วันอังคารที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"เพื่อไทย" แสดงความเสียใจ-ประณามผู้ก่อเหตุระเบิดห้องตรวจโรคนายพล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทย ได้เผยแพร่ แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย เรื่องขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า โดยมีเนื้อหาดังนี้

ตามที่ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า อาคารเฉลิมพระเกียรติ80ปีบริเวณห้องรับรองข้าราชการบำนาญ ห้องตรวจโรคนายทหารชั้นยศนายพล และที่ห้องจ่ายยาช่องการเงินผู้ป่วย เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 22 พ.ค. 2560 เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน25คนโดยผู้เกี่ยวข้องยืนยันว่าเป็นการวางระเบิดนั้น

พรรคเพื่อไทย ขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ และขอแสดงความเสียใจต่อผู้ได้รับบาดเจ็บ ขอให้กำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ให้ได้รับการเยียวยา ดูแลรักษาพยาบาลให้หายกลับสู่ปกติโดยเร็ว ขอให้กำลังใจ แพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลทุกฝ่ายในการแก้ไขสถานการณ์ และดูแลรักษาผู้บาดเจ็บ

พรรคเพื่อไทย ขอประณามการกระทำดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำต่อสถานพยาบาล อันเป็นพื้นที่สันติภาพ สงวนไว้ใช้รักษาผู้เจ็บป่วย ถือว่าเป็นการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ละเมิดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ขอสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการหาผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายโดยเร็ว

พรรคเพื่อไทย
23 พ.ค.2560



วันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"ยิ่งลักษณ์" ติงรัฐประหาร 3 ปี สูญเปล่า ไม่ปฏิรูป-เศรษฐกิจเสียหาย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

อย่าให้ 3 ปี ของการยึดอำนาจต้องสูญเปล่า

วันนี้เป็นวันที่ ครบรอบ 3 ปี ของ คสช.ที่เข้ามายึดอำนาจจาก รัฐบาลดิฉัน คงจะจำกันได้ว่า เหตุผลที่เข้ามายึดอำนาจนั้นเพราะมี ปัญหาจากความแตกแยกทางการเมือง ต้องแก้ไข ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ให้ประชาชนในชาติเกิดความรัก ความสามัคคี เช่นเดียวกับห้วงที่ผ่านมา และต้องการที่จะมาปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมให้ดีขึ้น เกิดความเป็นธรรมกับทุกพวกทุกฝ่าย จะได้เกิดความสงบ และมีความปรองดองเกิดขึ้นในชาติ 

และวันนี้ก็ครบ 3 ปี แล้วนะคะ เป็น 3 ปี ของประเทศไทย ที่รอวันนั้นด้วยความหวัง หวังจะให้บ้านเมือง เกิดความสงบ ปรองดองและเกิดหลักนิติธรรมขึ้นในบ้านเมือง เราจะได้เลิกทะเลาะกันสักที และร่วมกันปฏิรูปประเทศเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ จะได้ร่วมกันทำให้บ้านเมืองของเราดีขึ้น ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และ อยู่ในเวทีโลกด้วยความภาคภูมิใจ ตามที่สัญญาว่าจะคืนความสุขให้กับพี่น้องประชาชนและประเทศ

แต่วันนี้พวกเรายังไม่เห็นการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม ถ้าไม่มีการปฏิรูปก็สูญเปล่าเพราะความเสียหายทางเศรษฐกิจมีมากจากการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น "อย่าให้ เป็น 3 ปี ที่ต้องสูญเปล่าเลยค่ะ"


ดิฉันขอทวงสัญญา

"วัฒนา" ติง 3 ปี รัฐประหาร ประชาชนรายได้ลด-ถูกกำจัดสิทธิ์


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

"ทางออกจากหายนะ"

นับจากกลุ่มการเมืองข้างถนนออกมาชัตดาวน์กรุงเทพฯ เพื่อปูทางให้ทหารออกมายึดอำนาจเศรษฐกิจของไทยตกต่ำมาตั้งแต่นั้น ตัวเลขทางเศรษฐกิจทุกตัวส่งสัญญาณให้เห็นว่าอภิมหาหายนะกำลังมาเยือนประเทศไทย สาเหตุสำคัญคือประชาชนขาดกำลังซื้อ สถิติผู้มีรายได้น้อยที่มาขึ้นทะเบียนกว่า 12 ล้านคนคือหลักฐาน ทั้งนี้เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงให้ตัวเองมากกว่าประชาชน เห็นได้จากงบประมาณของกระทรวงกลาโหมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นการใช้เงินที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิต ทั้งไม่ทำให้ประชาชนมีความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยและสวนทางกับรายได้ของรัฐบาลที่ลดลง

ถึงแม้การส่งออกที่เป็นปัจจัยสำคัญทางเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่ภาคการส่งออกเกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนจำกัดจึงไม่เพียงพอที่จะพยุงเศรษฐกิจทั้งประเทศ รัฐบาลจึงต้องให้ความสำคัญกับการบริโภคภายในด้วยการติดอาวุธให้กับประชาชนเพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีจำนวนมากรอบที่สุด ซึ่งจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกี่ยวข้องกับคนทั้งประเทศมากกว่าการติดอาวุธให้กับกองทัพที่ไม่ทำให้เกิดกำลังซื้อ นอกจากนี้รัฐบาลควรใช้ประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมซึ่งเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่มีราคาถูกที่สุด สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนเชื่อว่าประเทศไทยกลับคืนสู่ความน่าเชื่อถือดังเดิมแล้ว แต่การกระทำของรัฐบาล เช่น ทูตไทยประจำเกาหลีบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีของไผ่ ดาวดิน นักศึกษาที่ได้รับรางวัลกวางจู หรือการที่ทหารและตำรวจนำกำลังออกมาขัดขวางและจับกุมประชาชนที่แสดงออกซึ่งเสรีภาพพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการจุดเทียนรำลึกถึง 3 ปีของการยึดอำนาจ หรือ 7 ปีของการสังหารประชาชน คือการทำลายตัวเองและความน่าเชื่อถือของประเทศ ยิ่งรัฐบาลใช้นโยบายการแจกเงินผู้มีรายได้น้อยอันเป็นนโยบายสิ้นคิดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพียงครั้งเดียวยิ่งน่ากังวล มากไปกว่านั้นปัญหาที่เกิดจากตัวผู้นำที่หมกมุ่นอยู่กับการหาข้อแก้ตัวและโทษคนอื่นมากกว่าการแก้ไขปัญหาของประเทศ ยิ่งทำให้คนไทยสิ้นหวังมากขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"อนุสรณ์" เร่งคืนประชาธิปไตย เผย 3 ปีรัฐประหาร ลงทะเบียนคนจนพุ่ง-เศรษฐกิจแย่


นายอนุสรณ์  เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณี ครบ 3 ปีของการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ว่า ถึงวันนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คงจะตระหนักเป็นอย่างดีว่า การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลเลือกตั้งนั้นง่ายกว่าการเข้ามาบริหารประเทศด้วยตัวเอง ทั้งที่ คสช. มีเครือข่ายองคาพยพ ระบบราชการรองรับ มีกฎหมายพิเศษเป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศมากมาย กองเชียร์ คสช. อย่าวนเวียนแต่การตั้งคำถามว่ารัฐประหารครั้งนี้ “เสียของ” หรือไม่ เพราะวันนี้กลับกลายเป็น 3 ปี ที่มี ”ของหาย” จากการรัฐประหาร 3 ด้านหลักๆ คือ

1.สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน สื่อมวลชน ถูกลิดรอนและจำกัด สะท้อนผ่านการพยายามออกประกาศ ระเบียบ กฎหมาย เพื่อจำกัดสิทธิของประชาชนในด้านต่างๆ

2.กระบวนการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชั่นหายไป กลายเป็นกระบวนการฟอกขาวเข้ามาแทน

