วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

บทวิเคราะห์ - คณิน บุญสุวรรณ: ขยายเวลาพรรคการเมือง ทางออกสู่ทางตัน


กองบรรณาธิการ Social Media  สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม TV24 สถานีประชาชน นำเสนอมุมมองของนายคณิน บุญสุวรรณ อดีต สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2540 ต่อกรณีที่มีผู้เสนอวิธีการขยายเวลาให้แก่พรรคการเมือง จากเหตุที่พรรคการเมืองทำไม่ทันตามกำหนดในกฎหมายว่า เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งนอกจากจะไม่ใช่ “ทางออก” แล้ว ยังอาจนำไปสู่ “ทางตัน” อีกด้วย 

นายคณิน กล่าวว่า ต้นเหตุแท้จริงที่พรรคการเมืองจะทำไม่ทัน คือ การที่ คสช. ยังไม่ยอมยกเลิกประกาศ คสช. 2 ฉบับ ที่ห้ามชุมนุมเกินห้าคนและห้ามพรรคการเมืองจัดประชุมและดำเนินกิจกรรม ทางการเมือง แต่แทนที่มือกฎหมายชั้นเซียนของ คสช. คือ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ และนายวิษณุ เครืองาม จะชงเรื่องให้ คสช. ยกเลิกประกาศ คสช. ดังกล่าว กลับเลี่ยงไปเสนอให้ขยายเวลาให้แก่พรรคการเมืองแทน โดยที่นายมีชัยเสนอให้ กกต. ชงแก้กฎหมายเพื่อขยายเวลาให้แก่พรรคการเมือง และนายวิษณุ บอกว่า เมื่อถึงเวลาพลเอกประยุทธ์จะหาทางออกให้เอง (ซึ่งก็คงไม่แคล้วการใช้ ม.44 นั่นแหละ) ในขณะที่ กกต. เสนอให้พรรคการเมืองขอขยายเวลาตาม มาตรา 141 วรรคสอง ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง

แต่ทั้งสามวิธีที่เสนอข้างต้นนั้น นายคณิน ท้วงว่า นอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแล้ว ยังอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญอีกด้วย และที่สำคัญจะกระทบต่อโรดแมปตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดการเลือกตั้งอาจต้องเลื่อนออกไปเรื่อยๆ แบบทศนิยมไม่รู้จบ 

นายคณิน กล่าวต่อไปว่า กรณีที่นายมีชัย เสนอให้ กกต. ชงกฎหมายเพื่อขยายเวลาให้แก่พรรคการเมืองนั้น นายคณินถามว่า นายมีชัยซึ่งเป็นทั้งมือกฎหมายชั้นเซียนและประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแน่ใจหรือว่าทำได้ ? ในเมื่อ พ.ร.ป.พรรคการเมืองซึ่งเป็นหนึ่งในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญสิบฉบับที่ได้ดำเนินการตามบทเฉพาะกาล มาตรา 267 จนครบถ้วน และประกาศใช้บังคับ ไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2560 เป็นต้นมา แล้วคนระดับนายมีชัยยังคิดที่จะนำกลับไปให้ สนช. แก้อีกหรือ? 

ส่วนกรณีที่นายวิษณุบอกว่า เมื่อถึงเวลาพลเอกประยุทธ์จะหาทางออกให้เองนั้น นายคณิน กล่าวว่า นั่นก็ยิ่งแล้วกันไปใหญ่ เพราะนอกจากพลเอกประยุทธ์จะไม่มีหน้าที่แล้ว การใช้ ม.44 ในขณะที่อำนาจ รัฎฐาธิปัตย์ไม่ได้อยู่ในมือของ คสช. แล้ว ไปลบล้างบทบัญญัติของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ซึ่งออกตามความในมาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญ ยังเท่ากับเป็นการลบล้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ อีกด้วย

และต่อกรณีที่ กกต. เสนอให้พรรคการเมืองขอขยายเวลาตามมาตรา 141 วรรคสอง ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง นั้น นายคณินเตือนว่า กกต. ต้องไม่ลืมว่า กกต. เอง จะต้องจัดและดำเนินการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.ป. 4 ฉบับ มีผลใช้บังคับตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ประกอบกับขั้นตอนและหลักเกณฑ์เงื่อนไขในการขอขยายเวลาดังกล่าวต้องใช้เวลานาน ซึ่งอาจกินเวลาหลายเดือน แถมยังอาจเกิดปัญหาที่นายทะเบียนพรรคการเมืองไม่อนุญาต ซึ่งต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกต่างหาก คิดหรือว่าจะไม่มีผลกระทบต่อเวลา 150 วัน ดังกล่าว ? ดังนั้น การใช้วิธีที่ กกต. เสนอ จึงนอกจะขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 และมาตรา 268 และกระทบต่อกำหนดการเลือกตั้งที่จะถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ แล้ว ยังอาจจะเป็นชนวนให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองตามมาอีกต่างหาก 

