วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560

“ภูมิธรรม” ค้านรีเซ็ตพรรคการเมือง-ประชาชนไม่ได้ประโยชน์


นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้เขียนบทความในหัวข้อ "อย่าประเมินประชาชนต่ำ" โดยมีเนื้อหาดังนี้

“อย่าประเมินประชาชนต่ำ”

การรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมือง ที่กำลังมีการเสนอกันจากตัวละครเดิมๆ ที่ล้วนเป็นผู้เอาการเอางาน มีบทบาทหลักในฐานะผู้สร้างเงื่อนไขให้เกิดการเข้ามายึดอำนาจจากฝ่ายทหาร เพื่อล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง ทั้งหมดล้วนเป็นคนหน้าเดิมที่กำลังออกมาสร้างกระแสให้ความต้องการของพวกตนบรรลุไปอีกขั้น เพื่อกระชับอำนาจและเพื่อสืบต่ออำนาจต่อไป กลุ่มคนเหล่านี้กำลังประเมินค่าความรู้ของพี่น้องประชาชนต่ำไป เขาอาจคิดว่าประชาชนจะไม่เข้าใจหรือไม่รู้เท่าทันพวกเขา แต่ข้อเท็จจริงในสถานการณ์ที่โลกเปลี่ยนแปลงไปทุกวันนี้ ประชาชนไม่ได้โง่ หากถึงวันเวลาที่ระบบการเลือกตั้งเปิด ประชาชนจะแสดงความต้องการแท้จริงออกมา และจะเป็นผู้ให้บทเรียนแก่พวกที่มีจิตใจฝักใฝ่เผด็จการเหล่านี้เอง โดยส่วนตัวผมไม่เห็นว่าการรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมือง จะเกิดประโยชน์ใดๆ เพราะประชาชนที่เขาชื่นชมและศรัทธาในพรรคการเมืองใด เขาก็ยังคงยึดมั่นเช่นนั้น ความเสื่อมทรามหรือเบื่อหน่ายในพรรคการเมืองที่ตนนิยม หากจะเกิดขึ้น มันจะเกิดจากพฤติกรรมและอุดมการณ์ของพรรคนั้นๆเอง ที่เปลี่ยนแปลงไป และไม่ยึดมั่นในศรัทธาที่ประชาชนมอบให้ ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงความนิยมและศรัทธาประชาชนด้วยวิธีการเช่นนี้ จึงไม่สามารถจะประสบผลสำเร็จได้

ตรงกันข้ามกลับยิ่งเปิดเผยตัวตนของกลุ่มและพวกพ้องตัวเองอย่างเด่นชัดว่า ทั้งหมดที่ทำมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน คือความพยายามเพื่อกลุ่มและพวกพ้องของตนเท่านั้น หาใช่ปรารถนาดีต่อประเทศ ไม่เป็นผลดีต่อระบอบประชาธิปไตย และไม่ได้มุ่งให้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อพี่น้องประชาชน สิ่งที่คาดว่าจะตามมาต่อไปคือ การพยายามให้เกิดการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง เพื่อเอื้อประโยชน์พวกพ้องตนจะเกิดขึ้น การยืดเวลาของโรดแมป และการขยายเวลาของการกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย รวมถึงยังคงไว้ซึ่งกลไกมาตรการพิเศษของตนต่อไป จนกว่าฝ่ายผู้มีอำนาจและพวกพ้องทั้งหลายจะมั่นใจว่าตนจะสามารถสืบทอดอำนาจกลับมาได้อีก แต่สำหรับพี่น้องประชาชน ยังไม่เห็นประโยชน์ที่จะได้รับใดๆ นอกจากความหวังหรือคำมั่นสัญญาที่เลื่อนลอย และการรอคอยให้ชีวิตของตนเปลี่ยนแปลง โดยการมีส่วนกำหนดอนาคตที่ตนปรารถนาด้วยตนเอง ดูจะยิ่งเลื่อนลอยและไร้ความหวังต่อไป

ความรักและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคการเมืองในวันเวลานี้ ไม่ใช่รักเพราะโฆษณาชวนเชื่อ แต่เป็นความรักด้วยปัญญา รักและเป็นเจ้าของ เพราะพวกเขาสามารถตรวจสอบพรรคการเมืองของเขาได้ เป็นความรักที่ก้าวเลยไปจากการซื้อเสียงขายเสียงอย่างที่เคยเข้าใจ ประชาชนใช้ทั้งเหตุผลและหัวใจในการเลือกพรรคการเมืองของเขา กลเกมรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมืองน่าจะเป็นเพียงละครอีกฉากเท่านั้น

ภูมิธรรม เวชยชัย
16 ธันวาคม 2560

วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560

นพดลแนะรัฐเร่งเลือกตั้ง ฟื้นความสัมพันธ์สหภาพยุโรป


นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีข้อมติของที่ประชุมคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป ที่จะยอมติดต่อกับไทยหลังจากที่หยุดไปหลังการรัฐประหารนั้น ตนเห็นว่ามีความพยายามที่จะตีปี๊บว่ามีการฟื้นความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปแล้ว ซึ่งคลาดเคลื่อนจากความจริง เนื่องจากข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรปส่วนใหญ่ยังเหมือนเดิม ที่เพิ่มคือจะเริ่มมีปฏิสัมพันธ์ทางการเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนเงื่อนไขเดิมๆ ยังไม่เปลี่ยนแปลงคือจะลงนามในกรอบข้อตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ และลงนามข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับประเทศไทยผ่านรัฐบาลพลเรือนที่ได้รับการเลือกตั้ง ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่เลือกตั้งก็ยังไม่มีการลงนาม ตนเห็นว่าถ้าไทยสามารถทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปได้สำเร็จ จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนไทยและสินค้าจากประเทศไทยนับแสนล้าน เพื่อนบ้าน เช่น เวียดนามได้ลงนาม FTA กับสหภาพยุโรปไปเมื่อปีที่แล้ว

นายนพดล กล่าวต่อว่าที่สหภาพยุโรปยอมที่จะติดต่อทางการเมืองกับไทยนั้นก็เพื่อเจรจาในประเด็นต่างๆที่เขากังวลและเรียกร้องให้ไทยดำเนินการ เช่น การยกเลิกข้อห้ามเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมือง การเลือกตั้ง การมีรัฐบาลพลเรือน สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ข้อมติจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ผู้เกี่ยวข้องอย่าพึ่งไปตีปี๊บในทำนองว่าสหภาพยุโรปฟื้นความสัมพันธ์กับไทยแล้ว เนื่องจากข้อมติที่ 12 ระบุว่าคณะมนตรีสหภาพยุโรปย้ำว่าจะยังคงพิจารณาทบทวนความสัมพันธ์กับประเทศไทยต่อไป โดยผูกโยงกับประเด็นดังกล่าวข้างต้น วงการทูตเข้าใจได้เลยว่านั่นคือการกำหนดเงื่อนไขให้ไทยปฏิบัติเพื่อนำไปสู่การฟื้นความสัมพันธ์ให้กลับไปสู่ระดับปกติ “หลายประเด็นที่สหภาพยุโรปหยิบยกนั้นเป็นประโยชน์ ตนหวังว่ารัฐบาลจะเร่งดำเนินการเพื่อคนไทย โดยไม่ต้องรอให้ต่างประเทศมาเรียกร้องให้ดำเนินการ”

“วัฒนา” เผย “พานทองแท้” เป็นตัวประกันทางการเมือง ไม่ได้รับความเป็นธรรม-ไม่เคยรับเงินกรุงไทย


นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

โอ๊ค..ตัวประกันทางการเมือง

ผมกล้ายืนยันว่า การดำเนินคดีอาญาฐานฟอกเงินกับนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค บุตรชายของนายกทักษิณมีจุดประสงค์ทางการเมือง โอ๊คถูกกล่าวหาว่าได้รับเงินจำนวน 26 และ 10 ล้านบาท ที่จ่ายจากบัญชีของนายวิชัย กฤษดาธานนท์ เพื่อช่วยซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของเงินดังกล่าว

จากสำนวนการไต่สวนของ คตส. เงิน 26 ล้านบาท สั่งจ่ายเป็นแคชเชียร์เช็คเพื่อฝากซื้อหุ้นแต่ยังไม่เคยถูกนำเข้าบัญชีของโอ๊คเพราะเช็คถูกยกเลิก โอ๊คไม่เคยได้รับเงินก้อนนี้จึงไม่ครบเป็นองค์ประกอบความผิด ส่วนเช็คจำนวน 10 ล้านบาท โอ๊คได้รับมาเพื่อการลงทุนทางธุรกิจร่วมกัน ไม่ใช่ได้มาเพื่อช่วยปกปิดหรือช่วยซุกซ่อนแหล่งที่มาของเงิน เพราะเป็นจำนวนเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับเงินกู้เกือบ 10,000 ล้านบาท อีกทั้งโอ๊คไม่มีเหตุผลที่จะไปช่วยปกปิดหรือซุกซ่อนเพราะไม่ได้ประโยชน์อะไรด้วย

พฤติกรรมในการดำเนินคดีคือเครื่องยืนยันว่าเป็นเรื่องการเมือง เพราะโอ๊คไม่เคยได้รับความเป็นธรรมมาตั้งแต่แรก เริ่มจากการสอบสวนซ้ำเพราะเช็คทั้งสองฉบับได้ถูก คตส. ไต่สวนและเห็นว่าไม่เป็นความผิดฐานฟอกเงินแล้วแต่ดีเอสไอยังเอามาสอบสวนใหม่ จากนั้นตั้งข้อกล่าวหาเฉพาะโอ๊คและคนใกล้ชิดทั้งที่มีบุคคลเกือบ 150 คน ที่ได้รับเงินแบบเดียวกับโอ๊คแต่ก็มิได้มีการดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลดังกล่าว เพิ่งจะมาตั้งเรื่องสอบสวนใหม่เมื่อถูกนายวีระ สมความคิด ยื่นหนังสือร้องเรียน ส่วนการไปดีเอสไอของโอ๊คเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาก็มีการนำเอาภาพจากกล้องวงจรปิดออกมาเผยแพร่ผ่านสื่อทั้งที่เป็นความลับ ล่าสุดมีการออกข่าวว่าโอ๊คจะมาขอขยายเวลายื่นคำให้การเพื่อให้เข้าใจว่าโอ๊คจะประวิงหรือถ่วงคดี แต่ทุกอย่างก็ผิดคาดเพราะโอ๊คมายื่นคำให้การก่อนกำหนด จากนี้ไปจึงเป็นหน้าที่ของดีเอสไอที่จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวหาและความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาตามคำให้การจนครบถ้วน หากคิดจะรวบรัดเอาง่ายเข้าว่าหรือคิดว่าเผด็จการจะอยู่ยั้งยืนยงระวังจะตกเป็นจำเลยเสียเอง

