วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

“ชวลิต” เตือนเกิดวิกฤติศรัทธา ผู้นำรัฐบาลไม่รักษาสัจจะ


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นถึงสภาพการณ์ปัจจุบันของรัฐบาลว่า ได้เกิดวิกฤติศรัทธายังศูนย์กลางอำนาจของรัฐบาล ทั้งผู้นำรัฐบาล และรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล ประการสำคัญ วิกฤติศรัทธานั้นเกิดจากการกระทำของตนเองทั้งสิ้น มิได้มีผู้ใดกลั่นแกล้งแต่อย่างใด ทั้งเป็นความจริงเชิงประจักษ์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ว่าไม่เป็นความจริง กล่าวคือ
       
1. ผู้นำรัฐบาลไม่รักษาสัจจะ ไม่รักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนและชาวโลกในประเด็น เลื่อนการเลือกตั้งหลายครั้ง ไปญี่ปุ่นบอกเลือกตั้ง ปี 2559 ไปยูเอ็น บอกเลือกตั้ง ปี 2560 ไปอเมริกาบอกเลือกตั้ง ปี 2561 ปัจจุบันมีแนวโน้มจะเลื่อนเป็นปี 2562 จะเห็นได้ว่าเลื่อนมาตลอด จนอาจกล่าวได้ว่า หากสัญญาอีก ก็จะไม่มีใครเชื่อ จึงอย่าไปต่อว่านักศึกษาที่อยากเลือกตั้ง
       
2. รัฐมนตรีในคณะรัฐบาล บริภาษกันเองข้ามทวีปด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า "อย่างหนา ตราช้าง" เป็นข่าวฉาวน่าอับอายไปทั่วโลก แต่เมื่อถูกผู้นำรัฐบาลไกล่เกลี่ยเพื่อให้เรื่องจบ รัฐมนตรีผู้บริภาษจึงเอ่ยปากขอโทษ ผลที่ไม่คาดก็คือ ยังนั่งประชุม ครม. ร่วมกันได้ตามปกติอย่างไม่อายประชาชนและชาวโลก
       
วิกฤติศรัทธาทั้ง 2 ประการดังกล่าว ละเมิดคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารประเทศ ทั้งเป็นการกระทำด้วยตัวเองทั้งสิ้น มิได้เป็นการกระทำโดยบุคคลอื่น หรือถูกกลั่นแกล้งแต่อย่างใด ซึ่งส่งผลทำลายความเชื่อมั่นประเทศอย่างรุนแรงตามมา
       
อนึ่ง ปัจจุบันรัฐบาลได้บริหารประเทศมาจะครบ 4 ปี มีปัญหานโยบายสำคัญเชิงประจักษ์ที่น่าอับอายและไม่น่าเกิดขึ้น คือ ปัญหาการทุจริต คอรัปชั่น ที่เกิดขึ้นราวดอกเห็ด ทั้งๆที่อ้างว่าเข้ามาปราบโกง แม้แต่รัฐธรรมนูญยังตั้งสมญากันว่า "รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง"
       
ปรากฏการณ์ที่ฟ้องประชาชนและสั่นสะเทือนต่อนโยบายปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลนี้ก็คือ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้รายงานผลดัชนีคอรัปชั่นไทย เดือนธันวาคม 2560 พบว่ารุนแรงสุดในรอบ 3 ปี พร้อมทั้งระบุมีเงินใต้โต๊ะที่เอกชนต้องจ่ายเฉียด 200,000 ล้านบาท เฉลี่ยอยู่ที่ 5-15% ของมูลค่าโครงการ สร้างความเสียหายต่อ GDP 0.41-1.23% รายงานของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยดังกล่าว สะท้อนความล้มเหลวของนโยบายปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลลงอย่างสิ้นเชิง
         
ทั้งหมดทั้งมวลโดยสรุปดังกล่าวข้างต้น เป็นวิกฤติศรัทธาที่เกิดแก่รัฐบาลนี้ ตั้งแต่ผู้นำรัฐบาล รัฐมนตรี และการบริหารนโยบายสำคัญของรัฐบาลจนก่อให้เกิดวิกฤติศรัทธาแก่รัฐบาลเอง  หากเปรียบรัฐบาลเป็นคน ก็เป็นคนป่วยที่ทำตนเองให้ป่วย ทั้งยังต้องมีภาระแบกของหนัก คือ แบกความรับผิดชอบที่มีต่อประเทศชาติและประชาชน ยากที่จะทู่ซี้ หรือลากถูลู่ถูกังนำพารัฐนาวาไปได้ ยิ่งปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ยังแก้ไม่ได้ ยิ่งน่าห่วงความเดือดร้อนของประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องมาแบกรับ
       
จึงขอให้ข้อคิดว่า จากสภาพการณ์ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ถึงเวลาที่ผู้นำรัฐบาลและคณะจะเสียสละแสดงสปิริตความรับผิดชอบให้คนรุ่นหลังได้เห็นว่า ไม่ยึดติดในตำแหน่ง ด้วยการคืนอำนาจแก่ประชาชน เฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศของเรายังมีงานสำคัญรออยู่ ควรได้รัฐบาลจากประชาชนที่จะส่งเสริมให้ประเทศมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น ในฐานะคนไทยคนหนึ่งอยากเห็นสปิริตด้วยการได้ยินคำว่า "ผมพอแล้ว"