นายคณิน ยังกล่าวด้วยว่า โทษของการที่พรรคการเมืองไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในมาตรา 141 วรรคหนึ่ง ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ทั้งนี้ ไม่ว่าจะภายใน 90 วัน หรือภายใน 180 วัน คือ ต้องสิ้นสภาพพรรคการเมือง นอกจากนั้น ถึงแม้พรรคการเมืองจะไม่สิ้นสภาพ แต่ถ้ายังไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตั้งสาขาพรรคการเมืองอย่างครบถ้วน พรรคการเมืองนั้นก็ไม่สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้

สรุปได้ว่า พรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคการเมืองเก่าที่มีอยู่แล้ว มีแต่ “ตายกับตาย” ตราบใดที่ยังไม่ปลดล็อคประกาศ คสช. ทั้งสองฉบับ ซึ่งคำว่า “ตายกับตาย” ในที่นี้ก็อาจหมายถึงความ “ล่มสลาย” ของระบบพรรคการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มต้น เรียกว่า “แท้งก่อนเกิด” ว่าอย่างนั้นเถอะ

และถ้าระบบพรรคการเมืองซึ่งเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย มีอันต้อง “ล่มสลาย” ไปเสียแล้ว 
 ระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีเหลืออยู่น้อยนิดภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะอยู่รอดและแข็งแรงเติบโตต่อไปได้อย่างไร ?

"นพดล" แนะ คสช. สร้างความไว้ใจ-คืนเสรีภาพก่อนเลือกตั้ง


นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี เป็นสีสันการเมือง พรรคเพื่อไทยไม่สนใจเรื่องตัวบุคคล แต่ให้ความสำคัญในสาระและปัญหาเร่งด่วนที่ต้องเร่งแก้ คือปัญหา 3 ป. คือ ปากท้อง ปรองดอง และประชาธิปไตย ปัญหาปากท้องกระทบคนส่วนใหญ่ และแนวโน้มแก้ยากขึ้น เกษตกรและผู้มีรายได้น้อยยังลำบาก ราคาพืชผลเกษตรหลักเช่น ข้าว ยาง ปาล์ม ยังต่ำ เกษตรกรขาดกำลังซื้อ ปัญหาความยากจนยังมีอยู่ คนที่พูดว่าปีหน้าจะไม่มีคนจนเป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคล แต่ในความเป็นจริงคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีมากจึงจะแก้ได้ แต่รัฐบาลนี้ก็ต้องเร่งแก้

ส่วนเรื่องปรองดองนั้น ตอนหลังเรื่องนี้แผ่วลงไปมาก อ้างว่ายึดอำนาจเพื่อสร้างความปรองดอง ขณะนี้ยังแก้ไม่ได้  และดูเหมือนมีคู่ขัดแย้งเพิ่มขึ้นอีก สิ่งที่ควรทำคือ ไม่เพิ่มคู่ขัดแย้ง ลดวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง สร้างความไว้วางใจของคนกลุ่มต่างๆ บังคับใช้กฏหมายอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำ เปิดพื้นที่เสรีภาพให้ประชาชนและสื่อมวลชนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ยกเลิกการเรียกปรับทัศนคติ

