วันพฤหัสบดีที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

"หมวดเจี๊ยบ" แนะรัฐหยุดสกัดคนมาให้กำลังใจ "ยิ่งลักษณ์" พรุ่งนี้


ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าในวันที่ 21 กรกฎาคม 2560 อาจจะมีประชาชนจำนวนมากไปรอให้กำลังใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่า "ไม่เห็นแปลกถ้าจะมีประชาชนให้ความสนใจการพิจารณาคดีของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ในครั้งนี้เป็นพิเศษ เพราะในวันที่ 21 กรกฎาคมนี้ จะมีการวินิจฉัยในประเด็นสำคัญ คือ ศาลจะอนุญาตให้มีการเบิกความพยานเพิ่มเติมตามที่ทนายความของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ร้องขอหรือไม่? ซึ่งหากศาลอนุญาต ก็อาจจะทำให้การพิจารณาคดียืดเวลาออกไป คนจำนวนมากจึงรอฟังว่าศาลจะวินิจฉัยประเด็นนี้อย่างไร?"

นอกจากนี้ สังคมก็คงอยากทราบว่ากำหนดเวลาที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ จะต้องแถลงปิดคดีคือเมื่อไหร่ และอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ จะแถลงปิดคดีด้วยวิธีใด จะเป็นการแถลงด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษร ที่สำคัญ ต้องยอมรับว่ามีพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่รู้สึกเห็นใจที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ถูกดำเนินคดี ทั้งๆที่ทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องให้พี่น้องเกษตรกร และที่ผ่านมาชาวนาจำนวนมากก็ได้รับประโยชน์จากโครงการรับจำนำข้าว ดังนั้น การพิจารณาคดีในวันที่ 21 กรกฎาคมนี้ ถือเป็นนัดสำคัญ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มีข่าวว่าจะมีประชาชนเดินทางมาให้กำลังใจอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์มากเป็นพิเศษ

"ทำไม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะต้องทำเป็นตื่นเต้นด้วย? และหาก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นห่วงประชาชนที่จะเดินทางมาที่ศาลจริง ก็ควรแสดงความจริงใจด้วยการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่เดินทางมารวมตัวที่ศาล และควรรักษาความปลอดภัยในบริเวณศาลเพื่อให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่ใช่ส่งเจ้าหน้าที่ทหารหรือตำรวจไปกดดันประชาชนถึงที่บ้านตามจังหวัดต่างๆ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เดินทางมาให้กำลังใจอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ที่ศาล ซึ่งอาจทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ดูไม่ดี หรืออาจถูกนินทาว่ากลัวอะไรกับผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง" ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต กล่าว

"เพื่อไทย" ยื่นหนังสือ วินิจฉัย ร่าง พ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขัดรัฐธรรมนูญ


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ฝั่ง ก.พ.) เพื่อขอให้พิจารณาและส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. .... ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

โดยนายอนุสรณ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการไปถึงจุดยืนที่ต้องการให้ทบทวนและแก้ไขเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ที่ต้องยื่นหนังสือให้นายกรัฐมนตรี เนื่องจากไม่มีช่องทางอื่นที่จะส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ เว้นแต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 (2) ประกอบมาตรา 132





วันพุธที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

"วิญญัติ" ยื่นหนังสือ DSI เร่งดำเนินคดี กปปส. ปิดกรุงเทพฯ


ผู้สื่อข่าวรายงานจาก กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ (DSI) ว่า เมื่อเวลา 10.00น.ที่ผ่านมา นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เพื่อติดตามและเร่งรัดการสอบสวนคดีอาญา ซึ่งเป็นคดีพิเศษที่ 261/2556 ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. กับพวก รวม 58 คน เป็นผู้ต้องหาฐานความผิด ร่วมกันเป็นกบฏฯ และข้อหาอื่นรวม 9 ข้อหา กรณีที่มีการชุมนุมทางการเมืองปิดสถานที่ราชการ ในช่วงปี 2556 ถึงปี 2557

นายวิญญัติ กล่าวว่า "ตนในฐานะที่เป็นผู้กล่าวหาในคดีพิเศษที่ 261/2556 ซึ่งเป็นการกระทำความผิดระหว่างการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. เมื่อปี 2556-2557 ทึ่ผ่านมาได้ยื่นหนังสือทวงถามการสั่งคดีนี้กับอัยการสูงสุดมาแล้ว 2 ครั้ง ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 ได้มีหนังสือถึงอธิบดีดีเอสไอให้เร่งส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า จึงขอให้ดีเอสไอเร่งส่งความเห็นของพยานเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณา มิเช่นนั้นให้ถือว่าผู้ต้องหาจำนวนดังกล่าวไม่ประสงค์จะส่งความเห็น จึงไม่ทราบว่าในส่วนที่เหลือติดขัดอะไร?"


