วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ไม่เป็นธรรม! “ชูศักดิ์” ค้านรัฐมุ่งเอาผิด-ละเมิดสิทธิ์ทักษิณ


นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ได้ระบุว่ากรณีที่สำนักงานอัยการสูงสุด ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน กรณีที่อัยการสูงสุดได้มีความเห็นให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อให้พิจารณาคดีของนายทักษิณ ชินวัตร ที่ศาลได้รับฟ้องไว้แล้วต่อไป ได้แก่ คดีการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มกฤษดามหานคร และคดีแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตนั้น เห็นว่า แม้การดำเนินการของอัยการสูงสุดจะเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ..2560 ที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาหลักการที่เปลี่ยนไปของกฎหมายฉบับดังกล่าวและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับคดีทั้งสองเรื่องจะเห็นได้ว่ามีความไม่ชอบธรรมและขัดต่อหลักการสากลในหลายเรื่อง ดังนี้

เรื่องการพิจารณาคดีลับหลังจำเลย การกำหนดให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้เป็นการยกเว้นหลักการสำคัญในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ใช้กับคดีอาญาทั่วไป นั้นเป็นการขัดต่อหลักการสากลที่การพิจารณาคดีอาญาจะต้องกระทำต่อหน้าจำเลย ซึ่งการพิจารณาคดีและพิพากษาไปฝ่ายเดียวนั้นโดยหลักจะนำไปใช้ในเฉพาะคดีแพ่งเท่านั้น ไม่ควรนำมาใช้ในคดีอาญาด้วย ซึ่งเรื่องดังกล่าวตนเองได้คัดค้านมาตั้งแต่ในชั้นการยกร่างกฎหมายแล้ว กฎหมายในลักษณะนี้ นอกจากไม่ได้สร้างความเป็นธรรมให้แก่จำเลยในคดีอาญาแล้ว กลับเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมของจำเลยด้วย

การเริ่มต้นของคดีนี้ เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่ามาจากผลจากการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จะเห็นได้ว่า คดีนี้เริ่มจากการที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ขึ้นมาดำเนินการเพื่อเอาผิด ซึ่ง คตส. ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องความไม่ชอบธรรม ทั้งในแง่ตัวบุคคลและกระบวนการ และเมื่อส่งเรื่องต่อมายังคณะกรรมการ ... หลายคนในคณะกรรมการ ... ก็ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องความไม่เป็นกลางและอคติทางการเมือง คดีทั้งสองเรื่องนี้จึงมีมูลเหตุมาจากเหตุผลทางการเมือง

นอกจากนี้ ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 69 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ ก็มิได้บัญญัติไว้ชัดเจน  ในกฎหมายดังกล่าวมีผลย้อนหลังไปใช้กับคดีที่เกิดขึ้นก่อนวันที่กฎหมายใช้บังคับด้วย โดยหลักจึงไม่อาจนำกฎหมายไปใช้บังคับกับบุคคลที่การกระทำเกิดขึ้นก่อนที่กฎหมาย ใช้บังคับได้ 


ด้วยเหตุนี้ ที่สุดแล้วศาลได้พิจารณาคดีจนเสร็จสิ้นและมีคำพิพากษา กรณีจึงเป็นว่า ศาลได้พิจารณาและพิพากษาคดีไปฝ่ายเดียว โดยที่จำเลยไม่ได้เข้ามาในคดี แม้โดยระบบไต่สวนให้อำนาจศาลในการแสวงหาข้อเท็จจริงในคดี แต่การที่จะได้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายจำเลยนั้นคงเป็นไปได้ยาก จึงเห็นว่ากฎหมายที่ออกมาในลักษณะนี้ ย่อมขัดต่อหลักนิติธรรม

“ทนายวิญญัติ” อัดรัฐเร่งคดีทักษิณ แต่ กปปส.ล่าช้า


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

#มาตรฐานใช้วัดความถูกต้องเที่ยงธรรม

ในนามเลขาธิการ สกสส. ขอแสดงออกความไม่เห็นด้วยกับ ...ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ..2560 ที่มีบทบัญญัติเป็นการตัดสิทธิของจำเลยในคดีอาญา อันเป็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ  ขนาดว่าคดีที่ต้องให้กระทำต่อหน้าจำเลย ยังมีการสอบสวนที่ไม่ชอบ  มีอคติ การสร้างพยานหลักฐานที่ไม่ชอบมาพากลให้เห็นกันมาแล้ว นับประสาอะไรคดีที่ไม่มีตัวจำเลยในศาล  อย่าได้คิดเลย..หายนะทั้งนั้น

จากข่าวที่ทางอัยการสูงสุดสั่งรื้อฟื้นคดี” (โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง)   รื้อฟื้นคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในข้อหาทุจริตการออกกฎหมายแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคมและมือถือเป็นภาษีสรรพสามิต และในข้อหาทุจริตการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยแก่กลุ่มกฤษดามหานคร  ซึ่งทั้งสองคดีศาลได้สั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว เนื่องจากจำเลยหลบหนี และคณะทำงานได้มีความเห็นเสนอต่อ นายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด(คนปัจจุบันซึ่งเห็นพ้องให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ เพื่อขอให้ศาลยกเลิกคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวทั้งสองสำนวน พร้อมทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งดำเนินกระบวนพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนต่อไป  โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย    #เพราะตามกฎหมายนี้ อสส. ยื่นฟ้องโดยไม่ต้องมีตัวผู้ต้องหามาศาล  เมื่อศาลรับฟ้อง ส่งหมายเรียกและคำฟ้องให้จำเลยแล้ว  หากจำเลยไม่มาศาลศาลจะออกหมายจับ หากจับตัวไม่ได้ภายใน 3 เดือน  ก็สามารถพิจารณาคดีลับหลังหรือไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลยได้นั่นเอง

จะเห็นว่า ตามพ...ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ..2560 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา อัยการสูงสุดท่านนี้ก็ปฏิบัติหน้าที่เร่งรีบรื้อฟื้นคดี เป็นการวางแนวทางที่เหมาะเจาะกับห้วงเวลาของกฎหมายใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งสามารถวัดมาตรฐานการทำงานของท่านได้ต่อไป

มาถึงคดีที่ผู้ต้องหา(ที่มีตัวอยู่แล้ว)ร่วมเป็นกบฏของ กลุ่ม กปปส.  3 ปี 4 เดือน นับจากส่งฟ้องผู้ต้องหาชุดแรก(21 ..57) คดีไม่คืบ แต่กลับมีกระบวนการอันแปลกประหลาดให้ผู้ต้องหาที่เหลือที่มีแกนนำสำคัญยังไม่ถูกฟ้อง ทั้งๆที่มีกระบวนการสั่งฟ้องดำเนินไปแล้ว หาก  อสส.ท่านนี้ ไม่สั่งการอะไรเพื่อให้คดีที่อสส.ก่อนหน้า คสช.จะยึดอำนาจสั่งฟ้องไว้แล้ว จะถือว่า เข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

บ้านเมืองเดินทางมาถึงปีที่จะเข้าสู่การเลือกตั้งใหม่อีกแล้ว แต่กลุ่มคนที่มีพฤติการณ์ขัดขวางการเลือกตั้ง  อสสจะไม่สนใจหรือปฏิบัติหน้าที่เร่งรีบเช่นที่ท่านไปรื้อฟื้นคดีเก่าๆมาอย่างนั้นหรือ กระบวนการคดีกบฏไม่มีอะไรซับซ้อนยุ่งยาก เพียงนำตัวผู้ต้องหาไปฟ้องให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของศาลเสีย ท่านรออะไร?ประชาชนจับตาดูท่าน อสส. ท่านนี้เข่นกัน เราจะได้เห็นมาตรฐานของ อสส.คนนี้

