วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2560

"นพดล" ผิดหวังรายชื่อกรรมการปฏิรูป ไม่แปลกใจ3ปีกว่ามีแต่แผน-ไม่มีผล


นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การปฏิรูปที่ดีควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด เห็นรายชื่อคณะกรรมการปฏิรูปด้านต่างๆแล้วก็ไม่เหนือความคาดหมาย แต่ไม่ขอวิจารณ์ตัวบุคคล ซึ่งตนขอตั้งข้อสังเกตเรื่องกระบวนการปฏิรูปที่ดำเนินอยู่ขณะนี้ที่เริ่มตั้งแต่การตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แล้วต่อมามีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งประชุมและเขียนแผนการปฏิรูปด้านต่างๆเต็มไปหมด มา 3 ปีกว่าแล้ว ก็ยังแปลกใจว่าทำไมจะต้องมาร่างแผนปฏิรูปอีกตั้ง 8 เดือน ทราบว่า สปช. และ สปท. ส่งแผนปฏิรูปด้านต่างๆให้รัฐบาลไปแล้วไม่ใช่หรือ? ทำไมไม่เอาแผนเหล่านี้ไปลงมือทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ตนเห็นว่าตัวชี้วัดความสำเร็จไม่ใช่จำนวนแผน แต่อยู่ที่ความสำเร็จตามแผน ขอยกตัวอย่าง 2 เรื่องคือเรื่องปฏิรูปการศึกษา กับเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เห็นพูดกันมานานหลายปี ทำสำเร็จไปแค่ไหนแล้ว? คุณภาพการศึกษาอยู่ในลำดับไหนของอาเซียน? ขณะนี้เด็กไทยมีความรู้คู่คุณธรรมและสามารถคิดวิเคราะห์ และสื่อสารภาษาอังกฤษได้ตามมาตรฐานหรือยัง? ป่าไม้ ชายทะเลและทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายอย่างต่อเนื่องใช่หรือไม่? จะแก้ปัญหานี้เร่งด่วนอย่างไร? ตนไม่อยากเห็นประเทศเป็นสังคมอุดมแผนปฏิรูปแต่อ่อนปฏิบัติ "อุปมาเหมือนมีนักฟุตบอลเต็มสนาม หลายคนได้รับการคัดตัวลงแข่งทุกแมตช์ และวิ่งโชว์ลีลาเลี้ยงลูกฟุตบอลมานาน แต่ที่เราอยากเห็นคือการทำประตู"

"วัฒนา" แถลงไม่หวั่น ยืนยันเดินหน้าสู้คดี


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัฒนา เมืองสุข แถลงข่าวที่พรรคเพื่อไทย เมื่อเวลา 10.30น. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า จะเดินทางไปที่ บก. ปอท. ชั้น 4 อาคาร B ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ เวลา10.00น. โดยยืนยันที่จะสู้คดี ทั้งนี้อาจจะมีการนำตัวไปฝากขังในคดีที่ได้โพสต์แสดงความเห็นเป็นข้อมูลทางกฏหมายทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ แต่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเท็จและเข้าข่ายเป็นภัยต่อความมั่นคง สำหรับในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ หากตนเองเดินทางไปที่ บก. ปอท. แล้วและได้รับการประกันตัว ก็จะประกันตัวและออกมาต่อสู้ต่อไป





วันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2560

“พงศ์เทพ” ลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วม เผย “ยิ่งลักษณ์-สมชาย” ห่วงใยประชาชน


นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี  พร้อมด้วยอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประสบอุทกภัย ที่จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดยโสธร พร้อมมอบสิ่งของจำเป็นสำหรับการยังชีพ อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้งและน้ำดื่ม

จากการสอบถามพบว่าพื้นที่ดังกล่าวประชาชนต้องเผชิญสถานการณ์อุทกภัยนานนับเดือน พื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะเทศบาลตำบลบุ่งไหม พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายนับพันไร่  ซึ่งอดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ส่งมอบสิ่งของจำเป็นให้กับผู้ประสบอุทกภัย พร้อมระบุว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ฝากความห่วงใยมาถึงพี่น้องประชาชนทุกคน ขณะเดียวกันยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมยืนเคียงข้างประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อพี่น้องประชาชนทราบว่าแกนนำพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่เยี่ยมเยียน ประชาชนต่างแสดงความดีใจที่อดีตผู้แทนราษฎรซึ่งเคยเป็นตัวแทนยังคงเคียงข้างในวันที่ยากลำบาก














"นปช." ฟื้นคดีสลายการชุมนุม'53 ห่วงความอยุติธรรมทำสังคมแตกแยก


"นปช." ยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการคดีสลายการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มนปช. เมื่อปี2553 ใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เดินทางมายื่นหนังสือเพื่อดำเนินคดีสลายการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 ใหม่ โดย นายณัฐวุฒิกล่าวว่า "ที่พวกผมเดินทางมาในวันนี้ก็เพื่อยื่นหนังสือและเอกสารข้อมูลหลักฐานประกอบร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้มีการพิจารณากรณีสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช. เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ถึง 19 พฤษภาคม 2553 ใหม่ ทั้งนี้และทั้งนั้นเป็นการดำเนินการตามบทบัญญัติมาตรา 86 (1) พระราชบัญญัติ ป.ป.ช. ซึ่งเปิดให้สามารถที่จะยื่นพยานหลักฐานใหม่อันเป็นสาระสำคัญแห่งคดีให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาคำร้อง ซึ่งได้มีการยกคำร้องไปแล้วได้ พยานหลักฐานใหม่ซึ่งมีสาระสำคัญต่อคดีที่พวกผมหยิบยกมาก็คือ ผลแห่งคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในกรณีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่ง ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะ ซึ่งเป็นจำเลยร่วมทั้งหมด ประเด็นก็คือว่าในการดำเนินการฟ้องร้องคดีดังกล่าวกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ป.ป.ช. มีมติชี้มูลอย่างไม่เป็นเอกฉันท์ มีกรรมการ ป.ป.ช. เสียงข้างน้อยที่เห็นควรยกคำร้อง หลังจากนั้นก็ใช้มติ ป.ป.ช. เสียงข้างมากยื่นเรื่องต่อไปยังอัยการสูงสุด ซึ่งอัยการสูงสุดก็ชี้ข้อไม่สมบูรณ์จนนำไปสู่การตั้งคณะทำงานร่วม และเมื่อคณะทำงานร่วมได้ปรึกษาหารือทำงานร่วมกันแล้วก็ยังมีความเห็นแตกต่าง โดยฝ่ายอัยการสูงสุดเห็นว่า การสั่งการและการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายจำเลยเป็นไปอย่างเหมาะสมและชอบธรรมแล้ว จึงเห็นควรไม่สั่งฟ้อง เมื่อเรื่องกลับมาที่ ป.ป.ช. แล้ว ป.ป.ช.ก็ใช้อำนาจหน้าที่ยื่นฟ้องเองโดยว่าจ้างทนายจากสภาทนายความ หลังจากนั้นคดีก็เข้าสู่ขบวนการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจนถึงที่สุดศาลพิพากษายกฟ้อง"


นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า "จากตรงนี้จะเห็นว่า การใช้ดุลยพินิจตามอำนาจหน้าที่ของกรรมการ ป.ป.ช. นั้น นอกจากไม่เป็นเอกฉันท์ในชั้น ป.ป.ช. แล้ว ยังมีความแปลกแตกต่างจากองค์กรอื่นในกระบวนการยุติธรรมคืออัยการสูงสุด แล้วในที่สุดก็แตกต่างจากดุลยพินิจของคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นี่เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ดุลยพินิจของ ป.ป.ช. ต่อคดีสลายการชุมนุมทางการเมืองในเหตุการณ์ปี 2553 ก็อาจจะแตกต่างกับอัยการและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยเช่นเดียวกัน แต่ในกรณีของกลุ่มพันธมิตร ป.ป.ช. ใช้อำนาจหน้าที่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ถึงขั้นจ้างทนายฟ้องเอง ในขณะที่คดีของกลุ่ม นปช. ป.ป.ช. กลับยกคำร้องยุติเรื่องเพียงแค่ในชั้นพนักงานสอบสวน เท่ากับเป็นการตัดโอกาสของประชาชนที่จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงของคดีอย่างถึงที่สุด ประการต่อมาในคำฟ้องของ ป.ป.ช. ต่อคดีของกลุ่มพันธมิตร ได้มีการระบุชัดเจนถึงจำนวนของผู้เสียชีวิตว่ามี 2 ราย แต่ในรายละเอียดกลับชี้เฉพาะรายกรณีของนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือโบว์ เท่านั้น ไม่ได้พูดถึงกรณีของ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือสารวัตรจ๊าบ แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงก็คือว่าในคำฟ้องคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้ว่าการเสียชีวิตของนางสาวอังคณาน่าจะเกิดจากแก๊สน้ำตา แต่ในคำพิพากษาของศาลชี้ว่ามีความแตกต่างกับความเห็นของกรรมการ ป.ป.ช. โดยอ้างคำให้การของผู้เชี่ยวชาญหลายคนประกอบกัน ส่วนกรณีของสารวัตรจ๊าบ ซึ่ง ป.ป.ช. ไม่ได้ระบุรายละเอียดลงในคำฟ้องเลยนั้น จากรายงานของเจ้าหน้าที่ก็พบว่า มีการขับรถบรรทุกวัตถุระเบิดที่มีอำนาจทำลายล้างสูงเข้าไปในพื้นที่สถานการณ์และเกิดเหตุระเบิดจนเสียชีวิต ซึ่งตรงนี้เป็นสาระสำคัญแห่งคดี เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันว่า การชุมนุมในวันนั้นก็มิได้ปราศจากอาวุธ ซึ่งจะถือเป็นเหตุสำคัญในการยกคำร้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะได้ แต่ ป.ป.ช. เมื่อไม่ใส่ข้อเท็จจริงนี้ลงไปก็สั่งฟ้อง ในขณะเดียวกันกรณีของกลุ่ม นปช. ป.ป.ช.อ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบไม่ปราศจากอาวุธ จึงให้ความชอบธรรมกับการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารและอาวุธสงครามเข้าดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ยกคำร้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพวก ในเรื่องของการชุมนุม ซึ่งมีการกล่าวอ้างคำพิพากษาของศาลนั้น กลุ่มพันธมิตรก็ได้อ้างว่าศาลเคยรับรองการชุมนุมนี้ว่าเป็นไปตามกฎหมาย แต่ในท้ายที่สุดคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีข้อสรุปที่แตกต่าง โดยชี้ว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่ได้เป็นไปตามกรอบของกฎหมาย"


"ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่เราบอกว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่ ที่มีสาระสำคัญต่อคดีเพราะชี้ว่า การใช้ดุลยพินิจของ ป.ป.ช. อาจจะมีความแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคดีความ เมื่อเข้าไปสู่ชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อีกประการหนึ่งในเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร เหตุที่เกิดและจบลงกินเวลาภายในวันเดียว คือวันที่ 7 ตุลาคม 2551 แต่กรณีของกลุ่ม นปช. นั้น หากนับเริ่มต้นจากการที่มีผู้เสียชีวิตจนถึงยุติการชุมนุมคือวันที่ 10 เมษายน ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 นั่นแสดงว่ากว่า 1 เดือนที่สถานการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน แล้วการบาดเจ็บเสียชีวิตของประชาชนก็เกิดขึ้นกันต่างกรรมต่างวาระต่างสถานที่ ผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่งก็มิได้เป็นผู้ชุมนุม เป็นเพียงผู้สัญจรผ่านไปมาหรือผู้มาพบเห็นเหตุการณ์แล้วเข้าไปสังเกตการณ์เท่านั้น บางรายเป็นอาสาสมัครพยาบาลซึ่งมีเครื่องหมายสัญลักษณ์บ่งบอกสถานะชัดเจน แต่การพิจารณาคำร้องของกลุ่มพันธมิตรแม้เกิดขึ้นและจบลงภายในวันเดียว แต่กรรมการ ป.ป.ช. ได้แยกเหตุการณ์เป็น 3 ช่วงเวลา คือ ภาคเช้า ภาคบ่าย และภาคค่ำ ของวันเดียวกัน ขณะที่สถานการณ์ของกลุ่ม นปช. ซึ่งเกิดขึ้นเดือนกว่า กลับพิจารณาแบบเหมารวมเป็นเหตุการณ์เดียว โดยอ้างคำวินิจฉัยของศาล ซึ่งชี้ก่อนการยุติการชุมนุมจะเกิดขึ้นเกือบหนึ่งเดือนเอามาครอบคลุมทั้งหมดแล้วนำไปสู่การยกคำร้องให้จำเลยพ้นจากการถูกดำเนินคดี ในการเรียกร้องวันนี้เราจึงบรรจุประเด็นว่า ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. นอกจากหยิบยกเอากรณีนี้ขึ้นมาพิจารณาใหม่แล้ว ขอให้พิจารณาโดยแยกเหตุการณ์ เช่น เหตุการณ์ที่วัดปทุมวนาราม เหตุการณ์ที่แยกบ่อนไก่ เหตุการณ์ที่ถนนราชปรารภ เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและเพื่อความเป็นมาตรฐานเดียวในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เหตุการณ์ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เครื่องมือที่ถูกระบุว่าเป็นอาวุธหรือเป็นเหตุทำให้ประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิตมีเพียงแก๊สน้ำตาเท่านั้น แต่เหตุการณ์ในปี 2553 มีอาวุธสงคราม มีปืนติดลำกล้อง แล้วก็มียุทโธปกรณ์ต่างๆมากมาย มีการประกาศเขตใช้กระสุนจริงซึ่งเห็นปรากฏชัดไปทั่วโลก พวกผมมีคำถามในใจมาตลอดว่า สั่งฟ้องแก๊สน้ำตา แต่ไม่ฟ้องอาวุธสงครามและปืนติดลำกล้องได้อย่างไร?"