"เพื่อไทย" ร้องรัฐเปิดโกดัง-จ่อนำสื่อลงพื้นที่พิสูจน์ข้อเท็จจริง


ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า เมื่อเวลา 11.00น. ที่ผ่านมา นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบการระบายข้าว พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายสมคิด เชื้อคง อดีตส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย และ ดร.ลีลาวดี วัชโรบล อดีตส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดโกดังเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง และตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของการระบายข้าว

นายยุทธพงศ์ กล่าวว่า กรณีรัฐบาลจำหน่ายข้าวให้บริษัทขายอาหารสัตว์นั้น ขอตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามว่าของการระบายข้าวมีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นหรือไม่? และนางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต็อกของรัฐจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร?  

นายยุทธพงศ์ กล่าวยืนยันว่า เรื่องนี้เป็นการตรวจสอบการทุจริต เพื่อปกป้องผลประโยชน์ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน อย่างไรก็ตามขอให้นายกฯ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบในเรื่องดังกล่าว รวมทั้งขอให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน รีบมาตรวจสอบเรื่องนี้ และในวันพรุ่งนี้ (วันที่ 20 กรกฎาคม) เวลา 09.00 น. ตนจะนำสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง





วันอังคารที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

"เพื่อไทย" แถลงค้าน ร่าง พ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง


ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า เมื่อเวลา 11.00น. ที่ผ่านมา พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย อาทิ นายนพดล ปัทมะ นายภูมิธรรม เวชยชัย นายโภคิน พลกุล และนายชูศักดิ์ ศิรินิล ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยมีเนื้อหาดังนี้



แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย

เรื่อง ขอให้ทบทวนและแก้ไขเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ....

ตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีมติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. .... เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 โดยมีสาระสำคัญบางประการที่แตกต่างไปจากร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเดิม และหลักการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องอายุความ การให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีลับหลังจำเลยและการตรากฎหมายย้อนหลังที่เป็นโทษกับบุคคล

พรรคเพื่อไทยเห็นว่าภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27 ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน” และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ข้อ 7 ซึ่งกำหนดว่า “ทุกคนเสมอภาคกันตามกฎหมายและมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองของกฎหมายเท่าเทียมกัน โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใด...” ข้อ 10 ที่กำหนดว่า “ทุกคนย่อมมีสิทธิในความเสมอภาคอย่างเต็มที่ในการได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมและเปิดเผย...” รวมถึงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 14 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดว่า “บุคคลทั้งปวงย่อมเสมอกันในการพิจารณาของศาลและคณะตุลาการในการพิจารณาคดีอาญา ซึ่งตนต้องหาว่ากระทำผิด...” ซึ่งประเทศไทยโดยรัฐธรรมนูญทุกฉบับได้บัญญัติรับรองและผูกพันต่อพันธกรณีระหว่างประเทศดังกล่าว รวมถึงคำประกาศของผู้นำประเทศคนปัจจุบัน และแม้แต่เนื้อหาของร่างสัญญาประชาคมก็ยังระบุไว้เช่นเดียวกัน
พรรคเพื่อไทยมีความเห็นว่า