ในสัปดาห์หน้า ผมจะนำพยานหลักฐานสำคัญไปยื่นต่อ ประธาน ปปช. และกรรมการฯ เพิ่มเติมอีก   พร้อมทั้งจะรอดูว่า อสส.ท่านนี้จะรักษามาตรฐานของตนอย่างไรดังนั้น ผมขอเรียกร้องให้คณะกรรมการ ปปช.เร่งรีบไต่สวนคดีที่ผมยื่นกล่าวหาไว้ด้วย


วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

"วัฒนา" ห่วงรัฐสร้างความขัดแย้ง มุ่งเอาผิดทักษิณ ขัดหลักนิติธรรม


นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

วันนี้จะมีการแถลงข่าวการดำเนินคดีกับนายกทักษิณ ซึ่งจะเป็นการพิจารณาคดีอาญาลับหลังจำเลยเป็นคดีแรก โดยก่อนหน้านี้การพิจารณาคดีอาญาและสืบพยานในศาล จะต้องกระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172

หลักการพิจารณาคดีอาญาต้องทำต่อหน้าจำเลยดังกล่าว สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้รับรองโดยนำไปบัญญัติไว้ในข้อ 14 (d) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีเมื่อเดือนตุลาคม 2539 จากนั้นไทยได้มีการแก้ไข วิ.อาญา เพื่อให้เป็นไปตาม ICCPR เช่น แก้ไขมาตรา 87 ที่เคยให้อำนาจ พงส. ควบคุมตัวผู้ถูกจับกุมได้ไม่เกิน 7 วัน เป็นไม่เกิน 48 ชั่วโมงหรือสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อขอออกหมายขังโดยทันที เพื่อให้สอดคล้องกับข้อย่อย 3 ของกติกาข้อ 9 ที่บัญญัติให้ต้องนำตัวผู้ถูกจับกุมไปศาล “โดยพลัน” เป็นต้น พุทธศาสนาก็ถือปฏิบัติตามหลักการนี้โดยพระธรรมวินัยอันเป็นกฎหมายสงฆ์บัญญัติให้การกล่าวหาสงฆ์ที่ต้องอธิกรณ์จะต้องกระทำต่อหน้าสงฆ์นั้นเช่นกัน

การยึดอำนาจของ คสช. ที่สร้างความเสียหายมากที่สุดคือการทำลายหลักนิติธรรม โดยออกกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้พิจารณาคดีอาญาลับหลังจำเลยได้ ทั้งหมดกระทำขึ้นเพียงเพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้ามซึ่งนอกจากจะขัดกับหลักความยุติธรรมอาญาแล้ว ยังขัดหรือแย้งกับกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน อันจะนำมาซึ่งความขัดแย้งและทำให้ประเทศสูญเสียความน่าเชื่อถือ ประชาชนจึงต้องอดทนรอให้มีการเลือกตั้ง เมื่ออำนาจกลับคืนมาแล้ว ช่วยกันนับถอยหลังอีกไม่นานเกินรอครับ

“จิรายุ” เตือนรัฐ “ปรับ ครม.เพื่อนพ้องน้องพี่” ไม่แก้ปัญหาเศรษฐกิจ


นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้ขอเตือนไปยังรัฐบาล ว่าปัญหาเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่เส้นอันตรายโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และอย่าพยายามปกปิดด้วยตัวเลขในมุมดีๆ ที่อวยกันเองในซีกของรัฐบาล แม้ว่าท่านจะปรับคณะรัฐมนตรี ป.5 แล้ว แต่เท่าที่ดูหาได้ตอบโจทย์กับสังคมและการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ กลับกลายเป็น ครม.เพื่อนพ้องน้องพี่ วันนี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยการเปลี่ยนหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เพราะที่ผ่านมา เกือบสองปีแล้วที่ยังไม่มีนโยบายที่เป็นผลอย่างเป็นรูปธรรม นโยบายส่วนใหญ่มักจะเป็นการใช้เงินที่เรียกว่าแจกแหลก ทั้งบัตรคนจนทั้งบัตรสวัสดิการ แม้กระทั่งโครงการช็อปช่วยชาติ ก็ไม่มีทีท่าว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตรงไหน ชาวบ้านยังจนเหมือนเดิม ที่เพิ่มมาคือหนี้สิน อีกทั้งยังไม่เห็นมาตรการอะไรที่ชัดเจนที่ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจระดับกลางและระดับล่างหรือเอสเอ็มอี และนอกจากนี้การเมินเฉยต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตรวันนี้เป็นสิ่งที่น่าอันตรายยิ่ง เมื่อใดที่ผู้มีรายได้น้อยใช้เงินที่รัฐบาลแจกหมดซึ่งมีเพียงน้อยนิดก็จะกลับมาเกิดปัญหาเช่นเดิม นับเป็นการแก้ไขปัญหาชนิดแก้ผ้าเอาหน้ารอด

วันนี้หน่วยงานที่รวบรวมสถิติทั้งหลายต้องเอาข้อมูลความจริงไปให้พลเอกประยุทธ์ดูไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกการจดทะเบียนการค้า การจัดเก็บภาษี หรือแนวโน้มการใช้งบประมาณแบบขาดดุล และการขึ้นภาษีสินค้าต่างๆ เช่น เหล้า บุหรี่ วันนี้ก็ยิ่งทำให้สินค้าเถื่อนจากต่างประเทศไหลทะลักเข้ามาเป็นจำนวนมาก การขึ้นภาษีที่หวังจะได้เงินเข้าคลังอาจจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และขอเรียกร้องให้รัฐบาลดูแลสินค้าเกษตรกรรมทุกประเภทให้ดีกว่านี้ จะทำให้เศรษฐกิจรากหญ้าของประเทศดีขึ้น

"จาตุรนต์" ให้โอวาทวันเด็กสากล หนุนเยาวชนสร้างสรรค์เพื่อสังคม


นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และแกนนำพรรคเพื่อไทย เป็นประธานในพิธีมอบโล่ห์เกียรติยศและให้โอวาทแก่นักศึกษาในฐานะผู้กำกับ The Assassin 2 ภาพยนตร์เพื่อการรณรงค์ด้านปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ ประเด็นปัญหาบุหรี่และยาเสพติด เนื่องในงานวันสิทธิเด็กสากลและวันเด็กสากล ประจำปี 2560 ภายใต้แนวคิด "เด็กคิด เด็กทำ เด็กนำ เพื่อเด็กดู" ณ โรงภาพยนตร์ SF World

นายจาตุรนต์ ฉายแสง กล่าวโอวาทภายหลังพิธีมอบโล่ห์เกียรติยศ ว่า "ในวันนี้มีการรณรงค์กันทั่วโลกเรื่องสิทธิเด็กโดยเฉพาะเรื่องการคุ้มครองปกป้องเด็กและเยาวชนทั่วโลก  จากข้อมูลของยูนิเซฟ (UNICEF) พบว่ามีเด็ก 385 ล้านคนทั่วโลกอยู่ในความยากจน อีกประมาณ 50 ล้านคนต้องพรากจากครอบครัว มีหลายล้านคนถูกกระทำความรุนแรง แต่ละวัน มีเด็กกว่า16,000 คนตายจากโรคที่สามารถป้องกันได้ มีความพยายามรณรงค์ให้เด็กได้รับความคุ้มครองและมีสิทธิมีเสียง มีบทบาทที่จะเป็นผู้แสดงและลงมือทำในการรักษาสิทธิตนเอง โลกปัจจุบันมีข้อมูลข่าวสารจำนวนมากให้เข้าถึงจะทำอย่างไรให้เด็กเข้าถึงได้ การเตรียมการเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ ที่ต้องการเด็กที่มีคุณลักษณะใหม่ การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความเป็นผู้นำ"