วัฒนา เมืองสุข
15 ธันวาคม 2560


https://www.facebook.com/WatanaMuangsook/posts/1104242203044641

วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560

"ชยิกา" แนะรัฐคืนประชาธิปไตย


คุณแซนด์-ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

“จากการที่รัฐบาลดูเหมือนจะดีใจกับตัวเลข จีดีพีไตรมาส 3 ปี 2560 ที่เพิ่มขึ้น และยังพอใจที่จะคาดการณ์ว่า จีดีพีในปี 2561 จะเติบโตมากขึ้นอีกด้วย โดยมีปัจจัยสำคัญคือการที่ประเทศไทยได้รับอานิสงค์จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวขึ้น ส่งผลให้การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นนั้น ในข้อเท็จจริง รัฐบาลไม่ควรยึดติดเพียงกับตัวเลขเศรษฐกิจรวมเท่านั้น  แต่ควรพิจารณาข้อเท็จจริงในทุกมิติ เพราะรัฐบาลมีภารกิจต่อทุกข์สุขของประชาชนในทุกภาคส่วน และทุกระดับ  โดยข้อมูลตัวเลขจีดีพีรวมที่นายกรัฐมนตรีแสดงความชื่นชมว่า ยกระดับสูงขึ้นนั้น กลับสวนทางกับสภาพความเป็นจริงในความรับรู้ของประชาชนทั่วไปที่เงินในกระเป๋าไม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประชาชนส่วนใหญ่ที่อยู่ในระดับรากหญ้าที่กำลังอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากยิ่งขึ้น”

“จีดีพีรวมหรือรายได้ประชาชาติที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นรายได้ที่กระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และขนาดกลางบางรายเท่านั้น ซึ่งได้รับอานิสงค์ จากการขยายตัวของฟันเฟืองเศรษฐกิจเพียงมิติเดียวคือการส่งออก ที่เป็นสัดส่วน ในการคำนวณ จีดีพีมากถึง 70% จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า ขณะที่ตัวเลขส่งออกเป็นบวกมากกว่า 10% แต่กลับดึงจีดีพีให้ขยายตัวได้เพียง 3.5% เท่านั้น และยังคงเป็นตัวเลขที่รั้งท้าย ด้วยจีดีพีที่ “ต่ำสุด” ในกลุ่มประเทศอาเซียนอีกด้วย นั่นหมายความว่าเฟืองเศรษฐกิจตัวอื่นๆ ที่มีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนที่คิดเป็นสัดส่วนอีกประมาณ 30% กำลังขยายตัวต่ำอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่มีการรัฐประหารมา ดังจะเห็นได้จากปัจจัยการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ ในช่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีตัวเลขที่สูงกว่า 6.7% ในปี 2555 แต่หลังการรัฐประหาร 2557 เป็นต้นมา ประชาชนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย และธุรกิจเอกชนไม่กล้าลงทุนเพื่อขยายกิจการ จนมีปัญหาการว่างงานกลายเป็นภาวะขาดกำลังซื้อที่เป็นงูกินหาง ดังจะเห็นได้จากรายงานของสภาพัฒน์ฯ ที่ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชน ตกต่ำอยู่เพียงประมาณ 3% ในปี 2560”

“ในขณะเดียวกัน ตัวเลขจากรายงานสภาพัฒน์ฯ ยังบ่งชี้อีกว่าการลงทุนภาคเอกชนที่เคยสูงถึง 14.4% ในปี 2555 หรือช่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ในช่วงรัฐบาลทหารมีนโยบายมุ่งเน้นใช้จ่ายมากไปกับความมั่นคง แต่ดูจะให้ความสำคัญน้อยมากกับราคาสินค้าเกษตรที่เป็นแหล่งรายได้สำคัญของเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ กลับทำให้ภาคเอกชนขาดความเชื่อมั่นและไม่กล้าลงทุนเพิ่มต่อเนื่องหลายปี จนต้องตกอยู่ในภาวะติดลบ และแม้จะกลับมาเป็นบวกก็อยู่ในระดับเพียง 2.9% ในปี 2560 ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเคยมีศักยภาพและเหมาะสมแก่การลงทุนเป็นอย่างมาก ข้อบ่งชี้อีกประการคือ การที่ตัวเลขเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ จากธนาคารแห่งประเทศไทย ในปี 2560 ที่เพิ่มสูงมากกว่าสองแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลและภาคเอกชนไม่มีการนำเข้าที่เป็นการลงทุนเครื่องมือทันสมัยจากต่างประเทศ และยังคงน่าเป็นห่วงยิ่งขึ้น หากไม่มีแผนการลงทุนที่ชัดเจนเพื่อสร้างอนาคตให้ประเทศในระยะยาว จึงดูเหมือนจะเหลือเพียงเฟืองเศรษฐกิจตัวสุดท้ายที่ต้องทำงานเพื่อพยุงจีดีพี คือการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ แต่ก็กลับปรากฏว่าส่วนใหญ่เป็นการลงทุนที่ไม่ก่อให้เกิดการจ้างงาน และไม่เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ ข้อสังเกตทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นจึงสะท้อนให้เห็นว่า เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่กับภาคส่งออก และกลุ่มทุนขนาดใหญ่และขนาดกลางเพียงจำนวนหนึ่งดังที่กล่าวแล้ว ซึ่งคิดเป็นประชากรเพียงประมาณ 2 ล้านคนจากจำนวนกว่า 60 ล้านคนเท่านั้น การใช้จ่ายของภาครัฐจึงไม่ได้หมุนเวียนไปถึงมือประชาชนรากหญ้าของประเทศแต่อย่างใด ดังปรากฏให้เห็นในรายงานขององค์การอ็อกซ์แฟม (OXFAM) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับปัญหาความยากจนที่ระบุถึงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยในปี 2559 ว่าปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนรุนแรงมาก เป็นอันดับ 3 (จากเดิมที่เคยอยู่ใน อันดับ 11) ต่อจากประเทศรัสเซีย และอินเดีย เท่านั้น”

“องค์การอ๊อกซ์แฟมยังระบุอีกว่าในหลายปีที่ผ่านมา คนเพียง 1% เป็นเจ้าของความมั่งคั่งมากกว่าคนไทยที่เหลือทั้งประเทศรวมกัน อีกทั้งตัวเลขทะเบียนคนจนของรัฐบาลเองก็ยังเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า คนจนมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จาก 4.8 ล้านคนในปี 2558 เป็น 11.67 ล้านคนในปี 2560 จึงขอเสนอให้รัฐบาลอย่ามองแค่เพียงตัวเลขจีดีพีรวม ที่ขยายตัวเพียงมิติเดียว แต่ขอให้พิจารณาให้ครบทุกด้านว่า ความเชื่อมั่นของภาคเอกชน และกำลังซื้อของประชาชนตกต่ำอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ไทยประสบภาวะรวยกระจุกจนกระจาย คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่มีเงินในกระเป๋าและกำลังมีหนี้สินล้นพ้นตัวสามารถลุกลามสร้างปัญหาให้กับความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจ และสังคมโดยรวมได้ หากอยู่ในภาวะปกติ รัฐบาลอาจเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบในรูปแบบที่สามารถทำให้เกิดการหมุนเวียนหลายรอบก่อนจะเคลื่อนไปสู่ภาคธุรกิจรายกลางและรายใหญ่ ซึ่งย่อมจะทำให้เกิดการกระจายรายได้ให้ประชาชนสามารถจับจ่ายใช้สอยได้ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจเอกชนทั้งในประเทศ และจากนานาประเทศให้ขยายการลงทุน และสามารถส่งผลดีเป็นทวีคูณกับการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง แต่ในภาวะที่ประเทศไม่อยู่ในภาวะประชาธิปไตยอันเป็นปกติ ความมั่นใจ ทั้งในการอุปโภคบริโภค และการลงทุนจากภาคเอกชนย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยง่าย รัฐบาลจึงควรมีความชัดเจนกับการคืนประชาธิปไตยให้ประชาชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น หยุดถ่วงเวลา ฉุดรั้งการเติบโตของประเทศเพื่อให้ไทยได้เดินหน้าอย่างเต็มศักยภาพอย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การกินดีอยู่ดี มีคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญ”

ทีมทนายพานทองแท้ ยื่นเอกสารคดีกรุงไทย-สั่ง DSI แจงภาพหลุดกล้องวงจรปิด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00น. ที่ผ่านมา ทนายชุมสาย ศรียาภัย ในฐานะทนายความส่วนตัวของนายพานทองแท้ ชินวัตร เดินทางมายื่นหนังสือต่อ นายบัณฑิต สังขนันท์ ผู้อำนวยการส่วนรับเรื่องร้องทุกข์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แจ้งวัฒนะ โดยระบุดังนี้

เรียนสื่อมวลชน ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สอบสวนคดีพิเศษที่ 25/2560 กรณีนายพานทองแท้ ชินวัตร รับเงินจากนายวิชัย กฤษดาธานนท์ ผู้กระทำความผิดมูลฐานในความผิดฐานทุจริตปล่อยสินเชื่อของผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ อม.55/2558 และสำนักงาน ปปง. ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษนายพานทองแท้และผู้เกี่ยวข้องต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ต่อมาพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้แจ้งข้อกล่าวหานายพานทองแท้ ในความผิดฐานฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน โดยนายพานทองแท้ ได้เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560 และได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาแล้วนั้น ตามกำหนดในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา นายพานทองแท้จะต้องยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหาภายใน 60 วัน (โดยจะครบกำหนดในวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560) ในวันนี้ (14 ธันวาคม พ.ศ. 2560) นายพานทองแท้ ได้มอบหมายให้ทนายความเข้ายื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหาแล้ว


นายพานทองแท้ มิได้เป็นผู้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา โดยคำชี้แจงดังกล่าวได้ระบุถึงพฤติการณ์เรื่องราวที่แสดงเจตนาสุจริตในการรับเงิน และกระบวนการสอบสวนอันไม่เป็นธรรมต่อตนเอง กล่าวคือ
 
