วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2561

“ภูมิธรรม” หวั่นประเทศไร้ทางออก แนะภาคประชาชนตรวจสอบรัฐ


นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่เฝ้าติดตามการทำงานของรัฐบาลและกลุ่มผู้มีอำนาจจาก คสช. เห็นว่ากลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบันกำลังสร้าง 4 วิกฤต ให้เกิดขึ้น คือ

1. “วิกฤตศรัทธาผู้นำ” จาก “โรคเลื่อน” ผู้นำที่พูดจาไร้หลักการ เลื่อนลอย เปลี่ยนแปลงตามอำเภอใจของตนตลอดเวลา เป็นการส่งสารต่อสาธารณะอย่างไร้ความรับผิดชอบ ยึดอำนาจและอารมณ์ตนเองเป็นใหญ่ ไม่มีหลักการเหตุผลรองรับ และขั้นร้ายแรงเวลานี้ คือการใช้กำลังขยายอำนาจ ควบคุมและคุกคามการแสดงออกตามสิทธิ เสรีภาพของประชาชน

วิกฤตจากโรคเลื่อนจากโรดแมปที่ประกาศต่อคนไทยและโลก ที่ผัดผ่อนตามอำเภอใจ จนบัดนี้เข้า 4 ปีแล้ว ยังไม่เห็นรูปธรรมที่ชัดเจนตามวลีที่บอกว่า “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน” นั้น กลับแสดงถึงการดิ้นรนที่จะขยายการสืบทอดอำนาจของตนออกไปอย่างไม่ละอาย วิกฤตดังกล่าวถือเป็นความล้มละลายของภาวะผู้นำ ในความน่าเชื่อถือ และยิ่งสะท้อนถึง ภาวะวิกฤตศรัทธา ที่จะเป็นประวัติศาสตร์ที่ดำมืดในชีวิตของคณะบุคคลชุดนี้เอง

2. “วิกฤตความโปร่งใส” เป็นวิกฤตที่เกิดจากทีมงาน คนรอบข้างและเครือญาติสนิทของผู้นำ
 
ความเสื่อมทรุดทางด้านความโปร่งใส ของคณะผู้มีอำนาจและเครือญาติ พวกพ้อง เป็นเรื่องที่สังคมได้รับรู้มาโดยตลอดตั้งแต่การเข้าสู่อำนาจในระยะแรก จนขยายมากขึ้นในปัจจุบัน ข้อคลางแคลงใจกรณีอุทยานราชภักดิ์ , โครงการรถเมล์ NGV , โครงการที่เกี่ยวข้องกับ อผศ. , เรือเหาะ-GT200 , การเอาที่ดินสาธารณะไปให้เอกชนเช่าหาประโยชน์ , การที่เครือญาตินายกฯใช้สถานที่ราชการไปจดทะเบียนบริษัทและประมูลงานของราชการที่บิดาของตนเป็นหัวหน้าหน่วยราชการนั้นๆ หรือสุดท้ายที่กำลังเป็นข่าวฮือฮาดังระดับโลกคือเรื่อง “แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน”  ที่มีมูลค่าหลายสิบล้านบาท เมื่อถูกสังคมตั้งคำถาม ก็ไม่สามารถให้เหตุผลที่ยืนยันความโปร่งใสของเจ้าของเรื่องได้ ยิ่งปกปิด ยิ่งไม่มีท่าทีที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ยิ่งสะท้อนวิกฤตความโปร่งใสและเรื่องราวต่างๆนี้ จะกลายเป็นอาวุธทำร้ายศักดิ์ศรีของท่าน เครือญาติและทีมงานใกล้ชิดเอง การให้เหตุผลที่มักง่ายและขาดสามัญสำนึกเป็นลักษณะของผู้นำที่ดูถูกประชาชน ความโปร่งใสเป็นเหตุผลหลักที่นำคณะท่านเข้ามาบริหารจัดการประเทศ แต่ยิ่งนานไปยิ่งมีปรากฏการณ์ที่ขยาย “ความไม่โปร่งใส” ครึกโครมมากกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา
 
