วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2560

"กิตติรัตน์" สอนรัฐใช้ OTOP ดันเศรษฐกิจชนบทเติบโต


นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของแรงงานในยุคเศรษฐกิจปัจจุบันว่า "ภาครัฐต้องดูการเปลี่ยนกลไกจากสังคมอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้แรงงานจำนวนมากเป็นหลัก ไปเป็นแรงงานที่สามารถใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ เพราะในระยะต่อไปเครื่องจักรจะเข้ามาแทนที่แรงงานมากขึ้น ลูกจ้างต้องมีฝีมือระดับหนึ่ง ถ้าทุกคนพัฒนาความสามารถ พัฒนาทักษะให้ดีขึ้น โอกาสที่จะได้รับเงินเดือนดีขึ้นจะเป็นไปได้มาก และจะมีกำลังซื้อ มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยกลับมาทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ซึ่งจะเกิดผลบวกในทางเศรษฐกิจ"

สำหรับการขาดแคลนแรงงานในส่วนที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ เช่น วิศวกรคอมพิวเตอร์นั้น นายกิตติรัตน์กล่าวว่า ค่าจ้างควรขยับสูงขึ้น และประสานไปยังสถาบันการศึกษาหรือสถาบันที่มีการจัดฝึกอบรมบุคลากรที่อยู่ในสาขานั้นแต่เนิ่นๆ ที่ผ่านมาอาจเป็นเพราะว่า ไม่มีกลไกที่จะไปปรับผลตอบแทนให้กับบุคลากรในสาขานั้นอย่างเหมาะสม เรามีสมาคมผู้ประกอบธุรกิจต่างๆ การประสานงานผ่านองค์กรต่างๆ เพื่อให้เกิดกระบวนการในการผลิตบุคลากรที่มีความสามารถและได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมเกิดขึ้นไม่ยาก ขอให้พยายามประสานงาน

"เราเปลี่ยนจากภาคเกษตรกรรมเมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้วมาสู่ภาคอุตสาหกรรม และขณะนี้เรากำลังจะเคลื่อนจากภาคอุตสาหกรรมการผลิตไปเป็นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงขึ้น และจะเคลื่อนต่อไปสู่ภาคเศรษฐกิจ มีขนาดของธุรกิจเชิงพาณิชย์และงานด้านบริการที่มากขึ้นตามกำลังซื้อของประเทศเราเองและประเทศคู่ค้า ธุรกิจที่เป็นข้อมูลเรื่องบริการ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการที่มีคุณภาพสูงขึ้นและสามารถใช้ภาษาต่างประเทศได้ เป็นสาขาที่มีความต้องการมากขึ้น ขยายตัวเร็ว ผลตอบแทนดี การที่จะเข้าสู่วิชาชีพเหล่านั้นน่าจะมีความเหมาะสม"

นายกิตติรัตน์ กล่าวอีกว่า "แรงงานต้องเตรียมตัวเข้าสู่วัยเกษียณ ด้วยการมีเงินออม คนที่อยู่ในระบบที่มีการดูแลภายหลังเกษียณอายุ เช่นข้าราชการที่มีกองทุนบำเหน็จบำนาญ หรือภาคเอกชนที่มีกองทุนประกันสังคมในบริษัทรองรับยังเป็นส่วนน้อย อีกประเด็นหนึ่งคือ สวัสดิการ การมีกองทุนเพื่อดูแลแรงงานนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่สวัสดิการเรื่องสาธารณสุขก็ถือเป็นข้อฝากไปยังรัฐในการดูแลแรงงานด้วย"
     
