วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560

"ชยิกา" แนะรัฐคืนประชาธิปไตย


คุณแซนด์-ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

“จากการที่รัฐบาลดูเหมือนจะดีใจกับตัวเลข จีดีพีไตรมาส 3 ปี 2560 ที่เพิ่มขึ้น และยังพอใจที่จะคาดการณ์ว่า จีดีพีในปี 2561 จะเติบโตมากขึ้นอีกด้วย โดยมีปัจจัยสำคัญคือการที่ประเทศไทยได้รับอานิสงค์จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวขึ้น ส่งผลให้การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นนั้น ในข้อเท็จจริง รัฐบาลไม่ควรยึดติดเพียงกับตัวเลขเศรษฐกิจรวมเท่านั้น  แต่ควรพิจารณาข้อเท็จจริงในทุกมิติ เพราะรัฐบาลมีภารกิจต่อทุกข์สุขของประชาชนในทุกภาคส่วน และทุกระดับ  โดยข้อมูลตัวเลขจีดีพีรวมที่นายกรัฐมนตรีแสดงความชื่นชมว่า ยกระดับสูงขึ้นนั้น กลับสวนทางกับสภาพความเป็นจริงในความรับรู้ของประชาชนทั่วไปที่เงินในกระเป๋าไม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประชาชนส่วนใหญ่ที่อยู่ในระดับรากหญ้าที่กำลังอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากยิ่งขึ้น”

“จีดีพีรวมหรือรายได้ประชาชาติที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นรายได้ที่กระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และขนาดกลางบางรายเท่านั้น ซึ่งได้รับอานิสงค์ จากการขยายตัวของฟันเฟืองเศรษฐกิจเพียงมิติเดียวคือการส่งออก ที่เป็นสัดส่วน ในการคำนวณ จีดีพีมากถึง 70% จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า ขณะที่ตัวเลขส่งออกเป็นบวกมากกว่า 10% แต่กลับดึงจีดีพีให้ขยายตัวได้เพียง 3.5% เท่านั้น และยังคงเป็นตัวเลขที่รั้งท้าย ด้วยจีดีพีที่ “ต่ำสุด” ในกลุ่มประเทศอาเซียนอีกด้วย นั่นหมายความว่าเฟืองเศรษฐกิจตัวอื่นๆ ที่มีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนที่คิดเป็นสัดส่วนอีกประมาณ 30% กำลังขยายตัวต่ำอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่มีการรัฐประหารมา ดังจะเห็นได้จากปัจจัยการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ ในช่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีตัวเลขที่สูงกว่า 6.7% ในปี 2555 แต่หลังการรัฐประหาร 2557 เป็นต้นมา ประชาชนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย และธุรกิจเอกชนไม่กล้าลงทุนเพื่อขยายกิจการ จนมีปัญหาการว่างงานกลายเป็นภาวะขาดกำลังซื้อที่เป็นงูกินหาง ดังจะเห็นได้จากรายงานของสภาพัฒน์ฯ ที่ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชน ตกต่ำอยู่เพียงประมาณ 3% ในปี 2560”