1. การยกเว้นไม่นำหลักเรื่องอายุความที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาซึ่งเป็นกฎหมายสาระบัญญัติมาใช้บังคับกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นการเฉพาะขัดต่อหลักที่กล่าวมาข้างต้น นอกจากนี้การที่กฎหมายที่มีการกำหนดอายุความในทางอาญาหรือแม้แต่ในทางแพ่งล้วนมีเจตนารมณ์ไม่ต้องการให้นำคดีมาว่ากล่าวกันเมื่อใดก็ได้ เช่นอีก 30 ปี หรือ 50 ปี ฯลฯ ข้างหน้าซึ่งจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คู่ความหรือผู้เกี่ยวข้องในคดีจะสามารถนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้อเท็จจริง เช่น พยานเอกสารอาจสูญหาย บุคคลอาจจะเสียชีวิตหรือไม่สามารถจำสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตนานๆได้อย่างถูกต้อง อันจะกระทบการต่อการอำนวยความยุติธรรมอย่างร้ายแรง การบัญญัติกฎหมายในลักษณะดังกล่าวยังทำให้เกิดความลักลั่นในการบังคับใช้และเป็นการเลือกปฏิบัติ 

2. การกำหนดให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ โดยไม่ต้องมีตัวจำเลยมาศาลหรืออยู่ในอำนาจศาล ซึ่งแตกต่างไปจากการพิจารณาคดีอาญาทั่วไป รวมถึงคดีที่อยู่ในอำนาจศาลคดีทุจริต    และประพฤติมิชอบซึ่งใช้บังคับกับข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐด้วยที่กำหนดว่าการพิจารณาและสืบพยานในศาลให้กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย แต่ตามร่างกฎหมายนี้ กลับยกเลิกหลักการดังกล่าวโดยกำหนดให้ศาลรับฟ้องโดยไม่ต้องมีตัวจำเลยมาศาลและพิจารณาสืบพยานจนถึงการพิพากษาคดีไปได้ ทั้งที่หลักการพิจารณาและสืบพยานต้องกระทำต่อหน้าจำเลยนั้น เป็นหลักยุติธรรมสากล ที่มีขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันคุ้มครองสิทธิของจำเลยอันเป็นสาระสำคัญของหลักนิติธรรมและหลักการพื้นฐานในกระบวนการพิจารณาคดีอาญา ซึ่งหลักการดังกล่าวได้รับการรับรองไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 14 วรรคสาม (d) อย่างชัดเจนว่า “ในการพิจารณาคดีอาญาบุคคลทุกคนซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดย่อมมีสิทธิที่จะได้รับหลักประกันขั้นต่ำดังต่อไปนี้โดยเสมอภาค... (d) สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาต่อหน้าบุคคลนั้น...” แต่ร่างกฎหมายนี้กลับยกเว้นหลักการดังกล่าว ทำให้การพิสูจน์ความจริงของศาลสามารถกระทำได้เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ต้องฟังความจากฝ่ายจำเลยแต่ประการใด การกำหนดเช่นนี้ยังขัดต่อหลักความเสมอภาคตามที่กล่าวไว้ในข้อ 1 อีกด้วย

3. การกำหนดให้ร่างกฎหมายนี้มีผลใช้บังคับย้อนหลังทั้งๆ ที่ร่างเดิมของ กรธ. ไม่ได้กำหนด จึงเป็นการตรากฎหมายที่มีผลย้อนหลังเป็นโทษต่อบุคคล ซึ่งขัดกับหลักนิติธรรมอย่างชัดเจน แม้จะอ้างว่าเป็นเรื่องของวิธีพิจารณาแต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะว่าเรื่องอายุความก็ดี การพิจารณาคดีที่ต้องทำต่อหน้าจำเลยก็ดี หากบัญญัติกฎหมายฉบับใหม่ย้อนหลังไปใช้บังคับอันมีลักษณะเป็นการจำกัดตัดสิทธิจำเลยเพื่อทำให้จำเลยเสียเปรียบในคดีอาญา ย่อมถือว่าเป็นการตรากฎหมายย้อนหลังเป็นโทษทั้งสิ้น 

พรรคเพื่อไทยตระหนักว่าการทุจริตและประพฤติมิชอบนั้นเป็นภัยอันร้ายแรงของชาติ และเห็นด้วยต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในทุกรูปแบบแต่จะต้องกระทำโดยยึดหลักนิติธรรม รัฐธรรมนูญและพันธะกรณีระหว่างประเทศโดยเคร่งครัดตามที่กล่าวมาข้างต้น เพราะมิเช่นนั้นจะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาอย่างร้ายแรงและไม่เป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ ซึ่งพรรคจะได้นำเรื่องดังกล่าวเสนอไปยังองค์กรระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อพิจารณาต่อไป ขณะเดียวกันก็จะทำหนังสือไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้พิจารณาวินิจฉัยว่าร่างกฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ด้วย

จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

พรรคเพื่อไทย
18 กรกฎาคม 2560










วันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

"อนุสรณ์" โต้ "วรงค์" หยุดชี้นำ-กดดันคดียิ่งลักษณ์


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่า พรรคเพื่อไทยเคลื่อนไหวตามแนวทาง 4 ข้อ เพื่อช่วยเหลือ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า พรรคเพื่อไทย ขอใช้สิทธิ์ในการชี้แจงและทำความเข้าใจกับสังคม นพ.วรงค์ มองโลกในแง่ร้ายเกินไปหรือไม่? จับเรื่องนั้นชนเรื่องนี้แล้วก็มองด้วยทัศนคติอันเป็นลบ เรื่องการเดินทางไปต่างจังหวัดของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เป็นการเดินทางไปโดยปกติเหมือนกับที่ได้เดินทางไปในสถานที่ต่างๆอยู่แล้ว เช่น ไปทำบุญ ไหว้พระ ไปงานศพ ประเด็นที่มีพี่น้องประชาชนเดินทางมาให้กำลังใจก็เคยชี้แจงไปแล้วว่าอย่าดูหมิ่นน้ำใจประชาชน แต่ นพ.วรงค์ไม่เข้าใจว่าไม่ได้มีการจัดตั้งหรือทำเพื่อวัตถุประสงค์อื่นใดอย่างที่ นพ.วรงค์ ได้พยายามชี้นำสังคมให้เข้าใจคลาดเคลื่อน ทุกคนมาให้กำลังใจด้วยความบริสุทธิ์ใจ และที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีปัญหาหรือความวุ่นวายใดๆ

ส่วนเรื่องคดี ทนายความของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ได้ชี้แจงไปแล้ว ว่าเป็นการดำเนินการตามกฎหมายที่เปิดช่องให้ทำได้ เรื่องการเรียกร้องให้ตรวจคุณภาพข้าวในโกดังถือเป็นการทำหน้าที่ของอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องการพิทักษ์ผลประโยชน์ประเทศชาติไม่ให้เกิดความเสียหาย ส่วนผลจะเป็นอย่างไรผู้ดำเนินการก็พร้อมรับผิดชอบ ตนรู้สึกเหนื่อยใจที่อธิบายอย่างไร นพ.วรงค์ ก็ไม่พยายามที่จะเข้าใจ ในขณะที่คนในสังคมเข้าใจหมดแล้ว ขอยืนยันว่าพรรคเพื่อไทย ไม่มีการดำเนินการเคลื่อนไหวตามแนวทางที่ นพ.วรงค์ กล่าวอ้าง ทุกฝ่ายควรให้กระบวนการปกติได้ทำหน้าที่และเดินหน้าต่อไป การกระทำการใดๆที่เป็นการชี้นำหรือกดดันสังคมในเรื่องนี้ไม่เกิดประโยชน์และต้องระมัดระวัง

วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

"ทุกคนต้องการความยุติธรรม" ฟังเสียงท้วง สนช.จาก "นพดล ปัทมะ"


นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งคำถามเกี่ยวกับร่างกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่พึ่งผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ว่าบางฝ่ายเห็นว่าต้องมีกฎหมายเนื้อหาแบบนี้เพื่อปราบปรามการทุจริต แต่อีกฝ่ายก็เห็นว่าทุกคนเห็นด้วยกับการปราบปรามการทุจริต แต่ต้องยึดหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมด้วย ตนมีคำถามว่า

1. การที่กฎหมายนี้เปลี่ยนแปลงหลักการพิจารณาคดีอาญาที่ต้องทำต่อหน้าจำเลย เป็นให้มีการพิจารณาโดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย ถามว่าจะขัดหลักสากลหรือไม่? เพราะกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)ได้กำหนดไว้ในข้อ 14 (3)(ง)ว่าในการพิจารณาคดีอาญา บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดมีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาต่อหน้าบุคคลนั้น (right to be tried in his presence) และสิทธิที่จะต่อสู้คดีด้วยตนเอง ซึ่งหลักการนี้มีไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิของจำเลยที่จะต่อสู้คดีอย่างเต็มที่และถือว่าเป็นหลักการที่สากลยอมรับจนเขียนขึ้นเป็นกติการะหว่างประเทศ  นอกจากนั้นมีนักกฎหมายพิจารณาและไม่เห็นด้วยในประเด็นนี้ใช่หรือไม่?

