วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560

"จาตุรนต์" เปิดตัวหนังสือ "เปิดมุมคิด พลิกวิกฤต การศึกษาไทย"


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดตัวหนังสือใหม่น่าสนใจ "เปิดมุมคิด พลิกวิกฤตการศึกษาไทย" ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22

"เปิดมุมคิด พลิกวิกฤตการศึกษาไทย" เป็นผลงานเล่มล่าสุดที่สะท้อนมุมคิดของนายจาตุรนต์ ฉายแสง ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย


"หากไม่มีการยกเครื่องขนานใหญ่ การศึกษาไทยอาจต้องเจอกับอีกหนึ่งทศวรรษที่กำลังจะหายไป และนั่นย่อมหมายถึงการปิดประตูไปสู่การพัฒนาประเทศในเกือบทุกด้านด้วยนั่นเอง" นายจาตุรนต์ ฉายแสง ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 จะมีกิจกรรมเปิดตัวหนังสือ "เปิดมุมคิด พลิกวิกฤตการศึกษาไทย" เขียนโดย คุณจาตุรนต์ ฉายแสง ในวันพุธที่ 18 ตุลาคม 2560 เวลา 15.00-16.00น. ณ เวทีกลาง เอเทรียม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และช่วงกิจกรรมพบนักเขียน เวลา16.00-17.00น. ณ บูทร้านนายอินทร์ Q26 โซน C ชั้น2


"วัฒนา" ป้อง "สุดารัตน์" ติง "ประยุทธ์" ฉวยโอกาสทางการเมือง


นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

"เยอะเกินไปมั้ย"

ผมตั้งใจจะวางเฉยกับประเด็นของคุณหญิงสุดารัตน์ ผมเชื่อว่าการแสดงออกของคุณหญิงไม่ใช่เป็นการฉวยโอกาสหาเสียง เพราะคุณหญิงเป็นหนึ่งในนักการเมืองที่ผ่านร้อนผ่านหนาวทางการเมืองมานาน ย่อมจะทราบดีว่าสถานการณ์แบบนี้ควรวางตัวเช่นไร สิ่งที่คุณหญิงได้กระทำลงไปคือการแสดงออกถึงความจงรักภักดีซึ่งเป็นเสรีภาพที่สามารถกระทำได้โดยไม่มีรูปแบบ แต่เมื่อเกิดประเด็นที่ทำให้กลุ่มคนอีกฝ่ายเกิดความเข้าใจผิด คุณหญิงก็ได้ออกมากล่าวขอโทษกับสังคมแล้ว เรื่องนี้จึงสมควรยุติลง 

เสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน แต่เผด็จการเคยชินกับการละเมิดสิทธิของประชาชนมาโดยตลอดเป็นเวลากว่าสามปีที่อยู่ในอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพในการชุมนุม เสรีภาพทางวิชาการ หรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จนเลยเถิดมาถึงเสรีภาพในการแสดงออกถึงความจงรักภักดีซึ่งทุกคนพึงมีสิทธิอย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าจะประกอบอาชีพหรือมีบทบาทใดๆในสังคมก็ตาม นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง จึงควรวางตัวให้สมกับเป็นผู้ใหญ่และควรช่วยคลี่คลายสถานการณ์เพื่อสร้างบรรยากาศปรองดอง แต่การออกมาซ้ำเติมคุณหญิงโดยขอให้สังคมช่วยกันประณามทั้งที่คุณหญิงไม่ได้ทำสิ่งใดที่เป็นความผิด จึงเป็นการฉวยโอกาสทางการเมืองในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังเป็นการสุมไฟความขัดแย้งให้ขยายตัวมากขึ้น ผมว่าน่าละอายนะครับ

วัฒนา เมืองสุข
สมาชิกพรรคเพื่อไทย

18 ตุลาคม 2560

วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560

"จาตุรนต์" ชี้ปัญหาบัตรคนจน รัฐไม่พร้อมติดขัดสับสนไม่ทั่วถึง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

'บัตรคนจน' อาจเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่เป็นอยู่

 “บัตรคนจนเป็นโครงการที่ภาครัฐให้การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ด้วยการให้วงเงินเพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน คนละ 200 บาทหรือ 300 บาทต่อเดือน แล้วแต่รายได้ บวกกับให้ส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มอีก 45 บาทต่อคน ต่อ 3 เดือน และยังให้วงเงินช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่อคนต่อเดือน เป็นค่าโดยสารรถเมล์/รถไฟฟ้า 500 บาท, ค่าโดยสารรถ บขส. 500 บาท และค่าโดยสารรถไฟ 500 บาท โครงการนี้เพิ่งเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา และกำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์หลากหลาย 