3. “ วิกฤตหลักการ” ใช้ “หลักกู” ปกครองโดย “อำเภอใจ” แทน หลัก “นิติธรรม” และเลือกใช้หลัก “กฎหมาย” แบบเลือกปฏิบัติ

วิกฤตหลักการ เป็นการใช้อำนาจปกครองประเทศและผู้เห็นต่าง โดยอ้างหลักการและหลักกฎหมาย ซึ่งถูกสร้างขึ้นและนำมาใช้อย่างบิดเบือน เพื่อตอบสนองอำเภอใจของผู้นำ การใช้ ”อภินิหารทางกฏหมาย” ซึ่งแท้ที่จริงคือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ กำราบผู้ที่เป็นภัยต่ออำนาจของตน การใช้เล่ห์เพทุบาย สมคบคิดกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายกับกลุ่มผู้นำ เพื่อหาช่องทางสืบต่ออำนาจให้ยาวนานออกไป ถือเป็นการบิดเบือนกฎหมายให้เป็นไปตามอำเภอใจของผู้นำ บิดเบือนหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์ของพวกพ้องตนอย่างน่าละอาย
 
4. “วิกฤติผลงาน” เพื่อให้คนจนหมดทั้งประเทศ
   
ผลงานที่ออกมาสู่สายตาสาธารณชน ที่รัฐบาลพยายามใช้ทุกช่องทางโฆษณาว่าประสบความสำเร็จน่าพึงพอใจ แต่มีนักวิชาการและสื่อมวลชนจำนวนไม่น้อย ที่สะท้อนด้านที่เป็นความล้มเหลวของคณะผู้มีอำนาจ โดยวิจารณ์ว่า ผลงานที่ออกมาอำนวยความสุขและผลประโยชน์ให้แก่เครือข่ายของชนชั้นนำ บริษัทชั้นนำใหญ่ๆ เครือญาติ และพวกพ้องของกลุ่มผู้มีอำนาจมากกว่าเป็นประโยชน์ของประชาชน คนชั้นกลางและคนหาเช้ากินค่ำ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ผลงานจากจากฝีมือของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล นำประชาชนไปสู่เส้นทางที่ กำลังจะยากจนหมดประเทศ มากกว่า

การโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อผลักดันโครงการประชารัฐ อย่างแข็งขัน ซึ่งแท้จริงแล้วคือโครงการที่อำนวยประโยชน์ให้แก่กลุ่มธุรกิจใหญ่และเครือข่ายชนชั้นนำที่ช่วยกันโอบอุ้มกลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบัน การใช้กลไกอำนาจรัฐและงบประมาณของรัฐ เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความนิยม เพื่อเอื้อประโยชน์โดยมุ่งหวังสร้างความนิยมเสมือนเป็นการใช้งบหลวงและกลไกรัฐมาหาเสียงล่วงหน้า การจัดตั้งกลุ่มพวกพ้องเพื่ออำนวยประโยชน์ในการสืบทอดอำนาจของฝ่ายตน เป็นการใช้ความได้เปรียบของกลไกต่างๆ เป็นบันไดเพื่อการสืบทอดอำนาจของคณะผู้บริหารปัจจุบัน และเรื่องราวทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาและความทรงจำของประชาชนอย่างแน่นอน”
 
นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า “วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 4 ประการ นำไปสู่ความเสื่อมถอยของกลุ่มอำนาจที่ไม่ได้มาจากความเห็นชอบของประชาชน และกำลังเป็นปัจจัยบ่อนเซาะอิทธิพลของพวกตนลงทุกขณะ ความรับรู้ของประชาชนกำลังรวมศูนย์เพื่อตั้งคำถามต่อการยึดอำนาจเพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้องมากกว่า วันนี้นอกจากพวกท่าน พยายามปกป้องผลประโยชน์แห่งพวกพ้องตนด้วยการทำลายกลไกการตรวจสอบขององค์กรอิสระต่างๆที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบ ด้วยการเลือก Set Zero บางองค์กร หรือต่ออายุกรรมการองค์กรอิสระในองค์กร ทั้งที่อาจจะมีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็ให้ทำหน้าที่ต่อไปได้ทั้งๆที่ขัดรัฐธรรมนูญ

