เพราะสามารถตรวจสอบได้ ไม่อยากต้องตอบคำถามแบบคลุมเคลือเหมือน ป.ป.ช. ที่ตอบเรื่องนาฬิกา ทั้งนี้ อยากขอเตือนรัฐบาลให้เร่งแก้ปัญหาหลายเรื่องเช่น ค่าบาทแข็ง พร้อมเพย์ล่มที่ได้เคยเตือนไว้ตั้งแต่รัฐบาลเริ่มใช้แล้ว และบิตคอยน์ที่อาจจะเป็นปัญหาได้ เป็นต้น โดยอยากให้รัฐปรับแนวคิดให้ทันโลกเพื่อประเทศไทยจะได้สามารถพัฒนาความสามารถในการแข่งขันได้”

วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

"หมวดเจี๊ยบ" แนะรัฐแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน


ร้อยโทหญิงสุณิสา ทิวากรดำรง หรือ “หมวดเจี๊ยบ” อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย  โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

เหตุใดรัฐบาลจึงจะจัดทำงบประมาณกลางปีพิเศษเพิ่ม ทั้งๆ ที่ จัดเก็บรายได้ได้ต่ำกว่าเป้าหมาย เห็นมีแต่รายจ่ายแต่ไม่มีแผนหารายได้ที่ยั่งยืน แล้วจะกระตุ้นเศรษฐกิฐและแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างไร
ทำไมรัฐบาลจึงจะจัดทำงบประมาณกลางปีพิเศษเพิ่ม ปี 2561 วงเงิน 150,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ รัฐบาลจัดเก็บรายได้ได้ต่ำกว่าเป้าหมาย

ทั้งนี้ เหตุผลในการจัดทำงบประมาณกลางปีฯ ของรัฐบาลในอดีต เป็นเพราะรัฐบาลในขณะนั้น จัดเก็บรายได้ได้สูงกว่าเป้าหมาย จึงออกงบประมาณกลางปีฯ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดการลงทุนอะไรตามมาบ้าง

ผิดกับรัฐบาล พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีแต่แผนการใช้เงิน แต่ไม่มีโครงการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนและไม่ได้แก้ปัญหาความยากจนที่รากเหง้าของปัญหา ซึ่งน่ากลัวว่า จะกลายเป็นการแจกเงินครั้งเดียวแล้วจบ  เช่น ที่จะจ่ายเงินชดเชยเพื่อให้ชาวสวนยางเลิกปลูกยางไว้ถึง 40,000 ล้าน บาท แล้วมีแผนรองรับหรือไม่ว่าพอเลิกปลูกยางแล้ว จะให้เขาไปทำมาหากินอะไรต่อ ไม่งั้นชาวบ้านก็จะได้รับเงินครั้งเดียวแต่หมดงานหมดอาชีพ โดยที่ราคายางในตลาดก็ไม่ได้สูงขึ้น เพราะถึงประเทศไทยจะลดกำลังการผลิตยางลง แต่ประเทศอื่นเขาก็ยังผลิตได้อยู่ จึงไม่ได้ส่งผลต่อราคายางในตลาดโลก

ทั้งนี้ รัฐบาลควรยอมรับความจริง เหมือนอย่างที่กระทรวงการคลังเองก็เพิ่งออกมายอมรับว่าที่ผ่านมายังไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ ประชาชนจึงไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น

วันพุธที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561

"คุณปลื้ม" ติงรัฐขึ้นค่าแรง เปรียบหาเสียงล่วงหน้า


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณปลื้ม-หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

