วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2558

"พานทองแท้" แนะ โฆษกรัฐบาล "เรียนผูกต้องเรียนแก้" เหตุระเบิดราชประสงค์

นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


รางวัลนำจับ 7 ล้านบาทจาก "พานทองแท้" พร้อมเสิร์ฟทันที ที่ "โฆษกรัฐบาล" แถลงอย่างเป็นทางการ ให้คนทั้งโลกรับทราบว่า "ทางการไทยจับแก๊งวางระเบิดที่ราชประสงค์ได้แล้ว" ครับ..!!

โฆษกรัฐบาลไทย เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้ครับ ผูกเรื่องทำร้ายประเทศชาติไว้ ก็ควรแก้ปมที่ตนผูกไว้ให้กับประเทศชาติด้วย ทุกคนยังจำได้ว่า ทันทีที่มีเหตุระเบิดเกิดขึ้น กลุ่มควันแทบยังไม่ทันจาง กระบวนการสืบสวนยังไม่ทันเริ่มต้น โฆษกรัฐบาลก็ออกมา "ผูกเงื่อนไข" ทำลายชื่อเสียงของคนไทยด้วยกันเอง ด้วยการโยนความผิดว่า เป็นการกระทำของนักการเมืองไทยฝ่ายตรงข้ามเสียแล้ว

จากคำพูดพล่อยๆของโฆษกรัฐบาลในครั้งนี้ ทำให้การสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ฯ ดูสับสน "วิ่งหาธง"กันวุ่นไปหมดครับ การให้สัมภาษณ์ของแต่ละฝ่ายดูเกร็ง เหมือนกลัวจะหลุดจากทิศทางแนวธง ที่โฆษกรัฐบาลได้ปักชี้เป้าหมายเอาไว้ ยิ่งถ้าจะให้บอกว่าเป็นการกระทำของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการคาดคะเนว่า เป็นการก่อการร้ายของคนชาติโน้นชาตินี้ เพื่อตอบโต้ต่อเรื่องที่รัฐบาลตัดสินใจดำเนินการบางอย่างแล้วละก็ อย่าหวังว่าจะมีใครกล้าเผยอปากพูดเลย

ขนาดดูใน CCTV เด็กอมมือมองยังรู้ว่าเป็นต่างชาติ ยังต้องพูดว่าอาจเป็นคนไทยปลอมตัวมา จะบอกว่าต่างชาติทำ ก็ต้องพูดว่าน่าจะมีคนไทยรู้เห็นคอยช่วยเหลือ การสืบสวนไม่คืบหน้าโยนกันไปโยนกันมา กล้องชัด-ไม่ชัดกันอยู่นั่น แต่พอมีบางเคส ที่คนติงต๊องโพสต์ข้อความป่วนเมือง โยงกับคนเสื้อแดงได้ปุ๊บ แพร๊บบเดียว..จับตัวมาสอบสวนได้แล้ว..!!

ผมรอดูจนผ่านไป 4 วัน ชักจะไม่ไหวครับ การสืบสวนหาผู้กระทำผิดมาลงโทษ ยิ่งช้าเท่าไหร่โอกาสที่คนร้ายจะหลบหนีไปได้ยิ่งสูงเท่านั้น ขณะนั้นทราบว่ามีคนตั้งรางวัลนำจับ ให้กับผู้ชี้เบาะแสแล้ว 3 ล้านบาท แต่ในส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐยังไม่มี ถ้าบุคคลเหล่านี้ไม่กล้าสืบสวน ไปเกินแนวธงที่วางไว้แล้ว โอกาสจับได้ก็ย่อมน้อยลง นี่คือสาเหตุที่ต้องอัดฉีดเงินเพิ่ม ให้กับเจ้าหน้าที่อีก 5 ล้าน (และผู้ชี้เบาะแสอีก 2 ล้าน รวมกับที่มีอยู่แล้วเป็น 10 ล้าน) เพื่อให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ ที่ทำงานสืบสวนอย่างตรงไปตรงมา

มาวันนี้เมื่อผลการสืบสวน จนกระทั่งมีการจับกุมดำเนินคดี กลับกลายเป็นคนต่างชาติ ไม่เหมือนกับที่โฆษกรัฐบาลไทยแถลงเอาไว้ ถ้ายังตะแบงโยนขี้ให้คนไทยด้วยกันต่อไป ความเชื่อมั่นจากต่างชาติคงเหลือศูนย์ กระทำการรัฐประหาร ชิงอำนาจในการบริหารประเทศ ไปจากเสียงของประชาชนแล้ว กลับเอาไปใช้สะเปะสะปะแบบนี้ ประเทศไทยคงใกล้ที่จะเป็น Failed State ในไม่ช้า

รัฐประหารครั้งนู้น โฆษกคนนี้ก็เคยแถลงเรื่อง "ผังล้มเจ้า" มาทีนึงแล้วนะครับ หลังจากนั้นอีกหลายปี จึงออกมาแก้ตัวต่อศาลว่าไม่ได้พูด สื่อมวลชนไปขยายผลกันเอง รัฐประหารครั้งนี้ ก็โฆษกฯคนเดียวกันอีก ขยันสร้างความแตกแยก ในหมู่คนไทยด้วยกันจริงๆ แบบนี้น่ายืมคำพูดสุดฮิตของพี่อ๊อด (ผบ.ตร.) ตอนนักข่าวถามเรื่องจับแพะ มาใช้ถามจริงๆ
"คุณไม่สร้างสรรค์เลย คุณเป็นคนไทยหรือเปล่า(วะ)..?"

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2558

"ไพบูลย์" นั่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยคม คนใหม่


บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศแต่งตั้ง นายไพบูลย์ ภานุวัฒนวงศ์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท โดยมีผลตั้งแต่วันที่1ตุลาคม2558 ส่วนนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ จะดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของประธานเจ้าหน้าที่บริหารเพื่อให้การสนับสนุนประธานเจ้าหน้าที่บริหารในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม - 31 ธันวาคม2558เพื่อให้การดำเนินธุรกิจมีความต่อเนื่อง

นายสมประสงค์ บุญยะชัยประธานกรรมการบริหาร กลุ่มอินทัช เปิดเผยว่า สำหรับการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งครั้งนี้ยืนยันว่าไม่ได้เกิดจากกรณีกระแสข่าวที่ระบุว่า เกิดจากคุณศุภจีได้ไม่ตามเป้าหมายหรือทำงานได้ไม่ดีนั้น ย้ำว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมาคุณศุภจีทำงานไว้ดีมาก ทุ่มเทมา 4 ปีได้สร้างรากฐานที่มั่นคง และเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนนายไพบูลย์ที่จะมารับตำแหน่งต่อนั้นมีศักยภาพและเหมาะสมในบทบาทผู้นำองค์กร ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เปิดเผยว่า ได้ตัดสินใจที่จะลาออกอยู่แล้ว ทั้งนี้อยากนำประสบการณ์ที่มีอยู่นั้นไปช่วยทำงานเพื่อสังคม เสริมสร้างศักยภาพให้กับหน่วยงานอื่นๆ และยังต้องการสร้างแบรนด์ไทยให้เป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ ทั้งนี้เชื่อว่านายไพบูลย์จะสานต่องานที่มีอยู่ให้ธุรกิจก้าวหน้าได้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม สำหรับนายไพบูลย์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ (ด้านอิเล็กทรอนิกส์) จากมหาวิทยาลัยเยล และปริญญาโท สาขาวิศวกรรมศาสตร์ (ด้านอิเล็กทรอนิกส์) จากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน แห่งสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ในปี2552 ยังได้สำเร็จหลักสูตรDirector Certification Program (DCP)จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย นายไพบูลย์เป็นผู้มีความรู้ความสามารถอย่างยิ่งในธุรกิจดาวเทียม และด้วยบทบาทขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคนิคนายไพบูลย์ยังมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในด้านศักยภาพการบริหารงานและบริหารบุคลากรอีกด้วย

"จาตุรนต์" ติงรัฐบาลหยุดชี้นำ "ร่างฯรัฐธรรมนูญ"

(28 สิงหาคม 2558) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Chaturon Chaisang โดยมีเนื้อหาดังนี้


ขอให้ความเห็นต่อการที่พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา กล่าวถึงนักการเมืองที่ประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญหน่อยเถอะครับ

ที่ว่านักการเมืองเป็นผู้สร้างปัญหาไว้ทั้งนั้นไม่เป็นความจริงแน่ๆ ต้องยอมรับว่านักการเมืองบางส่วนสร้างปัญหาไว้ แต่ก็ยังมีอีกหลายฝ่ายสร้างปัญหาเช่นกัน จะให้สาธยายก็จะยาวไป

ส่วนที่ถามว่าตอนมีอำนาจอยู่ก่อน 22 พฤษภาคม 57 ทำไมไม่แก้นั้น ความจริงก็ต้องยอมรับว่ารัฐบาลในช่วงนั้นแก้ปัญหาความขัดแย้งไม่ได้และไม่สามารถรักษากฎหมายได้ แต่ที่ไม่ค่อยได้พูดกันคือเหตุใดจึงแก้ไม่ได้ และฝ่ายที่มีหน้าที่ด้านความมั่นคงทำไมจึงไม่ให้ความร่วมมือในการแก้ แต่จะช่วยแก้ต่อเมื่อยึดอำนาจแล้วเท่านั้น

ที่อยากจะให้ความเห็นต่อไปคือ เมื่อยึดอำนาจด้วยข้ออ้างว่าจะมาช่วยแก้ความขัดแย้งแล้ว ผู้มีอำนาจควรจะหาทางวางระบบที่จะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเช่นเดิมขึ้นอีก คือต้องคิดว่าทำอย่างไรเมื่อบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยแล้ว รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งสามารถรักษากฎหมายได้และสามารถใช้กลไกของรัฐในการแก้ปัญหาความไม่สงบได้ ผู้มีอำนาจไม่ควรใช้ความสงบของบ้านเมืองเป็นตัวประกันแล้วมาวางระบบเพื่อที่จะมีอำนาจเบ็ดเสร็จปกครองประเทศต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดอย่างที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญนี้

ที่นักการเมืองแสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญกันอยู่นี้ ความจริงก็ไม่มีตำแหน่งอะไรกัน จะมองว่าเป็นการชี้นำประชาชนหรือไม่ก็แล้วแต่ใครจะมอง และแม้เป็นการชี้นำและมีคนตามก็ไม่ผิดตรงไหน เพราะไม่มีอำนาจจะไปให้คุณให้โทษใครได้ ผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่โดยเฉพาะตำแหน่งที่ควรจะวางตัวเป็นกลางอย่างนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นต้น ต่างหากที่ไม่ควรชี้นำ

ในฐานะที่ผมเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมาก่อน อยากจะแนะนำให้พล.อ.ไพบูลย์ไปหาหนังสือเกี่ยวกับความยุติธรรมมาอ่านสัก 1-2 เล่ม จะได้เข้าใจว่าคำว่า "ยุติธรรม" ในความหมายที่เข้าใจกันในอารยประเทศนั้น หลักการสำคัญข้อแรกๆคือ การรับรองเสรีภาพโดยเฉพาะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางการเมือง รัฐมนตรียุติธรรมพึงมีหน้าที่คุ้มครองเสรีภาพประชาชน ถ้าไม่สามารถทำได้ อย่างน้อยก็ไม่ควรออกมาจำกัดเสรีภาพประชาชนเสียเอง

นอกจากนี้ รัฐมนตรียุติธรรมยังควรคอยป้องกันไม่ให้ระบบยุติธรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ทางการเมือง เช่น ควรแนะนำนายกฯว่าไม่ควรเอาเรื่องคดีมาขู่คนที่เขาแสดงความเห็นแตกต่าง

สำหรับเรื่องความขัดแย้งที่พล.อ.ไพบูลย์บอกว่า รัฐบาลก่อนก็ขัดแย้งและว่าผมไม่เห็นเสนอว่าจะทำให้ไม่ขัดแย้งได้อย่างไรนั้น อยากจะขอชี้แจงว่าในช่วงที่รัฐบาลที่แล้วบริหารอยู่มีความขัดแย้งจริง ปัญหาคือ ถึงวันนี้ความขัดแย้งก็ยังคงอยู่และที่เป็นห่วงคือ กำลังจะเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ที่ผ่านมาไม่ใช่ผมไม่เสนอความเห็นเกี่ยวกับแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่ส่งให้พวกท่านไปแล้วก็เอาเก็บเข้าลิ้นชักกันไปหมด

แต่หากต้องการป้องกันไม่ให้มีความขัดแย้งมากขึ้นในอนาคต ก็ขอแนะนำว่าทำได้ง่ายนิดเดียว คือ ให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญนี้เสีย

สมาคมทนายความฯ ดวลแข้งกระชับมิตร ธ.อาคารสงเคราะห์


สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย จัดดวลแข้งประเพณีกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ ซึ้งแม้ว่ามีฝนตกลงมาแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคของการแข่งขัน โดยนายนรินทร์พงศ์ จินาภักดิ์ ย้ำว่า งานนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง

สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์จัดการแข่งขันฟุตบอล ประเพณี ครั้งที่ 3 ประจำปี 2558 ที่สนามเอสซีจี เมือง ทองยูไนเต็ด เพื่อสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 องค์กร และเพื่อสุขภาพที่ดีแก่บุคลากรทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยปีนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมการแข่งขันในทีมสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ซึ่งใช้ชุดประจำทีมสีดำอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในเสื้อเบอร์ 11 ถูกวางตัวเป็นปีกซ้ายตัวทำเกมส์, นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย สวมเสื้อเบอร์ 6 เป็นผู้เล่นผู้จัดการทีม และยังมีนายโภคิน พลกุล คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย และนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รับหน้าที่เป็นศูนย์หน้า รวมถึงนายวรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย

นายนรินทร์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย สวมเสื้อเบอร์ 9 ย้ำว่า กิจกรรมนี้จัดขึ้นทุกปี แม้มีผู้หลักผู้ใหญ่และอดีตนักการเมืองมาร่วมมากมาย แต่ก็ไม่มีประเด็นการเมืองมาเกี่ยวข้อง

โดยก่อนเริ่มเกมส์การแข่งขัน แม้จะมีฝนตกลงมาค่อนข้างหนักระยะหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับเกมส์การแข่งขันแห่งมิตรภาพครั้งนี้

จบการแข่งขัน สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ชนะ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ด้วยคะแนน 4:2 ขณะที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยม

ชมภาพฉบับเต็มได้ที่ https://www.facebook.com/tv24official






"เพื่อไทย" แนะ คสช. นำนโยบาย "ไทยรักไทย" มาใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยเห็นว่า การส่งออกเดือนกรกฏาคมติดลบ 3.56% ซึ่งติดลบเป็นเดือนที่เจ็ดทำให้ 7 เดือนส่งออกลดไป 4.66% ซึ่งถือว่าหนักมาก ประกอบกับภาวะผันผวนของเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจโลกยิ่งซ้ำเติมปัญหาของไทยมากขึ้น อีกทั้งปัญหาการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศที่หดหาย การใช้จ่ายประชาชนที่ลดจากการที่รายได้ลด ผนวกผลกระทบจากเหตุระเบิดราชประสงค์ รวมถึงโอกาสที่จะโดนกีดกันทางการค้าเพิ่มเติมจากสหรัฐและอียูก็เป็นไปได้สูง