นายกิตติรัตน์ กล่าวด้วยว่า "เมื่อมีการตั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนแล้วดึงดูดอุตสาหกรรมเข้ามา ตรงนี้แก้ปัญหาการว่างงานได้ ทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้น มีรายได้ประชาชาติสูงขึ้น แต่สิ่งที่ตามมาคือ คนออกจากภาคเกษตรไปสู่ภาคอุตสาหกรรม หมู่บ้านในชนบทเป็นที่อยู่ของเด็กและคนชรา คนหนุ่มสาวไปทำงานในอุตสาหกรรมต่างๆ มีความเสี่ยงที่จะมีปัญหาเพราะครอบครัวแยกกันอยู่ ทำอย่างไรให้สังคมชนบทสามารถเติบโตคู่กับการเติบโตของเศรษฐกิจด้วย แนวคิดที่เริ่มมาสักระยะหนึ่งและยังดำเนินการอยู่คือ OTOP หรือ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ เพราะทำให้เกิดการผลิตในพื้นที่ตำบลหรือหมู่บ้านมากกว่าที่จะต้องแยกตัวไปอยู่ในเขตอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งมีคุณค่าต่อเศรษฐกิจและสังคม"

วันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2560

"ยิ่งลักษณ์" สอน "ประยุทธ์" หยุดอ้างวาระลับ ติงซื้อรถถัง-เรือดำน้ำราคาแพง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้จัดซื้อเรือดำน้ำ โดยใช้วาระลับไม่มีการเปิดโอกาสให้หน่วยงานหรือสาธารณชนร่วมตรวจผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินที่ต้องมีภาระคำนึงถึงความจำเป็น ความเหมาะสมความคุ้มค่าและการเปรียบเทียบราคาอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทางราชการและประเทศชาติ และยังเป็นการใช้ภาระงบประมาณสูง ผูกพันหลายปีงบประมาณจนเป็นภาระหนี้ให้กับรัฐบาลถัดๆไปในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบากนั้น

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก็ได้ออกมากล่าวหาถึงโครงการรับจำนำข้าวว่าทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก ต้องมาผ่อนชำระ ชดใช้หนี้ต่างๆในระบบการเงินการคลังของประเทศนั้นถือเป็นการให้ร้ายต่อรัฐบาลดิฉันทั้งที่ดิฉันก็อยากจะบอกว่า ถ้านายกฯประยุทธ์ กล่าวหาว่าโครงการรับจำนำข้าวทำให้ประเทศเสียหาย ก็น่าจะเทียบได้กับการจัดซื้อรถถัง และเรือดำน้ำ แถมยังมีแผนจะจัดซื้อเพิ่มเติมในอนาคตอีก 

ดิฉันขอยืนยันว่าโครงการรับจำนำข้าว เป็นการนำเงินทุกบาททุกสตางค์โอนเงินผ่าน ธ.ก.ส. จ่ายถึงมือชาวนาโดยตรงซึ่งมีผลทำให้ชาวนาได้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก เศรษฐกิจดีขึ้น แต่วันนี้พลเอกประยุทธ์บริหารประเทศมาถึง 3 ปีแล้วยังพบปัญหาเศรษฐกิจที่ต้องแก้ไขถึงขั้นจะยกเลิกโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรคที่ดูแลสุขภาพประชาชน และปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ แต่กลับใช้เงินงบประมาณไปกับการซื้อรถถัง เรือดำน้ำซึ่งในอนาคตก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องซื้ออีกกี่ลำถึงจะสามารถป้องกันประเทศได้ ทั้งๆที่อ่าวไทยนั้นตื้นเขิน และยังต้องคำนึงถึงปัญหาเทคนิคด้านประสิทธิภาพที่ยังไม่เป็นข้อยุติ และประเทศก็อยู่ในสภาวะปกติที่ยังไม่มีภัยคุกคามจากเพื่อนบ้าน หรือแม้แต่ข้ออ้างของการจัดซื้อเพื่อใช้ดูแลทรัพยากรชายฝั่งก็คงไม่จำเป็นที่ต้องใช้เรือที่มีราคาแพงขนาดนี้ อย่างนี้ไม่รู้ว่าท่านในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารเลือกที่จะให้น้ำหนักความมั่นคงหรือปากท้องของประชาชนกันแน่ โดยเฉพาะภายใต้การบริหารราชการแผ่นดิน การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐและแผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งยังร่างไม่แล้วเสร็จ ก็หวังว่าปัจจุบันรัฐบาลนี้อยู่ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ก็ควรจะปฏิบัติตาม 