(1) การสอบสวนคดีนี้อาจเป็นการดำเนินกระบวนการสอบสวนซ้ำ เนื่องจาก พฤติการณ์ที่นายพานทองแท้รับเงิน ในปี พ.ศ. 2546-2547 ที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษกล่าวหานี้ เคยถูกไต่สวนแล้ว โดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในฐานะที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน  เมื่อปี พ.ศ. 2551  และผลการไต่สวนปรากฏว่า ไม่มีมติให้แจ้งข้อหาฟอกเงินกับนายพานทองแท้ ต่อมา คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในคดีพิเศษที่ 36/2550 สอบสวนผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ในความผิดฐานฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย ซึ่งผลการสอบสวนคดีพิเศษที่ 36/2550 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษชุดดังกล่าว มีความเห็นว่า ไม่มีพยานหลักฐานพอฟังได้ว่านายพานทองแท้และผู้เกี่ยวข้องมีเจตนากระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือสมคบกันฟอกเงิน จึงไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหานายพานทองแท้ และผู้เกี่ยวข้องในความผิดฐานฟอกเงินในคดีพิเศษที่ 36/2550 และจากการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนในคดีพิเศษที่ 36/2550 นี้เอง ที่มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีการแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 36/2550 โดยปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนว่ามีหนังสือร้องทุกข์ถึงประธานคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ของอดีตหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 36/2550 ว่า มีการพูดขอให้แจ้งข้อกล่าวหาฟอกเงินกับนายพานทองแท้ ทั้งที่พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหาได้ จนกระทั่งในที่สุด ปี พ.ศ.2560 กรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับสำนักงาน ปปง. ก็ได้แยกเป็นคดีที่ 25/2560 และกล่าวโทษนายพานทองแท้ กับผู้เกี่ยวข้องในข้อหาฟอกเงิน โดยอาศัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเดิมซึ่งได้เคยสอบสวนมาแล้วในชั้น คตส. และคดีพิเศษที่ 36/2550 การสอบสวนในคดีพิเศษที่ 25/2560 นี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนการสอบสวนซ้ำ

(2) การดำเนินการสอบสวนและร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีนี้ อาจเป็นการเลือกปฏิบัติ  เนื่องจาก ยังพบว่า มีบุคคลอื่นที่มีพฤติการณ์การรับเงินที่ดีเอสไออ้างว่าเงินดังกล่าวมาจากเงินที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อคดีกรุงไทยอีกหลายรายในทอดเดียวกัน แต่ดีเอสไอหรือสำนักงาน ปปง. ก็มิได้ดำเนินการตรวจสอบหรือสอบสวนอย่างเท่าเทียมกันกับกรณีของนายพานทองแท้ ทั้งที่มีบุคคลหลายราย ซึ่งมีพฤติการณ์รับเงินในลักษณะเดียวกันและในช่วงระยะเวลาเดียวกันกับนายพานทองแท้ แต่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาบุคคลเหล่านั้น

(3) ในคำให้การชี้แจงข้อกล่าวหา นายพานทองแท้ ได้ชี้แจงถึงข้อเท็จจริง พยานเอกสาร และพยานบุคคล เพื่อแสดงเจตนาอันสุจริตเกี่ยวกับกรณีการรับเงินอันเป็นประเด็นข้อกล่าวหาว่า มีเหตุมาจากการลงทุนทางธุรกิจ แต่พอใช้ระยะเวลาศึกษาธุรกิจที่จะลงทุน ทราบว่ามีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ไม่มีความคืบหน้า จึงได้คืนเงินเต็มจำนวน โดยนายพานทองแท้ ไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากเงินดังกล่าว  ซึ่งขัดแย้งกับมูลเหตุจูงใจในการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน


นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา ปรากฏข่าวจากสื่อมวลชนว่า แหล่งข่าวของ ดีเอสไอ ได้เปิดเผยว่า ได้รับการประสานงานอย่างไม่เป็นทางการจากทีมทนายความของนายพานทองแท้ ว่าจะขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีก 60 วัน นั้น ทีมทนายความของนายพานทองแท้ ขอเรียนชี้แจงและยืนยันว่า เนื้อหาของข่าวดังกล่าว ไม่เป็นความจริง โดย นายพานทองแท้ ไม่มีการประสานขอขยายเวลาการยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหาแต่อย่างใด ทั้งนี้ แม้ว่าเรื่องดังกล่าวจะเกิดขึ้นมากว่าสิบปีแล้ว แต่นายพานทองแท้ ยังคงยืนยันข้อเท็จจริงต่างๆ ตามที่เคยได้ให้การมาแล้วในการไต่สวนชั้น คตส. และในการสอบสวนคดีพิเศษที่  36/2550 โดยได้ตรวจสอบและรวบรวมพยานเอกสารและบุคคล เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างเต็มที่ ภายในเวลาที่กำหนด เพื่อต้องการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ใช้เวลาที่มีอยู่พิจารณาคำชี้แจงฯ และพยานหลักฐานที่ได้นำเสนออย่างละเอียดถี่ถ้วน เป็นธรรมและไม่เร่งรัด เนื่องจากในคำชี้แจงฯ ของนายพานทองแท้ ได้อ้างถึงพยานบุคคลจำนวนมากที่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างเช่น นายอุตตม สาวนายน และนายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งเป็นบุคคลที่ คตส. กล่าวหาในคดีฟอกเงินต่อ ดีเอสไอ ในคดีพิเศษที่ 36/2550 ดังนั้น พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจำต้องใช้ระยะเวลาในการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมอย่างที่สุด และพิสูจน์ถึงการกระทำความผิดจนปราศจากเหตุอันควรสงสัย (Prove beyond reasonable doubt)

ทีมทนายความของนายพานทองแท้ ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นการให้ข่าวของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายข้างต้น ว่า คดีของนายพานทองแท้ นั้นเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ และทราบดีว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ มีความจำเป็นต้องดำเนินกระบวนการอย่างเคร่งครัด แต่การรักษาสิทธิและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกกล่าวหา เป็นเรื่องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ จำต้องให้ความสำคัญไม่แพ้การบังคับใช้กฎหมายตามอำนาจหน้าที่ การให้ข่าวที่ไม่เป็นความจริงของแหล่งข่าวในหน่วยงานทำให้ประชาชนเข้าใจผิดหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกกล่าวหาได้ จึงเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องตระหนักอย่างยิ่งเท่าๆ กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างยุติธรรม โดยเฉพาะกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษกระทำด้วยประการใดๆ อันทำให้ข้อมูลความลับทางราชการ อย่างภาพในกล้องวงจรปิดภายในสำนักงาน ในวันที่นายพานทองแท้ เดินทางไปรับฟังข้อกล่าวหา ปรากฏเปิดเผยต่อสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป เป็นเรื่องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเป็นหน่วยงานสืบสวนสอบสวนและบังคับใช้กฎหมายในคดีพิเศษที่กระทบต่อรัฐ จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ได้ความว่า ข้อมูลภาพนายพานทองแท้ ในกล้องวงจรปิดซึ่งเป็นข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเก็บรักษาอย่างเคร่งครัดและเป็นข้อมูลภาพที่กระทบต่อสิทธิของบุคคลภายในภาพ ปรากฏในสื่อมวลชนสาธารณะได้อย่างไร  เพื่อมิให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในมาตรฐานและประสิทธิภาพรวมถึงการเคารพสิทธิประชาชนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ในส่วนของกระบวนการทางคดี  นายพานทองแท้  ได้ใช้สิทธิในการแก้ข้อกล่าวหาฯ โดยการยื่นเรื่องขอให้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เรียกพยานบุคคลจำนวนหลายปากมาสอบปากคำเพิ่มเติม ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหา ทางพนักงานสอบสวนควรที่จะเรียกพยานดังกล่าว มาสอบปากคำให้ครบถ้วน จนหมดสิ้นข้อสงสัย ก่อนที่จะพิจารณาดำเนินการในขั้นตอนอื่นต่อไป​ ​

"เพื่อไทย" แพร่แถลงการณ์แนะรัฐเร่งเลือกตั้ง-ฟื้นความสัมพันธ์สหภาพยุโรป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทย ได้เผยแพร่แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย กรณีข้อมติของที่ประชุมคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศ กรณีความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป โดยมีเนื้อหาดังนี้
แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย 

กรณีข้อมติของที่ประชุมคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศ กรณีความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป

จากกรณีที่ข้อมติของที่ประชุมคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศกรณีความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหภาพยุโรปเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2560 รวม 14 ข้อ (“ข้อมติ”) โดยระบุว่าจะติดต่อทางการเมืองกับประเทศไทยนั้น พรรคเพื่อไทยขอแถลงดังนี้

1. พรรคเพื่อไทยตระหนักถึงคุณค่าของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรปซึ่งมีมายาวนาน และท่าทีอันหนักแน่นของสหภาพยุโรปในการแสดงความห่วงกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย รวมทั้งการคัดค้านต่อการรัฐประหารในปี 2557 อย่างผิดกฎหมาย รวมทั้งประกาศการระงับการติดต่อในระดับสูงกับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร และเรียกร้องให้มีการนำกลับมาซึ่งประชาธิปไตยและฟื้นฟูสิทธิ เสรีภาพ และยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทย ดังนั้น ท่าทีของสหภาพยุโรปตามข้อมติดังกล่าวซึ่งยังย้ำยืนยันท่าทีของสหภาพยุโรปข้างต้นอย่างหนักแน่นเช่นเดิม จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อประชาธิปไตยของไทยเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งท่าทีของสหภาพยุโรปที่จะไม่ลงนามกรอบข้อตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ ซึ่งคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปฯ ยังคงมีท่าทีคงเดิมในเรื่องนี้ ตามที่ปรากฏในข้อ 11 ของข้อมติว่าการลงนามในกรอบข้อตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ และการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับประเทศไทย จะสามารถดำเนินการได้กับรัฐบาลพลเรือนที่ได้รับการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยเห็นว่าประเทศไทยเสียโอกาสมามากแล้ว ถ้าสามารถทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปได้สำเร็จ จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนไทยและสินค้าจากประเทศไทยนับแสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม โอกาสความสำเร็จที่จะเกิดข้อตกลงดังกล่าวได้ตามเงื่อนไขและข้อเสนอของคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป คือ การมีรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลปัจจุบันที่จะต้องดำเนินการและผลักดันให้เกิดสภาวะดังกล่าวโดยเร็ว