ดังนั้นภาวะเศรษฐกิจของไทยน่าจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตแล้วตามที่ ดร. วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกฯวิเคราะห์  ซึ่งไม่ได้เป็นแค่เฉพาะรายได้เกษตรกรลดลงชั่วคราวเหมือนที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พูด อีกทั้งราคาพืชผลเกษตรอาจจะลดต่ำลงไปอีกนาน จากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มจะอยู่ในระดับต่ำต่อไปอีกนาน จึงอยากฝากให้ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลเตรียมรับมือ

ทั้งนี้คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เห็นด้วยที่จะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยอัดฉีดเงินเข้าสู่กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย หรือที่ต่างประเทศเรียกว่า Grassroots economics ที่ได้เคยแนะนำมานานแล้ว เช่น การอัดฉีดเงินเข้ากองทุนหมู่บ้าน และ หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์(โอทอป) ที่เป็นนโยบายเดิมของพรรคไทยรักไทย และหากเป็นไปได้ก็อยากให้นายสมคิดได้คิดนโยบายใหม่ๆของตัวเองเพิ่มเติมเข้ามาด้วย

นอกจากนี้ยังอยากให้นายสมคิดช่วยวิเคราะห์ผลกระทบที่ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตยที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้บริษัทใหญ่ๆ ไม่มาลงทุนในไทย และที่ลงทุนเดิมอยู่แล้วก็ยังย้ายฐานออกไป เพราะไม่อยากเสี่ยงกับการโดนแซงชั่นจากสหรัฐและอียู ทีมเศรษฐกิจจะแก้ไขอย่างไร โดยเฉพาะผลกระทบจากรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งจะทำให้ต่างประเทศยิ่งไม่มั่นใจในความเป็นประชาธิปไตยของไทยในอนาคต

ดังนั้นคณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยจึงเห็นว่าปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องจากผลกระทบทางการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยยังมีอีกมากที่นายสมคิดไม่ได้พูดถึง จึงอยากให้นายสมคิดได้วิเคราะห์และหาทางแก้ไขด้วย เพราะหากไม่พูดถึงปัญหาที่แท้จริงของประเทศ ก็จะแก้ปัญหาไม่ได้ ประชาชนอาจจะต้องผิดหวังในที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2558

"เพื่อไทย" วิพากษ์ร่างฯรัฐธรรมนูญ ฉบับกดหัวประชาชน

"เพื่อไทย" วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับกดหัวประชาชน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะอ่อนแอ บริหารประเทศไม่ได้ อำนาจที่แท้จริงอยู่กับองค์กรและกลไกที่มุ่งสืบทอดอำนาจ อย่างไร้การตรวจสอบ ประชาชนขาดสิทธิและโอกาส เศรษฐกิจจะยิ่งตกต่ำ ความปรองดองจะเกิดได้ยาก
ตามที่คณะทำงานและสมาชิกพรรคเพื่อไทยหลายท่านได้รวบรวมความคิดเห็นและเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งด้วยวาจาและเป็นหนังสือมาโดยตลอดตั้งแต่ต้น  โดยขอให้ปรับปรุงแก้ไข หลายประเด็นที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตยที่เป็นสากลและขัดต่อหลักนิติธรรม ต้องไม่สร้างองค์กรและกลไกที่มุ่งสืบทอดอำนาจและยิ่งสร้างความแตกแยก ต้องมีการปฏิรูปประเทศอย่างรอบด้านและเป็นรูปธรรม  ต้องสร้างความสมานฉันท์โดยใช้หลักเมตตา ปรารถนาดี ให้อภัย และทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีความเป็นธรรม  ปราศจากอคติ ไม่มีสองมาตรฐาน นั้น

บัดนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้ยกร่างเสร็จสิ้นและเสนอสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ แต่ร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างเสร็จสิ้นแล้วไม่ได้ตอบสนองข้อคิดเห็นเหล่านั้นแม้แต่น้อย กลับมีเนื้อหาแทบจะตรงกันข้าม และกระบวนการยกร่างในหลายขั้นตอน คณะกรรมาธิการฯ ก็ยังดำเนินการแบบปิดลับ ไม่โปร่งใส ไม่ต้องการฟังความเห็นจากสื่อมวลชนและสาธารณชนแต่อย่างใด

พรรคเพื่อไทยจึงเห็นว่า หากสภาปฏิรูปฯ ประสงค์จะให้ร่างรัฐธรรมนูญเช่นนี้ เป็นกฎหมายบังคับใช้ต่อไป  ก็เป็นที่น่าห่วงใยอย่างยิ่งว่าประเทศชาติจะยิ่งตกอยู่ในวงจรอุบาทว์อย่างไม่สิ้นสุด และจะมีแต่ความขัดแย้งในทุกระดับซึ่งเป็นผลโดยตรงจากร่างรัฐธรรมนูญนี้  ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1)  การสืบทอดอำนาจ ขัดหลักการประชาธิปไตยพื้นฐาน ไม่เห็นหัวประชาชน

1.1  การสร้างระบบเลือกตั้งและกลไกจำกัดอำนาจการทำงานตามปกติของรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน  เพื่อให้ได้รัฐบาลที่อ่อนแอเป็นตัวแทนของประชาชนและประเทศในการแก้ปัญหาทั้งภายในประเทศและในความสัมพันธ์กับต่างประเทศไม่ได้

1.2  การเปิดโอกาสให้มีนายกรัฐมนตรีที่มากจากคนนอก คือ ไม่ต้องเป็นผู้แทนราษฎร ก็เพื่อให้สัมพันธ์กับการทำให้มีรัฐบาลที่อ่อนแอ เพื่อให้ประเทศถูกปกครองโดยนายกรัฐมนตรีที่ไม่มีความยึดโยงและรับผิดชอบใดๆ กับประชาชน  เป็นช่องทางของการสืบทอดอำนาจอย่างชัดเจน

1.3  การกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา 123 คนจาก 200 คน ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่วุฒิสภามีอำนาจมาก ยิ่งกว่าสภาผู้แทนราษฎร  เพราะสามารถแต่งตั้งถอดถอนผู้ดำรงตำแห่งสำคัญๆ ในรัฐธรรมนูญได้  มีอำนาจอนุมัติกฎหมาย  ร่วมพิจารณาและให้ความเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฯลฯ  อีกทั้ง ส.ว.ชุดแรกก็มาจากการสรรหาของคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน เพื่อเป็นช่องทางสืบทอดอำนาจและสนับสนุนกระบวนการดังกล่าว

1.4  การกำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ  เพื่อสืบทอดอำนาจ โดยคณะกรรมการที่มีจำนวน 22 คนซึ่งรวมเอาผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไว้ด้วย  และยังมีผู้ทรงคุณวุฒิอีก 11 คนที่ในระยะเริ่มแรกจะได้รับการแต่งตั้งจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชุดปัจจุบัน  ซึ่งรวมกันก็มีจำนวน 16 จาก 22 คนแล้ว เท่ากับมีจำนวนเกิน 2 ใน 3  ดังนั้นจึงสามารถมีมติใช้อำนาจกระทำการใดๆ ที่มีความจำเป็นเพื่อรักษาความสงบของชาติ ฯลฯ ในช่วง 5 ปีแรกได้ ไม่ว่าจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ หรือบริหาร  โดยร่างรัฐธรรมนูญให้ถือว่าการกระทำและการปฏิบัติตามการกระทำนั้น  เป็นสิ่งที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ชอบด้วยกฎหมายและเป็นที่สุด

ดังนั้น คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ที่เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งและมีจำนวนมากถึง 2 ใน 3  จึงเป็นการสร้าง “ซูเปอร์องค์กร” เพื่อสืบทอดอำนาจอย่างเป็นรูปธรรม เพราะอยู่เหนือฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร  การจะมีสถานการณ์ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความเห็นของเสียง 2 ใน 3 ที่ตั้งไว้แล้วดังกล่าว แทนที่จะให้ระบบปกติแก้ปัญหาตามระบอบประชาธิปไตยจนเป็นบรรทัดฐานและเป็นการตกผลึกของประชาชนในสังคม  กลับยิ่งเชื้อเชิญวงจรอุบาทว์ต่อไปแม้เมื่อพ้น 5 ปีไปแล้ว เพราะไม่ยอมรับว่าระบบปกติแก้ปัญหาได้ถ้าทุกองค์กรร่วมกันทำหน้าที่ของตนตามกฎหมายและไม่ใช้อคติ นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นธาตุแท้ของคณะกรรมาธิการฯ ว่า ต้องการให้มีรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรที่อ่อนแอ ก็เพื่อให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ที่สืบทอดจากการรัฐประหาร สามารถเข้าแทรกแซงและยึดอำนาจไปจากรัฐบาลและรัฐสภาได้

1.5 การกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และองค์กรต่าง ๆ ที่ถูกตั้งไว้ในช่วงการรัฐประหาร  และภายหลังการเลือกตั้ง เป็นกลไกที่มีอำนาจเหนือฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ การวางกลไกเช่นนี้ เป็นการตอกย้ำและเสริมสร้างระบบขัดขวางการทำงานของรัฐบาลและสภาที่สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งในแง่ที่มาและอำนาจหน้าที่ เพื่อมุ่งหมายให้รัฐบาลและสภาอ่อนแอไม่สามารถทำงานเพื่อประชาชนตามนโยบายที่หาเสียงได้ และเพื่อบีบให้พรรคการเมืองส่วนหนึ่งต้องไปศิโรราบสนับสนุนให้บุคคลที่มิได้มาจากการเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาล

1.6  การเพิ่มองค์กรและคณะกรรมการใหม่ๆ ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญอีกไม่น้อยกว่า 20องค์กร  เห็นได้ชัดว่าเพื่อตอกย้ำเป้าหมายของการให้มีรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรที่อ่อนแอ องค์กรเหล่านี้จะเป็นองค์กรที่ครอบงำการทำงานของหน่วยงานที่มีอยู่ตามปกติ จนยิ่งจะมีแต่ความขัดแย้ง สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายที่มาจากภาษีของประชาชน และการทำงานของหน่วยงานปกติจะไร้ประสิทธิภาพ  ขอให้จับตาดูองค์กรเหล่านี้เพราะจะเป็นที่รองรับกลุ่มบุคคลที่ปฏิเสธอำนาจของประชาชนผ่านการเลือกตั้งต่อไป

1.7  การกำหนดให้รัฐธรรมนูญแก้ไขได้ยากมาก  จนผู้ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนไม่อาจแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไปได้เลย เพราะนอกจากจะมีการเพิ่มเติมกระบวนการขั้นตอนต่างๆ ให้ยุ่งยาก รวมทั้งการตรวจสอบจากศาลรัฐธรรมนูญแล้ว  ยังต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของรัฐสภาซึ่งมี 650 คน แทนที่จะเป็นเสียงข้างมากเช่นรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ทุกฉบับ  และเมื่อมี ส.ว.ที่มาจากการสรรหาถึง 123 คนแล้ว การแก้ไขก็แทบจะเป็นไปไม่ได้

2)  การทำเป็นอ้างหลักนิติธรรมและนิยามความหมาย  แต่เนื้อหาหลักกลับทำลายหลักนิติธรรมทั้งหมด

2.1 การกำหนดให้การใช้อำนาจในกรณีจำเป็นของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ครอบคลุมได้ทั้งทางนิติบัญญัติและบริหาร และให้ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ชอบด้วยกฎหมายและเป็นที่สุด ขณะที่ในหลักการ (ร่างมาตรา 3) กำหนดให้ทุกองค์กรตามรัฐธรรมนูญต้องปฏิบัติตามหลักนิติธรรม และยังกำหนดอีกว่า (ร่างมาตรา 205) หลักนิติธรรมมีหลักการพื้นฐาน 5 ประการ เช่น การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค  บุคคลมีสิทธิในการปกป้องตนเองเมื่อสิทธิ หรือเสรีภาพถูกกระทบ  การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ความเป็นอิสระของศาล ฯลฯ  ถ้าสิทธิ เสรีภาพของบุคคลใดถูกกระทบจากการกระทำที่ไม่ชอบขององค์กรใดตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว  องค์กรหรือบุคคลในองค์กรนั้นย่อมถูกร้องเรียน ร้องทุกข์ ฟ้องร้องดำเนินคดีได้  แต่ถ้าเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ และผู้ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งนอกจากจะยึดอำนาจบริหารและนิติบัญญัติไปแล้ว แม้ทำไม่ชอบด้วยประการทั้งปวง ร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็ถือว่าชอบหมดและเป็นที่สุดอีกด้วย  ไม่สามารถไปร้องทุกข์ ดำเนินคดีใดๆ ได้เลย  และแม้แต่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายใดใช้ย้อนหลังเป็นโทษทางอาญาแก่บุคคลใด  ซึ่งขัดต่อหลักพื้นฐานของหลักนิติธรรมที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้  ก็ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเป็นที่สุดเช่นกัน การใช้อำนาจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ จึงทำได้ตามใจชอบโดยไม่ต้องถูกตรวจสอบหรือต้องมีความรับผิดชอบใดๆ

2.2 การกำหนดให้ประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือหัวหน้า คสช. หรือการปฏิบัติตามประกาศและคำสั่ง เป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเป็นที่สุด และห้ามฟ้องร้องอีกด้วย  ถือเป็นการล้มล้างหลักนิติธรรมที่อ้างไว้โดยบริบูรณ์ เมื่อประสงค์จะกำหนดเช่นนี้ ก็อย่าไปกล่าวถึงหลักนิติธรรมและความหมายเลยจะดีกว่า  เพราะไม่เป็นการเสแสร้างหลอกลวง  กรณีนี้ก็เหมือนกับกรณีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ โดย คสช.แปลงร่างไปอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในรูปของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ โดยไม่ต้องคำนึงถึงหลักนิติธรรมและความรับผิดชอบใดๆ ในกรณีที่กลั่นแกล้งคน หรือละเมิดสิทธิ เสรีภาพ หรือทำลายความเสมอภาคของบุคคล หรือทำลายความเป็นอิสระของศาล  สรุปคือ ฝ่ายเผด็จการที่ทำลายหลักกฎหมายและหลักนิติธรรม ร่างรัฐธรรมนูญนี้ให้ถือเป็นอันชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นที่สุด ห้ามฟ้องร้อง  แต่ถ้าเป็นผู้ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ต้องถือว่ากระทำขัดต่อรัฐธรรมนูญ ผิดกฎหมายและต้องรับผิดชอบทุกอย่าง จะมีรัฐธรรมนูญแบบนี้ไปเพื่ออะไร

3)  การจำกัดสิทธิของผู้เคยถูกตัดสิทธิทางการเมือง หรือเคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งมาแล้วในการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ทั้งๆ ที่ผู้ที่เคยถูกถอดถอนหรือถูกตัดสิทธิทางการเมืองในอดีตเกือบทั้งหมดไม่มีโอกาสในการต่อสู้คดีและถูกลงโทษย้อนหลัง จึงเป็นการลงโทษซ้ำในความผิดที่เขาไม่ได้กระทำ และไม่มีการดำเนินกระบวนการพิจารณาตามหลักนิติธรรมแต่อย่างใด และต้องไม่หมายรวมถึงผู้ที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญโดยกระบวนการที่ไม่ปกติที่ผ่านมา มิฉะนั้นบทบัญญัติดังกล่าวก็มีขึ้นเพียงเพื่อสกัดกั้นบุคคลจากพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใดเป็นการเฉพาะนั่นเอง