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยังกล่าวด้วยว่า "คนมือเปล่าถูกยิงร่วมร้อยชีวิตกลางเมืองหลวง แต่ทุกวันนี้ยังไม่รู้จะไปเอาผิดกับใคร? ซึ่งพวกผมหวังจะได้รับโอกาส จากกระบวนการยุติธรรมด้วยเช่นกัน ที่ผมเรียกร้องครั้งนี้ไม่ได้เรียกร้องเพื่อตนเอง ผมเรียกร้องให้ความยุติธรรมต่อผู้คนที่บาดเจ็บล้มตาย ถูกผิดต้องว่ากัน ไม่ใช่จะมายุติเรื่องจาก ป.ป.ช. ที่มีความเห็นแตกต่างกัน ยิ่งเฉพาะสถานการณ์แบบนี้ ยากที่พวกผมจะส่งเสียงใดๆได้ ซึ่งพวกผมเจ็บปวด แต่พวกผมก็จะรวบรวมรายชื่อประชาชน 20,000คน ยื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภา ให้ทำเรื่องยื่นต่อศาลเพื่อให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระสอบสวนข้อเท็จจริงการสลายการชุมนุม โดยพวกผมจะรอดูว่าหากมีการยื่นอุทธรณ์คดีพันธมิตรฯ ป.ป.ช. จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อคดีการสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช." 

"ความยุติธรรมไม่เคยทำร้ายใคร แต่ความอยุติธรรม ต่างหากที่เป็นตัวสร้างความแตกแยกในสังคม" นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าว

“อนุสรณ์” อัดก๊วนนกหวีดโผล่ปฏิรูป เทียบหน้ากากรถเมล์เก่าทาสีใหม่


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปโดยขีดเส้นแผนปฏิรูปจะต้องออกมาภายใน 8 เดือน ว่า "ประชาชนคงไม่ได้คาดหวังอะไรจากคณะกรรมการปฏิรูป เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ก็ไม่เห็นมีการปฏิรูปอะไรเป็นชิ้นเป็นอันที่รัฐบาลและ คสช. นำไปปฏิบัติ การปฏิรูปประเทศที่ดำเนินมาถึงเฟส 3 เหมือนการต่อรถโดยไม่มีจุดหมายการเดินทาง แต่ละครั้งคนที่ตั้งให้มาปฏิรูปก็มาจากกลุ่มที่มีความเชื่อ ทัศนคติแบบเดียวกันกับเครือข่ายแม่น้ำ 5 สาย ซึ่งต่อยอดมาจากเวทีชุมนุมนกหวีด เป็นเหล้าเก่าในขวดเก่า แต่มาตกแต่งเปลี่ยนชื่อ หลักการเดียวกันกับการปรับปรุงรถเมล์ที่ทำได้แค่เปลี่ยนหน้ากาก แต่ตัวถังเก่า เครื่องยนต์เก่า แล้วประชาชนจะฝากความหวังได้อย่างไร?"

"ดังนั้นการปฏิรูปโดยยึดหลัก นำของเก่ามาย้อมแมวทาสีใหม่ จึงไม่ใช่เรื่องให้โอกาสหรือไม่ให้โอกาส แต่เห็นว่ามันเป็นไปได้ยาก ถ้าวิธีการคิดแบบนี้สำเร็จ คงสำเร็จนานแล้ว คงไม่มาสำเร็จเอาในช่วง 8 เดือนหลังจากนี้ ประเทศไทยอุดมไปด้วยนักยุทธศาสตร์ นักคิด แต่ขาดนักปฏิบัติ ที่พร้อมลงมือทำให้สำเร็จ แผนปฏิรูปต่างๆ ที่กำลังจะออกมา ก็คงไม่พ้นออกเป็นคำสั่งให้รัฐบาลหลังเลือกตั้งเป็นผู้ปฏิบัติใช่หรือไม่ ประชาชนคงสับสนกับความหลากหลายขององค์กร และกรรมการปฏิรูปที่มีเต็มไปหมด ในอนาคตอาจต้องตั้งกรรมการปฏิรูปเพื่อมาปฏิรูปงานปฏิรูปที่ทำกันอยู่หรือไม่? ขอถามว่าประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิรูปแค่ไหน? งานปฏิรูปที่คิดเอาเองแต่ฝ่ายเดียวพวกเดียว ไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน ไม่เปิดรับแนวคิดที่แตกต่างหลายหลาย โอกาสสำเร็จยากมาก"

วันพุธที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560

“เพื่อไทย” เตือน สตง. หยุดสร้างความสับสนคดีจำนำข้าว


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมายืนยันไม่มี อปท. ใช้งบขนคนมาให้กำลังใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า "เรื่องนี้ก็ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่า ไม่มีมูลความจริง ไม่ทราบว่าคนทำรายงานได้ข้อมูลมาจากไหน? การนำข้อมูลที่ไม่อยู่ในพื้นฐานความจริง ขาดการวิเคราะห์มารายงาน อาจถูกมองว่า หวังจะสร้างความสับสน หรือดิสเครดิตอีกฝ่ายหรือไม่? ทั้งๆที่เราก็ยืนยันมาตลอดว่า ไม่มีการสร้างความวุ่นวาย ไม่มีการทำการผิดกฎหมายใดๆอย่างแน่นอน รัฐบาลและ คสช. ควรปล่อยเรื่องนี้ให้เป็นไปตามธรรมชาติ อย่าทำให้ถูกมองว่าเป็นการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO เพื่อดิสเครดิตอีกฝ่าย สตง. ควรต้องระมัดระวังในการแสดงท่าที ไม่นำองค์กรที่ต้องรักษาความเป็นกลางทางการเมืองมาประโคมข่าว หรือดำเนินการให้เกิดความสับสน ถ้าเอาความจริงมาพูดกัน จะเห็นว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรที่เป็นปัญหา ที่ผ่านมาทุกครั้งก็ไม่เคยเกิดปัญหา ควรปล่อยให้กระบวนการต่างๆได้เดินหน้าไปโดยธรรมชาติ"

"เพื่อไทย" เผยประชาชนฝากถาม "เมื่อไหร่เลือกตั้ง?"