2. พรรคเพื่อไทยตระหนักในท่าทีที่สร้างสรรค์ของคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปฯ ที่ได้เรียกร้องให้ประเทศไทยมีการคืนสู่กระบวนการทางด้านประชาธิปไตยอย่างเร่งด่วนผ่านการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือ รวมถึงการเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน สิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง ซึ่งไทยมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพันธกรณีระหว่างประเทศอื่นๆ

3. พรรคเพื่อไทยตั้งข้อสังเกตว่าคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปฯ ได้ทราบถึงการที่หัวหน้า คสช. ได้ระบุในวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ว่า การการเลือกตั้งจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2561 พรรคฯ เห็นว่าการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือ สุจริตและเที่ยงธรรมจะทำให้ประเทศได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ และจะสร้างโอกาสทางด้านเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทยและคนไทยอย่างมาก

4. พรรคเพื่อไทยตั้งข้อสังเกตว่า การที่สหภาพยุโรปจะเริ่มมีปฏิสัมพันธ์ทางการเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป (gradual political re-engagement) กับประเทศไทยตามที่ระบุในข้อ 7 ของข้อมติ รัฐบาลและผู้รับผิดชอบงานด้านต่างประเทศควรเข้าใจให้ถ่องแท้ถึงถ้อยคำนี้ เนื่องจากมีการเข้าใจไปในทำนองว่าสหภาพยุโรปจะฟื้นความสัมพันธ์หรือปรับความสัมพันธ์ด้านการเมือง ซึ่งอาจไม่ตรงทีเดียวกับความหมายของฉบับภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายความเพียงแค่ว่าจะติดต่อทางการเมืองกับไทย ดังนั้นไม่ควรมีการใช้ปฏิบัติการไอโอหรือข้อมูลข่าวสารจนเกินเหตุ

5. พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีได้ตระหนักถึงข้อ 12 ของข้อมติของคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปฯ ซึ่งระบุไว้อีกครั้งว่า จะยังคงพิจารณาทบทวนความสัมพันธ์กับประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับการยกเลิกข้อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพสื่อ การยกเลิกข้อจำกัดเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมือง การจัดการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือ การมีรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังมีเรื่องที่ต้องดำเนินการอีกหลายเรื่อง เพื่อให้ความสัมพันธ์กลับมาสู่ระดับที่ไม่ต้องถูกทบทวนหรือกลับมาสู่ปกติ แต่พรรคเห็นว่ารัฐบาลยังไม่ได้ดำเนินการในหลายๆ เรื่องที่เป็นข้อห่วงใยของคนไทยและประชาคมระหว่างประเทศ

พรรคเพื่อไทย ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้ดำเนินการโดยเร่งด่วนและจริงจังเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ที่น่าเชื่อถือ บริสุทธิ์ ยุติธรรมตามวิถีทางประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพื่อให้มีรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งเพื่อการเร่งสานความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปให้แน่นแฟ้นดังที่เคยเป็นมาในอดีต และจะสามารถเร่งเปิดการเจรจาและลงนามข้อตกลงเขตการค้าเสรีและข้อตกลงอื่นๆ บนพื้นฐานของความเป็นธรรม และเพื่อประโยชน์ร่วมกันของสหภาพยุโรปและประเทศไทยต่อไป.

พรรคเพื่อไทย
13 ธันวาคม 2560

วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560

"หมวดเจี๊ยบ" ยืนยันโพสต์วิจารณ์ประยุทธ์ไม่ผิด-นานาชาติเฝ้าสังเกตการณ์


ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมายอาญามาตรา 116 ที่ บก.ปอท. หลังจากโพสต์ข้อความวิจารณ์การทำงานรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมีผู้แทนทางการทูตจากประเทศต่างๆในทวีปยุโรป อังกฤษและสหรัฐอเมริกา รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน เข้าร่วมสังเกตการณ์เป็นจำนวนมาก

ร.ท.หญิงสุณิสา ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า "วันนี้ดิฉันเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา โดยขอยืนยันอีกครั้ง ว่า ดิฉันไม่ได้ทำอะไรผิด ดิฉันทำในสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ทำคือการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ก็เพื่อรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม และการวิจารณ์รัฐบาลก็เป็นสิทธิที่ประชาชนคนไทยทุกคนสามารถทำได้ วัตถุประสงค์หลักในการโพสต์เฟซบุ๊ก คือการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล การใช้จ่ายเงินงบประมาณของแผ่นดิน ซึ่งถือเป็นสิทธิที่คนไทยทุกคนทำได้ และรัฐบาลควรจะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกคน"


"ถ้าย้อนไปดูในโพสต์ ที่มีการกล่าวเปรียบเทียบ ว่า ทำไมรัฐบาลเปิดทำเนียบฯต้อนรับนักร้อง แต่ไม่ยอมเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร้องทุกข์ จะเห็นว่าไม่ได้มีการตำหนิอะไรนักร้องเลย แต่เป็นเพราะท่านเองที่เลือกปฏิบัติ ปฏิบัติต่อประชาชนไม่เท่ากัน สิ่งที่ทำลงไปวัตถุประสงค์เพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม และแสดงความคิดเห็นในฐานะประชาชนคนนึง ดิฉันขอยืนยันว่าเสรีภาพในการวิจารณ์รัฐบาลเป็นสิทธิของประชาชน เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่คนไทยทุกคนสามารถทำได้ ซึ่งรัฐบาลควรจะรับฟัง และนำไปปฏิบัติตาม"

"รัฐบาลไม่ควรใช้อำนาจดำเนินคดีกับคนคิดต่าง ดิฉันเชื่อว่า สิ่งสำคัญในการปฏิรูปเพื่อการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น คือการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันกับประชาคมโลก หัวใจสำคัญคือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาบ้านเมือง ถ้าหากว่าตราบใดประชาชนในสังคมยังกลัว ไม่กล้า และไม่สามารถพูดความจริงได้ หรือประชาชนไม่มีความคิดความอ่านแล้ว ประเทศก็จะไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ เพราะว่ามนุษย์คือปัจจัยสำคัญ เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง"


"ดิฉันขอขอบคุณประชาคมโลก ไม่ว่าจะเป็นผู้แทนทูตจากสถานทูตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้แทนทูตจากสหราชอาณาจักร รวมทั้งผู้แทนท่านอื่นๆ ที่ท่านให้ความสนใจในเรื่องสิทธิมนุษยชน ท่านผู้แทนประเทศต่างๆ ไม่สามารถแทรกแซงกระบวนการพิจารณาคดีได้ แต่มาร่วมสังเกตการณ์ เพราะไทยมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ เรื่องการปกป้องสิทธิมนุษยชนในชาติ และรัฐบาลได้ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ เป็นปฏิญญาสากล ซึ่งระบุไว้ใน รัฐธรรมนูญแล้ว" ร.ท.หญิงสุณิสา กล่าว









วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560

“ทนายวิญญัติ” ยื่นอัยการสูงสุด เร่งสั่งฟ้องคดี กปปส.


นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่ออธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ให้เร่งสั่งฟ้องคดีกบฏ กปปส. เนื่องจากจะครบกำหนดระยะเวลาแล้ว พร้อมแจ้งเตือนว่าหากมีการตัดบางข้อหาออก จะดำเนินการทางกฎหมายและกล่าวโทษดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

โดย นายวิญญัติ ได้กล่าวว่า “วันนี้ผมและคณะในฐานะที่เป็นผู้ที่ร่วมกล่าวหากลุ่มแกนนำ กปปส. เมื่อปี 2556 คาบเกี่ยวปี 2557 และมีคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทำความเห็น และสอบสวนคดีเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว แล้วก็มีการสั่งฟ้องไปแล้ว 4 ราย ซึ่งก็ยังเหลือ 51 ราย ที่ผ่านมา ได้มีการยื่นหนังสือตลอดเวลา เพื่อทวงถามและก็เพื่อที่จะเร่งไปยังอัยการผู้ทำหน้าที่พิจารณาสำนวน ซึ่งล่าสุดได้ทราบข่าวว่า ท่านอัยการสูงสุดท่านปัจจุบัน คือ ท่านเข็มชัย ชุติวงศ์ ได้มีคำสั่งยกเลิกคณะทำงาน ซึ่งมีการตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้วก็ยกเลิกนั้น ผมเห็นว่าเป็นพฤติการณ์ที่อาจจะเป็นการประวิงคดี หรือไม่? การทำลักษณะเช่นนี้ เราจึงจำเป็นต้องตรวจสอบ และก็มาแจ้งเตือนอธิบดีในฐานะที่เป็นผู้รับสำนวนคืนกลับมา ให้รีบนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 51 ราย ส่งฟ้องต่อศาลโดยเร็ว ซึ่งการส่งฟ้องศาลเป็นเรื่องการทำหน้าที่โดยปกติอยู่แล้ว และก็เป็นกรอบระยะเวลาที่พอจะต้องทำได้ เนื่องจากว่า การล่าช้ามากว่า 3 ปี 6 เดือน ทำให้เห็นว่าองค์กรอัยการเองมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์การทำหน้าที่ของตนเองแน่นอน ผมเน้นนะครับว่า การใช้อำนาจเพื่อผดุงความเป็นธรรมนำตัวผู้ต้องหาฟ้องคดีต่อศาลเป็นเรื่องง่าย ง่ายยิ่งกว่าการหาวิธีเลี่ยงหรือประวิงคดีเสียอีก ดังนั้น สิ่งที่เรามาวันนี้ เราค่อนข้างเป็นห่วงว่าการทำหน้าที่ของท่าน จะเป็นการทำหน้าที่ในฐานะทนายแผ่นดิน หรือเป็นการทำหน้าที่ทนายของพรรคใด หรือพรรคพวกใด หรือไม่? อันนี้เป็นเรื่องของการชี้เจตนา ก็อยากให้ท่านอธิบดีรีบพิจารณา อย่างไรก็ตาม วันที่ 16 ธันวาคมนี้ ก็จะเป็นวันที่ครบ 30 วัน ตามหนังสือที่ผมเคยยื่นไว้เดิม ดังนั้น ถ้าเกิดว่ายังไม่มีการดำเนินการคืบหน้าใดๆ ผมก็จะใช้ช่องทางตามกฎหมาย อาจจะกล่าวโทษ หรือฟ้องศาลว่ามีการทุจริตต่อไป”

วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560

"วิญญัติ" เตือนอัยการสูงสุด เร่งฟ้องคดี กปปส.


นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ตามที่อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ปฏิเสธข่าวที่มีมติสั่งฟ้องแกนนำกปปส. ว่าอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารนั้น ผมจะยื่นขอให้ ป.ป.ช.เรียกความเห็นหรือคำสั่งของอัยการสูงสุดที่เกี่ยวกับคดี ดูว่า ที่อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษซึ่งคณะทำงานอัยการในปี 2557 มีความเห็น ควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 51 คน แล้ว เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2557 กระทั่ง อัยการสูงสุดคนต่อๆมา มีคำสั่งยกเลิกคณะทำงานอัยการที่ตั้งขึ้น แล้วสั่งให้คืนเรื่องไปสำนักงานคดีพิเศษอีก เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2560 เพื่อดำเนินการตามหน้าที่ต่อไป (บอกก่อนว่าหนังสือสำคัญนี้เป็นพยานหลักฐานที่มีอยู่)

ดังนั้น ที่ผมได้ยื่นหนังสือเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 ให้ดำเนินการส่งฟ้องผู้ต้องหาภายใน 30 วัน บัดนี้ จะครบกำหนดระยะเวลาแล้ว คดีนี้ล่าช้ามากว่า 3 ปี 6 เดือนแล้ว หรือจะรอให้คดีที่ฟ้องไปแล้ว 4 ราย ที่จะเสร็จประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2561 หรือไม่ ถือเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ผมจึงจะไปแจ้งเตือนท่านและคณะทำงาน หากยังมีบุคคลใดจะฝ่าฝืนคำสั่งเดิมของอดีตอธิบดีอัยการคดีพิเศษที่สั่งฟ้องข้อหากบฏ - ก่อการร้าย รวม 8 ข้อหา กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณกับพวกไว้แล้ว ตนก็ขอยืนยันเช่นกันว่าจะดำเนินการทางกฎหมายและกล่าวโทษดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดด้วย

จึงขอแจ้งว่าในวันอังคารที่ 12 ธันวาคม 2560 เวลา 13.30 น. ผมจะเดินทางไปยื่นหนังสือแจ้งเตือนต่ออธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก อีกครั้ง

เปิดตัวหนังสือ "ประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ และสิทธิมนุษยชน" : วรวิทย์ กนิษฐะเสน


ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ ว่า เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา มีงานเสวนาวิชาการ เปิดตัวหนังสือ “Democracy, Constitution, and Human Rights” ที่รวบรวมบทความวิชาการทางด้านประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ และสิทธิมนุษยชน ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาเยอรมัน โดย ดร.วรวิทย์ กนิษฐะเสน จัดพิมพ์โดย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนโยบายสาธารณะและธรรมาภิบาล เยอรมัน-อุษาคเนย์ (German-Southeast Asian Center of Excellence for Public Policy and Good Governance : CPG) โดยข้อตกลงความร่วมมือระหว่างคณะนิติศาสตร์ของ 4 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัย  Frankfurt, มหาวิทยาลัย Muenster และ มหาวิทยาลัย  Passau แห่งประเทศเยอรมัน โดยมีวัตถุประสงค์คือเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการด้านนโยบายสาธารณะและธรรมาภิบาลระหว่างประเทศเยอรมันกับประเทศไทย และกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีสำนักงานส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการเยอรมันเป็นผู้ให้การสนับสนุนงบประมาณดำเนินงาน

ทั้งนี้ หนังสือ “Democracy, Constitution, and Human Rights” รวมบทความวิชาการในวาระ ครบรอบ 70 ปี ดร.วรวิทย์ กนิษฐะเสน อดีตเอกอัครราชทูต และอาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วางจำหน่ายในราคา 550.- บาท ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ +66-2-613-2971










วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560

“จาตุรนต์” รำลึก 85 ปี วันรัฐธรรมนูญ หวังประเทศเป็นประชาธิปไตย


นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

รำลึกวันรัฐธรรมนูญในวันที่ยังไม่มีรัฐธรรมนูญ

นับจากมีรัฐธรรมนูญขึ้นครั้งแรกในปี 2475 มาถึงวันนี้ เป็นเวลา 85 ปี การรำลึกถึงวันรัฐธรรมนูญและความหมายของรัฐธรรมนูญเปลี่ยนไปมาก ตั้งแต่ปี 2476 เป็นต้นมา มีการฉลองรัฐธรรมนูญอย่างเอิกเกริกยิ่งใหญ่อยู่หลายปี โดยทางรัฐบาลในขณะนั้นที่เห็นว่ารัฐธรรมนูญมีความสำคัญต่อประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง นอกจากพิธีเฉลิมฉลองแล้ว รัฐบาลยังได้พยายามชี้แจงให้ประชาชนเกิดความเข้าใจถึงความหมายของรัฐธรรมนูญอีกด้วย

รัฐธรรมนูญมีความหมายสำคัญที่เชื่อมโยงถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย  ที่คนทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน

แต่ต่อมามีการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญหลายต่อหลายครั้ง บางช่วงประเทศไม่มีรัฐธรรมนูญ แต่มีสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมนูญการปกครอง" ช่วงละหลายปี ระยะหลังเรียกธรรมนูญการปกครองเสียใหม่ว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราวช่วงที่ไม่มีรัฐธรรมนูญนั้น หากมีกิจกรรมในวันรัฐธรรมนูญก็เป็นเพียงพิธีกรรมที่ไม่สามารถสื่อความหมายใดๆได้

ผ่านไป 85 ปี ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีรัฐธรรมนูญ
ไม่มีรัฐธรรมนูญ ใน 2 ความหมาย

1. แม้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญไปแล้ว แต่รัฐธรรมนูญก็กำหนดให้มีคสช.อยู่ไปจนกว่ารัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งจะเข้ารับหน้าที่  คสช.จึงมีอำนาจเด็ดขาดเหนืออำนาจอธิปไตยทั้งหลาย คสช.เป็นกฎหมายเสียเองและอยู่เหนือกฎหมายทั้งปวง การใช้อำนาจของคสช.สามารถหักล้างแม้แต่รัฐธรรมนูญหลายๆมาตรา  โดยเฉพาะมาตราที่กำหนดว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน 

ปัจจุบันคนทุกคนจึงไม่ได้อยู่ใต้กฎหมายที่เป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกัน จะถือว่าเรามีรัฐธรรมนูญแล้วย่อมไม่ได้

2.ใน 85 ปีมานี้รัฐธรรมนูญจะถูกฉีกเมื่อไหร่ก็ได้ ฉีกโดยคณะรัฐประหาร แล้วก็ร่างโดยคณะรัฐประหารเสียเป็นส่วนใหญ่ รัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่กฎหมายสูงสุด คำสั่งของคณะรัฐประหารใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญได้เสมอ

ระบบยุติธรรมได้รับรองการรัฐประหารมานานแล้ว การรัฐประหารครั้งล่าสุด ได้ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่พิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญกลายเป็นองค์กรที่ยอมรับและรับรองการรัฐประหารไปด้วยแล้ว

มาถึงวันนี้ ทั้งระบบกฎหมาย ประเพณีปฏิบัติและวัฒนธรรมทางการเมือง ยังไม่มีข้อสรุปว่า การฉีกรัฐธรรมนูญโดยคณะรัฐประหารเป็นสิ่งที่เลวร้าย

เนื้อหาของรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่สำคัญ ก็คือ อำนาจอธิปไตยไม่ใช่ของประชาชน แต่เป็นของชนชั้นนำที่ไม่มีความเชื่อมโยงใดๆกับประชาชน   คณะรัฐประหารกับพวก สามารถกำหนดอนาคตทิศทางของประเทศทั้งในรูปของการวางแผนยุทธศาสตร์และการกำหนดผู้บริหารประเทศอย่างต่อเนื่องยาวนาน

รัฐธรรมนูญปัจจุบัน จึงไม่ต่างอะไรจากโรดแม็ปของการอยู่ในอำนาจอย่างต่อเนื่องยาวนานของ คสช.นั่นเอง

การรำลึกวันรัฐธรรมนูญในปีนี้ จะยินดีปรีดาที่มีรัฐธรรมนูญและเรียกร้องให้พิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญอย่างในสมัยโบราณก็ไม่ได้ เพราะวันนี้ยังไม่มีรัฐธรรมนูญ ถ้าจะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความเป็นกฎหมายสูงสุดเร็วขึ้นก็คงต้องเรียกร้องให้คสช.หยุดใช้อำนาจตามใจชอบเสียที แต่ก็คงไม่ได้ผล

การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้น แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เขียนปิดช่องทางในการแก้ไขไว้จนเกือบจะเป็นไปไม่ได้  อีกทั้งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงประชามติมาทั้งๆที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง การจะแก้รัฐธรรมนูญจึงต้องอาศัยเวลาอีกพอสมควร

ในวันรัฐธรรมนูญปีนี้  หากจะรำลึกถึงความสำคัญของรัฐธรรมนูญและต้องการให้ประเทศมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและอยู่ได้อย่างยั่งยืนนั้น 

ขั้นแรก คงต้องร่วมกันหาทางป้องกันไม่ให้คสช.ครองอำนาจต่อไปอย่างยาวนานตามที่เขาวางแผนไว้ในรัฐธรรมนูญ 

ขั้นต่อไป คงต้องช่วยกันพิสูจน์ให้เห็นว่า การบริหารปกครองประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่งนี้ นับวันจะทำความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง จนกระทั่งประชาชนพร้อมใจกันผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย 

หวังว่า ในอนาคตข้างหน้าสังคมไทยจะมีความเชื่อว่าประเทศไทยจะต้องปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและไม่ยินยอมให้คณะบุคคลหนึ่งบุคคลใดมาฉีกธรรมนูญทิ้งได้ตามอำเภอใจอีกต่อไป

จาตุรนต์ ฉายแสง
10 ธันวาคม 2560


....

วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2560

10 ธันวาคม: วันรัฐธรรมนูญ


วันรัฐธรรมนูญ ตรงกับวันที่ 10 ธันวาคมของทุกปี เพื่อเป็นการรำลึกถึงรัฐธรรมนูญฉบับแรก ถือเป็นกฏหมายสูงสุดของประเทศไทย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้กับปวงชนชาวไทย ณ วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 โดยในช่วงเวลาดังกล่าวประเทศไทยได้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน ซึ่ง “รัฐธรรมนูญ” ถือเป็นกฏหมายสูงสุดในการปกครองเพื่อเป็นหลักและแนวทางในการบริหารประเทศ

วันรัฐธรรมนูญจึงเป็นวันหยุดราชการ ที่กำหนดขึ้นเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกให้แก่ประเทศไทย ขณะที่หลังการรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อปี 2557 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 44 ให้อำนาจแก่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเหนืออำนาจของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการซึ่งคล้ายคลึงกับธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 มาตรา 17 และมาตรา 48 ซึ่งนิรโทษกรรมความผิดของทหารทั้งในอดีตและอนาคต ส่วนฉบับล่าสุดนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา 

ภาคประชาชนแถลงข่าว ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ยกเลิกคำสั่ง คสช.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00น. ที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาสังคม นำโดย นายรังสิมันต์ โรม ในนาม กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย Democracy Restoration Group - DRG และตัวแทนจาก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกันแถลงข่าวยื่นคำร้องขอยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ระหว่างเดือนธันวาคม 2560 - มกราคม 2561

ภายในงานแถลงข่าวดังกล่าว ยังได้มีการยกตัวอย่างผลกระทบจากคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ในหลายกรณี อาทิ ผลกระทบต่อกลุ่มนักศึกษา ในนามกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ ที่ถูกดำเนินคดีหลังร่วมกันแสดงความเคารพคณะราษฎรและทำบุญถวายสังฆทาน ก่อนเดินไปยังไปยังอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา บริเวณสวนหย่อมหน้าอาคารเรียนรวมและศูนย์วัฒนธรรม(พุทธวิชชาลัย) มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

"ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงขอยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามช่องทางมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 รวมถึงการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมรายชื่อผู้ถูกละเมิดเพิ่มเติม และจะดำเนินการยื่นคำร้องภายในเดือนช่วงเดือนธันวาคม 2560 ถึงเดือนมกราคม 2561 นี้" นายรังสิมันต์ โรม กล่าว


วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560

"เพื่อไทย" แนะรัฐใช้ประชาธิปไตย เป็นทางออกประเทศ


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คำถามยอดฮิตในหมู่ประชาชนหลายภาคส่วนขณะนี้ คือ "กฎหมายรัฐธรรมนูญหรือคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อะไรเป็นกฎหมายสูงสุด"
   
การที่สื่อมวลชนซึ่งถือเป็นฐานันดรที่ 4 ได้รับเสียงสะท้อนจากภาคส่วนต่างๆ แล้วนำข้อมูลมาสังเคราะห์จนตกผลึกเป็นบทความ เป็นบทนำของสื่อหลัก เป็นการส่งสัญญาณว่า ประเด็นดังกล่าวอยู่ในความสนใจของสังคมและกระทบความเชื่อมั่นประเทศ จนมีความเห็นว่า ควรส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่?
   
นายชวลิต ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ประเด็นดังกล่าวข้างต้น นับวันรัฐบาลจะถูกโดดเดี่ยวจากภาคส่วนต่างๆ เพิ่มมากขึ้นๆ ซึ่งในมุมหนึ่ง หากฝ่ายการเมืองเพิกเฉยอาจเป็นประโยชน์กับฝ่ายการเมืองที่รัฐบาลถูกโดดเดี่ยว แต่ตนเชื่อว่าฝ่ายการเมืองไม่ได้คิดเช่นนั้น แต่กลับเป็นห่วงความเชื่อมั่นประเทศซึ่งสร้างไม่ได้ง่ายๆ แต่ถูกทำลายได้ง่ายและเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่รัฐบาลกลับถูกวิพากษ์ว่าเป็นฝ่ายทำลายความเชื่อมั่นประเทศเสียเอง
     
นายชวลิต ยังกล่าวอีกว่า ในที่สุดตนได้ให้ความเห็นให้รัฐบาลส่งสัญญาณบวกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นประเทศมาเป็นระยะๆ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ซึ่งไม่ได้รับความสนใจจนรู้สึกล้า แต่เมื่อออกพื้นที่ทั้งในเมืองและชนบทชาวบ้านฝากกำลังใจให้ฝ่ายการเมืองทุกครั้ง ทำให้มีกำลังใจที่จะให้ความเห็นโดยสุจริตใจและเดินตามวิถีทางประชาธิปไตยต่อไป เพราะนี่คือทางออกของประเทศที่เชื่อมโยงกับสากล

"พงศ์เทพ" แนะรัฐบาลแจงบัญชีทรัพย์สิน ข้าราชการ


นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า “การกำหนดให้แสดงบัญชีรายการทรัพย์สินหนี้สินและเปิดเผยบัญชีฯต่อสาธารณชนเป็นมาตรการในการตรวจสอบผู้ใช้อำนาจรัฐ ซึ่งให้ประชาชนมาช่วยตรวจสอบด้วย ทำให้สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีข้อมูลที่สมบูรณ์มากขึ้น ช่วงยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540 มีการเสนอให้เปิดเผยบัญชีฯของผู้ที่ต้องยื่นทุกคน รวมทั้งข้าราชการระดับสูงต่อสาธารณชน แต่ ส.ส.ร.คนหนึ่งซึ่งเป็นข้าราชการแย้งว่าให้ใช้กับคณะรัฐมนตรีเท่านั้นไปก่อนเพราะเป็นของใหม่ แม้รัฐธรรมนูญ 2550 ขยายการเปิดเผยบัญชีฯต่อสาธารณชนให้ใช้กับ ส.ส. และ ส.ว. ด้วย การเปิดเผยบัญชีฯต่อสาธารณชนก็ใช้เฉพาะกับนักการเมืองเรื่อยมา ทั้งๆที่ข้าราชการประจำหลายตำแหน่ง เช่น ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้บัญชาการทหาร ผู้บัญชาการตำรวจ มีอำนาจมากกว่านักการเมือง เช่น ส.ส. ส.ว. และหากจะทุจริตก็หาประโยชน์ในทางมิชอบได้มากกว่านักการเมืองเสียอีก”

นายพงศ์เทพ กล่าวต่อไปว่า “ผลของการเปิดเผยบัญชีฯต่อสาธารณชนซึ่งมีรายละเอียดของทรัพย์สินหนี้สินทำให้เร็วๆนี้สังคมได้เห็นว่านักการเมืองคนหนึ่งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งสวมนาฬิการาคาเรือนละหลายล้านซึ่งไม่ปรากฏในบัญชีฯ รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับการเปิดเผยบัญชีฯต่อสาธารณชนให้ชัดแจ้ง โดยเพียงบัญญัติในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า มีอำนาจกำหนดตำแหน่งที่ต้องยื่นบัญชีฯ รวมทั้งตรวจสอบและเปิดเผยผลการตรวจสอบตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต อย่างไรก็ตามร่างกฎหมายดังกล่าวที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ยังคงไม่กำหนดให้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของข้าราชการประจำในตำแหน่งสำคัญต่อสาธารณชน แถมการเปิดเผยบัญชีของนักการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กลับเป็นการเปิดเผยข้อมูลโดยสรุป ต่างจากเดิมที่มีรายละเอียด น่าแปลกใจว่าเมื่อเป็นที่ยอมรับกันว่าข้าราชการหลายตำแหน่งมีอำนาจมาก และในระบบปัจจุบันที่นักวิชาการจำนวนหนึ่งเห็นว่าเป็นรัฐราชการ เหตุไฉนจึงไม่กำหนดให้เปิดเผยบัญชีฯของข้าราชการระดับสูงต่อสาธารณชนด้วย”

วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560

"หมวดเจี๊ยบ" ไม่หวั่น หากถูกดำเนินคดี หลังโพสต์วิจารณ์รัฐบาล


ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถ้า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งลูกน้องไปแจ้งความดิฉันเพราะวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลหนักเกินไป ก็แสดงว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เหมาะที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะท่านใจเสาะเกินไป ไม่กล้ารับฟังความคิดเห็นของคนอื่น คนใจแคบอย่างนี้จะเป็นผู้นำของประเทศได้อย่างไร และคงไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้เกิดขึ้นในประเทศได้ในแบบที่คนรุ่นใหม่ต้องการ ที่สำคัญความสงบเรียบร้อยในประเทศในขณะนี้ น่าจะเป็นเพียงภาพลวงตา แต่ใช้อำนาจกดหัวคนคิดต่างเพื่อปิดปากไม่ให้คนวิพากษ์วิจารณ์มากกว่า ทั้ง ๆ ที่ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐคือหัวใจสำคัญของการถ่วงดุลย์รัฐบาลไม่ให้เหลิงอำนาจและถลุงงบประมาณแผ่นดินเพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้อง แต่รัฐบาลอาจไม่ชอบใจเพราะรู้สึกมีก้างขวางคอจึงอยากกำจัด ทั้งๆ ที่ รัฐบาลต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ ที่สำคัญรัฐบาลเพิ่งประกาศให้สิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติจึงไม่ควรปิดกั้นเสรีภาพของประชาชน

ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ควรพิจารณาตัวเองแล้วคืนอำนาจให้ประชาชนจะดีกว่า ส่วนที่จะดำเนินคดีดิฉันก็เชิญ ดิฉันพร้อมจะสู้เพราะแม้ร่างกายจะเป็นหญิง แต่ก็กล้าเผชิญหน้าความจริง ไม่เหมือนผู้ชายที่อาศัยร่างผู้ชายอยู่แต่ทนฟังเรื่องจริงไม่ได้ ซึ่งคนแบบนั้นถือว่ากระจอกมาก

