วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"อนุสรณ์" สอน "มัลลิกา" งดชี้นำคดี "ยิ่งลักษณ์"


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นางมัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความเห็นทางเฟซบุ๊กพาดพิงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หลั่งน้ำตาขณะให้สัมภาษณ์สื่อฯ ในโอกาสวันคล้ายวันเกิด ว่า การฉวยโอกาสกระแนะกระแหนและบิดเบือนข้อมูลหลายเรื่องต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดที่เป็นมงคลของชีวิต ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม คนในสังคมไม่ควรกระทำกันแบบนี้ เพราะแม้แต่คนที่ไม่ชอบพอกัน เขาก็จะไม่กระทำการอันไม่เป็นมงคลในวันคล้ายวันเกิดของบุคคลอื่น แล้วอย่างนี้จะปรองดอง ก้าวข้ามความขัดแย้งกันได้อย่างไร เมื่อมีนักฉกฉวยโอกาสไม่ดูตาม้าตาเรือให้ร้ายฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองตลอดเวลา ความจริงเราไม่อยากให้ราคาและไม่อยากตอบโต้ ซึ่งขณะนี้ฝ่ายกฎหมายกำลังพิจารณาว่าการพูดแบบนี้เข้าข่ายขัดคำสั่งศาลที่ห้ามพูดในลักษณะที่อาจทำให้สังคมเข้าใจผิดในรูปคดี หรือเข้าข่ายการชี้นำคดีในเนื้อหาสาระที่เกี่ยวเนื่องกับคดีหรือไม่? ซึ่งศาลได้ออกข้อกำหนดห้ามคู่ความรวมถึงบุคคลภายนอกและสื่อฯ ให้ข่าว แสดงความเห็น หรือวิเคราะห์เรื่องเกี่ยวกับคดีที่อาจจะเป็นการชี้นำสังคม เราเห็นว่าทุกฝ่ายควรเคารพศาลเพราะท่านเป็นที่พึ่งของประชาชน ควรให้เป็นไปตามครรลอง ตามเนื้อหาสาระของคดีจะดีกว่า และหวังว่านอกจากนางมัลลิกาแล้ว ไม่ควรจะมีใคร ไม่ว่าจะพรรคใด ฝ่ายใด ออกมาสร้างกระแสที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดคำสั่งศาล

"ชวลิต" เผยคลิปชาวนาให้กำลังใจ "ยิ่งลักษณ์"


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ตนได้มีโอกาสพบปะกับชาวนาหลายพื้นที่ เพื่อรับทราบปัญหาและข้อมูลต่างๆ

และเมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา มีชาวนาจำนวนหนึ่งบอกว่า เห็นภาพ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร้องไห้ในวันคล้ายวันเกิด จากวิบากกรรมในการดำเนินนโยบายโครงการรับจำนำข้าว ถึงกับทำให้พลอยน้ำตาซึมไปด้วย โดยได้สะท้อนความเห็นมาว่า "ขอเป็นกำลังใจให้ท่านนายกฯยิ่งลักษณ์ ท่านจะไม่โดดเดี่ยว ท่านจะมีชาวนาและครอบครัวลูก หลานชาวนานับล้านๆคนเป็นกำลังใจให้เสมอ"
       
นายชวลิต กล่าวเพิ่มเติมว่า บรรดาชาวนานอกจากให้กำลังใจท่านนายกฯยิ่งลักษณ์แล้ว ยังแจ้งว่า ที่พวกตนไม่สามารถลืมนายกฯยิ่งลักษณ์ และลืมโครงการรับจำนำข้าวได้ เพราะชาวนาต่างได้รับเงินค่าข้าวเปลือกทุกบาททุกสตางค์ เข้าบัญชีผ่าน ธกส. ไม่มีใครมาแบ่ง ไม่มีเงินทอน ทำให้ชาวนามีความสุขจากนโยบายที่กินได้
     
เชื่อหรือไม่ว่า เมื่อชาวนาได้รับเงินก้อนแรก เริ่มมีความหวังในการสร้างอนาคต เริ่มจัดระเบียบการใช้จ่ายเงิน เริ่มวางแผนการผ่อนชำระหนี้ หนี้จะหมดในกี่ปี เริ่มซื้อข้าวของเครื่องใช้จำเป็นเข้าบ้าน ซ่อมแซมปรับปรุงบ้าน เริ่มซื้ออุปกรณ์ทำไร่ทำนาให้สมบูรณ์ขึ้น เริ่มซื้อมอเตอร์ไซค์บ้าง รถปิคอัพบ้างตามกำลัง ที่กล่าวมานั้นสามารถตรวจสอบได้จากสถิติการขายจากบริษัทต่างๆ ได้ในช่วงนั้น ซึ่งตรงข้ามกับปัจจุบันที่เงียบสนิท เพราะชาวนาไม่มีกำลังซื้อ หงอยเหงาเศร้าสร้อย เมื่อพบภาพนายกฯยิ่งลักษณ์ร้องไห้ จึงรู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่ง
       
ฝากไปเรียนท่านนายกฯยิ่งลักษณ์ ว่า คนทำความดี นั้น โบราณคำพังเพยว่า ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ฟ้าดินย่อมคุ้มครอง เมื่อมีเจตนาสุจริต ย่อมเป็นเกราะป้องกันภัยอย่างดี ขอให้ท่านอยู่รอดปลอดภัย พวกตนจะเป็นกำลังใจให้ตลอดไป

วันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ประชาชนร่ำไห้ ปลอบ "ยิ่งลักษณ์" สู้ๆ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเมื่อวานนี้ (21 มิถุนายน 2560) นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปทำบุญเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิด ณ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร และถูกตั้งคำถามจากสื่อมวลชนเรื่องคดีจำนำข้าว โดยเกิดความสะเทือนใจจนร้องไห้ วันนี้ มีประชาชนจำนวนมากได้เดินทางมายังบ้านพักซอยโยธินพัฒนา 3 เพื่อมอบดอกไม้ให้กำลังใจนางสาวยิ่งลักษณ์ โดยต่างร่ำไห้พร้อมปลอบใจ ว่า "นายกฯยิ่งลักษณ์ ไม่ต้องร้องไห้ สู้ๆนะ"










"กิตติรัตน์" เข้าใจ "ยิ่งลักษณ์" ร่ำไห้-กลั้นน้ำตาไม่อยู่-ขอให้เข้มแข็ง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


ผมขอยืนยันว่า คุณยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีความสามารถ และมีความเข้มแข็งมาก...
ลองลำดับดูนะครับว่า สามสี่ปีมานี้ เธอต้องเผชิญกับอะไรมาบ้าง และต้องทนเห็นอะไรเกิดขึ้นรอบๆ ตัวเราๆ ท่านๆ ขนาดไหน...
แล้วเราจะเข้าใจน้ำตาของเธอ...
ผมเองก็แทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ อยากจะร้องไห้ไปพร้อมเธอ...


"น้ำตาที่กลั่นจากความรู้สึก...นายกฯของประชาชน" ณัฐวุฒิ ให้กำลังใจ ยิ่งลักษณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์โดยมีเนื้อหาดังนี้


มีนาคม 2554

ออกจากคุกได้ไม่นาน ครอบครัวผมรับนัด"คุณปู"ไปกินข้าว
กลับมาบ้านผมกับแก้มชื่นชมเธอถึงมิตรภาพที่มอบให้
พฤษภาคม 2554

"คุณปู" ประกาศตัวเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรี ผมรับหน้าที่เป็นคนปราศรัยร่วมคณะทุกเวทีตลอด 49 วัน ไปไหนไปกันทุกที่

... ทำงานไปก็แอบเป็นห่วงเธอไป ใจลึกๆมีคำถามว่า"คุณปู"ไหวไหมสำหรับบทบาทนี้ ในที่สุด"คุณปู"ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ผมนึกว่าตัวเองแน่ แต่เห็นท่านในบทบาทนั้น ทุกสถานการณ์ ทุกแรงกดดัน "นายกฯยิ่งลักษณ์"ผ่านมาได้อย่างทรนง สง่างาม

ภูมิใจที่ได้ทำงานในรัฐบาลของนายกฯคนนี้ อยู่กับท่านจนวินาทีสุดท้ายของการทำหน้าที่
หลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ผมไปขอถ่ายรูป ภายหลังจึงทราบว่านั่นคือรูปแรกหลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ท่านนายกฯครับ ให้กำลังใจท่านนะครับ
น้ำตาของท่านในรูปนี้คงกลั่นจากความรู้สึกที่ใครก็เข้าไปไม่ถึง

ผมเข้าใจ
พูดอะไรไม่ออกแล้ว...
สุขสันต์วันเกิดครับ
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งของประชาชน

"ยิ้มเมื่อท่านสุข-เศร้าเมื่อท่านทุกข์" วัฒนา เผยประชาชนอยู่เคียงข้าง ยิ่งลักษณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


"สุขสันต์วันเกิดครับ..ท่านนายก"

วันนี้เป็นวันครบรอบวันเกิดท่านนายกยิ่งลักษณ์ ผมพาน้องเฟมากราบอวยพรและทานอาหารกลางวันกับท่านที่โรงแรมเอสซีพาร์ค ผมรู้สึกสะท้อนใจเมื่อเห็นภาพที่ท่านร้องไห้ในขณะให้สัมภาษณ์นักข่าว ความจริงท่านนายกเป็นผู้หญิงที่อึดและไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น แต่คราวนี้คงเหลืออดที่ต้องถูกรังแกสารพัด เป็นนายกคนแรกที่ถูกดำเนินคดีอาญาเนื่องจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก เพื่อช่วยเหลือชาวนาที่เป็นคนยากจนซึ่งศาลน่าจะมีคำพิพากษาภายในปีนี้ ผมบอกท่านว่าคนที่ทำเพื่อประชาชนไม่มีทางโดดเดี่ยว ประชาชนมากกว่าครึ่งประเทศพร้อมอยู่เคียงข้างท่าน ยิ้มเมื่อเห็นท่านมีความสุขและเศร้าเมื่อเห็นท่านทุกข์

นายกยิ่งลักษณ์ถูกบรรดาชายชาติทหารวางแผนสมคบกันยึดอำนาจ ใช้อำนาจกลั่นแกล้งแล้วยังแสดงความอิจฉาริษยาถึงขนาดกระแนะกระแหนประชาชนที่กดไลค์ให้ท่าน สำหรับผมคนเหล่านี้มีความเป็นชายเพียงคำนำหน้านามเท่านั้น ไม่ต่างจากลูกน้องที่เคยปิดถนนจัดงานแต่งงาน วันนี้นำกำลังตำรวจเกือบ 20 คนไปปิดล้อมค้นบ้านนักศึกษากลุ่มดาวดินโดยไม่มีหมายเพื่อต้อนรับนายที่ไปขอนแก่น นายแบบไหนบ่าวก็แบบนั้น เห็นพฤติกรรมคนพวกนี้ทำให้ผมนึกถึงภาพที่ประชาชนชาวเวเนซูเอล่ากำลังขับไล่เผด็จการทหาร ใช้อำนาจตามอำเภอใจแบบนี้คงไม่นานเกินรอต้องได้เห็นที่เมืองไทยแน่ ขอโทษท่านนายกที่เอาเรื่องอัปมงคลมาพูดในวันเกิดของท่าน

เนื่องในโอกาสที่เป็นมงคล ผมและพี่น้องประชาชนที่รักประชาธิปไตยทุกท่าน โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่เป็นชาวไร่ชาวนารวมถึงประชาชนอีก 10.39 ล้านคนที่ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ขออวยพรให้ท่านนายกมีความสุข ขอให้กุศลเจตนาของท่านนายกที่ไม่เคยคดโกงอำนาจของประชาชน ใช้อำนาจที่ได้มาโดยชอบนั้นทำเพื่อพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะคนยากจนมาโดยตลอด จงส่งผลให้ท่านนายกผ่านพ้นอุปสรรคทั้งหลายไปได้ด้วยดี ขอให้ชนะหมู่มารทั้งปวง ผมขอยืมเนื้อเพลงแว่วสายลมตอนหนึ่งบอกแทนใจพี่น้องประชาชนว่า "วันและคืนผ่านเวียนเปลี่ยนไป แต่ฉันไม่เปลี่ยนใจรักมั่นห่วงใยเธอเสมอ" สุขสันต์วันเกิดครับท่านนายกยิ่งลักษณ์ นายกของประชาชน

วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"ขอบคุณในสิ่งที่เมตตาคนชื่อยิ่งลักษณ์มาโดยตลอด" น้ำตาและความในใจ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"


เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานจากวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาทำบุญเนื่องในวันครบรอบวันเกิดปีที่ 50 โดยมีอดีตรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และประชาชนเดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโดยระบุว่า ไม่ได้เป็นปีแรกที่พบเจอปัญหาอุปสรรค วันเกิดปีนี้คงใกล้จะถึงเรื่องที่หนักหนาของชีวิต ที่เราต้องสร้างพลังใจให้เข้มแข็ง หลายครั้งที่เห็นว่ายิ้มได้ แต่บางครั้งก็ไม่สามารถระงับความรู้สึกได้ ต้องขอโทษที่ทำให้เห็นน้ำตา พยายามอย่างเต็มที่เพราะไม่ต้องการให้ผู้อื่นเป็นห่วง แต่ก็เป็นเหตุสุดวิสัย พยายามจะเข้มแข็ง และเชื่อว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้จะทำให้สามารถผ่านอุปสรรคได้ สำหรับวันเกิดปีนี้ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พี่ชายได้โทรศัพท์พร้อมส่งดอกไม้มาให้กำลังใจตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยอยากให้เราสดชื่น และท่านอวยพรให้น้องพ้นทุกข์พ้นโศก และบอกพี่รักน้องนะ