“ในขณะเดียวกัน ตัวเลขจากรายงานสภาพัฒน์ฯ ยังบ่งชี้อีกว่าการลงทุนภาคเอกชนที่เคยสูงถึง 14.4% ในปี 2555 หรือช่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ในช่วงรัฐบาลทหารมีนโยบายมุ่งเน้นใช้จ่ายมากไปกับความมั่นคง แต่ดูจะให้ความสำคัญน้อยมากกับราคาสินค้าเกษตรที่เป็นแหล่งรายได้สำคัญของเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ กลับทำให้ภาคเอกชนขาดความเชื่อมั่นและไม่กล้าลงทุนเพิ่มต่อเนื่องหลายปี จนต้องตกอยู่ในภาวะติดลบ และแม้จะกลับมาเป็นบวกก็อยู่ในระดับเพียง 2.9% ในปี 2560 ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเคยมีศักยภาพและเหมาะสมแก่การลงทุนเป็นอย่างมาก ข้อบ่งชี้อีกประการคือ การที่ตัวเลขเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ จากธนาคารแห่งประเทศไทย ในปี 2560 ที่เพิ่มสูงมากกว่าสองแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลและภาคเอกชนไม่มีการนำเข้าที่เป็นการลงทุนเครื่องมือทันสมัยจากต่างประเทศ และยังคงน่าเป็นห่วงยิ่งขึ้น หากไม่มีแผนการลงทุนที่ชัดเจนเพื่อสร้างอนาคตให้ประเทศในระยะยาว จึงดูเหมือนจะเหลือเพียงเฟืองเศรษฐกิจตัวสุดท้ายที่ต้องทำงานเพื่อพยุงจีดีพี คือการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ แต่ก็กลับปรากฏว่าส่วนใหญ่เป็นการลงทุนที่ไม่ก่อให้เกิดการจ้างงาน และไม่เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ ข้อสังเกตทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นจึงสะท้อนให้เห็นว่า เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่กับภาคส่งออก และกลุ่มทุนขนาดใหญ่และขนาดกลางเพียงจำนวนหนึ่งดังที่กล่าวแล้ว ซึ่งคิดเป็นประชากรเพียงประมาณ 2 ล้านคนจากจำนวนกว่า 60 ล้านคนเท่านั้น การใช้จ่ายของภาครัฐจึงไม่ได้หมุนเวียนไปถึงมือประชาชนรากหญ้าของประเทศแต่อย่างใด ดังปรากฏให้เห็นในรายงานขององค์การอ็อกซ์แฟม (OXFAM) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับปัญหาความยากจนที่ระบุถึงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยในปี 2559 ว่าปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนรุนแรงมาก เป็นอันดับ 3 (จากเดิมที่เคยอยู่ใน อันดับ 11) ต่อจากประเทศรัสเซีย และอินเดีย เท่านั้น”

“องค์การอ๊อกซ์แฟมยังระบุอีกว่าในหลายปีที่ผ่านมา คนเพียง 1% เป็นเจ้าของความมั่งคั่งมากกว่าคนไทยที่เหลือทั้งประเทศรวมกัน อีกทั้งตัวเลขทะเบียนคนจนของรัฐบาลเองก็ยังเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า คนจนมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จาก 4.8 ล้านคนในปี 2558 เป็น 11.67 ล้านคนในปี 2560 จึงขอเสนอให้รัฐบาลอย่ามองแค่เพียงตัวเลขจีดีพีรวม ที่ขยายตัวเพียงมิติเดียว แต่ขอให้พิจารณาให้ครบทุกด้านว่า ความเชื่อมั่นของภาคเอกชน และกำลังซื้อของประชาชนตกต่ำอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ไทยประสบภาวะรวยกระจุกจนกระจาย คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่มีเงินในกระเป๋าและกำลังมีหนี้สินล้นพ้นตัวสามารถลุกลามสร้างปัญหาให้กับความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจ และสังคมโดยรวมได้ หากอยู่ในภาวะปกติ รัฐบาลอาจเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบในรูปแบบที่สามารถทำให้เกิดการหมุนเวียนหลายรอบก่อนจะเคลื่อนไปสู่ภาคธุรกิจรายกลางและรายใหญ่ ซึ่งย่อมจะทำให้เกิดการกระจายรายได้ให้ประชาชนสามารถจับจ่ายใช้สอยได้ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจเอกชนทั้งในประเทศ และจากนานาประเทศให้ขยายการลงทุน และสามารถส่งผลดีเป็นทวีคูณกับการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง แต่ในภาวะที่ประเทศไม่อยู่ในภาวะประชาธิปไตยอันเป็นปกติ ความมั่นใจ ทั้งในการอุปโภคบริโภค และการลงทุนจากภาคเอกชนย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยง่าย รัฐบาลจึงควรมีความชัดเจนกับการคืนประชาธิปไตยให้ประชาชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น หยุดถ่วงเวลา ฉุดรั้งการเติบโตของประเทศเพื่อให้ไทยได้เดินหน้าอย่างเต็มศักยภาพอย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การกินดีอยู่ดี มีคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญ”

ทีมทนายพานทองแท้ ยื่นเอกสารคดีกรุงไทย-สั่ง DSI แจงภาพหลุดกล้องวงจรปิด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00น. ที่ผ่านมา ทนายชุมสาย ศรียาภัย ในฐานะทนายความส่วนตัวของนายพานทองแท้ ชินวัตร เดินทางมายื่นหนังสือต่อ นายบัณฑิต สังขนันท์ ผู้อำนวยการส่วนรับเรื่องร้องทุกข์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แจ้งวัฒนะ โดยระบุดังนี้