3.โอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ระบบเศรษฐกิจที่สร้างโอกาสหายไป ความเหลื่อมล้ำเพิ่มสูงขึ้น รวยกระจุก จนกระจาย ขาดการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ไม่มีเครื่องมือที่จะนำพาประเทศไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า "3 ปีที่ผ่านไปของ คสช. นอกจากปัญหาเก่าจะยังไม่สามารถแก้ไขได้ แต่ปัญหาใหม่และใหญ่เกิดขึ้นมามากมาย ที่แม้แต่คนในรัฐบาล ยังยอมรับสารภาพว่า เศรษฐกิจแย่ลงทุกระดับ และยังไม่มีทางแก้ ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศที่ออกมา ติดลบทุกด้าน ที่พุ่งขึ้นมีอย่าง เดียวคือ ตัวเลขคนจนที่เพิ่มขึ้นภายในปีเดียว 7 ล้านคน จากการลงทะเบียนคนจน ที่พุ่งทะลุ 15 ล้านคน บริหารประเทศมา 3 ปี มีจำนวนคนจนเพิ่มเป็น 1 ใน 5 ของประชากรทั้งประเทศ แล้วถ้าอยู่ต่อ ปีที่ 4 ปีที่ 5 หวังว่าคงไม่ยึดหลักสถิติมีไว้เพื่อทำลาย หรือยิ่งอยู่นานคนจนยิ่งเพิ่มขึ้น ครบรอบ 3 ปี คสช. ต้องตั้งสติ สร้างแนวคิดเพื่อเชื่อมโยงระหว่างปัญหา วัตถุประสงค์และสมมติฐานใหม่ เพราะลำพังวิธีจัดอีเว้นท์ เดินสายโร้ดโชว์ ปฏิบัติการด้านข่าวสาร ไอโอ มันไม่ช่วยอะไร ช่วงเวลาที่เหลืออยู่อาจจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นที่จะนำประเทศกลับสู่การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย อาจจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นขึ้นมาได้บ้าง"

วันเสาร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"อนุสรณ์" ติงรัฐเพิ่มภาษี ซ้ำเติมวิกฤติเศรษฐกิจ


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง กรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 1 ว่า ถือเป็นความพยายามที่อยากจะสร้างผลงานให้เข้าตาท่านผู้นำ เลยไปปัดฝุ่นงานเก่ามาสานต่อเป้าประสงค์หลักของหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี ที่อยากจะขึ้นภาษีทุกลมหายใจเข้าออก แต่การเสนอขึ้นภาษีในยามที่เศรษฐกิจวิกฤติ ข้าวยากหมากแพง แม้อาจจะเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงในสายตาท่านผู้นำ แต่เป็นผลงานชิ้นโบว์ดำในสายตาประชาชนแน่นอน เอ็นพีแอลธนาคารพาณิชย์ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ไตรมาสแรกปีนี้ทะลุ 4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 5% จากช่วงสิ้นปี ประชาชนชักหน้าไม่ถึงหลัง เป็นข้อเสนอที่เป็นการซ้ำเติมประชาชนในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจอย่างใจดำที่สุด

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า การอ้างว่าเป็นแค่ผลศึกษาของ กมธ. รัฐบาลจะทำหรือไม่ก็ได้ ฟังไม่ได้และไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะมันกระทบต่อความเชื่อมั่นทุกภาคส่วนไปแล้ว ภาคประชาชนตั้งคำถามว่า ถ้าเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้เพิ่มอีก 7 หมื่นล้าน จะเอามาออกมาตรการอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่? หรือจะเอาไปผ่อนเรือดำน้ำ ซื้อรถถัง อาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ หรือขึ้นค่าตอบแทน เพิ่ม 2 ขั้น ให้พวกพ้อง แล้วปล่อยให้ประชาชนได้แต่มองตาปริบๆหรือไม่? ส่วนภาคธุรกิจ ด้วยท่าทีชักเข้าชักออกแบบนี้ตลอดเวลาของรัฐบาล ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการลงทุน การขยันสร้างความสับสนแบบนี้บ่อยๆ รัฐบาลไม่ต้องโอดครวญว่าส่งเสริมอย่างหนักแต่ทำไมเอกชนไม่ลงทุน ก็เพราะเขาไม่เชื่อมั่นรัฐบาล และไม่วางใจในนโยบายที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งไม่มีใครทำ แต่รัฐบาลและเครือข่ายน้ำ 5 สาย เป็นคนทำตัวเองทั้งนั้น

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"รีพับลีกันสากล" พบ "พิชัย" ขอแนวทางกำหนดการเลือกตั้ง-ส่งเสริมประชาธิปไตยไทย

นายแมททิว เจ. เฮย์ ผู้อำนวยการ อินเตอร์เนชั่นแนล รีพับลิกัน อินสติติวท์ (สถาบันพรรครีพับลีกันสากลสหรัฐอเมริกา) ได้เข้าพบนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อขอแนวทางกำหนดการเลือกตั้งของไทย และความร่วมมือกับสถาบันในการส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศไทย อีกทั้งแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านเทคโนโลยีการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น โดยมี นายพชร นริพทะพันธุ์ ร่วมด้วย ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล

โดยนายพิชัย กล่าวว่า นายแมททิว เจ. เฮย์ หวังว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นจริงในปีหน้า และหวังว่าสถาบันพรรครีพับลิกันสากลนี้จะช่วยส่งเสริมให้ประชาธิปไตยของไทยกลับมาโดยเร็ว และความร่วมมือในการพัฒนาพรรคการเมืองของไทยร่วมกันในอนาคต โดยจะจัดสัมมนาเพื่อพัฒนาบุคคลากรทางการเมืองของไทย โดยได้แสดงความเป็นห่วงการพัฒนานักการเมืองไทยรุ่นใหม่ในระบอบประชาธิปไตย หลังจากที่นักการเมืองไทยถูกใส่ร้ายสร้างภาพให้ดูแย่ จะเป็นอุปสรรคในการพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทยในอนาคต โดยนายพิชัย เชื่อว่าทั้งเศรษฐกิจและการเมืองจะดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง


"วัฒนา" แถลงผลงาน3ปีคสช. เงินคงคลังลด-เพิ่มงบกลาโหม


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

"รัฐบาลไม่แถลง ผมแถลงแทน"

นรม. อ้างเหตุรัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่มีผลงาน จึงเลื่อนการแถลงโดยจะไปชี้แจงในเดือนกันยายน ทั้งที่รัฐบาลบริหารประเทศด้วยเงินภาษีของประชาชนแต่กลับไม่ยอมถูกวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นหลายครั้งจนเป็นพฤติกรรมสะสม เช่น การเลื่อนโรดแมป เป็นต้น

นรม. กล่าวว่าทุกวันนี้ทำงาน 200% สะท้อนความจริงว่าความขยันต้องมาพร้อมกับสติปัญญา หาไม่แล้วจะทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง สถิติที่โพสต์มาคือหลักฐานซึ่งตรงกับคำกล่าวที่ว่า "ตารางอันดับฟุตบอลและตัวเลขทางเศรษฐกิจไม่เคยโกหก" สถิติตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมาแสดงให้เห็นว่า (1) จำนวนการจัดเก็บภาษีลดลง (2) อัตราการเติบโตของการจัดเก็บภาษีลดลง (3) อัตราการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่แสดงกำลังซื้อของประชาชนลดลง (4) อัตราการขยายตัวมูลค่าการส่งออกหยุดชะงัก (5) มูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่แสดงถึงการลงทุนใหม่ตกต่ำอย่างน่าใจหาย แปลว่านักลงทุนไม่มั่นใจจึงไม่มีการลงทุน ส่งผลให้ (6) การจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าประมาณการ และ (7) เงินคงคลังลดลงซึ่งคงไม่ต้องอธิบาย

ส่วนสถิติด้านบวกของรัฐบาล ประกอบด้วย (1) งบประมาณและการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณสูงขึ้น (2) งบประมาณของกระทรวงกลาโหมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสวนทางกับเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ทั้งหมดคือผลงานสามปีเริ่มต้นจากประชาชนกลุ่มหนึ่งออกมาเป่านกหวีดเรียกร้องให้ทหารออกมายึดอำนาจ จากนั้นเศรษฐกิจก็ตกต่ำแย่ลงทุกด้าน งบประมาณที่ควรถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความเข้มแข็งเพิ่มขีดความสามารถในการเสียภาษีให้กับประชาชน กลับถูกทุ่มเทให้กับทหารที่ยึดอำนาจจนทำให้บ้านเมืองเสียหายอย่างยับเยิน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับพรรคพวกตัวเองมากกว่าประชาชน ความทุกข์ยากจึงเกิดขึ้นกับคนทุกกลุ่มรวมถึงบรรดาดารานักแสดงที่เชียร์เผด็จการก็ได้รับผลกรรมด้วยเช่นกัน ปรากฏตามผลประกอบการของทีวีช่องหนึ่งที่รายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากนี้ไปรัฐบาลมีเวลาอีก 4 เดือนหาข้อแก้ตัวหรือโทษรัฐบาลก่อนตามถนัด คนช่วยคิดคงมีเยอะเพราะฝนฟ้าเริ่มมาแล้ว

