วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560

"11ปีไม่จางหาย" ทักษิณโพสต์ ครบรอบรัฐประหาร'49-ห่วงพี่น้องชาวไทย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ @ThaksinLive เนื่องใันวันครบรอบวันรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยมีเนื้อหา ระบุว่า I hope the memory of what happened 11 years ago has not faded from the hearts of Thai people. I am, and will always be, concerned about the livelihood of my fellow Thai citizens. 



ทั้งนี้ ข้อความดังกล่าวแปลเนื้อหาเป็นภาษาไทย ระบุว่า "ผมหวังว่าความทรงจำของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 11 ปีที่ผ่านมา จะยังไม่จางหายไปจากพี่น้องชาวไทย และผมเองก็ยังเป็นห่วงชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยเหมือนเดิมตลอดไป"


ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 ในสมัย ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เกิดเหตุในคืนวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยมีปฏิกิริยาตอบโต้จากนานาชาติ ทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ และการแสดงความผิดหวังอย่างมากของสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าประเทศไทยเป็นพันธมิตรนอกนาโต และตำหนิว่า การรัฐประหารดังกล่าว ไม่มีเหตุผลยอมรับได้

“วันชัย” ยื่นสอบ “ชัยณรงค์-อุตตม” แนะดีเอสไออย่าเลือกปฏิบัติคดีกรุงไทย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทนายวันชัย บุนนาค นักวิชาการด้านกฎหมาย เดินทางมากรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อเวลา 10.00น. โดยใช้สิทธิ์ร้องทุกข์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา41 ในคดีฟอกเงินธนาคารกรุงไทย

ทนายวันชัย กล่าวว่า "จากรายงานการประชุมคณะกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย ครั้งที่48/2546(257) ลงวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2546 โดยศาลฯพิพากษาว่าปล่อยกู้ผิดกฎหมาย ซึ่งผู้บริหารทั้งหมดที่ลงนามอนุมัติปล่อยกู้นั้นกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษที่ 36/2550 โดยผู้อนุมัติทั้งหมดต้องเป็นผู้ต้องหา"


ทนายวันชัยตั้งข้อสังเกตว่า นายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ และ นายอุตตม สาวนายน ซึ่งปัจจุบันเป็นรมว.อุตสาหกรรม ไม่ถูกฟ้อง แต่ไม่มีกฎหมายยกเว้นว่าไม่ผิดฐานฟอกเงิน โดยวัตถุประสงค์ที่เดินทางมายื่นหนังสือร้องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้สอบสวน นายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ และ นายอุตตม สาวนายน ตามที่เป็นคดีพิเศษที่ 36/2550 และกรวมสอบสวนคดีพิเศษมีคำสั่งเห็นควรสั่งฟ้องหรือไม่ในสำนวน


ทนายวันชัย กล่าวแสดงความกังวล ว่า "ทราบว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ ยังไม่ได้ทำคำสั่งทางคดีกับกรรมการอนุมัติสินเชื่อทั้ง 5 คน ของธนาคารกรุงไทยเลย กรมสอบสวนคดีพิเศษต้องเรียกตัวผู้อนุมัติสินเชื่อทั้งหมดมาสอบสวนดำเนินคดีและต้องทำความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ส่งอัยการ แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษกลับไปตั้งคดีฟอกเงินเอากับกลุ่มคนที่ไม่ใช่การรับเงินหรือรับเช็คธนาคารกรุงไทยและบัญชีธนาคารกรุงเทพ หากกรมสอบสวนคดีพิเศษร้องทุกข์กล่าวโทษเพียงบางคนในคดีการฟอกเงินกรุงไทย ส่อว่าเป็นการเลือกปฏิบัติไม่กี่คน สุ่มเสี่ยงต่อการทำผิด ม.157 จึงเสนอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินคดีการฟอกเงินกรุงไทย อย่างเสมอภาคเท่าเทียม"

วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560

“วิญญัติ” เร่งเอาผิด “อภิสิทธิ์-สุเทพ” คดีสลายการชุมนุมเมษา-พฤษภา’53


นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) ทนายความพร้อมด้วยกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย 10เมษายน-19พฤษภาคม 2553 เดินทางมาร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด ให้แจ้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนคดีการเสียชีวิต 99 ศพ ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้ต้องหา กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น เพื่อนำมารวมกับสำนวนความผิดฐานเจตนาฆ่าที่อัยการสูงสุดได้สั่งฟ้องไว้แล้ว เพื่ออัยการสูงสุดจะได้ฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือศาลอาญาต่อไป