ผมตั้งข้อสังเกตว่า การที่เกิด “โรคเลื่อน” มาโดยตลอดในการกำกับทิศทางให้ประเทศไม่สามารถก้าวเดินต่อไปได้ เป็นเพราะเหตุผล ดังนี้    

1. รองบประมาณ ที่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลผลักดันงบจำนวนมหาศาล หวังให้เกิดผลสร้างความพึงพอใจกับประชาชน เพื่อจะเป็นฐานรองรับความนิยมของพวกตนในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

2. รอการแต่งตั้งโยกย้ายเรียบร้อย ให้ได้คนของตนเพื่อไปสร้างความมั่นคงให้กับฐานอำนาจตน และใช้เป็นกลไกที่อำนวยประโยชน์ให้การสืบทอดอำนาจของตนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. รอการแต่งตัวของพรรคใหม่ที่เป็นพรรคของตนหรือพรรคสำรอง ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนพวกตน ให้มีความพร้อมที่จะชิงความได้เปรียบพรรคเก่า

วิกฤตทั้งหลายทั้งมวล ทำให้สังคมเห็นเจตนาที่เปิดเผยชัดเจนขึ้น เรื่องความต้องการในการสืบทอดอำนาจ ของคณะผู้มีอำนาจในปัจจุบัน  และที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงสถานะและบทบาทของกลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบันจาก “คนกลาง” ที่อ้างว่าจะเข้ามาแก้ไขปัญหาให้ประเทศ กลายเป็น “ผู้เล่นหลัก” ที่ต้องการเข้ามาสืบต่ออำนาจ โดยพยายามชิงความได้เปรียบ ทั้งงบประมาณหลวง กลไกอำนาจรัฐทุกส่วน กติกาและกฎหมายที่ใช้ควบคุมการเลือกตั้ง การใช้วาทกรรมเพื่อให้ความหมายและสร้างความชอบธรรมต่อระบบต่างๆที่ตนสร้างขึ้น รวมถึงชี้ให้สังคมเชื่อว่าความล้มเหลวและปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นล้วนเป็นปัญหาที่สื่อมวลชนและพรรคการเมืองต่างๆ กระทำไปเพื่อหวังโค่นล้มรัฐบาล หาได้เป็นความล้มเหลวจากการบริหารที่ผิดพลาดของตน”
 
นายภูมิธรรม กล่าวในที่สุดว่า “สิ่งต่างๆเหล่านี้ ถูกหรือผิด ทุกอย่างอยู่ในสายตาประชาชน วันนี้เราไม่อาจพึ่งพาการตรวจสอบใดๆได้ บทบาทและกระบวนการตรวจสอบจากกลไกของภาคประชาชน กำลังทำงานอย่างเข้มแข็งเพื่อแก้วิกฤตจากความคิด และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเอง”

วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2561

”เพื่อไทย” เตือนเลื่อนเลือกตั้ง กระทบความเชื่อมั่นประเทศ


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นกรณีหากมีการขยับโรดแมป เลือกตั้งจาก .. 61 ออกไป จะกระทบความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและต่างประเทศอย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นการทำลายความมั่นคงของประเทศทั้ง 2 ด้านดังกล่าว ผู้ที่มีส่วนขยับโรดแมปดังกล่าวต้องรับผิดชอบหรือไม่ ขอให้วิญญูชนช่วยพิจารณา