ดิฉันจึงหวังว่าหน่วยงานราชการทั้ง สตง. และ ป.ป.ช. จะไม่ละเลยอำนาจหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ โดยเข้ามาตรวจสอบให้เข้มข้น เหมือนกับที่เคยทำกับรัฐบาลพลเรือนในอดีตโดยไม่เลือกปฏิบัติ และมีความเท่าเทียมกัน และไม่ควรมีการอ้างเรื่องชั้นความลับของทางราชการแต่อย่างใด เพราะหลายครั้งที่ผ่านมาก็มีข้อคิดเห็นหรือทักท้วง ข้อเสนอแนะมาโดยตลอดทั้งทางเทคนิคด้านประสิทธิภาพ ความเหมาะสมกับการใช้งานในการดูแลความมั่นคงรวมถึงภาระหนี้ที่จะเกิดถึงในอีก 10 ปีข้างหน้าด้วย 

ในที่สุดเมื่อวันที่ 18 เม.ย. 60 ครม.ก็ได้เห็นชอบให้ซื้อเรือดำน้ำและเป็นวาระลับโดยไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ ทั้งๆที่บทบัญัญัติตามรัฐธรรมนูญใหม่บังคับให้ “การบริหารราชแผ่นดิน คณะรัฐมนตรี ต้องเปิดเผยและมีความรอบคอบและความระมัดระวังในการดำเนินกิจการต่างๆเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม”

วันอังคารที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2560

"พานทองแท้" สั่งประชาธิปัตย์ช่วยชาวสวนยาง ถามเจ็บ "แพแตก-แยกเรือ"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


เรียนพี่น้องชาวสวนยางครับ (โดยเฉพาะพี่น้องที่อยู่ในจังหวัดพัทลุง และจังหวัดพังงา มีคำตอบจากอดีต ส.ส. ที่ท่านเคยเลือก มาให้ท่านพิจารณาครับ)

สืบเนื่องจากมีพี่น้องชาวสวนยางท่านหนึ่ง ได้กรุณาฝากข้อความมาถึงผม แนะนำให้ผมเขียนกระทุ้งนักการเมืองที่เคยหลอกเกณฑ์ชาวบ้าน ให้ขึ้นมาประท้วงขับไล่รัฐบาล เพื่อเรียกร้องขอราคายาง 120 บาทต่อกิโลกรัม ว่าปัจจุบันราคายางเหลือแค่ 70 กว่าบาทต่อกิโลกรัม ให้ลองเช็คดูหน่อยว่านักการเมืองเหล่านี้ จะยังมีความสนใจในปัญหาปากท้อง และยังคงเป็นกระบอกเสียงแทนชาวบ้าน ที่อุตส่าห์ไปออกเสียงลงคะแนน เพื่อเลือกตนเองเข้าไปนั่งในสภาฯ อยู่หรือไม่..?

ปรากฏว่าส่วนใหญ่เงียบกริบกันทั้งพรรคฯ ครับ ทำหูทวนลมไม่หือไม่อือกันเลย แต่ก็ยังคงมีนักการเมือง 2 คนด้วยกัน ที่ออกมาตอบคำถามนี้ (รุ่นใบเก่าคนหนึ่ง และผลัดใบใหม่อีกคนหนึ่ง) ส่วนจะตอบว่าอย่างไร? มีใครสนใจในปัญหาปากท้องของชาวบ้านหรือไม่? เรามาดูคำตอบกันครับ....