สุดท้ายคือประชาธิปไตย คสช. และรัฐบาลควรสร้างบรรยากาศในการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งที่ประชาชนจะตัดสินใจเลือกผู้แทนของตน ดังนั้นควรเปิดพื้นที่ให้ประชาชนใช้สิทธิเสรีภาพทางการเมืองผ่าน พรรคการเมือง เพื่อปฏิบัติให้สอดคล้องกับ พ.ร.ป. พรรคการเมือง และควรเปลี่ยนทัศนะคติที่ว่าพรรคการเมืองคือที่ชุมนุมของนักเลือกตั้ง เพราะที่จริงพรรคการเมืองคือกลไกในระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนรวมตัวกันเสนอแนวทางแก้ปัญหาประเทศ ส่วนที่อ้างว่ายังไม่ปลดล็อคเพราะกลัวความวุ่นวายนั้น ข้ออ้างไม่ค่อยมีนำ้หนัก ตนไม่เชื่อว่าจะมีใครทำ แม้คิดจะทำก็ไม่สามารถทำได้ เพราะรัฐบาลมีกลไกและมาตรา 44 อยู่และสังคมคงไม่ยอมรับการสร้างความวุ่นวาย ดังนั้นควรเปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรมที่ต้องทำตามกฏหมาย การพบปะรับฟังประชาชนเพื่อจัดทำนโยบายและกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆได้แล้ว “จะปรับ ครม. อีกกี่ครั้ง ปัญหา เรื่อง ปากท้อง ปรองดอง ประชาธิปไตย ก็ยังคงอยู่ ถ้ารัฐบาลนี้แก้ไม่สำเร็จ คงต้องรอรัฐบาลหน้าหลังการเลือกตั้งมาแก้”

“วัฒนา” ส่งสัญญาณ เตรียมนับถอยหลังเลือกตั้ง 2561


นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 กรธ. จะต้องเสนอ พรป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง .. และ พรป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง .. ต่อ สนช. เพื่อพิจารณาทั้งที่กฎหมายทั้งสองฉบับถูกเรียงไว้เป็นลำดับ (1) และ (2) ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 แต่ด้วยเล่ห์ของเผด็จการกฎหมายที่ควรเสร็จก่อนกลับถูกทำให้เสร็จเป็นลำดับสุดท้ายทำให้การเลือกตั้งถูกยืดออกไป

ตามมาตรา 267 วรรคสี่ของรัฐธรรมนูญ สนช. จะต้องพิจารณา พรป. ทั้งสองฉบับให้เสร็จภายใน 60 วัน ถ้าไม่เสร็จถือว่าเห็นชอบ กฎหมายจึงต้องเสร็จจาก สนช. ภายในวันที่ 27 มกราคม 2561 จากนั้นใช้เวลาอีก 30 วัน ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. และ กรธ. พิจารณา ผลคือภายในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ กฎหมายต้องเสร็จพร้อมที่นำขึ้นทูลเกล้าเพื่อลงพระปรมาภิไธย ซึ่งหากใช้เวลา 30 วัน แปลว่าวันที่ 28 มีนาคม 2561 จะเป็นวันนับหนึ่งของการเลือกตั้งซึ่งตามมาตรา 268 การเลือกตั้งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน กล่าวคือภายในวันที่ 25 สิงหาคม 2561 จะต้องมี .. ครบตามจำนวนที่จะประชุมสภาได้ ดังนั้น การเลือกตั้งจึงต้องจัดให้มีขึ้นภายในไม่เกินวันที่ 25 มิถุนายน เพราะต้องเผื่อเวลาไว้ 60 วัน เพื่อประกาศผลและเลือกตั้งซ่อม

เมื่อมีการเลือกตั้งอำนาจจะกลับมาอยู่ในมือของประชาชนอีกครั้ง ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยย่อมมีอำนาจที่จะกำหนดกฎเกณฑ์หรือกติกาของประเทศเสียใหม่ ซึ่งรวมถึงการทำประชามติเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนมาใช้แทนฉบับที่เผด็จการร่างขึ้น อีกไม่นานเกินรอครับ

วัฒนา เมืองสุข
สมาชิกพรรคเพื่อไทย

19 พฤศจิกายน 2560

"ชวลิต" โต้สมคิด ปีหน้าคนจนหมดประเทศ


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นกรณีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ประกาศว่า ปีหน้าคนจนจะหมดไป นั้น

นายชวลิต กล่าวว่า จริงๆ แล้วอยากจะให้กำลังใจให้แก้ปัญหาความยากจนให้สำเร็จ แต่ด้วยระบบที่เป็นอยู่และการปฏิบัติของรัฐบาลเองที่มุ่งรักษาอำนาจ และต่อท่ออำนาจ จึงสร้างระบบที่ผิดเพี้ยนไม่เหมือนใครในโลก แม้ในการบริหารจะ "ขยัน" แต่ขยันบนระบบที่ผิดเพี้ยนก็จะพาประเทศลงเหว

จึงขอชี้ให้เห็นถึงการกำหนดกติกาการเมือง การปกครองที่ไม่ปกติ ผิดเพี้ยนไปจากสากล  และการบริหารงานของรัฐบาลที่ทำลายความเชื่อมั่นประเทศเสียเอง สรุปได้ 2 ประการ ดังนี้