เหตุที่กล่าวเช่นนั้น ขอให้ไปดูการรายงานข่าวของสำนักข่าว บีบีซี ซึ่งได้รายงานข่าวไปทั่วโลกเมื่อ 10 .. 60 มีสาระสรุปได้ดังนี้ "ภายหลังการประชุมร่วมระหว่าง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อรับทราบว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญพรรคการเมืองมีผลใช้บังคับแล้ว พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แถลงว่า หลังจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญพรรคการเมือง มีผลใช้บังคับ คสช.จะพิจารณาเวลาจัดทำกิจกรรมพรรคการเมืองเพื่อผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญพรรคการเมืองต่อไป ผมไม่ต้องการถ่วงเวลาใดๆ ทั้งสิ้น...โดยในเดือน มิ..61 จะประกาศวันเลือกตั้ง ส่วนในเดือน ..61 จะให้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไป..."

ดังนั้น จึงมีข้อพิจารณาว่า จะมีการเลื่อนโรดแมปการเลือกตั้งออกไปหรือไม่ ซึ่งคงจะเป็นการซื้อใจหรือวัดใจกัน ว่าผู้มีหน้าที่ในบ้านเมืองจะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง หรือจะรักษาความมั่นคงของประเทศด้วยการสร้างความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศในการทำตามสัญญา ซึ่งเป็นประโยชน์ส่วนรวม สังคมกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด

"จาตุรนต์" ห่วงตรวจทุจริตเหลว หวั่นคอรัปชั่นพุ่ง


นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความ เรื่อง ความล้มเหลวของระบบต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ตอนที่2 หลังรัฐประหารปี 2557 เกิดอะไรขึ้นกับระบบต่อต้านการคอรัปชั่น?

นับตั้งแต่คสช.ทำรัฐประหารยึดอำนาจเป็นต้นมา ระบบการต่อต้านคอรัปชั่นก็เปลี่ยนไปอย่างมาก การตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของรัฐ ถูกจำกัดลงอย่างมาก กล่าวคือ

1. ไม่มีการตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งการตั้งกระทู้ การเสนอญัตติในสภา โดยเฉพาะไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือแม้แต่การตรวจสอบโดยคณะกรรมาธิการต่างๆ

2. การตรวจสอบโดยสื่อมวลชนทำได้อย่างจำกัด โดยเฉพาะการเสนอข้อมูลหรือความเห็นที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลคสช. ถูกจำกัดด้วยการควบคุมสื่อ ทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย ทั้งด้วยการเข้าระงับยับยั้งโดยตรงด้วยการยกเลิกรายการหรือปิดสถานีและการบีบบังคับให้สื่อเซ็นเซอร์ตัวเอง

3. การตรวจสอบโดยภาคประชาชนถูกขัดขวาง ทั้งด้วยการใช้อำนาจของคสช.ในเรื่องห้ามชุมนุมทางการเมืองและการใช้กฎหมายอาญาเกี่ยวกับความมั่นคงและกฎหมายคอมพิวเตอร์ที่เป็นไปในลักษณะกลั่นแกล้งตามอำเภอใจ ดำเนินคดีทั้งในศาลทหารและศาลยุติธรรม

4. มีการใช้คำสั่งคสช.แต่งตั้งโยกย้ายในลักษณะลงโทษหรือให้คุณให้โทษแก่ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ในเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตโดยไม่มีการสอบสวนเสียก่อน ไม่เปิดโอกาสให้มีการชี้แจง อุทธรณ์หรือกระทั่งร้องต่อศาลปกครอง ต่อมาแม้พบว่าไม่มีความผิดก็ไม่มีการแก้ไขคำสั่งหรือเยียวยา เท่ากับทำลายระบบในการแต่งตั้งโยกย้าย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันปราบปรามการทุจริต จนหาหลักหาเกณฑ์อะไรไม่ได้

5. ไม่ปรากฎว่า มีการจัดระบบเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างที่เชื่อได้ว่า จะป้องกันการทุจริตคอรัปชั่นได้ดีขึ้น แต่กลับมีการใช้คำสั่งคสช.ยกเว้นการรับผิดทางแพ่ง ทางอาญาหรือทั้งสองอย่างแก่เจ้าหน้าที่ราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทอื่น ในการดำเนินการที่อาจเกิดการทุจริต

ซ้ำร้ายในการดำเนินโครงการใหญ่มูลค่ามหาศาล ก็ได้มีคำสั่งคสช.กำหนดสาระสำคัญและกระบวนการทำงานของโครงการ โดยให้ยกเว้นการใช้กฎหมายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่นโครงการรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น

เกิดอะไรขึ้นกับองค์กรต่อต้านคอรัปชั่น?

