วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561

"อนุสรณ์" สอน "ชวน" หยุดสาดโคลน-แนะการเมืองต้องสร้างสรรค์


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ รัฐบาลทักษิณและรัฐบาลยิ่งลักษณ์กลั่นแกล้งไม่จัดงบประมาณให้ซ่อมแซมถนนในภาคใต้ ว่า ขออนุญาตใช้สิทธิที่นายชวนพาดพิงเรื่องการตัดงบประมาณ ขออธิบายด้วยความเคารพ จากการตรวจสอบตั้งแต่ปี 2535 ถึง 2557 เกือบ 22 ปี รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งชวน 1 ชวน 2 รวมถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ บริหารประเทศเกือบ 9 ปี คิดเป็น 40% รัฐบาลทักษิณ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ บริหารประเทศ 7 ปีคิดเป็น 33% ซึ่งบริหารน้อยกว่าเกือบ 2 ปี แต่มีผลงานที่ประชาชนได้รับโอกาสมากมาย เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค โอทอป หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน กองทุนหมู่บ้าน คนได้ประโยชน์ทั่วทั้งประเทศ ราคายางพาราในยุคทักษิณ ยิ่งลักษณ์ สูงมาก จนผู้นำไม่เคยมีนโยบายโค่นต้นยางพาราไปปลูกจำปาดะ นโยบายค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำวันละ 300 บาท ประชาชนได้ประโยชน์ทั้งนั้น ถ้าปัญหาการซ่อมแซมถนนภาคใต้ไม่ได้รับการพัฒนา ควรโทษใคร ใครที่ทำให้เสียหาย ทำให้ประชาชนเสียโอกาส การจัดสรรงบประมาณในภาคใต้ช่วงรัฐบาลประชาธิปัตย์เป็นอย่างไร ได้ตรวจสอบหรือไม่? การที่บอกว่ารัฐบาลทักษิณ ยิ่งลักษณ์ตัดงบซ่อมถนนไม่เป็นความจริงและทำไม่ได้ เพราะจากการตรวจสอบข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเรื่องซ่อมแซมถนนแบ่งเป็นหลายหมวด เช่น เส้นทางไหนจำเป็นเร่งด่วน เส้นทางไหนที่เป็นเส้นทางหลัก ความต้องการในการใช้เร่งด่วน สภาพความเสียหายของพื้นผิวถนน บางส่วนอิงจากจำนวนประชากรในพื้นที่ ซึ่งมีนักวิชาการ มีเจ้าหน้าที่ มีเครื่องมือและองค์ความรู้ที่เป็นมืออาชีพพิจารณาอย่างเป็นระบบ เช่น ถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อเหมือนดวงจันทร์ ก็ต้องได้รับงบประมาณในการซ่อมแซมถนนก่อน

ขณะนี้ประเทศกำลังเดินหน้าเข้าสู่โหมดเตรียมการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยขอชี้ชวนทุกพรรคการเมืองให้ทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ มุ่งมั่นในการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้กับพี่น้องประชาชน แนวทางของพรรคใดจะสามารถทำได้จริงและพาประเทศชาติประชาชนเดินไปข้างหน้าได้มากกว่า ดังนั้นจึงขอเรียนด้วยความเคารพว่า พรรคการเมืองไม่ควรโจมตีสาดโคลนกันไปมาเป็นแผ่นเสียงตกร่อง เพราะประชาชนจะรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่ควรทำตัวเป็นไก่ในเข่งที่จิกตีกัน ควรมาร่วมทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ก่อนที่ประชาชนจะเบื่อหน่าย เส้นแบ่งของการเมืองยุคเก่า คือการกดให้พรรคการเมืองคู่แข่งดูตกต่ำด้วยการใส่ร้ายป้ายสี การเมืองยุคใหม่ ต้องทำงานสร้างสรรค์ ยึดเอาประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นตัวตั้ง พรรคเพื่อไทยได้เน้นย้ำกำชับเหล่าสมาชิกพรรคว่า อย่าไปโจมตีพรรคอื่น เพราะจุดขายของพรรคเพื่อไทยคือมุ่งเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง เพื่อทำให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจน พัฒนาไปสู่ความอยู่ดีกินดี จึงไม่ควรทำงานการเมืองแบบโบราณ