"อนุสรณ์" เผย "เพื่อไทย" เข้าใจปัญหาพยาบาลวิชาชีพ-แนะรัฐเร่งบรรจุ


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการแก้ไขปัญหาข้อเรียกร้องของพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราวให้บรรจุเป็นข้าราชการจำนวน 11,000 อัตรา ว่า ขอให้รัฐบาลเร่งบรรจุพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราวเป็นข้าราชการให้ได้ทั้งหมดภายในปีนี้ พรรคเพื่อไทยเข้าใจความรู้สึกและตระหนักในคุณค่า ความสำคัญ การเสียสละ ของพยาบาลวิชาชีพและบุคลากรทางการแพทย์เหล่านี้ ที่ได้เสียสละเพื่อสร้างความมั่นคงและหลักประกันสุขภาพให้กับประชาชนทั่วทั้งประเทศ แม้ในชนบทหรือถิ่นทุรกันดาร จึงอยากให้รัฐบาลได้ดูแลเรื่องความมั่นคงทางอาชีพให้กับพยาบาลวิชาชีพเหล่านี้ และขอยกย่องที่พยาบาลวิชาชีพ ได้เสียสละในการสนับสนุนโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค จนองค์การอนามัยโลกยกย่องและใช้เป็นแบบอย่างในหลายประเทศ ดังนั้นเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ รัฐบาลควรจะเร่งบรรจุพยาบาลวิชาชีพเหล่านี้ให้ได้เป็นข้าราชการครบทุกคนในปีนี้ เพื่อเป็นหลักประกันที่มั่นคงในการทำงานต่อไปในอนาคต และขอให้พยาบาลวิชาชีพ เชื่อมั่นว่า ในรัฐบาลเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ว่าพรรคใดจะได้เป็นรัฐบาล หรือใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม จะต้องมาดูแล สร้างหลักประกันที่มั่นคงทางอาชีพให้กับพยาบาลวิชาชีพ รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์อย่างเหมาะสมและครอบคลุม

"ชวลิต" ติง3ปีรัฐบาล โพลสะท้อนประชาชนลำบาก-เศรษฐกิจถดถอย


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นว่า ในวาระครบรอบ 3 ปีรัฐบาล มีตัวเลขข้อมูลทางเศรษฐกิจที่แสดงว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสบภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ คือ
     
1. ตัวเลขคนจนที่มาลงทะเบียนพุ่งทะยานถึง 15 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นมากอย่างน่าตกใจ โดยมีจำนวนถึง 1/5 ของประชากรทั้งประเทศแล้ว อันแสดงว่า รัฐบาลในระบอบนี้ ยิ่งอยู่นาน ชาวบ้านยิ่งจนลง
     
2. ธปท. เผยแพร่ตัวเลขหนี้เสีย หรือ NPL ไตรมาสแรกของปี 2560 จำนวน 405,328 ล้านบาท ทะลุ 4 แสนล้านบาทไปแล้ว โดยหนี้เสียสินเชื่อบุคคลเพิ่มขึ้นถึง 37%
     
3. การลงทุนจากภาคเอกชนหดหาย เพราะขาดความเชื่อมั่น มีแต่การลงทุนภาครัฐขาเดียว ประเทศจึงเปรียบเสมือนคนพิการ เพราะมีแต่การลงทุนภาครัฐเป็นหลัก
     
4. GDP หรืออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ประเทศไทยเติบโตต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ เป็นเวลา 2 ปีติดต่อกันแล้ว นับแต่ คสช. เข้ามายึดอำนาจบริหารประเทศ
     
5. โพลทุกสำนักสำรวจกี่ครั้งๆก็พบว่า ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชนเป็นปัญหาหนักสุดที่รัฐบาลยังแก้ไม่ตก
     
นายชวลิต กล่าวว่า ตนมีความเห็นว่า รัฐบาลไม่อาจตอบได้เลยว่า ที่มีปัญหาเศรษฐกิจดังกล่าว เพราะเศรษฐกิจโลกถดถอย ทั้งนี้เนื่องจากทุกประเทศได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด เพียงแต่ที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่น เพราะการเมืองการปกครองของเราไม่ปกตินานเกินเหตุ จึงไม่เอื้อต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ
       
แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าได้ทุ่มเท ตั้งใจทำงาน 200%  แต่จะมีประโยชน์อะไรที่ในความขยันทุ่มเทนั้น ผลลัพธ์กลับได้ตรงข้ามกับสิ่งที่ทุ่มเทลงไป มีแต่ความถดถอยทางด้านเศรษฐกิจตกต่ำในทุกด้านที่รัฐบาลไม่อาจปฏิเสธได้ดังกล่าวข้างต้น
     
ดังนั้น รัฐบาลควรประเมินสถานการณ์อย่างถี่ถ้วนตามหลักวิชา รีบหาทางออกให้กับบ้านเมือง ก่อนที่ภาวะเศรษฐกิจจะจมลึกไปมากกว่านี้ จนยากที่จะเยียวยาแก้ไข
       
นายชวลิต กล่าวในที่สุดว่า ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจของประเทศดังกล่าวข้างต้น ตนเชื่อว่ามาจากการเมืองการปกครองของเราไม่ปกติ จึงควรทำให้เป็นปกติโดยเร็ว รีบส่งสัญญาณบวกให้ประชาชนและนักลงทุนเกิดความเชื่อมั่น สัญญาณดีทางเศรษฐกิจจะเกิดตามมา ตนยังเชื่อว่า บ้านเมืองมีทางออก ถ้าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนอย่างแท้จริง ต่อเนื่อง และมีเสถียรภาพ

วันพุธที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"อสคพ." เร่งปอท.ดำเนินการ "พุทธะอิสระ" ปลุกเสกพระด้วยเลือด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00น. ที่ผ่านมา นายวิชัย ประเสริฐสุดศิริ ผู้ประสานงาน องค์กรส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา (อสคพ.) เดินทางมาที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เพื่อยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษให้ตรวจสอบและดำเนินการต่อ "พุทธะอิสระ" เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ที่ได้ประกอบพิธีปลุกเสกพระเครื่องด้วยเลือด ว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่ และหากเป็นความผิดก็ขอให้ดำเนินคดีตามบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

วันอังคารที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"ยิ่งลักษณ์" เยือนสวนทุเรียนปราจีนบุรี-นัดไต่สวนคดีจำนำข้าว 16,19มิถุนายน'60


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปทำบุญ ที่วัดท้าวอู่ทอง ต.โคกไม้ลาย อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี พร้อมด้วยทีมทนายความ อาทิ นายสมหมาย กู้ทรัพย์ นายเอนก คำชุ่ม และ นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง โดยระหว่างทางได้หยุดแวะชิมทุเรียนที่สวนสี่พี่น้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีกำหนดการเดินทางไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามที่มีกำหนดนัดไต่สวนคดีจำนำข้าวฯ โดยเลื่อนจากวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 เป็นวันที่ 16 และ 19 มิถุนายน 2560



















วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"กิตติรัตน์" ห่วงประชาชนรายได้น้อย ส่งออกทรุด-เศรษฐกิจถดถอย


วันนี้ (14 พฤษภาคม 2560) นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยที่มีปัญหาในเวลานี้ ซึ่งตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมาหลายตัวมีปัญหาแสดงความถดถอย เช่น การลงทุนจากต่างประเทศ การลงทุนภายในประเทศ โดยภาคเอกชนไทย สะท้อนถึงปัญหาการบริหารการจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างยิ่ง

โดยนายกิตติรัตน์ได้กล่าวว่า "เศรษฐกิจดีไม่ดีดูได้จากความคึกคักในเรื่องของการจับจ่ายใช้สอยต่างๆ ความจริงเวลาเราบอกเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี สิ่งที่เราเรียกว่าเศรษฐกิจมหภาค หมายถึง เรื่องที่ผู้ค้าขายทั้งหลาย เขาสามารถที่จะทำให้คนมาซื้อสินค้ามากน้อยแค่ไหน แล้วเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดี มันจะเป็นลูกโซ่ คือ เมื่อคนหนึ่งขายของยากให้คนๆหนึ่ง คนที่จะรอรับรายได้จากคนนั้น มีรายได้น้อยลง เขาก็จะมีเงินเหลือไปจับจ่ายใช้สอยกับคนอื่นน้อยลงไป ก็จะวนเป็นงูกินหาง สิ่งที่สังเกตได้คือ ไปตามสถานที่มีคนจับจ่ายใช้สอยต่างๆ ถ้าหากว่าจำนวนผู้คนเบาบางลง หรือว่าสังเกตได้ว่ามีคนเดิน แต่ว่าถุงใส่สินค้ามาใส่น้อยลงไป เราก็จะเห็นว่าเศรษฐกิจน่าจะมีปัญหา"