2. ส่วนการแก้ไขกฎหมายว่าถ้าจำเลยหนีไประหว่างการดำเนินคดี มิให้นับระยะเวลาในระหว่างที่หนีไปรวมเป็นอายุความนั้น  (การนับอายุความในคดีอาญาที่คนทั่วไปกระทำผิดกรณีอื่นๆ ยังเป็นไปตามกฎหมายอาญาทั่วไป)  ถือว่ามีความลักลั่นและขัดกับหลักการที่ว่าทุกคนมีความเสมอภาคกันตามกฎหมายและมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายเท่าเทียมกันหรือไม่?  ซึ่งหลักการนี้มีอยู่ในรัฐธรรมนูญและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนข้อ 7

3. การแก้ไขมาตรา 67 ที่เป็นส่วนบทเฉพาะการของร่างกฎหมายดังกล่าว ให้มีผลแตกต่างจากเนื้อหาของร่างแรกที่เสนอเข้า สนช. ซึ่งต่อมามีคำอธิบายว่าร่างมาตรา 67 ที่แก้ไขแล้วจะทำให้กฎหมายมีผลใช้บังคับกับคดีที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายฉบับนี้  ขอถามว่าการแก้ไขดังกล่าวเป็นการเขียนกฎหมายให้มีผลย้อนหลังใช่หรือไม่? การทำเช่นนั้นมีความเหมาะสมหรือไม่? นอกจากนั้น ที่มีคำอธิบายว่าไม่ได้แก้กฎหมายเพื่อใช้บังคับกับบุคคลหรือกรณีใดเป็นการเฉพาะนั้น ลองถามปุถุชนทั่วไปว่าเขาเชื่อคำอธิบายของท่านหรือไม่?

 “ทุกคนต้องการความยุติธรรม นิติธรรม และเมตตาธรรม ตนเชื่อว่าการดำเนินการของฝ่ายต่างๆนั้น ถ้ายึดมั่นในหลักนิติรัฐและนิติธรรมจะนำไปสู่ความปรองดองและสมานฉันท์ได้ เพราะความปรองดองคือสิ่งที่ประชาชนต้องการ”

"อนุสรณ์" ห่วงการเมืองไทยถอยหลังหลับใหล แนะรัฐตื่นช่วยคนจนเดือดร้อน


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า "ตามที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ระบุว่า ได้ใช้เงินช่วยคนจนแล้ว กว่า 9 แสนล้านบาท จึงอยากให้นายสมคิด ชี้แจงรายละเอียดว่าได้ใช้ไปในเรื่องใดบ้าง เหตุใดใช้เงินไปมหาศาล แต่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยกลับไม่มีใครรู้สึกว่าดีขึ้น กลับยิ่งแย่ลง ซึ่งน่าจะเป็นการใช้เงินไม่ถูกทางหรือไม่ จึงไม่ได้ผล ทั้งนี้ห่วงว่าอาจจะมีการรั่วไหลหรือคอรัปชั่นด้วยหรือไม่ ซึ่งหากตรวจสอบและพิสูจน์ในภายหลังพบว่ามีการทุจริต นายสมคิด และ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบในความเสียหายด้วยหรือไม่?"

นายอนุสรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า "หากมองปัญหาความเหลื่อมล้ำจากการลดการช่วยเหลือเกษตรกร จะเห็นว่าเศรษฐกิจโตได้เพียง 3% กว่า แต่ บริษัทในตลาดหลักทรัพย์กำไรเพิ่มขึ้นถึง 30% ซึ่งแสดงว่าการเติบโตส่วนใหญ่กระจุกอยู่กับบริษัทใหญ่และอยู่กับคนรวย ส่วนเกษตรกรคนยากจนกลับไม่ได้ประโยชน์และมีรายได้ลดลงด้วยซ้ำ จึงทำให้ลำบากกันไปทั่วอยู่ในขณะนี้ ดังนั้นการเร่งช่วยเหลือคนจนจึงต้องเร่งดำเนินการ เห็นด้วยกับนายสมคิดที่บอกว่าประเทศที่หลับใหลติดยึดอดีต จะเผชิญความเสี่ยงกับความถดถอยที่ยากจะหลีกเลี่ยง ซึ่งอยากถามนายสมคิดกลับว่า ปัจจุบันประเทศไทยที่ระบอบการเมืองถอยหลังเป็นการหลับไหลและติดยึดอดีตด้วยใช่หรือไม่? ถึงได้ถดถอยและล้าหลังไปเรื่อยๆ จนเป็นเหมือนตามทฤษฎีกบต้มอยู่ในปัจจุบัน"

วันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

"ยุทธพงศ์" ท้ารัฐเปิดโกดังพิสูจน์คุณภาพข้าว


ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ผ่านมา นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้แถลงข่าวที่พรรคเพื่อไทย ตอบโต้ นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล คสช. ดังนี้

1. เมื่อ 23 พฤศจิกายน 2558 ทางสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจตรวจสอบสินค้าเกษตรไทย ได้ทำหนังสือมาถึง นางดวงพร ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต็อกของรัฐ เพื่อขอซื้อข้าวที่จะเอาไปจำหน่ายเข้าสู่อุตสาหกรรมที่มิใช่คนบริโภค (อาหารสัตว์) แต่ เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 นางดวงพร ได้มีหนังสือฯ ตอบกลับไปว่า ไม่ขาย

2. บริษัท ซี.พี.เอส. ตรวจสอบและรมยา จำกัด ที่อยู่ 29 ถนนสายบางแวก แขวงบางไผ่ เขตบางแค กรุงเทพฯ มีนายพิษณุ สุถาพร กรรมการผู้จัดการ ได้ทำหนังสือถึงนางดวงพร อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ถึง 2 ครั้ง เพื่อขอให้ทบทวนการขาย (ครั้งแรก 28 เมษายน 2560 จำนวน 3 โกดัง รัฐบาลไปขายในราคาประมาณ 4.-บาท/กิโลกรัม และครั้งที่สอง 8 มิถุนายน 2560 จำนวน 13 โกดัง ขอซื้อราคา 9.-บาท/กิโลกรัม ,รัฐบาลไปขายที่ 4.-บาท/กิโลกรัม)

โดย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ตั้งคำถามต่อผู้ที่เกี่ยวข้องผ่านทางสื่อมวลชนดังนี้

1. ขอให้ชี้แจงว่า ทำไมกรมการค้าต่างประเทศ ถึงไม่ขายข้าวในราคา 9.-บาท/กิโลกรัม แต่กลับไปขายในราคา 4.-บาท/กิโลกรัม ทั้งๆ ที่บริษัท ซี.พี.เอส ขอซื้อ?

2. การที่กรมการค้าต่างประเทศบอกว่าเป็นข้าวที่คนบริโภคไม่ได้ เอามาตรฐานจากที่ไหนมาตรวจสอบ เพราะบริษัทเซอร์เวย์เยอร์ ที่รัฐบาลจ้างมา ยืนยันว่า เป็นข้าวที่คนบริโภคได้

ทั้งนี้ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ยังได้ระบุข้อเรียกร้องถึงรัฐบาล คสช. ดังนี้

1. ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดโกดังข้าวทั้งหมด ให้สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป เข้าไปร่วมตรวจพิสูจน์ว่าเป็นข้าวคนกิน หรืออาหารสัตว์

2. ขอเรียกร้องให้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ และนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยด่วน มิเช่นนั้น ท่านอาจจะโดนข้อหาละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ได้

3. ขอท้าให้กรมการค้าต่างประเทศฟ้อง กระผม และคณะ ส.ส. พรรคเพื่อไทย มาได้เลย เพราะผมจะได้ขอให้ศาลได้ใช้อำนาจสั่งเปิดโกดัง "เผชิญสืบ" เพื่อจะได้รู้ว่าเป็นข้าวคนกิน หรืออาหารสัตว์ กันแน่?

วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

"เพื่อไทย" ยื่นสอบรัฐบาลคสช. ระบายข้าวขาดทุน-ผิดปกติ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ผ่านมา นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย , ดร.สุรสาล ผาสุข อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสิงห์บุรี , ดร.ลีลาวดี วัชโรบล อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร , ดร.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร , นายสุชาติ ลายน้ำเงิน อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี , นายนิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก และ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด อดีตรักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ตรวจสอบการระบายข้าวในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล คสช.



นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร กล่าวถึงการระบายข้าวในโครงการรับจำนำข้าวภายหลังมีการประกาศยึดอำนาจว่า รัฐบาล คสช. มีข้าวสารในสต็อกทั้งหมด 18 ล้านตัน ซึ่งมีการระบายข้าวต่อเนื่องมาโดยตลอด 3 ปี จนกระทั่ง ล็อตสุดท้าย ที่กำลังดำเนินการระบายอีกประมาณ 2.87 ล้านตัน ในส่วนของข้าวเข้าอุตสาหกรรมที่มิใช่คนบริโภค (อาหารสัตว์) ประมาณ 2.14 ล้านตัน ซึ่งพบสิ่งผิดปกติ ในการนำข้าวคุณภาพดีไปขายเป็นอาหารสัตว์ หลังจากยึดอำนาจมีนายทหารเข้าไปตรวจสอบคุณภาพข้าว โดยใช้หลักเกณฑ์ใหม่ และผลออกว่าข้าวในโกดังอยู่ในเกรดซี ต้องนำไปทำอาหารสัตว์ และประมูลขายกิโลกรัมละ 6.10 บาท ทำให้เกิดความเสียหายหลายสิบล้านบาท และยังเกิดกรณีเช่นนี้ รวม 18 โกดัง ขายข้าวไป 200 ตัน รัฐบาลขาดทุนไป 1,000 ล้านบาท ซึ่งหากขายข้าวครบทั้ง 2.14 ล้านตัน คาดว่า รัฐบาลจะต้องขาดทุนประมาณ 10,700 ล้านบาท จึงอยากให้ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล คสช.






"ยิ่งลักษณ์" นำเพื่อไทยอาลัย "คำสุข แก้วมีชัย" มารดา "สามารถ แก้วมีชัย"


นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปเคารพศพนางคำสุข แก้วมีชัย มารดาของนายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส. จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ณ วัดกลางเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย






วันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

"ยุทธพงศ์-สุรสาล-สมคิด" เร่งรัฐบาลแจงปมระบายข้าวขาดทุน


ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า เมื่อเวลา 10.00น. ที่ผ่านมา นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย , ดร.สุรสาล ผาสุข อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสิงห์บุรี และ นายสมคิด เชื้อคง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุบลราชธานี เปิดแถลงข่าวที่พรรคเพื่อไทย


โดย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร กล่าวถึงการระบายข้าวในโครงการรับจำนำข้าวภายหลังมีการประกาศยึดอำนาจว่า รัฐบาล คสช. มีข้าวสารในสต็อกทั้งหมด 18 ล้านตัน ซึ่งมีการระบายข้าวต่อเนื่องมาโดยตลอด 3 ปี จนกระทั่ง ล็อตสุดท้าย ที่กำลังดำเนินการระบายอีกประมาณ 2.87 ล้านตัน ในส่วนของข้าวเข้าอุตสาหกรรมที่มิใช่คนบริโภค (อาหารสัตว์) ประมาณ 2.14 ล้านตัน ซึ่งพบสิ่งผิดปกติ ในการนำข้าวคุณภาพดีไปขายเป็นอาหารสัตว์ หลังจากยึดอำนาจมีนายทหารเข้าไปตรวจสอบคุณภาพข้าว โดยใช้หลักเกณฑ์ใหม่ และผลออกว่าข้าวในโกดังอยู่ในเกรดซี ต้องนำไปทำอาหารสัตว์ และประมูลขายกิโลกรัมละ 6.10 บาท ทำให้เกิดความเสียหายหลายสิบล้านบาท และยังเกิดกรณีเช่นนี้ รวม 18 โกดัง ขายข้าวไป 200 ตัน รัฐบาลขาดทุนไป 1,000 ล้านบาท ซึ่งหากขายข้าวครบทั้ง 2.14 ล้านตัน คาดว่า รัฐบาลจะต้องขาดทุนประมาณ 10,700 ล้านบาท จึงอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกระทรวงพาณิชย์ออกมาชี้แจง โดยในวันพรุ่งนี้จะไปยื่นเรื่องดังกล่าวให้ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระรามที่ 6 ในเวลา 10.00น. เพื่อตรวจสอบต่อไป