วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

"เพื่อไทย" แนะสังคมจับตา รัฐใช้งบโครงการไทยนิยมยั่งยืน


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้ตรวจสอบที่มาของงบประมาณโครงการไทยนิยมยั่งยืนแล้ว เป็นงบประมาณเพิ่มเติมปี 2561 โดยแหล่งที่มาของงบ เป็นเงินกู้ 100,000 ล้านบาท เป็นเงินจากภาษีประชาชน 50,000 ล้านบาท ซึ่งต้องไปจ่ายชดใช้เงินคงคลัง 50,000 ล้านบาท ใช้ในโครงการไทยนิยมจริงๆ ถึง 100,000 ล้านบาท ดังนั้น จึงควรใช้อย่างประหยัด โปร่งใส มีผลตอบแทนคุ้มค่ากับเม็ดเงิน แต่การณ์กลับตรงข้าม ไม่ได้ใช้งบอย่างประหยัด และคุ้มค่ากับเม็ดเงิน นอกจากนั้น วิธีการจัดทำโครงการยังสุ่มเสี่ยงกับการทุจริต คอรัปชั่นได้ง่าย ส่อไร้วินัยการเงินการคลัง ซึ่งจะชี้ให้เห็นเป็นข้อๆได้ ดังนี้
       
1. โครงสร้างทีมขับเคลื่อนมีมากถึง 7,663 ทีม ไม่นับข้าราชการจากส่วนกลาง และฝ่ายบริหารที่จะลงไปตรวจเยี่ยม เข้าลักษณะขี่ช้างจับตั๊กแตน เฉพาะค่าอาหาร 2,000 ล้านบาท ไม่นับค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะอีกมหาศาล
       
2. รัฐบาลนี้ประกาศจะปฏิรูปประเทศ แต่ลักษณะการจัดทำโครงการกลับโบราณ ย้อนยุคมาก คือ ตั้งงบไว้ แล้วไปหาโครงการเอาข้างหน้าตามหมู่บ้านที่จะไปเยี่ยมเยียน เพื่อให้ทันกับการใช้งบประมาณตามวงรอบงบประมาณเป็นหลัก ผลประโยชน์คุ้มค่าเป็นรอง ทั้งยังสุ่มเสี่ยงกับการทุจริต คอรัปชั่นได้ง่าย อยากสอบถามว่า ถ้าเป็นเอกชน เป็นธนาคาร มีประชาชนมาขอกู้เงินโดยยังไม่มีโครงการ ยังไม่รู้ว่าโครงการนั้นจะมีผลตอบแทนอย่างไร? คุ้มค่าหรือไม่? ธนาคารจะให้กู้หรือไม่? ในทางตรงข้าม ทีกับพรรคการเมือง รัฐบาลออกกฎหมายควบคุมยุ่บยั่บ จนแทบจะออกนโยบายมาช่วยเหลือประชาชนได้ยากอย่างยิ่ง ทั้งยังต้องจัดทำรายละเอียดขออนุญาตต่อ กกต. อีกด้วย
       
นายชวลิต กล่าวว่า “ในการคัดเลือกโครงการ เหตุใดไม่บูรณาการด้วยการใช้โครงการในแผนพัฒนาอำเภอ แผนพัฒนาท้องถิ่น หรือแผนพัฒนาจังหวัด ซึ่งผ่านการจัดทำประชาพิจารณ์และเรียงลำดับความสำคัญไว้แล้ว ทำไมจะต้องจัดทัพใหญ่โต ตีเกราะเคาะไม้ ให้สิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ จึงอาจกล่าวได้ว่าองคาพยพของทีมขับเคลื่อนที่ใหญ่โต เข้าลักษณะขี่ช้างจับตั๊กแตน การใช้งบสุรุ่ยสุร่าย เข้าลักษณะตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ และตีปี๊บหาเสียงซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะเป็นเงินภาษีประชาชน ที่สำคัญเป็นเงินไปกู้มา เฉพาะอย่างยิ่ง การตั้งงบยอดรวมไว้ แล้วไปหาโครงการเอาข้างหน้า ตามตำบล หมู่บ้าน เปรียบเสมือนแบล๊งคเช็คไว้ แล้วไปเติมเงิน เติมโครงการเอาข้างหน้าดังกล่าวข้างต้น นับเป็นการใช้งบประมาณอย่างไร้วินัย การเงิน การคลัง สุ่มเสี่ยงกระทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 164 จึงขอให้ผู้เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานทบทวนการจัดทำโครงการให้รอบคอบ เริ่มตั้งแต่งบค่าอาหาร 2,000 ล้านบาท ส่อผิดวัตถุประสงค์โครงการหรือไม่? หรือมีในวัตถุประสงค์โครงการหรือไม่? นอกจากนี้องค์กรในการตรวจสอบ ได้แก่ สตง. ควรให้คำแนะนำในการใช้งบประมาณให้ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการอย่างเคร่งครัดต่อไป”

กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องเลือกตั้ง ยื่นวินิจฉัย คำสั่งคสช. ขัดรัฐธรรมนูญ


ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นางสาวณัฏฐา มหัทธนา ตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุมที่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว เข้ายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ศาลคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตาม มาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากถูกพนักงานสอบสวนตั้งข้อกล่าวหาตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 ข้อ 12 ที่ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ เกินกว่า 5 คน  โดยเห็นว่าคำสั่งห้ามชุมนุมดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ที่คุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ที่สำคัญคำสั่งดังกล่าวยังขัดต่อหลักนิติธรรม เพราะไม่ได้ออกมาเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ แต่ออกมาเพื่อคุ้มครองการรัฐประหาร ทั้งยังขัดต่อสิทธิมนุษยชนที่ถือว่าการชุมนุมเป็นเสรีภาพเช่นกัน   ขณะนี้มีกฎหมายสองฉบับขัดกันเอง คือคำสั่งห้ามชุมนุมกับรัฐธรรมนูญ  ซึ่งรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด  คำสั่งดังกล่าวย่อมใช้บังคับไม่ได้

"มีศาลที่เกี่ยวข้องได้คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพประชาชน  เช่น ศาลปกครองคุ้มครองการทำกิจกรรมของกลุ่ม We Walk, ศาลอาญากรุงเทพใต้คุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาตามรัฐธรรมนูญ ที่ไม่รับคำร้องฝากขังกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว และล่าสุด คือ ศาลแพ่งคุ้มครองการชุมนุมของม็อบเทพา วันนี้ต้องมาศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญอันเป็นหลักให้พึ่งพาได้  ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเร่งพิจารณาโดยเร็ว เพราะเรื่องนี้ประชาชนคอยจับตาและให้ความสนใจ" นางสาวณัฏฐา กล่าว











วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

“ลดาวัลลิ์” โต้เดือดอังกฤษพาดพิงไทย ค้าประเวณีดึงนักท่องเที่ยว


นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน และประธานชมรมเสียงสตรีแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศประท้วงต่อคำพูดของ นายบอริส จอห์นสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ ที่กล่าวพาดพิงถึงประเทศไทยในทางเสียหาย ว่าประเทศไทยใช้ธุรกิจค้าประเวณีหรือเซ็กส์ทัวร์มาดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษให้มาเที่ยวประเทศไทย

นางลดาวัลลิ์ กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังต่อบทบาทของคนระดับรัฐมนตรีต่างประเทศอย่าง นายบอริส จอห์นสัน ที่พูดเช่นนี้เพราะคำพูดของเขาทำลายชื่อเสียงเกียรติและศักดิ์ศรีของประชาชนทั้งสองประเทศ คือทั้งอังกฤษและประเทศไทย ตนเชื่อว่าชาวอังกฤษที่มาเที่ยวประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นคนดีมีจริยธรรมและมาเป็นครอบครัวเพื่อมาท่องเที่ยว ในสถานที่อันงดงามที่มีอยู่ทั่วประเทศไทย มาชิมอาหารไทย มาชื่นชมวัฒนธรรมไทยที่มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ ตนขอยืนยันว่าประเทศไทยไม่มีนโยบายใช้การค้าประเวณีหรือเซ็กส์ทัวร์มาเป็นเครื่องมือดึงดูดนักท่องเที่ยว ตามที่นายบอริสกล่าวถึงเลย ตรงกันข้ามประเทศไทยได้เฝ้าระวังต่อปัญหาดังกล่าว ทั้งมีการป้องกันปัญหาที่ต้นเหตุและที่ปลายเหตุ ดังจะเห็นว่าประเทศไทยมีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาเรียนก่อนผ่อนคืนทีหลัง มีโรงเรียนขยายโอกาสถึงชั้นมัธยมต้นครบทุกตำบลจนเด็กไทยเข้าสู่ระบบการศึกษาภาคบังคับตามเป้าหมายทุกปี มีกองทุนหมู่บ้านมีกองทุนชุมชนมีกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีเพื่อให้สตรีไทยกู้ยืมในอัตรดอกเบี้ยต่ำไปประกอบอาชีพมีรายได้เลี้ยงตนเองอย่างสุจริต

นางลดาวัลลิ์ กล่าวว่า "อยากจะเชิญนายบอริสฯ มาเที่ยวประเทศไทยสักครั้งจะได้หูตาสว่างมากขึ้นกว่านี้ จะได้ปรับทัศนคติต่อผู้หญิงไทยและประเทศไทยเสียใหม่ จะได้มีสติไม่พลาดพลั้งจนถูกสังคมประนามและขับไล่ให้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนี้"

“ณัฐวุฒิ” หนุนคนหนุ่มสาวแสดงพลังอยากเลือกตั้ง-แนะรัฐหยุดปรามาส


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า “ผมคิดว่าข้อเรียกร้องถึงนักการเมืองทุกฝ่ายให้ออกมาร่วมต่อสู้กับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งนั้นเป็นท่าทีที่สร้างสรรค์ แสดงวุฒิภาวะของแกนนำ นักการเมืองจะตอบสนองอย่างไรภายใต้เหตุผลแบบไหน สถานการณ์จะอธิบายความจริงทั้งหมด ทั้งนี้ อยากเสนอเพิ่มเติมให้มีแนวทางสื่อสารความคิดประสานพลังกับคนหนุ่มสาวและนิสิตนักศึกษาให้คมชัดเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะเป็นกลุ่มพลังที่ยังไร้บาดแผลจากการต่อสู้ สามารถกำหนดอนาคตของสังคมได้เหมือนที่เคยปรากฏในหลายประเทศ คนที่ลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้คนทั้งสังคมได้ย่อมไม่ใช่เด็ก ส่วนคนที่คิดว่าอำนาจต้องอยู่ในมือพวกตัวเท่านั้น ยิ่งอยู่นานยิ่งดี ก็ไม่ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ ไม่มีใครอายุน้อยเกินไปที่จะต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่มีใครอายุมากเกินไปจนไม่ต้องรับฟังเสียงประชาชน ทุกอย่างชี้ขาดโดยหลักการที่ถูกต้อง”

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า “ในส่วนของ นปช. นั้นผมเคยแสดงจุดยืนไปแล้วว่า สนับสนุนทุกการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยโดยหลักสันติวิธี แม้วันนี้เราจะอยู่ในสภาพเหมือนเลือดโทรมกาย มากด้วยข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว แต่เป็นหน้าที่ที่จะต้องยืนหยัดและผ่านไปให้ได้ ทั้งนี้ ขอชื่นชมกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เชื่อว่ามาถูกทางแล้ว เพราะการเลือกตั้งเป็นข้อเรียกร้องขั้นพื้นฐานที่สุด แต่วันนี้กลายเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนที่สุด รัฐบาลไม่ควรมองเป็นปฏิปักษ์หรือแสดงการปรามาสด้วยการบอกว่ามีเบื้องหลังหรือท่อน้ำเลี้ยง หน่วยข่าวที่เกาะติดมาตลอดย่อมรายงานข้อเท็จจริงได้ว่าไม่มี วันนี้ขบวนการอยากเลือกตั้งมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ขบวนการยื้อเลือกตั้งต่างหากที่พยายามทำให้ซับซ้อน ถ้ามีใครกำลังทำแบบนั้นขอให้รู้ไว้ว่าปิดไม่มิด ไม่เห็นวันนี้วันหน้าก็ต้องชัดว่าทำเพื่อประชาชนหรือเพื่ออำนาจของใคร อยากให้ดูกรณีเศรษฐียิงเสือดำเป็นตัวอย่าง วันหนึ่งคนก็ต้องเห็นกองอุจจาระที่ทิ้งไว้”

"เรืองไกร" ยื่นสอบ ครม.-คสช. ถือหุ้นขัดรัฐธรรมนูญ


นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ กกต. ขอให้ดำเนินการตรวจสอบ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กรณีการถือหุ้น SCC ของ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 5,000 หุ้น ว่าเป็นหุ้นสัมปทานหรือไม่? ซึ่งอาจเป็นการกระทำที่เข้าข่ายขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามหมวด 9 ของรัฐธรรมนูญ 2560 และอาจเข้าข่ายขาดคุณสมบัติตามมาตรา 186 ประกอบมาตรา 184 วรรคหนึ่ง (2) ประกอบมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) หรือไม่? พร้อมทั้งขอให้ กกต. ดำเนินการตามมาตรา 170 วรรคสาม ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป

โดย นายเรืองไกร กล่าวว่า “จากกรณีที่ นพ.ธีระเกียรติ ได้มีการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. 4 ครั้ง โดยพบว่าการยื่นในตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ 3 ครั้งแรก มีหุ้น SCC ของบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) 4,200 หุ้น แต่การยื่นครั้งหลังสุดพบว่ามีจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้น 800 หุ้น รวมเป็น 5,000 หุ้น จึงควรตรวจสอบว่า หุ้นจำนวน 800 หุ้น ได้มาในระหว่างการดำรงตำแหน่งหรือไม่? เพราะถ้าได้มาภายหลังรัฐธรรมนูญใช้บังคับและยังคงถืออยู่ กกต. ก็จะต้องตรวจสอบ ตามมาตรา 186 ประกอบ 184 (2) ส่วนการที่ นพ.ธีระเกียรติ อ้างความเห็นกฤษฎีกานั้น ผมได้ค้นหาข้อมูลดังกล่าวไม่เจอ แต่พบเพียงว่ากฤษฎีกาเคยตีความ พ.ร.บ.การเป็นหุ้นส่วนของรัฐมนตรี ที่ตีความว่า ครม. ต้องทำตามรัฐธรรมนูญ จะไม่ทำตามไม่ได้ ส่วนความเห็นของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่าหุ้นเป็นเรื่องของมาตรา 187 นั้น ไม่เกี่ยวกันเพราะหุ้นสัมปทานเพียงหุ้นเดียวก็ถือไม่ได้ นอกจากนั้นจะต้องตรวจสอบเรื่องที่ นพ.ธีระเกียรติ อ้างว่าคนอื่นก็มีหุ้นในลักษณะดังกล่าวนั้นเป็นผู้ใด? และ นพ.ธีระเกียรติก็ควรต้องเปิดเผยออกมา ดังนั้นจึงให้ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญตัดสินและวินิจฉัย”

นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า "ขอให้ กกต.เร่งพิจารณากรณีคุณสมบัติ 9 รัฐมนตรี ที่ได้ยื่นเรื่องให้ กกต. พิจารณาไปตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม 2560 ที่ถือครองหุ้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่ายังไม่มีความคืบหน้าในการตรวจสอบ ดังนั้น ภายใน 1-2 เดือนนี้ จะยื่นหนังสือทวงถามต่อ กกต. อีกครั้ง ในขณะเดียวกันก็อยากให้ กกต. ชุดปัจจุบันเร่งดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่ง"

วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ตรุษจีนปากน้ำโพสุดยิ่งใหญ่ สวมชุดแดง-แห่มังกรทอง-เชิดสิงโต


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา จังหวัดนครสวรรค์ทำการปิดถนนรอบเมืองปากน้ำโพ เพื่อรับขบวนแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพ ‪ในงานตรุษจีนนครสวรรค์ (ตรุษจีนปากน้ำโพ) ปี 2561 โดยขบวนแห่ภาคกลางวัน เช้าจนถึงค่ำวันนี้ตรงกับวันชิวสี่ จะมีการแห่เชิดมังกรทองแบะสิงโตไปอวยพรตามบ้านเรือนประชาชน ‬เริ่มต้นตั้งแต่ถนน พหลโยธินหน้าอุทยานนครสวรรค์ เมืองนครสวรรค์ แยกสะพานเดชาติวงศ์ เข้าเทศบาลนครนครสวรรค์ เมืองปากน้ำโพ ผ่านถนน สวรรค์วิถี ถนนโกสีย์ ถนนวงษ์สวรรค์ ถนนมาตุลี กลางเมืองปากน้ำโพ โดยขบวนจะไปสิ้นสุด ที่บริเวณต้นน้ำเจ้าพระยา พร้อมการแสดงเชิดมังกรทอง และสิงโต บริเวณหาดทรายริมน้ำเจ้าพระยา ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ชมเป็นวันสุดท้ายของตรุษจีนปี 2561 นับเป็นการจัดงานตรุษจีนที่ยิ่งใหญ่และยาวนานที่สุดในประเทศไทย รวมกว่า‪ 12 วัน 12 คืน ระหว่างวันที่ 9–20 กุมภาพันธ์ 2561 ขณะที่ประชาชนจำนวนมากสวมใส่เสื้อผ้าสีแดงซึ่งเป็นสีมงคล คอยต้อนรับขบวนแห่ตลอดสองข้างทาง‬



















วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

“ชวลิต” เตือนเกิดวิกฤติศรัทธา ผู้นำรัฐบาลไม่รักษาสัจจะ


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นถึงสภาพการณ์ปัจจุบันของรัฐบาลว่า ได้เกิดวิกฤติศรัทธายังศูนย์กลางอำนาจของรัฐบาล ทั้งผู้นำรัฐบาล และรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล ประการสำคัญ วิกฤติศรัทธานั้นเกิดจากการกระทำของตนเองทั้งสิ้น มิได้มีผู้ใดกลั่นแกล้งแต่อย่างใด ทั้งเป็นความจริงเชิงประจักษ์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ว่าไม่เป็นความจริง กล่าวคือ
       
1. ผู้นำรัฐบาลไม่รักษาสัจจะ ไม่รักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนและชาวโลกในประเด็น เลื่อนการเลือกตั้งหลายครั้ง ไปญี่ปุ่นบอกเลือกตั้ง ปี 2559 ไปยูเอ็น บอกเลือกตั้ง ปี 2560 ไปอเมริกาบอกเลือกตั้ง ปี 2561 ปัจจุบันมีแนวโน้มจะเลื่อนเป็นปี 2562 จะเห็นได้ว่าเลื่อนมาตลอด จนอาจกล่าวได้ว่า หากสัญญาอีก ก็จะไม่มีใครเชื่อ จึงอย่าไปต่อว่านักศึกษาที่อยากเลือกตั้ง
       
2. รัฐมนตรีในคณะรัฐบาล บริภาษกันเองข้ามทวีปด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า "อย่างหนา ตราช้าง" เป็นข่าวฉาวน่าอับอายไปทั่วโลก แต่เมื่อถูกผู้นำรัฐบาลไกล่เกลี่ยเพื่อให้เรื่องจบ รัฐมนตรีผู้บริภาษจึงเอ่ยปากขอโทษ ผลที่ไม่คาดก็คือ ยังนั่งประชุม ครม. ร่วมกันได้ตามปกติอย่างไม่อายประชาชนและชาวโลก
       
วิกฤติศรัทธาทั้ง 2 ประการดังกล่าว ละเมิดคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารประเทศ ทั้งเป็นการกระทำด้วยตัวเองทั้งสิ้น มิได้เป็นการกระทำโดยบุคคลอื่น หรือถูกกลั่นแกล้งแต่อย่างใด ซึ่งส่งผลทำลายความเชื่อมั่นประเทศอย่างรุนแรงตามมา
       
อนึ่ง ปัจจุบันรัฐบาลได้บริหารประเทศมาจะครบ 4 ปี มีปัญหานโยบายสำคัญเชิงประจักษ์ที่น่าอับอายและไม่น่าเกิดขึ้น คือ ปัญหาการทุจริต คอรัปชั่น ที่เกิดขึ้นราวดอกเห็ด ทั้งๆที่อ้างว่าเข้ามาปราบโกง แม้แต่รัฐธรรมนูญยังตั้งสมญากันว่า "รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง"
       
ปรากฏการณ์ที่ฟ้องประชาชนและสั่นสะเทือนต่อนโยบายปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลนี้ก็คือ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้รายงานผลดัชนีคอรัปชั่นไทย เดือนธันวาคม 2560 พบว่ารุนแรงสุดในรอบ 3 ปี พร้อมทั้งระบุมีเงินใต้โต๊ะที่เอกชนต้องจ่ายเฉียด 200,000 ล้านบาท เฉลี่ยอยู่ที่ 5-15% ของมูลค่าโครงการ สร้างความเสียหายต่อ GDP 0.41-1.23% รายงานของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยดังกล่าว สะท้อนความล้มเหลวของนโยบายปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลลงอย่างสิ้นเชิง
         
ทั้งหมดทั้งมวลโดยสรุปดังกล่าวข้างต้น เป็นวิกฤติศรัทธาที่เกิดแก่รัฐบาลนี้ ตั้งแต่ผู้นำรัฐบาล รัฐมนตรี และการบริหารนโยบายสำคัญของรัฐบาลจนก่อให้เกิดวิกฤติศรัทธาแก่รัฐบาลเอง  หากเปรียบรัฐบาลเป็นคน ก็เป็นคนป่วยที่ทำตนเองให้ป่วย ทั้งยังต้องมีภาระแบกของหนัก คือ แบกความรับผิดชอบที่มีต่อประเทศชาติและประชาชน ยากที่จะทู่ซี้ หรือลากถูลู่ถูกังนำพารัฐนาวาไปได้ ยิ่งปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ยังแก้ไม่ได้ ยิ่งน่าห่วงความเดือดร้อนของประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องมาแบกรับ
       
จึงขอให้ข้อคิดว่า จากสภาพการณ์ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ถึงเวลาที่ผู้นำรัฐบาลและคณะจะเสียสละแสดงสปิริตความรับผิดชอบให้คนรุ่นหลังได้เห็นว่า ไม่ยึดติดในตำแหน่ง ด้วยการคืนอำนาจแก่ประชาชน เฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศของเรายังมีงานสำคัญรออยู่ ควรได้รัฐบาลจากประชาชนที่จะส่งเสริมให้ประเทศมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น ในฐานะคนไทยคนหนึ่งอยากเห็นสปิริตด้วยการได้ยินคำว่า "ผมพอแล้ว"