ทั้งนี้นายกิตติรัตน์ได้ชี้แนะรัฐบาลว่า "ถ้ารัฐบาลสังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ รัฐบาลก็ควรจะอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ โดยเฉพาะไปยังผู้มีรายได้น้อยด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งคนในเมือง คนในภาคเกษตร คนทำงานประจำ และคนทำงานอิสระ รายได้ที่มาจากการอัดฉีดจากภาครัฐจะเกิดเงินหมุนเวียนจับจ่ายใช้สอยทำให้เศรษฐกิจที่ไม่ดีกลับมาสู่ภาวะที่ดีขึ้น"

นอกจากนี้นายกิตติรัตน์ยังให้มุมมองเศรษฐกิจโลกว่า "ทิศทางการเงินของโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น อัตราดอกเบี้ยเงินสกุลหลักของโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น เป็นกระจกส่องที่ดีว่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น ขณะที่รอบบ้านเราโดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม CLMV ได้แก่ เขมร ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม มีอัตราการขยายตัวดีกว่าไทยที่อัตราการขยายตัวต่ำ มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้คือ ความไม่มั่นใจที่กำลังเป็นอยู่ เราจึงยังต้องระวังตัวเองต่อไป และต้องประคับประคองในช่วงเวลานี้จนกว่าทิศทางการเมืองจะชัดเจน จนสร้างความพอใจให้กับนักธุรกิจโดยเฉพาะนักธุรกิจต่างประเทศ"

"หมวดเจี๊ยบ" แนะรัฐหยุดครอบงำสื่อ-ขาดอิสระตรวจสอบทุจริต


ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีอะไรที่เป็นหลักประกันได้ว่า ผู้มีอำนาจได้ล้มเลิกแนวคิดที่จะควบคุมการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนแล้วอย่างสิ้นเชิง เพราะถึงแม้ว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จะตัดประเด็นการออกใบอนุญาตสื่อมวลชน และยกเลิกบทลงโทษจำคุกและปรับสื่อที่ไม่มีใบอนุญาตฯ แล้วตามร่าง พ.ร.บ. การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ มาตรฐานจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนฯ ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบของ สปท. เมื่อวันที่ 1 พ.ค ที่ผ่านมา แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะการออกกฎมายดังกล่าวยังต้องผ่านการพิจารณาอีกหลายขั้นตอน ไม่ว่าจะโดยคณะรัฐมนตรี หรือหากรัฐบาลมีมติเสนอ ร่าง พ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผู้เกี่ยวข้องก็ยังสามารถสอดไส้เนื้อหาที่ขัดต่อหลักเสรีภาพของสื่อมวลชนหรือปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนได้อีกในชั้นการแปรญัตติ หากสังคมเผลอหรือเลิกจับตามอง

ทั้งนี้ หากผู้มีอำนาจมีความจริงใจและไม่ได้คิดจะครอบงำสื่อจริงๆ ก็ต้องยกเลิกแนวคิดที่จะกำหนดสัดส่วนคณะกรรมการจากภาครัฐ ไว้ในโครงสร้างของคณะกรรมการที่จะมีอำนาจกำกับดูแลหรือให้คุณให้โทษสื่อมวลชนได้ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของคณะกรรมการใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นสภาวิชาชีพ หรือจะใช้ชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น เพราะไม่ว่าผู้มีอำนาจจะอ้างว่ามีผู้แทนภาครัฐน้อยกว่าผู้แทนจากสื่อมวลชนจำนวนกี่คนก็ตาม ก็ล้วนแต่เป็นการวางกลไกที่สามารถครอบงำสื่อได้ทั้งสิ้น ซึ่งขัดต่อหลักการทำงานของสื่อมวลชน ที่ต้องมีอิสระในการทำหน้าที่เพื่อตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ ซึ่งตามหลักการแล้ว ไม่สมควรที่จะมีผู้แทนภาครัฐแม้แต่คนเดียวเข้ามานั่งเป็นกรรมการในองค์กรดังกล่าวเลย เพราะจะเป็นอุปสรรคต่อการตรวจสอบรัฐบาล เช่น อาจเกิดการล็อบบี้ หรือการสร้างอิทธิพลกดดันเพื่อไม่ให้สื่อนำเสนอข้อมูลการทุจริต หรือการประพฤติมิชอบในวงราชการ ทั้งยังอาจนำไปสู่การเกิดระบบเกรงใจ ทำให้สื่อขาดอิสระในการตรวจสอบผู้มีอำนาจอย่างตรงไปตรงมา เพราะรัฐมีอำนาจอยู่ในมือ และสามารถให้คุณให้โทษสื่อมวลชนได้

ดังนั้น ผู้มีอำนาจจึงไม่ควรรีบร้อนผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวให้เป็นกฎหมายในช่วงเวลานี้ เพราะยังมีกระแสต่อต้าน และยังมีประเด็นที่ต้องถกเถียงและยังหาข้อยุติไม่ได้ ซึ่งก็ไม่มีความจำเป็นที่ผู้มีอำนาจจะต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันสองวันนี้หรือภายในเดือนนี้หรือเดือนหน้า แต่ควรจะรอจนกว่าทุกฝ่ายจะได้พูดคุยกันจนเกิดความเข้าใจและยอมรับกติกาที่จะมีขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่รอได้ ไม่เห็นต้องเร่งรีบ ที่สำคัญ ขณะนี้ประเทศยังมีปัญหาอีกมากมายที่สำคัญต่อปากท้องและความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งกำลังรอให้รัฐบาลแก้ไข แต่รัฐก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างทั่วถึง เหตุใดจึงเอาเวลามาทุ่มเทกับการแทรกแซงสื่ออย่างเอาเป็นเอาตาย อยากถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า ที่คิดจะส่งปลัดกระทรวงมานั่งควบคุมสื่อนั้น ปัจจุบันพวกท่านทำงานในหน้าที่ของตัวเองได้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้วหรือ? ไม่ทราบว่าพวกท่านกำกับดูแลการทำงานของภาครัฐในด้านการใ้ห้บริการแก่ประชาชนได้ทั่วถึงดีพอแล้วหรืออย่างไร? พวกท่านจึงได้มีเวลาว่างมากพอที่จะไปทำงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเองโดยตรง ในส่วนของบรรดาสมาชิก สปท. และ สนช. ทั้งหลายนั้น ก่อนที่จะเอาเป็นเอาตายกับการผลักดันกฎหมายที่มีเนื้อหาครอบงำสื่อและปิดหูปิดตาประชาชน พวกท่านควรถามตัวเองว่าเคยสนใจที่จะทำเรื่องที่ดีๆ และมีประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่บ้างหรือไม่ เช่น ผลักดันการปฏิรูปวิธีคิดของพวกฝักใฝ่เผด็จการที่คอยจ้องยึดอำนาจและขัดขวางการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย รวมทั้ง ตรวจสอบการใช้งบประมาณจัดซื้อเรือดำน้ำ ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศคัดค้าน เพราะไม่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศในเวลานี้ เป็นต้น

อันที่จริง การปฏิรูปสื่อนั้น เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายเห็นด้วย แต่ต้องเป็นการปฏิรูปอย่างแท้จริง ไม่ใช่ว่ามีเจตนาแอบแฝงเพื่อให้ผู้มีอำนาจสามารถผูกขาดการใช้สื่อเป็นกระบอกเสียงในการให้ข้อมูลเพียงข้างเดียวเพื่อผูกขาดความคิดของประชาชน ด้วยการออกกฎหมายที่ตั้งชื่ออย่างสวยหรูว่าเป็นกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพหรือส่งเสริมจริยธรรมสื่อ แต่ที่จริงแล้ว มีเนื้อหาครอบงำการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชนเพื่อปิดหูปิดตาหรือล้างสมองประชาชน โดยที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความเที่ยงตรงหรือควบคุมคุณภาพในการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนอย่างตรงจุด

"เดียร์-ขัตติยา" รำลึก “เสธ.แดง” ครบรอบ 7 ปี เหตุลอบสังหาร


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.30น. ที่ผ่านมา นางสาวขัตติยา สวัสดิผล หรือ เดียร์ บุตรสาวของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย พ.ศ.2553 ได้เดินทางมาที่สวนลุมพินี เพื่อวางดอกไม้ โดยนางสาวขัตติยากล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า วัตถุประสงค์ที่มาในวันนี้ก็คือเหมือนทุกปี ที่มา ในวันที่ 13 พฤษภาคม วันนี้รำลึก 7 ปี ที่คุณพ่อถูกลอบยิง เราคิดถึง เรารักท่าน เราต้องการที่จะบอกท่านว่า ท่านยังอยู่ในใจเราอยู่ และเราก็อยากมาแสดงให้ท่านรู้ว่า เราไม่เคยลืมว่าทุกวันนี้มันเกิดอะไรขึ้นเมื่อ 7 ปีที่แล้ว