เริ่มจากข่าวความไม่รัดกุม มีช่องโหว่ โดยผู้มีรายได้น้อยเอาบัตรสวัสดิการไปแลกเป็นเงินกับร้านธงฟ้าประชารัฐในพื้นที่ โดยไม่เอาสินค้า ซึ่งถือว่าผิดเงื่อนไข หากมีการตรวจสอบว่าทำผิดจริง จะต้องถูกลงโทษ คือ ร้านธงฟ้าจะถูกถอดออกจากทะเบียนร้านธงฟ้ากับกระทรวงพาณิชย์ และยึดเครื่องรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อีดีซี) คืน ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการจะถูกระงับวงเงินในบัตรทันที

ขณะเดียวกัน มีร้านธงฟ้าบางแห่งที่ยังไม่ได้มีการติดตั้งเครื่องอีดีซี แต่มีการติดป้ายหน้าร้านว่าพร้อมรับบัตรสวัสดิการ และสามารถมารับสินค้าออกไปก่อนได้ในวงเงิน 200 บาท โดยทางร้านจะทำการยึดบัตรสวัสดิการของผู้มีรายได้น้อยไว้ก่อน

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่แสดงว่ายังมีความไม่พร้อม ไม่ทั่วถึงอยู่มาก โดยหน่วยงานภาครัฐก็ออกมาบอกว่าจะพยายามเร่งติดตั้งเครื่องอีดีซี อย่างต่อเนื่องให้ครอบคลุมทุกตำบล ซึ่งขณะนี้ได้ติดตั้งไปแล้วกว่า 5,061 เครื่อง

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่โครงการใหม่ๆของรัฐ ที่ดูเหมือนว่ายังไม่มีการเตรียมพร้อมเพียงพอ เมื่อเริ่มดำเนินการก็จะมีปัญหา มีข้อติดขัด มีความสับสน ต้องปรับปรุงและแก้ไขกันต่อไป แต่โครงการนี้มีประเด็นที่ต้องฉุกคิดและตั้งคำถามหลายเรื่อง   เช่น

- ความครอบคลุมของการให้บริการ  บัตรคนจนสามารถใช้ได้เฉพาะกับร้านธงฟ้าที่ติดตั้งเครื่องอีดีซีเท่านั้น  แต่ร้านธงฟ้ามีอยู่กี่แห่ง? แถมบางร้านยังไม่มีเครื่องอีดีซี  จากข้อมูลทางการล่าสุด มีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการร้านธงฟ้าประชารัฐ จำนวน 19,500 แห่ง ติดตั้งเครื่องอีดีซีไปแล้ว 5,061เครื่อง นั่นคือมีร้านค้าอีกจำนวน 14,000 กว่าแห่ง ที่ยังไม่มีเครื่องนี้ และยังต้องถามต่อว่า แล้วร้านค้ารายเล็กรายน้อยในประเทศไทยมีกี่ร้าน  ร้านธงฟ้า 19,500 ร้าน คิดเป็นสัดส่วนเท่าใดของร้านค้าทั้งหมดที่มีอยู่ และกระจายตัวอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศหรือไม่ แล้วคนที่ถือบัตรจะเข้าถึงร้านธงฟ้าได้อย่างสะดวกจริงหรือ

- ความพร้อมของระบบเทคโนโลยีการสื่อสารในการรองรับเครื่องอีดีซี ภาครัฐมีเป้าหมายจะติดตั้งเครื่องอีดีซีให้ครอบคลุมทุกตำบล ปัจจุบันนี้ ประเทศไทยมี 7,255 ตำบล 75,032 หมู่บ้าน เท่ากับว่าที่ติดตั้งไปแล้วก็ยังไม่ครบทุกตำบล และจะมีกี่ตำบล กี่หมู่บ้านที่มีความพร้อมในการติดตั้งอุปกรณ์เครื่องรับบัตรในลักษณะแบบบัตรเครดิตที่ต้องมีระบบสื่อสารออนไลน์เชื่อมกับระบบโทรศัพท์และฐานข้อมูล  

- ความไม่เท่าเทียมของประโยชน์ที่ได้รับ   คนรายได้น้อยใน 7 จังหวัด คือ กทม., นนทบุรี, ปทุมธานี, อยุธยา, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร และนครปฐม จะได้วงเงินช่วยค่าเดินทางโดยรถเมล์และรถไฟฟ้า ส่วนในจังหวัดอื่นนอกเหนือจาก 7 จังหวัดนี้ จะได้เฉพาะเงินช่วยเหลือค่ารถ บขส. และค่ารถไฟ  เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ทั้ง 7 จังหวัดดังกล่าวโดยเฉพาะ กทม. มีความเจริญก้าวหน้ากว่าหลายๆจังหวัดที่เหลืออยู่มาก ซึ่งเป็นความเหลื่อมล้ำที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน  การให้สวัสดิการกับคนใน 7 จังหวัดนี้มากกว่าที่อื่น ยิ่งไปทำให้ความเหลื่อมล้ำห่างออกจากกันมากขึ้นอีก