นายกฯหาเสียงด้วยการปล่อยให้ขึ้นเเค่เเรงขั้นต่ำในขณะที่ทำให้ผู้ประกอบการถูกมองโดยสังคมว่าเป็นฝ่ายที่เอาเปรียบเเรงงานซึ่งมีรายได้น้อย ตามจริงเเล้วค่าเเรงขั้นต่ำควรได้รับการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปอย่างพอเพียงโดยไม่ใช่ประกาศตูมทีเดียวล่วงหน้าเเบบที่พรรคการเมืองเคยหาเสียงกัน อย่างที่จะทำเเบบประชานิยมรอบนี้คือการหาเสียงกับเอ็นจีโอ นักวิชาการเเละฐานเเรงงานไว้ล่วงหน้าสำหรับการเลือกตั้งปลายปี มีผลอย่างไรต่ออัตราเงินเฟ้อเเละความอยู่รอดของผู้ประกอบการรัฐบาลอาจไม่สน ภาพใหญ่คือบิ๊กตู่ต้องการสลัดคราบของการถูกมองว่ามีนโยบายที่เอื้อต่อธุรกิจขนาดใหญ่ก็เลยทำเป็นเอาใจฝ่ายเเรงงานในรอบนี้ ทำให้ตนเองดูเสมือนเป็นฮีโร่ของชนชั้นเเรงงาน ที่น่าตลกที่สุดคือรัฐบาลนี้เข้ามาด้วยเสียงที่วิจารณ์การขึ้นค่าเเรงขั้นต่ำพรวดที่เดียวไปถึง 300 บาทของรัฐบาลยิ่งลักษณ์เเต่กลับมาเล็งขึ้นทีเดียวอย่างที่ไม่ต่างกันเเบบนี้ก็เเสดงว่าเเค่ทำอย่างที่เคยไปว่านักการเมืองเขา ในที่สุดผู้ซึ่งเดือดร้อนคือเเรงงานไร้ทักษะซึ่งอาจจะตกงานกันมากขึ้นเเละผู้ซึ่งมีรายได้น้อยที่จะต้องเจอสินค้าราคาสูงขึ้นเมื่อผู้ประกอบการเขาขึ้นราคาสินค้า ลองกลับไปเรียนเศรษฐศาสตร์กันอีกครั้งเถอะครับเเล้วจะเข้าใจว่าขึ้นค่าเเรงขั้นต่ำมันไม่เเก้ปัญหาอะไร มันเเค่นำไปสู่ Wage-Price Spiral อย่างที่ไม่มีทางที่จะลดลงกลับมาเหมือนเดิม เเถมมันเป็นการเเทรกเเซงการประกอบธุรกิจของบริษัทเอกชนต่างต่างที่ไม่ได้ทำอะไรผิด

วันอังคารที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2561

"อนุสรณ์" สอน กกต. เอาผิดชัตดาวน์ประเทศล้มการเลือกตั้ง


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เตรียมเสนอให้เพิ่มอำนาจกกต.โดยกำหนดให้ระหว่างการเลือกตั้งพนักงานกกต.สามารถเข้าตรวจค้นผู้สมัครรับเลือกตั้งได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล ว่า “กกต.มีอำนาจเด็ดขาดอยู่แล้ว เมื่อพบการกระทำผิดก็สามารถจัดการได้ทันที ก่อนจะติดดาบเพิ่มอำนาจตรวจค้นให้ กกต.อยากให้กกต.ตรวจสอบและชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับกลุ่มการเมืองที่ก่อจลาจลชัตดาวน์ประเทศล้มการเลือกตั้ง ตามทฤษฎีสมคบคิดนำไปสู่ความรุนแรง สร้างสุญญากาศทางการเมือง เป็นความจงใจของกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีต่อระบอบประชาธิปไตย และต้องการได้มาซึ่งอำนาจในการบริหารประเทศด้วยวิธีการนอกระบบ มีการวางแผนทำกันเป็นกระบวนการ ก่อนวิกฤติ 22 พฤษภาคม 2557 ที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงมาจนถึงทุกปัจจุบัน วันนี้ดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่ล้มการเลือกตั้งไปถึงไหน บุคคลระดับแกนนำที่เป็นผู้สั่งการให้มวลชนขัดขวางการเลือกตั้งถูกดำเนินคดีหรือไม่ หรือจำกัดความผิดไว้เฉพาะแกนนำกปปส.ในระดับจังหวัดเท่านั้น การปฏิบัติการครั้งนั้นไม่ใช่เพียงการล้มการเลือกตั้ง แต่เป็นความพยายามที่จะล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย บนสมมุติฐานที่ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปี 2561 นี้ กกต.ควรชี้แจงกับสังคมว่าได้ดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่ล้มการเลือกตั้งเหล่านั้นอย่างไร การดำเนินคดีไปถึงไหน เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับกลุ่มคนที่อาจเตรียมการล้มการเลือกตั้งในครั้งหน้า”