โดยสรุป ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างขึ้นในบรรยากาศแห่งการเสแสร้งรับฟังความคิดเห็นในระดับหนึ่งเพื่อให้ดูชอบธรรม  แต่ไม่สนใจข้อเสนอแนะที่ให้ยึดหลักสากลและเชื่อมั่นในวิจารณญาณของประชาชน  ใช้กลไกประชาธิปไตยและกลไกของรัฐที่มีแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ การยกร่างก็กระทำแบบปิดลับ ขาดความโปร่งใส จนได้ร่างรัฐธรรมนูญที่แย่กว่าร่างเดิม  มุ่งเน้นการสืบทอดอำนาจและสร้างองค์กรต่างๆ ขึ้นมากมาย  เพื่อครอบงำรัฐบาลที่ถูกออกแบบมาให้อ่อนแอ  กำหนดให้ผู้ที่มาจากการเลือกตั้งต้องถูกตรวจสอบและรับผิดชอบทุกอย่าง แต่คณะรัฐประหารและองค์กรสืบทอดอำนาจทำอะไรก็ได้ทุกอย่าง  โดยให้ถือว่าชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญหมดและเป็นที่สุด ห้ามฟ้องร้อง องค์กรที่มาจากการเลือกตั้งต้องดำรงตนอยู่ในหลักนิติธรรม แต่องค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอยู่นอกหลักนิติธรรมได้ ที่กล่าวนี้ยังไม่รวมถึงเนื้อหาของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จะกำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์การต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ที่อาจจะหมกเม็ดอีกมากและบรรยากาศในการจัดทำจะยิ่งไม่โปร่งใส เพราะคณะกรรมาธิการที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน เป็นผู้ยกร่าง

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำลายหลักการอันดีงามที่ประเทศเคยยึดถือ  และยังทำให้ความคิดแบบเผด็จการอำนาจนิยมสามารถกดหัวประชาชนต่อไป  ยากที่ประเทศจะกลับคืนสู่สันติสุขได้  จึงขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันไตร่ตรองและหาทางแก้ไข อย่าดึงดันจนเกิดวิกฤตอีกเลย.

พรรคเพื่อไทย
27 สิงหาคม 2558

“ยิ่งลักษณ์” ค้านเพิ่มพยานนอกสำนวนไม่เป็นธรรม


วันนี้ (27 สิงหาคม 2558) ทนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มายื่นคำร้องโต้แย้งคัดค้านบัญชีพยานบุคคลและเอกสาร ที่อัยการสูงสุดได้ขอเพิ่มเติมพยานบุคคลจำนวน 23 ปาก และพยานเอกสารอีกจำนวนเกือบ 7 หมื่นแผ่น ที่เป็นพยาน บุคคล และพยานเอกสาร นอกสำนวน ของ คณะกรรมการ ป.ป.ช  มาอ้างในชั้นตรวจพยานหลักฐานของศาล

ในชั้นไต่สวนข้อเท็จจริง ของคณะกรรมการ  ป.ป.ช.   เราเคยร้องขอให้ไต่สวนพยานหลายปาก ซึ่งล้วนแต่เป็นพยานที่สำคัญ และเกี่ยวข้อง เกี่ยวเนื่อง ในกลไกการบริหารของโครงการรับจำนำข้าวทั้งสิ้น  ซึ่งพยานแต่ละปากจะแสดงให้เห็นได้ว่า อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ไม่ได้กระทำผิดตามที่กล่าวหาอย่างไร แต่ ป.ป.ช. ไม่ไต่สวนพยานดังกล่าว ได้รีบเร่ง  รวบรัด   มีความเห็นชี้มูลถอดถอน และชี้มูลความผิดทางอาญา

และภายหลังเมื่ออัยการสูงสุด ได้รับสำนวน และอัยการสูงสุดมีความเห็นชี้ข้อไม่สมบูรณ์ 4 ประเด็น เพื่อให้มีการสอบเพิ่มเติม   แล้ว  ก็ยังมี  ป.ป.ช. บางท่านออกมาด่าอัยการสูงสุดว่า  “เห็นใจ อสส. ง่อนแง่น ยันหลักฐาน “ปู” โกงข้าวมีครบ ไม่ไหวจะฟ้องเอง...”

แต่ก็ยังไม่ทันได้ไต่สวนข้อเท็จจริง ในข้อที่ชี้ไม่สมบูรณ์ ทั้ง 4 ประเด็น ต่อมาอัยการสูงสุด   ก็รีบเร่ง รวบรัด  มีคำสั่งฟ้องคดีก่อนที่ สนช. จะลงมติถอดถอนอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์  เพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

ดังนั้นเมื่อ คณะกรรมการ ป.ป.ช.  และอัยการสูงสุด เห็นว่า “ก่อนฟ้องคดีนี้ ช” พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนข้อเท็จจริงสมบูรณ์ และเพียงพอจนมีความเห็นสั่งฟ้องแล้ว  ก็ไม่ควรเพิ่มเติมพยานบุคคล จำนวน 23 ปาก และพยานเอกสารอีกจำนวน 7 หมื่นแผ่น  ที่ไม่ได้ไต่สวนไว้ในชั้น ป.ป.ช. และชั้นอัยการสูงสุด

ตนจึงตั้งข้อสังเกต 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรก ว่า ณ วันที่  สนช. ลงมติถอดถอน อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งตามกฎหมายต้องยึดรายงานสำนวน ป.ป.ช.เป็นหลักนั้น รายงานสำนวนถอดถอนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. สมบูรณ์จนเป็นเหตุให้ถอดถอนจริงหรือไม่
ประเด็นที่สอง ณ วันที่อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่ง ฟ้อง ซึ่งตามกฎหมายต้องยึดรายงานสำนวน ป.ป.ช.เป็นหลักนั้น รายงานสำนวนชี้มูลความผิด ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. สมบูรณ์จนเป็นเหตุให้  มีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่



วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2558

"ปลอดประสพ" FB ไม่รับร่างฯรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี" อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี โดยมีเนื้อหาดังนี้

จะเป็นนางงามได้อย่างไร

ก่อนที่ สปช. จะมีมติผ่านร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 6 กันยายน (เดาว่าผ่านแน่ๆ เพราะตั้งกันเองชงกันเองแต่แรก) ก็อยากให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ฟังความเห็นประชาชนตาดำๆบ้าง เพื่อประดับสติปัญญาอันเลอเลิศของพวกท่าน(ปราชญ์ทั้งนั้น)

เพื่อให้อ่านง่าย ผมจะไม่ขอยกเป็นรายมาตราหรือยกกฎหมายใดมาเปรียบเทียบตีความ แต่ผมจะให้ดูว่าเขายกย่องหรือขากถุยสิ่งที่ท่านเสนอมาอย่างไร

แน่นอนพวกท่านเองต้องบอกว่าดี ดร.บวรศักดิ์บอกเป็นนางงามจักรวาล (ไม่รู้จักรวาลไหน) ส่วน ดร.วิษณุบอกว่าก็เป็นนางงามแต่คงไม่ถึงขั้นจักรวาล (ระดับงานวัดหรือเปล่าครับ) ส่วนสมาชิก สนช. และสปช. ส่วนหนึ่งบอกว่าเป็นนางงามหัวใจรั่ว (คือยกให้สวยประดุจนางงามแต่หัวใจกลับทราม)
คราวนี้มาดูความเห็นจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย ว่าเขาเรียกชื่อแบบไม่ชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าอย่างไรกันบ้าง

1. ฉบับประชาทาส ความหมายคือเขียนตามอำเภอใจ มองข้ามหัวประชาชนเจ้าของประเทศ ด้วยคิดว่าตนนั้นเป็นใหญ่
2. ฉบับโจร อธิบายว่าเป็นการขโมยอำนาจของประชาชน เช่น ให้นายกมาจากคนนอก ส.ว.มาจากการเลือกตั้งแค่ 77 คน อีก 123 คนนั้นลากตั้งเข้ามา
3. ฉบับบ้าบอ แปลว่าคนดีๆเขาจะไม่คิดไม่ร่างรัฐธรรมนูญที่กดให้รัฐบาลอ่อนแอทำอะไรไม่ได้
4. ฉบับมรดกอสูร คือปฏิวัติรัฐประหารมาแล้วกลัวเสียของ เลยขออยู่ต่อแบบมีเชิง ยกตัวอย่างเช่น ให้ครม.เป็นผู้เลือก ส.ว.มากถึง 123 คน (คือเลือกกันเองนั่นแหละ)
5. ฉบับคัมภีร์นรก คือเขียนไว้เพื่อลงนรกทางเดียว เช่น เพิ่มองค์กรพิเศษมากมายและแถมให้อำนาจล้นฟ้าแต่ไม่มีการถ่วงดุล (ชี้ทีเดียวตาย)
6. ฉบับหอยทาก หอยคือการได้รับการคุ้มครองจากทหาร (เหมือนสมัยรัฐบาลธานินทร์) คือเขียนรัฐธรรมนูญเปิดที่ไม่เปิดทางแก้ไขไว้เลย (เผลอๆแค่คิดแก้ไขก็ผิดแล้ว) แต่สุดท้ายหากทากไม่ปรับตัว ก็อาจถูกชาวบ้านจับมาต้มกิน (กลัวไหม)
7. ฉบับสลัดเรือแป๊ะ กล่าวคือแป๊ะทำตัวเป็นโจรสลัดปฏิวัติรัฐประหารปล้นอำนาจรัฐบาลของประชาชน ต่อมาได้ใจ เขียนคัมภีร์ เอาไว้ล้มอำนาจประชาชนเสียเลย (สลัดเมืองไทยถูกปราบครั้งสุดท้าย เมื่อ 150 ปีมาแล้ว (สงสัยกลับมาเกิดได้อย่างไร)
8. ฉบับเผด็จการซ่อนรูป อธิบายว่า เพราะเป็นนางงามจึงไม่กล้าออกมาตรงๆ (ไม่รู้เลยนะเนี่ยว่าอายเป็น) เลยเขียนเป็นลายแทงเอาไว้ เพื่อสืบอำนาจต่อ (อย่างน้อย 5 ปี)
9. ฉบับปฏิรูปแล้วเจ๊ง กล่าวคือ เป็นรัฐธรรมนูญที่แกล้งเขียนให้ความสำคัญกับการปฏิรูป (ไม่รู้แปลว่าอะไร) เลยสร้างโครงสร้าง กติการ้อยแปดจนดูมั่ว ครั้นเอาไปปฏิบัติจริงประเทศเลยเจ๊ง
10. ฉบับเลโก้ คือเปรียบเช่นตัวเลโก้ที่เด็กเอาไว้ต่อเล่น ความหมายคือเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว ชื่อนี้ฝ่ายท่านเองเป็นผู้ตั้ง คงหมายเอาว่าในที่สุดทหารฝ่ายท่านจะฉีกเองในอนาคต (สาธุขอให้เร็วๆ)
11. ฉบับอัปมงคล แปลตามตัวคือหาอะไรดีไม่ได้ หากมีหากใช้ต่อไปประเทศคงจะมีปัญหาแน่นอน
12. ฉบับเกาหลีเหนือเรียกพี่ อันนี้แรง ผู้คิดคงจะเปรียบเทียบว่าเกาหลีเหนือซึ่งถือเป็นประเทศเผด็จการทหารแล้วยังยอมรัฐบาลของพี่ไทย (สุดเจ๋ง แต่ต่างประเทศเขาจะว่าอย่างไรก็คอยดูไป)
13. เลวร้าย “ฉบับกรรมของกู” กล่าวคือ นักการเมืองทุกคนรู้ดีว่าหากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกใช้ ใครเป็นรัฐบาลเตรียมตัวติดคุกได้เลย

ท่านผู้อ่านครับ 13 ชื่อนี้มันมากไป ผมอยากได้ชื่อเดียวที่เจ๋งๆ เอาอย่างนี้ไหมครับ ผมขอตั้งรางวัลขอบคุณ หากท่านผู้ใดสามารถรวบให้เหลือเพียงหนึ่งชื่อที่สุดแสบได้และสื่อความหมายมากที่สุด ผมจะขอให้ตั๋วรางวัลรับประทานอาหารฟรีราคาหนึ่งหมื่นบาทครับ

สรุปรวบรวมที่ผมเขียนมาทั้งหมดก็คือ “ไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้” ส่วนวันหน้าจะเลือกตั้งหรือไม่(หากผ่าน) ค่อยคิดอีกที (กลัวข้อ13ครับ)

'บัวแก้ว' รับ รัฐจ้างล็อบบี้ยิสต์ แก้ต่างปม ประมง-ค้ามนุษย์-อุยกูร์


ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ได้เข้าสักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ และองค์เทพยดาบัวแก้ว เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ จากนั้นได้ทักทายผู้บริหารกระทรวงอย่างเป็นกันเอง อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายดอน ได้เข้าพบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีต รมว.ต่างประเทศ ที่ห้องทำงานภายในตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม ครม. โดยได้หารือถึงงานด้านการต่างประเทศ พร้อมกับมอบพระพุทธรูปปางสมาธิแก่ พล.อ.ธนะศักดิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล และถือเป็นการให้กำลังใจระหว่างกันด้วย นายดอน แถลงว่า ตนจะสานต่อนโยบายของรัฐบาลที่ทำเริ่มต้นมาตั้งแต่แรก ยังเน้นนโยบายเรื่องของการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างดีที่สุด ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ได้แบ่งงานแก่รองนายกฯ แต่ละด้านแล้ว ซึ่งกระทรวงต่างประเทศ ถูกปรับมาให้ความสำคัญด้านเศรษฐกิจ โดยเรามีภารกิจเร่งด่วนคือการแก้ปัญการทำประมงผิดกฎหมายและไร้ระเบียบ (ไอยูยู) และการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ เพราะเป็นสิ่งที่จะส่งผลกระทบต่อความกินดีอยู่ดีของประชาชน และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ภารกิจรองลงมาคือการส่งเสริมการลงทุนที่เราได้รับผลกระทบในในมิติต่างๆ ที่กระทรวงการต่างประเทศ จะต้องตื่นตัวและทำงานให้สอดคล้องกับที่นายกฯ มอบหมาย โดยเฉพาะเรื่องการทำงานที่ฉับไวมากขึ้น นายดอน  ยังกล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ระบุว่าจะมีการพิจารณาว่าจ้างล็อบบี้ยิสต์มาช่วยประเทศไทยในการชี้แจงถึงการแก้ปัญหาไอยูยู เพราะเกรงว่าไทยอาจได้รับใบแดงจากสหภาพยุโรป(อียู) ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาว่าจะมีบทบาทช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้มากน้อยแค่ไหน ขณะเดียวกันกำลังมีการปรึกษากับบุคคลในวงการล็อบบี้ยิสต์ด้วยว่าการว่าจ้างดังกล่าวจะช่วยให้ไทยมีโอกาสแก้ปัญหาสำเร็จมากขึ้นหรือไม่ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็ว ๆ นี้ อย่างไรก็ตามเงินที่ใช้ว่าจ้างล็อบบี้ยิสต์แม้จะเป็นเงินจำนวนมาก แต่ถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับผลความเสียหายที่ไทยจะได้รับ หากไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจของไทย เปิดเผยว่า พบผู้แสวงหาที่พักพิงหลายสิบครอบครัว ในระหว่างการบุกทลายค่ายขบวนการค้ามนุษย์ในจังหวัดสงขลา โดยผู้อพยพกลุ่มนี้ที่ดูเหมือนต้องการใช้ไทยเป็นทางผ่านเพื่อเดินทางไปยังประเทศที่ 3 อ้างว่าพวกเขาเป็นชาวตุรกี ไม่ใช่ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิม “อุยกูร์” ที่พูดภาษาเตอร์กิซ จากเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน

สถานีวิทยุเสรีเพื่อชาวอุยกูร์ในเอเชียรายงานคำพูดของญาติพี่น้อง ที่ระบุว่า สาเหตุที่ผู้แสวงหาที่พักพิงกลุ่มนี้ต้องแกล้งทำเป็นชาวตุรกีเนื่องจากเกรงว่า ทางการไทยจะจับพวกเขาส่งกลับประเทศ ถ้ารู้ว่าเป็นพลเมืองจีน ทั้งนี้ ไทยกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของขบวนค้ามนุษย์ และเชื่อกันว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีชาวโรฮิงญาล่องเรือจากประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างพม่า ผ่านเข้ามาในน่านน้ำไทยแล้วหลายพันคน

ฮาร์ฟกล่าวว่า เหล่าเจ้าหน้าที่ขององค์การสหประชาชาติ “ได้กระตุ้นให้ไทยตรวจสอบ ติดตามรอยขบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งรวมถึง กรณีที่มีเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลไทยถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็น และเร่งนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษ”

'บวรศักดิ์' อัด สปช. ใช้ 'มโนสำนึก'


ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)ปฏิรูปการเมือง และคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช. จะยื่นหนังสือถึงประธาน สปช. ส่งเรื่องไปยัง ครม. เพื่อส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยกรณีร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่มีคำปรารภ ถือว่าเป็นร่างที่เสร็จสมบูรณ์หรือไม่ว่า การพิจารณาต้องดูมูลเหตุประเด็นของปัญหา หากดำเนินการโดยไม่มีมูลเหตุ ประชาชน 60 กว่าล้านคนจะเสียหาย อย่างไรก็ตามทุกคนมีสิทธิที่จะยื่นเรื่องมาให้ตน แต่จะเข้าท่า มีเหตุมีผลหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หน้าที่ของตนไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ แต่มีหน้าที่ใช้ดุลยพินิจ โดยหลังจากนี้ สปช.จะไม่มีการนัดประชุมใด ๆ อีกแล้ว ส่วนร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่มีคำปรารภ จะเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์หรือไม่นั้น ตนไม่ทราบรายละเอียด แหล่งข่าวระดับสูงใน สปช. เปิดเผยว่า จากการประเมินการลงมติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 6 ก.ย.นี้ เชื่อว่าจะผ่านความเห็นชอบจากสมาชิก สปช. เนื่องจากไม่มีสัญญาณคว่ำร่างรัฐธรรมนูญจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ส่งมา ส่วนประเด็นที่มีการจับตาและถูกโจมตี คือการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.)ได้บัญญัติตามที่ ครม.เป็นผู้เสนอมา ซึ่ง กมธ.ยกร่างฯ มีหน้าที่ปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศที่ผ่านมา เพราะไม่ต้องการให้เกิดช่องโหว่ในการบริหารงานของรัฐบาล ดังนั้นคงไม่มีเหตุอะไรที่ทำให้รัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบจาก สปช.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงหนึ่งของการเปิดการเสวนา เรื่อง" เนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญ" นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ ได้กล่าวเปิดใจกับสมาชิก สปช. ตอนหนึ่งว่า ตนได้ใช้ความรู้และความตั้งใจ รวมถึงความพยายามในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเป็นไปตามที่ได้ให้คำสัตย์ไว้ต่อหน้าพระสยามเทวาธิราชและพระแก้วมรกตก่อนการทำหน้าที่ ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวได้เป็นไปตามยกร่างกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติ เหมือนกับที่สมาชิกของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาได้ดำเนินการมาทุกฉบับในประเทศ

"ผมไม่กังวลต่อการตัดสินใจเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อร่างฯรัฐธรรมนูญของสมาชิก สปช. ที่จะมีขึ้น หากสปช. ได้ตัดสินเนื้อหาโดยมโนสำนึก และวิจารณญาณของตน" นายบวรศักดิ์ กล่าว


วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2558

‘ยิ่งลักษณ์’ เผย ไม่เห็นด้วยกับร่างฯรัฐธรรมนูญ


วันที่ 25 สิงหาคม 2558 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย แกนนำพรรคเพื่อไทย เดินทางเข้าอวยพรวันคล้ายวันเกิดย้อนหลัง นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งอายุครบ 83 ปี ตั้งแต่วันที่ 19  สิงหาคม ที่ผ่านมา


นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรให้สัมภาษณ์ถึงร่างร่างรัฐธรรมนูญว่า จากที่ฟังจากนักวิชาการหลายๆ คน และก็อย่างที่ตนได้เขียนไว้ในเฟซบุ๊กว่า เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน สิ่งที่ประชาชนอย่างเห็นคือการให้อำนาจและสิทธิประชาชนในการตัดสินใจ แต่ร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้อำนาจที่ยึดโยงกับประชาชนเลย จึงมีความมีความน่าเป็นห่วง ซึ่งในความเห็นส่วนตัวคิดว่ารับไม่ได้ เสมือนประชาชนผู้ที่อยู่ในบ้าน ไม่ได้รับความสุขสบาย จึงหวังว่าผู้ที่เกี่ยวข้องควรจะได้รับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน สื่อมวลชน และผู้รู้ที่ได้วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญไว้ ส่วนตัวมองว่า คสช.และสปช.มีอำนาจแก้ไขอยู่แล้ว ถ้าได้พิจารณาและหาทางออกก็เป็นสิ่งที่ดี ในช่วงนี้ การที่เราไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นประชาธิปไตยก็ทำให้บ้านเมืองหยุดชะงัก ในฐานะที่ตนมาจากการเลือกตั้งเราก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้เดินหน้า

เมื่อถามว่า หากมีการเดินหน้าทำประชามติพรรคเพื่อไทยจะมีการรณรงค์ให้มีการคว่ำร่างหรือไม่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่า ยังไม่อยากพูดถึงตรงนั้น แต่เราอยากมองว่าร่างรัฐธรรมนูญเดินหน้าอย่างไรมากกว่า ไม่อยากให้วิจารณ์เพียงว่าจะรับหรือไม่รับ เพราะจะกลับมาสู่วังวนเดิมมานับหนึ่งใหม่ ประเทศเราเสียเวลามาเยอะแล้ว แทนที่จะแข่งขันกับต่างประเทศพัฒนาเศรษฐกิจ จึงอยากให้มีทางออกแก่ประชาชนบ้างไม่ใช้แค่รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ หรือจะอาจพิจารณาสิ่งที่ดีๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาหรือนำมาปรับปรุงแก้ไขตามที่มีเสียงวิจารณ์

อย่างไรก็ตาม อยากให้มีโรดแม็พทางเดินที่ชัดเจน ไม่อยากให้ทุกอย่างลากยาวไป เพราะยิ่งลากยาวไปความเจ็บปวดจะตกอยู่ที่ประชาชน วันนี้ปัญหาปากท้องของเกษตรกรหน้าเห็นใจ ผู้ที่มีรายได้น้อยมีสายป่านสั้น ไม่สามารถทนกับสภาวะต่างๆ ได้ก็ควรจะแก้ไข

เมื่อถามว่าจะมี สปช.บางส่วนจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างรัฐธรรมนูญ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรกล่าวว่า ไม่ขอพูดถึง แต่ขอพูดในหลักการว่า รัฐธรรมนูญจะต้องยึดโยงกับประชาชน ถ้ารัฐธรรมนูญไม่เหมาะกับประเทศก็จะเกิดปัญหาอีก ไม่อยากให้วงจรนั้นกลับมา

เมื่อถามว่า มีเสียงวิจารณ์ว่าเป็นร่างที่ล้างบางนักการเมือง กล่าวว่า ดิฉันไม่เข้าข่ายที่จะวิพากษ์วิจารณได้ เพราะถูกตัดสิทธิทางการเมือง แต่ขอพูดในฐานะประชาชนคนหนึ่งว่า อยากให้เสาหลักของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ มีอำนาจในการถ่วงดุลกันเองเพื่อให้เกิดความสมดุลมากกว่าการเข้าไปก้าวก่ายในแต่ละส่วน และที่สุดในการจะตัดสินใจใดๆ นั้น ต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมนี่คือสิ่งที่ประชาชนเห็นเมื่อถามว่า อยากฝากถึง ครม.ชุดใหม่อย่างไร? นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่า สำหรับ ครม.ชุดใหม่นั้น ประชาชนก็มีความคาดหวัง ดังนั้น สิ่งที่เร่งทำคือการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน ผู้มีรายได้น้อยที่เดือนร้อนจากราคาพืชผล ภัยแล้ง จึงอยากให้เร่งแก้ไขเพื่อให้บังเกิดผลที่ทุกคนคาดหวังไว้ และที่สำคัญคือจะต้องทำให้เกิดเงินในประเป๋าของประชาชน

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2558

"พานทองแท้" FB รัฐธรรมนูญฉบับหนังแกะ ใช้คลุมร่างของหมาป่าเผด็จการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


"รัฐธรรมนูญฉบับหนังแกะ ใช้คลุมร่างของหมาป่าเผด็จการ" ตัดเย็บโดย "บวรศักดิ์ เทลเลอร์"
พร้อมนำเสนอสู่สายตา พี่น้องประชาชนไทย และชาวโลกครับ...!!
...
การตัดเสื้อหนังแกะ เพื่อคลุมตัวหมาป่า ให้ประเทศไทยดูเสมือนเป็นประชาธิปไตยในครั้งนี้
- จะเล็ดลอดสายตาฝูงแกะขาว(ประเทศประชาธิปไตย)ทั่วโลกหรือไม่?
- คนไทยด้วยกันจะเห็นร่องรอยการตัดเย็บ ที่ชัดเจนว่ามีการ เข้ารูปทรงสืบทอด และกระชับส่วนสัดอำนาจหรือไม่?
เราจะได้เห็นกัน ในอนาคตอันใกล้นี้

เอาแค่ มาตรา259 ถึง มาตรา263 และมาตรา280 เพียง6มาตรา ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ตามสื่อต่างๆ ได้มีการกำหนดกลุ่มบุคคลที่เรียกว่า "คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ" มีทั้งหมด 23คน จะเห็นได้ว่าอำนาจหน้าที่ ของคณะกรรมการชุดนี้ใหญ่ทะลุฟ้า สวนทางกับระบอบประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง
เพียงแค่ประธานคณะกรรมการฯคนเดียว ก็มีอำนาจเหนืออำนาจอธิปไตย 2ใน 3อย่าง สามารถที่จะสั่งการระงับยับยั้ง หรือกระทำการใดๆ ที่จะมีผลในทาง

1. นิติบัญญัติ (อยู่เหนืออำนาจของรัฐสภา) และ
2. ในทางบริหาร (อยู่เหนืออำนาจของรัฐบาล) ได้

คงเหลือแค่เพียงอำนาจอธิปไตยที่3 คือในทางตุลาการเท่านั้น ที่ยังไม่ได้ให้มีอำนาจเหนือไว้ แถมยังกำหนดด้วยอีกว่า คำสั่งหรือการกระทำของประธานกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ให้ถือเป็นที่สุด และชอบด้วยกฎหมาย
การร่างรัฐธรรมนูญ โดยจงใจให้ขัดต่อหลักการประชาธิปไตยขนาดนี้ อาจถูกมองได้ว่า เป็นการจงใจดึงเกมอำนาจ ให้ยาวออกไปเรื่อยๆครับ เพราะเมื่อร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ก็ไม่มีกฏหมายเลือกตั้ง ประชาธิปไตยที่ไขว่คว้ากัน ก็ห่างไกลออกไปเรื่อยๆ ดังนั้นภายใต้ยุทธศาสตร์เรือแป๊ะ คนไทยเราจึงมีทางเลือกเพียง 2ทางเท่านั้นคือ

1.ถ้าร่าง รธน.นี้ไม่ผ่าน ก็เอากลับไปร่างกันใหม่อีก จะต้องตีกลับไปกลับมา อีกกี่ครั้งกี่ปี รัฐบาลนี้ก็ยังคงบริหารประเทศต่อไป พวกเราก็ยังคงต้องนั่งอยู่บนเรือแป๊ะ พายเวียนวนกันอยู่ต่อไป..เรื่อยๆ..เรื่อยๆ
และ
2.ถ้าร่าง รธน.นี้ผ่าน ประเทศไทยก็จะต้องใช้กฏหมายที่ สืบทอดอำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย เท่ากับต้องทนนั่งเรือแป๊ะกันต่อไป จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งถ้ามีการเสนอให้เปลี่ยน แต่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ไม่เห็นด้วยใครก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะแป๊ะมีสิทธิ์ในการยับยั้งทางนิติบัญญัติ ซึ่งถือว่าเป็นที่สุดและชอบด้วยกฏหมาย เป็นอำนาจอยู่ในมือ..!!