คนแรกเป็นขาเก่าเจ้าประจำ ที่ผูกปิ่นโตเกาะกระแส "เพจพานทองแท้" มาโดยตลอด ได้แก่คุณพี่นิพิฏฐ์ฯ ได้เขียนตอบโต้ไว้อย่างน่ารักน่าชัง ด้วยสำนวนโวหารเดิมๆ เช่น โอ๊คเอ๊ย เมาค้าง ไม่มีใครสั่งสอน ปากดีนัก ฯลฯ แถมยังโยนความผิดไปยังตัวบุคคลอื่น (ซึ่งจะหมายถึง ส.ส.กลุ่ม กปปส. ที่ร่วมประท้วงเป็นแกนนำม็อบขณะนั้นหรือไม่ อันนี้ผมก็ไม่ทราบ) โดยเสี้ยมให้ผมด่าคนในพรรคฯ เป็นคนๆ แต่อย่าเหมารวมทั้งพรรคฯ อีกด้วย 55555 (น่าจะแพแตก-แยกเรือกันจริงๆ ด้วยนะเอ้อ..)

ผมอ่านไปยังขำไป และอดชื่นชมในการรักษาเอกลักษณ์พรรคเก่าแก่ไม่ได้ เพราะอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ มีแต่กระแนะกระแหนล้วนๆ หาสาระแทบไม่ได้ โดยเฉพาะการเป็นห่วงปัญหาปากท้องของพี่น้องชาวสวนยางนั้น ผมให้คะแนนเป็นศูนย์เลยครับ ไม่ได้ให้ความสำคัญ หรือแสดงความห่วงใยเลยแม้แต่นิดเดียว
ที่น่าผิดหวังอีกคนหนึ่ง คืออดีต ส.ส. วัยละอ่อนผลัดใบ คนที่ใช้นามสกุลเดียวกับท่านอดีต ส.ส.จุรินทร์ฯ แต่มาตรฐานในการทำหน้าที่(อดีต)ผู้แทนฯ ต่างกันราวฟ้ากับเหว แทนที่จะขอบคุณผม และถือโอกาสนี้นำเสนอแนวทางช่วยเหลือชาวสวนยางต่อรัฐบาล ว่าควรจะแก้ปัญหาเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ของตนอย่างไร ถ้าทำแบบนี้รับรองได้ใจชาวบ้านไปเต็มๆ

แต่อดีต ส.ส. รุ่นใหม่คนนี้ กลับรื้อฟื้นวิธีเก่าแก่ยุคตะโกนในหนัง แกล้งโง่ทำเป็นไม่รู้ว่าผมกำลังด่านักการเมืองที่พาม็อบสวนยางมา (ม็อบที่ กปปส. พรรคพวกตนเกณฑ์มานั่นแหละ) กลับโยนบาปมาใส่ผม หาว่าเรียกร้องให้มีม็อบมาในช่วงพิธีสำคัญของคนไทยอีก คนที่โยนเรื่องเลวๆ ของพรรคพวกตนไปในแนวทางนี้ได้โดยไม่กลัวนรกกินกบาล ผมเองก็ไม่รู้จะหาคำมาบรรยาย(ด่า)อย่างไรดี
ก็ต้องขอบคุณพี่น้องชาวสวนยาง ที่ได้กรุณาแนะนำวิธีตรวจสอบความจริงใจของนักการเมืองในพื้นที่ของท่านมานะครับ

ส่วนใครจะตอบอย่างไร? ใครจะแบ๊ะๆ ใบ้กิน ใครจะเห็นใจชาวสวนยางอย่างจริงใจ หรือหลอกใช้ให้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ขอให้พี่น้องฯ เป็นผู้พิจารณากันเอง

เรื่องราคายาง สำหรับคนที่จริงใจและแก้ไขปัญหาเป็น ทำได้ไม่ยากครับ อิงกับราคาตลาดโลก ณ ปัจจุบัน ดันไป 90-100 บาทต่อกิโลกรัม ไม่ยากเย็น