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและคณะอดีต ส.ส. ประกอบด้วย พล.ต.อ.วิรุฬห์ ฟื้นแสน , นายวัฒนา เมืองสุข , นายชวลิต วิชยสุทธิ์ , นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ , นางพรพิมล ธรรมสาร และนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยอดีต ส.ส. ในจังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดกาฬสินธ์ ได้เดินทางไปเยี่ยมประชาชนและมอบถุงยังชีพแก่ผู้ประสบอุทกภัย ณ พื้นที่น้ำท่วมในจังหวัดร้อยเอ็ดและกาฬสินธ์

ได้พบว่าไร่นาเสียหายจากน้ำท่วมจำนวนมาก ชาวนาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คนอีสานปลูกข้าวได้ปีละครั้ง เมื่อน้ำท่วมทำให้หมดตัว หนี้เก่ายังไม่ได้ใช้ หนี้ใหม่เพิ่มเข้ามา แล้วถามกันเซ็งแซ่ว่า "เมื่อไหร่จะเลือกตั้ง?" แสดงว่าชาวนาหมดหวัง

นายชวลิต กล่าวว่า ได้แต่ปลอบใจไปว่า คงไม่นาน เพราะผ่านมา 3 ปีเศษแล้ว กม.รธน.และ พรป.ก็ผ่านแล้ว ก่อนจาก มีคุณยายเดินมากระซิบข้างหูให้กำลังใจว่า อดทนอีกหน่อยนะ พวกยายคุยกันแล้ว ถึงวันเลือกตั้ง จะลงคะแนนให้ ขณะนั่งเรือกลับ สงสารชาวนาจับใจ  ลำบากยากแค้น ยังนึกห่วงบ้านเมือง ลูก หลาน

ประการสำคัญ คุณยายจะรู้หรือไม่ว่า ผู้เขียนกติกาซึ่งไม่เคยลงเลือกตั้ง ไม่เคยมีประสบการณ์ใดๆ เลยเกี่ยวกับการบริหารจัดการเลือกตั้ง ไม่เคยลำบากในการครองชีพ มีความเชื่อของตนอย่างสุดโต่งในการวางระบบบริหารบ้านเมืองที่เอื้อกับอำนาจนิยมมาชั่วชีวิต ได้เขียนกติกาบ้านเมืองมัดไว้ให้ระบบการเมืองอ่อนแอ ไม่มีเสถียรภาพ เป็นรัฐบาลผสม เป็นรัฐราชการ ย้อนยุคถอยหลังไป 40 - 50 ปี ผู้เขียนกติกามีหลักคิดย้อนแย้งกันในตัวเอง กล่าวคือ ในข้อเท็จจริง ถึงอย่างไรก็ต้องมีการเลือกตั้ง เป็นประชาธิปไตย แต่กลับสร้างกติกาให้การเมืองไม่มีเสถียรภาพ ซึ่งเท่ากับ "แช่แข็งประเทศ" อันจะส่งผลต่อเศรษฐกิจเพราะขาดความเชื่อมั่น

อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้ทุกภาคส่วนท้อถอย ตนเห็นว่าบ้านเมืองยังมีทางออก ทางแก้ก็คือหากเห็นภาพในอนาคตอันใกล้ว่า ทุกภาคส่วนจะร่วมมือกันทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง ความเชื่อมั่นก็จะกลับคืนมา เมื่อความเชื่อมั่นกลับคืนมา ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเข้ารูปเข้ารอย เพราะประเทศไทยมีความสมบูรณ์ในทุกด้าน ขอเพียงให้การเมืองในระบอบประชาธิปไตยมีเสถียรภาพและต่อเนื่อง

วันจันทร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2560

“เพื่อไทย” แถลงร้อง สตง. สอบการระบายข้าวรัฐบาล คสช.


ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคาม ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบการระบายข้าว พรรคเพื่อไทย และ ดร.สุรสาล ผาสุข อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสิงห์บุรี ได้ร่วมกันแถลงข่าวตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในการระบายข้าว ของรัฐบาล คสช. อาทิ การตรวจสอบหนังสือค้ำประกัน รวมทั้งเรียกร้องให้ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รีบดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป





วันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2560

"พรรคเพื่อไทย" แพร่จดหมายเปิดผนึก แนะรัฐทบทวนวิธีการระบายข้าว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทย เผยแพร่ จดหมายเปิดผนึก ถึง นายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) โดยมีเนื้อหาดังนี้

จดหมายเปิดผนึก ถึง นายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.)
เรื่อง ขอให้ตรวจสอบ และทบทวนวิธีการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล 

ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้อนุมัติให้มีการระบายข้าวสารในสต็อกของรัฐบาลซึ่งเก็บรักษาไว้ในโกดังของเอกชนในจังหวัดต่างๆ โดยมีการแต่งตั้งคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล เป็นผู้รับผิดชอบในการระบายข้าว แต่ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่านโยบายการจัดเกรดข้าวสารของ นบข. และการดำเนินการระบายข้าวของคณะทำงานดังกล่าว ส่อพฤติกรรมถึงความไม่โปร่งใส และส่อว่าจะมีการทุจริตเป็นขบวนการ ตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงผู้ปฏิบัติ อันนำมาซึ่งความเสียหายแก่รัฐจำนวนมาก ซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวได้ปรากฏต่อสื่อมวลชนจากกรณีที่เจ้าของโกดังและคลังสินค้าต่างๆ ที่รับเก็บรักษาข้าวได้ออกมาเรียกร้องคัดค้านให้มีการทบทวนการประมูลข้าว แต่ข้อเรียกร้องดังกล่าวกลับถูกเพิกเฉยจากรัฐบาลและ คสช. ขณะเดียวกันมีการให้ทหารเข้าไปควบคุมการเข้าถึงข้อมูลของสื่อมวลชนในการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวด้วย 