เรียนสื่อมวลชน ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สอบสวนคดีพิเศษที่ 25/2560 กรณีนายพานทองแท้ ชินวัตร รับเงินจากนายวิชัย กฤษดาธานนท์ ผู้กระทำความผิดมูลฐานในความผิดฐานทุจริตปล่อยสินเชื่อของผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ อม.55/2558 และสำนักงาน ปปง. ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษนายพานทองแท้และผู้เกี่ยวข้องต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ต่อมาพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้แจ้งข้อกล่าวหานายพานทองแท้ ในความผิดฐานฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน โดยนายพานทองแท้ ได้เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560 และได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาแล้วนั้น ตามกำหนดในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา นายพานทองแท้จะต้องยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหาภายใน 60 วัน (โดยจะครบกำหนดในวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560) ในวันนี้ (14 ธันวาคม พ.ศ. 2560) นายพานทองแท้ ได้มอบหมายให้ทนายความเข้ายื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหาแล้ว


นายพานทองแท้ มิได้เป็นผู้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา โดยคำชี้แจงดังกล่าวได้ระบุถึงพฤติการณ์เรื่องราวที่แสดงเจตนาสุจริตในการรับเงิน และกระบวนการสอบสวนอันไม่เป็นธรรมต่อตนเอง กล่าวคือ
 
(1) การสอบสวนคดีนี้อาจเป็นการดำเนินกระบวนการสอบสวนซ้ำ เนื่องจาก พฤติการณ์ที่นายพานทองแท้รับเงิน ในปี พ.ศ. 2546-2547 ที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษกล่าวหานี้ เคยถูกไต่สวนแล้ว โดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในฐานะที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน  เมื่อปี พ.ศ. 2551  และผลการไต่สวนปรากฏว่า ไม่มีมติให้แจ้งข้อหาฟอกเงินกับนายพานทองแท้ ต่อมา คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในคดีพิเศษที่ 36/2550 สอบสวนผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ในความผิดฐานฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย ซึ่งผลการสอบสวนคดีพิเศษที่ 36/2550 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษชุดดังกล่าว มีความเห็นว่า ไม่มีพยานหลักฐานพอฟังได้ว่านายพานทองแท้และผู้เกี่ยวข้องมีเจตนากระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือสมคบกันฟอกเงิน จึงไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหานายพานทองแท้ และผู้เกี่ยวข้องในความผิดฐานฟอกเงินในคดีพิเศษที่ 36/2550 และจากการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนในคดีพิเศษที่ 36/2550 นี้เอง ที่มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีการแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 36/2550 โดยปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนว่ามีหนังสือร้องทุกข์ถึงประธานคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ของอดีตหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 36/2550 ว่า มีการพูดขอให้แจ้งข้อกล่าวหาฟอกเงินกับนายพานทองแท้ ทั้งที่พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหาได้ จนกระทั่งในที่สุด ปี พ.ศ.2560 กรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับสำนักงาน ปปง. ก็ได้แยกเป็นคดีที่ 25/2560 และกล่าวโทษนายพานทองแท้ กับผู้เกี่ยวข้องในข้อหาฟอกเงิน โดยอาศัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเดิมซึ่งได้เคยสอบสวนมาแล้วในชั้น คตส. และคดีพิเศษที่ 36/2550 การสอบสวนในคดีพิเศษที่ 25/2560 นี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนการสอบสวนซ้ำ

(2) การดำเนินการสอบสวนและร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีนี้ อาจเป็นการเลือกปฏิบัติ  เนื่องจาก ยังพบว่า มีบุคคลอื่นที่มีพฤติการณ์การรับเงินที่ดีเอสไออ้างว่าเงินดังกล่าวมาจากเงินที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อคดีกรุงไทยอีกหลายรายในทอดเดียวกัน แต่ดีเอสไอหรือสำนักงาน ปปง. ก็มิได้ดำเนินการตรวจสอบหรือสอบสวนอย่างเท่าเทียมกันกับกรณีของนายพานทองแท้ ทั้งที่มีบุคคลหลายราย ซึ่งมีพฤติการณ์รับเงินในลักษณะเดียวกันและในช่วงระยะเวลาเดียวกันกับนายพานทองแท้ แต่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาบุคคลเหล่านั้น