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวด้วยว่า อยากเห็นประเทศมีความสุข ให้ทุกคนหันมามองหน้ากัน ไม่อยากเห็นบรรยากาศที่มีการต่อว่าหรือทำให้ทุกฝ่ายเกิดการแบ่งแยก ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลคนไทยให้มีความรักและสามัคคี อยากให้ทุกคนกินดีอยู่ดี มีกินมีใช้อย่างพอเพียง ทั้งหมดถือเป็นความฝันสูงสุด แต่ก็ไม่มั่นใจว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด ส่วนการต่อสู้คดีในโครงการรับจำนำข้าวนั้น คาดหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรม เพราะทุกอย่างอยู่ในระหว่างขั้นตอนการพิจารณาคดี สิ่งใดที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมก็จะร้องขอต่อศาล หวังว่าศาลจะเมตตาให้ความเป็นธรรม โดยเห็นว่าหากผู้ที่ดำเนินนโยบายได้รับผลเช่นนี้ ก็เชื่อว่าจะไม่มีใครกล้าดำเนินการ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

"แต่ก็ไม่เป็นไร ในเมื่อดิฉันได้ดำเนินการทุกอย่างแล้ว หวังว่าจะมีคนเข้าใจ มีคนเห็นใจและให้ความเป็นธรรมบ้าง ขอให้เห็นความตั้งใจ อย่ามองแค่ปลายทาง หลังจากนี้ไม่สามารถระบุได้ว่าผลการวินิจฉัยคดีจะออกมาในทางลบหรือไม่ แต่ก็พยายามเข้มแข็งตลอดเวลาที่ถูกดำเนินคดี และนำพยานขึ้นสู่ศาลทุกนัด ความเข้มแข็งเรามีขีดจำกัด ถ้าใครเจออย่างดิฉันก็คงจะหนักหนาเหมือนกัน หวังว่าอีกไม่กี่นัดที่เหลือจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคได้ และคงได้รับความยุติธรรม ขอบคุณพี่น้องประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังใจที่หน้าศาลเกือบทุกนัดด้วยความยากลำบาก ขอบคุณในสิ่งที่เมตตาคนชื่อยิ่งลักษณ์มาโดยตลอด" นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าว

"พานทองแท้" ขอ "ยิ่งลักษณ์" อดทนสู้ต่อไป ห่วงร่ำไห้-ถูกกลั่นแกล้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ทุกๆ ปีผมจะอวยพรวันเกิด โดยขอให้อาปูมีความสุขมากๆ ครับ

แต่มาปีนี้ จากภาพที่ทุกท่านได้เห็นตามสื่อต่างๆ ในช่วงเช้าที่ผ่านมา คงทำให้ผมไม่สามารถอวยพรอาปู ตามปกติวิสัยดังเช่นทุกๆ ปีที่ผ่านมาได้

ผมคงทำได้แค่เพียงบอกว่า ขอให้อาปูอดทนสู้ต่อไป ให้ยึดมั่นที่จะยืนเป็นเสาหลักให้กับพี่น้องประชาชนในฝั่งประชาธิปไตย ดังเช่นที่อาปูได้ยึดมั่นและปกป้องระบอบประชาธิปไตยจนกระทั่งนาทีสุดท้าย ก่อนที่จะถูกปลายกระบอกปืนปล้นอำนาจไป

"ไม่มีใครอยากที่จะร้องไห้ในวันเกิดของตัวเอง" ครับ ถ้ามันไม่เหลืออดจริงๆ โดยเฉพาะการร้องไห้ในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ ขณะที่ไปทำบุญวันเกิดเช่นนี้

หากสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง โดยเฉพาะพระสยามเทวาธิราช ที่ทรงคอยปกปักรักษาบุคคลที่พูดดี คิดดี และทำดี ผมเชื่อว่าท่านจะมองเห็น และรู้ว่าใครที่ตั้งใจทำประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง และใครที่เล่นละครตบตาชาวบ้าน ตระบัดสัตย์ และไม่เคยยึดมั่นทำตามในสิ่งที่ตัวเองพูด เอาแต่สนับสนุนให้พรรคพวกตัวเอง ผลาญงบประมาณของประเทศชาติไปวันๆ

ผลการตัดสินในคดีของอาปู คงไม่มีใครกล้าไปก้าวล่วง หรือคาดเดาผลการตัดสินล่วงหน้า คงได้แต่หวังว่าจะได้รับความเมตตาจากศาล ที่ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม

สำหรับพวกผู้ชายอก 3 ศอก ที่คอยกลั่นแกล้งผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งจนต้องร้องไห้ออกมาในวันมงคลของตัวเอง ณ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์

สักวันหนึ่งที่กรรมตามทัน ก็ขอให้ท่านก้มหน้ารับกรรม ในสิ่งที่ท่านได้ก่อไว้เองด้วยเทอญ _/\_

วันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"วัฒนา" กังวลรัฐสั่งสถาปนิก-วิศวกรจีนคุมรถไฟฟ้าความเร็วสูง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

"นี่นะ ธรรมาภิบาล"

คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 30/2560 เรื่อง การดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพ-นครราชสีมา คือตัวอย่างของการละเมิดธรรมาภิบาลจากเจ้าของคำถาม 4 ข้อที่เพิ่งตั้งคำถามคนอื่นและยังไม่หมดเวลาตอบ เพราะการออกคำสั่งให้สถาปนิกและวิศวกรจีนทำงานโดยไม่ต้องมีใบอนุญาตคือการละเมิดกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพที่มีขึ้นเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของประชาชนอันถือเป็นการละเมิดหลักนิติธรรม การออกคำสั่งให้สภาวิชาชีพทั้งสองจัดหลักสูตรและอบรมให้กับคนต่างชาติเท่ากับรัฐกำลังแทรกแซงและมีอำนาจเหนือสภาวิชาชีพ ส่วนการออกคำสั่งให้ยกเว้นการปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างคือการขาดความโปร่งใส ขาดการมีส่วนร่วมและขัดต่อหลักความรับผิดชอบที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ คำสั่งดังกล่าวคือการไม่เคารพกฎหมายของตัวเองทั้งยังละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศตามนโยบายเปิดเสรีทางการค้าและบริการของ WTO 

ผมเชื่อว่าคนไทยยอมรับได้ว่าบางโครงการที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีระดับสูง มีความจำเป็นที่จะต้องใช้สถาปนิกหรือวิศวกรต่างชาติเพราะมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์โดยตรงมากกว่า แต่ทุกอย่างสามารถปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายโดยยึดหลักธรรมาภิบาลแบบที่ชอบอ้างได้ ตัวอย่างคือการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งออกแบบโดยนายเฮลมุต ยาห์น สถาปนิกชาวอเมริกัน-เยอรมัน และบริษัทเมอร์ฟี่/ยาห์น มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองชิคาโก โดยมีวิศวกรควบคุมงานเป็นต่างชาติเช่นกัน ก่อนดำเนินการรัฐบาลทักษิณได้นำเรื่องนี้ไปหารือสภาสถาปนิกและสภาวิศวกร ถ้าผมจำไม่ผิดทั้งสองสภาวิชาชีพได้ออกใบอนุญาตประเภท "ภาคีสถาปนิกพิเศษ" และ "ภาคีวิศวกรพิเศษ" ให้กับผู้ออกแบบและผู้ควบคุมงาน จึงทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายและไม่มีชาติใดในโลกถือเอาเหตุนี้มาอ้างได้ว่ารัฐบาลทักษิณเลือกปฏิบัติ เพราะผู้ออกใบอนุญาตดังกล่าวเป็นสภาวิชาชีพที่รัฐบาลแทรกแซงไม่ได้ ส่วนบริษัทที่ทำการก่อสร้างคือบริษัทของคนไทยที่ได้งานโดยชนะการประกวดราคา ทั้งหมดผมเรียกมันว่า มารยาท การให้เกียรติ และการใช้สติปัญญาในการบริหารประเทศอย่างโปร่งใสของรัฐบาลที่มาจากประชาชน 

"นปช." สับ "กปปส." ไร้อนาคต ข่มขู่ขวางเลือกตั้ง-ลากประยุทธ์อยู่ยาว


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. กล่าวว่า ไม่แปลกใจที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส.พยายามแสดงตัวเป็นหุ้นส่วนอำนาจของคสช.มาตลอด คงคิดว่าไม่มีอะไรหอมหวานเท่าอยู่ในวงจรอำนาจที่ต่างคนต่างยกย่องพวกเดียวกันเองว่าเป็นคนดี กระบวนการตรวจสอบเป็นเพียงการแสดง ความรับผิดชอบ เป็นอัมพาต เพราะเมื่อพ้นอำนาจก็มีกฎหมายนิรโทษกรรมรอไว้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ คนที่เคยเห็นด้วยและเดินตามลุงกำนันต่อสู้ทางการเมืองโดยเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าบ้านเมืองจะดีขึ้นนั้น ยังเชื่อแบบเดียวกันหรือไม่ เช่น เคยค้านระบบพวกพ้องเพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ตอนนี้มีการแต่งตั้งพรรคพวก ลูก เมีย ญาติมิตรบริวารเต็มทั้งภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ รังเกียจ ส.ส.กดบัตรแทนกันก็ได้ สนช.ขาดลงมติมหาศาล ต่อต้านรถไฟความเร็วสูงเพราะไม่ยอมให้กู้เงิน กลัวเป็นหนี้ ตอนนี้ก็ยังต้องกู้แถมมีมาตรา 44 ยกเว้นกฎหมายหลายฉบับ หลักธรรมาภิบาลขาดใจตาย ทำไปแล้วเกิดข้อผิดพลาดไม่รู้จะหาใครที่ไหนรับผิดชอบ นี่ใช่สิ่งที่หวังว่าจะเดินมาถึงใช่หรือไม่?

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเชื่อมั่นในประชาชนเสมอ และเห็นมาตลอดว่า ความขัดแย้งของเจ้าของอำนาจอธิปไตยคือพื้นที่และโอกาสของอำนาจเผด็จการ เมื่อสถานการณ์มาถึงวันนี้สังคมไทยเรียนรู้ร่วมกันแค่ไหน ถ้าเชื่อแบบนายสุเทพก็เป็นสิทธิ์และต้องพิสูจน์ทราบกันต่อไป แต่ในห้วง 10 ปีนี้ตนมองเห็นวิธีคิดแบบเดียวกับนายสุเทพในบทบาทของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ จนในที่สุดก็พอจะเห็นภาพว่า ฝ่ายกุมอำนาจเขามองเป็นหุ้นส่วนหรือม้าใช้ อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้ต้องการเปิดฉากวิวาทะหรือตอกย้ำชะตาชีวิตใคร แต่เห็นว่าเรื่องแบบนี้ควรคุยกันชัดๆ เพราะบางกลุ่มที่กำลังขับเคลื่อนเกมอำนาจอาจคิดว่าประชาชนคือของง่าย แต่ตนคิดต่างและมั่นใจว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเป็นบทเรียนอย่างดี เราอาจคิดต่างกันหรือเกลียดกันก็ได้ แต่เอาสิ่งเหล่านี้ไปทำลายหลักการไม่ได้ เพราะเมื่อหลักการถูกทำลายก็จะได้สิ่งที่ไร้หลัก ไร้ทิศทาง ไร้อนาคต จนถึงวันนี้ยังมีการข่มขู่ว่าจะขวางการเลือกตั้ง วางแนวทางต่อท่ออำนาจ ทั้งที่ความเป็นอยู่ ปากท้องของประชาชนก็หาความหวังไม่ได้

"เมื่อนายสุเทพประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ หลังการเลือกตั้ง ผมก็ขอประกาศไม่สนับสนุน และยืนยันว่านายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง การแก้ปัญหาที่ถูกทางของประเทศต้องทำบนหลักการประชาธิปไตย ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ถ้าทำภารกิจปรองดอง ปฏิรูป ปราบคอรัปชั่นไม่สำเร็จก็ไม่ควรคิดไปต่อ แต่ควรชวนนายสุเทพมานั่งคิดว่า ที่ทำกันมาจนถึงวันนี้จะรับผิดชอบอย่างไร?" นายณัฐวุฒิกล่าว

"เพื่อไทย" เตือน ม.44 ให้สิทธิพิเศษรถไฟฯจีน กระทบความเชื่อมั่น


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ตอบคำถามผู้สื่อข่าว กรณี กรธ. กับ กมธ. พ.ร.ป.พรรคการเมือง มีความเห็นไม่ตรงกันประเด็นไพรมารี่โหวต กับกรณีนายกรัฐมนตรีใช้มาตรา 44 ให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศจีนในโครงการรถไฟความเร็วสูง โดยมีความเห็นต่อ 2 กรณีดังกล่าว ดังนี้
   
ประเด็นแรก ตนเห็นว่า ไม่ว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร หากมีสาระไม่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตนรับได้ ทุกภาคส่วนควรช่วยกันประคับประคองบ้านเมืองให้เดินไปตามโรดแมป เพื่อให้มีก้าวแรกก่อน แล้วค่อยๆ คลี่คลายปัญหาไปตามลำดับความเร่งด่วน
     
ประเด็นที่ 2 ตนไม่สบายใจ และคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่สบายใจ กล่าวคือ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว หลังจากนี้ ไม่ควรมีการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรระมัดระวังอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังหมิ่นเหม่ต่อการขัดกับระบบนิติธรรม และกระทบต่อเกียรติภูมิของประเทศ ซึ่งส่งผลถึงการขาดความเชื่อมั่นที่สังคมโลกจะมีต่อประเทศไทย
     
และประเด็นกรณีนายกรัฐมนตรีใช้มาตรา 44 ให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศจีนในโครงการรถไฟความเร็วสูง นั้น ตนเห็นว่าน่าจะส่งผลให้นานาประเทศที่มีเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงขาดโอกาสในการแข่งขัน ซึ่งจะส่งผลตามมาอย่างร้ายแรง คือ ประเทศไทยจะขาดความเชื่อมั่นในสังคมโลกว่ากระบวนการในระบบกฎหมายของไทยไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม โดยเฉพาะในการทำนิติสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
     
ประการสำคัญ หลักธรรมาภิบาล ซึ่งปรากฏอยู่ในคำถาม 4 ข้อ ที่นายกรัฐมนตรีได้สอบถามความเห็นประชาชนจะถูกทำลายลงจากการออกคำสั่งดังกล่าวเสียเอง หรือไม่?
     