วันจันทร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561

เพื่อไทยแนะรัฐเลิกปิดกั้นทางการเมือง หนุนแข่งนโยบายเสรี-เป็นธรรม


นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข่าวที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าตนเป็นนักการเมืองและไม่ปิดทางตนเองในการเป็นนายกฯคนนอกนั้นว่า “ผมว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจและถึงบางอ้อแล้ว ว่าที่ผ่านมาการดำเนินการแต่ละขั้นแต่ละตอนต้องการไปสู่เป้าหมายใด ผมไม่ค่อยสนใจปัญหาตัวบุคคล แต่สนใจปัญหาเชิงระบบและโครงสร้างทางการเมืองว่าจะเดินไปอย่างไร? เพราะการเมืองควรเปิดกว้าง เสรี และเป็นธรรมสำหรับทุกพรรค อุปมาเหมือนเล่นฟุตบอล ต้องแยกชัดเจนระหว่างกรรมการกับผู้เล่น ถ้ากรรมการจะมาเป็นผู้เล่นก็ไม่ควรเป็นผู้ออกกฎตัดสินเกม ใช่หรือไม่? มิฉะนั้นมันก็ไม่เป็นธรรมกับผู้เล่นคนอื่น คนๆเดียวจึงไม่ควรเป็นทั้งกรรมการและผู้เล่นในเวลาเดียวกัน การเมืองต้องมีแฟร์เพลย์”

นายนพดล ฝากคำถามถึงพี่น้องประชาชน ว่า

1. ถ้าผู้มีอำนาจไม่ปิดทางเป็นนายกฯหลังเลือกตั้งจริง การคงอำนาจมากตามมาตรา 44 ไว้จนถึงวันเลือกตั้ง มีประเทศใดทำบ้าง? เป็นธรรมต่อพรรคการเมืองอื่นหรือไม่?

2. คนที่เป็นนักการเมืองในสนาม ควรมีสิทธิห้ามคนอื่นทำกิจกรรมทางการเมืองเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่การแข่งขัน ได้หรือไม่? เป็นธรรมกับคนอื่นหรือไม่?

3. เมื่อมีความชัดเจนแล้วว่าผู้เล่นมีใครบ้าง ได้เวลาหรือยัง? ที่ต้องเลิกปิดกั้นการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองเพื่อแข่งกันอย่างเสรีและเป็นธรรมเพื่อจัดทำนโยบาย และระดมสมองหาทางออกให้กับประเทศ

4. ประชาชนได้ประโยชน์จากการห้ามไม่ให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมหรือไม่? ข้ออ้างว่าที่ยังไม่ปลดล็อคให้ทำกิจกรรม เพราะมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองฟังขึ้นหรือไม่?

วันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2561

"สุรพงษ์" หนุนคนรุ่นใหม่มุ่งการเมือง แนะพรรคใช้สื่อสังคมออนไลน์เพิ่มศักยภาพ


นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในสมัยรัฐบาล ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

“ทำไมพรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งถล่มทลายในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2544”

วันนี้เมื่อ 17 ปีที่แล้ว การเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 เมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2544 ทำให้การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไป ไม่ย้อนกลับไปเหมือนเดิมอีก พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (248 คนจาก 500 คน) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ผลการเลือกตั้งทำให้หลายฝ่ายงุนงง แทบไม่เชื่อว่าเป็นความจริง บางคนบอกว่า มีการซื้อเสียงกันมโหฬาร บางคนบอกว่า เป็นปาฏิหารย์ แล้วอะไรกันแน่? ทำให้พรรคไทยรักไทยซึ่งเพิ่งตั้งขึ้นเพียง 2 ปี 5 เดือน เอาชนะพรรคเก่าแก่ทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางอย่างพรรคประชาธิปัตย์ พรรคความหวังใหม่ พรรคชาติไทย และพรรคชาติพัฒนาได้