(3) ในคำให้การชี้แจงข้อกล่าวหา นายพานทองแท้ ได้ชี้แจงถึงข้อเท็จจริง พยานเอกสาร และพยานบุคคล เพื่อแสดงเจตนาอันสุจริตเกี่ยวกับกรณีการรับเงินอันเป็นประเด็นข้อกล่าวหาว่า มีเหตุมาจากการลงทุนทางธุรกิจ แต่พอใช้ระยะเวลาศึกษาธุรกิจที่จะลงทุน ทราบว่ามีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ไม่มีความคืบหน้า จึงได้คืนเงินเต็มจำนวน โดยนายพานทองแท้ ไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากเงินดังกล่าว  ซึ่งขัดแย้งกับมูลเหตุจูงใจในการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน


นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา ปรากฏข่าวจากสื่อมวลชนว่า แหล่งข่าวของ ดีเอสไอ ได้เปิดเผยว่า ได้รับการประสานงานอย่างไม่เป็นทางการจากทีมทนายความของนายพานทองแท้ ว่าจะขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีก 60 วัน นั้น ทีมทนายความของนายพานทองแท้ ขอเรียนชี้แจงและยืนยันว่า เนื้อหาของข่าวดังกล่าว ไม่เป็นความจริง โดย นายพานทองแท้ ไม่มีการประสานขอขยายเวลาการยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหาแต่อย่างใด ทั้งนี้ แม้ว่าเรื่องดังกล่าวจะเกิดขึ้นมากว่าสิบปีแล้ว แต่นายพานทองแท้ ยังคงยืนยันข้อเท็จจริงต่างๆ ตามที่เคยได้ให้การมาแล้วในการไต่สวนชั้น คตส. และในการสอบสวนคดีพิเศษที่  36/2550 โดยได้ตรวจสอบและรวบรวมพยานเอกสารและบุคคล เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างเต็มที่ ภายในเวลาที่กำหนด เพื่อต้องการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ใช้เวลาที่มีอยู่พิจารณาคำชี้แจงฯ และพยานหลักฐานที่ได้นำเสนออย่างละเอียดถี่ถ้วน เป็นธรรมและไม่เร่งรัด เนื่องจากในคำชี้แจงฯ ของนายพานทองแท้ ได้อ้างถึงพยานบุคคลจำนวนมากที่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างเช่น นายอุตตม สาวนายน และนายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งเป็นบุคคลที่ คตส. กล่าวหาในคดีฟอกเงินต่อ ดีเอสไอ ในคดีพิเศษที่ 36/2550 ดังนั้น พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจำต้องใช้ระยะเวลาในการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมอย่างที่สุด และพิสูจน์ถึงการกระทำความผิดจนปราศจากเหตุอันควรสงสัย (Prove beyond reasonable doubt)

ทีมทนายความของนายพานทองแท้ ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นการให้ข่าวของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายข้างต้น ว่า คดีของนายพานทองแท้ นั้นเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ และทราบดีว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ มีความจำเป็นต้องดำเนินกระบวนการอย่างเคร่งครัด แต่การรักษาสิทธิและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกกล่าวหา เป็นเรื่องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ จำต้องให้ความสำคัญไม่แพ้การบังคับใช้กฎหมายตามอำนาจหน้าที่ การให้ข่าวที่ไม่เป็นความจริงของแหล่งข่าวในหน่วยงานทำให้ประชาชนเข้าใจผิดหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกกล่าวหาได้ จึงเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องตระหนักอย่างยิ่งเท่าๆ กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างยุติธรรม โดยเฉพาะกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษกระทำด้วยประการใดๆ อันทำให้ข้อมูลความลับทางราชการ อย่างภาพในกล้องวงจรปิดภายในสำนักงาน ในวันที่นายพานทองแท้ เดินทางไปรับฟังข้อกล่าวหา ปรากฏเปิดเผยต่อสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป เป็นเรื่องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเป็นหน่วยงานสืบสวนสอบสวนและบังคับใช้กฎหมายในคดีพิเศษที่กระทบต่อรัฐ จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ได้ความว่า ข้อมูลภาพนายพานทองแท้ ในกล้องวงจรปิดซึ่งเป็นข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเก็บรักษาอย่างเคร่งครัดและเป็นข้อมูลภาพที่กระทบต่อสิทธิของบุคคลภายในภาพ ปรากฏในสื่อมวลชนสาธารณะได้อย่างไร  เพื่อมิให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในมาตรฐานและประสิทธิภาพรวมถึงการเคารพสิทธิประชาชนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ในส่วนของกระบวนการทางคดี  นายพานทองแท้  ได้ใช้สิทธิในการแก้ข้อกล่าวหาฯ โดยการยื่นเรื่องขอให้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เรียกพยานบุคคลจำนวนหลายปากมาสอบปากคำเพิ่มเติม ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหา ทางพนักงานสอบสวนควรที่จะเรียกพยานดังกล่าว มาสอบปากคำให้ครบถ้วน จนหมดสิ้นข้อสงสัย ก่อนที่จะพิจารณาดำเนินการในขั้นตอนอื่นต่อไป​ ​