ลงเรือแป๊ะต้องตามใจแป๊ะ..!! อันนี้พอเข้าใจครับ แต่ในเมื่อลงเรือกันก็แล้ว ตามใจกันก็แล้ว แป๊ะก็ควรจะส่งเราให้ถึงฝั่งด้วย ปัญหาต่างๆทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง แป๊ะแก้เป็นหรือไม่เป็น คงไม่ต้องพูดถึง เพราะการปลดยกทีม ก็ถือเป็นการยอมรับกลายๆอยู่แล้ว

ผ่านไปปีกว่า การแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งต่างๆ ที่แป๊ะบอก "ขอเวลาอีกไม่นาน" ก็ยังไม่เห็นอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ที่เป็นกฏหมายสูงสุดของประเทศ แป๊ะยังเล่นพายเรือวนไปวนมาอยู่ในอ่าง มองไม่เห็นฝั่งกันอย่างนี้ แล้วเรื่องอื่นๆของประเทศ จะเดินหน้าไปได้อย่างไร

คนไทยที่มีใจรัก ประชาธิปไตยอย่างเรา ก็คงมีสิทธิ์ทำได้ แค่รอต่อไปแหละครับ

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2558

'จาตุรนต์' จวกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สืบทอดอำนาจ-อัปลักษณ์-อันตราย


เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2558 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาระบุว่า ในที่สุดคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็เปิดเผยร่างที่ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า สมกับที่ไปแอบมุบมิบยกร่างอย่างลับๆ ล่อๆ อยู่นาน คือ ปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำลังจะเป็นรัฐธรรมนูญที่เลวร้ายที่สุด เป็นเผด็จการที่สุด ตั้งแต่เคยมีรัฐธรรมนูญกันมาในประเทศไทยก็ว่าได้ เมื่ออ่านร่างรัฐธรรมนูญโดยมองภาพรวมของเนื้อหาส่วนต่างๆ ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบแล้ว ไม่อาจรับร่างรัฐธรรมนูญนี้ด้วยเหตุผลดังนี้ 1. ทำให้การเลือกตั้งไร้ความหมาย รัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะไม่สามารถบริหารประเทศตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ 2. ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอยู่ในสภาพอ่อนแอ ไม่มีเสถียรภาพ และจะถูกล้มไปได้โดยง่าย 3. เป็นระบบที่ออกแบบไว้เพื่อเปิดทางและเอื้ออำนวยให้คนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเข้ากันได้กับกลไกของรัฐธรรมนูญนี้มากกว่า 4. มีระบบการถอดถอนที่ทำลายหลักการของการตรวจสอบถ่วงดุลคือ ให้ ส.ว. ที่มาจากการลากตั้งมีอำนาจถอดถอนทุกฝ่าย และให้ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลมีอำนาจถอดถอน ส.ส.ฝ่ายค้านได้

นายจตุรนต์ ระบุต่อว่า 5. ไม่มีการแก้ไขปรับปรุงองค์กรตรวจสอบทั้งหลายจากการเลือกปฏิบัติ และปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลโดยองค์กรอื่น หรือโดยประชาชน ทั้งยังมีการเพิ่มเติมองค์กรลักษณะเดียวกันอีกจำนวนมาก 6. เป็นการวางระบบการสืบทอดอำนาจของ คสช.และกองทัพ โดยอาศัยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปฯ ควบคุมกำกับการทำงานของรัฐบาล และรัฐสภาต่อไปอีกยาวนาน 7. เปิดช่องให้มีการสร้างเงื่อนไขสำหรับการนำระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จเต็มรูปแบบ เช่นเดียวกับการปกครองโดย คสช. มาใช้อย่างง่ายดาย ซึ่งก็คือ การทำรัฐประหารโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และ 8. รัฐธรรมนูญนี้เมื่อประกาศใช้แล้ว ไม่อาจแก้ไขได้อีก ซึ่งทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมมากยิ่งขึ้น โดยไม่มีทางออกตามกติกาในระหว่างที่คณะกรรมาธิการฯ กำลังยกร่างอยู่นั้น เมื่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากๆ ก็มักมีการชี้แจงว่า ที่วิจารณ์กันนั้นเกิดจากการไม่ทราบข้อเท็จจริงที่ยังไม่มีการเปิดเผย แต่เมื่อเปิดเผยออกมาแล้ว กลับพบว่าร่างนี้มีเนื้อหาที่เลวร้ายกว่าที่เคยมีการวิพากษ์วิจารณ์กันเสียอีก เพราะนอกจากจะคงเนื้อหาที่เป็นปัญหาทั้งหลายไว้เป็นส่วนใหญ่แล้ว ยังมีการหมกเม็ดบางเรื่องไว้ด้วยการบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลและอีกหลายเรื่องกำหนดว่า จะไปบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญโดย สนช. ซึ่งหมายความว่ายังอาจจะเลวร้ายยิ่งไปกว่านี้อีกด้วยอ่านร่างรัฐธรรมนูญนี้แล้ว ยังไงก็ไม่อาจเปรียบเทียบกับนางงาม แต่เป็นอะไรที่อัปลักษณ์และอันตราย คนสมัยก่อนอาจนึกถึง ‘ซีอุย’ ในขณะที่คนสมัยนี้ที่ชอบดูหนังซีรีส์ฝรั่งก็อาจนึกถึง ‘ฮันนิบาล’ เสียมากกว่า

เพื่อไทย ติง ร่างฯรธน.ฉบับกดหัวประชาชน เสียของ เสียเวลา เสียงบประมาณ เสียความรู้สึก


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการส่งมอบร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้กับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับร่างฯ ในวันที่ 6 กันยายนนี้ ว่า ในที่สุดสิ่งที่ลับลวงพรางมาตลอดทางก็สิ้นสงสัย ว่า ทำไมผู้เกี่ยวข้องจึงมุบมิบอำพรางซ่อนเร้นในระหว่างทางของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ใครออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ก็มักจะตอบว่า ยังไม่เป็นที่สิ้นสุด ยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ แต่พอเปิดเผยออกมา กลายเป็นร่างที่มีเนื้อหาเลวร้ายกว่าที่เคยรับรู้กันก่อนหน้านี้เสียอีก ทั้งประเด็นนายกรัฐมนตรีคนนอก การเลือกตั้งไม่มีความหมาย ส.ว.กว่าครึ่งมาจากการลากตั้ง อำนาจการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ยึดโยงประชาชน สถาปนาองค์กรอิสระมากมาย วางระบบสืบทอดอำนาจกองทัพ แถมยังมีการหมกเม็ดวางกับระเบิดไว้ในหลายเรื่องดังที่เห็นในบทเฉพาะกาล จริงๆแล้วทั้ง สปช. และ กมธ. ยกร่างฯ ต่างคลอดออกมาจากมดลูกเดียวกัน ลงเรือแป๊ะลำเดียวกัน การพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับร่างฯนั้น จึงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น เป็นเพียงแค่พิธีกรรมและตรวจเช็ครีโมทของผู้มีอำนาจว่ายังใช้งานได้ดีหรือไม่ในสถานการณ์นี้ ประชาชนมองข้ามช็อตไปถึงการทำประชามติ ที่ทุกฝ่ายควรมีโอกาสในการรณรงค์ว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ ไม่ควรปิดกั้นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เชื่อว่าประชาชนจะลงมติไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ แม้ว่าคนส่วนใหญ่อยากเลือกตั้ง แต่ถ้ารีบร้อนเลือกด้วยกติกาที่เป็นปัญหาจะส่งผลเสียมากยิ่งกว่า การใช้เวลาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ 9 เดือน 18 วัน ประชุม 150 ครั้ง เมื่อพิจารณาจะเห็นว่า มีส่วนเสียมากกว่าได้ ทั้งเสียของ เสียเวลา เสียงบประมาณ เสียความรู้สึก จึงเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นฉบับกดหัวประชาชน เป็นระเบิดเวลาที่จะปลดชนวนได้อย่างเดียวคือการทำรัฐประหารเท่านั้น

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2558

"อนุสรณ์" แนะ จัดกิจกรรมกระทบคดีจำนำข้าว ต้องระวัง

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ระบุจะมีการเปิดตัว พิพิธภัณฑ์กลโกงชาติ โดยจะนำ 10 คดี รวมถึงคดีจำนำข้าว ว่า หลักการรณรงค์ให้ประชาชนตื่นตัวเป็นพลังพลเมืองต่อต้านคอร์รัปชั่นเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องเป็นเรื่องที่เป็นที่ยุติแล้ว ไม่ควรใช้เป็นช่องทางในการชี้นำหรือกดดันคดีที่ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลอย่างคดีจำนำข้าว หลักสำคัญที่ต้องยึดถือคือผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคําพิพากษาว่าผิด ขณะนี้กระบวนการพิจารณาของศาลยังไม่เสร็จสิ้นจึงควรได้รับการคุ้มครองตามสิทธิ์ การรีบร้อนด่วนสรุปรวมเอาโครงการจำนำข้าวไปไว้ในพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว ผู้เกี่ยวข้องต้องระมัดระวัง เพราะอาจถูกมองว่ามีวาระซ่อนเร้นอย่างมีนัยสำคัญ ที่จะชี้นำหรือกดดันคดี หากคณะกรรมการจัดงาน ต้องการรวบรวมโครงการให้มีความหลากหลาย เชื่อว่าน่าจะพอมีโครงการที่มาทดแทนได้ เช่น กรณีการเลี่ยงภาษีหมื่นล้าน จากการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์เสียภาษีไม่ถูกต้องตามกฎหมายศุลกากร เข้าข่ายการหลีกเลี่ยงอากรนำเข้าที่ทำให้รัฐเสียหายหรือไม่ เรื่องนี้ควรนำมาวิเคราะห์ในงานดังกล่าวด้วย

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2558

"พานทองแท้" ให้รางวัลนำจับ 7 ล้านบาท มือวินาศกรรมราชประสงค์

#TV24 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความล่าสุด โดยมีเนื้อหาดังนี้



วันนี้ครบ 4 วัน ของเหตุการณ์ระเบิดราชประสงค์
ซึ่งถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ ของประเทศชาติครับ

การจะเรียกขวัญ และกำลังใจของคนในชาติ ตลอดจนความเชื่อมั่นของต่างชาติ ให้กลับคืนมาได้เร็วที่สุดนั้น เราจะต้องรีบจับตัวคนที่กระทำผิดมาให้ได้เร็วที่สุด เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยไม่ใช่ดินแดนที่ใครจะมาทำเรื่องร้ายๆแบบนี้ แล้วลอยนวลไปได้ง่ายๆ

ผู้ก่อเหตุเป็นคนชาติไหน เป็นการก่อการร้ายสากลหรือไม่ เหตุร้ายที่เกิดขึ้นมีต้นตอมาจากอะไร ทุกอย่างต้องว่ากันตรงไปตรงมาครับ เป็นไทยก็ว่าไทย เป็นต่างชาติชาติไหน ทำไปเพราะอะไรก็ต้องว่ากันไปตามข้อเท็จจริง

อย่างน้อยครอบครัวของผู้ที่บาดเจ็บและเสียชีวิต ตลอดจนคนไทยทุกคน นักท่องเที่ยวทุกชาติ ควรที่จะทราบว่า ศัตรูที่ปองร้ายต่อชีวิตอันบริสุทธิ์ของพวกเขานั้น ตกลงเป็นใครกันแน่..??

"เพราะทุกคนควรมีสิทธิอันชอบธรรม ที่จะระวังรักษาชีวิตของตัวเอง และบุคคลอันเป็นที่รัก ได้ตรงต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง"

การที่ยังไม่ทันสืบสวนอะไร ก็โยนความผิดว่า เป็นฝีมือคนไทยด้วยกันเอง ที่ทำไปเพราะเสียประโยชน์ทางการเมือง อย่างที่มีคนพยายามยัดเยียดความผิดให้ ตั้งแต่ฝุ่นควันระเบิดยังไม่ทันจางลงนั้น ถือเป็นการกระทำที่ สร้างความแตกแยกในหมู่คนไทย ซึ่งสมควรได้รับการประณามเป็นอย่างยิ่งครับ

ถ้าเรายังปล่อยให้คนไทยด้วยกัน ฉวยโอกาสใช้วิกฤตของประเทศมาใส่ร้ายกันเอง ทำแบบนี้ต่อไป ประเทศไทยของเราคงเข้าใกล้คำว่า Fail State หรือรัฐล้มเหลว เข้าไปทุกทีแล้ว
( ดูความหมาย https://th.m.wikipedia.org/wiki/รัฐล้มเหลว )

อย่าซ้ำเติมประเทศชาติ ด้วยการใส่ร้ายสร้างความแตกแยกกันเลยครับ ควรหันมาสร้างความสามัคคี ร่วมมือร่วมใจสู้ภัยที่กำลังคุกคามประเทศของเราด้วยกันเถอะครับ

ขณะนี้ผมได้ทราบว่ามีการตั้งรางวัลนำจับ สำหรับผู้แจ้ง เบาะแสมือวางระเบิด รวมกันถึง 3ล้านบาทแล้ว ซึ่งถือเป็นการมีส่วนร่วมที่ดี ของผู้ที่ต้องการให้ประเทศชาติ กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ซึ่งผมก็อยากมีส่วนร่วมในครั้งนี้ด้วย

ผมจึงได้ขออนุมัติจากคุณพ่อ เพื่อสนับสนุนรางวัลนำจับอีก 7ล้านบาท เพื่อให้ครบ 10ล้าน โดยจะขอแบ่งเป็น...

ผู้ที่ให้เบาะแส 2ล้านบาท (รวมกับของเดิมที่มีอยู่แล้ว 3ล้าน ก็จะกลายเป็น 5ล้านบาท)

และอีก 5ล้านบาท สำหรับ
เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง กับการสืบสวนจับกุมในครั้งนี้

ผมขอภาวนาให้เหตุร้ายที่เกิดขึ้น จงยุติแต่เพียงเท่านี้ และขอให้ทางการไทย จับตัวผู้กระทำความผิด มาลงโทษให้ได้โดยเร็วที่สุดครับ

"อนุสรณ์" เตือนรัฐ หยุดสร้างความแตกแยก จากเหตุวินาศกรรมราชประสงค์


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2558 ถึง เหตุการณ์ระเบิดที่แยกราชประสงค์ ว่า "เหตุการณ์ระเบิดผ่านมาหลายวัน เห็นได้ชัดว่าประชาชนให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ พยายามสนับสนุนในหลายช่องทางเท่าที่จะช่วยได้ แสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจ และจิตอาสา ที่พร้อมเสียสละเพื่อชาติในยามมีภัย ทั้งที่มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย ทั้งการตั้งคำถามถึงหน่วยงานด้านการข่าว ที่ควรจะมีศักยภาพ ทั้งการเตรียมการป้องกัน ระงับยับยั้ง หรือติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็ว การสืบสวนหาความจริง ที่หากจำเป็นต้องเชิญต่างประเทศเข้ามาร่วมก็ควรทำ ไม่ใช่เรื่องเสียหน้า หรือเป็นการแทรกแซง เพราะเขามีความชำนาญมากกว่า หรือแม้แต่การรับฟังการวิเคราะห์ รับฟังความเห็นของสื่อต่างประเทศก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย หากเป็นการก่อการร้ายข้ามชาติจริงก็จะได้ออกหมายจับสากล  ที่สำคัญอย่าพยายามนำการก่อวินาศกรรมครั้งนี้ มาเป็นเครื่องมือทำลายล้างกันทางการเมือง เพราะเท่ากับเป็นการนำเอาความปลอดภัยของประชาชนมาเสี่ยง สมมติฐานที่ผิด ผลที่เกิดตามมาก็จะผิดด้วย โดยเฉพาะโฆษกรัฐบาล ที่ไม่ควรใช้วิธีน้ำเน่า ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น การแถลงในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ ควรต้องระมัดระวังอย่างสูง หากนำประเด็นนี้มาใช้เป็นเครื่องมือ propaganda โฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง จะทำให้รัฐบาลหมดความน่าเชื่อถือในที่สุด หากพยายามมุ่งเป็นประเด็นการเมืองมากเกินไป และมุ่งแต่พยายามจะสร้างภาพว่า สาเหตุเกิดจากความขัดแย้งในประเทศ เพื่อกลบปัญหาของรัฐบาลจะทำให้ประชาชนคนไทยมีอันตรายเสี่ยงเพิ่มขึ้น ทั้งที่สิ่งที่ควรจะทำคือการสร้างความปรองดองจากวิกฤติ ที่สามารถพลิกเป็นโอกาส แต่คนของรัฐกลับมาสร้างความขัดแย้งแตกแยกเสียเอง"

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

หมัดต่อหมัด "ปรีดิยาธร-ประยุทธ์" ทิ้งทวน ก่อนปรับ "ครม. ตู่3"


ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เปิดแถลงข่าวไม่ขอรับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังจะพ้นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลท พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้ว โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ระบุว่า "ไม่รับที่ปรึกษาแต่หนุนเขาเต็มที่ เพื่อจะให้ประเทศเดินหน้าไปได้ ย้ำไม่น้อยใจ"

"เราทำเต็มที่เท่าที่ช่วยได้ ทำงานต้องมีความสุข ไม่ต้องมีที่ปรึกษามาคอยจับผิด ก็ให้คุณสมคิดทำงานไป..ผมไม่ชอบแบ่งแยกแล้วปกครอง ผมอายุ 68 แล้วก็กลับบ้าน"

ทางด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงครม.ชุดใหม่นั้นมีการปรับเปลี่ยน 20 ตำแหน่ง และจะโปรดเกล้าฯ ลงมาในวันนี้ ส่วนกรณีที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี แถลงไม่รับตำแหน่งที่ปรึกษาต่อนั้น หากไม่รับก็ไม่รับ แต่ผมยืนยันว่าไม่มีเรื่องโกรธเคือง แต่ส่วนท่านจะโกรธเคืองตนหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของท่าน ส่วนนายสมหมาย ภาษี รมว.คลังนั้น ยืนยันว่า ท่านคงไม่มีเหตุจำเป็นที่ต้องมาน้อยใจผม

"ผมไม่ได้ทำอะไรไม่ดี สิ่งที่ผมสั่งมันยังช้าอยู่ หรือจะช้าเพราะผมหรือเปล่าไม่รู้ หรือผมอาจจะบกพร่องหรือเปล่า ให้เกียรติทุกคนเสมอ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ มนุษย์ เงินทองมีแก้ปัญหาไหม ต้องค่อยๆเริ่ม ไม่มีอะไรยากและง่ายเกินไป เราจะต้องเติบโต และเข้มแข็งไปด้วยกัน ช่วยกัน สิ่งดีดีกำลังจะเกิด ช่วยกันดูแลบ้านเมือง" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว


วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2558

"อุปทูตสหรัฐ" เยือนราชประสงค์ อาลัยเหยื่อวินาศกรรม


เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม อุปทูตดับเบิลยู. แพทริค เมอร์ฟี พร้อมคณะผู้แทนชาวไทยและชาวอเมริกันจากหน่วยงานของสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย เดินทางมาร่วมไว้อาลัยผู้เสียชีวิตและแสดงความเสียใจกับครอบครัวและมิตรสหายของผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดหน้าศาลท้าวมหาพรหม เอราวัณ เมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม

อุปทูตเมอร์ฟีกล่าวว่า “เรามาที่นี่เพื่อร่วมไว้อาลัย สหรัฐอเมริกาและประชาชนชาวอเมริกันขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับประเทศไทยและประชาชนชาวไทยทุกคน เราขอประณามการใช้ความรุนแรงดังเช่นที่เกิดขึ้นนี้ ชาวอเมริกันและชาวไทยมีมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ให้แก่กัน และนี่คือเหตุผลที่พวกเรามาที่นี่ในวันนี้ด้วยหัวใจเดียวกัน”

ภาพ : สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

"พิชัย" ชี้ เศรษฐกิจยังฟื้นยาก แม้ปรับ ครม.


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน ให้ความเห็นเรื่องปรับ ครม. ว่า "ยังคงยืนยันเหมือนเดิมตั้งแต่เริ่มตั้ง ครม. เมื่อปีที่แล้วว่า ความสำเร็จของรัฐบาลต้องวัดจากความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งการปรับ ครม. โดยปรับเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจทั้งหมดครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยอมรับความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจอย่างชัดเจน แต่ที่น่าห่วงคือ สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันอาการหนักกว่าปีที่แล้วที่เริ่มตั้งรัฐบาลมาก ทั้งการส่งออกที่ลดลงมาก การลงทุนที่หดหาย และการบริโภคอยู่ในระดับตำ่ และยังมีแนวโน้มที่ย่ำแย่เพิ่มเติมจาก เหตุการณ์ระเบิดที่ราชประสงค์ ที่จะทำให้นักท่องเที่ยวลดลง ซำ้เติมปัญหาจากก่อนหน้านี้ที่เศรษฐกิจโลกตกต่ำ และ เศรษฐกิจจีนตกต่ำ หุ้นตกอย่างหนัก การลดค่าเงินหยวน ซึ่งจะกระทบต่อการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทยมากขึ้น และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะออกมามีความไม่เป็นประชาธิปไตยสูงขนาดรองนายกฯยังยอมรับเอง ก็ยิ่งจะมีโอกาสสูงที่สหรัฐและยุโรปจะออกมาตรการกีดกันการค้ากับไทยเพิ่มเติม จากปัญหาค้ามนุษย์ที่ไทยถูกจัดอยู่ใน Tier 3 มา 2 ปีซ้อน และ เรื่อง IUU ดังนั้นจึงอยากให้กำลังใจแก่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่ให้สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ได้ ประชาชนจะไดัไม่เดือดร้อนอย่างหนักเหมือนในปัจจุบัน โดยอยากฝากไปถึง ดร. สมคิด จาตุรศรีพิทักษ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนใหม่ ให้เร่งแก้ปัญหาเสาหลักเศรษฐกิจที่เสื่อมโทรมทั้ง การส่งออก การลงทุน และ การบริโภคตามที่เคยได้พูดไว้เองให้ได้ โดยในหนึ่งปีที่ผ่านมาปรากฏว่าเสื่อมลงเร็วมาก และอยากฝากคำถามว่าจะสามารถแก้ปัญหาเสาหลักเศรษฐกิจเสื่อมโทรมเหล่านี้ได้อย่างไรในภาวะการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยที่ไม่เป็นที่ยอมรับเช่นนี้ ที่มีปัญหาความไม่เชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งจะเป็นการวัดความสามารถของ ดร. สมคิด ที่ไม่ได้อาศัยชื่อเสียงเดิมของพรรคไทยรักไทย ซึ่งส่วนตัวแล้วยังเชื่อว่า ไม่ว่าใครมาเป็น ครม. เศรษฐกิจ จะเก่งแค่ไหนก็จะไม่สามารถฟื้นเศรษฐกิจได้หากยังแก้ปัญหาหลักเรื่องความเชื่อมั่นของต่างประเทศไม่ได้ และห่วงว่าคนเก่งๆจะเสียคนกันหมด"

"พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ" ชี้ วินาศกรรมราชประสงค์ เป็นเรื่องน่าเศร้า

#TV24 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ มีการเผยแพร่คลิปพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ ว่า "เป็นเหตุการณ์ที่เศร้าสลดใจมาก เพราะกรุงเทพฯไม่เคยมีการก่อวินาศกรรมใหญ่โตขนาดนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้า จึงขอเเสดงความเสียใจกับผู้ที่สูญเสีย และขอสาปแช่งผู้ที่กระทำและอยู่เบื้องหลังการกระทำครั้งนี้ ซึ่งประเทศไทยเป็นเมืองพุทธไม่นิยมการเข่นฆ่า จึงถือเป็นการกระทำที่เลวทรามที่สุด และขอวิงวอนให้เจ้าหน้าที่ใช้ความสามารถที่มีในการจับกุมคนร้ายมาลงโทษให้ได้ เเละต้องหาทาง ป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีก เพราะสร้างความสะเทือนขวัญและสร้างความเสียหายกับเศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้ว ให้ย่ำแย่หนักเข้าไปอีก"

video

ผลสำรวจ เผย เสียงสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ลดลง ต่ำสุด นับตั้งแต่เป็นนายกรัฐมนตรี


#TV24 กรุงเทพโพล ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง ประเมินผลงาน 1 ปีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เนื่องจากเดือน ส.ค.นี้ รัฐบาล จะบริหารประเทศครบ 1 ปี โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,053 คน ระหว่างวันที่ 17-18 ส.ค.ที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจในการบริหารงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เฉลี่ย 5.94 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ซึ่งลดลงจากการประเมินการทำงานรอบ 6 เดือนที่ได้ 6.20 คะแนน

โดยการสำรวจครั้งนี้รัฐบาลได้คะแนนน้อยที่สุดในด้านเศรษฐกิจ 5.18 คะแนน ทั้งนี้เมื่อพิจารณาด้านที่มีคะแนนปรับลดลงมากที่สุดคือ ด้านความมั่นคงของประเทศ โดยลดลงจากเดิม 0.64 คะแนน

สำหรับความพึงพอใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ของ พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ได้คะแนนเฉลี่ย 7.11 คะแนน ซึ่งลดลงจากการประเมินรอบ 6 เดือนที่ได้ 7.26 คะแนน โดยการสำรวจครั้งนี้นายกรัฐมนตรี ได้คะแนนน้อยที่สุดในด้าน ความสามารถสร้างสรรค์ผลงาน หรือโครงการใหม่ ๆ 5.82 คะแนน และยังเป็นด้านที่มีคะแนนปรับลดลงมากที่สุด

เมื่อเปรียบเทียบผลงานในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมากับความคาดหวังเมื่อทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์ มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประชาชนร้อยละ 11.7 เห็นว่าผลงานแย่กว่าที่คาดหวังไว้ ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานครบ 6 เดือนรัฐบาล พบว่า เสียงสนับสนุนลดลงร้อยละ 5.6 และเป็นระดับเสียงสนับสนุนที่ต่ำสุดนับจาก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี


วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2558

“สุรพงษ์” ชี้ สื่อเทศวิเคราะห์ โยง “อุยกูร์” วินาศกรรมราชประสงค์


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเหตุการณ์คนร้ายวางระเบิดที่บริเวณศาลพระพรหม แยกราชประสงค์ จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากว่า ขอประณามการกระทำที่รุนแรงและชั่วร้าย และขอแสดงความเสียใจต่อญาติพี่น้องของผู้ที่เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บในเหตุระเบิดครั้งนี้ ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรีบดำเนินการจับกุมตัวผู้ร้ายมาลงโทษโดยเร็ว และขอให้รัฐบาลรีบชี้แจงและสร้างความเข้าใจความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยเร็ว
     
ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งประเมินว่าอาจมีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับกระบวนการก่อการร้ายสากล นายสุรพงษ์ระบุว่า

"ถ้าเป็นไปตามที่สำนักข่าวต่างชาติประเมินก็นับได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่มากๆ และเมื่อได้รับฟังการวิเคราะห์ของสำนักข่าวต่างชาติที่วิเคราะห์ว่าอาจจะเป็นมูลเหตุมาจากการที่ไทยส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีน จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องรีบวิเคราะห์หามูลเหตุต้นตอของที่มาให้ได้ เพราะจะส่งผลกระทบกับธุรกิจการท่องเที่ยวของไทยอย่างร้ายแรง การท่องเที่ยวไทยนำรายได้เข้าประเทศเป็นอันดับ 1 ทุกวันนี้"
     
ทั้งนี้ นายสุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า "หลัง 22 พฤษภาคม 2557 ฝ่ายความมั่นคงเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง และ ส.ส.พรรคเพื่อไทยทุกคนอย่างใกล้ชิดกว่ากลุ่มอื่นๆ แถบจะกระดิกตัวทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว และการกระทำเพื่อมุ่งหวังทำลายล้างให้ถึงชีวิตและสร้างความเสียหายแก่บ้านเมืองเช่นนี้เป็นวิธีการที่ชั่วร้ายที่สุด ไม่ใช่เรื่องทางการเมืองที่พึงกระทำกัน คนที่คิดกระทำหรือมีความคิดเช่นนี้ถือว่ามีสันดานชั่วช้าเลวทรามเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งต้องขอประณามและสาปแช่งขอให้มันได้รับโทษโดยเร็ว

"ทุกวันนี้กลุ่มคนเสื้อแดงก็ไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ ทุกคนก็รอให้กติการัฐธรรมนูญที่กำลังยกร่างออกมาแล้วเสร็จกันก่อนก็คงจะออกมาใช้สิทธิตามที่รัฐบาลกำหนด คงไม่ใช่นิสัยแบบบางกลุ่มบางพวกที่ชอบแอบทำแล้วโบ้ยความผิดให้คนอื่นอยู่เรื่อยไป" นายสุรพงษ์กล่าว

"สุดารัตน์" ชี้ วินาศกรรมราชประสงค์ ทำลายเศรษฐกิจไทย


คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเหตุการณ์ระเบิดที่แยกราชประสงค์เมื่อวานนี้ว่า เรื่องนี้จะมีปัญหาอย่างมาก อย่างแรกคือ ความเสียหายต่อชีวิต โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวรวมถึงทำลายความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตานานาชาติ ในเรื่องของการดูแลความปลอดภัย นอกจากนี้สิ่งที่จะตามมาคือปัญหาเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามก็ตามขอแสดงความเสียใจกับทุกชีวิตที่บริสุทธิ์ต้องสูญเสียเพราะถือว่า ผู้ก่อเหตุโหดเหี้ยมมาก ตั้งใจให้มีคนเสียชีวิตจำนวนมาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่มีคนพลุกพล่าน และขอให้พระพุทธคุณ คุ้มครองทุกชีวิตที่บาดเจ็บอยู่ในขณะนั้น เรื่องนี้รัฐบาล ต้องเร่งทำความชัดเจน รวมทั้งเร่งสร้างความเชื่อมั่นต่อคนไทย

โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ และต่อนานาชาติ เพราะรายได้หลักของเรามาจากการท่องเที่ยว อยากให้รัฐบาลเร่งคลี่คลายคดีหาตัวผู้กระทำความผิด เร่งสร้างมาตราฐานมาตรการการป้องกันว่าจะไม่เกิดเหตุรุนแรงขึ้นอีก เพื่อให้ชาวต่างชาติ กลับมามีความมั่นใจเป็นอันดับแรก เช่นรัฐบาลประกาศมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า สถานที่ชุมชน สนามบิน ท่ารถ ท่าเรือ และสถานีรถไฟฟ้าจะมีความปลอดภัยอย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็น “ดิฉันเห็นด้วยที่รัฐบาลไม่ประกาศภาวะฉุกเฉิน เพราะจะยิ่งทำให้ถูกมองว่าเราควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ แต่รัฐบาลควรประกาศมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เหมือนกับเมื่อครั้งปฏิวัติใหม่ๆ ที่มีกำลังตำรวจและทหารคอยดูแลความปลอดภัยทุกสี่แยกมีการตั้งด่านตรวจวัตถุต้องสงสัย ตรงนี้จะสร้างขวัญและกำลังใจเป็นอย่างดี" คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว

เมื่อถามว่าผู้บัญชาการทหารบก ระบุว่า ยังไม่ตัดประเด็นของผู้เสียผลประโยชน์ทิ้งไป คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า เรื่องของข้อสังเกตุนั้น ก็ว่ากันไป แต่สิ่งที่ตามมาจากเรื่องระเบิดคือมีการชี้หน้าด่ากันไปมาในโลกโซลเซียลทั้งๆที่ควรจะเป็นพลังสามัคคีที่จะมาเยียวยากันและกัน ไม่ใช่กลายมาเป็นประเด็นการเมืองที่ชี้กันไปชี้กันมา ดังนั้นตนเห็นด้วยที่ผู้เกี่ยวข้องไม่ควรจะตัดประเด็นไหนออกไป แต่ก็ไม่ควรชี้นำในประเด็นที่ยังไม่มีพยานหลักฐานชัดเจน ไม่เช่นนั้นก็อาจจะจบปัญหาเรื่องความปลอดภัย แต่จะนำไปสู่ปัญหาเรื่องความแตกแยกแทนได้