บัตรคนจนไม่ได้เป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยโครงการแรกของรัฐบาลนี้ ก่อนหน้านั้นในปี 2559 ก็มีโครงการคล้ายกันแบบนี้ โดยให้คนรายได้น้อยมาลงทะเบียน เพื่อรับเงินช่วยเหลือคนละ 1,500 บาท และ 3,000 บาท แล้วแต่รายได้ว่ามากน้อยแค่ไหน ซึ่งตอนนั้นมีคนมาลงทะเบียนทั้งหมด 8.3 ล้านคน พอมาปีนี้ก็เปิดลงทะเบียนเหมือนกันอีก โดยมีคนมาลงทะเบียน 14.2 ล้านคน ต่อมาเป็นข่าวว่ากรองเหลือ 11 ล้านคน จะสังเกตได้ว่าตัวเลขคนจนเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 3 ล้านคน

ส่วนในเรื่องสิทธิประโยชน์ที่รัฐให้ในโครงการปี 2559 เป็นการแจกเงินให้แต่ละคนเป็นก้อนและให้ครั้งเดียว ใช้งบประมาณรวมไปทั้งหมด 19,290 ล้านบาท ส่วนของปีนี้การให้สิทธิประโยชน์ซับซ้อนขึ้น มีทั้งเงินช่วยเหลือค่าของกินของใช้ ค่าก๊าซหุงต้ม ค่ารถเมล์/รถไฟ โดยจ่ายให้เป็นวงเงินผ่านบัตรในทุกเดือน และทุก 3 เดือน  ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ารัฐจะจ่ายเงินให้นานแค่ไหน ต่างจากโครงการที่แล้ว ที่ให้ครั้งเดียวจบ จึงทำให้ไม่ทราบว่า โครงการบัตรคนจนนี้ จะใช้เงินงบประมาณรวมทั้งหมดเท่าไหร่ และใช้ไปอีกกี่ปี

ล่าสุด มีการเปิดเผยว่ารัฐบาลจะเพิ่มวงเงินบัตรคนจนขึ้นไปอีก 500 บาทเป็น 700-800 บาท

โครงการที่ให้เปล่าอย่างนี้ เมื่อทำแล้วจะลดลงไม่ใช่เรื่องง่าย หากมีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งประเทศไทยกำลังจะเป็นสังคมสูงวัยเต็มขั้นในเร็วๆนี้ด้วย คนที่เข้าหลักเกณฑ์เป็น"คนจน"อาจจะยิ่งมากขึ้น ซึ่งก็ได้เห็นตัวเลขเบื้องต้นแล้วว่า คนจนที่ลงทะเบียนจาก 8.3 ล้านคนในปี 2559 เพิ่มขึ้นมาเป็น 11 ล้านคนในปีนี้ ถามว่าจะเอาเงินมาจากไหน จะขึ้นภาษีหรือไม่ ภาษีอะไร

มีการวางแผนป้องกันไม่ให้ "บัตรคนจน"กลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้ถือบัตรไม่อยากพ้นจากการเป็นคนจนหรือไม่ มีการวิเคราะห์หรือไม่ว่าโครงการนี้จะมีผลต่อเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตอย่างไร

ที่ตั้งคำถามเช่นนี้ ไม่ใช่มีอคติต่อโครงการนี้ แต่เนื่องจากเห็นว่าในหลายประเทศที่มีระบบดูแลคนยากจนนั้น เขาต้องคอยคิดปรับเปลี่ยนเงื่อนไขเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้อยู่เป็นประจำ

"บัตรคนจน" นี้เริ่มต้นจากโครงการที่ไม่ใหญ่นัก ต่อมาก็เพิ่มโน่นเติมนี่จนใหญ่พอสมควร แล้วเราก็มาได้ยินชื่อเป็นทางการว่า"บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" ซึ่งสะท้อนแนวคิดของผู้ที่ผลักดันโครงการนี้ว่าอาจกำลังต้องการสร้าง"ระบบรัฐสวัสดิการ"ขึ้นมา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก

ขนาดเรื่องเทคนิควิธีการก็เป็นปัญหาสับสนอลหม่านพอดู สะท้อนว่าไม่ได้เตรียมการมาสักเท่าไร แล้วจู่ๆจะสร้างระบบรัฐสวัสดิการขึ้นอย่างปุบปับ จะไม่ยิ่งเป็นปัญหาใหญ่หรือ

ประเทศที่มีระบบรัฐสวัสดิการนั้น มักจะเก็บภาษีสูงมาก คือ รายได้ของรัฐในรูปของภาษีอยู่ที่มากกว่า 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือสูงกว่านั้นมาก เช่น เดนมาร์ก 46.6%, ฟินแลนด์ 44.0%, สวีเดน 43.3%, เยอรมนี 36.9% และอังกฤษ 32.5% ขณะที่ประเทศไทยเรา รัฐมีรายได้จากภาษีอยู่ที่ประมาณ 15-17% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเท่านั้น