หลังการรัฐประหารปี 2557 เป็นต้นมา คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งต่อมาก็บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาตรา 44 แล้วรับรองโดยรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทำให้สิ่งที่เรียกกันว่า องค์กรอิสระทั้งหลาย รวมทั้งที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการต่อต้านหรือปราบปรามคอรัปชั่นไม่มีความเป็นอิสระอีกต่อไป แม้จะยังคงมีกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องอยู่

คสช.ยังได้ออกคำสั่งที่ 69/2557 เรื่อง มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ สั่งทุกส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐให้ดำเนินการต่างๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ และได้สั่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการทั้งหลาย และรายงานผลการปฏิบัติพร้อมทั้งเสนอความเห็นให้คสช.พิจารณา

คำสั่งนี้ มีลักษณะทำให้อำนาจในเรื่องที่เกี่ยวกับกับป้องกันปราบปรามการทุจริตอยู่ในมือของคสช.อย่างสมบูรณ์

มีการตั้งคกก.ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ เมื่อ 13 ตุลาคม 2557

ต่อมา 24 พฤศจิกายน 2557 นรม. ออกคำสั่งที่ 226/2557 เรื่องจัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติขึ้น ภายในสำนักงาน คกก.ปปท.เรียกโดยย่อว่า ศอตช. มีรมว.ยุติธรรมเป็นประธาน เลขาธิการปปช.เป็นกรรมการ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นกรรมการ รวมองค์กรภาคเอกชนอีก 2 องค์กรเป็นกรรมการด้วย

อำนาจหน้าที่สำคัญ คือ กำหนดแนวทางและแผนการปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายของฝ่ายบริหารในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ พร้อมทั้งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตสู่การปฏิบัติให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

อำนวยการและประสานการปฏิบัติ เร่งรัด ติดตาม กำกับดูแล ตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงานของส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการทุจริตเป็นไปอย่างบูรณาการโดยมีเอกภาพชัดเจน

ต่อมาคำสั่งคสช.ที่ 127/2557 ลว. 15 ธันวาคม 2557 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ มีหัวหน้าคสช.เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่กว้างขวางมาก เช่น จัดทำแนวทางและมาตรการในการบูรณาการเพื่อเสริมสร้างและประสานความร่วมมือในการป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ และเสนอให้ครม.ทราบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

ติดตามประสานงานและสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในการดำเนินงานของคณะกรรมการตามกฎหมายและหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง

คำสั่งนี้ มีลักษณะครอบคลุมกว้างขวางมาก องค์กรที่มีหัวหน้าคสช.เป็นประธานนี้ กลายเป็นองค์กรสูงสุดในเรื่องคอรัปชั่นที่กำกับควบคุมองค์กรทั้งหลายทั้งปวง

ต่อมา มีคำสั่งคสช.ที่ 1/2558 แต่งตั้งคณะกรรมการตามองค์ประกอบคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ

หลังจากนั้น จะเห็นภาพการเรียกปปช. สตง.มาสั่งการ ประสาน ร่วมประชุมเป็นว่าเล่น จนกลายเป็นระบบที่ไม่ได้อาศัยองค์กรอิสระ หรือไม่มีองค์กรอิสระที่อิสระจริง อำนาจอยู่ที่คสช.เป็นหลัก ถัดมา คือ รัฐบาล
แต่องค์กรที่ตั้งขึ้นนี้ ต่อมาก็ไม่ได้มีบทบาทที่เป็นแก่นสารใดๆ

สำหรับปปช.นั้น นอกจากถูกครอบและบดบังโดยระบบและโครงสร้างไปแล้ว ปปช.เองยังถูกแทรกแซงโดยคสช.และรัฐบาลโดยตรงอีกด้วย เมื่อกรรมการปปช.ชุดเดิมบางคนพ้นจากตำแหน่งไป ก็เกิดการสรรหาและแต่งตั้งคนใหม่ขึ้นแทน ในการนี้คสช.ได้ออกคำสั่งกำหนดให้ประธานสนช.และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายเข้าเป็นกรรมการสรรหาและต่อมาได้ผ่านความเห็นชอบของสนช. จนได้เป็นคณะกรรมการปปช.ชุดปัจจุบัน ซึ่งก็เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่า กรรมการคนสำคัญบางคนเป็นคนสนิทของคสช.โดยตรง

3 ปีกว่าภายใต้การปกครองของคสช. ระบบในการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จนทำให้แท้จริงแล้ว ในระบบนี้ไม่มีองค์กรอิสระ หากแต่เป็นระบบที่คสช.กำกับควบคุมได้ หรือเรียกได้ว่า รวมศูนย์อำนาจอยู่ในมือของของคสช.อย่างสมบูรณ์ ระบบนี้อยู่ในสภาพที่ขาดการตรวจสอบถ่วงดุล ทั้งจากฝ่ายนิติบัญญัติ สื่อมวลชน และประชาชน

ภายใต้ระบบที่สังคมจะสามารถตรวจสอบการทำงานของ คสช.และรัฐบาลได้อย่างจำกัดมากนี้ แม้จะมีข่าวการทุจริตคอรัปชั่นมากขึ้นๆ แต่ก็ไม่มีใครทราบว่า แท้จริงแล้วมีการทุจริตคอรัปชั่นมากหรือน้อยเพียงใด สังคมจะได้รับรู้ความจริงกัน ก็ต่อเมื่อมีระบบในการป้องกันปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นที่ดีและมีประสิทธิภาพ และต่อเมื่อประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการตรวจสอบการทำงานของรัฐแล้วเท่านั้น
ระบบที่การตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อป้องกันปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นทำได้อย่างจำกัดนี้ จะอยู่กับเราไปอีกอย่างน้อยตลอดระยะเวลาที่คสช.ยังอยู่ในอำนาจ

ส่วนระบบที่ถูกออกแบบไว้สำหรับอนาคตเป็นอย่างไร ไว้พูดกันในตอนต่อไปครับ
......
(รออ่าน ตอนที่3)
ในภาพอาจจะมี 1 คน, ข้อความ

พลรักษ์ รักษาพล

“นพดล” ติงรัฐเลื่อนเลือกตั้ง กระทบความเชื่อมั่นประเทศ


นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงแนวคิดการแก้ร่าง พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ให้มีผลบังคับใช้ หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว 90 วัน ว่า “ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะทำเช่นนั้นจริงหรือไม่ แต่ถ้าทำจริงตามข่าว อาจส่งผลให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไป แต่ต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ว่าทำเช่นนั้นทำไม? ประเทศได้ประโยชน์อย่างไร? โดยส่วนตัวเห็นว่านักการเมืองไม่ได้เดือดร้อนว่าจะเลือกตั้งช้าไป 2-3 เดือน ถ้ามีชุดคำอธิบายที่ดีพอ แต่ผมไม่อยากให้ความน่าเชื่อถือของท่านนายกฯที่ประกาศว่าจะให้มีการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2561 ได้รับผลกระทบ เพราะจะทำให้การทำงานยากขึ้นและมันจะลามไปยังความน่าเชื่อถือของประเทศ เพราะเคยมีการตกลงในคำแถลงการณ์ร่วมที่ทำกับฝ่ายสหรัฐอเมริกา และต่อมาสหภาพยุโรปก็ยึดเอาคำพูดของท่านนายกฯที่จะมีการเลือกตั้งในเดือน พฤศจิกายน 2561 จนยอมที่จะติดต่อทางการเมืองกับไทยอีกครั้ง นอกจากนั้นนักธุรกิจนักลงทุนไทยก็เห็นว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน ซึ่งย่อมเป็นปัจจัยลบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ”

นายนพดล กล่าวต่อไปว่า “อยากให้ สนช. และรัฐบาลคิดให้ถี่ถ้วนและเห็นแก่ประเทศ ให้โอกาสประเทศที่จะเดินหน้าตามครรลอง และอย่าประเมินสติปัญญาของคนไทยที่รู้เท่าทันความพยายามเช่นนี้ตำ่เกินไป ผมไม่อยากเห็นความขัดแย้งรอบใหม่ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการสร้างความปรองดอง แต่คิดว่ายังมี สมาชิก สนช. ที่มีจิตสำนึก ไม่เห็นแก่ประโยชน์ทางการเมือง และไม่สร้างภาระให้ประเทศ”

วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561

"เพื่อไทย" ดักทางพรรคทหาร แนะข้าราชการวางตัวเป็นกลาง


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นกรณี พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2561 ขานรับไอเดีย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรื่อง ประชาธิปไตยไทยนิยม โดยเตรียมมอบหมายเหล่าทัพลงพื้นที่สร้างความเข้าใจประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งนั้น

นายชวลิต ระบุว่า “ในฐานะที่ผมก็เคยรับราชการมาก่อน ขอฝากข้อสังเกตว่า ข้าราชการต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ทั้งนี้ มีกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องวางหลักเกณฑ์นี้ไว้มาช้านานแล้ว ผู้ใดฝ่าฝืนก็จะต้องถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย ที่จำเป็นต้องติงไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เพราะบังเอิญนายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ท่านเป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหาร และไม่ปิดทางการเป็นนายกรัฐมนตรีจากคนนอก”

นายชวลิต กล่าวต่อไปว่า “นอกจากนี้ หากติดตามข่าวสารบ้านเมือง จะมีข่าว มีข้อมูลเป็นระยะๆ ว่า จะมีการตั้งพรรคการเมืองสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้น การส่งกำลังทหารลงพื้นที่ไปให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งอาจถูกครหาว่าไม่เป็นกลางทางการเมืองได้ และจะทำความอึดอัดใจให้กับข้าราชการที่ได้รับคำสั่งให้ลงพื้นที่ที่เกรงว่าอาจถูกฟ้องร้องเป็นคดีตามมาในภายหลังได้”

นายชวลิต กล่าวในที่สุดว่า “ความจริงแล้ว หน้าที่ดังกล่าวควรให้ กกต. เป็นผู้ดำเนินการก็จะถูกต้องตามสายงาน ส่วนทหารก็ควรทำหน้าที่ทหาร ก็จะช่วยกันสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศของเราว่าการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นเพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย บริสุทธิ์ ยุติธรรม”

“เรืองไกร” ยื่น ป.ป.ช. สอบประยุทธ์


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบว่าการไปตีกอล์ฟที่สนามของครอบครัวสะสมทรัพย์ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2560 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าเข้าข่ายรับประโยชน์อื่นใดเกิน 3,000 บาท ตามกฎหมายและระเบียบของ ป.ป.ช.หรือไม่? เพราะนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ เคยระบุว่าได้เลี้ยงข้าวเป็นธรรมเนียมในฐานะเจ้าของสนาม




วันพุธที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2561

"เพื่อไทย" แถลงค้านคำสั่งหัวหน้า คสช. มิชอบ-ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ


ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า เมื่อเวลา 10.00น. แกนนำพรรคเพื่อไทยร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน กรณีการยื่นหนังสือคัดค้านคำสั่ง คสช. โดยมีเนื้อหาดังนี้

คำแถลงพรรคเพื่อไทย เรื่อง คำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 
ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 213 ประกอบมาตรา 5

ตามที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 ประกอบมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2560 นั้น

สมาชิกพรรคเพื่อไทยเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในหลายประการและเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของสมาชิกพรรคการเมืองและพรรคการเมือง จึงได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ประกอบข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ข้อ 17 (12) และข้อ 21 ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัย โดยประเด็นสำคัญที่เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญและเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพนั้น มีดังนี้

ประเด็นแรก คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 จึงไม่เป็นที่สุด และชอบที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของคำสั่งดังกล่าวได้ เนื่องจาก

  •  (1) สาระสำคัญของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เป็นเรื่องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าว รัฐธรรมนูญ มาตรา 131 และมาตรา 132 บัญญัติให้เป็นอำนาจของรัฐสภา (หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติปัจจุบัน) และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองนั้นได้ผ่านกระบวนการตราขึ้นโดยถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ผ่านความเห็นชอบของ สนช. ผ่านการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญและพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว การที่หัวหน้า คสช.ออกคำสั่งแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเท่ากับเป็นการลบล้าง (Overrule) กระบวนการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญ 
  •  (2) ประเทศไทยมีความเป็นนิติรัฐหรือรัฐที่ปกครองโดยกฎหมาย มิใช่โดยอำนาจของบุคคล มีรัฐเป็นกฎหมายสูงสุด ยึดหลักการแบ่งแยกการใช้อำนาจอธิปไตยในทางนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการให้แก่องค์กรต่างๆ มีหลักประกันคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล ดังนั้น หัวหน้า คสช.จึงเป็นเพียงผู้ได้รับอำนาจมาจากรัฐธรรมนูญอีกทอดหนึ่ง จึงไม่อาจใช้อำนาจที่ขัดหรือแย้งหรือนอกเหนือไปจากที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ได้ 


 ประเด็นที่สอง  คำสั่งหัวหน้า คสชที่ 53/2560 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ดังนี้ 


  •  (1) การที่หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจโดยไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้และใช้อำนาจซึ่งเป็นขององค์กรอื่น อันไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 131 และมาตรา 132 จึงเป็นการกระทำโดยที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจไว้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง 
  •  (2) การออกคำสั่งที่มีผลเป็นการลบล้างสมาชิกภาพของสมาชิกพรรคการเมือง มิใช่การออกกฎหมายจำกัดสิทธิเท่านั้น แต่เป็นการยกเลิกสิทธิของการเป็นสมาชิกพรรค จึงกระทบต่อสาระสำคัญของสิทธิเสรีภาพของบุคคลและเป็นการออกกฎหมายที่มีผลย้อนหลังเป็นโทษแก่บุคคล จึงขัดต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคแรก 
  •  (3)  การกำหนดให้ผู้ที่เป็นสมาชิกพรรค ถ้าจะเป็นสมาชิกพรรคต่อไปต้องทำหนังสือยืนยันต่อหัวหน้าพรรคพร้อมแสดงหลักฐานการมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามภายใน 30 วัน ซึ่งลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายของการเป็นสมาชิกพรรคมีหลายประการ ต้องขอหนังสือรับรองจากหน่วยงานต่างๆ ถึง 14 หน่วยงาน กรณีดังกล่าวจึงถือเป็นการเพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 26 วรรคแรก และยังขัดต่อหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 วรรคแรกด้วย เนื่องจากผู้ที่สมัครสมาชิกใหม่ไม่ต้องดำเนินการดังกล่าว 
  •  (4) ในคำสั่งมิได้ระบุเหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของสมาชิกพรรคการเมืองข้างต้นไว้ จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคแรก เช่นกัน 


นอกจากนี้ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 ยังเป็นการละเมิดสิทธิทางการเมืองของพรรคการเมืองด้วย ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะได้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญและผู้ตรวจการแผ่นดินให้ดำเนินการต่อไป

จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

พรรคเพื่อไทย
17 มกราคม 2561