นายวิญญัติ กล่าวว่า "ในหนังสือเนื้อหาเรามีประเด็นอยู่ 5 ประเด็นในการที่มายื่นต่อท่านอัยการสูงสุด ในฐานะที่ท่านเป็นผู้บังคับบัญชาลำดับสูงขององค์กรอัยการ เนื่องจากว่าหลังจากมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4288-4289/2560 ได้วินิจฉัยออกมาเป็นประเด็นทางกฎหมายที่ชัดเจน ประเด็นแรกก็คือเรื่องของการให้ ป.ป.ช. เป็นองค์กรที่มีอำนาจในการไต่สวนข้อกล่าวหา ซึ่งองค์กรของ ป.ป.ช. นั้นอาจจะเคยไต่สวนไปแล้วเมื่อปี 2558 และมีคำสั่งหรือมีมติให้ยกคำร้องก็ตาม หรือว่าเห็นว่าไม่มีมูลก็ตามนั้น ปัจจุบันนี้เราได้พบข้อเท็จจริงทางคดี ในส่วนสาระสำคัญ คือการมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่เป็นที่รับทราบอยู่แล้ว และประเด็นที่สอง ก็คือเรื่องของพยานหลักฐานที่มีบางท่าน ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. เอง หรือนักกฎหมายบางคนเอง ออกมาเรียกร้องหาพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งทางทีมทนายความแล้วก็ญาติผู้ตายและส่วนที่เกี่ยวข้อง เราได้วิเคราะห์คำพิพากษาและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วว่า พยานหลักฐานใหม่ประกอบด้วย 3 ชิ้น คือ 1. คำพิพากษาศาลฎีกา 2. สำนวนการสอบสวนและคำสั่งฟ้องของอัยการสูงสุดในข้อหาเจตนาฆ่า ซึ่งเรื่องนี้อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งฟ้องไปแล้วและคำสั่งนี้ก็ยังมีผลสมบูรณ์อยู่ ณ ปัจจุบัน ป.ป.ช. เองไม่ได้เป็นผู้สอบก็จริง แต่ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจอยู่แล้วตามกฎหมาย เนื่องจากว่าไม่ใช่ความผิดมาตรา 157 หลักฐานที่ 3. ก็คือเรื่องของคำสั่งไต่สวนการตายของทั้งหมดที่มีเราอยู่ 13-14 คำสั่ง ปัจจุบันนี้เราเชื่อมั่นว่า ป.ป.ช. เองที่ยกคำร้องไปในอดีตนั้น ไม่ได้นำหลักฐานชิ้นนี้ หลักฐานชิ้นนี้ไม่ได้มีแต่คำสั่ง แต่มีสำนวนการสอบสวน ซึ่งเป็นสำนวนสอบสวนการตายตาม ป.วิอาญา จะประกอบด้วยคำพยาน คำเบิกความหลายๆส่วน แล้วก็เรื่องความเห็น รวมทั้งการตรวจหาที่เกิดเหตุ เราเห็นว่าทั้ง 3 ส่วนนี้คือพยานหลักฐานใหม่ ตามสิ่งที่มีบางคนเรียกร้อง"

นายวิญญัติ กล่าวว่า "ประการที่สองที่เรานำเสนอต่ออัยการสูงสุดวันนี้ คือเรื่องของหน้าที่ของอัยการสูงสุดและ ป.ป.ช. ซึ่งจะต้องทำการไต่สวนเรื่องนี้ให้ปรากฏ เนื่องจากว่าเมื่อมีการตายเกิดขึ้นหลายศพร่วมร้อยศพ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ กระบวนการยุติธรรมที่จะนำเข้าไปสู่การพิจารณา การใช้เทคนิคทางกฎหมายหรือข้ออ้างบางประการเพื่อที่จะตัดอำนาจของตัวเองไป เป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้น เนื่องจากจะลดความน่าเชื่อถือในองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้อง"



"ประการที่สาม เรายืนยันเสมอว่า เรื่องนี้ทางอัยการสูงสุดสามารถที่จะดำเนินการส่งฟ้องในข้อหามาตรา 288 ได้อยู่ แต่เมื่อศาลฎีกาท่านได้ชี้ว่า องค์กรที่มีอำนาจไต่ส่วนโดยตรงคือ ป.ป.ช. เราก็ขอให้อัยการสูงสุดส่งสำนวนที่เกี่ยวข้องเพื่อไปไต่สวนข้อหามาตรา 157 ต่อ ไม่ได้ใช้สำนวนเดิม ต้องเข้าใจว่าเราไม่ได้สำนวนหรือพยานหลักฐานเดิม เราจะใช้สำนวนหรือพยานหลักฐานตามมาตรา 288 สำนวนนี้ไปเป็นหลักฐานใหม่ เพื่อให้ไต่สวนมาตรา 157 ถ้าหากอัยการไต่สวนแล้ว ไม่ผิดมาตรา 157 อัยการสูงสุดหรืออัยการที่รับผิดชอบก็ต้องฟ้องมาตรา 288 ต่อศาลต่อไป หรือถ้าไต่สวนแล้วผิดมาตรา 157 ก็ต้องนำสำนวนมาตรา 288 รวมกับกับสำนวนมาตรา 157 ฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีการเมืองต่อไป นี้คือประเด็นที่เราจะทำให้เกิดความชัดเจน หลังจากนี้ต่อไปเราก็ให้ท่านอัยการสูงสุดได้รับหนังสือและคำพิจารณาหนังสือว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งเราเห็นว่า เป็นหน้าที่ขององค์กรอัยการที่จะต้องดำเนินการเรื่องนี้ หากบุคคลใดหรือท่านใดที่เห็นว่าไม่มีหลักฐานใหม่หรือพยายามที่จะตัดอำนาจของตัวเองโดยการที่จะนิ่งเฉย เราก็จะพิจารณาดำเนินการในทางกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิ์ของเราต่อไป" นายวิญญัติกล่าว

สุดทน! "วีระ" บุกดีเอสไอ แนะอย่าเลือกปฏิบัติคดีกรุงไทย


นายวีระ สมความคิด ประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน ระบุว่า ได้รับการร้องเรียนโดยได้นำหลักฐานมามอบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เพื่อแสดงให้เห็นว่าในคดีฟอกเงินธนาคารกรุงไทยนั้น เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ มีการเลือกปฏิบัติ โดยไม่ลงโทษหรือสั่งฟ้องผู้ที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายหรือสนับสนุนการฟอกเงินบางคน สำหรับในคดีในส่วนของนายพานทองแท้ ชินวัตร แน่นอนทางดีเอสไอต้องทำไปตามหน้าที่ แต่มีบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง อยากให้ดีเอสไอดำเนินการด้วย โดยในวันนี้ ได้มายื่นหนังสือกับดีเอสไอให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องและเข้าข่ายรายอื่นทุกคนอย่างไม่เลือกปฏิบัติ และจะติดตามการดำเนินการของดีเอสไอในคดีนี้ต่อไป

วันเสาร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2560

กรุงไทยใครโกง? นักวิชาการด้านกฎหมาย เตือน DSI ดำเนินคดีเฉพาะพานทองแท้ เสี่ยงขัด ม.157

นายวันชัย บุนนาค นักวิชาการด้านกฎหมาย โพสต์ข้อความแสดงความเห็นตั้งข้อสังเกตต่อการทำหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (Department of Special Investigation: DSI) ในคดีกรุงไทย ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ดังนี้


ผมทนายวันชัย บุนนาค ซึ่งได้ติดตามคดีทางการเงินที่สร้างความเสียหายต่อชาติมาหลายคดี อาทิ คดีฟอกเงินกรุงไทย ที่ตั้งข้อสังเกตในการดำเนินคดีดังกล่าว คือ โดยก่อนที่จะไปตามจากบุคคลอื่นๆที่ไปรับเงินโอนจากกลุ่มกฤษดานครหลังจากวันที่ 18 ธันวาคม 2546 แต่ คำพิพากษาของศาลฎีกานั้น วินิจฉัยไว้ทำนองว่า ไม่มีพยานปากไหนหรือพยานใดๆยืนยันให้เห็นว่า อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ เกี่ยวข้องกับการสั่งการหรือการอนุมัติสินชื่อธนาคารกรุงไทยคดีนี้

และ ต่อไปนี้เป็นข้อสังเกตถึงความผิดปกติ เป็นเรื่องแปลกให้ฉงนใจสงสัยว่า DSI ไม่ต้องทำหน้าที่ตาม ป.วิอาญา-ได้ด้วยหรือ ทำอย่างนี้ผิด ม.157 ได้หรือไม่?

ผมทนายวันชัย บุนนาค ยิ่งเห็นว่าแปลกประหลาดจริงๆกับการทำหน้าที่ของ DSI จะถึงขั้นผิด ม.157 หรือไม่? น่าคิดน่าติดตามและน่าจะต้องไปดำเนินคดีต่อ DSI ตามช่องทาง รัฐธรรมนูญ 2560 เพราะว่า มติกรรมกรรมการคดีพิเศษ ลงมติรับคดีที่ คตส.ส่งมาให้ดำเนินคดีฟอกเงิน 3,554,870,000.- บาท กับ ผู้บริหาร ธนาคารกรุงไทย เอาชัดๆ 5 คนที่ลงนามอนุมัติสินเชื่อ คือ ผู้สนับสนุนให้มีการเอาเงินกรุงไทยไปฟอก แต่ DSI กลับ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ ตาม ป.วิอาญา ม.131 และ ม.141

โดยเฉพาะ ม.141 ที่พนักงานสอบสวนต้องเรียก 5 คน ที่ลงนามอนุมัติสินเขื่อที่ผิดกฎหมายมาสอบสวนก่อน จะได้ตัวมาหรือไม่ได้ตัวมาสอบสวนก็ตาม และ DSI จะต้องทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง และส่งให้พนักงานอัยการพิจารณาตามหน้าที่ว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้อง หรือสั่งให้ยุติการสอบสวน หรือหากอัยการเห็นควรสั่งฟ้องก็ต้องฟ้องคดีต่อศาลไป แต่แปลกประหลาด คำถามคือ DSI ไม่ทำหน้าที่ตาม ป.วิอาญา ม.141 ตรงนี้ให้ครบถ้วน ได้ด้วยหรือ?

DSI ตัดสินใจไม่สอบสวนบุคคลที่คณะกรรมการคดีพิเศษลงมติรับเป็นคดีพิเศษ กล่าวหาชัดๆว่าผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ทำผิดกฎหมาย DSI ยุติการสอบสวนกรรมการอนุมัติสินเชื่อ 5 คนของธนาคารกรุงไทยโดยพนักงานอัยการไม่ได้มีคำสั่งยุติการสอบสวนได้ด้วยหรือ?

ไม่ทำแล้ว ยังเที่ยวดำเนินคดีกับคนไม่กี่คน เช่นคุณพานทองแท้ กับพวก ที่ไม่ได้รับเงินโดยตรงจาก เช็คของ ธนาคารกรุงไทย แล้วก็รับในช่วงปี 2547 และต่อมาก็คืน ถ้าเจตนาฟอกจะคืนไปทำไม? ทั้งๆที่มี คนรับเช็คที่กระจายจากเช็ค ธนาคารกรุงไทยตั้งหลายคนหลายบริษัทฯ DSI ทำตาม ม.141 หรือยังครับ? แต่ DSI และ ปปง. ก็ไม่สนใจจะทำจะดำเนินคดี น่าจะเข้าข่ายจริงๆกับความผิด ม.157 จริงๆไหมใช่หรือเปล่า?

วันศุกร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560

"เพื่อไทย" เรียกร้อง สตง. ตรวจสอบ "เรือเหาะ" กองทัพ สูญงบประมาณ ใช้การไม่ได้ หวั่นซ้ำรอย จีที 200


นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการยกเลิกการใช้เรือเหาะเนื่องจากใช้งานไม่ได้ของกองทัพในภาคใต้ว่า "เรื่องนี้เป็นการใช้เงินงบประมาณอันมาจากภาษีประชาชน และเป็นตัวอย่างที่สังคมควรจะช่วยกันตระหนักและมีส่วนร่วมในการรับรู้ และอยู่ในความสนใจของประชาชนผู้เสียภาษี จึงควรจะมีหน่วยงานที่เป็นองค์กรอิสระอย่างแท้จริงช่วยทำความจริงให้ปรากฏและเป็นตัวแทนของประชาชนได้"

นายจิรายุ กล่าวว่า "ตนขอเรียกร้องให้ สตง.ช่วยทำความจริงให้ปรากฏ ออกมาตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะจะเป็นการพิสูจน์ฝีมือของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน อันเป็นที่พึ่งของประชาชาชนที่ควรสรุปผลออกมาเพื่อเป็นบทเรียนของประเทศ และจะได้ใช้เป็นบรรทัดฐานในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ว่ามีความจำเป็นหรือเหมาะสมกับสภาพการใช้งานของภารกิจนั้นๆหรือไม่อย่างไร? ที่สำคัญประเทศชาติจะได้รับประโยชน์จากการใช้เงินงบประมาณที่เก็บภาษีมาจากประชาชนได้อย่างคุ้มค่ายิ่งขึ้น อีกทั้งหน่วยงานราชการอื่นๆจะได้นำไปใช้เป็นบรรทัดฐานเพื่อให้เกิดความศรัทธาต่อประชาชนผู้เสียภาษี ที่สำคัญวันนี้ชาวบ้านเรียกเรือเหาะว่าเรือเหี่ยวกันไปหมดแล้ว และยิ่งรัฐบาลชุดนี้บอกว่ายึดอำนาจมาเพื่อเข้ามาปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติก็ยิ่งจำเป็นต้องทำให้ความจริงปรากฏว่าการจัดซื้อจัดจ้างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่? และซื้อแล้วมีความคุ้มค่าหรือไม่?"

นายจิรายุ กล่าวอีกว่า "กรณีจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด GT 200 ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นไม้ล้างป่าช้า และศาลอาญากลาง กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตัดสินเอาผิดในข้อหาฉ้อโกงกับบริษัทผู้ผลิตเครื่องมือดังกล่าวและให้ประเทศที่รับซื้อแจ้งยอดความเสียหายไป เพื่อเรียกรับค่าชดเชยสินค้า แต่ปรากฏว่า ประเทศไทยกลับไม่แจ้งยอดตัวเลขความเสียหายกลับไปใช่หรือไม่? เรื่องแบบนี้ประชาชนหวังให้ สตง.เป็นที่พึ่งสุดท้ายที่จะทำให้ประเทศชาติมีบรรทัดฐานในการใช้ภาษีของพี่น้องประชาชนได้"

วันพฤหัสบดีที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560

"จิรายุ" ห่วงรัฐขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม ซ้ำเติมปัญหาประชาชน-กระทบผู้มีรายได้น้อย


นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รักษากาารองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศขึ้นภาษีต่างๆ ในวันเสาร์ที่ 16 กันยายนนี้ โดยเฉพาะเรื่องของก๊าซหุงต้ม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อปากท้องของประชาชนโดยคาดว่าราคาก๊าซหุงต้มตามครัวเรือนจะขึ้นไป 10 บาทเป็นอย่างน้อยต่อ1ถังทำให้คาดการณ์ได้เลยว่าตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป ข้าวแกงกับข้าวอย่างเดียวจานละ 30 บาทหากินได้ยากขึ้น ยังไม่นับรวมการปรับภาษีอื่นๆเพิ่มมากขึ้นในช่วงนี้
       
และในภาวะเศรษฐกิจ เช่นนี้รัฐบาลจะขึ้นภาษีอะไรที่เป็นผลกระทบกับประชาชนรากหญ้าต้องคิดให้เยอะ เพราะทำไห้เห็นว่า งานนี้ส่อเค้าเหมือนกับว่ารัฐบาลกำลัง บักโกรกถังแตกไส้แห้ง ใช่หรือไม่?เพราะผลสุดท้ายกรรมก็ตกอยู่กับประชาชนต่อไป
 
นายจิรายุ กล่าวต่อว่ารัฐบาลควรมีมาตรการในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ชัดเจน ด้วยการสร้างรายได้ขยายโอกาส ไม่ใช่แค่มีรายได้ ได้โอกาสเฉพาะบริษัทใหญ่ๆบางบริษัทใช่หรือไม่ เพราะต้นทุนดังกล่าวนี้จะทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น ในขณะที่รายได้ของประชาชนลดลงทุกวัน ที่ผ่านมา 3 ปียังไม่เห็นมาตรการทางด้านเศรษฐกิจที่เป็นผลทำให้ธุรกิจระดับกลางและ SME หรือตลาดร้านช่อง มีผลบวก ดูได้จากยอดจดทะเบียนยกเลิกบริษัทและห้างร้านต่างๆ
   
ที่สำคัญอยากให้พลเอกประยุทธ์ ลองปลอมตัวไปนั่งกินข้าวแกงตามตลาดแล้วลองถามถึงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันน่าจะทราบความมากกว่าตามที่รับรายงานที่นำเสนอแต่เรื่องดีดีเหมือนกับผักชีโรยหน้าที่สระแก้ว
   
วันนี้รัฐบาลควรจะพักเรื่องการจัดซื้ออาวุธหรือเรื่องอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของปากท้องประชาชนและน่าจะหันมา ให้ความสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนเพราะยิ่งเข้าปีหน้าประชาชนจะยิ่งคางเหลือง  เพราะจะเข้าสู่ภาวะข้าวยากหมากแพงเต็มรูปแบบ ประชาชนจะชักหน้าไม่ถึงหลัง รายได้น้อยกว่ารายจ่าย ขอให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยด้วย ไม่ควรนิ่งนอนใจ