1. มีการวางระบบการเมือง การปกครอง ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเชื่อมโยงกับสากล และไม่มีเสถียรภาพ โดยได้กำหนดไว้อย่างแยบยล แต่ผิดเพี้ยนไม่เหมือนใครในโลกไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ อาทิเช่น หลักการกำหนดให้ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่กลับให้นายกรัฐมนตรีมาจากคนนอก ได้สมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง ระบบเลือกตั้งเป็นแบบจัดสรรปันส่วนผสม เพื่อให้การเมืองไม่มีเสถียรภาพ การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีอำนาจครอบคลุมทุกองค์กร ฯลฯ ซึ่งเห็นชัดเจนว่าระบบการเมือง การปกครอง ดังกล่าว เป็นระบบอำนาจนิยม หาเป็นประชาธิปไตยที่เชื่อมโยงกับสากลไม่ แม้จะอ้างว่า ผ่านประชามติ แต่เป็นการทำประชามติในอำนาจของคณะรัฐประหาร รัฐบาลนี้จึงมีปัญหาที่ไม่ได้รับความเชื่อมั่นทางด้านการเมือง การปกครอง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญสูงสุดในการปกครองประเทศ
       
2. การบริหารงานของรัฐบาลที่ทำลายความเชื่อมั่นประเทศเสียเอง อาทิเช่น

  • การไปให้คำมั่นกับองค์กรระหว่างประเทศ และมิตรประเทศสำคัญ ต่างกรรม ต่างวาระ ว่าจะคืนอำนาจให้ประชาชน แต่ไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้ 
  • การไม่เคารพกฎหมายที่ออกมาเอง ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง  แต่กลับมีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มาเหนือกว่ากฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
  • การบริหารประเทศที่ขาดหลักนิติธรรม เช่น การออกกฎหมายให้มีผลย้อนหลังเป็นโทษกับบุคคลได้
  • การแก้ไขปัญหาทุจริต คอรัปชั่น ที่ลูบหน้าปะจมูก โดยจากการสำรวจของโพลหลายสำนัก ปัญหาการทุจริตมิได้ลดลง เพราะตรวจสอบไม่ได้ เห็นได้จาก แม้จะมีข่าวฉาวโฉ่ในประเด็นการทุจริต มีการร้องเรียนมากมาย แต่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่เคยมีการอภิปราย ตรวจสอบรัฐมนตรี หรือหน่วยงานในกำกับรัฐบาลเลย     

นายชวลิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ในที่สุดทั้งระบบการเมือง การปกครองที่ไม่ปกติ และการบริหารที่ผิดพลาด ส่งผลให้เห็นชัดเจนว่า ช่วง 3 ปีเศษที่ผ่านมา รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชนได้  ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนกว้างมากขึ้น คนรวยซึ่งมีส่วนน้อย ยิ่งรวยขึ้น แต่คนจนซึ่งมีมากอยู่แล้ว ยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น และถ้าคนจนเดือดร้อนมากขึ้น บ้านเมืองก็จะระส่ำระสาย ท่านจะกดดันเกษตรกร เรียกไปปรับทัศนคติได้อีกนานแค่ไหน ถ้าเขาไม่มีจะกิน ไม่มีเงินให้ค่าเทอมลูกไปเรียนหนังสือ ฯลฯ
       
จากเหตุผลที่ยกมาเป็นตัวอย่างพอสังเขปดังกล่าว ล้วนนำมาซึ่งความเดือดร้อน ทุกข์ยากของประชาชนทั้งสิ้น ผลสำรวจคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นโพลกันเองยังลดลงอย่างฮวบฮาบน่าใจหาย อันแสดงให้เห็นว่า แม้จะ "ขยัน" แต่ระบบและการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องดังกล่าว ก็ทำลายความเชื่อมั่นประเทศและนำมาซึ่งการบริหารที่ล้มเหลว
         
ทางออกของบ้านเมือง คือรัฐบาลรีบคืนอำนาจให้ประชาชน ทุกภาคส่วนร่วมมือกันทำให้บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ สงบสุข ด้วยการทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง รักษาอัตลักษณ์ประเทศตามมาตรา 2 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญไว้อย่างสูงยิ่ง อันจะนำมาซึ่งความสงบร่มเย็นในบ้านเมืองสืบไป

เครือข่ายภาคประชาชน ช่วยเหลือประชาชนประสบอุทกภัย พระนครศรีอยุธยา


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายภาคประชาชน ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ หมู่4, หมู่7, และหมู่ 9 ต.วัดตะกู อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา โดยบริจาคน้ำดื่ม ข้าวสาร อาหารแห้ง พร้อมทั้งยาสามัญประจำบ้าน ขณะที่ตัวแทนวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก ถวายปัจจัยแด่พระสงฆ์วัดตะกูและวัดอินทาราม และมอบเงินให้ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 หมู่ 7 และหมู่ 9 เพื่อใช้จ่ายทำความสะอาดวัด เสนาสนะ และถนนภายในหมู่บ้าน ล่าสุดน้ำลดระดับลงจากเดิมประมาณ 60 ซ.ม.