ราคายางตกต่ำ..แก้ไขง่าย
แต่ยางอายของคนนี่..แก้ยากจริงๆ ครับ

"ณัฐวุฒิ" เผย ถูกยกเลิกงานการกุศลช่วยเด็กยากจน


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ กล่าวว่า จากกรณีที่ตนประกาศจัดงานระดมทุนช่วยเหลือนักเรียนยากจนในวันที่ 28 พฤษภาคม 2560 ที่หอประชุมกองทัพอากาศ โดยได้มอบหมายทีมงานนำหนังสือในนามของตนไปประสานงานกับสำนักงานคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหารงานหอประชุมกองทัพอากาศ และมีการวางมัดจำเป็นเงินสด 40,000 บาท พร้อมทั้งเซ็นสัญญาขอใช้สถานที่ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2560 นั้น ปรากฏว่า เมื่อคืนนี้ทีมงานได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลหอประชุมว่า เกิดความไม่สะดวกที่จะให้ใช้สถานที่จัดงานได้ จึงขอยกเลิกสัญญาและจะคืนเงินมัดจำให้ ตนตรวจสอบจากข่าวทราบว่า ผู้บัญชาการทหารอากาศมีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการจัดงานดังกล่าว น่าจะเป็นที่มาของการขอยกเลิกสัญญาครั้งนี้หรือไม่? ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะทุกอย่างได้เตรียมการไปมากแล้ว

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ตนเข้าใจทุกฝ่าย และไม่ประสงค์จะกระทบกระทั่งกับใครทั้งสิ้น เมื่อทางสถานที่ไม่สะดวกก็จะหารือกับทีมงานแก้ปัญหากันต่อไป เพียงแต่อยากฝากไปยังท่านผู้บัญชาการทหารอากาศว่า อย่าได้ตะขิดตะขวงใจอะไรเลย  ตนมาดี โครงการนี้ทำต่อเนื่องมา 1 ปีแล้ว และจำเป็นต้องทำต่อไปให้ได้ จึงต้องระดมทุนมาขับเคลื่อน เพราะลูกหลานที่ขาดแคลนยังรอทุนการศึกษาอยู่อีกจำนวนมาก โดยเฉพาะพอขึ้นปีที่ 2 มีการเพิ่มทุนให้นักเรียนที่ได้รับเงินจากโครงการไปแล้วที่มีผลการเรียนไม่ต่ำกว่า 3.00 และนักเรียนที่มีผลงานด้านกิจกรรมดีเด่นอีกด้วย ทำให้ต้องใช้เงินเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การดำเนินการทุกอย่างทำโดยเปิดเผย เคยไปติดต่อสถานที่ของเอกชนและรัฐวิสาหกิจเขาก็ไม่แน่ใจว่าจะจัดได้ จึงติดต่อสถานที่ของฝ่ายความมั่นคงเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีวาระการเมืองใดๆ พอประกาศออกไปก็มีคนสนใจโทรมาจองบัตรกันอย่างคึกคัก  แต่เมื่อเกิดเหตุแบบนี้ก็ต้องพยายามเดินต่อให้ได้

"ถ้ามีหน่วยงานใดสงสัยรูปแบบงาน ผมยินดีจะนำข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดไปอธิบาย หรือหากทำได้ก็อาจจะหยิบยกขึ้นเป็นข้อหารือในวงปรองดองที่ผมจะเป็นตัวแทน นปช.ร่วมกับ นายจตุพร พรหมพันธุ์ เข้าประชุมที่กระทรวงกลาโหมในวันพรุ่งนี้เพื่อสอบถามว่า ในบรรยากาศของการสร้างความปรองดองที่เราให้ความร่วมมือมาโดยตลอด ผมจะจัดงานระดมทุนหาเงินช่วยเด็กที่ยากจนได้หรือไม่?  ถ้างานนี้จัดได้เด็กๆ ในโครงการคงดีใจ แต่หากจัดไม่ได้ผมเข้าใจว่า ไม่น่าจะมีใครมีความสุขกับเรื่องแบบนี้" นายณัฐวุฒิกล่าว