นั่นหมายความว่า ถ้าจะใช้ระบบรัฐสวัสดิการกันจริงๆ จะต้องมีการปรับโครงสร้างภาษีกันครั้งใหญ่  สังคมไทยพร้อมแล้วหรือไม่ ยิ่งในช่วง 3-4 ปีมานี้รัฐบาลขาดดุลการคลังปีละมากๆ ทั้งยังใช้จ่ายในเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์อยู่เนืองๆด้วย การตั้งคำถามอย่างนี้ก็ดูจะน่าเห็นใจเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบอยู่ไม่น้อย

โครงการ"บัตรคนจน"หรือ"บัตรสวัสดิการของรัฐ"นี้ เริ่มต้นด้วยความสับสน มีข้อห่วงใยและเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย แต่ถ้ามองปัญหาให้กว้างและไกลออกไปดังที่วิเคราะห์มา ก็จะเห็นว่าปัญหาที่พูดถึงกันอยู่นั้น แม้จะเป็นเรื่องใหญ่แล้วก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาเพียงบางส่วนเท่านั้น

การกำหนดนโยบายที่เป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้  ไม่ควรทำกันแบบเพิ่มนั่นเติมนี่ไปตามใจชอบ โดยไม่รู้ว่ากำลังจะเดินไปสู่อะไร แต่ควรจะมีกระบวนการวิเคราะห์  สังเคราะห์นโยบายอย่างเป็นระบบ  ที่ต้องเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่อย่างที่ทำกันอยู่

.......

#บัตรคนจน #บัตรสวัสดิการของรัฐ

"หมวดเจี๊ยบ" ป้อง "สุดารัตน์" ยืนยันเจตนาดี-จงรักภักดี


ร้อยโทหญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์โดยมีเนื้อหาดังนี้

หากการแสดงความจงรักภักดีกลายเป็นความผิด หรือถูกจ้องมองในลักษณะจับผิด หรือถูกใช้เป็นประเด็นโจมตีและทำลายกันทางการเมือง ก็อาจทำให้ประชาชนทั่ว ๆ ไป ที่มีเจตนาดีและอยากแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันรู้สึกท้อถอยหรือหมดกำลังใจก็เป็นได้นะคะ

สำหรับกรณีที่ คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ถูกโจมตีเรื่องการจัดขบวนรณรงค์ปลูกดอกดาวเรืองนั้น เจี๊ยบคิดว่า ทุกฝ่ายควรมองถึงเจตนาที่ดีของ คุณหญิง สุดารัตน์ ว่าท่านก็เป็นหนึ่งในคนไทยที่อยากมีส่วนร่วมในการแสดงออกถึงความจงรักภักดี เหมือนคนไทยคนอื่น ๆ เช่นกันค่ะ คุณหญิง สุดารัตน์ ท่านก็คงรู้สึกเหมือนคนไทยทั่วๆ ไป ที่พร้อมจะทำสิ่งต่างๆ เพื่อในหลวง ร.9 อย่างสุดกำลังความสามารถที่จะกระทำได้ เพราะนี่ก็เป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว ที่คนไทยทุกคนจะสามารถทำอะไรเพื่อถวายพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย ดังนั้น ทุกคนย่อมยินดีที่จะทำงานถวายเจ้านายทุก ๆ พระองค์ ตามกำลังความสามารถที่มีอยู่ ไม่เห็นต้องจับผิดกันเลยนะคะเรื่องความจงรักภักดีเนี่ย เพราะมันไม่ส่งผลดีต่อใครเลย

แล้วการที่รัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ โดยการส่งทหารไปบุกบ้าน คุณหญิง สุดารัตน์นั้น มันเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุหรือเปล่าคะ การใช้กำลังทหารในเรื่องแบบนี้เรียกว่าเหมาะสมงั้นหรือคะ สงสัยจังค่ะ.


วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560

"สุดารัตน์" ร่ำไห้! แถลงน้อมรับข้อผิดพลาด-ไม่มีเจตนาหวังผลการเมือง


คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พร้อมคณะกรรมการจัดงานดอกดาวเรืองแทนใจชาวลาดปลาเค้า ร่วมแถลงชี้แจง หลังเกิดกระแสในสังคมออนไลน์ กรณีคุณหญิงสุดารัตน์ ขึ้นรถแห่เชิญชวนประชาชนถวายดอกดาวเรืองเพื่อใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยคณะกรรมการจัดงาน ชี้แจงว่า การจัดงานครั้งนี้ยึดนโยบายของภาครัฐ ที่ต้องการให้ดอกดาวเรืองเหลืองทั้งแผ่นดิน คณะกรรมการจัดงานจึงจัดซุ้มกิจกรรมรวม 9 ซุ้ม โดยมีภาพพระราชกรณียกิจของพระองค์ และมีกิจกรรมต่างๆกันไป โดยมีทุกภาคส่วนเข้าร่วมกิจกรรม ทั้งนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ เป็นคนลาดปลาเค้าโดยกำเนิด คณะกรรมการจัดงานจึงขอความเห็นจากคุณหญิงสุดารัตน์ และเชิญมาร่วมงานด้วย



โดยในกิจกรรมนั้น มีการเคลื่อนขบวนตั้งแต่ซุ้มที่ 1 ถึง 9 ซึ่งมีระยะทางพอสมควร ประกอบกับมีปัจจัยเรื่องสภาพอากาศ จึงต้องมีการบริหารจัดการ ใช้รถและเจ้าหน้าที่เปิดเส้นทาง อีกทั้งถนนที่จัดกิจกรรมมีรถสัญจรมาก ต้องใช้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก ซึ่งเจ้าหน้าที่ล้วนแต่เป็นจิตอาสาทั้งสิ้น เพราะคณะกรรมการไม่มีงบประมาณในการจ้างเจ้าหน้าที่ ซึ่งภาพที่ปรากฏผ่านสังคมออนไลน์ทำให้คณะกรรมการจัดงานไม่สบายใจ แต่ยอมรับในข้อผิดพลาด และขออภัยในสิ่งที่เกิดขึ้น


คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งชุมชน วัด โรงเรียน โบสถ์ เริ่มตั้งแต่เริ่มต้นปลูก ด้วยความตั้งใจที่ต้องการถวายความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อตัวแทนชุมชนมาหารือ จึงมองว่าเป็นเรื่องที่ดี และเห็นด้วยกับการจัดกิจกรรมด่างๆ ทั้งหมด 9 ซุ้ม 9 ธีม ซึ่งรวมพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านมาแสดง และให้ประชาชนได้ร่วมกิจกรรม ซึ่งกิจกรรมที่จัดในชุมชนนี้เราจัดกันทั้งสิ้น 3 วัน คือ วันที่ 13-15 ตุลาคม โดยยอมรับว่าในวันสุดท้ายที่มีการรวบรวมดอกดาวเรืองจากพื้นที่ต่างๆ ด้วยการจัดเป็นริ้วขบวน จึงขึ้นรถพร้อมกับคณะกรรมการ เพื่อเคลื่อนไปรับดอกดาวเรืองจากซุ้มต่างๆ และส่วนตัวเสียใจที่มีการนำภาพเพียงไม่กี่ภาพมาเป็นประเด็น แต่ยืนยันว่า รถที่เห็นไม่ใช่รถหาเสียง แต่เป็นรถที่ใช้รวบรวมดอกดาวเรืองจากซุ้มต่างๆ


ขณะที่ รถมอเตอร์ไซค์ต่างๆ ก็เป็นรถอาสาสมัครที่ไม่ใช่รถตำรวจ เพื่อคอยอำนวยความสะดวก พร้อมกล่าวทั้งน้ำตาอีกว่า แม้จะเป็นนักการเมือง แต่ความเป็นนักการเมืองไม่ได้หมายความว่า จะแสดงความรู้สึกในฐานะคนไทยไม่ได้ ซึ่งส่วนตัวก็เป็นคนหนึ่งที่รัก และเทิดทูนในหลวง รัชกาลที่ 9 และยังเคยทำงานสนองเบื้องพระยุคลบาท ขณะเดียวกัน ยืนยันว่า ไม่มีเจตนามุ่งหวังประโยชน์ทางการเมือง แต่ยอมรับในข้อผิดพลาดที่ขึ้นรถคันดังกล่าว ทั้งนี้ หากต้องชี้แจงเรื่องดังกล่าวกับ คสช. แต่ยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่บั่นทอนความตั้งใจที่จะทำความดี จะไม่ย่อท้อ และจะทำความดีถวายพระองค์ท่าน โดยเชื่อว่า กรณีที่เกิดขึ้น เป็นคนละส่วนการปลดล็อกคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 57/2557











วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2560

"สุดารัตน์" น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ-บำเพ็ญสาธารณประโยชน์


คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ ประธานกรรมการมูลนิธิไทยพึ่งไทย ร่วมกับ นายมานะ คงวุฒิปัญญา , นางสุภาพร คงวุฒิปัญญา และพี่น้องประชาชนเขตบางกอกใหญ่ ร่วมกิจกรรมทำความดีถวายพ่อหลวง ณ วัดสังข์กระจายวรวิหาร เขตบางกอกใหญ่ มีพี่น้องประชาชนในเขตดังกล่าวและพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เป็นจำนวนมาก