"ประเทศไทยอยู่ในช่วงที่กำลังต้องเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน ในสังคมที่มี Disruptive Innovation เกิดขึ้นความคิดสร้างสรรค์ของคนกลุ่มเล็กๆที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ สังคมแบบนี้จะทำอย่างไรให้เด็กเยาวชนของสังคมเราพร้อมที่จะเข้าถึง เรียนรู้และใช้เทคโนโลยีอย่างเป็นประโยชน์และใช้พัฒนาสังคมต่อไปได้"

"ต้องขอแสดงความชื่นชมสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม แกนนำเยาวชนอาสาสมัครปลอดควันยาสูบในโรงเรียน กระทรวงสาธารณสุข สปป.ลาว กระทรวงสาธารณสุขไทย ที่ได้ร่วมกันผลิตภาพยนต์ The Assassin 2 ซึ่งเป็นภาพยนต์แนววัยรุ่นที่เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการผลิตขึ้นเพื่อสะท้อนปัญหาสังคม ปัญหาครอบครัว"

"ปัจจัยเสี่ยงของเด็กในสังคมปัจจุบัน ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อสุขภาพคือ “ยาเสพติด” โดยยกเอาเรื่องบุหรี่เป็นจุดเริ่มต้น สะท้อนให้เห็นว่าบุหรี่เป็นพิษภัยอย่างไรต่อผู้อื่น โดยตัวเลขจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ในแต่ละปีมีคนตายจากบุหรี่ปีละประมาณ 6 ล้านคน โดย 6 แสนคนตายทั้งที่ไม่ได้สูบบุหรี่แต่ได้รับผลกระทบจากบุหรี่ มีรายงานภายในปี 2020 ถ้าไม่สามารถลดการสูบบุหรี่ได้อย่างมีนัยสำคัญ จะมีคนตายจากบุหรี่ประมาณ 7.5 ล้านคน จำนวนผู้เสียชีวิตจากบุหรี่คิด โดยเป็น 10% ของการเสียชีวิตทั้งหมด  บุหรี่เป็นต้นเหตุถึง 71% ของการเป็นมะเร็งปอด  อีก42% ของโรคทางเดินหายใจ  และอีก 10% ของโรคเส้นเลือดหัวใจ"

"ฉะนั้นการเลือกบุหรี่เป็นตัวตั้งต้นของการรณรงค์ในการสร้างภาพยนต์เรื่องนี้จึงนับเป็นการเลือกประเด็นที่ถูกต้องซึ่งผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายได้ร่วมกันทำเพื่อประโยชน์สังคม และเป็นการแสดงออกของการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมต้องการ"

"เราต้องการคุ้มครองปกป้องสิทธิเสรีภาพของเด็ก แล้วเราก็ต้องส่งเสริมให้เด็กเป็นผู้มีบทบาทที่กล้าคิดกล้ากล้าทำด้วยตนเอง เด็กลงมือทำด้วยความคิดของเขาเอง พร้อมไปกับผู้ใหญ่ก็สนับสนุน ดังคำขวัญว่า เด็กนำ ผู้ใหญ่หนุน"


วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

บทวิเคราะห์ - คณิน บุญสุวรรณ: ขยายเวลาพรรคการเมือง ทางออกสู่ทางตัน


กองบรรณาธิการ Social Media  สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม TV24 สถานีประชาชน นำเสนอมุมมองของนายคณิน บุญสุวรรณ อดีต สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2540 ต่อกรณีที่มีผู้เสนอวิธีการขยายเวลาให้แก่พรรคการเมือง จากเหตุที่พรรคการเมืองทำไม่ทันตามกำหนดในกฎหมายว่า เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งนอกจากจะไม่ใช่ “ทางออก” แล้ว ยังอาจนำไปสู่ “ทางตัน” อีกด้วย 

นายคณิน กล่าวว่า ต้นเหตุแท้จริงที่พรรคการเมืองจะทำไม่ทัน คือ การที่ คสช. ยังไม่ยอมยกเลิกประกาศ คสช. 2 ฉบับ ที่ห้ามชุมนุมเกินห้าคนและห้ามพรรคการเมืองจัดประชุมและดำเนินกิจกรรม ทางการเมือง แต่แทนที่มือกฎหมายชั้นเซียนของ คสช. คือ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ และนายวิษณุ เครืองาม จะชงเรื่องให้ คสช. ยกเลิกประกาศ คสช. ดังกล่าว กลับเลี่ยงไปเสนอให้ขยายเวลาให้แก่พรรคการเมืองแทน โดยที่นายมีชัยเสนอให้ กกต. ชงแก้กฎหมายเพื่อขยายเวลาให้แก่พรรคการเมือง และนายวิษณุ บอกว่า เมื่อถึงเวลาพลเอกประยุทธ์จะหาทางออกให้เอง (ซึ่งก็คงไม่แคล้วการใช้ ม.44 นั่นแหละ) ในขณะที่ กกต. เสนอให้พรรคการเมืองขอขยายเวลาตาม มาตรา 141 วรรคสอง ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง

แต่ทั้งสามวิธีที่เสนอข้างต้นนั้น นายคณิน ท้วงว่า นอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแล้ว ยังอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญอีกด้วย และที่สำคัญจะกระทบต่อโรดแมปตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดการเลือกตั้งอาจต้องเลื่อนออกไปเรื่อยๆ แบบทศนิยมไม่รู้จบ 

นายคณิน กล่าวต่อไปว่า กรณีที่นายมีชัย เสนอให้ กกต. ชงกฎหมายเพื่อขยายเวลาให้แก่พรรคการเมืองนั้น นายคณินถามว่า นายมีชัยซึ่งเป็นทั้งมือกฎหมายชั้นเซียนและประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแน่ใจหรือว่าทำได้ ? ในเมื่อ พ.ร.ป.พรรคการเมืองซึ่งเป็นหนึ่งในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญสิบฉบับที่ได้ดำเนินการตามบทเฉพาะกาล มาตรา 267 จนครบถ้วน และประกาศใช้บังคับ ไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2560 เป็นต้นมา แล้วคนระดับนายมีชัยยังคิดที่จะนำกลับไปให้ สนช. แก้อีกหรือ? 

ส่วนกรณีที่นายวิษณุบอกว่า เมื่อถึงเวลาพลเอกประยุทธ์จะหาทางออกให้เองนั้น นายคณิน กล่าวว่า นั่นก็ยิ่งแล้วกันไปใหญ่ เพราะนอกจากพลเอกประยุทธ์จะไม่มีหน้าที่แล้ว การใช้ ม.44 ในขณะที่อำนาจ รัฎฐาธิปัตย์ไม่ได้อยู่ในมือของ คสช. แล้ว ไปลบล้างบทบัญญัติของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ซึ่งออกตามความในมาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญ ยังเท่ากับเป็นการลบล้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ อีกด้วย

และต่อกรณีที่ กกต. เสนอให้พรรคการเมืองขอขยายเวลาตามมาตรา 141 วรรคสอง ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง นั้น นายคณินเตือนว่า กกต. ต้องไม่ลืมว่า กกต. เอง จะต้องจัดและดำเนินการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.ป. 4 ฉบับ มีผลใช้บังคับตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ประกอบกับขั้นตอนและหลักเกณฑ์เงื่อนไขในการขอขยายเวลาดังกล่าวต้องใช้เวลานาน ซึ่งอาจกินเวลาหลายเดือน แถมยังอาจเกิดปัญหาที่นายทะเบียนพรรคการเมืองไม่อนุญาต ซึ่งต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกต่างหาก คิดหรือว่าจะไม่มีผลกระทบต่อเวลา 150 วัน ดังกล่าว ? ดังนั้น การใช้วิธีที่ กกต. เสนอ จึงนอกจะขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 และมาตรา 268 และกระทบต่อกำหนดการเลือกตั้งที่จะถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ แล้ว ยังอาจจะเป็นชนวนให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองตามมาอีกต่างหาก 