"เพื่อไทย" กังวลรัฐซื้อเรือดำน้ำ กระทบความรู้สึก


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี ครม.อนุมัติโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำหยวนคลาส เอส 26 ที จากประเทศจีนจำนวน 1 ลำ 13,500 ล้านบาท เมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมาว่า พรรคเพื่อไทยเห็นว่าการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ทันสมัย เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่จังหวะเวลา ความเหมาะสม ในการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง

1. สภาพเศรษฐกิจที่วิกฤติในขณะนี้ รัฐบาลได้เตรียมการปฏิรูประบบสาธารณสุข การศึกษา ในการดูแลประชาชนอย่างไร? หนังสือเรียนยังใช้ระบบให้ยืม นักเรียนจะขีดเขียนหนังสือก็ไม่กล้า สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจะเตรียมการดูแลอย่างไรให้ยั่งยืน งบประมาณ 13,500 ล้านบาท ถ้านำมาออกมาตรการ จ้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจจะได้ประโยชน์มากกว่าหรือไม่?

2. การที่โฆษกรัฐบาลระบุ ที่ซื้อไม่ใช่เพราะอยากได้ตามประเทศอื่น แต่ประเมินจากภัยคุกคามของประเทศที่มีอาณาเขตติดกับไทย น่าจะเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยก็ไม่เคยมีการต่อสู้รบพุ่งกับใครทางทะเล 3 ปีของรัฐบาล คสช. ก็ไม่ได้ต่อสู้กับใครทั้งทางบกทางทะเล ในทางการฑูต การพูดลักษณะเช่นนี้ อาจจะกระทบกับความรู้สึกและความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านได้ และขณะนี้ไม่มีประเทศไหนที่เราต้องไปรบ

3. กฎหมายพรรคการเมือง ระบุว่า การกำหนดนโยบายของพรรคการเมือง ต้องระบุวงเงินที่จะใช้ มีแหล่งที่มาจากไหน ความคุ้มค่าและผลกระทบต่อการดำเนินนโยบาย การที่รัฐบาล คสช. ก่อหนี้ผูกพันงบประมาณข้ามปี ไปถึงรัฐบาลเลือกตั้งสมัยหน้า ซึ่งต้องมีการกำกับดูแลนโยบายด้านสวัสดิการสังคม สาธารณสุข การศึกษา แต่ท่านมัดมือชกรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ที่จะต้องนำเงินไปผ่อนเรือดำน้ำให้ท่าน จึงอยากถามถึงความเหมาะสม เป็นธรรมกับรัฐบาลหน้าหรือไม่ ขอถามว่า งบประมาณ 13,500 ล้านบาทนั้น ท่านจะซื้อลำเดียว หรือจะมี ลำที่ 2-3 ตามมาอีกหรือไม่ พรรคเพื่อไทย ไม่ขัดข้อง หากทหารจะมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย แต่อยากให้ระมัดระวังการจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณให้เหมาะสม ธนาคารเครดิตสวิส ระบุว่า ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับสามของโลก และไทยต้องลงทุนด้านการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ถามว่าการซื้อเรือดำน้ำช่วยลดความเหลื่อมล้ำไหม ประชาชนตั้งคำถามมากมายถึงการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ ลักษณะเงินจะกินยังไม่มี แต่แอบไปซื้อปืนมาพกเท่ๆ แบบนี้ไหวเหรอ