พรรคเพื่อไทยเห็นว่า การกำหนดนโยบายการระบายข้าวและการดำเนินการระบายข้าวของ นบข. และคณะทำงานดำเนินการระบายข้าว เปิดช่องให้มีการทุจริตและแสวงหาผลประโยชน์ทั้งโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชนผู้ประมูลข้าว ดังนี้ 

1. การจัดให้ข้าวสารในสต็อกเป็นข้าวเกรดซี โดยไม่มีการตรวจสอบคุณภาพข้าวอย่างถูกต้องและทั่วถึง ทำให้ข้าวสารดังกล่าวไม่สามารถประมูลขายเพื่อการบริโภคของคนได้ แต่ให้ใช้ไปเพื่อผลิตเป็นอาหารสัตว์หรือพลังงาน ทั้งที่ข้อเท็จจริง โกดังต่างๆ มีการจ้างบริษัทรักษาและดูแลสภาพข้าวสารอย่างดี และได้รับการยืนยัน รวมถึงการนำสภาพข้าวสารมาเปิดเผยต่อสาธารณะของเจ้าของโกดังว่า ข้าวสารดังกล่าวยังเป็นข้าวที่มีคุณภาพและสามารถใช้เพื่อการบริโภคของคนได้ 

2. การจัดระดับข้าวสารให้อยู่ในระดับเกรดซี เป็นการทำให้ข้าวสารมีคุณภาพดี กลายเป็นข้าวเสื่อมคุณภาพ เพื่อให้เกิดการประมูลขายในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง 

3. มีข้อเท็จจริงว่า ได้มีผู้ขอเสนอซื้อข้าวสารในโกดังหลายแห่งในราคาที่สูง แต่คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวไม่ขาย แต่กลับขายให้อีกบริษัทหนึ่งซึ่งประมูลได้ในเวลาต่อมาในราคาที่ต่ำกว่าการเสนอซื้อครั้งแรกมาก ดังเช่น มีการเสนอซื้อข้าวหอมมะลิ 100 % ชั้น 2 จำนวนกว่า 14,000 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 11.25 บาท แต่คณะทำงานไม่ขาย กลับขายให้อีกบริษัทหนึ่งในราคากิโลกรัมละ 6.10 บาท เป็นต้น ซึ่งการประมูลขายดังกล่าว ผู้เข้าประมูลหลายรายและเจ้าของโกดังได้ทำหนังสือคัดค้าน และขอให้ทบทวนการขายแล้ว แต่คณะทำงานก็มิได้ยกเลิกหรือทบทวนการดำเนินการแต่อย่างใด ส่งผลให้รัฐต้องได้รับความเสียหายจากการขายข้าวคุณภาพดีเป็นข้าวเสื่อมคุณภาพ เท่าที่ปรากฏขณะนี้จำนวนกว่าหลายร้อยล้านบาทแล้ว 

4. มีข้อเท็จจริงว่า ผู้ประมูลข้าวบางรายไม่มีศักยภาพทางการเงินเพียงพอ ที่จะสามารถประมูลข้าวจำนวนมากๆ ได้ และไม่พบว่ามีข้าวที่ได้จากการประมูลอยู่ในความครอบครองของตนเอง แต่อย่างใด พฤติการณ์ดังกล่าวจึงน่าเชื่อว่าจะมีบุคคลบางกลุ่มตั้งนอมินี เพื่อให้มีการประมูลข้าวสาร เพื่อผลประโยชน์ในการที่จะนำข้าวดังกล่าวเข้าสู่ตลาดข้าวเพื่อบริโภคของคนต่อไป 

5. เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ข้าวสารที่มีการระบาย เป็นข้าวที่มีคุณภาพซึ่งคนสามารถใช้ บริโภคได้ แต่กลับจัดเกรดและประมูลข้าวในราคาข้าวเสื่อมคุณภาพ ซึ่งซื้อได้ในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง จึงอาจเป็นไปได้ว่า จะมีการนำข้าวดังกล่าวเพื่อกลับมาขายให้เป็นข้าวบริโภคของคน ซึ่งจะทำให้เกิดช่องทางทุจริตในส่วนต่างราคาข้าวจำนวนมาก 

พรรคเพื่อไทยได้มอบหมายให้คณะทำงานของพรรคลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว และได้พบปะพูดคุยกับเจ้าของโกดังหลายแห่ง พบว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง หากไม่มีการระงับยับยั้งหรือยกเลิกการประมูลที่ดำเนินการไปแล้ว จะทำให้รัฐได้รับความเสียหาย สูญเสียรายได้จากการระบายข้าวจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น พรรคขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นประธาน นบข. และหัวหน้ารัฐบาลได้มีคำสั่งให้ตรวจสอบการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล ในปี 2560 เรื่อง การจำหน่ายข้าวสารในสต็อกของรัฐเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคน และ การจำหน่ายข้าวสารในสต็อกของรัฐเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนและสัตว์ รวมถึงทบทวนนโยบายการระบายข้าวของ นบข. ด้วย หากพบว่ามีการระบายข้าวจากข้าวคุณภาพดีที่คนบริโภคได้ แต่ไปขายเป็นข้าวเสื่อมคุณภาพเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์หรือพลังงาน ก็ขอให้มีการยกเลิกการประมูลขายดังกล่าว และตรวจสอบคุณภาพข้าวดังกล่าวใหม่ด้วยวิธีการที่มีมาตรฐานและได้รับการยอมรับ รวมทั้งให้มีการตรวจสอบหาผู้กระทำผิดในเรื่องนี้อย่างจริงจัง หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดกระทำการทุจริตและแสวงหาประโยชน์จากโครงการดังกล่าว ก็ขอให้ดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจัง เหมือนกับที่นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ประกาศไว้ 

จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาดำเนินการ 

พรรคเพื่อไทย 
11 สิงหาคม 2560




วันพุธที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560

"เราคือครอบครัวเดียวกัน" สัมภาษณ์พิเศษ "ลาย จันรัศมี" อุปทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย


กองบรรณาธิการ Social Media สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม TV24 สถานีประชาชน ได้รับเกียรติจากคุณลาย จันรัศมี (Lay Chanreaksmey) อุปทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษในวาระการก่อตั้งอาเซียน ครบรอบ 50 ปี 