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2561

"จิรายุ" ยืนยัน "ทักษิณ" พัฒนาภาคใต้-เตือนประชาธิปัตย์หยุดสาดโคลน


นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้อยากให้การเมืองเลิกสาดโคลนใส่กัน วันนี้แม้จะเป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ แต่ก็ต้องมีผู้ใหญ่ที่เป็นไอดอลที่ดี ที่ไม่เล่นการเมืองแบบเก่า พรรคเพื่อไทยไม่มีแนวคิดในการสาดโคลนใส่ผู้อื่นให้ตนเองดูดี นโยบายของผู้ใหญ่ ที่ผ่านมาเน้นไปที่ผลงานที่ทำได้จริง และทำให้เห็นว่าได้รับการพัฒนาทุกๆพื้นที่จนทำให้สถาบันจัดอันดับเศรษฐกิจ ยกให้ในช่วงปี 2544-2548 ในรัฐบาลอดีตนายกฯทักษิณ เป็นช่วงที่ประเทศไทยได้รับการพัฒนามากที่สุดเป็นอันดับต้นๆของโลก
   
นายจิรายุ กล่าวอีกว่า พี่น้องในพื้นที่ภาคใต้ได้รับการพัฒนาในสมัยรัฐบาลอดีตนายกฯทักษิณจำนวนมาก อย่างในปี 2547 ตามโครงการพัฒนาจังหวัดสงขลา-พัทลุง อาทิ ถนนสายบ้านไสกลิ้ง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง , บ้านหัวป่า อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา และได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น ถนนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“ผมอยากให้พลพรรคประชาธิปัตย์เปิดใจให้กว้าง ว่า หากตอนเป็นรัฐบาล ทำอะไรให้พี่น้องชาวใต้ไว้บ้าง ก็ออกมาบอก หรือหากขาดตกบกพร่องก็เติมไป วันนี้การใช้วิธีสาดโคลนหมดยุคการเมืองสมัยใหม่แล้ว” นายจิรายุ กล่าว

"ชวลิต" อัดรัฐบริหารรัฐวิสาหกิจไร้ประสิทธิภาพ-กระทบเศรษฐกิจ


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุว่า 4 ปี คสช. ควรยอมรับความจริงเชิงประจักษ์ว่า เศรษฐกิจฐานรากย่ำแย่ เห็นได้จากชาวบ้านบ่นกันถ้วนทั่วว่า เงินในกระเป๋าถดถอย หนี้สินครัวเรือนเพิ่มพูน โพลทุกสำนักสำรวจครั้งใดปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง เป็นปัญหาสำคัญสูงสุดมาตลอด 4 ปี

นายชวลิต กล่าวว่า ยังมีอีกภาคส่วนหนึ่งที่ประชาชนทั่วไปอาจไม่ทราบว่ากำลังประสบปัญหาในเชิงนโยบายและการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพและขาดการตรวจสอบ คือ บรรดารัฐวิสาหกิจทั้งหลาย ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยิ่ง ปรากฎว่า 4 ปี ของ คสช. และรัฐบาล รัฐวิสาหกิจหลายแห่งกำลังประสบปัญหาอย่างหนัก สะท้อนนโยบายที่ผิดพลาด และการตั้งบอร์ดที่ไม่มีประสบการณ์เข้าไปบริหาร ทั้งนี้ ขอให้ติดตามอีกหลายรัฐวิสาหกิจที่พนักงานเริ่มทนสภาพความเสียหายต่อไปไม่ไหว ทั้งจากนโยบายของรัฐบาล และความรู้ ความสามารถของบอร์ดที่ทำให้องค์กรและประเทศชาติเสียประโยชน์

นายชวลิต กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลถูกวิพากษ์อย่างมากมาตลอดว่า การตั้งบุคคลที่ไม่มีประสบการณ์เข้าไปเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ทำให้รัฐวิสาหกิจนั้นๆ เสียโอกาสในการแข่งขัน ทำความเสียหายให้กับประเทศอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ทราบหรอกว่า รัฐวิสาหกิจมีงบลงทุนประจำปีมากพอๆ กับงบลงทุนของรัฐบาล นับเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนควรติดตาม และให้ความสำคัญในการตรวจสอบเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติโดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ

นายชวลิต กล่าวในที่สุดว่า ปกติในการลงทุนพัฒนาประเทศที่สมบูรณ์ ภาคเอกชนจะนำหน้า ภาครัฐสนับสนุน เดินไปด้วยกัน เกื้อกูลสนับสนุนกัน เหมือนกับคนที่ต้องเดินสองขา ร่างกายถึงจะสมดุล แต่ประเทศไทยขณะนี้ ลงทุนโดยภาครัฐเป็นหลัก เพราะภาคเอกชนไม่เชื่อมั่นรัฐบาล จึงเหมือนกับเดินขาเดียว กลายเป็นคนพิการที่เดินกระโผลกกระเผลก ทั้งยังพิการซ้ำซ้อนจากงบประมาณที่ทุ่มเทลงไปมหาศาลในรอบ 4 ปี แต่ผลลัพธ์ที่กลับคืนมาปรากฎว่า รวยกระจุกกับภาคส่วนกลุ่มทุนบางกลุ่ม แต่จนกระจายในภาคเกษตรและผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ ดังนั้น เวลา 4 ปีที่ผ่านมาจึงเป็นเครื่องพิสูจน์เชิงประจักษ์แล้วว่า ด้วยระบบการเมือง การปกครองที่ไม่ปกติ และผู้บริหารที่ยึดติดในอำนาจสมควรที่จะหันมามองตัวเองว่า สมควรที่จะพอแล้วหรือยังกับอำนาจที่ทำความเสียหายให้กับประเทศชาติและประชาชน


ขอฝากข้อสังเกตว่า ผู้นำที่อยู่ในอำนาจบนความทุกข์ยากของประชาชนจะนั่งอย่างเป็นสุขได้อย่างไร? อารมณ์จะกราดเกรี้ยว หงุดหงิดง่าย ขาดสติ จึงฝากให้นำหลักพุทธมาปฏิบัติ คือ ละวางจากอำนาจ ให้บ้านเมืองเดินไปตามครรลองที่ควรจะเป็น เฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ควรใช้กลไกอำนาจรัฐปูทางสืบทอดอำนาจ เพราะยิ่งจะสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง

วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561

"พิชัย" อัดรัฐยิ่งเลื่อนเลือกตั้ง เศรษฐกิจยิ่งแย่


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ตามที่ ธนาคารโลก และ ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) บอกว่าแม้ว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะขยายตัวได้ประมาณ 4% ซึ่งรัฐบาลโดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พยายามจะบอกว่าดีสุดๆ นั้น ความเป็นจริงคือ ธนาคารโลกและ ADB บอกชัดเจนว่า การเจริญเติบโตที่ 4% นี้ต่ำกว่า อัตราเฉลี่ยที่ ธนาคารโลก และ ADB ทำนายการเจริญของโลก ซึ่งเป็นตัวเลขการเจริญเติบโตที่แย่ที่สุดในภูมิภาค และเป็นตัวเลขการเจริญเติบโตที่แย่ที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาทั้งหมดในเอเชียตะวันออก ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำสุดในการคาดประมาณการเจริญเติบโต โดยต่ำกว่า เวียดนาม (6.9%) มาเลเซีย (5.9%) กัมพูชา (7%) และ ลาว (7.3%) และที่ต้องเน้น เรื่องที่แย่ที่สุดคือ ทั้งธนาคารโลก และ ADB ไม่เห็นโอกาสที่เศรษฐกิจของไทย ภายใต้การนำของรัฐบาลปัจจุบัน จะสามารถทำให้ดีขึ้นได้ นอกจากจะยิ่งตกต่ำลงไปเรื่อยๆ ล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนทุกประเทศ ซึ่งเป็นไปตามที่ตนได้พูดอยู่เสมอแต่รัฐบาลหาว่าตนให้ข้อมูลที่บิดเบือน แล้วอย่างนี้ ธนาคารโลกและ ADB ให้ข้อมูลที่บิดเบือนหรือไม่? วิกฤตกบต้มที่เศรษฐกิจไทยจะเสื่อมลงไปเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านยังเป็นอยู่ และเป็นแบบนี้มาตลอดหลายปีแล้วตั้งแต่มีการรัฐประหาร จึงอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ฟังความจริงจากองค์กรสากลระหว่างประเทศ และอย่าเชื่อนายสมคิดทั้งหมด และอยากให้นายสมคิดได้ฟังและอยากให้ชี้แจงเรื่องดังกล่าวด้วย อย่าให้ข้อมูลเกินจริง ซึ่งอาจจะทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนสับสนได้ และไม่อยากให้นักการเมืองชื่นชม รัฐบาล และ คสช. เพียงเพราะรัฐบาลและ คสช. ช่วยพัฒนาซ่อมแซมถนนในพื้นที่ให้เท่านั้น ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจประเทศยังย่ำแย่ และหากเลื่อนเลือกตั้งออกไปอีกเรื่อยๆ จะยิ่งไม่สามารถแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจได้

วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2561

"ทักษิณ" อวยพรสงกรานต์ ขอให้คนไทยมีความสุข


ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาระบุว่า "สงกรานต์ปีนี้ ผมขอกราบอวยพรให้พี่น้องคนไทยทุกคนมีความสุข มีสุขภาพที่ดี และขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านมีแรงฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆไปได้ เราหวังร่วมกันว่า สงกรานต์ปีหน้าเราจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเสียที ด้วยความรัก ห่วงใย และปรารถนาดี

วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2561

"สุดารัตน์" โพสต์แนะประชาชนขับขี่งดดื่ม-เดินทางปลอดภัย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาระบุว่า "ช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ ขอให้พี่น้องทุกคนกลับบ้านอย่างมีสติ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะขับขี่ จะกลับบ้านเจอคนที่เรารักและรักเราอย่างปลอดภัยและมีความสุข เพราะช่วงเวลาที่พร้อมหน้าพร้อมตากันเช่นนี้ เป็นช่วงเวลาดีๆที่ทุกคนจะร่วมกันแบ่งปันความสุขซึ่งกันและกัน กลับบ้านกันดีๆนะคะ คนที่รักเรารออยู่ค่ะ"

"พิชัย" ติงรัฐ-ครม.เศรษฐกิจไม่เก่ง ทำยอดลงทุนวูบ


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ตามที่ คณะรัฐมนตรี มีมติย้ายฟ้าผ่าให้ ปลัดกระทรวงการคลัง นายสมชัย สัจจพงษ์ ไปเป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ นายปรเมธี วิมลศิริ มาเป็นปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จนนายสมชัย ได้ยื่นหนังสือลาออกแล้วนั้น แสดงถึงว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ เลือกใช้คนไม่ถูกกับงาน หรือ อาจจะไม่พอใจการทำงานของทั้งสองคนที่ไม่สนองนโยบายที่สับสนของรัฐบาลอยู่ในปัจจุบัน โดยทั้งสองคนนี้ถือเป็นบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถทางเศรษฐกิจที่หาได้ยากในปัจจุบัน แถมยังต้องมาแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นครั้งมโหฬารแทบทุกจังหวัด การโยกย้ายครั้งนี้จะเป็นการทำลายขวัญและกำลังใจของข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถในทุกกระทรวง

อีกทั้งยิ่งจะทำให้ความนิยมของรัฐบาลที่ลดต่ำอยู่แล้วยิ่งลดต่ำลงไปอีก และเชื่อว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้อาจจะไม่ได้ดีอย่างที่คาดเพราะการลงทุนในไตรมาสแรกลดลงอย่างมาก โดยยอดการตั้งโรงงานลดลง 26.96% และ การลงทุนจริงวูบลงถึง 25,700 ล้านบาท และหากมีสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน การเติบโตของไทยจะลดลงไปอีก หาก ครม. เศรษฐกิจไม่เก่งพอและยังโยกย้ายคนเก่งออกไปอีก จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจแย่ลง ประชาชนจะยิ่งลำบาก