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558

"พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ" ประณาม ผู้ก่อเหตุระเบิดราชประสงค์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.15 น. ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


"ขณะนี้ผมอยู่ที่กรุงเบอร์ลิน ได้ทราบข่าวเหตุระเบิดที่ กทม. ด้วยความตกใจและสลดใจ ผมขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้ประสพเคราะห์กรรมในครั้งนี้อย่างสุดซึ้ง ผมขอประณามผู้ที่กระทำฯ รวมถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ ด้วยคำที่รุนแรงที่สุด (condemn with the strongest words) ผมขอให้เจ้าหน้าที่รีบดำเนินการสืบสวน ด้วยการร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญทุกฝ่าย ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษโดยเร็วที่สุด"

"ยิ่งลักษณ์" ประณามผู้ก่อเหตุระเบิด ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่-เร่งรัฐตรวจสอบข้อเท็จจริง


นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


ดิฉันขอแสดงความเสียใจอย่างที่สุดต่อญาติผู้เสียชีวิต รวมถึงผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์ และขอประณามผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ระเบิดดังกล่าวซึ่งถือเป็นการกระทำการอันไร้มนุษยธรรม ผิดต่อกฎหมายอย่างร้ายแรง และสร้างความเสียหายต่อชีวิตรวมถึงทรัพย์สินของประชาชนอย่างมหาศาล และนอกจากความสูญเสียที่เกิดกับผู้บริสุทธิ์แล้ว ผลของการกระทำนี้ยังส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยรวมอีกด้วย และในโอกาสนี้ ดิฉันขอให้ส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถเพื่อกอบกู้สถานการณ์ให้กลับมาเป็นปกติในเวลาอันรวดเร็ว รวมทั้งขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาผู้กระทำความผิดมาลงโทษโดยเร็วค่ะ

วินาศกรรมกลางราชประสงค์ นักท่องเที่ยวเสียชีวิต-บาดเจ็บจำนวนมาก


เกิดเหตุระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง บริเวณแยกราชประสงค์ ใกล้ศาลพระพรหมเอราวัณ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจรายงานเบื้องต้นว่า เป็นการวางระเบิดแสวงเครื่อง มีรายงานมีผู้บาดเจ็บประมาณ 80 ราย มีเสียชีวิต 16 ศพ ขณะที่พื้นที่บริเวณใต้ทางเดินรถไฟฟ้าบีทีเอส และอาคารใกล้เคียง รวมทั้งรถยนต์ และรถจักรยายนต์ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ทั้งนี้ พล.ต.ท.ประวุฒิ  ถาวรศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า  ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน หากผู้ใดมีภาพหรือทราบเบาะแสเกี่ยวกับการระเบิดในครั้งนี้ โปรดแจ้ง 1599  หรือส่งข้อมูลได้ที่  http://www.royalthaipolice.go.th ,  facebook : ทีมงานโฆษก ตร. , facebook : โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , twitter : ทีมโฆษก ตร. https://twitter.com/PoliceSpokesmen , twitter : @Pol.Lt.Gen.Dr.Prawut https://twitter.com/Dr_Prawut , อีเมล : news.prpolice@gmail.com และ อีเมล  :  webmaster@royalthailpolice.go.th ได้ตลอด 24 ชั่วโมง










"ยิ่งลักษณ์" โพสต์ FB แนะ "รัฐธรรมนูญต้องเป็นประชาธิปไตย"

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


ขอใช้สิทธิในการเสนอความเห็นเรื่องรัฐธรรมนูญบ้างนะคะเพราะเป็นช่วงที่สปช.รัฐบาลและคสช.จะตัดสินใจ และหลายฝ่ายได้แสดงความห่วงใยและกังวลใจ   หวังว่าข้อคิดเห็นที่เสนอจะมีส่วนช่วยให้ประเทศ มีความเป็นประชาธิปไตยและเป็นที่ยอมรับกันกว้างขวางมากขึ้น

1) รัฐธรรมนูญต้องเป็นประชาธิปไตย.....ซึ่งหลายท่าน อาจจะเห็นว่าดิฉันเคยพูดคำนี้มาหลายครั้งแต่เชื่อว่า เราอาจมีความเห็นแตกต่างกัน ในสาระสำคัญ คือ   "รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยต้องยึดโยงกับประชาชน"..กล่าวคือต้องเปิดกระบวนการให้ ประชาชนส่วนใหญ่ได้มีส่วนสำคัญ ในการออกเสียงและตัดสินใจ ไม่ใช่เพียงเลือกตัวแทนที่ว่าคัดสรรมาแล้ว จากคณะบุคคลก็ถือไม่ได้ว่า เกิดจากวิถีประชาธิปไตยที่แท้จริง

2) ถ้ารัฐธรรมนูญมีเนื้อหาสาระที่รับใช้และยึดโยงกับประชาชน ก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องมีคณะยุทธศาสตร์ฯเพื่อมีอำนาจเหนือรัฐบาลและเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อตัดสินใจแทนแม้ในยามวิกฤติ

สิ่งที่ดีที่สุดในระบอบประชาธิปไตยที่อารยะประเทศทั่วโลกล้วนยอมรับ คือความเชื่อมั่นในประชาชนและใช้การคืนอำนาจการตัดสินใจกลับไปให้ประชาชนเป็นทางออกของประเทศ

ดังนั้นภาระของผู้มีอำนาจ จึงควรเร่งผลักดันการสร้างกติกาที่ยุติธรรม ป้องกันการทุจริตและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เพื่อให้สภาวะปกติ กลับคืนสู่สังคมไทยโดยเร็ว ให้ประชาชนได้ใช้สิทธิของเขา เลือกตัวแทนและนโยบายตามเจตจำนงตนให้กลับมาแก้ปัญหา ตามที่เขาต้องการ

การคืนสิทธิในการตัดสินใจ คือศักดิ์ศรีของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

3) ความสงบสุขและเจริญรุ่งเรือง คือความปรารถนาร่วมกันของคนทั้งประเทศ
"บ้านเมืองจะสงบสุข จำเป็นต้องมีกติกาที่เป็นธรรม"..สังคมไทยเรามีบทเรียนในอดีตหลายครั้ง จากความขัดแย้งในกรอบกติกาที่ไม่เป็นธรรม และปัญหาที่ไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน

ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงต้องสร้างโอกาสในการเข้าถึงความเท่าเทียมและกำหนดบทบาทของรัฐ ในการอำนวยความยุติธรรมทุกด้าน ให้เกิดขึ้นกับทุกคนเพื่อดำรงรักษาไว้ซึ่งความสุขและความปรองดองภายในสังคม

4) ประเทศเราได้รับผลกระทบ เกิดความเสียหายมามากพอแล้ว จึงขอให้ทุกท่านที่เกี่ยวข้อง ได้โปรดลำดับความสำคัญ เร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น ให้ความเสมอภาค ความยุติธรรมอย่างทั่วถึง ผลักดันให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

ดังนั้นการที่เรายิ่งยืดเวลาให้ทอดยาวออกไป ไม่น่าจะเป็นผลดีนัก โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้องที่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ปัญหาในขณะนี้ รังแต่จะสร้างความเสียหายและความเดือดร้อนซ้ำเติมยิ่งขึ้นค่ะ

ด้วยความห่วงใยอย่างที่สุดค่ะ

"พานทองแท้" แนะรัฐพิสูจน์ "ความยุติธรรม-2มาตรฐาน" เผย "พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ" ไม่ยึดติด ยศตำแหน่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความล่าสุด โดยมีเนื้อหาดังนี้


"จะถอดยศ ถอดกางเกงอะไร ก็ทำไปเถอะตามสบาย"
เป็นพาดหัวของสื่อออนไลน์หลายสำนัก ในวันนี้ครับ..!!

การถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณฯ ถึงแม้คุณพ่อผมจะไม่ให้ความสำคัญ กับเรื่องนี้เลย เพราะมองว่ายศฐาบรรดาศักดิ์เป็นของนอกกาย และคนเคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 2สมัย คงไม่มีใครมานั่งอาลัยอาวรณ์กับยศของทางราชการ ที่ติดตัวมาในอดีต ตั้งแต่ 30ปีที่แล้ว

แต่....สิ่งที่น่าสงสัยก็คือ เจ้าตัวที่จะโดนถอดยังไม่สนใจเลย แต่ทำไมรัฐบาลนี้จึงให้ความสำคัญกับการถอดยศของอดีตนายกฯ มากกว่าปัญหาปากท้องของประชาชนยิ่งนัก

ให้ความสำคัญถึงขั้นที่ นายกฯต้องมอบให้รัฐมนตรียุติธรรม เป็นประธานการประชุมด้วยตนเอง และสรุปผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการได้ ภายในการประชุมแค่ครั้งเดียว..!!

และรัฐบาลนี้จะให้ความสำคัญ กับเรื่องความผิดในลักษณะเดียวกัน ของอดีตนายกฯ ที่ถูกมองว่าเป็นทหารเหมือนกัน หรือของอดีตนายกฯที่สนับสนุนพรรคพวกตน ให้ออกมาเป่านกหวีดป่วนเมือง จนผู้นำรัฐบาลนี้ สามารถใช้เป็นเหตุในการปฏิวัติ ยึดอำนาจการปกครอง ไปเป็นของตนเอง ด้วยมาตรฐานเดียวกัน..หรือไม่..??

เช่นในวันนี้ ถ้าเกิดมีคนสงสัยแล้วถามว่า เรื่องร้อยตรีอภิสิทธิ์ฯ อดีตนายกฯที่ถูกกล่าวหาว่าหนีทหาร และถูกล่าวหาว่าใช้เอกสารเท็จ เข้ารับราชการทหาร จนโดนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาเรื่องถอดยศจนเสร็จสิ้น ท่านจะมอบให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เรียกประชุมเพื่อเร่งรัดกระบวนการ แบบที่ทำนี้บ้างหรือไม่..??

และอีกกรณีหนึ่ง ในเมื่อการจะถอดยศครั้งนี้ เกี่ยวเนื่องกับกรณีที่ดินรัชดา ที่คุณพ่อผมผิดฐานเซ็นชื่อ ยินยอมให้ภรรยาไปประมูลที่ดิน แต่กลับต้องติดคุก 2ปี จึงเป็นเหตุให้ต้องดำเนินการถอดยศ
ถ้ามีคนถามต่อถึง กรณีที่มีการเปรียบเทียบกันมาโดยตลอดว่า การบุกรุกเขายายเที่ยงของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกฯอีกคนหนึ่ง ที่น่าจะสร้างความเสียหายมากกว่าการไปประมูลซื้อที่ดินรัชดา ซึ่งเป็นการขาดทอดตลาดอย่างถูกกฏหมาย เนื่องจากการบุกรุกป่าสงวน-ต้นน้ำลำธารนั้น จะส่งผลต่อลมฟ้าอากาศทำให้ น้ำท่วม-น้ำแล้ง ชาวบ้านเดือดร้อนกันถ้วนหน้า สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติมากกว่ากันหลายเท่า

ในเมื่อได้ข้อสรุปว่า การสร้างเป็นบ้านพักตากอากาศ บนป่าสงวนแห่งชาติ (ลุ่มน้ำชั้น1A ป่าต้นน้ำลำธาร ที่ต้องอนุรักษ์ขั้นสูงสุด) ของ พล.อ.สุรยุทธฯ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฏหมาย จนกรมป่าไม้ มีคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกให้หมด ท่านจะมอบให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รีบดำเนินการเรียกประชุมด่วน เพื่อพิจารณาถอดยศ แบบที่ทำกับคุณพ่อผมบ้างหรือไม่..??

อดีตนายกฯฝั่งหนึ่ง โดนพิจารณาเอาผิด สอยลงจากตำแหน่ง มาแล้วถึง 4คน ข้อหาหน่อมแน้มถึงขั้น ทำกับข้าวออกทีวีก็ถูกปลดจากนายก ขณะที่นายกฯอีกฝั่ง ทำอะไรก็ไม่มีความผิด แบบนี้การปรองดองของคนในชาติ จะสำเร็จได้อย่างไร..??

"การปรองดองจะเกิดขึ้นได้ ความยุติธรรมจะต้องมาก่อน" 

เป็นสัจธรรมซึ่งผมได้พูดอยู่เสมอมา ซึ่งก็หมายความว่า การกระทำประเภท 2มาตรฐาน ไม่ควรจะมีหลงเหลืออยู่ในสังคมไทย

รัฐบาลนี้จะจริงใจ ในการแก้ปัญหาหมักหมมของประเทศชาติ จะสร้างความปรองดองได้สำเร็จจริงหรือไม่ พิสูจน์แค่เรื่อง 2มาตรฐานก็พอครับ

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558

"ภูมิธรรม" สอน "บวรศักดิ์" อย่าโยนเผือกร้อนให้นายกฯ ตัดสินใจคนเดียว


#TV24 นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ขอฝากไปยัง นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ ที่นำทีมร่างรัฐธรรมนูญออกมาจนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ให้มีความกล้าหาญมากกว่านี้ อย่าไปโยนเผือกร้อนให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจในหลายๆ เรื่อง หลายประเด็น ในเมื่อกล้าเขียนรัฐธรรมนูญแบบนี้ แบบไม่มีที่ไหนในโลกเขาทำกัน ก็ต้องกล้าให้สุด เช่น เรื่องคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ จะเอาอย่างไรก็เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญไปเลย อย่าไปโยนให้นายกฯ ตัดสินใจ เดี๋ยวนายกฯ ก็จะถูกครหาว่าทำเพื่อตัวเอง ตนเห็นว่าถึงวันนี้ทุกอย่างยังคลุมเครือ รัฐธรรมนูญจะเอาอย่างไร ประชามติจะถามอย่างไร ดูเหมือนว่าจะต้องถามไปยัง คสช. ครม. ทั้งหมด จึงอยากให้นายบวรศักดิ์กล้าทำ กล้าตัดสินใจไปเลย ทำดีก็จะได้รับการเชิดชูเป็นเกียรติยศยิ่งใหญ่ แต่ถ้าทำไม่ดีก็จะได้เป็นตราบาปติดตัวไป หากไม่มั่นใจแนะนำให้เปิดเวทีพูดคุยถกเถียงกันก่อนที่จะไปถามประชาชน ตนพร้อมให้ความร่วมมือ และเชื่อว่าและพรรคเพื่อไทยก็พร้อมเช่นเดียวกัน

"จาตุรนต์" ติงร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นประชาธิปไตย


(16 สิงหาคม 2558) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Chaturon Chaisang โดยมีเนื้อหาดังนี้


ร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองตามข้อเสนอของนายบวรศักดิ์นั้น ได้กลายบทสรุปรวบยอดของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปแล้วว่า บ้านเมืองจะตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการต่อเนื่องไปอีก 5-10 ปีเป็นอย่างน้อย