ทั้งนี้ นางสาวขัตติยา ยังระบุด้วยว่าเรื่องคดีทุกวันนี้ยังไม่มีความคืบหน้าอะไร และขอใช้โอกาสนี้สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่เป็นคนรับผิดชอบคดีของคุณพ่อว่า ปีที่ 7 แล้ว อีกสิบกว่าปีก็จะหมดอายุความแล้ว ตอนนี้คดีของคุณพ่อไปถึงไหนแล้ว? แต่ทั้งนี้อย่าเอาการทวงถามเรื่องคดีไปเป็นเหตุที่จะรีบปิดคดีของคุณพ่อ แต่อยากให้ทุกคนกระตือรือร้นที่จะหาพยานหลักฐานเพื่อที่จะระบุว่าผู้กระทำผิดเป็นใครเพื่อที่จะนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษต่อไป และให้ใช้กฏหมายให้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่ให้ใช้กฏหมายไปในทางที่ผิด และใช้กระบวนการยุติธรรม ให้ยุติธรรมจริงๆ ไม่ใช่เพื่อกลั่นแกล้งใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"พิชัย" ห่วงเศรษฐกิจไม่ฟื้น เร่งรัฐคืนอำนาจประชาชน


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะทำงานเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า "จะครบ 3 ปี หลังการปฏิวัติแล้ว แต่ผลงานของ คสช. กลับไม่มีสิ่งที่จับต้องได้เลย มีเพียงแต่คำพูดหรูๆเท่านั้น ความสงบเรียบร้อยที่อ้างถึง ต้องถามว่า ก่อนปฏิวัติ ทหารมีส่วนทำให้เกิดความไม่สงบร่วมกับ กปปส. ด้วยหรือไม่? ซึ่งเชื่อว่าถึงตอนนี้สังคมคงมีคำตอบชัดเจนแล้ว ข้ออ้างที่เข้ามาแก้ปัญหาการทุจริตกลับมีข้อครหาการทุจริตเพิ่มขึ้นอีก อีกทั้งยังมีปัญหาการปิดกั้นเสรีภาพและการแสดงออกของประชาชน แม้กระทั่งความพยายามที่จะควบคุมสื่อและการรับรู้ของประชาชน ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ เยาวชนหัวก้าวหน้าถูกตำหนิและห้ามพูด บางคนถูกจับ ภาพพจน์ของประเทศในสายตาประชาคมโลกตกต่ำสุดขีด โดยเฉพาะความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ประชาชนสัมผัสได้มากที่สุด และอยู่ในอันดับแย่สุดในการสำรวจทุกครั้ง ประชาชนเดือดร้อนกันอย่างหนัก โดยเฉพาะประชาชนฐานรากที่รายได้หดหายแต่รายจ่ายเพิ่มขึ้น แถมรัฐบาลยังพยายามจะขึ้นภาษีสารพัด ทั้งนี้เพราะหัวหน้า คสช. และหัวหน้ารัฐบาลไม่เข้าใจเศรษฐกิจ ขาดวิสัยทัศน์ ได้แต่จำเขามาพูด ไม่รู้เลยว่าจะเป็นทั้งไทยแลนด์เฟิร์สต์และไทยแลนด์ 4.0 พร้อมกันไม่ได้ ขนาดประชาชนลำบากกันถ้วนหน้า แต่นายกฯท่องอย่างเดียวว่าเศรษฐกิจดีจากตัวเลขการเจริญเติบโตที่ตำ่ที่สุดในอาเซียน แถมการลงทุนในไตรมาสแรกของปีนี้เหลือเพียง 80,000 ล้านบาท ซึ่งต่ำมาก ทั้งๆที่รัฐบาลพยายามโปรโมทระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) แต่กลับไม่มีใครมาลงทุน อีกทั้งการที่ BOI ออกมาบอกว่า 3 ปี คสช. มีการลงทุน 1.7 ล้านล้านบาท เฉลี่ยปีละ 5 แสนกว่าล้านบาท ยิ่งเป็นการประจานความล้มเหลว เพราะการลงทุน 3 ปีในช่วงปฏิวัติอาจจะน้อยกว่า ช่วง 1 ปีในภาวะปกติ เพราะในปี 2555 มียอดขอ BOI กว่า 1.4 ล้านล้านบาทและ ปี 2556 มียอดขอ BOI กว่า 1.1 ล้านล้านบาท และการลงทุนจริงมีถึงปีละประมาณ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งต้องขอขอบคุณ นายบรรยง พงษ์พานิช อดีตซุปเปอร์บอร์ดที่ลาออกแล้ว ที่ได้กล้าออกมาบอกในส่ิงที่ผมบอกมาโดยตลอดว่าการลงทุนหดหายและจะเป็นปัญหากับประเทศนี้อย่างมาก ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่จะฟื้น หากรัฐบาลยังพยายามจะหลอกคนทั้งประเทศรวมถึงหลอกตัวเองด้วย ประเทศไทยจะยิ่งล้าหลัง และประชาชนจะยิ่งลำบากขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนจำนวนมากเริ่มมองไม่เห็นอนาคตของประเทศนี้ ซึ่งอยากให้รัฐบาลเร่งเปลี่ยนแปลงและคืนอำนาจให้กับประชาชนโดยเร็วก่อนที่ประชาชนจะหมดความอดทนต่อภาวะเช่นนี้"

วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"นพดล" แนะรัฐแก้ปัญหาอาชญากรรมพุ่ง


นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ตนรู้สึกสลดใจเป็นอย่างมากกับการเสียชีวิตของเด็กอายุ 4 ขวบที่ตกลงไปในท่อบำบัดนำ้เสียของบ้านเอื้ออาทร ที่จังหวัดสมุทรสาคร ตนเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กแต่มันเป็นอาการของปัญหาใหญ่ในสังคมไทยปัญหาหนึ่ง คือความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ถามว่าเมื่อไหร่เราถึงจะเอาจริงกับปัญหาทำนองนี้ หรือเราจะรู้สึกเมื่อเกิดกับคนใกล้ตัว ตนเห็นว่าปัญหาการก่ออาชญากรรมต่อเหยื่อที่อ่อนแอไม่เว้นแต่ละวัน ปัญหาอุบัติเหตุในการใช้ถนนที่ไทยติดอันดับต้นๆของโลก ปัญหาความปลอดภัยของสถานที่ส่วนกลางที่ผู้คนใช้ร่วมกัน ปัญหาเหล่านี้แม้เราป้องกันไม่ได้ทั้งหมด แต่สามารถทำให้ลดลงได้ถ้าทุกฝ่ายช่วยกัน แต่ต้องทำเป็นวาระแห่งชาติเรื่องความปลอดภัย ตนเชื่อว่าถ้าเอาจริงและมีการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ก็จะมีทางสำเร็จ เพราะเรื่องนี้สำคัญและก้าวข้ามการแบ่งฝ่ายทางการเมือง อยู่ที่รัฐบาลจะมีท่าทีอย่างไร

แต่ในเบื้องต้นตนเห็นว่ากระทรวงต่างๆ ควรได้ให้หน่วยงานที่อยู่ในความรับผิดชอบ เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ควรสั่งตรวจสอบโครงการบ้านเอื้ออาทร ที่อยู่อาศัยของการเคหะทั่วประเทศ ได้ตรวจสถานที่ของตนเองว่ามีจุดสุ่มเสี่ยงไม่ปลอดภัยอีกหรือไม่ กระทรวงมหาดไทยควรกำชับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ตรวจสอบสถานที่ที่ตนรับผิดชอบและสิ่งก่อสร้างสาธารณะให้ปลอดภัย กระทรวงคมนาคมควรติดตามการเข้มงวดกฏหมายและมาตรการรักษาความปลอดภัยจากการใช้ถนน เป็นต้น

"ถึงเวลาที่เราจะต้องเอาจริงกับปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยแล้ว เรื่องนี้ต้องเป็นวาระแห่งชาติจึงจะสำเร็จ"

"วางดอกไม้ให้คุณพ่อได้ไหม?" ถามรัฐจากใจ "เดียร์-ขัตติยา" รำลึกลอบสังหาร “เสธ.แดง”


นางสาวขัตติยา สวัสดิผล หรือ เดียร์ บุตรสาวของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ได้โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

เมื่อวานนี้...เดียร์ได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่รัฐ สอบถามถึงการจัดกิจกรรมรำลึก 7 ปี ที่คุณพ่อหรือพลตรีขัตติยะ สวัสดิผล (เสธ.แดง) ถูกลอบยิง ในวันที่ 13 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ 

เดียร์ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่รัฐไปว่า ตัวเดียร์และครอบครัวไม่ได้จัดกิจกรรมอะไร ที่จะทำคงมีเพียงแต่เดียร์และพี่สาวไปวางดอกไม้ ยกมือไหว้ และจุดเทียนให้แก่คุณพ่อในช่วงเย็นๆ ณ จุดที่ท่านโดนลอบยิง เหมือนทุกปีที่ทำ...ก็เท่านั้น

แต่คำตอบที่เดียร์ได้กลับมาจากทางเจ้าหน้าที่คือ "มีคำสั่งไม่อนุญาตให้เดียร์และพี่สาววางดอกไม้และจุดเทียน หรือทำอะไรได้" โดยไม่ให้เหตุผลประกอบใดๆ ทั้งสิ้น

เดียร์อยากสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องว่า...คำสั่งไม่อนุญาตนี้ เป็นจริงหรือไม่คะ? 

หากจริง...เหตุใดท่านถึงขัดขวางการแสดงความกตัญญูและการรำลึก ที่ลูกสาว 2 คนต้องการทำให้แก่คุณพ่อของเราคะ? 

ทั้งที่จุดที่คุณพ่อโดนยิง คือหน้าสถานีรถไฟใต้ดินลุมพินีนั้น ก็เป็นที่สาธารณะ 

ที่ผ่านมา มีครอบครัวที่โดนกลั่นแกล้งด้วยเหตุผลทางการเมืองมากมาย มีลูกหลายคนที่ต้องพรากจากพ่อ บ้างจากเป็น บ้างจากตาย

คุณพ่อของเดียร์จากไปด้วยความตาย มาวันนี้เป็นวันครบรอบ 7 ปี ขอให้เราได้วางดอกไม้และจุดเทียน เพื่อแสดงความรัก ความคิดถึง และความกตัญญู ให้แก่คุณพ่อได้ไหมคะ?

เห็นใจเราเถอะค่ะ...


วันอังคารที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"จาตุรนต์" ติงร่างพรบ.พรรคการเมือง เปิดทางนายกฯคนนอก-สร้างความขัดแย้ง


นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

กฎหมายพรรคการเมือง : แท้จริงแล้วต้องการอะไร?

ที่สนช.กำลังแปรญัตติร่างพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เกี่ยวกับค่าสมาชิกก็ดี ทุนประเดิมพรรคก็ดีนั้น ดูเผินๆก็เหมือนกับว่า สนช.จะรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยูบ้าง แต่จริงๆแล้วประเด็นที่จะแก้ไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย

เรื่องสำคัญที่ยังคงอยู่และเป็นปัญหาใหญ่ คือ การกำหนดเงื่อนไขสำหรับการประกาศนโยบายต่างๆ การให้กรรมการบริหารพรรครับผิดกรณีสมาชิกพรรคทำผิดกฎหมาย และการให้น้ำหนักกับสมาชิกพรรคและสาขาพรรคในการกำหนดผู้สมัครหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ซึ่งโดยรวมแล้ว จะทำให้พรรคการเมืองหาสมาชิกได้ยากพร้อมๆกับไม่ประสงค์จะให้มีสมาชิกมากๆ ทำให้พรรคการเมืองส่วนใหญ่มีสมาชิกน้อยและไม่เป็นพรรคของมวลชน พรรคเล็กๆและพรรคใหม่เกิดยากและอยู่ยาก

นอกจากนี้ จะเกิดปัญหาในการบริหารพรรคการเมือง อาจเกิดความขัดแย้งภายในพรรคจนไม่เป็นอันทำงาน และที่สำคัญมาก คือ บทบาทพรรคการเมืองในการรวบรวมความต้องการของประชาชนมาสังเคราะห์เป็นนโยบาย เพื่อเสนอให้ประชาชนตัดสินในการเลือกตั้งและเอาไปกำหนดเป็นนโยบายของรัฐบาล จะลดน้อยลงหรือหายไป

การกำหนดให้กรรมการบริหารต้องรับผิดต่อการทำผิดกฎหมายของสมาชิกนั้น เป็นการผิดธรรมชาติและไม่มีองค์กรอื่นทำกัน พรรคการเมืองไม่มีและไม่ควรมีอำนาจตามกฎหมายที่จะจัดการกับสมาชิกพรรค ในกรณีที่สมาชิกพรรคไปทำผิดกฎหมายบ้านเมือง นอกจากการให้พ้นสมาชิกภาพ แต่กรรมการบริหารกลับต้องรับผิดเมื่อสมาชิกทำผิดกฎหมาย เหมือนกับทหารคนหนึ่งไปทำผิดกฎมายแล้วให้ผบ.ทบ.ต้องรับผิดไปด้วยหรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านทำผิดกฎหมายแล้วให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยรับผิดไปด้วย

การให้สมาชิกและสาขาพรรคมีอำนาจบทบาทในการตัดสินใจเรื่องต่างๆนั้น อาจจะเหมาะสำหรับระบบที่ต้องการให้พรรคการเมืองอาศัยสมาชิกจำนวนมากๆเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกสภา

แต่เมื่อกฎหมายพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งถึงขั้นบังคับว่า พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง การให้น้ำหนักสาขาและสมาชิกในการกำหนดผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กลับจะทำให้ขัดแย้งกับประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค
อาจจะเกิดกรณีที่สาขาพรรคและสมาชิกพรรคจำนวนไม่กี่คนต้องการคนที่ตนคุ้นเคยหรือนิยม แต่ประชาชนในเขตนั้นหรือจังหวัดนั้นไม่ชอบเลย ขณะที่กรรมการการบริหารพรรคและส.ส.หรือรัฐมนตรีของพรรค ซึ่งต้องการให้ได้ส.ส.มากๆ อาจจะทำโพลล์สอบถามประชาชนทั้งเขตเลือกตั้ง และพบว่าประชาชนนิยมคนที่สมาชิกไม่ได้เสนอ ก็จะกลายเป็นความขัดแย้งในพรรคและทำให้พรรคไม่เป็นที่นิยมของประชาชนก็ได้

สำหรับการกำหนดเงื่อนไขในการประกาศนโยบายที่จะต้องใช้เงินตามมาตรา 51 นั้น จะทำให้พรรคการเมืองส่วนใหญ่จะมีข้อจำกัดในการเสนอนโยบายอย่างมาก นโยบายหลายๆอย่างเวลาจะนำไปปฏิบัติจะต้องมีการวางแผนบริหารงานและจะต้องเข้าสู่กระบวนการจัดทำคำขอและการอนุมัติงบประมาณที่ต้องมีการพิจารณาความเหมาะสมของโครงการนั้นๆ และความเป็นไปได้ในการจัดสรรทรัพยากรในภาพรวมทั้งโดยฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอยู่แล้ว

การกำหนดให้พรรคการเมืองคำนวณความคุ้มค่าและแจกแจงแหล่งที่มาของงบประมาณและรายละเอียดของแต่ละโครงการจึงไม่สอดคล้องกับการบริหารงานที่เป็นจริง และยิ่งให้กกต.เป็นผู้ตัดสินว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ ก็จะยิ่งเป็นปัญหามากขึ้น การเสนอนโยบายจำนวนมากที่ต้องใช้เงิน อาจทำไม่ได้หรือไม่ได้รับความเห็นชอบจากกกต.ทั้งๆที่เป็นนโยบายหรือทิศทางที่ดีและเป็นประโยชน์

โดยรวมแล้วร่างกฎหมายพรรคการเมืองนี้ จะทำลายบทบาทของพรรคการเมืองทั้งหลายและทำให้ระบบพรรคการเมืองซึ่งเป็นกลไกสำคัญของระบบรัฐสภาและประชาธิปไตยอ่อนแอลงอย่างมาก

ระบบอย่างนี้ เหมาะกับรัฐบาลที่มีคนนอกเป็นนายกฯ ซึ่งนโยบายต่างๆจะถูกกำหนดโดยข้าราชการประจำที่จะทำตามนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติเป็นหลักโดยไม่ต้องคำนึงถึงความต้องการของประชาชน

แต่ถ้านายกฯมาจากการเลือกตั้งและพรรคการเมืองต่างๆร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลขึ้น พรรคการเมืองจะต้องสาละวนอยู่กับปัญหากฎหมายและความขัดแย้งในพรรค ที่สำคัญจะไม่สามารถกำหนดนโยบายตามที่สัญญากับประชาชนไว้ เนื่องจากกระบวนการที่พรรคการเมืองประกาศนโยบายต่อประชาชนแข่งกันจะถูกขัดขวางตั้งแต่ช่วงเลือกตั้งแล้ว

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องนอกเหนือความคาดหมาย เพราะเป็นความตั้งใจของแม่น้ำ 5 สายมาตั้งแต่ต้น

วันจันทร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

 "พิชัย" แนะรัฐกลับสู่ประชาธิปไตย-เพิ่มความมั่นใจนักลงทุน


ในการสัมมนา แก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ชาตินี้หรือชาติหน้า? ครั้งที่ 6 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า องค์กรความโปร่งใสสากลจัดอันดับความโปร่งใสของไทยของไทยลดลงมาอยู่อันดับที่ 101 จากอันดับที่ 76 แถมการจ่ายใต้โต๊ะในประเทศไทยยังอยู่ แย่กว่า กัมพูชา และ พม่า เสียอีก ทั้งนี้ที่ผ่านมามีหลายเรื่องที่คาใจประชาชนและตรวจสอบไม่ได้ เช่น การจัดซื้อไมโครโฟน อุทยานราชภักดิ์ การขุดลอกคลองของ อผศ. ปัญหาเครือญาติผู้นำ การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ฯลฯ ซึ่งตรวจสอบไม่ได้ แล้วยังมีการออกกฏหมายเพื่อจะมากำจัดสิทธิของสื่อมวลชนอีก ซึ่งเป็นการคอรับชั่นสิทธิของสื่ออย่างร้ายแรง ยิ่งเสรีภาพสื่อน้อยลง การคอรัปชั่นก็จะยิ่งมากขึ้น เพราะไม่มีสื่อคอยตรวจสอบ และยังไม่มีฝ่ายค้านในสภาอีก

นอกจากนี้ รัฐบาลนี้ยังคอรัปชั่นเอาสิทธิที่จะเลือกผู้นำของประชาชนไป ทำให้ได้ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์แปลกประหลาด เช่น ให้ไปขายยางดาวอังคาร อาหารทะเลแพงก็ไม่ต้องกิน ปลูกหมาหมุ่ยแทนปลูกข้าว ส่งออกยาสีฟัน แปลงสีฟันและขัน และล่าสุด ให้ส่งลูกเรียนอาชีวะ ไม่ต้องส่งลูกเรียบปริญญา ทั้งๆที่เคยถามคนอื่นว่า จบอะไรมา?

อีกทั้งยังไม่เข้าใจว่าอนาคตการจ้างงานจะลดลงตามการพัฒนา ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งผู้นำไม่เข้าใจ และที่ร้ายแรงที่สุดคือการคอรัปชั่นความเจริญของประเทศทำให้ประเทศโตต่ำกว่าศักยภาพมาหลายปี การลงทุนหดหาย ซึ่งจะส่งผลกระทบกับการพัฒนาประเทศมาก ประชาชนลำบากกันมาก ขนาดองค์กรระหว่างประเทศหลายองค์กร เช่น ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ เอดีบี ยังออกมาเตือน ดังนั้น วิธีแก้ไขคอรัปชั่นที่ดีทำได้คือ

1) หากมีรายได้โดยไม่มีที่มาให้ถือเป็นการคอรัปชั่นเลย

2) การรายงานรายได้ตั้งแต่อายุ 21 ปีทุกคน หากต่อมารวยขึ้นต้องถามว่าจ่ายภาษีถูกต้องหรือไม่

3) การลดขนาดรัฐให้เล็กลง outsource งานที่ไม่สำคัญให้เอกชน เพิ่มเงินเดือนข้าราชการ และผู้บริหารประเทศ แต่ห้ามคอรัปชั่น

ดังนั้นจึงควรจะกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยเพื่อให้มีระบบตรวจสอบการคอรัปชั่นและสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนเพื่อประเทศจะได้พัฒนาได้ตามศักยภาพ

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"เพื่อไทย" เผยยังไม่เห็นสัญญาณบวกด้านเศรษฐกิจ


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการเปิดเผยข้อมูลของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง ว่า ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2560 ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะสูงถึง 6.16 ล้านล้านบาท คิดเป็น 42.27% ของ GDP โดยในเดือนมีนาคม 2560 หนี้เพิ่มถึง 7.63 หมื่นล้านบาทสอดคล้องกับผลสำรวจของสวนดุสิตโพลที่เผยแพร่ในวันนี้ ตอกย้ำความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยผลสำรวจพบว่าจุดอ่อนของรัฐบาล คือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

เมื่อมาดูการใช้จ่ายเงินงบประมาณของรัฐบาลในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำยิ่งน่าใจหาย แม้ถูกทักท้วงมากมายก็ยังตัดสินใจซื้อเรือดำน้ำ ไม่รวมแนวคิดการที่จะให้เงินช่วยเหลือคนจนที่ขึ้นทะเบียนไว้ แทนที่จะสอนให้เลี้ยงปลากลับให้ปลาไปกินแล้วปลาก็จะหมดไปในวันนั้น

ที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงตัวอย่างของการใช้จ่ายงบประมาณในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ฝืดเคือง ที่แก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด แต่หัวใจของปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ระบบการเมืองการปกครองที่ไม่เอื้อต่อการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศในยุคโลกาภิวัฒน์โลกไร้พรมแดน

นายชวลิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนเคยให้ความเห็นไปแล้วหลายครั้งว่า การลงทุนโดยภาครัฐแต่เพียงขาเดียวเป็นหลัก โดยภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศไม่ร่วมลงทุนด้วยนั้น ก็เหมือนกับคนพิการเดินขาเดียวกะโผลกกะเผลก ประเทศชาติก็เช่นกัน การลงทุนภาครัฐฝ่ายเดียวเป็นสำคัญ ประเทศเดินหน้าไม่ได้ ทางแก้ก็คือควรเร่งสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปัจจัยที่จะสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนที่ดีที่สุด คือ ทำให้สังคมและโลกเห็นว่า ประเทศไทยมีระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ เพราะขณะนี้ แม้กฎหมายรัฐธรรมนูญจะมีผลบังคับใช้ แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณบวกใดที่จะเห็นการเมืองเปิด ที่สำคัญกติกาที่ออกแบบมาไม่ส่งเสริมการมีเสถียรภาพทางการเมือง แต่ออกแบบมาเพื่อให้การเมืองอ่อนแอ เกิดรัฐบาลผสมเท่านั้น ด้วยระบบดังกล่าว ตนมั่นใจว่าไม่มีทางที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ เพราะไม่มีใครอยากจะมาลงทุนในประเทศที่การเมืองไม่มีเสถียรภาพ ก็ได้แต่หวังว่าผู้มีอำนาจจะดวงตาเห็นธรรม ยอมสละอำนาจค่อยๆถอยจากสิ่งที่ตนเองไม่ถนัด ไม่ได้ร่ำเรียนมาให้ระบบการเมืองการปกครองคัดคนเข้ามาทำหน้าที่พัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง

สุดท้ายเมื่อประชาชนมีประสบการณ์ก็จะได้สิ่งที่ดีที่สุด ทั้งระบบและตัวบุคคล แต่หากยังให้ระบบการเมืองการปกครองเป็นแบบนี้ เพื่อประโยชน์ของตนหรือพวกพ้อง ตนมั่นใจว่าไม่มีใครมาลงทุนกับประเทศที่ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองดังกล่าวข้างต้น และสุดท้ายเราก็จะล้มละลาย และเป็นคนป่วยแห่งเอเชียในที่สุด และจะเป็นภาระของประเทศเพื่อนบ้านในอนาคตอันไม่ไกล หากยังไม่เห็นหัวใจของปัญหา และแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด

"หมวดเจี๊ยบ" แนะ "ประยุทธ์" หยุดก้าวก่ายประธานสภาฯ "เนติวิทย์"


ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงลืมว่าตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี เหตุใดจึงไปวุ่นวายก้าวก่ายกับการเลือกตั้งประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเรื่องของการใช้สิทธิ และเสรีภาพในการแสดงออกของน้องๆนิสิต เพื่อเลือกตัวแทนภายในสถาบันการศึกษาของพวกเขา ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน จึงไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ พล.อ.ประยุทธ์ และไม่ใช่เรื่องที่นายกรัฐมนตรีจะต้องเข้าไปแทรกแซง ที่สำคัญ การที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดจาชี้นำให้เลือกประธานสภาฯคนใหม่ แทนน้องเนติวิทย์นั้น ก็เป็นการแสดงตัวอย่างที่ไม่ดี เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการปลูกฝังวัฒนธรรมล้มการเลือกตั้ง และค่านิยมการไม่เคารพกติกาให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นความคิดที่เป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย อันที่จริง พล.อ.ประยุทธ์ไม่อยู่ในฐานะที่จะกล่าวโจมตีน้องเนติวิทย์ได้เลย เพราะน้องเนติวิทย์ มีเส้นทางเข้าสู่ตำแหน่งที่สง่างามกว่า พล.อ.ประยุทธ์ มากนัก เพราะอย่างน้อย น้องเนติวิทย์ก็มีความกล้าหาญที่จะพิสูจน์ตัวเองในสนามเลือกตั้งตามกติกา และได้รับการยอมรับจากเสียงส่วนใหญ่ในประชาคมนิสิตจุฬาฯ แม้ว่าตำแหน่งจะไม่ใหญ่โตเท่านายกรัฐมนตรี แต่ก็พูดได้อย่างเต็มปากว่า มาจากการเลือกตั้ง ไม่ได้ยึดอำนาจใครมา ไม่เห็นจะน่าอับอายตรงไหน พล.อ.ประยุทธ์ต่างหากที่ได้ตำแหน่งมาจากการยึดอำนาจรัฐประหาร ไม่ได้เกิดจากการยินยอมพร้อมใจของประชาชน ซึ่งหากมองจากแง่มุมของความเป็นประชาธิปไตย ต้องถือว่า น้องเนติวิทย์มีศักดิ์ศรีเหนือชั้นกว่า พล.อ.ประยุทธ์มากนัก

นอกจากนี้ คำพูดต่างๆของ พล.อ.ประยุทธ์เกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานสภานิสิตจุฬาฯ ยังสะท้อนให้เห็นนิสัยลึกๆของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ไม่นิยมระบอบประชาธิปไตย แต่คงจะนิยมเผด็จการ จึงชอบพูดจาชี้นำให้ประชาชนเลือกผู้แทนแบบโน้นแบบนี้ โดยใช้ค่านิยมของตัวเองตัดสิน ทั้งๆที่ควรปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ต้องมาคิดแทน แต่ทุกวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์กลับพยายามผูกขาดความคิดของประชาชนในทุกระดับชั้น ล่าสุดก็ลามปามเข้ามาในสถานศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงและอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากผู้มีอำนาจประสบความสำเร็จในการผลักดันร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองเสรีภาพสื่อฯ ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว คือ กฎหมายควบคุมการเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชนและประชาชน ซึ่งจะทำให้รัฐมีช่องทางและมีเครื่องมือในการครอบงำความคิดของประชาชนคนไทยได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้

"จิรายุ" ห่วงงบซื้อเรือดำน้ำ แนะ สตง.เร่งสอบ


นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จะเข้าไปตรวจสอบเรื่องของงบประมาณในการซื้อเรือดำน้ำนั้น สังคมกำลังสงสัยว่าที่ผ่านมา สตง. จะเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนได้จริงหรือไม่? และจะเอาผิดใครได้ขนาดไหน? อย่างไร? อย่าให้เป็นแค่การโชว์พาวเวอร์ให้ผู้มีอำนาจเห็นในช่วงหมดวาระของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และอยู่ในขั้นตอนเสนอชื่อ จึงออกมาเด้งรับว่า ถึงขนาดจะไปขอข้อมูลถึงสัตหีบ ในประเด็นดังกล่าวนี้อยากให้ สตง. ไม่ต้องไปถึงกองทัพเรือ เพราะกองทัพเรือเป็นปลายทางในการรับเรือไปใช้งานคงได้เอกสารและคำตอบที่เหมือนกับการแถลงข่าวออกโทรทัศน์

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า สตง. ต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนให้ได้เพราะท่านเป็นองค์กรอิสระที่เหลือไม่กี่องค์กร ที่กำลังจะไม่เป็นอิสระ อย่าให้อำนาจในการเสนอชื่อผู้ว่าฯสตง. คนใหม่ มาทำให้สั่นคลอนองค์กรที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน เพราะวันนี้ชาวบ้านเกรงว่าอาจจะเป็นมวยล้มต้มคนดู เป็นการฟอกขาว เพราะในการเสนอชื่อผู้ว่าฯสตง. คนใหม่ ก็เป็นอำนาจของหัวหน้า คสช. ใช่หรือไม่? และคนลงมติให้ใครได้เป็นผู้ว่าฯ ก็ขึ้นอยู่กับสมาชิก สนช. ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ไม่ใช่หรือ?

ซึ่งสาระสำคัญที่ สตง. น่าจะไปตรวจสอบคือ การใช้งบประมาณแผ่นดินประจำปีที่เพิ่งผ่านการอนุมัติจาก สนช. ที่พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้มาจากประชาชน แต่กำลังทำหน้าที่พิจารณาการใช้งบประมาณอันเรียกเก็บมาจากภาษีของประชาชน ว่าการใช้งบประมาณสูงขนาดนี้ไปซื้อเรือดำน้ำในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้ รอดหูรอดตา สนช. ผู้ทรงคุณค่าไปได้อย่างไร? ไม่มีสมาชิก สนช. หรือกรรมาธิการงบประมาณทักท้วงเพื่อประชาชนตาดำๆบ้างเลยหรือ? ซึ่งดูแล้วน่าจะผิดทั้งระเบียบวิธีพิจารณาเงินงบประมาณแผ่นดิน และผิดพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี ประเด็นตรงนี้ต้องมีคนรับผิดชอบอย่างไร? สตง. อย่าเสียเวลาไปดูเรือจักรีนฤเบศที่กองทัพเรือเลย น่าจะไปดูว่าจะเอาเงินตรงไหนไปจ่ายจีนเขา หรือจะไปใช้งบลับ และงบลับพอจ่ายหรืออย่างไร? สตง. ควรจะไปติดตามตรวจสอบในประเด็นดังกล่าว

ส่วนกรณีที่ คณะรัฐมนตรีขยันทำงานอนุมัติผ่านให้ซื้อเรือดำน้ำจากจีน ในช่วงเทศกาลสงกรานต์วันที่ 18 เมษายน 2560 นั้น สำนักงานปราบโกงของพรรคเพื่อไทยได้ติดตามตรวจสอบพบสิ่งผิดปกติหลายประเด็น อาทิเช่น ตกลงเป็นเรื่องลับหรือไม่ลับ? เพราะวันนี้เว็บไซต์จำนวนมากเผยแพร่เรื่องคุณสมบัติสเปคเรือดำน้ำ มาก่อนที่จะมีการอนุมัติเสียด้วยซ้ำ

และรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณไว้เพื่อการนี้หรือไม่อย่างไร? อีกทั้งการพิจารณางบประมาณประจำปีที่ สนช. พิจารณาได้มีการบรรจุเรื่องนี้ไว้หรือไม่อย่างไร? และ สนช. ที่ร่วมกันพิจารณางบประมาณแผ่นดินอันมาจากภาษีประชาชนนั้นมีอยู่ตั้ง 250 คน ไม่มีใครทักท้วงเรื่องนี้บ้างเลยหรืออย่างไร? และการพิจารณาในวาระที่ 1 จนมากระทั่งวาระที่ 2 ที่มีการตั้งคณะกรรมาธิการ ไม่มีใครแสดงความคิดเห็นหรือทักท้วงการใช้งบประมาณในการซื้อเรือดำน้ำนี้เลยแม้แต่คนเดียวและผ่านกรรมาธิการงบประมาณไปได้อย่างไร? หรือเป็นเพราะว่าอยากจะโชว์ผลงานให้เข้าตา คสช. เผื่อจะได้เข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภาแบบแต่งตั้งอีกครั้งในสมัยหน้า เลยทำเป็นมองไม่เห็น การใช้งบประมาณเรื่องเรือดำน้ำในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"ยิ่งลักษณ์" นำชาว 'บึงกุ่ม-คันนายาว' ร้อยดวงใจพับดอกไม้จันทน์ถวายฯ


ผู้สื่อข่าวรายงานจากหมู่บ้านแสงอรุณ (ซอยรามอินทรา 68) เขตคันนายาว ว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยอดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย และประชาชนจำนวนมาก ร่วมกันทำกิจกรรมพับดอกไม้จันทน์ ในงาน "บึงกุ่ม-คันนายาว ร้อยดวงใจ ถวายดอกไม้จันทน์ เพื่อพ่อหลวง" เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ สำหรับใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ และเพื่อเป็นต้นแบบการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ให้แก่ประชาชน ซึ่งเป็นการประดิษฐ์แบบดอกกุหลาบและดอกพุด ทั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ทหารมาร่วมสังเกตการณ์พร้อมบันทึกภาพด้วย