วันจันทร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2560

"พิชัย" ติงรัฐเดินตามจีน-เศรษฐกิจย่ำแย่


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า "รู้สึกเป็นห่วงมากที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บอกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น น่าจะเป็นความเข้าใจผิดและถึงกับหลงทางเลย ทั้งนี้หากจำกันได้ ตนได้ออกมาเตือนตลอด 2 ปีกว่าที่ผ่านมาว่าเศรษฐกิจจะย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ประชาชนจะเดือนร้อนกันมาก แต่รัฐบาลไม่ฟังและพยายามห้ามตนพูด ถึงวันนี้ประชาชนส่วนใหญ่คงรู้สึกกันแล้วว่าเศรษฐกิจย่ำแย่ขนาดหนัก แต่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กลับบอกว่ารัฐบาลไม่ต้องฟังเสียงจากประชาชน ซึ่งสะท้อนหลักคิดที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน"

"โดยผลสำรวจของโพลที่ปกติเชียร์รัฐบาลยังบอกว่าประชาชน 89.71% มองปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาของรัฐบาลอันดับที่ 1  และหนำซ้ำ 76.61% ยังมองรัฐบาลมีปัญหาทุจริตคอรัปชั่นเป็นอันดับสอง อีกผลสำรวจนึงก็บอกว่าประชาชน 76.5% ไม่ชอบรัฐบาลนี้เพราะเศรษฐกิจแย่  นอกจากนี้ องค์กรระหว่างประเทศ ทั้ง เวิล์ดแบงค์ ไอเอ็มเอฟ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ยังบอกว่าไทยเติบโตได้เพียง 3% กว่าเท่านั้น ซึ่งต่ำที่สุดในอาเซียน และจะต่ำสุดไปอีกหลายปี โดยประชาชนฐานรากจะลำบากมากหากเติบโตได้เพียงเท่านี้ และต้องใช้เวลาอีก 20 ปีกว่าจะเป็นประเทศรายได้สูงได้"

"มิหนำซ้ำ พลเอกประยุทธ์ยังบอกว่าจะยึดประเทศจีนเป็นแบบอย่างของเศรษฐกิจไทย ซึ่งน่าจะเป็นความเข้าใจผิดทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เพราะประเทศจีนแม้จะมีเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก แต่จีนมีประชากรมากซึ่งเมื่อเฉลี่ยแล้วจีนยังไม่ได้เป็นประเทศที่ประชาชนมีรายได้สูง อีกทั้งความเลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของจีนมีสูงมาก และโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่อย่างจีนและประเทศเล็กอย่างไทยต่างกันมาก ถึงกระนั้นเศรษฐกิจของจีนก็ยังขยายตัวมากกว่าไทยมาก"

"ได้แต่หวังว่าพลเอกประยุทธ์จะไม่ได้หวังจะทำซูเปอร์บอร์ดชาติตามยุทธศาสตร์ 20 ปีให้เป็นเหมือนโปลิตบูโรของจีนที่จะคุมทุกอย่าง ซึ่งจะสร้างปัญหาอย่างมาก และจะกลายเป็นการปกครองคนละระบอบไปแล้ว ดังนั้นไทยจึงควรเลือกแบบอย่างจากประเทศที่มีพัฒนาแล้วและมีรายได้สูง ซึ่งมีขนาด และโครงสร้างทางเศรษฐกิจ อีกทั้งระบอบการปกครอง คล้ายกับไทยน่าจะเหมาะสมกว่า เช่น ประเทศเยอรมันนี ที่เป็นศูนย์กลางของอียู ประเทศอังกฤษ หรือ ประเทศเกาหลีใต้  เป็นต้น ทั้งนี้แม้ดูเหมือนว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะไม่ย่ำแย่ลง แต่ก็ยังแย่และยังไม่ได้ฟื้นอย่างแท้จริง ยังเติบโตในระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพมาก อีกทั้งการกระจายรายได้ยังเป็นปัญหาอย่างมากเพราะเศรษฐกิจฐานรากยังไม่ได้ดีขึ้นแต่อย่างไร มีแต่บริษัทใหญ่ที่สนับสนุนรัฐบาลเท่านั้นที่ดีขึ้น จึงอยากให้พลเอกประยุทธ์ได้ศึกษาจะได้เข้าใจภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริงและไม่หลงทาง"