เมื่อทบทวนผลการเลือกตั้งก่อนหน้านั้น 3 ครั้ง พบว่า พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงอันดับ 1 ได้จำนวน ส.ส. เพียง 22% - 32% และ ใกล้เคียงกับอันดับ 2 มาก ส่วนการเลือกตั้ง พ.ศ.2544 พรรคไทยรักไทยทิ้งห่างพรรคประชาธิปัตย์เกือบเท่าตัว (248 :128) ปัจจัยที่ทำให้ผลการเลือกตั้งออกมาเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องซื้อเสียงที่เล่าขานกันมาทุกยุคทุกสมัย เพราะการซื้อเสียงย่อมไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแตกต่างจากการเลือกตั้ง 3 ครั้งก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญขนาดนี้ ผมคิดว่า มีปัจจัยอย่างน้อย 3 ประการที่สร้าง "ปาฏิหาริย์" น่าตื่นตะลึงนี้

1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 สร้างระบบ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คนขึ้นมา เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของระบบพรรคเป็นครั้งแรก และยังแบ่งเขตเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว เขตที่เล็กลง ทำให้ผู้สมัคร ส.ส. หาเสียงแบบเข้าถึงประชาชนได้ทั่วถึงมากขึ้น ทุกพรรคการเมืองใช้เพียงเบอร์เดียวในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทั้งประเทศ ทำให้ง่ายต่อการจดจำของประชาชนผู้มาเลือกตั้ง การเกิดขึ้นของคณะกรรมการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก เป็นอีกหนึ่ง "นวัตกรรม" ของรัฐธรรมนูญนี้ และการทำงานของ กกต. ชุดแรกซึ่งหลายคนบอกว่าเป็นชุด "ดรีมทีม" ที่ทำงานอย่างเข้มงวดจริงจัง ทำให้คืนหมาหอนคลายมนต์ขลังลงไปมาก

2. พรรคไทยรักไทยตั้งเป้าเป็นพรรคการเมืองแนวทางใหม่ที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ ชูนโยบาย "คิดใหม่ ทำใหม่" ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส พัฒนาคน พัฒนาประเทศ จัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบายด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ เกษตร การศึกษา สาธารณสุข ยาเสพติด การต่างประเทศ ประชุมกันอย่างต่อเนื่อง มีทั้งนักคิด นักวิชาการ ปราชญ์ชาวบ้าน มาร่วมให้ความเห็น มีการจัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่นโยบายด้วยหลากหลายรูปแบบ เช่น ทำหนังสือคู่มือนโยบายด้านต่างๆ จัดนิทรรศการ SME ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จัดประชุมใหญ่ตัวแทนสมาชิกพรรคจากทั่วประเทศเพื่อประกาศ 11 วาระแห่งชาติ ที่ยิมเนเซียม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เป็นต้น ที่น่าสนใจมากคือ การติดตั้งป้ายฟิวเจอร์บอร์ดที่เราเห็นคุ้นตากันตามถนนเมื่อมีการเลือกตั้ง แต่พรรคไทยรักไทยทำป้ายแบบนี้ หลายหมื่นแผ่นไปติดตั้งที่กลางหมู่บ้านต่างๆ ทั่วประเทศ ก่อนเลือกตั้งนานแรมปี จนมีคนแซวว่า ป้ายคงผุพังไปก่อนได้เลือกตั้ง ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง แต่นโยบายอย่าง "พักหนี้เกษตรกร กองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค" ได้เข้าไปอยู่ในใจประชาชนจำนวนมากไปแล้วก่อนประกาศวันเลือกตั้งเสียอีก