นายชวลิต กล่าวเพิ่มเติมว่า "ตนเคยเสนอความเห็นต่อสาธารณะไว้หลายครั้งว่า การจะแก้ปัญหาหลายๆ ปัญหาของประเทศ ต้องค้นหัวใจของปัญหาให้พบ ซึ่งตนเห็นว่าหัวใจของปัญหาของประเทศไทยในขณะนี้ คือ ปัญหาการเมือง การปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่มีเสถียรภาพ ถึงจะพยายามกล้อมแกล้มทำให้เสมือนจะเป็นประชาธิปไตย ก็เป็นแค่ประชาธิปไตยครึ่งใบ ซึ่งต่างชาติเขามองประเทศไทยทะลุปรุโปร่ง ว่า การเมืองการปกครองของประเทศไทยไม่มีเสถียรภาพ ความเชื่อมั่นจึงมีน้อย ทำให้โอกาสในการลงทุนจึงมีน้อยตามไปด้วย"
       
นายชวลิต กล่าวในที่สุดว่า "ไม่มีใครจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับบ้านเมืองของเราได้ นอกจากประชาชนคนไทยด้วยกันเองที่จะตกผลึกทางความคิด ร่วมกันนำพาบ้านเมืองออกจากวิกฤตอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ขณะนี้คนไทยส่วนใหญ่ระดับรากหญ้า ซึ่งได้แก่เกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน หาเช้ากินค่ำ กำลังเดือดร้อนจากปัญหาเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง รายรับไม่พอกับรายจ่าย หากหลายภาคส่วนยังไม่ตระหนักถึงปัญหาส่วนรวมของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชนดังกล่าว ยังสร้างความขัดแย้ง สร้างวาทกรรมระหว่างกันไม่จบสิ้น ก็ไม่สามารถหลุดจากกับดักแห่งความขัดแย้งไปได้ ขอวิงวอนให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับประเทศให้เห็นหนทางว่าประเทศของเราจะเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ มีเสถียรภาพ ปัญหาเศรษฐกิจก็จะได้รับการคลี่คลายโดยเร็ว"

วันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"อนุสรณ์" ติง4คำถามยุ่งยาก-แนะถามคำเดียว ประชาชนเลือกใคร?


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายสมพาศ นิลพันธ์ รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ มีประชาชนแสดงความคิดเห็นต่อคำถาม 4 ข้อของนายกรัฐมนตรี จำนวน 47 คน โดย 30 คน คิดว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะไม่ได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ขอให้นายกรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดำรงตำแหน่งต่อไป เพื่อจะได้ปฏิรูปประเทศให้แล้วเสร็จ ซึ่งถูกสื่อนำไปขยายจนเกิดความสับสน ว่า "ไม่เข้าใจว่าท่านรองปลัดฯ กำลังทำอะไร คิดอะไรอยู่ ท่านถามคนอีก 60 กว่าล้านคนหรือยัง? ว่าเห็นด้วยกับคน 30 คนนั้นหรือไม่? ท่านกำลังทำให้คนเข้าใจผิดอะไรหรือไม่? การนำความเห็นของคน 30 คนมาอธิบายราวกับว่าเป็นเสียงของคนทั้งประเทศ สร้างความสับสนและประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ท่านจะตีปี๊บ ปฏิบัติการ IO ก็ควรจะอยู่ในความพอเหมาะพอควร ถามว่าการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารแบบนี้ได้มาตรฐานการทำงานหรือไม่? การรับฟังเสียงของประชาชนที่ดีที่สุด ต้องฟังผ่านการเลือกตั้ง ถึงวันนั้นประชาชนจะตอบคำถามท่านเองว่า เขาต้องการให้ใครเข้ามาเป็นตัวแทนของเขาในการบริหารประเทศ คำถามเดียวสั้นๆ ไม่ต้องใช้ถึง 4 คำถาม งานของท่านรองปลัดฯ และสำนักนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในความรับผิดชอบได้ดำเนินการครบถ้วนสมบูรณ์ดีหรือไม่? ทำไมถึงต้องออกมาตีปี๊บเรื่องนี้ แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ยังออกมาปฏิเสธหลายครั้งว่า การให้ประชาชนตอบ 4 คำถาม ไม่เกี่ยวกับการเลื่อนโรดแมป เลื่อนการเลือกตั้ง หรือต้องการสืบทอดอำนาจ ซึ่งหากรัฐบาลและ คสช. ต้องการสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจ การลงทุน และประชาชน ก็ควรจะเร่งประกาศวันเลือกตั้ง และนับถอยหลังสู่การกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยที่เป็นสากล ไม่ใช่ปล่อยให้เครือข่าย ออกมาสร้าง IO เอาอกเอาใจ โดยไม่ดูตาม้าตาเรือ ซึ่งเป็นผลเสียหายมากกว่า"

วันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ปล่อยตัว "พิชัย" แล้ว แนะ คสช. ฟังคนเห็นต่าง

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะทำงานฝ่ายเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้ออกมาจาก กองทัพภาคที่ 1 แล้ว ในเวลา 14.35 น. โดยวันนี้ เวลา 11.48 น. ทหารได้มารับตัวที่บ้านเพื่อนำไปกองทัพภาคที่ 1 และใช้เวลาพูดคุยประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น และให้เกียรติ โดยมี พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 และทีมเศรษฐกิจของ คสช. นำโดย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เข้ารับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็น โดยตนเองได้เสนอ 6 แนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และเตรียมพร้อมสำหรับรัฐบาลที่จะมาจากประชาชน ดังนี้

1) เร่งแก้เสาหลักเศรษฐกิจที่เสื่อม และเร่งสร้างความมั่นใจของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยหาทางเจรจาการค้ากับประเทศต่างๆ โดยเร็ว หากยังเจรจาไม่ได้ก็ให้เร่งเตรียมการหลังมีรัฐบาลจากประชาชนจะได้เจรจาได้ทันที

2) เร่งสร้างบรรยากาศที่เป็นปกติ และไม่กดดัน โดยเปิดเสรีให้แสดงความคิดเห็น ให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ ไม่จับประชาชนที่เห็นต่างอย่างไม่มีเหตุผล เพื่อสร้างความเชื่อถือของนานาชาติ

3) ให้เสรีภาพแก่สื่อ โดยให้มีการควบคุมกันเองเหมือนเดิม เพื่อสร้างภาพพจน์ที่ดีของประเทศ

4) ทบทวนกฎหมายที่เป็นอุปสรรคสำหรับธุรกิจในอนาคต เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และซิงเกิลเกตเวย์ ที่ทำให้ธุรกิจที่มีเทคโนโลยีสูงไม่มาลงทุนในไทย และจะเป็นอุปสรรคในการพัฒนา ไทยแลนด์ 4.0 และต้องปรับตัวตามทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

5) เร่งช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เช่น เกษตรกร และกรรมกร โดยเพิ่มให้รายได้เพิ่มต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่แจกเงิน

6) เร่งกลับสู่รัฐบาลจากประชาชนเพื่อให้ต่างประเทศยอมรับ

นายพิชัย กล่าวต่อไปว่า "อยากให้ คสช. เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยอยากเห็นประเทศไทยกลับมาแข่งขันในเวทีโลกได้อีกในอนาคตอันใกล้นี้ ทั้งนี้ คสช. ได้ขอให้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างสร้างสรรค์ และมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ เพื่อนำไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขการดำเนินงานทางเศรษฐกิจ"


"เรืองไกร" ยื่นสอบร่างกฏหมายยุทธศาสตร์-ปฏิรูป ขัดรัฐธรรมนูญ


นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านนายสงัด ปัถวี รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบและเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลปกครองว่าการเสนอและการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ พ.ศ... และร่าง พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ... เข้าลักษณะเป็นกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 231 (2) หรือไม่?

โดยนายเรืองไกรกล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติ 2 ฉบับ ดังกล่าวทราบว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะมีการพิจารณาวาระสองและสามในวันที่ 22 มิ.ย. นี้ แต่จากที่ตนได้ตรวจสอบ พบว่าคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎหมายทั้งสองฉบับเมื่อวันที่ 4 เม.ย. และนายกรัฐมนตรีลงนามหนังสือถึงประธาน สนช. ส่งร่างกฎหมายดังกล่าวให้พิจารณาในวันเดียวกัน และเมื่อมาตรวจสอบในส่วนของเหตุผลประกอบร่างกฎหมายดังกล่าวก็พบว่า มีการอ้างบทบัญญัติมาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญ 60 ในการตรา พ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติพ.ศ.... และบทบัญญัติมาตรา 259 ในการตรา พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ทั้งที่ในวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวไปยัง สนช. รัฐธรรมนูญ 60 มาตรา 65 และมาตรา 259 ยังไม่มีผลใช้บังคับ การระบุ เหตุผลในการตราร่างพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับจึงไม่ถูกต้อง เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 60 มีการประกาศและมีผลบังคับใช้ในวันที่ 6 เม.ย. จึงเห็นว่าการเสนอและการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับ โดยอ้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 60 ก่อนที่จะมีผลใชับังคับนั้นเข้าข่ายเป็นกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญมาตรา 231(2)

"ฝากถึงคณะรัฐมนตรี และ สนช. ว่าจะทำยังไงก็ได้ ขอให้นำร่างนี้กลับไปพิจารณาใหม่ ร่างกฎหมาย 2 ฉบับนี้ไปต่อไม่ได้ เพราะ สมัยที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เป็น สนช. และนายมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นประธานวุฒิสภา มีการเสนอร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยทักษิณ ตัวเนื้อกฎหมาย หรือตัวบทกฎหมายไม่ได้มีปัญหา แต่มีการอ้างวรรคกฎหมายผิด นายวิษณุ ก็อภิปรายเอง เรื่องพวกนี้จะผิดและปล่อยผ่านไปไม่ได้ ดังนั้นร่างพระราชบัญญัติ 2 ฉบับที่ สนช. กำลังจะมีการพิจารณาวาระสาม ในวันที่ 22 มิ.ย. จึงไม่ควรที่จะเป็นการพิจารณาเพื่อตราเป็นกฎหมาย เพราะถ้าเลยไปถึงชั้นนั้นก็ต้องมีการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ ที่ประชุม สนช. จึงควรพิจารณาคว่ำร่าง หรือถ้าจะให้เกิดผลเสียน้อยที่สุดคณะรัฐมนตรี ก็ควรจะเสนอขอถอนร่างกลับไป เพื่อนำไปให้ ครม. พิจารณาใหม่ให้ถูกต้องและเสนอกลับมาให้ สนช. พิจารณาทีเดียว 3 วาระรวดก็ได้" นายเรืองไกร กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากดำเนินการเช่นนี้ ก็จะทำให้ผู้ตรวจหมดประเด็นที่จะวินิจฉัยและสั่งยุติเรื่องได้เช่นกัน รวมถึงการนำร่างกฎหมายไปพิจารณาใหม่ก็ไม่น่าทำให้การออกกฎหมายดังกล่าวช้าจนเกินกรอบเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 120 วันนับแต่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้

"ยิ่งลักษณ์" แจงเหตุระเบิดไม่เกี่ยว "ทักษิณ"


ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่าเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมทีมทนาย เดินทางมาสืบพยานฝ่ายจำเลยนัดที่ 13 ในคดีโครงการรับจำนำข้าว โดยมีอดีตรัฐมนตรี แกนนำพรรคและอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้แก่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมว.ประจำสำนักนายกฯ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย นางสาวขัตติยา สวัสดิผล อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคเพื่อไทย  และนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต 20 เดินทางมาให้กำลังใจ โดยมีการรักษาความปลอดภัยจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 จำนวน 1 กองร้อย


นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงเวลา 09.00น.โดยมีประชาชนมารอให้กำลังใจและร่วมกันร้องเพลงอวยพรวันเกิดล่วงหน้า โดยมอบช่อดอกไม้ให้กับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่จะมีอายุครบรอบ 50 ปี ในวันที่ 21 มิถุนายนนี้

นางสาวยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงกรณีพบภาพ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บ้านพักและบัตรประจำตัวของผู้ต้องหาในคดีไปป์บอมบ์ รพ.พระมงกุฎฯ ว่า "ต้องเรียนว่า ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี แน่นอนว่าก็ต้องมีคนรู้จัก มีคนรักหรือคนชอบเป็นธรรมดา แต่ไม่ได้หมายความว่ามีรูปท่านแล้ว ท่านจะสนับสนุนการใช้กำลังหรือการใช้ความรุนแรง ก็อยากขอความกรุณาอย่าเพิ่งเชื่อมโยง ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำหน้าที่สืบสวน และพิสูจน์พยานหลักฐานให้สิ้นสุดก่อน ทั้งนี้ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ไม่เคยสนับสนุนการใช้กำลังหรือความรุนแรง และพรรคเพื่อไทยก็ประณามผู้ที่ใช้ความรุนแรง และเราไม่เห็นด้วยกับการกระทำแบบนี้"

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุถึงเพจยิ่งลักษณ์บนเฟซบุ๊ก ว่ายอดกดไลค์ 6 ล้านไลค์ ใครๆก็ทำได้นั้น นางสาวยิ่งลักษณ์ หัวเราะก่อนกล่าวว่า "ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณแฟนเพจยิ่งลักษณ์ รวมถึงพี่น้องประชาชนที่เข้ามาติดตามข่าวสาร อย่างไรก็ตาม ว่างๆ ก็อยากให้เข้าไปดูเพจยิ่งลักษณ์ก็แล้วกันว่าตลอดเวลาที่เราเปิดเพจมาตลอด 7 ปี เป็นความรัก ความผูกพันที่มีต่อแฟนเพจและประชาชน ก็ลองไปเปิดดู ก็จะเห็นว่าทุกคนเข้ามาพูดกันด้วยความรักความผูกพัน ว่างๆก็อยากให้ไปเปิดดู"