“วัฒนา” เร่ง คสช. ปลดล็อคพรรคการเมือง-หวั่น กกต. ไม่เป็นกลาง


นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

หมดคำด่าแล้วครับ

ผมเพิ่งเสร็จการบันทึกเทปรายการคืนวันสุขที่ไม่ต้องบังคับให้ใครดู ตั้งใจจะหยุดแสดงความเห็นเรื่องการปลดล็อคการเมืองเพราะพูดมาชัดแล้ว ใครที่พอมีสำนึกจะต้องรู้สึกละอายแต่การที่รองหัวหน้า คสช. ยังออกมายืนยันว่าจะยังไม่ปลดล็อคให้พรรคการเมืองแถมตอบคำถามแบบไม่รับผิดชอบ ผมเลยต้องออกมาทวงสิทธิให้กับประชาชนอีกครั้งว่า กิจกรรมที่พรรคการเมืองต้องทำคือขั้นตอนตามกฎหมายซึ่งเป็นไปตามโรดแมปที่ชอบอ้าง แต่ละขั้นตอนมีระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดซึ่งหากพรรคการเมืองไม่ทำตามหรือทำไม่ทันตามกำหนด จะมีโทษถึงยุบพรรคหรือไม่มีสิทธิส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งแล้วแต่กรณีและจะนำไปสู่การจัดการเลือกตั้งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

วาทกรรมที่ คสช. มักนำมาอ้างจนติดปากคือขอให้ทุกคนเคารพกฎหมาย แต่คนที่ไม่เคยเคารพและละเมิดกฎหมายมากที่สุดกลับเป็น คสช. ตั้งแต่ฉีกรัฐธรรมนูญ หรือการละเมิดกฎหมายพรรคการเมืองที่ตัวเองเป็นผู้กำหนดขึ้น แม้กระทั่งการแต่งตั้ง กกต. ก็เกิดข้อครหาเรื่องความเป็นกลางของผู้ได้รับการแต่งตั้ง เช่น คนแรกเป็นอาจารย์ที่เคยขึ้นเวทีพันธมิตร (ตามคลิป) ส่วนอีกคน คสช. เคยแต่งตั้งให้เป็น สปช. ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งทางการเมืองและยังเป็นคณะทำงานของ มท. 1 อีกคนหนึ่งเคยเป็นทนายความให้อดีตนายตำรวจใหญ่ที่พี่ชายเป็น คสช.

“เพื่อไทย” ถามที่มา นาฬิกา “ประวิตร”


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประชาชนสงสัยนาฬิกา ริชาร์ด มิลด์ RM 029 ที่ พล..ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ใส่ระหว่างถ่ายภาพหมู่คณะรัฐมนตรีที่ผ่านมา โดยที่ทรัพย์สินดังกล่าวไม่ปรากฏในเอกสารบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งได้รายงานไว้ต่อ ... เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองเมื่อวันที่ 7 .. 2557 โดย นายอนุสรณ์ ได้ตั้งคำถามในเรื่องนี้ ดังนี้
  • นาฬิกาเรือนนี้ไม่ปรากฏในบัญชีทรัพย์สิน ทั้งที่มูลค่าหลายล้านบาท ในขณะที่รถยนต์ราคา 100,000.- บาท ก็มีแจ้งในบัญชีทรัพย์สิน หากอ้างว่าหลงลืม ฟังขึ้นหรือไม่?
  • นาฬิกาหรูเรือนนี้ท่านได้แต่ใดมา? เพราะเมื่อดูบัญชีเงินฝาก ตามเอกสารบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งท่านได้รายงานต่อ ... รวมทั้งหมด 4 ครั้ง ตั้งแต่เมื่อเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาล พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมีทรัพย์สินจากปี 2551 จนถึงปี 2557 รวมกว่า 87 ล้านบาท หรือมีทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นกว่า 30 ล้านบาท หากนาฬิกาเรือนนี้ท่านซื้อเอง ทำไมจำนวนเงินของท่านไม่ลดลงหรือท่านนำเงินจากส่วนใดมาซื้อ?
  • หากอ้างว่ามีบุคคลหรือคณะบุคคลมอบนาฬิกาหรูนี้ให้กับท่าน จะถือว่าขัดต่อคุณธรรมจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือขัดต่อประกาศของ ... ที่ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐ รับทรัพย์สินเกิน 3,000 บาท ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการทุจริตคอรัปชั่น หรือไม่?


วันอังคารที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560

"ปลอดประสพ" สอน คสช. หากอยากอยู่ต่อ ต้องเนียนกว่านี้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี" อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

จู่ๆหลังกลับมาจากประชุม ครม.สัญจรที่สงขลา คุณประวิตรก็โพร่งออกมาว่าจะไม่ปลดล็อกพรรคการเมืองแล้ว เพราะมีขบวนการต่อต้านรัฐบาล คสช. มีการเดินขบวน มีการโจมตีกล่าวให้ร้าย แถมลูกน้องยังช่วยนำอาวุธโบราณสารพัดมาแสดงสำทับว่าเป็นเรื่องจริง!
.
พวกคุณไปปักษ์ใต้ ชาวสวนยางเขามาพบ เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนราคายางมันตก เขาอยู่ไม่ได้และพวกคุณก็ช่วยอะไรไม่ได้ อย่างนี้เรียกว่ากล่าวร้ายหรือ ชาวประมงเขาพูดกับนายกฯว่าเขาเดือดร้อนออกจับปลาไม่ได้เพราะมาตรการของรัฐบาล อย่างนี้เรียกว่ามาหาเรื่องไม่แสดงความเคารพหรือ ชาวบ้านเขากลัวควันพิษจากถ่านหินโรงไฟฟ้าจึงรวมตัวกันมาคัดค้าน อย่างนี้เรียกว่าต่อต้านหรือ?
.
แล้วพวกคุณตอบสนองเขาแบบไหน คุณตะโกนด่าชาวประมงหาว่ามาขึ้นเสียงกับคุณ คุณจับพวกไม่อยากได้ถ่านหินโรงไฟฟ้าเข้าคุก คุณไม่ยอมพบชาวสวนยาง บอกให้ไปพบผู้ว่าราชการจังหวัดแทนทั้งๆที่ก็เขาก็เจอกันอยู่แล้วทุกวัน พวกคุณนั้นแหละที่รวนเขา
.
ความไม่สงบตามที่คุณอ้างมันล้วนเกิดจากพวกคุณทั้งสิ้น คุณลงใต้ไปประชุมเองมิใช่หรือ มาตรการหรือโครงการต่างๆที่เขาไม่เอาล้วนมาจากพวกคุณทั้งนั้น โดยเฉพาะกำหนดให้พรรคการเมืองต้องดำเนินการให้เรียบร้อยภายใน 180 วัน ก็มาจากรัฐธรรมนูญที่คุณเขียนมาเอง (เพื่อบีบบังคับทำลายพวกผม) จะเห็นว่าที่คุณอ้างเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อเลื่อนการปลดล็อกนั้นมันเลื่อนลอยไร้สาระทั้งสิ้น
.
หากคุณอยากอยู่ต่อไปอีกนานๆน่าจะหาอะไรที่มันแนบเนียนกว่านี้ 

"นพดล" แนะผู้มีอำนาจ เคารพสติปัญญาคนเห็นต่าง


นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า "ไม่อยากต่อความยาวเรื่องการยังไม่ปลดล็อคโดยอ้างว่ามีการพบอาวุธ ซึ่งหลายฝ่ายได้วิจารณ์ไปมากแล้วถึงการไม่มีความสัมพันธ์ของเหตุและผลในเรื่องนี้"

ขอตั้งคำถามว่า

  • ถ้าอ้างว่ายังมีปัญหาความไม่สงบ ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ? และต้องรับผิดชอบอย่างไร? 
  • การนำประเด็นนี้ไปอ้างเพื่อยังไม่ปลดล็อคทางการเมืองนั้น ถามว่าควรใช้เหตุการณ์หนึ่ง ไปสร้างผลกระทบต่อพรรคการเมืองและคนอื่นๆที่ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับเรื่องนั้นหรือไม่? ตรรกะอยู่ตรงไหน? ซึ่งอยากให้ผู้มีอำนาจเคารพสติปัญญาของคนไทยให้มากขึ้น  

นายนพดล กล่าวต่อว่า ถ้าปลดล็อคล่าช้าจะมีผลกระทบและมีคำถาม 4 เรื่องใหญ่ๆคือ

  • ทำให้ประชาชนเสียโอกาสร่วมแก้ไขปัญหาของประเทศผ่านกระบวนการของพรรคการเมือง  
  • ทำให้พรรคการเมืองยังไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆตามกฎหมายได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการสร้างความเข้มแข็งให้พรรค 
  • ถามว่าเรื่องนี้จะสร้างความขัดแย้งเพิ่มเติมจากความขัดแย้งหลายเรื่องที่มีอยู่ ทำให้กระทบต่อกระบวนการปรองดองโดยไม่จำเป็นหรือไม่? 
  • ความไม่แน่นอนทางการเมือง เรื่องปลดล็อคจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนใช่หรือไม่?

“ปัญหายากๆที่ท้าทายรัฐบาลมีมากมาย ความไว้วางใจและร่วมมือร่วมใจของคนในชาติจากทุกภาคส่วนจึงจำเป็น ถามว่าท่าทีของผู้มีอำนาจเอื้อให้เกิดความร่วมมือ ความไว้วางใจแล้วหรือ?” นายนพดลกล่าว

"วัฒนา" เผย ประชาชนรู้ทัน คสช. หาเรื่องอยู่ในอำนาจต่อ


นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

“หนากว่านี้มีอีกมั้ย”

ถ้าพลเอกประวิตรไม่ตกคณิตศาสตร์ก็คงหาเรื่องอยู่ในอำนาจต่อ เพราะการไม่ปลดล็อคการเมืองจนกว่าใกล้เลือกตั้งจะทำให้การเลือกตั้งขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามกฎหมายการปลดล็อคจนถึงวันเลือกตั้งเสร็จสิ้นสมบูรณ์จะต้องใช้เวลาประมาณ 330 วัน ได้แก่ 180 วัน สำหรับพรรคการเมืองทำกิจกรรมตามมาตรา 141 แห่ง พรป. พรรคการเมือง หากไม่เสร็จพรรคจะไม่มีสิทธิส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง และอีก 150 วันเพื่อจัดการเลือกตั้งตามมาตรา 268 แห่งรัฐธรรมนูญ

ขณะนี้กฎหมายลูก 2 ฉบับสุดท้ายเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. แล้ว จะใช้เวลาทั้งหมดไม่เกิน 90 วัน รวมถึงขั้นตอนการส่งศาลรัฐธรรมนูญและ กกต. หรือภายใน 28 กุมภาพันธ์ 2561 กฎหมายต้องนำขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นจะต้องจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน ดังนั้น หากปลดล็อควันที่ 15 ธันวาคม 2560 เราจะมี ส.ส. ครบจำนวนได้เร็วสุด 15 พฤศจิกายน 2561 ปัญหาจะเกิดขึ้นหากกฎหมายลูก 2 ฉบับสุดท้ายมีผลบังคับก่อน 15 มิถุนายน เพราะจะทำให้การจัดการเลือกตั้งขัดต่อรัฐธรรมนูญ