นายคณิน ยังกล่าวด้วยว่า โทษของการที่พรรคการเมืองไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในมาตรา 141 วรรคหนึ่ง ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ทั้งนี้ ไม่ว่าจะภายใน 90 วัน หรือภายใน 180 วัน คือ ต้องสิ้นสภาพพรรคการเมือง นอกจากนั้น ถึงแม้พรรคการเมืองจะไม่สิ้นสภาพ แต่ถ้ายังไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตั้งสาขาพรรคการเมืองอย่างครบถ้วน พรรคการเมืองนั้นก็ไม่สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้

สรุปได้ว่า พรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคการเมืองเก่าที่มีอยู่แล้ว มีแต่ “ตายกับตาย” ตราบใดที่ยังไม่ปลดล็อคประกาศ คสช. ทั้งสองฉบับ ซึ่งคำว่า “ตายกับตาย” ในที่นี้ก็อาจหมายถึงความ “ล่มสลาย” ของระบบพรรคการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มต้น เรียกว่า “แท้งก่อนเกิด” ว่าอย่างนั้นเถอะ

และถ้าระบบพรรคการเมืองซึ่งเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย มีอันต้อง “ล่มสลาย” ไปเสียแล้ว 
 ระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีเหลืออยู่น้อยนิดภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะอยู่รอดและแข็งแรงเติบโตต่อไปได้อย่างไร ?

"นพดล" แนะ คสช. สร้างความไว้ใจ-คืนเสรีภาพก่อนเลือกตั้ง


นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี เป็นสีสันการเมือง พรรคเพื่อไทยไม่สนใจเรื่องตัวบุคคล แต่ให้ความสำคัญในสาระและปัญหาเร่งด่วนที่ต้องเร่งแก้ คือปัญหา 3 ป. คือ ปากท้อง ปรองดอง และประชาธิปไตย ปัญหาปากท้องกระทบคนส่วนใหญ่ และแนวโน้มแก้ยากขึ้น เกษตกรและผู้มีรายได้น้อยยังลำบาก ราคาพืชผลเกษตรหลักเช่น ข้าว ยาง ปาล์ม ยังต่ำ เกษตรกรขาดกำลังซื้อ ปัญหาความยากจนยังมีอยู่ คนที่พูดว่าปีหน้าจะไม่มีคนจนเป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคล แต่ในความเป็นจริงคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีมากจึงจะแก้ได้ แต่รัฐบาลนี้ก็ต้องเร่งแก้

ส่วนเรื่องปรองดองนั้น ตอนหลังเรื่องนี้แผ่วลงไปมาก อ้างว่ายึดอำนาจเพื่อสร้างความปรองดอง ขณะนี้ยังแก้ไม่ได้  และดูเหมือนมีคู่ขัดแย้งเพิ่มขึ้นอีก สิ่งที่ควรทำคือ ไม่เพิ่มคู่ขัดแย้ง ลดวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง สร้างความไว้วางใจของคนกลุ่มต่างๆ บังคับใช้กฏหมายอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำ เปิดพื้นที่เสรีภาพให้ประชาชนและสื่อมวลชนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ยกเลิกการเรียกปรับทัศนคติ

สุดท้ายคือประชาธิปไตย คสช. และรัฐบาลควรสร้างบรรยากาศในการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งที่ประชาชนจะตัดสินใจเลือกผู้แทนของตน ดังนั้นควรเปิดพื้นที่ให้ประชาชนใช้สิทธิเสรีภาพทางการเมืองผ่าน พรรคการเมือง เพื่อปฏิบัติให้สอดคล้องกับ พ.ร.ป. พรรคการเมือง และควรเปลี่ยนทัศนะคติที่ว่าพรรคการเมืองคือที่ชุมนุมของนักเลือกตั้ง เพราะที่จริงพรรคการเมืองคือกลไกในระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนรวมตัวกันเสนอแนวทางแก้ปัญหาประเทศ ส่วนที่อ้างว่ายังไม่ปลดล็อคเพราะกลัวความวุ่นวายนั้น ข้ออ้างไม่ค่อยมีนำ้หนัก ตนไม่เชื่อว่าจะมีใครทำ แม้คิดจะทำก็ไม่สามารถทำได้ เพราะรัฐบาลมีกลไกและมาตรา 44 อยู่และสังคมคงไม่ยอมรับการสร้างความวุ่นวาย ดังนั้นควรเปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรมที่ต้องทำตามกฏหมาย การพบปะรับฟังประชาชนเพื่อจัดทำนโยบายและกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆได้แล้ว “จะปรับ ครม. อีกกี่ครั้ง ปัญหา เรื่อง ปากท้อง ปรองดอง ประชาธิปไตย ก็ยังคงอยู่ ถ้ารัฐบาลนี้แก้ไม่สำเร็จ คงต้องรอรัฐบาลหน้าหลังการเลือกตั้งมาแก้”

“วัฒนา” ส่งสัญญาณ เตรียมนับถอยหลังเลือกตั้ง 2561


นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 กรธ. จะต้องเสนอ พรป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง .. และ พรป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง .. ต่อ สนช. เพื่อพิจารณาทั้งที่กฎหมายทั้งสองฉบับถูกเรียงไว้เป็นลำดับ (1) และ (2) ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 แต่ด้วยเล่ห์ของเผด็จการกฎหมายที่ควรเสร็จก่อนกลับถูกทำให้เสร็จเป็นลำดับสุดท้ายทำให้การเลือกตั้งถูกยืดออกไป

ตามมาตรา 267 วรรคสี่ของรัฐธรรมนูญ สนช. จะต้องพิจารณา พรป. ทั้งสองฉบับให้เสร็จภายใน 60 วัน ถ้าไม่เสร็จถือว่าเห็นชอบ กฎหมายจึงต้องเสร็จจาก สนช. ภายในวันที่ 27 มกราคม 2561 จากนั้นใช้เวลาอีก 30 วัน ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. และ กรธ. พิจารณา ผลคือภายในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ กฎหมายต้องเสร็จพร้อมที่นำขึ้นทูลเกล้าเพื่อลงพระปรมาภิไธย ซึ่งหากใช้เวลา 30 วัน แปลว่าวันที่ 28 มีนาคม 2561 จะเป็นวันนับหนึ่งของการเลือกตั้งซึ่งตามมาตรา 268 การเลือกตั้งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน กล่าวคือภายในวันที่ 25 สิงหาคม 2561 จะต้องมี .. ครบตามจำนวนที่จะประชุมสภาได้ ดังนั้น การเลือกตั้งจึงต้องจัดให้มีขึ้นภายในไม่เกินวันที่ 25 มิถุนายน เพราะต้องเผื่อเวลาไว้ 60 วัน เพื่อประกาศผลและเลือกตั้งซ่อม

เมื่อมีการเลือกตั้งอำนาจจะกลับมาอยู่ในมือของประชาชนอีกครั้ง ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยย่อมมีอำนาจที่จะกำหนดกฎเกณฑ์หรือกติกาของประเทศเสียใหม่ ซึ่งรวมถึงการทำประชามติเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนมาใช้แทนฉบับที่เผด็จการร่างขึ้น อีกไม่นานเกินรอครับ

วัฒนา เมืองสุข
สมาชิกพรรคเพื่อไทย

19 พฤศจิกายน 2560

"ชวลิต" โต้สมคิด ปีหน้าคนจนหมดประเทศ


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นกรณีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ประกาศว่า ปีหน้าคนจนจะหมดไป นั้น