คุณหญิงสุดารัตน์ ร่วมกับพี่น้องประชาชน มอบดอกไม้จันทน์ ซึ่งเป็นความร่วมแรงร่วมใจของคนในพื้นที่ และสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีส่งต่อให้กับวัดสังข์กระจายวรวิหาร เพื่อนำไปใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

จากนั้น คุณหญิงสุดารัตน์ และนายมานะ พร้อมด้วยประชาชน ได้ร่วมกันทาสีทางเข้าซุ้มประตูของวัด ขณะเดียวกันได้นำพี่น้องประชาชน ปรับปรุงภูมิทัศน์ และทำความสะอาดพื้นที่ภายในวัดสังข์กระจายวรวิหาร เพื่อรองรับประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ณ วัดดังกล่าว

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า "กิจกรรมวันนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม น่ายกย่อง ที่ทุกคนได้อุทิศตน เพื่อได้ทำความดีตามแบบอย่างของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเฉพาะกิจกรรมวันนี้จะได้จัดเตรียมสถานที่เพื่องานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ทั้งยังเป็นการ ร่วมกันทำความดี ถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ผ่านกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์"








วันพฤหัสบดีที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ประชาชนเดือนร้อนหนัก น้ำท่วมบางระกำ-พิษณุโลก


ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วม จังหวัดพิษณุโลก ขณะนี้เริ่มส่งผลกระทบหนักในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำยม เขตอำเภอบางระกำ โดยเฉพาะพื้นที่หมู่ที่ 3 ตำบลชุมแสงสงคราม อำเภอบางระกำ กำลังได้รับผลกระทบจากแม่น้ำยมหลากล้นตลิ่งและไหลเข้าท่วมพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งไหลมาจากแม่น้ำยมจากพื้นที่อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เบื้องต้นจิตอาสากลุ่มใจถึงใจคนไทยไม่ทิ้งกันและมูลนิธิมิตรภาพมงคลธรรมเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทั้งแจกจ่ายอาหารและน้ำดื่ม โดยสามารถติดต่อประสานงาน มูลนิธิมิตรภาพมงคลธรรมได้ที่โทรศัพท์ 088-134-7722
















"ชวลิต" ห่วงเล็งเป้าให้โทษบุคคลย้อนหลัง ขัดหลักนิติธรรม


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่เคยให้ความเห็นว่ามี 3 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประเทศ คือ ระบบการเมืองการปกครองที่ไม่ปกติ , อำนาจนอกระบบซ้อนอำนาจอธิปไตย และกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ว่า "จะเห็นได้ว่าหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงว่าจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤศจิกายน 2561 ส่งผลให้หุ้นพุ่งทันที แม้เป็นเพียง 1 ใน 3 ปัจจัยที่กระทบเชื่อมั่น ตนเชื่อว่า ความเชื่อมั่นจะสูงขึ้นเป็นลำดับ หากแก้ไขปัจจัยลบที่กระทบความเชื่อมั่นอีก 2 ปัจจัยโดยเร็ว กล่าวคือ "ปัจจัยอำนาจนอกระบบซ้อนอำนาจอธิปไตย" จะเห็นได้ว่า แม้กฎหมายรัฐธรรมนูญจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 6 เมษายน 2560 แต่ยังมีอำนาจนอกระบบตามมาตรา 44 ทับซ้อนอำนาจอธิปไตยตามมาตรา 3 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกฎหมายรัฐธรรมนูญ จึงกระทบกับความเชื่อมั่นของต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับประชาธิปไตย ถ้ายังคงอำนาจนอกระบบอยู่ ไทยอาจเป็นประเทศที่แปลกที่จัดการเลือกตั้งทั่วไปให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย แต่ยังมีมาตรา 44 กำกับอยู่ ตนเห็นว่ามาตรา 3 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญมีความสำคัญยิ่ง เพราะมีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจอธิปไตยของพระมหากษัตริย์บัญญัติไว้ ดังนี้ "อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ" ดังนั้น จึงไม่ควรมีอำนาจใดมาทับซ้อน อันจะทำให้ประเทศขาดความเชื่อมั่น หากดำเนินการแก้ไขได้โดยเร็ว ความเชื่อมั่นก็จะกลับคืนมาเป็นทวีคูณ"

นายชวลิต กล่าวต่อไปว่า ในปัจจัยที่ 3 "ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม" ปัจจุบันมีประเด็นที่สังคมยังคลางแคลงว่า มีการใช้กฎหมายในลักษณะเลือกปฏิบัติ และใช้กฎหมายให้มีผลย้อนหลังไปเป็นโทษแก่บุคคล แม้จะมีการชี้แจงจากรัฐบาลว่า กฎหมายวิธีพิจารณาคดีสามารถย้อนหลังได้ ไม่เสียความเป็นธรรม แต่ตนเห็นว่า เป็นการให้ความเห็นที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะการใช้กฎหมายวิธีพิจารณาคดีที่สามารถไปรื้อฟื้นคดีย้อนหลังได้ ผลลัพธ์ย่อมเป็นโทษแก่บุคคล ย้อนหลัง