"เพื่อไทย" แพร่แถลงการณ์แนะรัฐเร่งเลือกตั้ง-ฟื้นความสัมพันธ์สหภาพยุโรป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทย ได้เผยแพร่แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย กรณีข้อมติของที่ประชุมคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศ กรณีความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป โดยมีเนื้อหาดังนี้
แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย 

กรณีข้อมติของที่ประชุมคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศ กรณีความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป

จากกรณีที่ข้อมติของที่ประชุมคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศกรณีความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหภาพยุโรปเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2560 รวม 14 ข้อ (“ข้อมติ”) โดยระบุว่าจะติดต่อทางการเมืองกับประเทศไทยนั้น พรรคเพื่อไทยขอแถลงดังนี้

1. พรรคเพื่อไทยตระหนักถึงคุณค่าของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรปซึ่งมีมายาวนาน และท่าทีอันหนักแน่นของสหภาพยุโรปในการแสดงความห่วงกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย รวมทั้งการคัดค้านต่อการรัฐประหารในปี 2557 อย่างผิดกฎหมาย รวมทั้งประกาศการระงับการติดต่อในระดับสูงกับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร และเรียกร้องให้มีการนำกลับมาซึ่งประชาธิปไตยและฟื้นฟูสิทธิ เสรีภาพ และยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทย ดังนั้น ท่าทีของสหภาพยุโรปตามข้อมติดังกล่าวซึ่งยังย้ำยืนยันท่าทีของสหภาพยุโรปข้างต้นอย่างหนักแน่นเช่นเดิม จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อประชาธิปไตยของไทยเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งท่าทีของสหภาพยุโรปที่จะไม่ลงนามกรอบข้อตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ ซึ่งคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปฯ ยังคงมีท่าทีคงเดิมในเรื่องนี้ ตามที่ปรากฏในข้อ 11 ของข้อมติว่าการลงนามในกรอบข้อตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ และการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับประเทศไทย จะสามารถดำเนินการได้กับรัฐบาลพลเรือนที่ได้รับการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยเห็นว่าประเทศไทยเสียโอกาสมามากแล้ว ถ้าสามารถทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปได้สำเร็จ จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนไทยและสินค้าจากประเทศไทยนับแสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม โอกาสความสำเร็จที่จะเกิดข้อตกลงดังกล่าวได้ตามเงื่อนไขและข้อเสนอของคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป คือ การมีรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลปัจจุบันที่จะต้องดำเนินการและผลักดันให้เกิดสภาวะดังกล่าวโดยเร็ว

2. พรรคเพื่อไทยตระหนักในท่าทีที่สร้างสรรค์ของคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปฯ ที่ได้เรียกร้องให้ประเทศไทยมีการคืนสู่กระบวนการทางด้านประชาธิปไตยอย่างเร่งด่วนผ่านการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือ รวมถึงการเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน สิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง ซึ่งไทยมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพันธกรณีระหว่างประเทศอื่นๆ

3. พรรคเพื่อไทยตั้งข้อสังเกตว่าคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปฯ ได้ทราบถึงการที่หัวหน้า คสช. ได้ระบุในวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ว่า การการเลือกตั้งจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2561 พรรคฯ เห็นว่าการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือ สุจริตและเที่ยงธรรมจะทำให้ประเทศได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ และจะสร้างโอกาสทางด้านเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทยและคนไทยอย่างมาก

4. พรรคเพื่อไทยตั้งข้อสังเกตว่า การที่สหภาพยุโรปจะเริ่มมีปฏิสัมพันธ์ทางการเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป (gradual political re-engagement) กับประเทศไทยตามที่ระบุในข้อ 7 ของข้อมติ รัฐบาลและผู้รับผิดชอบงานด้านต่างประเทศควรเข้าใจให้ถ่องแท้ถึงถ้อยคำนี้ เนื่องจากมีการเข้าใจไปในทำนองว่าสหภาพยุโรปจะฟื้นความสัมพันธ์หรือปรับความสัมพันธ์ด้านการเมือง ซึ่งอาจไม่ตรงทีเดียวกับความหมายของฉบับภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายความเพียงแค่ว่าจะติดต่อทางการเมืองกับไทย ดังนั้นไม่ควรมีการใช้ปฏิบัติการไอโอหรือข้อมูลข่าวสารจนเกินเหตุ

5. พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีได้ตระหนักถึงข้อ 12 ของข้อมติของคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปฯ ซึ่งระบุไว้อีกครั้งว่า จะยังคงพิจารณาทบทวนความสัมพันธ์กับประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับการยกเลิกข้อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพสื่อ การยกเลิกข้อจำกัดเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมือง การจัดการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือ การมีรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังมีเรื่องที่ต้องดำเนินการอีกหลายเรื่อง เพื่อให้ความสัมพันธ์กลับมาสู่ระดับที่ไม่ต้องถูกทบทวนหรือกลับมาสู่ปกติ แต่พรรคเห็นว่ารัฐบาลยังไม่ได้ดำเนินการในหลายๆ เรื่องที่เป็นข้อห่วงใยของคนไทยและประชาคมระหว่างประเทศ

พรรคเพื่อไทย ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้ดำเนินการโดยเร่งด่วนและจริงจังเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ที่น่าเชื่อถือ บริสุทธิ์ ยุติธรรมตามวิถีทางประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพื่อให้มีรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งเพื่อการเร่งสานความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปให้แน่นแฟ้นดังที่เคยเป็นมาในอดีต และจะสามารถเร่งเปิดการเจรจาและลงนามข้อตกลงเขตการค้าเสรีและข้อตกลงอื่นๆ บนพื้นฐานของความเป็นธรรม และเพื่อประโยชน์ร่วมกันของสหภาพยุโรปและประเทศไทยต่อไป.

พรรคเพื่อไทย
13 ธันวาคม 2560

วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560

"หมวดเจี๊ยบ" ยืนยันโพสต์วิจารณ์ประยุทธ์ไม่ผิด-นานาชาติเฝ้าสังเกตการณ์


ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมายอาญามาตรา 116 ที่ บก.ปอท. หลังจากโพสต์ข้อความวิจารณ์การทำงานรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมีผู้แทนทางการทูตจากประเทศต่างๆในทวีปยุโรป อังกฤษและสหรัฐอเมริกา รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน เข้าร่วมสังเกตการณ์เป็นจำนวนมาก

ร.ท.หญิงสุณิสา ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า "วันนี้ดิฉันเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา โดยขอยืนยันอีกครั้ง ว่า ดิฉันไม่ได้ทำอะไรผิด ดิฉันทำในสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ทำคือการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ก็เพื่อรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม และการวิจารณ์รัฐบาลก็เป็นสิทธิที่ประชาชนคนไทยทุกคนสามารถทำได้ วัตถุประสงค์หลักในการโพสต์เฟซบุ๊ก คือการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล การใช้จ่ายเงินงบประมาณของแผ่นดิน ซึ่งถือเป็นสิทธิที่คนไทยทุกคนทำได้ และรัฐบาลควรจะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกคน"


"ถ้าย้อนไปดูในโพสต์ ที่มีการกล่าวเปรียบเทียบ ว่า ทำไมรัฐบาลเปิดทำเนียบฯต้อนรับนักร้อง แต่ไม่ยอมเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร้องทุกข์ จะเห็นว่าไม่ได้มีการตำหนิอะไรนักร้องเลย แต่เป็นเพราะท่านเองที่เลือกปฏิบัติ ปฏิบัติต่อประชาชนไม่เท่ากัน สิ่งที่ทำลงไปวัตถุประสงค์เพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม และแสดงความคิดเห็นในฐานะประชาชนคนนึง ดิฉันขอยืนยันว่าเสรีภาพในการวิจารณ์รัฐบาลเป็นสิทธิของประชาชน เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่คนไทยทุกคนสามารถทำได้ ซึ่งรัฐบาลควรจะรับฟัง และนำไปปฏิบัติตาม"

"รัฐบาลไม่ควรใช้อำนาจดำเนินคดีกับคนคิดต่าง ดิฉันเชื่อว่า สิ่งสำคัญในการปฏิรูปเพื่อการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น คือการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันกับประชาคมโลก หัวใจสำคัญคือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาบ้านเมือง ถ้าหากว่าตราบใดประชาชนในสังคมยังกลัว ไม่กล้า และไม่สามารถพูดความจริงได้ หรือประชาชนไม่มีความคิดความอ่านแล้ว ประเทศก็จะไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ เพราะว่ามนุษย์คือปัจจัยสำคัญ เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง"


"ดิฉันขอขอบคุณประชาคมโลก ไม่ว่าจะเป็นผู้แทนทูตจากสถานทูตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้แทนทูตจากสหราชอาณาจักร รวมทั้งผู้แทนท่านอื่นๆ ที่ท่านให้ความสนใจในเรื่องสิทธิมนุษยชน ท่านผู้แทนประเทศต่างๆ ไม่สามารถแทรกแซงกระบวนการพิจารณาคดีได้ แต่มาร่วมสังเกตการณ์ เพราะไทยมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ เรื่องการปกป้องสิทธิมนุษยชนในชาติ และรัฐบาลได้ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ เป็นปฏิญญาสากล ซึ่งระบุไว้ใน รัฐธรรมนูญแล้ว" ร.ท.หญิงสุณิสา กล่าว









วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560

“ทนายวิญญัติ” ยื่นอัยการสูงสุด เร่งสั่งฟ้องคดี กปปส.


นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่ออธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ให้เร่งสั่งฟ้องคดีกบฏ กปปส. เนื่องจากจะครบกำหนดระยะเวลาแล้ว พร้อมแจ้งเตือนว่าหากมีการตัดบางข้อหาออก จะดำเนินการทางกฎหมายและกล่าวโทษดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

โดย นายวิญญัติ ได้กล่าวว่า “วันนี้ผมและคณะในฐานะที่เป็นผู้ที่ร่วมกล่าวหากลุ่มแกนนำ กปปส. เมื่อปี 2556 คาบเกี่ยวปี 2557 และมีคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทำความเห็น และสอบสวนคดีเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว แล้วก็มีการสั่งฟ้องไปแล้ว 4 ราย ซึ่งก็ยังเหลือ 51 ราย ที่ผ่านมา ได้มีการยื่นหนังสือตลอดเวลา เพื่อทวงถามและก็เพื่อที่จะเร่งไปยังอัยการผู้ทำหน้าที่พิจารณาสำนวน ซึ่งล่าสุดได้ทราบข่าวว่า ท่านอัยการสูงสุดท่านปัจจุบัน คือ ท่านเข็มชัย ชุติวงศ์ ได้มีคำสั่งยกเลิกคณะทำงาน ซึ่งมีการตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้วก็ยกเลิกนั้น ผมเห็นว่าเป็นพฤติการณ์ที่อาจจะเป็นการประวิงคดี หรือไม่? การทำลักษณะเช่นนี้ เราจึงจำเป็นต้องตรวจสอบ และก็มาแจ้งเตือนอธิบดีในฐานะที่เป็นผู้รับสำนวนคืนกลับมา ให้รีบนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 51 ราย ส่งฟ้องต่อศาลโดยเร็ว ซึ่งการส่งฟ้องศาลเป็นเรื่องการทำหน้าที่โดยปกติอยู่แล้ว และก็เป็นกรอบระยะเวลาที่พอจะต้องทำได้ เนื่องจากว่า การล่าช้ามากว่า 3 ปี 6 เดือน ทำให้เห็นว่าองค์กรอัยการเองมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์การทำหน้าที่ของตนเองแน่นอน ผมเน้นนะครับว่า การใช้อำนาจเพื่อผดุงความเป็นธรรมนำตัวผู้ต้องหาฟ้องคดีต่อศาลเป็นเรื่องง่าย ง่ายยิ่งกว่าการหาวิธีเลี่ยงหรือประวิงคดีเสียอีก ดังนั้น สิ่งที่เรามาวันนี้ เราค่อนข้างเป็นห่วงว่าการทำหน้าที่ของท่าน จะเป็นการทำหน้าที่ในฐานะทนายแผ่นดิน หรือเป็นการทำหน้าที่ทนายของพรรคใด หรือพรรคพวกใด หรือไม่? อันนี้เป็นเรื่องของการชี้เจตนา ก็อยากให้ท่านอธิบดีรีบพิจารณา อย่างไรก็ตาม วันที่ 16 ธันวาคมนี้ ก็จะเป็นวันที่ครบ 30 วัน ตามหนังสือที่ผมเคยยื่นไว้เดิม ดังนั้น ถ้าเกิดว่ายังไม่มีการดำเนินการคืบหน้าใดๆ ผมก็จะใช้ช่องทางตามกฎหมาย อาจจะกล่าวโทษ หรือฟ้องศาลว่ามีการทุจริตต่อไป”

วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560

"วิญญัติ" เตือนอัยการสูงสุด เร่งฟ้องคดี กปปส.


นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ตามที่อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ปฏิเสธข่าวที่มีมติสั่งฟ้องแกนนำกปปส. ว่าอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารนั้น ผมจะยื่นขอให้ ป.ป.ช.เรียกความเห็นหรือคำสั่งของอัยการสูงสุดที่เกี่ยวกับคดี ดูว่า ที่อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษซึ่งคณะทำงานอัยการในปี 2557 มีความเห็น ควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 51 คน แล้ว เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2557 กระทั่ง อัยการสูงสุดคนต่อๆมา มีคำสั่งยกเลิกคณะทำงานอัยการที่ตั้งขึ้น แล้วสั่งให้คืนเรื่องไปสำนักงานคดีพิเศษอีก เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2560 เพื่อดำเนินการตามหน้าที่ต่อไป (บอกก่อนว่าหนังสือสำคัญนี้เป็นพยานหลักฐานที่มีอยู่)

ดังนั้น ที่ผมได้ยื่นหนังสือเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 ให้ดำเนินการส่งฟ้องผู้ต้องหาภายใน 30 วัน บัดนี้ จะครบกำหนดระยะเวลาแล้ว คดีนี้ล่าช้ามากว่า 3 ปี 6 เดือนแล้ว หรือจะรอให้คดีที่ฟ้องไปแล้ว 4 ราย ที่จะเสร็จประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2561 หรือไม่ ถือเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ผมจึงจะไปแจ้งเตือนท่านและคณะทำงาน หากยังมีบุคคลใดจะฝ่าฝืนคำสั่งเดิมของอดีตอธิบดีอัยการคดีพิเศษที่สั่งฟ้องข้อหากบฏ - ก่อการร้าย รวม 8 ข้อหา กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณกับพวกไว้แล้ว ตนก็ขอยืนยันเช่นกันว่าจะดำเนินการทางกฎหมายและกล่าวโทษดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดด้วย

จึงขอแจ้งว่าในวันอังคารที่ 12 ธันวาคม 2560 เวลา 13.30 น. ผมจะเดินทางไปยื่นหนังสือแจ้งเตือนต่ออธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก อีกครั้ง

เปิดตัวหนังสือ "ประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ และสิทธิมนุษยชน" : วรวิทย์ กนิษฐะเสน


ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ ว่า เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา มีงานเสวนาวิชาการ เปิดตัวหนังสือ “Democracy, Constitution, and Human Rights” ที่รวบรวมบทความวิชาการทางด้านประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ และสิทธิมนุษยชน ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาเยอรมัน โดย ดร.วรวิทย์ กนิษฐะเสน จัดพิมพ์โดย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนโยบายสาธารณะและธรรมาภิบาล เยอรมัน-อุษาคเนย์ (German-Southeast Asian Center of Excellence for Public Policy and Good Governance : CPG) โดยข้อตกลงความร่วมมือระหว่างคณะนิติศาสตร์ของ 4 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัย  Frankfurt, มหาวิทยาลัย Muenster และ มหาวิทยาลัย  Passau แห่งประเทศเยอรมัน โดยมีวัตถุประสงค์คือเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการด้านนโยบายสาธารณะและธรรมาภิบาลระหว่างประเทศเยอรมันกับประเทศไทย และกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีสำนักงานส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการเยอรมันเป็นผู้ให้การสนับสนุนงบประมาณดำเนินงาน

ทั้งนี้ หนังสือ “Democracy, Constitution, and Human Rights” รวมบทความวิชาการในวาระ ครบรอบ 70 ปี ดร.วรวิทย์ กนิษฐะเสน อดีตเอกอัครราชทูต และอาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วางจำหน่ายในราคา 550.- บาท ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ +66-2-613-2971