วันอาทิตย์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2560

"ชวลิต" เผยนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นรัฐ ทำเศรษฐกิจดิ่ง


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นกรณีสื่อทุกสำนักเผยแพร่ผลโพลของสวนดุสิตโพลพบว่า ปัญหาที่กระทบต่อประชาชนสูงสุดถึง 87.92% คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชน และปัญหารองลงมาคือ ปัญหาการทุจริต คอรัปชั่น ในโครงการภาครัฐ ซึ่งประชาชนให้ความห่วงใยสูงถึง 76.61% สะเทือนความเชื่อมั่นในระบบธรรมาภิบาลภาครัฐอย่างรุนแรง ต่อปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ดังกล่าว มีบางท่านเสนอแนะให้เปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ นั้น

นายชวลิต กล่าวต่อว่า "ตนเคยให้กำลังใจกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่พยายามหาทางแก้ปัญหา แต่ก็ไม่อาจแก้ได้โดยง่าย ถึงกับเคยกล่าวไว้หลายครั้งว่า ต่อให้ ร้อยสมคิด ก็แก้ไม่ได้ หรือจะเปลี่ยนทีม ก็ไม่อาจแก้ได้ ไม่ใช่เพราะไม่มีความรู้ ความสามารถ แต่เป็นเพราะระบบการเมือง การปกครอง ของไทยขณะนี้ ไม่เอื้อต่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การขาย การลงทุน"

มีข้อสังเกตว่า ในช่วงสองปีเศษที่ผ่านมา มีทูตต่างประเทศหลายประเทศได้ลงพื้นที่พบปะประชาชนตามจังหวัดต่าง ๆ รวมตลอดทั้งเดินทางไปเยี่ยมเยียนตามพรรคการเมืองทุกพรรค ถามว่า ทูตประเทศต่างๆ เหล่านั้นได้ลงสำรวจและถามความเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่ออะไร เขาตอบว่า เขารักประเทศไทย คนไทยน่ารัก มีพื้นฐานจิตใจดีเป็นมิตร เขาอยากให้เมืองไทยเข้าสู่ภาวะปกติ ความเชื่อมั่นจะกลับคืนมา

จึงขอฝากเป็นข้อสังเกตว่า หลังจากกฎหมายรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ เท่ากับสถานการณ์เปิด ว่าบ้านเมืองนี้จะมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ดังนั้น โจทย์ใหญ่ คือทำอย่างไรถึงจะสร้างความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งทำได้โดยมีสัญญาณบวกจากภาครัฐว่าจะใช้กลไกปกติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญในการบริหารประเทศ และเลิกใช้กลไกพิเศษในการควบคุม กำกับ ดูแลการบริหารประเทศ ไม่มีเหตุผลใดที่รัฐบาลจะดำเนินการเสมือนว่าสถานการณ์ยังอยู่ในห้วงปฏิวัติรัฐประหาร ทั้งที่ใช้เวลาในการบริหารประเทศจะครบ 3 ปีแล้ว

นายชวลิต กล่าวต่อว่า มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า เมื่อการเมือง การปกครองไม่ปกติ นักลงทุนจึงขาดความเชื่อมั่น เห็นได้จาก แม้แต่คนไทยด้วยกันเองยังไม่กล้าลงทุน มีแต่การลงทุนจากภาครัฐขาเดียวเท่านั้น ซึ่งอาจเปรียบเทียบให้เห็นว่า แล้วเราจะทำให้ประเทศพิการด้วยการเดินขาเดียวโดยภาครัฐเท่านั้นได้อย่างไร ไม่ทำร้ายประเทศมากไปหรือ?

จึงขอฝากรัฐบาลเร่งส่งสัญญาณบวก ให้บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ในการบริหารประเทศ คงไม่มุ่งหวังให้รัฐบาลมั่นคงเท่านั้น แต่จะสมบูรณ์ควรทำให้ประเทศชาติและประชาชนมั่นคงด้วย