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ประสบอุทกภัยมานานกว่า 4 เดือน โดยบางจุดน้ำท่วมสูง 3-4 เมตร ทำให้ชาวบ้านกว่าหลังคาเรือนได้รับผลกระทบ บ้านเรือนจมน้ำ ถนนถูกตัดขาด ต้องใช้เรือในการเดินทาง ขาดอาหารและน้ำดื่ม
















 





วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

"อนุสรณ์" ไม่คาดหวัง ปรับ ครม.คสช. จะดีขึ้น


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี การปรับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า "พรรคเพื่อไทยไม่ได้คาดหวังหรือยึดติดกับตัวบุคคลที่จะเปลี่ยนแปลงจากการปรับคณะรัฐมนตรี เพราะรัฐบาลอาจเพียงแค่แก้ปัญหาภายในของรัฐบาลเอง ไม่เชื่อมั่นว่าปรับคณะรัฐมนตรีจะช่วยให้ผลงานของรัฐบาลดีขึ้นได้อย่างไร? จะเป็นเพียงสมบัติพลัดกันชม หรือเล่นเก้าอี้ดนตรีกันเท่านั้นหรือไม่? เพราะหากการปรับคณะรัฐมนตรี มีผลเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น คงเห็นผลตั้งแต่การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งก่อนหน้านี้ ตราบใดที่กัปตันเรือ นายกรัฐมนตรี ยังเป็นคนเดิมนโยบายยังเหมือนเดิม ประชาชนคงไม่คาดหวังอะไร นอกเหนือจากปัญหาด้านเศรษฐกิจที่รัฐบาลนี้แก้ไขไม่ได้ ด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชนยังน่าเป็นห่วงตั้งแต่วันแรกที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้ามา ใครที่แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารจะเรียกไปปรับทัศนคติ แม้แต่แกนนำยางพาราที่เพียงแค่ต้องการจะไปยื่นหนังสือเรียกร้องให้แก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำก็ถูกหิ้วตัวเข้าค่ายทหารในเวลากลางคืน แม้รัฐบาลจะชี้แจงอย่างไรก็ขว้างงูไม่พ้นคอ เพราะถ้ารัฐบาลบริสุทธิ์ใจทำไมถึงไม่รอคุยตอนเช้าหรือทำไมไม่เชิญตัวไปที่ศาลากลางจังหวัด"

"อยากให้มองคนไทยเป็นคนไทย มองคนเห็นต่างอย่างเป็นมิตร ทุกอาชีพที่เดือดร้อนในวิชาชีพ อยากมาเรียกร้อง ทำไมต้องทำกันรุนแรงถึงขั้นนั้น ฟรีดอมเฮาส์ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนสากล ประเมินไทยมีอันดับสิทธิเสรีภาพในเรื่องการแสดงความคิดเห็นต่ำกว่าประเทศเมียนมาร์เสียอีก ซึ่งถ้าหากรัฐบาลจะภาคภูมิใจก็เป็นสิทธิ์ แต่พรรคเพื่อไทยเห็นว่ายังไม่น่าพึงพอใจ ปัญหาเรื่องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศต่างประเทศและเป็นดัชนีชี้วัดความน่าเชื่อถือและการยอมรับของนักลงทุน พรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเปิดพื้นที่ สิทธิเสรีภาพ เพิ่มขึ้น ด้วยการเปิดพื้นที่สิทธิเสรีภาพการแสดงออกทางความคิดให้กับประชาชนอย่างกว้างขวาง รวมถึงการเปิดพื้นที่สิทธิเสรีภาพการวิพากษ์วิจารณ์ให้กับสื่อมวลชนได้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา และควรยุติการเรียกคนเข้าค่ายทหารแม้จะเรียกว่าปรับทัศนคติ แต่แท้จริงแล้วเป็นการข่มขู่คุกคามประชาชนหรือไม่?

วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

“พิชัย” ชี้โพรงประยุทธ์ แนะตะเพิดทีมเศรษฐกิจ แก้ปัญหาความนิยมตกต่ำ


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า “ตามที่กระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีโดยเป้าใหญ่อยู่ที่ ครม. เศรษฐกิจ เนื่องจากการบริหารเศรษฐกิจ ของรัฐบาลน่าจะประสบความล้มเหลว ประชาชนเดือดร้อนกันอย่างมาก ทุกผลโพลบอกตรงกันหมดที่ระบุความล้มเหลวและอยากให้ปรับเปลี่ยน ครม. เศรษฐกิจ แต่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ไม่แน่ใจว่าจะถูกปรับเปลี่ยนด้วยหรือไม่? เพราะเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงกับความล้มเหลวนี้ กลับบอกว่านโยบายเศรษฐกิจยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ก็น่าเป็นห่วงว่าจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ การปรับ ครม. เพื่อให้ผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาแก้ไขเป็นเรื่องที่ควรทำและต้องทำ แต่หากนโยบายไม่ปรับเปลี่ยนก็ไม่มีประโยชน์ เพราะจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ โดยที่ผ่านมาประชาชนแทบนึกไม่ออกเลยว่าทีมเศรษฐกิจของนายสมคิดได้ทำอะไร นอกจากจะท่องว่าเศรษฐกิจฟื้นจากตัวเลขการขยายตัวที่ต่ำมาก ต่ำที่สุดในอาเซียน แม้แต่ในเอเชียรวมทั้ง อาเซียน จีน และอินเดีย การเติบโตในปีนี้จะสูงถึง 6.4% แต่นายสมคิดกลับดีใจและภูมิใจกับ 3-4% อีกทั้งรายได้กระจุกตัวอยู่กับคนบางกลุ่มเท่านั้น คนส่วนใหญ่ยังลำบากกันมาก พอมีคนออกมาท้วงติงเพื่อสะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนก็หาว่าออกมาขย่ม นอกจากนี้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจย่ำแย่โดยการเรียกคุมตัวคนวิจารณ์เศรษฐกิจ และแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำโดยการคุมตัวแกนนำสวนยาง ไม่น่าจะเป็นนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ถูกทาง ล่าสุดนายสมคิดยังทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องเสียหน้าและเสียเครดิตซ้ำซ้อนติดกันถึง 2 ครั้งจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศเองว่านายมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊กจะมาแล้วไม่ได้มา และพยายามแก้ตัวโดยการนำเรื่องอันดับความสะดวกในการทำธุรกิจที่ดีขึ้น มาให้ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศว่าอันดับ 26 ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งที่ก่อนปฏิวัติอยู่ที่อันดับ 18 และมาตกต่ำหลังการปฏิวัติ

ซึ่งหากเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีที่ประกาศผิดซ้ำซ้อนแบบนี้ คงจะไม่เหลือความน่าเชื่อถืออีกแล้ว และคงต้องจัดการกับคนที่รับผิดชอบ ยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์หวังจะตั้งพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุนตนเองกลับมาเป็นนายกฯต่อ ก็ยิ่งน่าจะศึกษาแนวทางปกติที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งประพฤติปฏิบัติ จะมาเรียกคุมตัวผู้ที่เห็นต่างไม่น่าจะทำได้แล้ว และจะพูดผิดซ้ำซ้อนเสียฟอร์มแบบนี้จะทำให้ความนิยมที่ตกต่ำอยู่แล้ว ยิ่งตกต่ำลงไปอีก แถมยังมาซ้ำเติมกับคำถาม 6 ข้อที่ไม่ได้เป็นประโยชน์กับเครดิตของ พล.อ.ประยุทธ์ เลย ดังนั้น หาก พล.อ.ประยุทธ์ต้องการตั้งพรรคเพื่อสนับสนุนตัวเองจริง ก็ต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ได้ และหากจะเปลี่ยนแต่ตัวบุคคลแต่ไม่เปลี่ยนแนวทางนโยบายก็ไม่น่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ดังนั้นควรหรือไม่ที่ พล.อ.ประยุทธ์จะต้องปรับเปลี่ยนหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่มักจะพูดสภาวะเศรษฐกิจสวนทางกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาความนิยมไม่ให้ตกต่ำลงไปกว่านี้ ซึ่งจะทำให้หมดโอกาสที่จะกลับมาเป็นนายกฯได้อีก”