คุณลาย กล่าวว่า "อาเซียนครบรอบ 50 ปี ในวันที่ 18 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งที่ประเทศไทยมีงานหลายงานที่จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงการครบรอบ 50 ปีของอาเซียน ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1967 ซึ่งงานในวันนี้ก็เป็นงานส่วนหนึ่งของงานอื่นๆ" 



"สถานฑูตกัมพูชาประจำประเทศไทย ได้รับเชิญจากทางหน่วยงานของไทย (สำนักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ กรมประชาสัมพันธ์) ที่ขอเชิญตัวแทนของสถานฑูต มาร่วมงาน "50ปีอาเซียน ก้าวแรกที่ไทย ก้าวต่อไปเพื่อลูกหลาน" โดยสถานฑูตกัมพูชาประจำประเทศไทย มีนักศึกษาซึ่งได้รับทุนมาเรียนที่ประเทศไทยรวมตัวกันฝึกการแสดงทางวัฒนธรรมของกัมพูชา" 



"วัตถุประสงค์ของงานในวันนี้ คือการให้ทุกคนได้รับรู้ว่าอาเซียนก่อตั้งขึ้นมาครบ 50 ปีแล้ว เราในฐานะสมาชิกอาเซียนเราจะร่วมมือกันทำงานร่วมกันพัฒนาอาเซียน เราก็จะทำอย่างไรให้สมาชิกอาเซียนทุกคนเท่าเทียมกัน ความเจริญเติบโตของบางประเทศอาจจะพัฒนาเร็วกว่า บางประเทศอาจจะยังไม่ถึงจุดนั้นเหมือนประเทศอื่นๆ แต่เราจะพยายามร่วมมือกันไปด้วยกัน เราเป็นครอบครัวเดียวกันของสมาชิกอาเซียน"



ต่อคำถามเรื่องทิศทางการร่วมมือหลังจากนี้ ระหว่างไทย-กัมพูชาจะเป็นอย่างไรบ้าง? มาดามลาย กล่าวตอบว่า "จริงๆแล้วการร่วมมือของไทยกับกัมพูชา ไม่ว่าต่อไปหรือก่อนหน้านี้ เรามีความสัมพันธ์ที่ดี มีการร่วมมือกันไม่ว่าจะทางด้านเศรษฐกิจ การค้าต่างๆ การลงทุน นักลงทุนที่ไทยก็ไปลงทุนที่กัมพูชาเยอะ เราก็มีการร่วมมือกันเราก็มีนักศึกษาที่ได้ทุนมาเรียนที่เมืองไทย มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม จริงๆแล้วกัมพูชาในความคิดของดิฉันเองตัวแทนการทูตพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะทำอย่างไรเพื่อให้ความสัมพันธ์ของไทยกับกัมพูชาดีขึ้น ไม่ว่าวันนี้หรือวันต่อไป เพราะเราเป็นครอบครัวเดียวกัน เราเป็นพี่น้องกัน เราก็เป็นประเทศที่ใกล้กัน และเป็นเพื่อนบ้าน เพราะฉะนั้นเราก็ไปด้วยกันเพื่อที่จะทำอย่างไรให้เราอยู่ในสมาชิกอาเซียนได้อย่างมีความสุข"




นอกจากนี้ คุณลาย จันรัศมี ยังได้เชิญชวนให้ชมการแสดงชุด "กัมพูชาเป็นหนึ่ง" ของ สถานทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงทางวัฒนธรรมจากสถานเอกอัครราชทูตประเทศอาเซียนประจำประเทศไทย ในงาน "50ปีอาเซียน ก้าวแรกที่ไทย ก้าวต่อไปเพื่อลูกหลาน" (ASEAN@50: For Now and Posterity) ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน บริเวณไลฟ์สไตล์ ฮอลล์ ชั้น 2 เพื่อเป็นการส่งเสริมการรับรู้ถึงบทบาทประเทศไทยในฐานะผู้ริเริ่ม ผู้ร่วมก่อตั้งและผลักดันพัฒนาการของอาเซียนในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ในวาระครบรอบ 50 ปีการก่อตั้งอาเซียน ส่งเสริมการพัฒนาทักษะเพื่อแสวงหาประโยชน์และโอกาสจากประชาคมอาเซียน และสื่อถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนรวมทั้งผลักดันนโยบายต่าง ๆ ในเวทีอาเซียน ตลอดจนสร้างการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการเข้าถึงประโยชน์และโอกาสอย่างเท่าเทียมกันด้วย









“เพื่อไทย” ออกแถลงการณ์ เรียกร้อง คสช. ยุติการคุกคาม-ละเมิดสิทธิ์ประชาชน


พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องขอให้ยุติการคุกคามและละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยมีเนื้อหาดังนี้

แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย 
เรื่อง ขอให้ยุติการคุกคามและละเมิดสิทธิ เสรีภาพของประชาชน 

ตามที่ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นับตั้งแต่การรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา คสช. ได้ใช้อำนาจในการออกประกาศ คสช. และคำสั่งของหัวหน้า คสช. อันมีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิ เสรีภาพของประชาชน เสรีภาพทางวิชาการ และสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง แม้เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 แล้ว การดำเนินการในลักษณะดังกล่าวก็มิได้ผ่อนคลายลงแต่อย่างใดกลับมีกระบวนการที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้น โดยมีการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการจำกัดสิทธิ เสรีภาพของประชาชน และฝ่ายต่างๆอีกหลายครั้ง การใช้ประกาศและคำสั่งของ คสช. และหัวหน้า คสช. ด้วยการจับกุมดำเนินคดีกับบุคคลที่มีความคิดเห็นต่างทางการเมือง และวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล และ คสช. ทั้งที่เป็นสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญของประชาชน ทั้งนี้ เพื่อปิดปากประชาชนในการแสดงความคิดเห็น

พรรคเพื่อไทยเห็นว่า รัฐบาล และ คสช. มีพันธกรณีตามกติการะหว่างประเทศและตามรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องให้ความคุ้มครองและเคารพซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน และต้องไม่กระทำการใดอันเป็นการละเมิดเสรีภาพดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล และ คสช. เป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ เฉกเช่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ และสร้างความเชื่อมั่น ของต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยด้วย ดังนั้นรัฐบาลและ คสช. ต้องยุติการกระทำใดอันเป็นการละเมิดสิทธิ เสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ของฝ่ายวิชาการ และของสื่อมวลชน ที่ถูกละเมิดอย่างต่อเนื่อง และหลากหลายรูปแบบ การดำเนินคดีกับบุคคลต้องคำนึงถึงเจตนาในทางอาญา สิทธิในกระบวนการยุติธรรม และสิทธิของผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยการดำเนินการทุกอย่างต้องเป็นไปอย่างเสมอภาค
ไม่เลือกปฏิบัติ และเป็นไปตามหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด

พรรคเพื่อไทย 
9 สิงหาคม 2560 

"จาตุรนต์" เผยรัฐประหารเป็นเหตุ อารยประเทศงดเชิญประยุทธ์


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

จาก คำปรารภของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ ผมอยากจะแสดงความเห็นและความรู้สึก ก็คือ ข้อความในส่วนที่ว่า “…เพียงแต่ไม่ให้ผม(พล.อ.ประยุทธ์)เดินทางไปเยือนเพียงคนเดียว” นี้มากกว่า

พล.อ.ประยุทธ์พูดเหมือนกับจะขอความเห็นใจที่ไปเยือนต่างประเทศไม่ได้อยู่คนเดียว แต่พล.อ.ประยุทธ์ก็ควรเข้าใจว่า ที่ประเทศต่างๆหลายประเทศไม่อนุญาตให้พล.อ.ประยุทธ์ไปเยือน เพราะท่านเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารที่เข้าสู่อำนาจด้วยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและยังคงอยู่ในอำนาจในฐานะหัวหน้าคสช. ...

ที่เขาต้องแสดงความไม่ยอมรับการอยู่ในอำนาจของหัวหน้าคณะรัฐประหารก็เพราะการมีอำนาจเบ็ดเสร็จโดยคนๆเดียวนั้นเป็นการปกครองที่ปราศจากหลักนิติธรรม ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน ซึ่งมักนำสังคมไปสู่ความขัดแย้ง ความรุนแรงและการสูญเสียได้

แต่เมื่อท่านปรารภออกมาเหมือนกับจะมีความรู้สึกลึกๆอะไรอยู่ในใจก็ดีแล้ว ผมก็อยากจะปรารภกับท่านเหมือนกันว่า ผมก็ไปต่างประเทศไม่ได้เหมือนกัน จำนวนประเทศที่ผมไปไม่ได้มีมากกว่าท่านเสียอีก เพราะไปประเทศไหนก็ไม่ได้ เพื่อนๆที่เป็นอดีตรัฐมนตรี เป็นนักการเมืองหรือนักวิชาการเขาไปต่างประเทศกันได้หมด มีผมไปไม่ได้อยู่คนเดียว

ที่ผมไปต่างประเทศไม่ได้ ไม่ใช่เพราะต่างประเทศไม่อนุญาตให้ไป แต่เป็นเพราะท่านนั่นแหละที่ไม่ให้ผมไป เมื่อก่อนเคยมีบางประเทศเชิญผมไปเยือน แต่ท่านในฐานะหัวหน้าคสช.ไม่อนุญาตเพราะผมไปวิจารณ์ท่านเข้า ต่อมาพอผมวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ รัฐบาลของท่านก็ยกเลิกหนังสือเดินทางของผมทุกฉบับ ผมร้องศาลปกครอง ศาลปกครองกลางตัดสินว่าการยกเลิกหนังสือเดินทางของผมไม่ชอบด้วยกฏหมาย รัฐบาลของท่านก็ยังอุทธรณ์ต่อ ทำให้ผมยังไม่ได้หนังสือเดินทาง ต้องรอจนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะตัดสินเสียก่อน

การไปต่างประเทศไม่ได้ของท่านกับผมนี้ ต้องเรียกว่าเป็นคนละเรื่องเดียวกัน คือ มีทั้งเหมือนกันและต่างกัน

เหมือนกันอย่างหนึ่ง คือ ไปต่างประเทศไม่ได้ ต่างกันที่สาเหตุ ท่านไปต่างประเทศไม่ได้เพราะประเทศต่างๆเขาไม่อนุญาต เนื่องจากท่านเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารที่ยังอยู่ในอำนาจ ผมไปไม่ได้เพราะท่านไม่อนุญาตเนื่องจากผมไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารและไปวิจารณ์ท่านกับร่างรัฐธรรมนูญของพวกท่าน ทั้งๆที่ผมไม่ได้ทำผิดกฎหมายอะไรเลย

ที่เหมือนกันอีกอย่าง ก็คือ ถ้าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย และถ้าท่านและผมอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งท่านและผมก็คงมีเสรีภาพที่จะเดินทางไปประเทศไหนก็ได้ครับ

วันอังคารที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560

“วิม” เคลียร์ชัดทุกข่าวลือ ยังไม่ถึงเวลาเผยผู้นำทัพเพื่อไทย


นายวิม รุ่งวัฒนจินดา อดีตเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะสนับสนุนให้นางมณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล ซึ่งเป็นพี่สาวอีกคนหนึ่งในตระกูลชินวัตร มาเล่นการเมืองและเข้ามานำทัพพรรคเพื่อไทย นั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ถูกรัฐประหาร อดีตนายกรัฐมนตรีไม่ได้เข้าไปมีส่วนในกิจกรรมทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด อีกอย่างนางมณฑาทิพย์ ซึ่งเป็นพี่สาวอดีตนายกรัฐมนตรี ไม่มีความสนใจเรื่องทางการเมือง ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย เป็นแม่บ้าน ดังนั้นคงไม่เอาตัวเองมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองที่วุ่นวายอย่างแน่นอน

นายวิม ยังกล่าวอีกด้วยว่า การจะให้ใครมาเป็นผู้นำทัพเพื่อไทย ในตอนนี้มันยังเร็วเกินไปที่จะมาพูดว่าเป็นใครเพราะยังไม่มีการประกาศหรือกำหนดวันเลือกตั้งอีกทั้งกติการต่างๆก็ยังไม่ลงตัว ที่สำคัญผู้นำพรรคก็ต้องเป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชน เป็นสถาบันทางการเมืองที่ทุกฝ่ายร่วมโดยเฉพาะประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง

ส่วนกรณีที่นายวัชชระ เพชรทอง กล่าวถึงการตั้ง ผอ. อคส. ชุดใหม่ว่ามีความเกี่ยวพันธ์และเป็นคนสนิทเดินตามน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรและเกรงว่าจะมีปัญหาเรื่องคดีรับจำนำข้าวนั้น ไม่เข้าใจว่าคุณวัชชระไปเอาข้อมูลมาจากไหน จึงรู้เรื่องแม้กระทั้งคนเดินตามหลังอดีตนายกรัฐมนตรี ตนเองเดินตามมาเป็น 10 ปี ยังไม่รู้จักบุคคลที่ถูกกล่าวอ้าง และยืนยันว่านายกฯยิ่งลักษณ์ไม่รู้จักบุคคลดังกล่าวแต่อย่างใด เรื่องนี้เชื่อว่า คสช.คงฉลาดพอในการคัดสรรบุคคลที่จะมานั่งในตำแหน่งสำคัญเช่นนี้ คงไม่ต้องรอให้นายวัชระชี้นำอย่างแน่นอน

“ภูมิธรรม” สยบข่าวลือ พรรคเพื่อไทยสามัคคี-ไม่มีขัดแย้ง


นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

สืบเนื่องจากข่าวเรื่อง “การมีหัวหน้าพรรคเพื่อไทย” คนใหม่

ผมอ่านข่าว...."เรื่องการมีหัวหน้าพรรคเพื่อไทย คนใหม่" ด้วยความประหลาดใจว่า มีเนื้อหาดังกล่าวเป็นข่าวได้อย่างไร เพราะผมเป็นเลขาธิการพรรค และมีส่วนร่วมรับผิดชอบดูแลพรรคเพื่อไทยอยู่ในปัจจุบัน ขอยืนยันว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด กล่าวคือ

1) วันนี้พรรคเพื่อไทย ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของคำสั่ง คสช. และคำสั่ง กกต. ซึ่งอยู่ในสถานการณ์การใช้อำนาจพิเศษ ควบคุม บริหารประเทศอยู่ จึงยังไม่อาจกระทำการใดๆ ตามที่กล่าวอ้างกัน

2) ตั้งแต่มีการรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตยของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร
พรรคเพื่อไทยต้องเผชิญกับภาวะที่ถูกกระทำ และมีข้อจำกัดต่างๆ จากผู้มีอำนาจ รวมทั้งต้องรับภาระจากคดีความต่างๆ ที่ฝ่ายผู้มีอำนาจมอบให้ เวลาส่วนใหญ่ของพรรคจึงต้องอยู่ในสภาพต่อสู้กับคดีความต่างๆ โดยเฉพาะท่านอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเตรียมตัวต่อสู้กับความอยุติธรรมที่ท่านได้รับและคดีความที่ถูกกล่าวหา จนแทบจะไม่มีเวลาจะสนใจกับเรื่องอื่นใด
ผมขอยืนยันว่า ท่าน ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการภายในพรรคในปัจจุบันเลย ด้วย
ข้อจำกัดต่างๆ ของเวลา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข่าวที่กล่าวหาว่าท่านพยายามผลักดัน "คุณมณฑาทิพย์" ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ก็ไม่เป็นความจริงแต่ประการใด และเท่าที่ผมรู้จักและเคยมีโอกาสได้คุยกับ "คุณมณฑาทิพย์" ผมขอยืนยันว่า ท่านไม่ประสงค์และไม่เคยมีความสนใจเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องทางการเมืองเลย

3) ตามที่เป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่องว่า ท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์และ/หรือคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
จะเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และกำลังจะเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในพรรคนั้น
ผมขอเรียนชี้แจงว่า พรรคเพื่อไทยยังมีความสามัคคีภายในแนบแน่น อีกทั้งยังไม่ได้ตัดสินใจเลือก
หัวหน้าพรรคคนใหม่แต่ประการใด และยังเร็วเกินไปที่จะพูดเรื่องนี้ในขณะนี้

หากมีการเปิดโอกาสให้พรรคสามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้เมื่อใด เราพร้อมที่จะประชุมและ
หารือกันในหมู่สมาชิกพรรคและผู้รับผิดชอบพรรค เพื่อหารือในเรื่องดังกล่าว

ผมขอยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยมีบุคลากรคุณภาพจำนวนมาก ทั้งแกนนำพรรคที่เป็นอดีตรัฐมนตรีที่
เคยมีประสบการณ์ ความรู้ความสามารถอีกหลายสิบคน ที่พร้อมรับภาระหน้าที่ในการมานำพาพรรคของเรา ให้สามารถรับใช้พี่น้องประชาชนได้อย่างเข้มแข็งต่อไป

หากจะมีการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่เมื่อใด ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้นๆ ว่าต้องการ
คุณสมบัติของผู้นำเช่นไร พวกเราก็พร้อมจะร่วมกันสนับสนุนให้คนที่มีคุณสมบัติเหมาะกับสถานการณ์และภาระหน้าที่ในขณะนั้นขึ้นมาเสียสละทำหน้าที่และรับผิดชอบในภารกิจดังกล่าว

จึงเรียนชี้แจง และยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวมาให้ทราบโดยทั่วกัน

วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560

"วัฒนา" เดินทางพบ ปอท.-ยืนยันเดินหน้าให้กำลังใจยิ่งลักษณ์


ผู้สื่อข่าวรายงานจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ว่า นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย พร้อมทนายความเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปอท. พร้อมนำเอกสารสำนวนทะเบียนบ้านเบอร์โทรศัพท์ จำนวน 4 สำนวน โดย นายวัฒนา กล่าวว่า "ตนได้ยินกระแสข่าวพนักงานสอบสวน บก.ปอท. จะไปขอให้ศาลอาญาออกหมายจับผมอีกที่ได้โพสต์ทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ตนจึงเดินทางมาเพื่อสอบถามว่าตนถูกแจ้งข้อหาอะไร? และประเด็นที่สองคือตนได้ถ่ายสำนวนที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของตนจำนวน 4 สำนวน โดยให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย ผบก.ปอท. และพ.ต.อ.โอราฬ สุขเกษม ผกก.3 บก.ปอท. พร้อมทั้งจะลงบันทึกประจำวันไว้ว่าตนได้นำเอกสารดังกล่าวมามอบให้แล้ว หากบุคคลใดต้องการจะแจ้งความดำเนินคดีให้ตำรวจออกหมายเรียกหรือโทรประสานมายังตนได้ ไม่ใช่ไปออกหมายจับ หากพบว่ามีการออกหมายจับก่อน ตนจะดำเนินคดีกับตำรวจที่ออกหมายจับตน"

นายวัฒนา ยังระบุด้วยว่า การแจ้งความดำเนินคดีตน คงไม่เกี่ยวกับวันที่ 25 สิงหาคมนี้ ที่จะเดินทางไปให้กำลังใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี