วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560

"อนุสรณ์" สอน "วรงค์" หัดดูพวกพ้องหนุนชัตดาวน์ประเทศ-ไม่แก้ปัญหาชาติ


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ในวันครบรอบ 11 ปี เหตุการณ์รัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ระบุ หวังว่าความทรงจำเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 11 ปีก่อน จะไม่หายไปจากหัวใจของคนไทย และยังห่วงความเป็นอยู่ของคนไทยที่ยังให้การสนับสนุน กลับมีขาประจำอย่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส. พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาตอบโต้เกินบริบทของเรื่องไปมาก ว่า "ความจริงตนไม่ประสงค์จะขยายความในประเด็นนี้ แต่ไม่อยากให้สาธารณชนเข้าใจผิด ความจริงสิ่งที่ ดร.ทักษิณ พูด ก็เป็นข้อความกลางๆที่เป็นการแสดงความห่วงใยต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนชาวไทย ไม่คิดว่าจะมีคนออกมาตอบโต้อย่างรุนแรง แต่ดูจากพฤติกรรมในอดีตก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะถึงขนาดปาแฟ้มใส่ประธานรัฐสภาก็ทำได้และทำมาแล้ว ทั้งๆที่รัฐสภาเป็นสถานที่อันทรงเกียรติ ควรระงับยับยั้งอารมณ์ไม่ใช่ควบคุมตัวเองไม่อยู่ การที่ นพ.วรงค์ บอก ดร.ทักษิณ ว่าควรหันกลับมาดูตัวเองด้วยนั้น ตนก็อยากบอกว่า นพ.วรงค์ ก็ควรหันกลับมาดูตัวเองและพรรคพวกด้วยเช่นกันว่า กลุ่มการเมืองที่ใกล้ชิดกับพรรคใดเป่านกหวีดชัตดาวน์ประเทศ สร้างเงื่อนไขเพื่อนำไปสู่การรัฐประหาร จนเศรษฐกิจเสียหายอย่างหนัก คนกลุ่มใดนอนขวางคูหา ขัดขวางการเลือกตั้ง บอยคอตการเลือกตั้ง 2 ครั้ง จะตั้งรัฐบาลทั้งทีก็ต้องไปตั้งในค่ายทหาร ซึ่งตนไม่อยากรื้อฟื้น อยากให้มองไปที่อนาคตของประเทศ สร้างความหวัง สร้างอนาคตของประเทศให้กับลูกหลาน ลดละเลิกวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง ประชาชนเบื่อหน่ายกับความขัดแย้ง เลิกเป็นไก่จิกตีกันในเข่ง ซึ่งจะถูกนำเป็นเครื่องมือของผู้ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง หันมาคิดนโยบายแก้ไขปัญหาให้ประเทศชาติและประชาชนดีกว่า"

"เพื่อไทย" ผิดหวัง "ประยุทธ์" จัดครม.สัญจร ไร้วาระช่วยเกษตรกร


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีรัฐบาลวางยุทธศาสตร์จัดประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร (ครม.สัญจร) พื้นที่ภาคกลาง จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ว่า ไม่แน่ใจว่าวัตถุประสงค์หลักของการจัด ครม.สัญจรอย่างต่อเนื่องนั้นเพื่ออะไร งบประมาณการจัดประชุมระหว่าง ครม.ในสถานที่กับ ครม.สัญจรแตกต่างกันอย่างไร ได้มีการประเมินความคุ้มค่า ความเหมาะสมหรือผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบกับงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างไร หรือเป็นเพียงยุทธศาสตร์เรียกเรตติ้งรัฐบาลในช่วงขาลงหรือไม่? การที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปฟังลำตัด ชิมกาแฟ นั่งรถไถนา เป็นไฮไลท์ที่กลบสาระที่พึงมีของการประชุม ครม.หรือไม่? พลเอกประยุทธ์พยายามบอกว่าไม่ใช่นักการเมือง ทั้งที่ความเป็นจริงยากจะปฏิเสธ การอ้อนขอเวลา ขอโอกาส ในการอยู่แก้ปัญหาประเทศนั้น ไม่ทราบว่าท่านจะขอเวลาและโอกาสไปถึงเมื่อไหร่ ระยะเวลา 3-4 ปี ที่ผ่านมาเวลาและโอกาสที่ได้รับยังไม่พออีกหรือ? ทุกภาคส่วนในสังคมเรียกร้องให้กำหนดวันเลือกตั้งให้ชัดเจน แต่ไม่เคยได้รับความชัดเจนเลย ขนาดโรดแมปที่ท่านกำหนดเองยังเลื่อนเองเลย การที่ท่านบอกว่าเลือกตั้งครั้งหน้าให้ใช้สิทธิให้ดี อย่าหลงเชื่อแค่คารมนั้น อยากให้ท่านเคารพและเชื่อมั่นในวิจารณญาณของประชาชน เพราะอย่างน้อยการได้เลือกก็ดีกว่าการไม่ได้เลือก มติ ครม.จากการจัดประชุม ครม.สัญจรเท่าที่ได้ติดตามดู ประชาชนรู้สึกผิดหวังเพราะไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจพิเศษอะไรออกมา ไม่มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ประชาชนในระดับฐานรากที่เป็นรูปธรรม ผลิตผลทางการเกษตรราคาตกต่ำ ส่งผลให้เกษตรกรไม่มีอำนาจในการจับจ่าย เศรษฐกิจฐานรากกระทบหนัก กำลังซื้อมีปัญหา ขนาดยอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังตก เพราะประชาชนไม่มีกำลังซื้อ รัฐบาลจะแก้ไขอย่างไร ดังนั้น ประชาชนแทบไม่ได้ประโยชน์ ในความตื่นเต้นและสีสันของท่านในการลงพื้นที่เรียกคะแนนนิยม ในสถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้สังคมต้องการเห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การออกมาตรการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่เพียงการจัดอีเว้นท์ทางการเมืองนอกสถานที่ แล้วก็ปล่อยให้ทุกอย่างหายไปแบบไฟไหม้ฟาง

วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560

"เรืองไกร" ยื่นสอบ "อภิสิทธิ์" อนุมัติจัดซื้อเรือเหาะ


ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า เมื่อเวลา 10.00น. ที่ผ่านมา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย เดินทางมายื่นหนังสือร้องต่อประธาน ป.ป.ช. ขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบคณะรัฐมนตรีสมัย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี กรณีที่ประชุมครม.ในขณะนั้นมีมติอนุมัติให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2552 งบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อจัดหาระบบเรือเหาะพร้อมกล้องตรวจการณ์กลางวัน/กลางคืน วงเงิน 350 ล้านบาท เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่?


นายเรืองไกร กล่าวว่า การที่ ครม.รัฐบาลอภิสิทธ์ ได้มีมติอนุมัติแนวทางปฏิบัติกรณีการขออนุมัติใช้เงินงบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นตามที่สำนักงบประมาณเสนอ ในวันที่ 17 ก.พ.52 ซึ่งมีการกำหนดหลักเกณฑ์ว่าจะต้องเป็นกรณีที่จำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องรีบดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการเท่านั้น ส่วนกรณีที่มีวงเงินเกินกว่า 100 ล้านบาท ให้เสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติในหลักการก่อน รวมถึงได้ยกเลิกแนวทางปฏิบัติกรณีการขออนุมัติใช้เงินงบกลาง จากมติ ครม.เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 51 ด้วย ซึ่งต่อมาในการประชุม ครม.ในวันที่ 10 มี.ค.52 ก็มีมติอนุมัติให้ กอ.รมน.เบิกจ่ายงบกลาง เพื่อจัดหาระบบเรือเหาะพร้อมกล้องตรวจการณ์ วงเงิน 350 ล้านบาท โดยอ้างมติ ครม. เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2551 ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ครม.มีมติยกเลิกแนวทางดังกล่าวไปแล้ว ดังนั้นการที่ ครม. เมื่อวันที่ 10 มี.ค.มีมติอนุมัติให้ กอ.รมน.เบิกจ่ายงบกลาง เพื่อจัดหาระบบเรือเหาะพร้อมกล้องตรวจการณ์ วงเงิน 350 ล้านบาทจึงอาจจะไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การใช้งบกลางหรือไม่ นอกจากนั้นการที่เรือเหาะใช้การไม่ได้ตามวัตถุประสงค์และมีการยกเลิกไปแล้วนั้น ก็เป็นข้อเท็จจริงว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้จำเป็นเร่งด่วนแต่อย่างใด จึงอาจเข้าข่ายก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐหรือไม่จึงขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ






"ทักษิณ" แจ้งความเอาผิด "สมชาย แสวงการ" หมิ่นประมาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00น. ที่ผ่านมา นายชุมสาย ศรียาภัย ทนายความผู้รับมอบอำนาจ จาก ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้ามาที่สถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน แจ้งความดำเนินคดีกับ นายสมชาย แสวงการ ในข้อหาหมิ่นประมาท ดร.ทักษิณ ชินวัตร ผ่านรายการ New)คุยเคาะเจาะข่าว


นายชุมสาย กล่าวว่า "วันนี้ผมได้รับมอบอำนาจจากท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ ชินวัตร ให้มาดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กับผู้ที่ได้กระทำผิดในข้อหาหมิ่นประมาทและหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ก็คือ นายสมชาย แสวงการ ในครั้งที่ได้กล่าวในลักษณะสัมภาษณ์สดในรายการNew)คุยเคาะเจาะข่าว เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา เวลาประมาณ 08.00 น. ในข้อหาดังกล่าวมันมีพฤติการณ์ที่เป็นการให้ร้ายใส่ความท่านอดีตนายกฯทักษิณ ซึ่งเมื่อได้ฟังแล้ว ประชาชนโดยทั่วไปได้ฟังได้อ่านได้เห็น รวมถึงตัวท่านเองได้ทราบแล้ว ท่านก็รู้สึกว่าตัวท่านเองได้รับความเสียหาย โดยจะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาในลักษณะเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลอาญา มาตรา 326 และเป็นการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ เป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามมาตรา 328 หลักฐานจะมีคลิปวีดีโอในการให้สัมภาษณ์สดทางโทรศัพท์ในวันนั้น และมีการถอดเทปข้อความที่มีการให้สัมภาษณ์ครับ"








วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560

"จิรายุ" ห่วงเกษตรกร 3ปีหนี้พุ่ง-สั่งรัฐแก้ปัญหาระยะยาว


นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ของพลเอกประยุทธ์ ในสัปดาห์นี้ว่า สังคมอาจไม่ทราบว่า ครม. มีการอนุมัติเงินงบประมาณจากภาษีประชาชนไปเกือบแสนล้านบาทเพื่อให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปใช้พยุงราคาข้าวเปลือกปี 60/61 นั้น ซึ่งตนดีใจแทนเกษตรกรและเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ทุกรัฐบาลก็ต้องให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ชาวนา ทั้งการรับจำนำข้าว การรับประกันข้าว หรือแม้แต่กระทั่งการพยุงราคาข้าวของรัฐบาล คสช. ก็ยังใช้เงินไปแล้วหลายแสนล้านบาท แต่สังคมกังขาเพราะเป็นการใช้งบประมาณนี้ก็ขาดทุนเห็นๆ และกระบวนการจ่ายมีขั้นตอนอย่างไร จะมีการทุจริตหรือไม่และนายกรัฐมนตรีจะต้องมีการรับผิดชอบในการออกนโยบายอนุมัติเงินหรือไม่ในอนาคต

นายจิรายุ กล่าวอีกว่า เกษตรกรชาวไร่ชาวนาไทย จนดักดารกันมานานนม พอจะลืมตาอ้าปากในช่วงรัฐบาลที่แล้ว ก็หยุดชะงัก และ 3 ปีกว่ามานี้รัฐบาลชุดนี้ก็แก้แต่ปัญหาเฉพาะหน้า ใช่หรือไม่ “ถ้าจะเอาใจเกษตรกร พลเอกประยุทธ์ ลองไปดูหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับพืชผลทางการเกษตร วันนี้ได้แก้ปัญหาอะไรแบบยั่งยืนให้กับข้าวไทยหรือไม่ และ 3 ปีมานี้ได้ทำอะไรเพื่อพี่น้องเกษตรกรบ้างนอกจากแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ ยิ่งปีนี้ ชาวนาในภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลางถูกน้ำท่วมเสียหายหนัก รัฐบาลต้องให้การช่วยเหลือพี่น้องชาวนาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และน่าเป็นห่วงที่ในอนาคตชาวนาอาจต้องซื้อข้าวกิน”

นายจิรายุ กล่าวว่า เวลา 3 ปีกว่า หากตั้งใจทำการพัฒนาอย่างเป็นระบบและมีแบบแผนป่านนี้ข้าวไทยไม่ตกเป็นสองรองใคร เช่นการปฏิรูปข้าวทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทำกันไปถึงไหนแล้ว การพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เช่น เทคโนโลยีการผลิต เทคโนโลยีการพัฒนาน้ำ เทคโนโลยีการวิจัยสายพันธุ์ ได้ทำการไปถึงไหนแล้ว ไม่ใช่มัวแต่มาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุทุกปีไป หลังหมดฝนนี้รัฐบาลพึงระวังเพราะข้าวจากประเทศไทยจะตกอันดับลงไป เพราะวันนี้ทั้งเวียดนาม อินเดียและประเทศผู้ปลูกข้าวต่างพัฒนาเทคโนโลยีการปลูกข้าวของตนเองไปไกลแล้ว ถ้าจะเอานโยบายที่ดีๆของฝ่ายการเมือง การพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆไปใช้ก็ไม่มีใครว่าอะไรหรอก และน่าเป็นการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรได้ลืมตาอ้าปากมากกว่า

"ทนายวันชัย" ยื่นอัยการสูงสุด-แนะคดีกรุงไทยอย่าเลือกปฏิบัติ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 9.50น. ที่ผ่านมา ทนายวันชัย บุนนาค นักวิชาการด้านกฎหมาย เดินทางมายื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุด เพื่อขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงินโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ในคดีฟอกเงินธนาคารกรุงไทย 





ทนายวันชัย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า จากรายงานการประชุมคณะกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย ครั้งที่48/2546(257) ลงวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2546 โดยศาลฯพิพากษาว่าปล่อยกู้ผิดกฎหมาย ซึ่งผู้บริหารทั้งหมดที่ลงนามอนุมัติปล่อยกู้นั้นกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษที่ 36/2550 โดยผู้อนุมัติทั้งหมดต้องเป็นผู้ต้องหา ทั้งนี้ ทนายวันชัยตั้งข้อสังเกตว่า นายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ และ นายอุตตม สาวนายน ซึ่งปัจจุบันเป็นรมว.อุตสาหกรรม ไม่ถูกฟ้อง และควรมีคำสั่งว่าเห็นควรสั่งฟ้องหรือไม่ในสำนวน จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไปอย่างเสมอภาคเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ
















"วัฒนา" ป้อง "พานทองแท้" ไม่ผิดคดีกรุงไทย-แฉ "มีชัย" นั่งประธานบอร์ดกฤษดานคร


นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

"นามสกุลผิด ชีวิตเปลี่ยน"

เรื่องเงินกู้กรุงไทยกลายเป็นมหากาพย์ ล่าสุดคุณวีระ สมความคิด ได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ดำเนินคดีฐานฟอกเงินกับผู้ที่เกี่ยวข้องอีกประมาณ 200 ราย คุณวีระ ยังเปิดเผยอีกว่าระหว่างปี 2535-2555 บริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกรรมการ ส่วนธนาคารกรุงเทพฯ ใครเป็นประธานผมไม่ทราบ

การกล่าวหาใครในทางอาญาต้องมีหลักฐานว่าบุคคลนั้นกระทำความผิด สำหรับความผิดฐานฟอกเงิน ผู้ที่โอนหรือรับโอนจะต้องทราบว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด และต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อช่วยซุกซ่อน หรือปกปิดฯ เมื่อพิจารณาฐานะของผู้ชำระเงินคือนายวิชัย กฤษดาธานนท์ ที่เป็นนักธุรกิจเจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์มากมาย ก่อหนี้ได้นับหมื่นล้านบาท ขนาดนายมีชัยฯ ยังเชื่อถือมาเป็นประธานกรรมการบริษัทให้ อีกทั้งในปี 2547 ยังไม่มีการกล่าวหานายวิชัย ดังนั้น ผู้ที่ได้รับเงินจากนายวิชัยย่อมเชื่อว่าเป็นเงินสุจริตและคงไม่มีใครไปสอบถามที่มาของเงิน รวมถึงที่บริจาคให้กับมูลนิธิ และจ่ายให้กับนายทหารยศนายพล ซึ่งผมก็เชื่อว่ามูลนิธิและนายทหารคงไม่ได้สอบถามที่มาของเงินเช่นกัน ส่วนการรับเงินที่เกิน 3,000 บาทจะผิดกฎหมาย ป.ป.ช. หรือไม่ผมไม่ก้าวล่วง ผมจึงเชื่อว่าไม่มีใครตาทิพย์ไปรู้เห็นที่มาของเงินก่อนศาลตัดสิน โอ๊คก็เช่นกัน ไม่มีทางทราบว่าเช็คที่ได้มานั้นมาจากการกระทำความผิด ที่แปลกคือเป็นคนเดียวที่คืนเงินแต่ถูกดำเนินคดี ส่วนพวกที่ไม่คืนเงินไม่มีใครถูกดำเนินคดี คงผิดที่นามสกุล

มีผู้หวังดีส่งหนังสือร้องทุกข์ของ ปปง. ที่ขอให้ดีเอสไอให้ดำเนินคดีโอ๊คกับพวกรวม 4 คน มาให้ ผมอ่านแล้วตกใจเพราะความในหนังสือที่ระบุว่า "ขอให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ พิจารณารวบรวมพยานหลักฐาน ที่บ่งชี้ถึงเจตนา ที่ผู้กระทำรู้ว่าทรัพย์สินที่ได้รับโอน หรือที่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนั้น เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และกระทำโดยเจตนาพิเศษเพื่อซุกซ่อน ปกปิด อำพราง แหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น" ไม่อาจแปลเป็นอย่างอื่นได้นอกจากว่า ปปง. มาร้องทุกข์โดยยังไม่ทราบว่าผู้ที่ตัวเองกล่าวหานั้นได้ทำความผิดหรือไม่ จึงขอให้ดีเอสไอไปรวบรวมหลักฐานหาเอาเอง ทำแบบนี้ระวังติดคุกทั้งคนกล่าวหาและคนรับร้องทุกข์