"ตนเห็นว่า ถึงอย่างไรเป้าหมาย หรือผลลัพธ์สุดท้ายก็เป็นโทษแก่บุคคลย้อนหลัง ซึ่งขัดกับหลักนิติธรรมอย่างแน่นอน และเป็นที่ทราบกันดีว่า ต่างประเทศให้ความสำคัญกับหลักนิติธรรมเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น การรื้อฟื้นคดีเพื่อดำเนินคดีแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง จึงสุ่มเสี่ยงกับความเชื่อมั่นของประเทศที่จะสูญเสียไป ถือว่าได้ไม่คุ้มเสียตนหวังว่า ปัจจัยลบที่มีผลต่อการสร้างความเชื่อมั่นของประเทศอีก 2 ปัจจัยดังกล่าวข้างต้น จะได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เพื่อให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แล้วรวมพลัง ร่วมมือกันพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศในอนาคตอันใกล้ต่อไป" นายชวลิตกล่าว

"ทักษิณ" ยืนยันจงรักภักดี-มอบทนายยื่นอัยการทบทวนสั่งฟ้อง


วันนี้ (12 ตุลาคม 2560) ที่สำนักงานอัยการสูงสุด พล.ต.อ.วิรุฬห์ พื้นแสน อดีตผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ อดีต ส.ว. จังหวัดเชียงราย ปี 2543-2549 และอดีต ส.ส. พร้อมด้วย นายโชคชัย อ่างแก้ว ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้เข้ายื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุด เพื่อขอทราบข้อเท็จจริงในกรณีที่มีข่าวเผยแพร่ว่า อัยการสูงสุดได้มีความเห็นสั่งฟ้อง ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในข้อหาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และขอให้อัยการสูงสุดได้ทบทวนคำสั่งฟ้องดังกล่าว


นายโชคชัย ได้กล่าวว่า "เหตุที่มายื่นหนังสือในวันนี้ เนื่องจากท่านอดีตนายกฯทักษิณ ได้ทราบข่าวจากสื่อมวลชนว่าอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งฟ้องตนในข้อหา มาตรา 112 กรณีที่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี เมื่อปี 2558 จึงต้องการทราบข้อเท็จจริงว่ามีคำสั่งฟ้องดังกล่าวจริงหรือไม่ และหากได้มีคำสั่งฟ้องจริง ก็ขอให้อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งทบทวนความเห็นดังกล่าวใหม่ เนื่องจากเห็นว่าคำสั่งฟ้องมีความคลาดเคลื่อนในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายหลายประการ โดยเฉพาะท่านอดีตนายกฯทักษิณได้ยืนยันว่าท่านมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาตลอด ซึ่งในการให้สัมภาษณ์ท่านก็ไม่ได้ระบุข้อความใดพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ การมีคำสั่งฟ้องจึงอาจถูกแรงกดดันจากฝ่ายการเมือง และมิได้เป็นไปโดยอิสระ การสอบสวนอาจกระทำโดยไม่ครบถ้วน เนื่องจากท่านได้เคยร้องขอความเป็นธรรมให้มีการสอบพยาน ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวที่สัมภาษณ์ท่านที่เกาหลี แต่ทราบว่ายังไม่ได้มีการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว และพยานที่มาให้ถ้อยคำหากเป็นพยานที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองต่อท่าน ก็อาจแปลความคำให้สัมภาษณ์บิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงได้ ดังนั้น ท่านจึงได้ขอให้มีการสอบคำให้การพยานเพิ่มเติมอีก 4 ปาก เพื่อให้การสอบสวนได้มีการรับฟังความจากทุกฝ่าย และเป็นไปโดยความถูกต้องเที่ยงธรรม"


นายโชคชัย ได้กล่าวต่อว่า "การที่จะฟ้องผู้ใดจะต้องพิจารณาองค์ประกอบความผิดทั้งองค์ประกอบภายนอกและองค์ประกอบภายในเรื่องเจตนาให้ชัดเจน ไม่ใช่การแปลความถ้อยคำให้เป็นผลร้ายโดยที่มิได้พิจารณาพฤติกรรมอื่นๆประกอบ การมายื่นหนังสือต่อท่านอัยการสูงสุด ก็เพื่อขอความเป็นธรรม ขอให้มีการสอบพยานเพิ่มเติม ทบทวน หรือมีความเห็นใหม่ ตามที่เห็นสมควรต่อไป ตามเจตนาและความประสงค์ของท่านอดีตนายกฯทักษิณ"

วันพุธที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560

"วิญญัติ" ยื่นอัยการสูงสุด เร่งดำเนินคดีกบฏ กปปส.


ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานอัยการสูงสุด ถนนแจ้งวัฒนะ ว่า ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ และทนายความแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เข้ายื่นหนังสือต่อนายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด ขอให้เร่งรัดสั่งฟ้องและดำเนินคดีกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ พร้อมพวกรวม 58 คน ในคดีกบฏจากการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. สำนวนคดีพิเศษที่ 261/2556 ที่คณะทำงานได้มีความเห็นสั่งคดีแล้ว ขณะนี้สำนวนคดีดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาสั่งของอัยการสูงสุดคนปัจจุบัน โดยมีนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้รับหนังสือ


ทนายวิญญัติกล่าวว่า อัยการสูงสุดเป็นทั้งทนายแผ่นดินและอาจารย์สอนกฎหมาย สิ่งที่ได้แสดงจุดยืนต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 6 ตลุาคมที่ผ่านมา ว่าจะสั่งคดีด้วยความเป็นธรรมนั้น ที่ผ่านมาประชาชนหลายคนมีเสียงวิจารณ์ว่า ไม่เชื่อมั่นศรัทธาต่อองค์กรนี้ เพราะหลายคดีมีความล่าช้าในการดำเนินการอยู่พอสมควร โดยเฉพาะคดีของกลุ่ม กปปส.ในระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา มีข้อสังเกตชัดหลังรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 มีความเกี่ยวพันกันหรือไม่ ถือเป็นเรื่องที่ประชาชนจับตามอง ซึ่งตนเห็นว่าอัยการสูงสุดคนปัจจุบันจะนำพาให้องค์กรอัยการกลับมาสู่ความเชื่อมั่นได้ จึงขอให้เร่งพิจารณาสั่งฟ้องคดีนี้ ซึ่งไม่ได้เป็นการขอตามอำเภอใจ เพราะเป็นไปตามพยานหลักฐาน การสอบสวนทำความเห็นของคณะทำงานอัยการ ที่ทราบว่าได้ส่งถึงอัยการสูงสุดแล้ว และย้ำว่าเป็นการมายื่นครั้งสุดท้าย หลังจากที่ตนได้มีการติดตามเรื่องมากกว่า 5 ครั้งแล้ว หากการดำเนินการสั่งคดีไม่คืบหน้าภายใน 30 วันนับแต่นี้ ตนจำเป็นที่จะต้องดำเนินการร้องกล่าวหาต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป


ผู้สื่อข่าวถามว่าผลพิจารณาของคณะทำงานอัยการเป็นอย่างไร ทนายวิญญัติกล่าวว่า ขออนุญาตไม่เปิดเผย แต่สันนิษฐานได้ว่ามีการสั่งคดีไปในทางคณะทำงานเดิมที่มีการสั่งฟ้องผู้ต้องหาไปแล้วจำนวน 4 ราย ที่เหลือก็ต้องดำเนินการให้หมด พยานหลักฐานที่สมบูรณ์จะนำไปสู่การสั่งฟ้องได้เช่นกัน ตนไม่ยืนยันว่าคณะทำงานอัยการสั่งอย่างไร แต่น่าจะมีการเปิดเผยจากอัยการสูงสุดเร็วๆ นี้


วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

"ดร.ทักษิณ" โพสต์เตรียมดำเนินคดี เตือนหยุดพาดพิงชื่อ-ก้าวล่วงสถาบัน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ @ThaksinLive โดยระบุว่า "ผมได้ทราบข่าวเรื่องข้อความจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง โดยมีการกล่าวอ้างถึงชื่อผม ด้วยความไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง ผมขอยืนยันว่าไม่เคยรู้จักบุคคลดังกล่าว และไม่เคยแม้แต่จะคิด ที่จะล่วงเกินสถาบันฯ เลยแม้แต่น้อย ผมขอประณามในวิธีการดังกล่าว และยืนยันที่จะเอาเรื่องจนถึงที่สุด ในการที่นำชื่อผมเข้าไปเกี่ยวข้อง ผมขอประกาศให้ทราบไว้ ที่นี้ว่า ไม่ว่าใครที่ผมจะรู้จักหรือไม่ก็ตาม หากมีการแอบอ้างหรือพาดพิงถึงตัวผม โดยมีการก้าวล่วงสถาบันเบื้องสูงอีก ผมจะให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินคดีกับทุกคน"




ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมาย พลตำรวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน และทนายความ เดินทางไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด เพื่อให้ทบทวนคำสั่งการสั่งฟ้อง ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในข้อกล่าวหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ ในวันพฤหัสบดีที่ 12 ตุลาคม 2560 เวลา10.00.