3. พรรคไทยรักไทยใช้การบริหารจัดการองค์กรสมัยใหม่ในการวางแผนเลือกตั้ง และส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่อายุ 30-40 ปีเข้ามาทำงานการเมือง มีทั้ง นักวิชาการ แพทย์ พยาบาล นักธุรกิจ ผู้นำองค์กรพัฒนาเอกชน คนรุ่นใหม่เหล่านี้ มีพลังมุ่งมั่น มีอุดมการณ์ จุดอ่อนคือ ยังไม่เป็นที่รู้จักกว้างขวาง เราเรียกกันเล่นๆ ว่า "นกแล" แต่นกแลเหล่านี้แหละที่เดินหาเสียงอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย จนเข้าโค้งสุดท้าย นักการเมืองอาวุโสเจ้าของพื้นที่ ชนะเลือกตั้งมาแล้วหลายสมัยเริ่มหวั่นไหว เมื่อผลเลือกตั้งออกมา ปรากฎว่า "ช้างล้ม" ไปจำนวนมากเพราะ "นกแล" หนุ่มสาวนี้เอง ดูจากรายชื่อ ส.ส. ที่พรรคไทยรักไทยได้รับเลือกตั้งมาในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2544 จำนวน 248 คน พบว่า เป็น ส.ส. เก่าจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2539 เพียง 93 คนเท่านั้น ที่เหลืออีก 155 คน บางคนเป็นอดีต ส.ส. ที่ไม่ได้รับเลือกตั้งในปี 2539 แต่ส่วนใหญ่ คือ "นกแล" ที่มีพลังสร้างสรรค์

การเลือกตั้งใหญ่ที่เราอยากให้มาถึงปลายปีนี้ ไม่มีใครรู้ว่า ผลของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 จะเปลี่ยนระบบนิเวศของการเลือกตั้งไปมากขนาดไหน?

ไม่มีใครรู้ว่า Social media อย่าง Facebook, Twitter, Instagram จะส่งผลในการรับรู้ข่าวสารการเลือกตั้ง แล้วมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้ลงคะแนนมากมายเหมือนใน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ หรือไม่?

ไม่มีใครรู้ว่า คนที่เคยไปเลือกตั้งเมื่อ 7 ปีที่แล้วยังคิดเหมือนเดิมไหม? และคนที่อายุ 11-17 ปีที่ไม่มีสิทธิลงคะแนนเมื่อ 7 ปีที่แล้วอีกหลายล้านคน คิดอย่างไรกับอนาคตของเขาเมื่อไปหย่อนบัตรเลือกตั้ง?

แต่ผมรู้แน่ว่า แนวทาง วิธีคิด วิธีบริหารจัดการ เป๊ะๆอย่างที่พรรคไทยรักไทยเคยเริ่มไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว และพรรคการเมืองอื่นทำตามอย่าง ไม่เพียงพอแล้วในวันนี้ วันนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปมาก พรรคการเมืองทุกพรรคต้องทำมากกว่านั้น ต้องมีนโยบายที่รองรับอนาคตของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างถึงแก่น พรรคการเมืองต้องดึงดูดคนรุ่นใหม่อายุ 30-40 ปีที่เก่งกาจสามารถด้านเศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กฎหมาย รัฐศาสตร์ การจัดการ จำนวนมากมายในสังคมนี้ เข้ามาทำงานการเมือง เข้ามาร่วมรับผิดชอบ คิด และขับเคลื่อนนโยบายที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลก พรรคการเมืองต้องมี Platform ของการจัดการแบบใหม่ที่ใช้ศักยภาพของ Social Network ได้เต็มที่ในทุกระดับ ทั้งกระบวนการจัดการภายใน การทำนโยบาย การรณรงค์หาเสียง และการระดมทุน

เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เราพูดกันว่า Differentiate or Die
เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราพูดกันว่า Innovate or Die

วันนี้ ผมเชื่อว่า พรรคการเมืองต้อง Disrupt or Die