นายชวลิต กล่าวว่า จริงๆ แล้วอยากจะให้กำลังใจให้แก้ปัญหาความยากจนให้สำเร็จ แต่ด้วยระบบที่เป็นอยู่และการปฏิบัติของรัฐบาลเองที่มุ่งรักษาอำนาจ และต่อท่ออำนาจ จึงสร้างระบบที่ผิดเพี้ยนไม่เหมือนใครในโลก แม้ในการบริหารจะ "ขยัน" แต่ขยันบนระบบที่ผิดเพี้ยนก็จะพาประเทศลงเหว

จึงขอชี้ให้เห็นถึงการกำหนดกติกาการเมือง การปกครองที่ไม่ปกติ ผิดเพี้ยนไปจากสากล  และการบริหารงานของรัฐบาลที่ทำลายความเชื่อมั่นประเทศเสียเอง สรุปได้ 2 ประการ ดังนี้

1. มีการวางระบบการเมือง การปกครอง ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเชื่อมโยงกับสากล และไม่มีเสถียรภาพ โดยได้กำหนดไว้อย่างแยบยล แต่ผิดเพี้ยนไม่เหมือนใครในโลกไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ อาทิเช่น หลักการกำหนดให้ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่กลับให้นายกรัฐมนตรีมาจากคนนอก ได้สมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง ระบบเลือกตั้งเป็นแบบจัดสรรปันส่วนผสม เพื่อให้การเมืองไม่มีเสถียรภาพ การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีอำนาจครอบคลุมทุกองค์กร ฯลฯ ซึ่งเห็นชัดเจนว่าระบบการเมือง การปกครอง ดังกล่าว เป็นระบบอำนาจนิยม หาเป็นประชาธิปไตยที่เชื่อมโยงกับสากลไม่ แม้จะอ้างว่า ผ่านประชามติ แต่เป็นการทำประชามติในอำนาจของคณะรัฐประหาร รัฐบาลนี้จึงมีปัญหาที่ไม่ได้รับความเชื่อมั่นทางด้านการเมือง การปกครอง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญสูงสุดในการปกครองประเทศ
       
2. การบริหารงานของรัฐบาลที่ทำลายความเชื่อมั่นประเทศเสียเอง อาทิเช่น

  • การไปให้คำมั่นกับองค์กรระหว่างประเทศ และมิตรประเทศสำคัญ ต่างกรรม ต่างวาระ ว่าจะคืนอำนาจให้ประชาชน แต่ไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้ 
  • การไม่เคารพกฎหมายที่ออกมาเอง ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง  แต่กลับมีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มาเหนือกว่ากฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
  • การบริหารประเทศที่ขาดหลักนิติธรรม เช่น การออกกฎหมายให้มีผลย้อนหลังเป็นโทษกับบุคคลได้
  • การแก้ไขปัญหาทุจริต คอรัปชั่น ที่ลูบหน้าปะจมูก โดยจากการสำรวจของโพลหลายสำนัก ปัญหาการทุจริตมิได้ลดลง เพราะตรวจสอบไม่ได้ เห็นได้จาก แม้จะมีข่าวฉาวโฉ่ในประเด็นการทุจริต มีการร้องเรียนมากมาย แต่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่เคยมีการอภิปราย ตรวจสอบรัฐมนตรี หรือหน่วยงานในกำกับรัฐบาลเลย     

นายชวลิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ในที่สุดทั้งระบบการเมือง การปกครองที่ไม่ปกติ และการบริหารที่ผิดพลาด ส่งผลให้เห็นชัดเจนว่า ช่วง 3 ปีเศษที่ผ่านมา รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชนได้  ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนกว้างมากขึ้น คนรวยซึ่งมีส่วนน้อย ยิ่งรวยขึ้น แต่คนจนซึ่งมีมากอยู่แล้ว ยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น และถ้าคนจนเดือดร้อนมากขึ้น บ้านเมืองก็จะระส่ำระสาย ท่านจะกดดันเกษตรกร เรียกไปปรับทัศนคติได้อีกนานแค่ไหน ถ้าเขาไม่มีจะกิน ไม่มีเงินให้ค่าเทอมลูกไปเรียนหนังสือ ฯลฯ
       
จากเหตุผลที่ยกมาเป็นตัวอย่างพอสังเขปดังกล่าว ล้วนนำมาซึ่งความเดือดร้อน ทุกข์ยากของประชาชนทั้งสิ้น ผลสำรวจคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นโพลกันเองยังลดลงอย่างฮวบฮาบน่าใจหาย อันแสดงให้เห็นว่า แม้จะ "ขยัน" แต่ระบบและการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องดังกล่าว ก็ทำลายความเชื่อมั่นประเทศและนำมาซึ่งการบริหารที่ล้มเหลว
         
ทางออกของบ้านเมือง คือรัฐบาลรีบคืนอำนาจให้ประชาชน ทุกภาคส่วนร่วมมือกันทำให้บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ สงบสุข ด้วยการทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง รักษาอัตลักษณ์ประเทศตามมาตรา 2 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญไว้อย่างสูงยิ่ง อันจะนำมาซึ่งความสงบร่มเย็นในบ้านเมืองสืบไป

เครือข่ายภาคประชาชน ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย พระนครศรีอยุธยา


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายภาคประชาชน ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ หมู่4, หมู่7, และหมู่ 9 ต.วัดตะกู อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา โดยบริจาคน้ำดื่ม ข้าวสาร อาหารแห้ง พร้อมทั้งยาสามัญประจำบ้าน ขณะที่ตัวแทนวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก ถวายปัจจัยแด่พระสงฆ์วัดตะกูและวัดอินทาราม และมอบเงินให้ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 หมู่ 7 และหมู่ 9 เพื่อใช้จ่ายทำความสะอาดวัด เสนาสนะ และถนนภายในหมู่บ้าน ล่าสุดน้ำลดระดับลงจากเดิมประมาณ 60 ซ.ม.

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ประสบอุทกภัยมานานกว่า 4 เดือน โดยบางจุดน้ำท่วมสูง 3-4 เมตร ทำให้ชาวบ้านกว่าหลังคาเรือนได้รับผลกระทบ บ้านเรือนจมน้ำ ถนนถูกตัดขาด ต้องใช้เรือในการเดินทาง ขาดอาหารและน้ำดื่ม






















วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

"อนุสรณ์" ไม่คาดหวัง ปรับ ครม.คสช. จะดีขึ้น


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี การปรับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า "พรรคเพื่อไทยไม่ได้คาดหวังหรือยึดติดกับตัวบุคคลที่จะเปลี่ยนแปลงจากการปรับคณะรัฐมนตรี เพราะรัฐบาลอาจเพียงแค่แก้ปัญหาภายในของรัฐบาลเอง ไม่เชื่อมั่นว่าปรับคณะรัฐมนตรีจะช่วยให้ผลงานของรัฐบาลดีขึ้นได้อย่างไร? จะเป็นเพียงสมบัติพลัดกันชม หรือเล่นเก้าอี้ดนตรีกันเท่านั้นหรือไม่? เพราะหากการปรับคณะรัฐมนตรี มีผลเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น คงเห็นผลตั้งแต่การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งก่อนหน้านี้ ตราบใดที่กัปตันเรือ นายกรัฐมนตรี ยังเป็นคนเดิมนโยบายยังเหมือนเดิม ประชาชนคงไม่คาดหวังอะไร นอกเหนือจากปัญหาด้านเศรษฐกิจที่รัฐบาลนี้แก้ไขไม่ได้ ด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชนยังน่าเป็นห่วงตั้งแต่วันแรกที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้ามา ใครที่แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารจะเรียกไปปรับทัศนคติ แม้แต่แกนนำยางพาราที่เพียงแค่ต้องการจะไปยื่นหนังสือเรียกร้องให้แก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำก็ถูกหิ้วตัวเข้าค่ายทหารในเวลากลางคืน แม้รัฐบาลจะชี้แจงอย่างไรก็ขว้างงูไม่พ้นคอ เพราะถ้ารัฐบาลบริสุทธิ์ใจทำไมถึงไม่รอคุยตอนเช้าหรือทำไมไม่เชิญตัวไปที่ศาลากลางจังหวัด"

"อยากให้มองคนไทยเป็นคนไทย มองคนเห็นต่างอย่างเป็นมิตร ทุกอาชีพที่เดือดร้อนในวิชาชีพ อยากมาเรียกร้อง ทำไมต้องทำกันรุนแรงถึงขั้นนั้น ฟรีดอมเฮาส์ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนสากล ประเมินไทยมีอันดับสิทธิเสรีภาพในเรื่องการแสดงความคิดเห็นต่ำกว่าประเทศเมียนมาร์เสียอีก ซึ่งถ้าหากรัฐบาลจะภาคภูมิใจก็เป็นสิทธิ์ แต่พรรคเพื่อไทยเห็นว่ายังไม่น่าพึงพอใจ ปัญหาเรื่องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศต่างประเทศและเป็นดัชนีชี้วัดความน่าเชื่อถือและการยอมรับของนักลงทุน พรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเปิดพื้นที่ สิทธิเสรีภาพ เพิ่มขึ้น ด้วยการเปิดพื้นที่สิทธิเสรีภาพการแสดงออกทางความคิดให้กับประชาชนอย่างกว้างขวาง รวมถึงการเปิดพื้นที่สิทธิเสรีภาพการวิพากษ์วิจารณ์ให้กับสื่อมวลชนได้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา และควรยุติการเรียกคนเข้าค่ายทหารแม้จะเรียกว่าปรับทัศนคติ แต่แท้จริงแล้วเป็นการข่มขู่คุกคามประชาชนหรือไม่?

วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

“พิชัย” ชี้โพรงประยุทธ์ แนะตะเพิดทีมเศรษฐกิจ แก้ปัญหาความนิยมตกต่ำ


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า “ตามที่กระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีโดยเป้าใหญ่อยู่ที่ ครม. เศรษฐกิจ เนื่องจากการบริหารเศรษฐกิจ ของรัฐบาลน่าจะประสบความล้มเหลว ประชาชนเดือดร้อนกันอย่างมาก ทุกผลโพลบอกตรงกันหมดที่ระบุความล้มเหลวและอยากให้ปรับเปลี่ยน ครม. เศรษฐกิจ แต่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ไม่แน่ใจว่าจะถูกปรับเปลี่ยนด้วยหรือไม่? เพราะเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงกับความล้มเหลวนี้ กลับบอกว่านโยบายเศรษฐกิจยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ก็น่าเป็นห่วงว่าจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ การปรับ ครม. เพื่อให้ผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาแก้ไขเป็นเรื่องที่ควรทำและต้องทำ แต่หากนโยบายไม่ปรับเปลี่ยนก็ไม่มีประโยชน์ เพราะจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ โดยที่ผ่านมาประชาชนแทบนึกไม่ออกเลยว่าทีมเศรษฐกิจของนายสมคิดได้ทำอะไร นอกจากจะท่องว่าเศรษฐกิจฟื้นจากตัวเลขการขยายตัวที่ต่ำมาก ต่ำที่สุดในอาเซียน แม้แต่ในเอเชียรวมทั้ง อาเซียน จีน และอินเดีย การเติบโตในปีนี้จะสูงถึง 6.4% แต่นายสมคิดกลับดีใจและภูมิใจกับ 3-4% อีกทั้งรายได้กระจุกตัวอยู่กับคนบางกลุ่มเท่านั้น คนส่วนใหญ่ยังลำบากกันมาก พอมีคนออกมาท้วงติงเพื่อสะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนก็หาว่าออกมาขย่ม นอกจากนี้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจย่ำแย่โดยการเรียกคุมตัวคนวิจารณ์เศรษฐกิจ และแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำโดยการคุมตัวแกนนำสวนยาง ไม่น่าจะเป็นนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ถูกทาง ล่าสุดนายสมคิดยังทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องเสียหน้าและเสียเครดิตซ้ำซ้อนติดกันถึง 2 ครั้งจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศเองว่านายมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊กจะมาแล้วไม่ได้มา และพยายามแก้ตัวโดยการนำเรื่องอันดับความสะดวกในการทำธุรกิจที่ดีขึ้น มาให้ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศว่าอันดับ 26 ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งที่ก่อนปฏิวัติอยู่ที่อันดับ 18 และมาตกต่ำหลังการปฏิวัติ

ซึ่งหากเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีที่ประกาศผิดซ้ำซ้อนแบบนี้ คงจะไม่เหลือความน่าเชื่อถืออีกแล้ว และคงต้องจัดการกับคนที่รับผิดชอบ ยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์หวังจะตั้งพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุนตนเองกลับมาเป็นนายกฯต่อ ก็ยิ่งน่าจะศึกษาแนวทางปกติที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งประพฤติปฏิบัติ จะมาเรียกคุมตัวผู้ที่เห็นต่างไม่น่าจะทำได้แล้ว และจะพูดผิดซ้ำซ้อนเสียฟอร์มแบบนี้จะทำให้ความนิยมที่ตกต่ำอยู่แล้ว ยิ่งตกต่ำลงไปอีก แถมยังมาซ้ำเติมกับคำถาม 6 ข้อที่ไม่ได้เป็นประโยชน์กับเครดิตของ พล.อ.ประยุทธ์ เลย ดังนั้น หาก พล.อ.ประยุทธ์ต้องการตั้งพรรคเพื่อสนับสนุนตัวเองจริง ก็ต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ได้ และหากจะเปลี่ยนแต่ตัวบุคคลแต่ไม่เปลี่ยนแนวทางนโยบายก็ไม่น่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ดังนั้นควรหรือไม่ที่ พล.อ.ประยุทธ์จะต้องปรับเปลี่ยนหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่มักจะพูดสภาวะเศรษฐกิจสวนทางกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาความนิยมไม่ให้ตกต่ำลงไปกว่านี้ ซึ่งจะทำให้หมดโอกาสที่จะกลับมาเป็นนายกฯได้อีก”

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

“หมวดเจี๊ยบ” ชี้ ประยุทธ์ ปรับ ครม. ไม่มีประโยชน์


ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายก กล่าวว่า การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประยุทธ์ 5 ไม่น่าจะเกิดประโยชน์อะไรต่อบ้านเมือง ไม่ว่าสุดท้ายแล้ว หน้าตาของ ครม. จะเป็นไปตามการคาดการณ์ของสื่อมวลชนสำนักใด หรือจะเป็นไปตามโผไหน ก็ไม่เห็นมีการตัดเนื้อร้ายของรัฐบาลทิ้งไป คนที่เป็นตัวปัญหาสำคัญและโดนโจมตีเรื่องความไม่โปร่งใสและไร้ฝีมือในการทำงาน ก็ยังอยู่ในคณะรัฐมนตรีนี้ แล้วสังคมจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่ารัฐบาลจะทำงานได้ดีขึ้น ในเมื่อคนที่ถูกโยกย้ายเป็นเพียงแค่ไม้ดอกไม้ประดับ ซึ่งหมุนเวียนกันเข้ามารับรางวัลที่เคยช่วยยึดอำนาจ หรือเคยช่วยเขย่าเสถียรภาพของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในอดีตเท่านั้น ดังนั้น ถึงจะปรับ ครม. ไปก็ไม่มีประโยชน์ ทางที่ดี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรรีบคืนอำนาจให้ประชาชนตามโรดแม็ปและรีบปลดล็อคทางการเมืองจะดีกว่า ไม่ใช่ว่าปรับ ครม. เพื่อสืบทอดอำนาจทางการเมือง โดยฉวยโอกาสวางคนของตัวเองให้เข้าไปควบคุมกลไกของรัฐ เพื่อเตรียมใช้อำนาจหน้าที่และใช้งบประมาณของแผ่นดินช่วยพรรคการเมืองที่ คสช.หนุนหลังเพื่อหาเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า

นอกจากนี้ พฤติกรรมการหว่านเงินของรัฐบาลผ่านโครงการประชานิยมต่างๆ ก็น่าสงสัยว่าเป็นการเน้นแจกเงินและสิ่งของเพื่อซื้อความนิยมและสร้างฐานเสียงแข่งกับนักการเมือง แต่ไม่ได้สร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนและไม่ได้แก้ปัญหาความยากจนอย่างแท้จริง ที่สำคัญ ยังมีการดึงกองทัพมาเล่นการเมืองและให้ทำหน้าที่เหมือนหัวคะแนน โดยสั่งให้หน่วยทหารระดับกองพันทั่วประเทศลงไปตามประกบนักการเมืองทุกจังหวัด ในลักษณะ 1 หน่วยทหาร ต่อ 1 หน่วยเลือกตั้ง โดยกำหนดการบ้านให้ผู้บังคับกองพันของแต่ละหน่วยจับตามองว่าพรรคเพื่อไทยจะส่งใครลงสมัครรับเลือกตั้งบ้าง แล้วใครบ้างที่จะสามารถต่อกรกับพรรคเพื่อไทยได้ในแต่ละพื้นที่ ไม่ทราบว่าการใช้กองทัพเป็นเครื่องมือแสวงผลประโยชน์ส่วนตัวทางการเมืองอย่างนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่ หากเรื่องนี้ไม่จริง หวังว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะกล้าปฏิเสธให้ชัดเจน

"เรืองไกร" ยื่นสอบ คสช.-สนช. ทำงบประมาณรายจ่ายขัดรัฐธรรมนูญ


ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย มายื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบ คณะรัฐมนตรีรัฐบาลคสช. และ สนช. ร่วมกันจัดทำ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 โดยที่ยังไม่มียุทธศาสตร์ชาติและยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญอันเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 157 และกฎหมาย ปปช. มาตรา 123/1 หรือไม่?

'วิญญัติ' ยื่นสอบอัยการสูงสุด ดำเนินคดีสุเทพ-กปปส.ล่าช้า


ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (...) ว่า ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ ยื่นหนังสือต่อ คณะกรรมการ ... ให้ไต่สวนข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติ (...) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (...) กับ อดีตอัยการสูงสุด และอัยการสูงสุดคนปัจจุบัน ในกรณีที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พร้อมพวกรวม 58 คน ในคดีกบฏจากการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ที่ผู้ต้องหาบางส่วนยังไม่ถูกดำเนินคดี 




วันพุธที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

"พรรคเพื่อไทย" เร่ง "ประยุทธ์" ยกเลิกคำสั่งห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง


ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย  ได้ยื่นหนังสือจากพรรคเพื่อไทย ลงนามโดย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 57/2557 โดย เนื้อหาระบุว่า ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค.2560 เป็นต้นไป ได้กำหนดให้พรรคการเมืองต้องดำเนินการต่างๆ ในหลายเรื่องภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยไม่มีข้อยกเว้น เช่น ต้องแจ้งข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของสมาชิกพรรค การจัดทำข้อบังคับพรรค การจัดประชุมใหญ่เพื่อเลือกคณะกรรมการบริหาร การให้สมาชิกชำระค่าบำรุงพรรค หรือ การจัดตั้งสาขาพรรค เป็นต้น หากไม่ดำเนินการจะมีผลทางกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญต่อพรรคการเมือง

เนื่องจากตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 57/2557 ลงวันที่ 7 มิ.ย.2557 ได้ห้ามมิให้พรรคการเมืองดำเนินการประชุมหรือดำเนินกิจการใดๆ ในทางการเมือง ทำให้พรรคการเมืองไม่อาจดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ตามที่ได้กราบเรียนข้างต้นได้

ด้วยเหตุนี้ พรรคเพื่อไทย จึงขอให้ท่านในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ดำเนินการเพื่อยกเลิก ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับ ที่ 57/2557 โดยไม่มีเงื่อนไขและโดยเร็ว เพราะหากท่านไม่ดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลกระทบและก่อให้เกิดความเสียหายแก่พรรคการเมืองเป็นอย่างมาก






“วัฒนา” อัด คสช. ปฏิรูปล้มเหลว-แนะคืนอำนาจประชาชน


นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

รถพ่วง 18 ล้อเข้าซอยตัน

ภารกิจอันเป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจ ปรากฏอยู่ในวรรคสองของประกาศ คสช. ฉบับที่ 1/2557 ซึ่งพลเอกประยุทธ์และคณะทำขึ้นเพื่อขอโอกาสประชาชนยึดอำนาจแก้ไขปัญหาของประเทศ ประกอบด้วย (1) ทำให้บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ (2) ประชาชนในชาติเกิดความรักความสามัคคี (3) ปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและอื่นๆ และ (4) สร้างความชอบธรรมให้กับทุกพวกทุกฝ่าย ตามลิ้งค์ที่แนบมา

คสช. ยึดอำนาจมาแล้ว 3 ปี 6 เดือน หากเป็นรัฐบาลปกติคงถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือต้องยุบสภาหนีอายเรียบร้อยแล้ว แต่รัฐบาลทหารมีคุณสมบัติพิเศษที่ทั้งกล้าและทนแต่เป็นคุณสมบัติที่ไม่เกิดประโยชน์กับประชาชน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนจะประเมินผลงานของ คสช. ไม่ใช่ให้หัวหน้า คสช. มาตั้งคำถามไร้สาระให้ประชาชนตอบ ในฐานะประชาชนคนหนึ่งผมประเมินว่า การที่พลเอกประยุทธ์ปฏิเสธคำขอให้ปลดล็อกทางการเมืองโดยอ้างว่าสถานการณ์ยังไม่ปกตินั่นคือคำตอบว่าภารกิจข้อแรกล้มเหลว บ้านเมืองแตกแยกมากขึ้นแปลว่าการปรองดองล้มเหลว แก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนด้วยการเรียกคนเข้าค่ายทหาร นั่นคือการปฏิรูปการเมืองที่ล้มเหลวเพราะไม่ยอมรับฟังความเห็นของประชาชน ส่วนภารกิจสุดท้ายคือการคืนความชอบธรรมให้ทุกพวกทุกฝ่ายยิ่งล้มเหลว เพราะ คสช. เป็นคนไปแจ้งความยัดเยียดคดีให้กับประชาชนเสียเอง 

อาการของ คสช. ขณะนี้เปรียบได้กับรถพ่วง 18 ล้อที่เลี้ยวผิดเข้าไปในซอยตัน จะเดินหน้า หรือกลับรถ หรือถอยหลังก็ไม่ได้ สิ่งที่ควรทำคือรีบลงจากรถแล้วออกไป ปล่อยให้ประชาชนเลือกตัวแทนมาเอารถออกจากซอยตัน บ้านเมืองจะได้เจริญเสียที

วัฒนา เมืองสุข
สมาชิกพรรคเพื่อไทย

15 พฤศจิกายน 2560

วันอังคารที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

“จิรายุ” เผย คสช. ปรับ ครม. เทียบงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา


นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลจะปรับคณะรัฐมนตรีนั้น ว่า “อยากเรียนไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่รวบไปจากประชาชนเป็นของท่านจะทำอะไรก็รีบทำ เพราะอำนาจทั้งหลายย่อมมีวันเสื่อมคลาย งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา เวลาของความจนของประชาชนไม่เคยคอยใคร”
     
นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า “เรื่องสำคัญมากที่สุดก็คือกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินอย่างเดียว ควรจะพักใช้เงินที่ไม่จำเป็น เพราะในช่วงหลังนี้ ใช้เงินเก่งมากกว่าหา จนสุดท้ายก็จะกลายเป็นภาระหนี้สินให้กับคนไทยทั้งประเทศไปอีกนาน ส่วนกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับปากท้องของคน ก็ต้องรีบดำเนินการเพราะวันนี้ ราคาสินค้าการเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา ขายดาวอังคาร 4 โลร้อยก็ยังลำบาก ขืนชักช้าต่อไปจะเป็นอันตรายต่อโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งประเทศ เพราะกว่า 4 ปีมานี้ เราวนอยู่กับที่ รัฐบาลควรจะนำเสนอแนวทางและการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรไม่ให้ตกต่ำมากไปกว่านี้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการชดเชยหรือการแทรกแซงราคาสินค้าการเกษตรให้กับประชาชนและควรหยุดพักการซื้อสินค้ายุทโธปกรณ์ที่ไม่จำเป็นไว้ก่อน ส่วนกรณีที่รัฐบาลจะใช้งบเกือบแสนล้านพยุงราคาข้าวในช่วงนี้นั้น การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรเป็นเรื่องดี แต่รัฐบาลอย่ารังเกียจแนวนโยบายของรัฐบาลชุดอื่นๆ เพราะวันนี้สิ่งที่ท่านทำก็เป็นเรื่องปกติที่ทุกๆรัฐบาลกระทำกันมา แต่รัฐบาลควรจะมีมาตรการที่ชัดเจนในการทำให้ราคาสินค้าของเกษตรกรอยู่ในสถานะที่สามารถแข่งขันได้ การพัฒนาพันธุ์ของสินค้าเกษตรท่านทำหรือยัง? รัฐบาลช่วยวางแผนการตลาด และโปรโมทสินค้าการเกษตรเมดอินไทยแลนด์ให้มีราคาสูง ท่านทำหรือยัง? ขอเรียนว่ามาตรการบัตรคนจนล้วนแต่เป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศทั้งสิ้น ส่วนมาตรการช็อปช่วยชาติ ขอให้รัฐบาลระวังให้ดีเพราะเป็นการช่วยเหลือแต่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่สุดท้ายแล้วคนไทยก็จะจมปรักกับหนี้สินที่ไปรูดซื้อของในช่วงนี้”

“ชวลิต” แนะ กกต. เอาผิด คสช. ขัด พรป.พรรคการเมือง


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า “ในฐานะที่ กกต. เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และเป็นผู้รักษาการตาม พรป.พรรคการเมือง ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 5 ดังนั้น กกต. จึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินการให้เป็นไปตาม พรป.พรรคการเมืองดังกล่าว หากพบว่ามีผู้กระทำผิดหรือฝ่าฝืน กกต. จะต้องดำเนินการกับผู้กระทำผิดหรือฝ่าฝืน จากการที่ พรป. พรรคการเมือง ได้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (8 ตุลาคม 2560) บัดนี้ เวลาได้ล่วงเลยมา 1 เดือนเศษ ปรากฏว่ายังมีคำสั่ง คสช. ที่อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ห้ามมิให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมือง กรณีจึงเป็นการขัดกันแห่งกฎหมาย ระหว่าง พรป.พรรคการเมือง กับคำสั่ง คสช.”

นายชวลิต กล่าวต่อไปว่า “ขอสอบถาม กกต. ว่า กรณี คสช. ยังใช้อำนาจตามมาตรา 44 ห้ามมิให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ในขณะที่บทบัญญัติใน พรป.พรรคการเมือง บัญญัติให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมและมีเวลาบังคับไว้ ประการสำคัญมีบทกำหนดโทษไว้ค่อนข้างรุนแรง กรณีดังกล่าวจึงเป็นเรื่องขัดกันแห่งกฎหมาย จะให้พรรคการเมืองปฏิบัติอย่างไร? และกรณีกฎหมายขัดกันดังกล่าว ขอสอบถามว่า ศักดิ์ทางกฎหมายระหว่าง พรป.พรรคการเมือง ซึ่งออกตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ กับ คำสั่ง คสช. ฉบับใดมีศักดิ์ทางกฎหมายสูงกว่า และจะให้พรรคการเมืองปฏิบัติอย่างไรเมื่อเวลาล่วงเลยไปเรื่อยๆ”

วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

“อนุสรณ์” เผยผลสำรวจความนิยม “ประยุทธ์” ตกต่ำ


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ตั้งคำถาม 10 ข้อกับประชาชน ว่า “คสช. ควรหยุดพฤติกรรมย้อนแย้ง เพราะทั้งสวนดุสิตโพลล์ กรุงเทพโพลล์ ซูเปอร์โพล ต่างสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนกว่า 70% ว่าต้องการให้ปลดล็อคพรรคการเมือง แต่ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ คสช. กลับปฏิเสธความคิดเห็นและความต้องการของประชาชน โดยการไม่ปลดล็อคพรรคการเมือง ทั้งที่เป็นความต้องการและความเห็นที่ตรงกันของประชาชนสะท้อนผ่าน 3 สำนักโพลล์ ที่ผลออกมาตรงกัน ท่านยังไม่ฟังและไม่พิจารณา แล้วประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคำตอบที่ ท่านถาม ท่านจะเปิดใจรับฟัง และนำไปสู่การวิเคราะห์ เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายต่อไป”

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อไปว่า “คสช. ควรรับฟังความเห็นของประชาชน อย่าทำการเมืองแบบ ตัวกูของกู ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิธีคิด ไม่เช่นนั้นคะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ลดลงจากเดือนกรกฎาคม ที่อยู่ร้อยละ 78.4 เหลือร้อยละ 52.0 ในเดือนพฤศจิกายน มีแนวโน้มจะลดต่ำลงอีกเรื่อยๆ คนอดสงสัยไม่ได้ว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ปลดล็อคพรรคการเมือง เพราะต้องการให้พรรคทหาร หรือพรรคที่ คสช. สนับสนุน ได้ทำงานก่อนพรรคอื่น เพื่อชิงความได้เปรียบเอาไว้ให้ได้มากที่สุดหรือไม่?”

นายอนุสรณ์ กล่าวในที่สุดว่า “ขณะนี้ ประชาชนเดือดร้อน ทั้งปัญหาน้ำท่วมข้าวยากหมากแพง พืชผลการเกษตรราคาตกต่ำ ควรปล่อยให้ศูนย์ดำรงธรรม ไปแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน มากกว่ามาวุ่นวายกับการรวบรวมคำตอบของประชาชนที่จะตอบคำถามนายกฯ ซึ่งเป็นปัญหาการเมืองของ คสช. ขณะนี้ ปัญหารุมเร้ามากมายจนประเทศแทบไม่มีทางออก เพราะ คสช. ไม่ยอมหาทางลง มีแต่หาทางไปและไม่ฟังเสียงประชาชน”

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

สมาคมชาวเหนือ บริจาคผ้าห่ม-อุปกรณ์การเรียน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมชาวเหนือ พร้อมคณะรวม 40 คน ออกเดินทางไปมอบเครื่องนุ่งห่มกันหนาว, อุปกรณ์การเรียน, อุปกรณ์การกีฬาและรถเข็น ให้กับเด็กนักเรียนและประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย รวมกว่า 3,200 ชุด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประสบภัยธรรมชาติ และสนับสนุนให้เยาวชน ได้รับสื่อการเรียนการสอนในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์และทันสมัยยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังเป็นการส่งเสริมความมีน้ำใจของพี่น้องชาวไทยภาคเหนือรู้รักและร่วมแบ่งปัน ปลุกจิตสำนึกให้รักและคิดถึงบ้านเกิด