วันปลดล็อคการเมืองคือปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการกำหนดวันเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องปลดล็อคทันทีไม่เช่นนั้นจะทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปจนขัดต่อรัฐธรรมนูญ การยืดเวลาปลดล็อคคือการจงใจเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปซึ่งหากการเลื่อนนั้นเป็นผลให้การเลือกตั้งไม่แล้วเสร็จใน 150 วัน จะทำให้พรรคที่หนุน คสช. ถือโอกาสร้องให้การเลือกตั้งสิ้นผลเพื่อให้คสช. อยู่ในอำนาจต่อ ดังนั้น การไม่ปลดล็อคคือเจตนาที่จะอยู่ในอำนาจต่อไป เพียงแต่ประชาชนไม่ได้ถูกซ่อมจนสมองส่วนหน้าขาดการพัฒนาเลยรู้เท่าทัน

วัฒนา เมืองสุข
สมาชิกพรรคเพื่อไทย
4 ธันวาคม 2560

"คณิน" แนะเซ็ตซีโร่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ได้กล่าวถึงประเด็นที่สังคมยังมีความกังขากันอยู่ว่า การที่ สนช. ไม่เซ็ตซีโร่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มิหนำซ้ำยังให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งครบ 9 ปีแล้ว สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้ เป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า “การดำรงอยู่ในตำแหน่งต่อไปหรือจะถูกเซ็ตซีโร่ของศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต้องดูใน 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรก ได้ปฏิบัติตาม มาตรา 273 อย่างเคร่งครัดและตรงไปตรงมาหรือไม่? ประเด็นที่สอง การดำรงอยู่ในตำแหน่งต่อไปขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการในองค์กรอิสระ และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือไม่?

สรุปง่ายๆว่า ถ้าไม่ปฏิบัติให้ตรงไปตรงมาและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ย่อมเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 273 และถ้ายังขืนให้บางคนยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปโดยไม่เซ็ตซีโร่ ทั้งๆที่ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามข้อหนึ่งข้อใดหรือหลายข้อตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญก็ถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ เช่นกัน”
   
นายคณิน กล่าวว่า “มาตรา 273 ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ บัญญัติว่า ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และเมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องที่จัดทำขึ้นตามมาตรา 267 ใช้บังคับแล้ว การดำรงตำแหน่งต่อไปเพียงใด ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว

บทบัญญัตินี้ถ้าตีความอย่างแคบหรือตีความเข้าข้างตนเอง สนช. จะเซ็ตซีโร่หรือไม่เซ็ตซีโร่องค์กรใดย่อมอยู่ในอำนาจของตน แต่ถ้าตีความอย่างกว้างและตรงไปตรงมาแล้ว สนช. จะต้องเซ็ตซีโร่ทุกองค์กร ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอย่างหมดจด ไม่มีอะไรที่ต้องเคลือบแคลง ดังนั้น การที่ สนช. เลือกที่จะเซ็ตซีโร่หรือไม่เซ็ตซีโร่เป็นบางองค์กร จึงนอกจากจะขัดรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of interest) อีกด้วย เพราะเหตุว่า สนช. แต่งตั้งโดย คสช. ซึ่งจะเป็นผู้เลือก ส.ว. จำนวน 250 คน เพื่อให้มีส่วนในการร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีและมีอำนาจร่วมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ตลอดจนกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศ รวมทั้งอำนาจที่จะควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินและการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ ซึ่งทั้งหมดล้วนถือกำเนิดมาจากอำนาจของ คสช. ทั้งสิ้น”
   
นายคณิน กล่าวในที่สุดว่า “ทั้ง กรธ. และ สนช. ควรตระหนักอยู่เสมอว่า พวกตนไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ลำพังแค่ที่ว่าไม่มีความชอบธรรมที่จะมาออกกฎหมายไปบังคับใช้ กับประชาชนทั้งประเทศก็แทบจะรับไม่ไหวกันอยู่แล้ว ยิ่งถ้าเป็นการออกกฎหมายเพื่อสนองความต้องการของผู้มีอำนาจจนเกินงาม ในขณะที่เต็มไปด้วยกติกาทางการเมืองที่เอารัดเอาเปรียบและมัดมือชกฝ่ายตรงข้ามแล้ว เมื่อถึงจุดหนึ่งประชาชนคงรับไม่ได้ และอาจแสดงออกเงียบๆ แต่ทรงพลัง ยิ่งในการไปเทคะแนนให้พรรคการเมืองที่อยู่ตรงข้ามกับ คสช. อย่างถล่มทลายก็เป็นไปได้ เพราะนั่นเป็นหนทางเดียวที่ประชาชนจะเอาคืน จากผู้ที่ได้อำนาจมาด้วยความไม่ชอบธรรม”

"ภูมิธรรม" อัดรัฐจับแพะชนแกะ โยงระเบิดอ้างเลื่อนเลือกตั้ง


นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า “เห็นข่าวการให้สัมภาษณ์ของท่านรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงแล้ว อยากแสดงความเห็นว่า การตรวจพบอาวุธที่ทางฝ่ายความมั่นคงพบแล้วนำมาเหมารวมว่า ยังมีความไม่เรียบร้อย ดังนั้น การปลดล็อคพรรคการเมืองจึงยังไม่สามารถทำได้ และคงต้องเลื่อนออกไป ดูจะเป็นการจับแพะชนแกะ และเหมารวมอย่างไม่มีเหตุผล และทำให้หลายคนเข้าใจว่ากลุ่มผู้มีอำนาจปัจจุบันกำลังต้องการยื้อ เพื่อสืบทอดอำนาจออกไป ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อตัวพวกท่านเอง”

นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า “ทุกวันนี้พวกท่านรู้ดีอยู่แล้วว่าปัญหาปัจจุบัน ประเทศของเรากำลังเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจค่อนข้างรุนแรง และประชาชนกำลังเผชิญภาวะความยากลำบากทางเศรษฐกิจอย่างมาก ต้นตอของปัญหาที่สำคัญ คือ การขาดความเชื่อมั่น และขาดความแน่นอนในการพาประเทศกลับคืนสู่ระบบปกติที่ทุกฝ่ายและนานาอารยประเทศยอมรับ

การปลดล็อคพรรคการเมืองก็เป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำตามกฎหมายพรรคการเมืองที่กลุ่มพวกท่านตราขึ้น และมีสภาพบังคับและมีบทลงโทษตามกฎหมายที่พวกท่านบัญญัติขึ้น ท่านอย่าทำให้การบริหารประเทศและการปฏิบัติตามกฎหมายกลายเป็นเรื่องอำเภอใจของพวกท่านที่จะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติก็ได้เลย เพราะจะยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือในระบบของประเทศยิ่งแย่หนักขึ้นไปกว่าเดิม

การยื้อเวลาไปอย่างไม่มีข้อยุติ และการออกมาแถลงเหตุผลต่างๆในปัจจุบัน ดูเสมือนท่านทั้งหลายกำลังดูถูกความรับรู้และความเข้าใจของประชาชน ซึ่งจะไม่เป็นผลดีใดๆเลยกับประเทศและกับกลุ่มของพวกท่านทั้งหลาย

อันที่จริงสังคมส่วนรวมมองเห็นและรับรู้ตรงกันอยู่แล้ว ว่าตั้งแต่เกิดการรัฐประหารและเกิดการยึดอำนาจจากคณะทหารขึ้น ทุกฝ่ายในสังคมได้พยายามไม่สร้างเงื่อนไขหรือทำตัวให้เป็นอุปสรรคต่อการกลับคืนสู่ความสงบเพราะต่างก็รู้ดีว่า สภาพความไม่เป็นประชาธิปไตยและการไม่รีบกลับคืนสู่ภาวะปกติล้วนเป็นปัญหาที่ร้ายแรง และส่งผลเสียต่อประเทศเป็นอย่างมาก

รีบคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วเถิดครับ อย่าพยายามใช้วาทกรรมยืดเวลาการอยู่ในอำนาจของท่านต่อไปเรื่อยๆเลย มันเป็นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อทั้งประเทศชาติและต่อตัวกลุ่มของพวกท่านเอง”

วันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560

"หมวดเจี๊ยบ" แนะรัฐรักษาวินัยการคลัง แทนรอรับบริจาค


ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า "รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ควรงอมืองอเท้าเอาแต่รอเงินบริจาคของ ตูน บอดี้สแลมหรือคอยเกาะกระแสคนดังในสังคมเป็นพักๆ เพราะนั่นไม่ใช่การหารายได้เข้าประเทศที่ยั่งยืน อันที่จริงรัฐบาลควรจัดระเบียบวินัยการเงินการคลัง และปรับปรุงวิธีการจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาประเทศให้มีประสิทธิภาพ โดยควรตัดรายจ่ายที่ไม่เหมาะสมทิ้งไป เช่น โครงการจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็ว มูลค่าเกือบ 600 ล้านบาท ซึ่งนอกจากจะมีราคาแพงแล้ว ยังไม่มีความจำเป็นจนทำให้สังคมต่อต้านการจัดซื้อดังกล่าว ทั้งนี้ การยกเลิกการจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วจะช่วยประหยัดเงินแผ่นดินไปได้เกือบ 600 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีเงินซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้โรงพยาบาลของรัฐได้ โดยไม่ต้องรอให้ตูนหรือใครไปวิ่งให้เท้าเจ็บ หากรัฐบาลใช้เงินให้เป็นและรู้จักหารายได้เข้ารัฐบ้าง ก็คงไม่ต้องนั่งรอเงินบริจาคเป็นครั้งคราวเพื่อเอามาแก้ปัญหารัฐบาลถังแตกอย่างนี้ ซึ่งหากรัฐบาลมีความจริงใจที่จะยกเลิกการจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วราคาแพงดังกล่าวจริง ก็ต้องยกเลิกด้วย มติ ครม. เท่านั้น จึงจะมีผลตามกฎหมาย เพราะโครงการนี้ได้รับการเห็นชอบจาก ครม. และได้รับอนุมัติงบประมาณไปแล้ว"