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการจับกุมคนที่รับจ้างปั่นยอดไลค์ ซึ่งก็อาจจะมีการเชื่อมโยงไปได้ นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า "อย่างมองแฟนเพจยิ่งลักษณ์แบบนั้นเลย ใครได้ยินเขาจะเสียใจแย่"

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่รัฐบาลใช้มาตรา 44 เดินหน้าโครงการสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า "ตรงนี้เรายังไม่เห็นรายละเอียดว่าอย่างไร แต่ก็อยากให้เร่งรัดในเรื่องของการลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เพราะตรงนี้จะเป็นสิ่งจำเป็นในการที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจของเราดีขึ้น เพราะขณะนี้พี่น้องประชาชนต้องการในเรื่องของการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้ การใช้มาตรา 44 นั้นอยากให้มีกระบวนการในการจัดการ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบ และเพื่อความโปร่งใส"

ผู้สื่อข่าวถามถึงคำถาม 4 ข้อของ พล.อ.ประยุทธ์ นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า "เชื่อว่าประชาชนคงใช้สิทธิตอบคำถาม แต่ส่วนตัวมองว่าคำถาม 4 ข้อค่อนข้างจะชี้นำบ้าง แต่อยากให้ประชาชนได้ให้ข้อมูลอย่างเต็มที่เพื่อหาทางออกร่วมกัน ซึ่งถ้ากลไกของรัฐธรรมนูญทำงานได้สมบูรณ์ ก็จะได้รัฐบาลที่ดีและมีธรรมาภิบาล การแก้ไขปัญหาต่างๆคงไม่สามารถหยุดทุกอย่างแล้วมาแก้อย่างเดียวโดยที่ประเทศชาติเดินไม่ได้ เราต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปรับปรุง และขอให้กลไกนั้นเดินตามไปปกติ ทั้งนี้ ส่วนจะตอบคำถาม 4 ข้อด้วยตัวเองหรือไม่นั้น อยากให้ประชาชนเป็นผู้ตอบคำถามดีกว่า ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวจะเป็นการชี้นำ และขอพิจารณาอีกครั้งว่าจะตอบคำถาม 4 ข้อผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเหมือนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ หรือไม่ แต่เห็นผู้มีอำนาจไม่อยากให้ แต่ละแฟนเฟจพูดเรื่องการเมืองไม่ใช่หรือ?"

นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงการเปิดพื้นที่ให้นักการเมืองทำกิจกรรมว่า "การให้ทุกคนมีส่วนร่วมทั้งสื่อมวลชนและนักการเมืองนั้น ควรเปิดพื้นที่กว้างให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมกับการแสดงความคิดเห็น ซึ่งจะเปิดให้พรรคการเมืองดำเนินการได้แล้วหรือไม่ คงอยู่ที่คสช.จะพิจารณา แต่ก็อยากเปิดโอกาสให้นักการเมืองได้แสดงความคิดเห็นได้โดยตรง"

นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงการเซ็ตซีโร่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กตต.) จะกระทบกับการเลือกตั้งหรือไม่ว่า "คิดว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องของผลกระทบต่างๆ อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่ารัฐบาลจะรักษาโรดแม็ปตามที่ได้สัญญาไว้"

วันพฤหัสบดีที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"นพดล" แนะรัฐอุดช่องโหว่กฎหมายคุ้มครองเด็ก


นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า จากการเสียชีวิตของเด็กอายุ 12 ขวบ ที่ถูกแม่ทำร้ายต่อเนื่องจนเสียชีวิตแล้วนำศพถ่วงน้ำ รู้สึกสลดใจ อยากขอเรียกร้องรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางแก้ไขไม่ให้มีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นกับเด็กไทยคนใดอีก อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก คนไทยทุกคนมีหน้าที่ปกป้องชีวิตของเด็ก และต้องทำในส่วนที่ทำได้ ซึ่งหลายกรณีถ้าเจ้าหน้าที่ทราบเรื่อง อาจช่วยชีวิตไว้ได้ทัน วิธีหนึ่งคือการแก้กฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กปี 2546 ซึ่งยังมีช่องโหว่ที่ควรแก้ไข เพื่อช่วยรักษาชีวิตเด็กไม่ให้ถูกทำร้ายจนตายอย่างน้องรุ้ง หรือลดจำนวนให้น้อยลง อย่างน้อย 4 ประเด็นคือ

1) แก้ไขมาตรา 29 เพิ่มหน้าที่ให้ผู้ใดที่พบเห็นเด็กที่อยู่ในสภาพที่ต้องได้รับการดูแลต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ภายใน 24 ชั่วโมง

2) ให้รางวัลแก่พลเมืองดีผู้แจ้ง โดยจ่ายจากกองทุนคุ้มครองเด็ก ในอัตราที่กำหนด เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการแจ้งการทารุณกรรมต่อเด็กให้เจ้าหน้าที่รับทราบ

3) ควรเพิ่มสภาพบังคับของมาตรา 29 โดยอาจกำหนดบทลงโทษ ในกรณีที่มีผู้พบเห็นเด็กที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ และตัวเองสามารถแจ้งได้โดยไม่มีภยันตรายต่อตัวเองแต่ไม่แจ้ง

4) มีมาตรการคุ้มครองพลเมืองดีที่แจ้งถึงการกระทำต่อเด็กดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อไม่ให้พลเมืองดีเดือดร้อน

นายนพดล กล่าวต่อไปว่า "ตนหวังว่ารัฐบาล หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือสมาชิก สนช. จะพิจารณาหาทางคุ้มครองเด็กผู้น่าสงสาร ที่อาจโชคร้ายอยู่ในเงื้อมมือของผู้ปกครอง หรือถูกกระทำทารุณกรรม โดยแก้กฎหมายที่จำเป็น และในระหว่างนี้ควรใช้มาตรการในการบริหารสั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ อปท. ไปสำรวจในพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบ ว่ามีกรณีที่เด็กอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการถูกทารุณกรรมหรือไม่ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อนแก้กฎหมาย"

"วัฒนา" แถลงไม่หยุดวิจารณ์รัฐ-เดินหน้าสู้คดีบ้านเอื้ออาทร


ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า เมื่อเวลา 10.00น. ที่ผ่านมา นายวัฒนา เมืองสุข อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน หลังมีข่าวว่า ป.ป.ช. ชี้มูลโครงการบ้านเอื้ออาทร โดยนายวัฒนา ระบุว่า เป็นเรื่องการเมือง เป็นความพยายามของผู้มีอำนาจโดยนำเรื่องคดีมาบีบไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์ เรื่องคดีก็ว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม เวลาตนวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ เคยระบุ นักการเมืองบางคนไม่กลัวหรือ? ยังมีคดีอยู่ใน ป.ป.ช."

"โดนชกก็เคยมาแล้ว ขึ้นศาลทหารก็ขึ้นมาแล้ว หากรัฐบาลทำให้ดี ผมคงจะวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ แต่ทำบ้านเมืองเสียหาย ทำให้ประชาชนทุกข์ยาก ยังเอาเงินไปซื้อรถถัง กำลังซื้อภาคประชาชนตก เศรษฐกิจกำลังจะหายนะ อย่ามาสร้างประเด็น เอาเวลาไปทำอย่างอื่น การที่นักลงทุนปฏิเสธการลงทุน ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมาก อะไรที่เห็นว่าเป็นธรรมก็ทำไป อะไรเป็นเรื่องคดีก็พร้อมสู้คดี ไม่ขอใช้อภิสิทธิ์ เรื่องคดีกับเรื่องวิพากษ์วิจารณ์เป็นคนละเรื่องกัน" นายวัฒนา กล่าว

"สุรสาล" ถามความเหมาะสมรัฐตั้งโฆษก6คน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรสาล ผาสุข อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสิงห์บุรี พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

มีความ "จำเป็น" และ "ความเหมาะสม" เพียงใด?

อนุสนธิจากการที่ครม.อนุมัติให้มีโฆษกประจำตัวรองนายกฯทั้ง 6 คนและโฆษกประจำสำนักนายกฯได้แถลงให้สื่อฯทราบแล้วนั้น มีประเด็นที่ผมขอตั้งเป็นข้อสังเกตกลับไปยังครม.ดังนี้

1. มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด? เพราะปัจจุบันก็มีโฆษกมากมายจนแทบเดินชนกันตายอยู่แล้วมีทั้งโฆษกประจำสำนักนายกฯและรองโฆษกฯ โฆษกและรองโฆษกประจำคสช. โฆษกฯและรองโฆษกฯประจำกระทรวงฯจะให้ใครแถลงผลงานหรือประชาสัมพันธ์อะไรก็เลือกเอาที่สำคัญบางคนเป็นรองนายกฯมา3ปีแล้วไม่เห็นมีผลงานอะไร?

2. ที่ตั้งมานั้นมีความเหมาะสมหรือไม่? เพราะทุกคนมีตำแหน่งหน้าที่อื่นอยู่แล้วเช่นโฆษกประจำตัวพล.อ.ธนศักดิ์ก็เป็นปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ โฆษกประจำตัวดร.สมคิดมี2คนๆหนึ่งเป็นผู้ช่วยประจำสำนักนายกฯอีกคนเป็นหลานแท้ๆของดร.สมคิดเอง

3. ขัดต่อหลักธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศในเรื่องของความโปร่งใสหรือไม่? เพราะมีการรับค่าตอบแทนและเงินประจำตำแหน่งเต็มจำนวน โดยผู้ที่แต่งตั้งเข้ามารับเงินทั้งตำแหน่งที่เป็นอยู่เดิมและตำแหน่งโฆษกฯโดยตำแหน่งโฆษกฯถ้าใช้อัตราเดียวกับโฆษกประจำสำนักนายกฯจะได้รับเงินเป็นค่าตอบแทน 45,000.-บาท และเงินประจำตำแหน่งอีก 10,000.- บาท รวมเป็น 55,000.-บาท

ตั้งงบประมาณขาดดุลเป็นแสนล้าน ประชาชนหน้าแห้งกินอยู่อย่างประหยัด พวกท่านเพราๆลงบ้างได้ไหมเอาแต่พอเหมาะพอสมและพอเพียงครับ

วันพุธที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"พิชัย" ขอรัฐหยุดกลั่นแกล้ง-เรียกเข้าค่าย หลังตอบ4คำถามประยุทธ์


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า "ตามที่ พ.ท.พีรยุทธ์ เศวตเศรนี ของ คสช. โทรแจ้งว่าจะมารับตัวในวันศุกร์ตอนเที่ยง เพื่อเข้าไปในกองทัพภาคที่ 1 นั้น ตนได้สอบถามกลับไปยัง พ.ท.พีรยุทธ์ ว่าถูกเรียกเพราะสาเหตุใด? แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ ทั้งนี้เพราะตั้งแต่ถูกเรียกและยกเลิกไปคราวที่แล้ว ก็ไม่ได้ให้สัมภาษณ์อะไร นอกจากการตอบ 4 คำถามของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งถามต่อสาธารณะเอง และออกมาเตือนเรื่องค่าเงินบาทแข็งจะมีผลต่อการส่งออก โดยเสนอให้แบงค์ชาติลดดอกเบี้ย เพื่อให้ค่าเงินอ่อนลง และช่วยลดภาระของประชาชนและธุรกิจ อีกทั้งเตือนให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาหนี้เสียและการว่างงานที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำมานาน ซึ่งก็เป็นการให้แนวคิดตามข้อมูลที่ถูกต้องพร้อมข้อแนะนำ ตามโพลสำรวจที่ประชาชนอยากเห็น จึงไม่น่าที่จะต้องถูกเรียก ทั้งๆที่มีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตน่าจะได้รับการเคารพ ซึ่งอาจทำให้ความเชื่อถือของนักลงทุนในต่างประเทศและในประเทศลดลงไปอีกได้" 

นายพิชัย กล่าวต่อว่า "นอกจากนี้ไม่แน่ใจว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทราบหรือไม่? ว่ามีการเข้ามากลั่นแกล้งตรวจสอบบริษัทเครือญาติของตน ทั้งๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนแล้ว เนื่องจากออกมาอยู่การเมือง ดังนั้นหากพลเอกประยุทธ์ไม่ทราบเรื่อง ก็ขอให้พลเอกประยุทธ์ ได้สั่งให้หยุดการกลั่นแกล้งดังกล่าวโดยทันที เพราะไม่ได้เป็นผลดีกับรัฐบาลแต่อย่างใด สุดท้ายสังคมจะดูว่ารัฐบาลทหารลุแก่อำนาจได้"

วันจันทร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"Health Care" 30บาทรักษาทุกโรคในอนาคตของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

กองบรรณาธิการ Social Media สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม TV24 สถานีประชาชน ขอพาทุกท่านเข้าถึงมุมมองของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีที่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ต่อ โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการที่เป็นที่พึงของประชาชนจำนวนมากมาจนถึงปัจจุบัน


อะไรคือ 30 บาทรักษาทุกโรค?

โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคเริ่มตั้งแต่ พ.ศ 2544 ในสมัยรัฐบาลไทยรักไทยบรรจุเป็นนโยบาย ซึ่ง ดร. ทักษิณ ชินวัตรตัดสินใจผลักดันโครงการนี้ เพื่อให้คนไทยทุกคนมีหลักประกันสุขภาพ สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาล อย่างเท่าเทียมมีศักดิ์ศรี บนพื้นฐาน ของการบริการที่มีคุณภาพและให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างสุขภาพ เพื่อนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดี ของคนไทยทุกคน (Health Care) และลดค่าใช้จ่ายในภาพรวม (Cost reduction) ระบบได้วางหลักการ คือเห็นความสำคัญและให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทุกคนร่วมจ่ายค่าธรรมเนียม 30 บาท มิใช่ระบบสงเคราะห์หรืออนาถา รวมทั้งเป็นการกลั่นกรองว่าเจ็บป่วยจริงจนจำเป็นต้องใช้บริการและยินดีร่วมจ่าย ซึ่งทำให้เกิดความสมดุลของระบบ

ในฐานะที่หน่อยเป็นคนที่ได้รับมอบหมายให้นำโครงการนี้มาสู่การปฏิบัติ รู้สึกเป็นห่วงการดำเนินโครงการ 30 บาทในปัจจุบันที่ผิดไปจากวัตถุประสงค์เดิม ที่เน้นการสร้าง Health Care แต่ปัจจุบันระบบนี้กำลังเดินเข้าสู่ Sick care ที่ต้องใช้งบประมาณสูงขึ้นโดยที่มีผู้ป่วยมากขึ้นด้วย

ปัญหาของ 30 บาทรักษาทุกโรคในปัจจุบัน?

รัฐบาลที่เกิดจากคณะปฏิวัติทั้งสองครั้งเปลี่ยนแปลงระบบ มุ่งเน้นสิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาล แต่ไม่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ยกเลิกการเก็บ 30 บาท เพิ่มค่าเหมาจ่ายรายหัวอย่างก้าวกระโดด จัดสรรงบลงทุนจำนวนมาก มีการจัดการเฉพาะโรค (Disease Management) และหันมาจ่ายเงินตามบริการคัดกรองโรค รักษา หรือการเจ็บป่วย โดยเงินเหมาจ่ายทั้งหมด 100% จัดการโดยเกณฑ์ของสปสช. ทุกก้อนทั้ง ผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน บริการรักษาพยาบาล บริการเฉพาะ และอื่น ๆ ทั้งหมด ทำให้เกิดการโยกย้ายเงินเหมาจ่ายรายหัวไปให้พื้นที่ที่มีการเจ็บป่วยมาก เป็นการส่งเสริมให้เกิดความเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น (Sick Care) พื้นที่ที่ส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคได้ดี จนทำให้ประชาชนสุขภาพดีเจ็บป่วยน้อย (Health Care) กลับถูกทำโทษให้ได้รับเงินน้อยลง ทุกหน่วยบริการเร่งขยายบริการรักษาพยาบาลให้มากขึ้น ภาระงานเพิ่มจนต้องเพิ่มคนไม่หยุดยั้ง ทำให้งบประมาณเหมาจ่ายรายหัวเพิ่มเป็น 3,109.87 บาทต่อคนในปีพ.ศ. 2560 แล้วยังมีรพ.ขาดสภาพคล่องอีกถึง 5,000 ล้านบาท ผลกระทบที่ตามมาคือ ระบบถูกผลักดันให้กลายเป็น Sick Care ประชาชนเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น บุคลากรมีงานเพิ่มขึ้น คุณภาพบริการแย่ลง โรงพยาบาลขาดสภาพคล่องมากขึ้น และเพิ่มเงินเท่าไรก็ไม่พอ ท้ายที่สุดก็พยายามจะผลักภาระให้ประชาชนร่วมรับผิดชอบ

การแก้ไขพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติแก้ปัญหาหรือไม่?

กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในหลาย ๆ เครื่องมือที่ประกอบกันเป็นระบบ 30 บาทรักษาทุกโรค การแก้ไข พรบ.หลักประกันสุขภาพ ไม่ว่าจะมีการเพิ่มสัดส่วนข้าราชการประจำในกรรมการบริหาร และกรรมการควบคุมคุณภาพหรือไม่ การจำกัดบทบาทขององค์กรประชาชน รวมทั้งการเปิดช่องให้มีการร่วมจ่ายหรือไม่ ก็ตาม จึงเป็นการดัดแปลงเครื่องมือชิ้นหนึ่งเท่านั้น ตราบใดที่ยังมุ่งสู่ทิศทาง สร้างโรคเพิ่มขึ้น (Sick Care) ใช้เงินเพิ่มขึ้น ไม่มีความเท่าเทียมกัน และประชาชนยังไม่ได้รับบริการอย่างมีศักดิ์ศรี ก็ยังคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อยู่ดี

30 บาทรักษาทุกโรคในอนาคต?

การปรับทิศทางหันไปสร้างสุขภาพให้เกิด Health Care อย่างแท้จริง การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบและกลับมาทำให้ทุกคนมีหลักประกันสุขภาพ สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาล อย่างเท่าเทียมมีศักดิ์ศรี บนพื้นฐาน ของการบริการที่มีคุณภาพและให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างสุขภาพ เพื่อนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดี ของคนไทยทุกคน และลดค่าใช้จ่ายในภาพรวม (Cost reduction) เหมือนหลักการตอนเริ่มต้นโครงการเท่านั้น จึงจะแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง

วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"อนุสรณ์" สอน "สมคิด" ยอมรับความเป็นจริง-เศรษฐกิจย่ำแย่


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ออกมากล่าวหาว่าผู้ที่วิจารณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่คือพวกทำลายชาติ ทั้งๆที่ในสมัยปี 2556 นายสมคิดเองก็เคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐกิจในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในเรื่องเสาหลักเศรษฐกิจเสื่อมหมด ซึ่งปรากฏเป็นคลิปเผยแพร่ทั่วไป แต่หลังจากที่มีการทักท้วงว่าเศรษฐกิจปัจจุบันเสาหลักเศรษฐกิจเสื่อมกว่าปี 2556 มาก คลิปดังกล่าวกลับถูกถอดหายไป คาดว่าคนสั่งให้ถอดคงเกรงว่าประชาชนจะทราบข้อมูลในคลิปที่นายสมคิดพูดไว้ ใช่หรือไม่? แต่ในโลกปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารถูกบันทึกไว้ ประชาชนก็สามารถหาอ่านย้อนหลังได้ ซึ่งหากนำมาดูรายละเอียดแล้ว จะพบว่าเสาหลักเศรษฐกิจปัจจุบันได้เสื่อมกว่าจริง เพราะในปี 2557 การส่งออกลดลง 0.4% และในปี 2558 ที่นายสมคิดรับผิดชอบเต็มที่ การส่งออกกลับลดลง 5.78% ในปี 2559 การส่งออกเพิ่ม 0.45 (แต่ถ้าหักการส่งออกทองคำจะติดลบ) ดังนั้น การส่งออกในปัจจุบันจึงต่ำกว่าปี 2556 มาก และยอดการส่งเสริมการลงทุนในปี 2556 อยู่ที่กว่า 1.1 ล้านล้านบาท แต่ยอดส่งเสริมการลงทุนในปี 2559 มีเพียง 5.84 แสนล้านเท่านั้น ซึ่งลดลงถึงครึ่งหนึ่ง อีกทั้งรายได้ประชาชนส่วนใหญ่ต่างลดลงกันหมด ดังนั้น จึงอยากให้นำคลิปกลับมาเพื่อพิสูจน์คำพูดของนายสมคิด และการที่นายสมคิดวิจารณ์รัฐบาลตอนนั้นถือเป็นการทำลายชาติหรือไม่? เพราะต่อมาก็เกิดการปฏิวัติ และนายสมคิดก็เข้าร่วมกับ คสช. นอกจากนี้ การที่นายสมคิดพูดว่า ทำให้การเติบโตเพิ่มจากปี 2557 ที่โตเพียง 0.8% มาโตในไตรมาสที่แล้วที่โต 3.3% เป็นความสำเร็จ ทั้งๆที่นายสมคิดน่าจะทราบดีว่าในปี 2557 มีทั้งการประท้วงชัตดาวน์กรุงเทพฯ โดย กปปส. และยังมีการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งทำให้เศรษฐกิจทรุดลงไปเหลือ 0.8% ขณะนั้น ปัจจุบันการโตได้เพียง 3% กว่า เป็นการโตที่ต่ำกว่าศักยภาพมาก และเป็นการโตต่ำสุดในอาเซียน อีกทั้งองค์กรระหว่างประเทศทั้ง ธนาคารโลก , IMF และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย ยังต้องออกมาเตือนว่าโตได้เท่านี้จะลำบากกันทั้งประเทศ ไม่น่าจะใช่เรื่องที่น่าจะภูมิใจได้ ดังนั้น จึงอยากให้นายสมคิดได้ยอมรับสภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ที่เป็นจริงที่ประชาชนสัมผัสอยู่ และหาทางแก้ไข มากกว่าจะแก้ตัวไปวันๆ ท่ามกลางความเดือดร้อนของประชาชน

วันพฤหัสบดีที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"ยิ่งลักษณ์" นำเพื่อไทย ร่วมพิธีพระราชทานเพลิง "อรดี สุทธศรี"


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นำ อดีตรัฐมนตรี และ ส.ส. พรรคเพื่อไทย ร่วมงานพิธีพระราชทานเพลิงศพ นางสาวอรดี สุทธศรี อดีต ส.ส. จังหวัดกาฬสินธุ์ ณ เมรุชั่วคราวบ้านดอนขาว ตำบลหัวงัว อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์

"ทนายวันชัย" ยื่น DSI สอบ "อุตตม-ชัยณรงค์" คดีกรุงไทย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00น. ที่ผ่านมา ทนายวันชัย บุนนาค นักวิชาการด้านกฏหมาย เข้ายื่นหนังสือต่อ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้ตรวจสอบ นายอุตตม สาวนายน และนายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ อดีตผู้บริหารธนาคารกรุงเทพที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีกรุงไทยปล่อยกู้กลุ่มกฤษดานคร  

ทนายวันชัย บุนนาค นักวิชาการด้านกฏหมาย ซึ่งติดตามคดีกรุงไทยและผู้เกี่ยวข้องที่อยู่ระหว่าง กรมสอบสวนคดีพิเศษ พิจารณาดำเนินคดีฟอกเงิน และเคยยื่นเรื่องร้องเรียนกล่าวโทษให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินคดีกับธนาคารกรุงเทพและผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งนายอุตตม สาวนายน และนายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ ในฐานะคณะกรรมการของธนาคารกรุงไทย ในฐานะกรรมการอนุมัติสินเชื่อทั้งหมดที่ให้กลุ่มกฤษดานคร สมควรได้รับการถูกตรวจสอบ โดยในวันนี้ ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษอีกครั้ง และหากไม่มีการดำเนินการสืบสวนสอบสวนหรือเลือกดำเนินคดีเพียงบางคน ทนายวันชัย บุนนาค จะใช้ช่องทางตามกฏหมาย ดำเนินกับเจ้าหน้าที่รัฐต่อไป

วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"พิชัย" แนะสมคิดเลิกอคติ-ถามประชาชน เศรษฐกิจดีไหม?


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะทำงานฝ่ายเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ออกมาโจมตีกล่าวหาว่า ผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่อยู่ขณะนี้ เป็นการทำลายประเทศ และยืนยันว่าเศรษฐกิจปัจจุบันดี จึงอยากให้นายสมคิดได้สอบถามประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อจะได้ทราบว่าประชาชนเดือดร้อนกันมากขนาดไหน รายได้ลดลงกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน และ คนหาเช้ากินค่ำ ฯลฯ  ขนาดพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังยอมรับเองว่าเศรษฐกิจฝืดเคือง ซึ่งหากนายสมคิดถามเฉพาะเจ้าของบริษัทใหญ่ๆ ที่สนับสนุนรัฐบาลอยู่ อาจจะได้คำตอบคนละอย่าง และอาจจะทำให้เข้าใจผิดได้  อีกทั้งหากดูผลโพลสำรวจล่าสุดจะพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ 78.41% สนับสนุนการวิจารณ์รัฐบาล ถือว่าเป็นสิทธิ เพราะได้แง่คิดหลากหลาย แต่ต้องมีเหตุผล เป็นข้อมูลที่แท้จริงพร้อมข้อเสนอแนะ ซึ่งหากนายสมคิดจะเปิดใจกว้างยอมรับฟังข้อมูลที่เป็นจริงที่มาจากหน่วยงานรัฐ และฟังข้อเสนอแนะมาตลอดเวลาที่เข้ามาบริหาร โดยไม่มีอคติคิดว่าเป็นแค่เรื่องการเมือง เศรษฐกิจก็คงไม่แย่ถึงขนาดนี้  และที่นายสมคิดพูดถึงการวิจารณ์ของนายสมคิดต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในปี 2556 ที่เคยบอกว่าเสาหลักเศรษฐกิจเสื่อมหมด ก็อยากให้นายสมคิดได้เปรียบเทียบเสาหลักเศรษฐกิจในปัจจุบันกับในปี 2556 ที่นายสมคิดวิจารณ์ขณะนั้น จะพบว่าการส่งออกในปัจจุบัน ลดลงต่ำกว่าการส่งออก ในปี 2556 เสียอีก อีกทั้งการลงทุนในปี 2556 มียอดการขอส่งเสริมการลงทุนกว่า 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่าตอนนี้ที่มีปีละไม่กี่แสนล้านบาท แถมยังไม่มีการลงทุนจริง และการลงทุนจากภาคเอกชนในปี 2556 ก็สูงกว่าปัจจุบันมาก รายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ก็ลดลง  ซึ่งน่าจะเป็นบรรทัดฐานวัดว่าเศรษฐกิจปัจจุบันย่ำแย่เพียงใด เพราะยังสู้ 4 ปีที่แล้วไม่ได้ เสาหลักเศรษฐกิจยิ่งเสื่อมกว่าเดิม จึงอยากให้นายสมคิดได้หาทางแก้ไขเสาหลักเศรษฐกิจที่เสื่อมที่เคยวิจารณ์ไว้เองให้ได้อย่างแท้จริงเพราะทำงานมานานแล้ว  ไม่ใช่เพียงการพูดเพื่อให้ดูดีหรือเพียงเพื่อการตลาดเท่านั้น ซึ่งเมื่อดูผลงานการบริหารเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ แต่กลับเข้าใจผิด หลงคิดว่าตัวเองเก่งและมาถูกทาง จึงอยากถามว่าใครกันแน่ที่ทำลายประเทศอย่างแท้จริง?

วันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"ยิ่งลักษณ์" ขอบคุณชาวนา ภูมิใจหนุนคุณภาพชีวิตดีขึ้น


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

5 มิ.ย.วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

นอกจากวันนี้เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลกแล้ว ยังเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง คือ “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” เพื่อให้พวกเราทุกคนได้ระลึกถึงคุณค่าของข้าวและชาวนาไทยค่ะ

ข้าวเป็นอาหารหลักหล่อเลี้ยงชีวิตคนไทยมาทุกยุคทุกสมัยและมีวัฒนธรรมประเพณีที่เกี่ยวพันกับทุกช่วงชีวิตของคนไทยอย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้ข้าวยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศที่สร้างรายได้จำนวนมากให้แก่ประเทศมาโดยตลอด

ขณะเดียวกันดิฉันตระหนักถึงความสำคัญของชาวนาผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติ ที่อุทิศหยาดเหงื่อและแรงกาย ต้องกรำแดดหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินเพื่อปลูกข้าวที่มีคุณภาพให้คนไทยได้บริโภคและข้าวยังเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญอีกด้วย นอกจากนั้นชาวนายังมีส่วนในการพัฒนาและเพิ่มมูลค่าข้าวให้มีคุณภาพ ซึ่งเป็นการเพิ่มพูนรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวนาอีกด้วย

ดิฉันรู้สึกภูมิใจที่ครั้งหนึ่งรัฐบาลดิฉันได้มีโอกาสดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวนาจนสามารถลืมตาอ้าปากได้ ทำให้ราคาข้าวเหมาะสมกับต้นทุนการผลิต คุณภาพชีวิตชาวนาดีขึ้น ตลอดจนโครงการอื่นๆในการช่วยเหลือเกษตรกรโดยผ่านแนวคิด เพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายและขยายโอกาส ไม่ว่าจะเป็น การพักชำระหนี้เกษตรกร การส่งเสริมปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ (Zoning) เพื่อลดต้นทุนการผลิต การจัดระบบชลประทานด้วยแผนบริหารจัดการน้ำให้ทั่วถึง การช่วยเหลือให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนมากขึ้น รวมถึงการเปิดตลาดใหม่ๆให้ข้าวไทยในตลาดโลก

ดิฉันอยากให้ชาวนาทุกท่านได้ภูมิใจ ที่เป็นผู้ปลูกข้าวเลี้ยงดูคนไทยทั้งประเทศและยังได้ผลิตข้าวคุณภาพที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก วันนี้ดิฉันเชื่อว่าชาวนายังทุกข์ยากกับปัญหาต้นทุนการผลิตข้าวที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมและรอการช่วยเหลืออยู่จึงขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญ ระลึกถึงชาวนาผู้เป็นกำลังสำคัญต่อวงการข้าวไทย และไม่ทอดทิ้งชาวนานะคะ

ไม่เท่ากัน! ผู้ค้าแผงลอยราชประสงค์-สุขุมวิท โวย กทม. ยกเว้นเยาวราช-ข้าวสาร


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากผู้ว่าฯกรุงเทพฯมีคำสั่งให้ยกเลิกหาบเร่-แผงลอยทั้ง 50 เขต แต่กลับยกเว้นถนนเยาวราชและถนนข้าวสาร ล่าสุดทางกลุ่มผู้ค้าแผงลอยย่านราชประสงค์-สุขุมวิท เดินทางมาทำเนียบรัฐบาลเพื่อร้องต่อนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าไม่เท่าเทียมกันและขอกลับเข้าไปค้าขายหาบเร่-แผงลอยในพื้นที่เดิม

"เรืองไกร" ยื่นสอบ ธปท. ขาดทุนสะสม 805,835 ล้านบาท


นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ด้วยมีข่าวปรากฏเรื่องผลการดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 มีผลขาดทุนสูงถึง 139,533 ล้านบาท นั้น กรณีดังกล่าวเมื่อไปตรวจสอบงบแสดงฐานะการเงินของ ธปท. ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 มีประเด็นที่ควรสงสัยติดตามมากไปอีก

นายเรืองไกร กล่าวว่า ในงบแสดงฐานะการเงินด้านหนี้สินและทุน มีตัวเลขหนี้สินรวม 4,963,953 ล้านบาท ส่วนของทุน มีตัวเลขที่ติดลบรวม 745,763 ล้านบาท

นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาในส่วนของทุน มีตัวเลขที่ควรเป็นกังวลต่อฐานะการคลังของรัฐบาลตามมาด้วย เนื่องจากตัวเลขผลขาดทุนสะสมมีสูงถึง 805,835 ล้านบาท ขณะที่ ธปท. มีทุนประเดิมเพียง 20 ล้านบาท ดังนั้น หากเทียบสัดส่วน (Ratio) ผลขาดทุนสะสม ต่อ ทุน จะสูงถึง 40,921 เท่า และเนื่องจาก ธปท. ทำหน้าที่เป็นนายธนาคารของรัฐบาล จึงเป็นประเด็นที่รัฐบาลควรกังวล ทั้งนี้ตามแนวมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2556

นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า หนี้สินรวมของ ธปท. จำนวน 4,963,953 ล้านบาท ไม่พบว่า มีการนำไปแสดงไว้เป็นหนี้สาธารณะด้วยหรือไม่ เนื่องจากหนี้สาธารณะ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 ที่ สบน. รายงานไว้ คือ 5,921,722 ล้านบาท ขณะที่ GDP อยู่ที่ 14,366,557 ล้านบาท สัดส่วนหนี้ต่อ GDP เท่ากับร้อยละ 41.22  แต่หากนำตัวเลขหนี้ของ ธปท. จำนวน  4,963,953 ล้านบาท มารวมไว้ในหนี้สาธารณะ จะทำให้หนี้ทั้งหมดกลายเป็น 10,885,675 ล้านบาท หรือไม่? ถ้าเป็นเช่นนี้ อาจแสดงว่า หนี้สาธารณะต่อ GDP อาจสูงถึงร้อยละ 75.77 ตามมาได้

นายเรืองไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า กรณีผลขาดทุนสะสม 805,835 ล้านบาท และหนี้สินรวม 4,963,953  ล้านบาท ของ ธปท. จึงเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญต่อฐานะการคลังของรัฐ จึงจำเป็นต้องนำเรื่องนี้ไปร้องต่อนายกรัฐมนตรีให้รีบพิจารณาเพื่อหาทางแก้ไขต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"อนุสรณ์" โต้ "วันชัย" หยุดสร้างวาทกรรมกล่าวหา "ทักษิณ"


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปท. ออกมาระบุว่า ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา , นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผนึกกำลังกัน 3 ฝ่าย เพื่อต่อสู้กับระบอบทักษิณ ว่า นายวันชัย จะศรัทธาและชอบใครหรือระบอบไหนก็เป็นสิทธิส่วนตัว แต่ไม่ควรกล่าวหาพาดพิงผู้อื่นให้เสียหาย ในอดีตนายวันชัย ก็เคยลงสมัคร ส.ส. ได้ 2,000 คะแนน ซึ่งก็ถือว่าไม่น้อย แต่ก็ไม่ควรที่จะไม่ศรัทธาระบอบประชาธิปไตยที่ให้อำนาจประชาชนได้ใช้สิทธิผ่านการเลือกตั้ง การกล่าวหาระบอบทักษิณ ที่ไม่มีอยู่จริงเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง hate speech และเป็นวาทกรรมลวง fake news เพราะระบอบทักษิณไม่มีอยู่จริง และคนที่นำวาทกรรมนี้มาใช้ทำลายล้างผู้อื่นก็ถูกปฏิเสธจากประชาชนมาครั้งแล้วครั้งเล่า พรรคเพื่อไทย ขอเชิญชวนทุกภาคส่วนได้ตั้งสติแล้วถามตัวเองว่า การออกมาพูดแต่ละครั้งประชาชนได้ประโยชน์อะไร ยืนยันว่าวันนี้พรรคเพื่อไทย ไม่ได้ไปต่อสู้กับ พล.อ.ประยุทธ์ คสช. พรรคประชาธิปัตย์ หรือ กปปส. แต่พรรคเพื่อไทย ต่อสู้กับตนเองอย่างมุ่งมั่น และอ่อนน้อมถ่อมตน ในการค้นหาแนวนโยบายที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในทุกมิติของประเทศและเพื่อความผาสุขของประชาชน และประสงค์ให้สังคมได้ก้าวข้ามความขัดแย้งไปสู่ความปรองดอง สมานฉันท์

แม่นมาก! "พานทองแท้" วิเคราะห์ล่วงหน้า2ปี "กปปส." กลับรังประชาธิปัตย์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


หมอลักษณ์ ยังไม่ได้ฟันธง!!
หมอกฤษณ์ ไม่ทันคอนเฟิร์ม!!
แต่หมอพานฯ....เขียนไว้ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว สะท้อนสันดานนักการเมืองพรรคแมลงสาป ได้แม่นราวกับตาเห็นครับ..!!
ต้องขอบคุณ อดีต สส.เดียร์ (ขัตติยา สวัสดิผล) ที่หยิบโพสต์เก่าของผมเมื่อ 2 ปีที่แล้วมาแชร์อีกครั้ง ทำให้คนกลับมาอ่าน และแชร์ต่อกันในอินเทอร์เน็ตอย่างคึกคักอีกครั้ง ตามนี้ครับ
โพสต์ดังกล่าวเป็นโพสต์ที่ผมลงรูปแกนนำ กปปส. 7-8 คน ซึ่งเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ยืนยันมั่นหมายทำนองว่า การที่ตนออกมาเป่านกหวีดป่วนบ้านเมือง ไม่ได้ทำเพราะพรรคประชาธิปัตย์แพ้เลือกตั้ง และไม่ได้ต้องการล้มกระดานรอเลือกตั้งใหม่ แต่เพราะพวกตนหันหลังเด็ดขาดจากการเมือง และลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์เรียบร้อยแล้ว

วันนั้นผมบอกว่า ที่พูดไว้คอยดูเถอะ ถึงวันใกล้เลือกตั้ง ก็จะวิ่งกลับเข้าพรรคประชาธิปัตย์กันใหม่ เปลี่ยนสีแปลงร่างที่พรางตัวเอง กลับมาเป็นนักการเมืองได้เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผมยังคาดการณ์ถึงในอนาคตอีกว่า จะเหลือคนเฝ้า กปปส. อยู่เพียง 1-2 คน เผื่อว่าแพ้วันหน้าอีก จะได้เป็นหัวเชื้อเอาไว้ออกมาป่วนใหม่อีกเป็นครั้งที่ 2-3-4

จนถึงวันนี้ 2 ปีผ่านไปเป็นไงครับ 7-8 คนวิ่งแจ้นกลับไปสมัครเข้าพรรคฯ กันหน้าตาเฉย เหลือทิ้งไว้เฝ้าเงินบริจาคอยู่ที่ กปปส. แค่ คน 2 คนเท่านั้น

นี่มันยิ่งกว่าแข่งบอลกีฬาสีอีกนะครับ เตะแพ้ซ้ำซาก นักกีฬาก็ถอดชุดทำตัวเป็นกองเชียร์ ป่วนจนต้องยกเลิกการแข่งขันทั้งหมด พอถึงฤดูกาลหน้า ทั้งหมดที่ว่าเลิกเตะบอล ก็หันกลับไปใส่ชุดทีมสีเดิม ลงเตะใหม่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เฮ้ย..พรรคฯ เก่าแก่...!!
"ทำแบบนี้ก็ได้เหรอ"

"ชวลิต" แนะทางออกประเทศ เผยศัตรูของเพื่อไทย คือปัญหาความยากจน


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่ สปท. ท่านหนึ่งเสนอแนะให้พรรคประชาธิปัตย์ และ กปปส. หยุดทะเลาะกัน แต่ควรร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็น 3 ฝ่าย ร่วมกันให้เป็นเอกภาพ เพื่อสู้กับพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะถึงนั้น ในฐานะที่เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยคนหนึ่ง ขอเรียนว่า พรรคประชาธิปัตย์ก็ดี กปปส. ก็ดี และนายกรัฐมนตรีก็ดี ไม่ได้เป็นศัตรูกับพรรคเพื่อไทย ที่จะต้องต่อสู้กันวุ่นวายให้รู้ดำรู้แดง แต่เห็นว่าศัตรูของชาติร่วมกันขณะนี้ คือ ปัญหาความยากจน และปัญหาการเมืองการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพและต่อเนื่อง

นายชวลิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ห้วงเวลา 10 ปีเศษที่ผ่านมา ประชาชนเบื่อหน่ายกับความขัดแย้ง เพราะเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาของประเทศ จึงขอฝากเป็นข้อสังเกตไปยังภาคส่วนต่างๆ เลิกคิดจับคู่ฟาดฟันกัน ทำลายล้างกันดังกล่าวข้างต้น

นายชวลิต กล่าวในที่สุดว่า ในสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอย่างมากอยู่ในขณะนี้ เราคนไทยด้วยกัน ควรร่วมกันหาทางออกให้กับประเทศ อย่างน้อยควรร่วมกันเดินไปตามระบบกฎหมายบ้านเมือง คือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เฉพาะอย่างยิ่ง ควรร่วมกันตรวจสอบ ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล และ กกต. ที่จะบริหารจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ให้ประเทศของเราได้รับความเชื่อถือ เชื่อมั่นเกิดขึ้นให้ได้

ทั้งนี้ รัฐบาลควรเป็นกลาง ไม่ควรมีอคติต่อฝ่ายใด เฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ควรมีการดำเนินการใดๆ ที่จะสร้างความได้เปรียบ เสียเปรียบทางการเมืองให้เกิดขึ้น และหากนายกรัฐมนตรีสละการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของระบบอำนาจนิยม ก็จะเป็นการส่งสัญญาณบวกต่อสาธารณชนและชาวโลก ว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นของประเทศให้กลับคืนมา เศรษฐกิจของประเทศก็จะฟื้นตัวกลับคืนมาอย่างแน่นอน

วันเสาร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"เดียร์-ขัตติยา" ยก "พานทองแท้" อ่านการเมืองขาด ฟันธงล่วงหน้า2ปี กปปส.กลับซบรังประชาธิปัตย์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "เดียร์-ขัตติยา สวัสดิผล" อดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้แชร์ข้อความของนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีเนื้อหาดังนี้


Welcome back กปปส. ทั้งหลาย สู่พรรคประชาธิปัตย์ อย่างเป็นทางการค่ะ!!!!

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เดียร์เห็นโพสต์ของคุณโอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร ที่โพสต์ไว้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2558 ถึงแกนนำ กปปส.ทั้ง 8-9 คน ที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ และประกาศตัวว่าจะไม่กลับเข้าสู่ถนนการเมืองอีก  ว่า... “ที่เห็นยืนหน้าสลอนกันบนเวที บอกไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอยู่นี่ คนไหนที่จะไม่ลงเลือกตั้งในครั้งหน้า ช่วยแมนๆ กู้ศรัทธาคืน ด้วยการประกาศตัวออกมาให้ชัดเจนหน่อย.....ปิดท้ายด้วยคุณโอ๊คบอกว่า ในที่สุดก่อนเลือกตั้ง คนที่ประกาศว่าจะหันหลังให้กับการเมืองออกมากู้ชาติ จะเหลืออยู่เฝ้า กปปส. เพียง 1-2 คน เพื่อเป็นหัวเชื้อในกรณีที่แพ้เลือกตั้ง(ในอนาคต) จะได้ออกไปนำทัพเป่านกหวีด ป่วนบ้านเมืองอีก

ส่วนที่เหลือทั้งหมด จะกลับไปสวมชุดประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้งเหมือนเดิม ตามโพสต์เก่าของคุณโอ๊คนี้คะ


ไม่น่าเชื่อว่าไม่ถึง 2 ปีดี มาในวันนี้ ทั้ง 8-9 คนนั้น จะกลืนน้ำลายตัวเอง ลืมอุดมการณ์ที่ตนได้สัญญาประชาคมต่อกลุ่มคนที่ตนได้จูงจมูกให้ออกมาเป่านกหวีดป่วนเมือง ณ ขณะนั้น  โดยการหันหลังกลับไปคืนสู่เหย้า กลับเข้าพรรคฯ เก่าของตนอีกครั้ง

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว แกนนำเหล่านี้ถอดเสื้อสีฟ้าจากการเป็นนักการเมืองในสภาฯ เปลี่ยนไปใส่เสื้อสีธงชาติแทน มีเครื่องประดับเป็นนกหวีดห้อยคอ พร้อมตะโกนว่า Shut Down ให้บ้านเมืองปั่นป่วนอยู่พักใหญ่ ประชาชนหลายคนดีอกดีใจรีบออกไปเป่านกหวีดเป็นเพื่อน เพราะฟังโฆษณาชวนเชื่อว่า พวกตัวเองนั้นไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแล้ว วันนี้จะมากู้ชาติ พี่น้องมวลมหาประชาชนต้องออกมาช่วยกู้ชาติ...แล้วร่วมกันปฏิรูปประเทศ

หลังจากนั้นก็ปิดจ๊อบเบาๆ ด้วยให้ทหารออกมาทำรัฐประหาร...ตามสูตร

3 ปีผ่านไป พี่น้องยังไม่มีโอกาสได้ร่วมกันปฏิรูปประเทศตามคำเชิญชวนเลย แต่เป็น 3 ปีผ่านไปที่มีแต่ทหารล้วนๆ

มาถึงวันนี้ ประเทศยังไม่ทันเริ่มปฏิรูป แต่แกนนำกลุ่มนี้ เขาถอดเสื้อสีธงชาติออก โยนนกหวีดทิ้ง แล้วเดินกลับเข้าพรรคฯ ใส่เสื้อสีฟ้า เข้าสู่วงการการเมืองอีกรอบ

ปิดจ๊อบการกู้ชาติ ด้วยการกลับสู่พรรคประชาธิปัตย์ ปล่อยทิ้งคนที่ตัวเองเกณฑ์มาเป็นแนวร่วม   ทิ้งให้มวลมหาประชาชนฝันค้างเรื่องการปฏิรูปประเทศ พร้อมกับเงื่อนงำของเงินบริจาคกู้ชาติไม่รู้กี่ร้อยกี่พันล้าน ที่ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าใช้หมดไปกับอะไรบ้าง รู้แต่ว่าฉันต้องกลับไปเตรียมพร้อมลงเลือกตั้งอีกแล้ว!!!

มาถึงวันนี้ เดียร์พอทราบแล้วค่ะคุณโอ๊ค ว่าพวกเขา “ไม่มีใครแมนสักคน”

เรามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไร...ปรี๊ด...ปรี๊ด...ปรี๊ด

"อนุสรณ์" สับ "กปปส." จมปลักความขัดแย้ง แนะหยุดผลิตความแตกแยก-เสียบรรยากาศ


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตโฆษก กปปส. ระบุ ถ้าไม่อยากให้ถูกแอบอ้างประชาธิปไตย หลอกเอาสิทธิไปใช้เพื่อออกกฏหมายล้างผิด ก็อย่าไปเลือกพรรคเพื่อไทย ว่าความจริงพรรคเพื่อไทย ไม่ประสงค์จะออกมาตอบโต้รายวัน ปี่กลองการเลือกตั้งก็ยังไม่ทันดัง แต่โฆษก กปปส. ทำเสียบรรยากาศปรองดองสมานฉันท์ของบ้านเมือง ออกมาทำลายความเชื่อมั่น ดิสเครดิตพรรคตรงข้ามตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ เลยต้องขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิง

วันนี้พรรคการเมือง นักการเมือง ควรมองไปข้างหน้าอย่างสร้างสรรค์ พาตัวเองออกมาจากวังวนความขัดแย้ง นำเสนอแนวทางในการสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจ ที่จะทำให้ประชาชนได้ลืมตาอ้าปาก นายเอกนัฏ ไม่ควรจมปลักอยู่กับความขัดแย้ง ออกมาผลิตซ้ำความแตกแยก ส่วนที่บอกว่าประชาชนจะเลือกพรรคไหนในอนาคตเป็นสิทธิของประชาชนนั้น น่าเสียดายที่นายเอกนัฏและ กปปส. คิดได้ช้าไป ถ้าคิดได้ก่อนการเลือกตั้งปี 57 เมื่อมีการยุบสภา นำไปสู่การเลือกตั้ง เราควรปล่อยให้ประชาชนได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกำหนดอนาคตประเทศด้วยตัวเอง ไม่ควรมีใครไปก่อจลาจล ชัตดาวน์ประเทศ ล้มการเลือกตั้ง ตามยุทธศาสตร์แยกกันเดิน รวมกันตี ทีมหนึ่งก่อจลาจล อีกทีมบอยคอตการเลือกตั้ง นักการเมืองเราต้องรักษาระบบ และการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง นายเอกนัฏ ควรสำนึกถึงสิ่งที่พรรคพวกตัวเองทำไว้ และทำให้ประเทศเสียหายอย่างไรบ้าง ที่บอกว่าเป็นคนละองค์กร

วันนี้ประชาชนเห็นชัดว่าไหลกลับมาหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันเพื่อการเลือกตั้งครั้งหน้า แตกต่างจากสถานะและจุดยืนของพรรคเพื่อไทย ที่ชัดเจนมาตั้งแต่ต้นว่าอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย เคารพและเชื่อมั่นในสิทธิเสรีภาพของประชาชนว่าจะสามารถกำหนดอนาคตและทิศทางของประเทศได้เป็นอย่างดีไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนพรรคไหน กลุ่มไหนฝักใฝ่เผด็จการ ไม่เชื่อมั่นและเคารพระบบรัฐสภา ไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยสามารถเปลี่ยนผ่านประเทศได้โดยไม่ต้องทำรัฐประหาร ประชาชนตัดสินใจได้

วันพฤหัสบดีที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"ยิ่งลักษณ์" เยือนสวนทุเรียนปราจีนฯ-เพิ่มประสิทธิภาพระบบการเกษตร


นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยเพื่อนร่วมรุ่นรัฐศาสตร์ รุ่น 21 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายวัฒนา เมืองสุข และนายชยุตม์ ภุมมะกาญจนะ อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย เดินทางมาเยี่ยมชมสวนทุเรียนของลุงมนัส ฮวดจึง ต.ดงขี้เหล็ก อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร โดยมีแนวทางการพัฒนาเพื่อลดต้นทุนการผลิตทุเรียน, ตรวจวิเคราะห์ดิน, การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อลดทุนการผลิต, การใช้น้ำอย่างประหยัด, การวางระบบน้ำในแปลงไม้ผล รวมถึงการผลิตไม้ผลตามระบบปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี GAP (Good Agricultural Practice) 

สวนนี้มีผลไม้หลายชนิด อาทิ ทุเรียน มังคุด ลองกอง เงาะ ขนุน กระท้อน สัมโอ ภายในศูนย์การเรียนรู้ฯ ได้จัดส่วนการให้ความรู้ 5 จุด เริ่มจาก
จุดที่ 1 เทคนิคการดูแลทุเรียน
จุดที่ 2 การพัฒนาที่ดิน ปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน
จุดที่ 3 การพัฒนาที่ดิน การผลิตน้ำหมักชีวภาพ
จุดที่ 4 การเลี้ยงหมูหลุม
และ จุดที่ 5 การเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยในบ่อซีเมนต์

ที่สำคัญสวนนี้ไม่ฉีดพ่นยาฆ่าหญ้า และดูแลให้น้ำด้วยระบบสปริงเกลอร์ ส่วนปุ๋ยที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยคอก ที่หาซื้อจากท้องตลาดทั่วไป แม้ว่าสภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปหน้าแล้งจะขาดน้ำ แต่ด้วยการจัดการระบบการเกษตรที่ดีทำให้มีน้ำใช้อย่างพอเพียง และได้ผลผลิตตามที่ต้องการ

"สมคิด" โวยถูกห้ามวางขายหนังสือ "ทำลายจำนำข้าว แต่ฆ่าชาวนา"


นายสมคิด เชื้อคง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองทุกวันนี้ เหมือนถูกบังคับกลายๆ เดี๋ยวผิดนั่นผิดนี่..ล่าสุด ไปสอบถามร้านขายหนังสือที่ศูนย์การค้าในจังหวัดอุบลราชธานี เรื่องยอดการขายหนังสือ "ทำลายจำนำข้าว..แต่ฆ่าชาวนา" ที่ผมเป็นหนึ่งในผู้เขียนร่วมกับเพื่อน ส.ส. ปรากฏว่า ถูกห้ามวางขาย ซึ่งทำให้ผมสงสัยเป็นอย่างมากว่าใครเป็นผู้สั่ง"

"หนังสือเล่มนี้วางขายเมื่อกลางเดือนเมษายน ซึ่งผมและเพื่อนๆที่เขียนก็คาดว่าคงพอขายได้ค่าพิมพ์และค่าดำเนินการ แต่โดนแบบนี้ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ทั้งที่หนังสือเล่มนี้ ได้นำเสนอความจริงเรื่องโครงการจำนำข้าว เพื่อให้ผู้ที่สนใจติดตามอ่านหรือหาข้อมูล หากฝ่ายความมั่นคงหรือเจ้าหน้าที่สั่งไม่ให้วางแผงขาย ถือว่าเป็นการกระทำที่ปิดกั้นการนำเสนอข้อเท็จจริง คนสั่งกลัวอะไรกับหนังสือเล่มเดียว?" นายสมคิด กล่าว

"พิชัย" ห่วงอัตราว่างงานพุ่ง อัดรัฐบาลไม่เข้าใจเศรษฐกิจ


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะทำงานฝ่ายเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นห่วงอย่างมากกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างมากจะกระทบการส่งออกที่พึ่งจะฟื้นตัว จึงอยากให้รัฐบาลและแบงค์ชาติเร่งดูแลค่าเงินบาท โดยอยากให้แบงค์ชาติโดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน  (กนง.) ได้พิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังย่ำแย่อยู่ในปัจจุบัน และยังไม่ทำให้แบงค์ชาติต้องขาดทุนเพิ่มจากการแทรกแซงค่าเงินบาท ทั้งนี้อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาหนี้เสียในสถาบันการเงินที่เพิ่มมากขึ้นและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่เกิดจากธุรกิจเอสเอ็มอีที่ขาดทุนและต้องปิดกิจการเป็นจำนวนมากจากสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำตลอด 3 ปีตั้งแต่มีการปฏิวัติ อีกทั้งยังส่งผลให้การว่างงานเพิ่มสูงอีกกว่า 400,000 ราย ทะลุเกิน 1.2% สูงสุดในรอบเกือบ 7 ปี ทั้งนี้ อยากเห็นการลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นจริงเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ จากข้อมูลที่ได้รับนักลงทุนต่างประเทศโดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่นยังลังเลที่จะลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) จากปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง และไม่สามารถเจรจาทางการค้ากับประเทศต่างๆได้ อีกทั้งรัฐบาลไทยยังไม่เข้าใจปัญหาที่แท้จริงของนักลงทุนต่างประเทศที่ไม่ลงทุน จึงอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไข มิเช่นนั้นระเบียงเศรษฐกิจตะวันออกก็เป็นแค่กลยุทธการตลาดเท่านั้น ไม่สามารถทำให้เกิดการลงทุนแท้จริงได้ จะล้มเหลวเหมือนเขตเศรษฐกิจชายแดน 10 เขตที่รัฐบาลได้ทำก่อนหน้านี้ และการที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ จะเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อชักชวนการลงทุน ก็อยากให้นายสมคิดได้ทำความเข้าใจปัญหาของนักลงทุนญี่ปุ่นให้ชัดเจน ไม่อยากให้ไปแล้วล้มเหลวเหมือนครั้งที่แล้วที่ไปแล้วการลงทุนกลับลดลงไม่ได้เพิ่มขึ้น  โดยเฉพาะปัญหาที่ไม่สามารถเจรจาการค้ากับประเทศต่างๆได้จากสาเหตุภาวะการเมืองปัจจุบันจะทำอย่างไร ซึ่งทำให้นักลงทุนต่างประเทศไม่ลงทุนจนเป็นปัญหามา 3 ปีแล้ว แม้แต่นักลงทุนไทยยังหนีไปลงทุนประเทศอื่น ดังนั้น หากรัฐบาลยังจะพยายามหลอกตัวเองว่าไม่เป็นไร เศรษฐกิจของประเทศไทยก็จะเสื่อมลงเรื่อยๆ เหมือนทฤษฎีกบต้ม และประชาชนก็จะยิ่งลำบากขึ้นไปอีก


วันพุธที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ใครจะแก้? "เหวง" ถามกลับประยุทธ์ รัฐประหารวนเวียนซ้ำซาก

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ในขณะนี้คำถามสี่ข้อของนายกรัฐมนตรีเป็นที่กล่าวถึงกันทั่วไป ผมสงสัยในเจตนารมณ์เบื้องลึกของคำถามทั้งสี่ข้อของนายกรัฐมนตรี เพราะขณะนี้อยู่ในวาระที่ประชาชนทั้งประเทศเฝ้ารอการเลือกตั้งอย่างใจจดใจจ่อ การตั้งคำถามดังกล่าวจึง “น่าสงสัยว่า”

1. ต้องการคำตอบทาง “ลบ” เพื่อจะได้เป็นเหตุผลที่ “ไม่ต้องเลือกตั้ง” และรัฐบาล คสช. ก็ยืดอายุยาวออกไปได้ “อีกไม่รู้นานเท่าไร” จนกว่าจะแน่ใจว่า จะได้รัฐบาลภายใต้การกำกับของ คสช. จึงปล่อยให้มีการเลือกตั้งใช่หรือไม่?

2. เหตุผลที่ทำให้ผม “สงสัย” เช่นนี้อีกประการหนึ่ง เพราะให้ส่งคำตอบไปที่ “ศูนย์ดำรงธรรม” และให้กระทรวงมหาดไทยรวบรวมประมวลส่ง ซึ่งทั้งสององค์กรเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับอย่างใกล้ชิดของ คสช. เป็นกลไกทางการเมืองสำคัญของ คสช. ซึ่งทำให้สามารถได้คำตอบชนิดที่ “เนรมิตให้เป็นอย่างใดก็ได้ตามที่ คสช. ต้องการ” หรือใครจะกล้าปฏิเสธ?

จึงยิ่งตอกย้ำความ “น่าสงสัย” ของการตั้งคำถามและต้องการได้รับคำตอบจากประชาชนทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น ในทางกลับกัน ผมขอตั้งคำถามกลับไปยัง คสช. สี่ข้อดังต่อไปนี้ด้วยเช่นกัน คือ

1. มีการรัฐประหารครั้งใดบ้าง ในประเทศไทยที่ได้รัฐบาลคณะรัฐประหารที่มีธรรมาภิบาล

2. เมื่อไม่เป็นรัฐบาลธรรมาภิบาล แล้วจะแก้ไขได้อย่างไร?

3. รัฐบาลและรัฐสภาคณะรัฐประหารชุดใดบ้าง ที่เคยมีวิสัยทัศน์ยาวไกล สร้างยุทธศาสตร์และปฏิรูปจนนำความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศ และประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้นอย่างน่าพอใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ การรัฐประหาร เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องอย่างไร?

4.ประเทศไทยเกิดรัฐประหารวนเวียนซ้ำซากจนถอยหลังกว่าเพื่อนบ้านทั้งหมด ใครจะเข้ามาแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดรัฐประหาร และจะทำอย่างไร?

ผมขอให้ คสช. ช่วยกรุณาตอบให้ประชาชนทั้งประเทศได้เข้าใจบ้างครับ


"ยิ่งลักษณ์" เยือนอุบลฯ ประชาชนต้อนรับคึกคัก


นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นำ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เยี่ยมชมมหาวิทยาลัยผู้สูงวัย เทศบาลตำบลตระการพืชผล อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมร่วมกิจกรรมรำสาวเข็นฝ้าย ซึ่งเป็นการรำต้อนรับของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ผู้สูงอายุยังได้จัดพิธีบายศรีสู่ขวัญให้กับนางสาวยิ่งลักษณ์ เพื่อความเป็นศิริมงคล และอวยพรให้หมดทุกข์หมดโศก ประสบแต่ความเจริญรุ่งเรืองแคล้วคลาดปลอดภัยจากศัตรูหมู่มารทั้งปวง

มหาวิทยาลัยผู้สูงวัย เทศบาลตำบลตระการพืชผล มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นกว่า 1,300 คน เทศบาลตำบลตระการพืชผล ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุให้มีประสิทธิภาพ จึงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่คิดรูปแบบวิธีการในการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุ และได้ให้มีการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุขึ้น โดยใช้ชื่อว่ามหาวิทยาลัยผู้สูงวัย โดยได้เปิดดำเนินการเมื่อเดือนตุลาคม 2558 เป็นต้นมา เปิดเรียน ทุกวันศุกร์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการรวมกลุ่มผู้สูงอายุให้เข้าร่วมกิจกรรม พบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะความรู้ด้านต่างๆให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลสุขภาพตัวเองได้ สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้อย่างเหมาะสม พัฒนาทักษะชีวิตแก่ผู้สูงอายุให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ได้รับการส่งเสริมอาชีพ ตามความเหมาะสม เพื่อสร้างเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้สืบทอดต่อไป และยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้สูงอายุให้มีทัศนคติที่ดีในการอยู่ร่วมกับสังคม หลักสูตรการเรียนรู้จะประกอบไปด้วย ภาษาอาเซียน การดูแลสุขภาพ การเข้าสังคม ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น การงานอาชีพ จิตอาสา และนันทนาการ นอกจากนี้นางสาวยิ่งลักษณ์ยังได้มอบอุปกรณ์เครื่องเขียน พร้อมขนมให้กับตัวแทนผู้สูงอายุอีกด้วย

ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาก่อนเดินทางมายังมหาวิทยาลัยผู้สูงวัย นางสาวยิ่งลักษณ์และคณะยังได้แวะซื้อของพร้อมให้กำลังใจกับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยที่ตลาดสดเทศบาล 3 โดยประชาชนต่างตื่นเต้นเข้ามาสวมกอดและขอถ่ายรูปกันเป็นจำนวนมากเนื่องจากไม่เคยเจอตัวจริงมาก่อน พร้อมสอบถามเมื่อไหร่ประเทศถึงจะมีการเลือกตั้ง โดยนางสาวยิ่งลักษณ์ได้แต่เพียงยิ้มเท่านั้น


"จิรายุ" เผยชาวบ้านรำคาญ "ประชาธิปัตย์-กปปส." ทิศทางไม่ชัด-ลิเกหลงโรง


นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีปัญหาของพรรคประชาธิปัตย์กับกลุ่มนกหวีดว่า "ช่วงนี้อากาศคงเปลี่ยนแปลง เมื่อวานพลพรรคประชาธิปัตย์ไล่ส่งกลุ่ม กปปส. อย่างกับหมูอย่างกับแมว วันนี้จูบปากโชว์ และจะขอกลับเข้าพรรค ตนอยากให้สังคมต้องไม่ลืมว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่หรือ? ที่กวักมือเรียก คสช. ทุกวัน ช่วงนี้ดูโชว์อะไรที่เกิดขึ้นมา ต้องไปดูที่มา ขอให้ย้อนกลับไปดู เมื่อปี 2556-2557 ก็จะเห็นว่าใครทำอะไรกันไว้บ้าง หัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ใช่หรือที่เป่านกหวีด ปี๊ดๆ บนเวที กปปส. พูดอะไรกันไปบ้าง ถ่มน้ำลายรดฟ้าอะไรกันไว้บ้าง พูดปดมดเท็จอะไรเอาไว้บ้าง พูดเอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้คนอื่นอะไรเอาไว้บ้าง สนับสนุนเผด็จการเอาไว้อย่างไร ประชนเขาไม่ลืม"

นายจิรายุ กล่าวอีกว่า "วันนี้ขอพูดคำสั้นๆว่า พี่ๆพลพรรคประชาธิปัตย์ครับเอาที่พี่สบายใจ อะไรดีต่อใจแบบไม่สนใจใครพี่ก็ทำ เพราะวันนี้ก็เห็นได้อย่างชัดเจนแล้วว่านั่งร้าน คสช. จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่หัวหน้าพรรคไปช่วยเป่านกหวีดไล่รัฐบาลที่มาตามระบอบประชาธิปไตย 3 ปีเป็นอย่างไร ทำไมเพิ่งคิดได้ว่าจะมาต่อต้านระบอบเผด็จการลองถามพรรคพวกในพรรคดูครับ ว่า ทิศทางของพรรคนี้ตกลงจะเอายังไงกันแน่ จะอิงแอบแนบชิดประชาธิปไตยตามเจตนารมณ์พรรค หรือจะฝักฝ่ายเผด็จการ เอาให้ชัดชาวบ้านเขาเริ่มรำคาญ ลิเกหลงโรงกันแล้ว"

"หมวดเจี๊ยบ" สอนประยุทธ์หัดโทษตนเอง เปิดประเด็นเลื่อนเลือกตั้งสะท้อนวุฒิภาวะ


ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำลังทำตัวเหมือนเด็กอมมือและไร้วุฒิภาวะ จึงทำเป็นประชดสื่อมวลชน โดยไม่แถลงข่าววาระการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยการอ้างว่าคงไม่มีวาระที่น่าสนใจสำหรับสื่อมวลชน ทั้งๆที่การประชุมคณะรัฐมนตรีในแต่ละนัดนั้นมีความสำคัญอย่างมากต่อการกำหนดทิศทางของประเทศชาติ เพราะเป็นการอนุมัตินโยบายสำคัญของฝ่ายบริหาร ซึ่งหลายเรื่องจะกลายเป็นกฎหมายที่คนไทยทั้งประเทศต้องปฏิบัติตาม ดังนั้น การแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีจึงถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ไม่ใช่ว่าขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของรัฐบาลว่ามีอารมณ์จะแถลงผลการประชุมในวันนั้นๆหรือไม่ จะอารมณ์ดีหรืออารมณ์เสีย หรือจะโมโหสื่อมวลชนคนไหนแค่ไหนก็ตาม รัฐบาลก็มีหน้าที่ต้องแถลงข่าวเพื่อเผยแพร่ข้อมูลสำคัญให้ประชาชนที่ตั้งตารอฟังอยู่ทั่วประเทศได้รับทราบ เนื่องจากทุกๆการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรี มีผลผูกพันต่อประเทศชาติ และโครงการส่วนใหญ่ที่ขออนุมัติงบประมาณจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนั้น ส่วนมากจะมีคำของบประมาณเป็นหลักพันล้าน หรือหมื่นล้านบาทแทบทั้งนั้น ที่สำคัญ มติคณะรัฐมนตรีส่วนใหญ่จะกลายเป็นกฎหมายที่คนไทยทุกคนต้องปฎิบัติตาม จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนมีหน้าที่ต้องรับรู้ ว่ามีประเด็นสำคัญอะไรบ้างที่ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในการประชุมแต่ละครั้ง แม้ว่าสื่อมวลชนจะไม่ได้นำเสนอมติคณะรัฐมนตรีทั้งหมด แต่อย่างน้อย ก็ช่วยสรุปประเด็นที่สำคัญเพื่อให้ประชาชนได้ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมตามความสนใจของเขา นอกจากนี้ การเปิดเวทีแถลงมติคณะรัฐมนตรียังเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สังคมจะตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจได้ เพื่อให้คณะรัฐมนตรีมีความยับยั้งชั่งใจ จะได้ไม่กล้า หรือมีความละอายที่จะสอดไส้อนุมัติโครงการหรืองบประมาณที่ประชาชนคัดค้านหรือป้องปรามการล้างผลาญงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งขนาดสื่อมวลชนจับตาการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างใกล้ชิด ที่ผ่านมาก็ยังมีการงุบงิบอนุมัติโครงการซื้อเรือดำน้ำมูลค่าราว 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งประชาชนยี้กันทั้งประเทศ ดังนั้น การไม่แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีจึงอาจทำให้รัฐบาลถูกมองว่า ถือโอกาสอนุมัติงบลับหรือลักลอบอนุมัติโครงการหลายหมื่นล้านบาทเพื่อเอื้อประโยชน์นายทุนรายใดหรือไม่? หรือแอบเห็นชอบอนุมัติกฎหมายเพื่อช่วยเหลือพรรคพวกคนใดหรือเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองบ้างหรือไม่?
   
ทั้งนี้ ถ้าหาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รู้สึกหงุดหงิดที่โดนถล่มเละเทะ ที่ตั้งคำถาม 4 ข้อ ซึ่งส่อนัยยะถึงการเลื่อนเลือกตั้ง จนทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนออกมาต่อต้าน พร้อมตั้งคำถามว่าพวกท่านต้องการสืบทอดอำนาจหรืออย่างไร? หากเรื่องนี้ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์อารมณ์เสีย ท่านก็ควรตบปากตัวเองที่พูดอะไรพล่อยๆ โดยไม่มีความยั้งคิด แล้วนำคำวิจารณ์ไปทบทวนเพื่อแก้ไขตัวเอง ไม่ใช่มาใส่อารมณ์ที่สื่อมวลชน และใช้เป็นข้ออ้างงดแถลงข่าว ผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งทำให้ประชาชนเสียประโยชน์เช่นนี้