เมื่อดูจากเนื้อหาทั้งหมด รวมทั้งเรื่องคณะกรรมการนี้แล้ว สิ่งที่ควรจะแก้เพื่อให้เนื้อหาทั้งฉบับสอดคล้องต้องกันมีเพียง 2 ข้อ คือ 1. ควรเขียนเสียใหม่ว่า"อำนาจอธิปไตยไม่เป็นของประชาชน" และ 2. ไม่ควรใช้คำว่า"รัฐธรรมนูญ" เพราะร่างนี้กำหนดให้กลุ่มบุคคลอยู่เหนือกฎหมายและมีอำนาจเหนือบุคคลหรือองค์กรอื่นทั้งปวงจึงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น "รัฐธรรมนูญ"

การกำหนดให้กลุ่มบุคคลมีอำนาจเหนืออำนาจอธิปไตยทั้งสามนั้น ไม่ว่ากลุ่มบุคคลนั้นจะมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ และไม่ว่าภายใต้สถานการณ์ที่รัฐบาลไม่มีเถียรภาพหรือเกิดวิกฤตร้ายแรงเพียงใดก็ไม่มีความชอบธรรม เพราะเป็นการทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจและการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างสิ้นเชิง ไม่รู้ว่าเอาประชาชนไปไว้ที่ไหน ระบบเผด็จการเช่นนี้มีแต่จะสร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ

ฟังจากการชี้แจงของผู้เกี่ยวข้องแล้ว อาจมองได้ในเบื้องต้นว่า นี่เป็นการออกแบบระบบที่ผู้นำกองทัพไม่จำเป็นต้องทำรัฐประหารให้เหนื่อยแรงอีกต่อไป เพราะสามารถร่วมกับผู้ที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญยึดอำนาจจากรัฐบาลได้โดยง่าย แต่ยิ่งฟังการชี้แจงมากขึ้นก็จะพบว่า น่าจะเป็นการออกแบบระบบเพื่อการสืบทอดอำนาจของคสช.ที่ต้องการใช้ในทันทีเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้โดยไม่ต้องรอให้เกิดวิกฤตเสียมากกว่า ทั้งนี้ดูได้จากแนวความคิดให้มีรัฐบาลปรองดองก็ดีหรือการปฏิรูปต่อเนื่องไปอีก 10 - 20 ปีก็ดี ล้วนมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้การมีคณะกรรการนี้ยังสอดคล้องกับการเปิดทางให้มีนายกฯคนนอกซึ่งก็สามารถนำมาใช้ได้ตั้งแต่ต้นเลยเช่นกัน

ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า การร่างรัฐธรรมนูญให้เลวร้ายขนาดนี้อาจเป็นแผนการเพื่อให้ สปช.คว่ำร่างเพื่อต่ออายุ คสช.ให้ยาวออกไปนั้นก็เป็นข้อสังเกตที่มีเหตุผลอยู่ เพราะสอดคล้องกับการแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ปูทางไว้ให้แล้ว แต่มองอีกแง่หนึ่งการร่างเช่นนี้ก็ไปสอดคล้องกับแนวความคิดของนายบวรศักดิ์กับพวกที่เสนอไว้ในตอนต้นๆของการยกร่างที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความมาตรา 7 เพื่อให้เปลี่ยนรัฐบาลและกฎกติกาได้โดยไม่ต้องมีการรัฐประหาร ดังนั้นการมาเสนอในขั้นนี้อย่างไม่อ้อมค้อมในอีกรูปแบบหนึ่งอาจจะเป็นความตั้งใจให้เกิดผลจริงๆเลยก็ได้เช่นกัน

ร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างกันมาเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่งและจะทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติในทุกด้าน การเพิ่มเรื่องคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองขึ้นมายิ่งจะทำความเสียหายหนักยิ่งขึ้น ผู้ที่จะได้ประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่องก็เห็นจะมีแต่คสช.กับผู้สนับสนุนเท่านั้น เพราะถ้าสปช.คว่ำร่างก็เท่ากับการต่ออายุ แต่ถ้าร่างนี้ใช้บังคับได้จริงก็เท่ากับจะสืบทอดอำนาจไปได้อีกนาน

ร่างรัฐธรรมนูญนี้ สุดท้ายแล้วจึงเลวร้ายกว่าที่หลายๆคนเคยคาดคิด ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ที่เขาร่างกันไว้ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้แล้ว จะไม่มีทางแก้ไขได้อีกเลย

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เพื่อไทย วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญ มีการสืบทอดอำนาจรัฐประหารและองค์กรที่มาจากคณะรัฐประหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซท์พรรคเพื่อไทย เผยแพร่  "คำแถลง เพื่อไทย วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญ" โดยมีเนื้อหาดังนี้

ตามที่คณะทำงานติดตามการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคเพื่อไทยได้เคยเสนอแนะและให้ความเห็นไว้ว่า รัฐธรรมนูญที่ดีนั้นต้องยึดหลักการสำคัญที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ต้องเชื่อถือและไว้วางใจประชาชน และได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการได้เสนอในประเด็นต่างๆ ที่ไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยไปแล้วนั้น

จากการติดตามการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนที่จะนำไปสู่การลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบก็จะนำไปสู่การทำประชามติในลำดับต่อไปนั้น เห็นว่า แม้คณะกรรมาธิการจะได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปตามความคิดเห็นและคำขอแก้ไขจากฝ่ายต่างๆ ในบางประเด็น แต่บทบัญญัติที่เป็นสาระสำคัญในหลายส่วนมิได้มีการปรับเปลี่ยนแก้ไขและยังคงขัดแย้งต่อหลักการประชาธิปไตยจนเป็นที่เห็นประจักษ์ว่า ความปรารถนาของประชาชนที่จะให้มีรัฐธรรมนูญที่ดี มีความเป็นประชาธิปไตยที่เป็นสากล ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ นิติธรรม สร้างดุลยภาพที่เหมาะสมของทุกองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตย รวมถึงการเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์และผลักดันการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมนั้น คงไม่อาจเกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1.   ร่างรัฐธรรมนูญนี้ปูทางการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร เป็นประชาธิปไตยจอมปลอม เสียงประชาชนไม่มีความหมาย ดังนี้

1.1   การกำหนดให้บุคคลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ แม้คณะกรรมาธิการจะอ้างว่าใช้ในกรณีจำเป็น แต่เมื่อพิจารณาจากเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการและประธานกรรมาธิการที่ได้แสดงผ่านทางสื่อหลายต่อหลายครั้ง  และบทบัญญัติต่างๆ ของร่างรัฐธรรมนูญ  ที่นำไปสู่รัฐบาลผสมที่อ่อนแอ บริหารงานเพื่อประชาชนไม่ได้ มีระบบเลือกตั้งที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ฯลฯ ประกอบกับบทบัญญัติอื่นๆ ทั้งหมดก็เพื่อเปิดช่องให้บุคคลที่มิได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เป็นการเปิดช่องให้มีการสืบทอดอำนาจ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต ทั้งๆ ที่พัฒนาการทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้ตกผลึกผ่านรัฐธรรมนูญหลายฉบับมามากกว่า 20 ปีแล้วว่า คนส่วนใหญ่ของประเทศปรารถนาให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามหลักการประชาธิปไตยและเจตจำนงของประชาชน

1.2    การกำหนดให้ ส.ว.มีจำนวน 200 คน แต่มาจากการเลือกตั้งเพียงจังหวัดละ 1 คน ที่เหลือมาจากการสรรหาจำนวนรวมถึง 123 คน มากกว่า ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งถึงเกือบสองเท่า ทั้งยังมีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ  มีอำนาจอนุมัติกฎหมาย ฯลฯ เป็นการไม่ให้ความสำคัญกับการที่กำหนดให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน  การกล่าวว่า ส.ว.ส่วนใหญ่ควรมาจากการสรรหา เพื่อให้เกิดความหลากหลายก็เป็นเพียงข้ออ้าง เพื่อวางกลไกการสืบทอดอำนาจอีกเช่นกัน  เพราะเมื่อพิจารณาจาก ส.ว.ที่ได้รับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 แล้ว ก็มีความหลากหลายไม่น้อยไปกว่า ส.ว.ที่มาจากการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ 2550 ตรงกันข้ามระบบสรรหาของประเทศไทยนอกจากเป็นแนวคิดที่ปฏิเสธอำนาจของประชาชนแล้ว ยังล้มเหลวโดยสิ้นเชิง หลายครั้งได้บุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้ากับตำแหน่ง หรือได้บุคคลที่มีแนวคิดสวนทางกับแนวทางประชาธิปไตย ดังจะเห็นได้จากการสรรหาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในขณะนี้ หรือการสรรหาบุคคลที่ขาดคุณสมบัติเข้าไปเป็น ส.ว.ในอดีตจนถูกศาลวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง

นอกจากนั้น จากการแถลงของกรรมาธิการเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา ว่า สำหรับ ส.ว. ประเภทสรรหาในระยะเริ่มแรกนั้น จะกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล ให้คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันเป็นผู้สรรหา และให้มีวาระ 3 ปี นั้น ยิ่งเห็นได้ชัดเจนถึงเจตนาที่จะสืบทอดอำนาจ แต่งตั้งพวกของตนเป็น ส.ว. โดยให้ ส.ว. สรรหาเป็นกลไกในการควบคุมตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นกลไกในการแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรที่จะใช้ควบคุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน นับได้ว่ายิ่งร่างก็ยิ่งเห็นธาตุแท้ของคณะบุคคลเหล่านี้ ที่มีแนวคิดในการปฏิเสธอำนาจของประชาชนมาโดยตลอด

1.3  การกำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติที่สามารถใช้อำนาจในทางนิติบัญญัติและในทางบริหารสั่งการเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศต่างๆ ในยามวิกฤตได้  เห็นได้ว่าเป็นการนำองค์กรที่ไม่ได้มีความเชื่อมโยงใดๆ กับประชาชน มาควบคุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน  เหมือนเป็นการยึดอำนาจจากประชาชนโดยวิธีการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ  สะท้อนให้เห็นแนวคิดที่ไม่เชื่อมั่นในกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งมีกลไกแก้ไขปัญหาของชาติตามระบบและครรลองอยู่แล้ว  เช่นหากเกิดปัญหาที่ทำให้รัฐบาลไม่อาจบริหารราชการแผ่นดินได้  ก็อาจมีการยุบสภาให้ประชาชนตัดสิน หรือนายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งเพื่อเปิดโอกาสให้มีรัฐบาลใหม่  ที่ผ่านมาหลายต่อหลายครั้งก็ดำเนินการมาเช่นนี้  เพียงแต่เมื่อครั้งที่ผ่านมามีกลุ่มบุคคลที่เจตนาจะให้บ้านเมืองเกิดวิกฤตที่ควบคุมไม่ได้ จงใจให้นำไปสู่การรัฐประหาร  โดยคบคิดร่วมกระทำกันอย่างเป็นกระบวนการ  ความจริงผู้ร่างรัฐธรรมนูญควรจะหามาตรการและกำหนดบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเพื่อหาทางป้องกันและระงับยับยั้งการกระทำเหล่านั้นมากกว่า  แทนที่จะมาสร้างองค์กรเสมือนเป็นซูเปอร์บอร์ด มีอำนาจเหนือรัฐบาล ทำลายหลักกฎหมาย ทำลายหลักการประชาธิปไตยและทำลายความชอบธรรมของระบบการเมืองในระบอบประชาธิปไตย

1.4  การกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และองค์กรต่าง ๆ ที่ถูกตั้งไว้ในช่วงการรัฐประหาร  และภายหลังการเลือกตั้ง เป็นกลไกที่มีอำนาจเหนือฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ  การวางกลไกเช่นนี้ เป็นการตอกย้ำและเสริมสร้างระบบขัดขวางการทำงานของรัฐบาลและสภาที่สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งในแง่ที่มาและอำนาจหน้าที่ เพื่อมุ่งหมายให้รัฐบาลและสภาอ่อนแอไม่สามารถทำงานเพื่อประชาชนตามนโยบายที่หาเสียงได้ และเพื่อบีบให้พรรคการเมืองส่วนหนึ่งต้องไปศิโรราบสนับสนุนให้บุคคลที่มิได้มาจากการเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาล

2.  การจำกัดสิทธิของผู้เคยถูกตัดสิทธิทางการเมือง หรือเคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งมาแล้วในการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ทั้งๆที่ผู้ที่เคยถูกถอดถอนหรือถูกตัดสิทธิทางการเมือง ในอดีตเกือบทั้งหมดไม่มีโอกาสในการต่อสู้คดีและถูกลงโทษย้อนหลัง จึงเป็นการลงโทษซ้ำในความผิดที่เขาไม่ได้กระทำ และไม่มีการดำเนินกระบวนการพิจารณาตามหลักนิติธรรมแต่อย่างใด ประเด็นถ้อยคำที่ไม่ชัดเจนคลุมเครือนี้ คณะกรรมาธิการได้แถลงว่าจะชี้แจงไว้ในบันทึกเจตนารมณ์ว่ามิได้มุ่งหมายถึงบุคคลที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในอดีต แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีสำหรับสังคมไทยว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความบทบัญญัติลายลักษณ์อักษรที่ชัดแจ้งให้แตกต่างไปจากที่บัญญัติได้ เช่น กรณีตีความบทบัญญัติมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ 2550 จนทำให้ศาลรัฐธรรมนูญได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าตีความเกินรัฐธรรมนูญและเป็นผู้บัญญัติรัฐธรรมนูญเสียเอง ทำให้ประชาชนเกิดความแคลงใจในมาตรฐานและความเป็นกลาง นอกจากนั้นการห้ามผู้ที่เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง มิให้สมัครรับเลือกตั้งได้ตลอดไปนั้น เป็นการตัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลในทางการเมืองอย่างรุนแรงเกินกว่าเหตุ จึงไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นไม่ควรจะหมายรวมถึงผู้ที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญโดยกระบวนการที่ไม่ปกติที่ผ่านมา มิฉะนั้นบทบัญญัติดังกล่าวก็มีขึ้นเพียงเพื่อสกัดกั้นบุคคลจากพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใดเป็นการเฉพาะนั่นเอง

คณะทำงานพรรคเพื่อไทยขอสรุปว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่เคารพและไม่เชื่อมั่นในวิจารณญาณของประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย นำไปสู่รัฐบาลผสมที่อ่อนแอ วางกลไกการบริหารจัดการประเทศที่รังแต่นำไปสู่ความล้มเหลวและความขัดแย้ง ขาดความน่าเชื่อถือในเวทีการเจรจาระหว่างประเทศ เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของต่างประเทศ เพราะไม่มีนักลงทุนใดกล้าลงทุนในประเทศที่รัฐบาลอ่อนแอ ไม่มีความต่อเนื่องของนโยบาย นอกจากนี้ ร่างรัฐธรรมนูญนี้สร้างเงื่อนไขอันจะนำไปสู่ความขัดแย้งขึ้นใหม่ มุ่งสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารและกลุ่มที่สนับสนุน  มิได้มีกรอบของการปฏิรูปที่ชัดเจน ครอบคลุมทุกด้านทุกองค์กร เป็นรัฐธรรมนูญที่ต้องการที่จะหยุดประชาธิปไตย ไม่ต้องการให้ประชาธิปไตยเป็นกลไกในการแก้ปัญหาของประเทศ อันจะทำให้ประชาชนอ่อนแอ ขาดสิทธิและโอกาส และประเทศไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พรรคเพื่อไทย
สิงหาคม 2558