“เพื่อไทย” แนะยกเลิกคำสั่ง คสช.-ยุติคดีเอาผิดผู้หนุนเลือกตั้ง


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับ 7 แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง ในข้อหายุยงปลุกปั่นตามมาตรา116 พร้อมกับแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ร่วมชุมนุมอีก 43 คน ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 3/2558 เรื่องห้ามชุมนุม มั่วสุมทางการเมืองเกิน 5 คน ว่าคนไทยคงรู้สึกหนักใจกับท่าทีแบบนี้ของคสชคำสั่งคสช.ที่ห้ามประชาชนชุมนุมเกิน 5 คนนั้น แม้เป็นกฎหมาย แต่ก็คือการละเมิดสิทธิมนุษยชนในการใช้เสรีภาพในการชุมนุมทางการเมืองในตัวของมันเอง ขัดต่อทั้งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ไทยมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตามและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยการจงใจแจ้งข้อหายุยงปลุกปั่นตามมาตรา116 เป็นการใช้กฎหมายเพื่อมุ่งหวังให้เกิดความหวาดกลัวเพื่อไม่ให้คนไปชุมนุมหรือไม่ ทั้งที่จริงๆแล้วกลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวก็เพื่อต้องการการเลือกตั้งเท่านั้นเอง ไม่ได้วางแผนโค่นล้มรัฐบาล ข้อเรียกร้องก็ไม่ได้มีอะไรรุนแรง แต่รัฐบาลกลับพยามใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร พยายามสร้างภาพว่าเกิดความวุ่นวาย กลุ่มผู้เคลื่อนไหวเจตนาไม่บริสุทธิ์ เป็นคนเสื้อแดงเป็นนปช.ทั้งที่เป็นคนหนุ่มสาวและประชาชนที่อยากเลือกตั้งโดยพื้นฐาน เป็นสิทธิในการเคลื่อนไหวที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ คสช.ไม่ควรใช้ไอโอทำลายความชอบธรรมของการเคลื่อนไหว เหตุผลหนึ่งที่คสช.รัฐประหารเข้ามา อ้างว่าเพื่อมาสร้างความปรองดองสมานฉันท์ การดำเนินการแจ้งข้อหาตามมาตรา 116 ดังกล่าว เป็นการทำลายบรรยากาศของบ้านเมือง บรรยากาศการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ การสร้างความสามัคคีของคนในชาติ ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 3/2558 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน เพื่อให้บรรยากาศบ้านเมืองกลับคืนสู่ความเป็นปรกติโดยเร็ว

วันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

"จาตุรนต์" อัด คสช. แก้คอรัปชั่นเหลว


นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ความล้มเหลวของระบบต่อต้านคอรัปชั่น

ตอนที่3 ระบบที่ออกแบบไว้ เมื่อ คสช.พ้นอำนาจไปแล้ว

# เมื่อคสช.ไปแล้ว ระบบที่เป็นผลจากคำสั่งคสช. ยังมีอะไรบ้าง
คสช.จะพ้นจากอำนาจไป เมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ารับหน้าที่ ระบบและกลไกต่อต้านคอร์รัปชั่นที่มีหัวหน้าคสช. เป็นประธานก็จะหมดหน้าที่ไปโดยปริยาย

แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ ได้แก่ คำสั่งที่ให้ยกเว้นการรับผิดทางกฎหมายและการยกเว้นการใช้กฎหมายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างสำหรับโครงการใหญ่ๆบางโครงการ เป็นต้น นอกนั้นระบบและกลไกที่คสช.สร้างไว้ในส่วนอื่น จะยังอยู่และมีสถานะที่ชอบด้วยกฎหมาย

ที่สำคัญ คือ ระบบและกลไกลของฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล ซึ่งจะทำหน้าที่ตรวจสอบดูแลการทุจริตคอรัปชั่นในส่วนของราชการประจำหรือส่วนที่นอกเหนือจากนักการเมือง เช่น ศูนย์ต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่อ้างคำสั่งคสช.ด้วย ตั้งให้เลขาธิการปปช. เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งมาจากองค์กรอิสระ มาเข้าร่วมเป็นกรรมการในองค์กรของรัฐบาล เรื่องนี้จะกลายเป็นความลักลั่นสับสนมาก

องค์กรอิสระ จะยังคงความเป็นอิสระอยู่ได้หรือไม่ องค์กรอย่าง ปปช.ซึ่งจะถูกเน้นบทบาทไปที่การตรวจสอบนักการเมืองยังจะมีบทบาทในการดูแลตรวจสอบดูแลการราชการประจำมากน้อยแค่ไหน และจะแบ่งหน้าที่กันกับกลไกที่สังกัดรัฐบาลและองค์กรอิสระอื่น อย่างเช่น คตง.อย่างไร ก็ยังไม่เป็นที่ชัดเจน องค์กรต่างๆทั้งปปช.และองค์กรอื่นๆจะประสานและบูรณาการการทำงานกันอย่างไร ? โดยใคร? ก็ยังไม่มีใครทราบ

# ระบบและกลไกที่ออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญ

สาระสำคัญของระบบที่ออกแบบไว้สำหรับป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นในอนาคต เมื่อคสช.พ้นจากหน้าที่ไปแล้ว ส่วนใหญ่อยู่ในรัฐธรรมนูญ

ในรัฐธรรมนูญที่อวดอ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกงนั้น มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการป้องกันการทุจริตคอรัปชั่น คือ เน้นการตรวจสอบและเอาผิดนักการเมือง รวมทั้งการเพิ่มอำนาจองค์กรอิสระ ได้แก่ กกต. ปปช.และศาล

มีการเพิ่มคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง

เพิ่มมาตรการในการกำจัดนักการเมืองที่เชื่อได้ว่า ทุจริตการเลือกตั้งออกจากการแข่งขัน คือ ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง กกต.มีอำนาจ "แจกใบแดงชั่วคราว” ซึ่ง ก็คือ การสั่งระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปี ทั้งนี้ อำนาจการระงับสิทธิชั่วคราวให้เป็นที่สุด

หลังประกาศผลการเลือกตั้ง ถ้านักการเมืองโกงให้เป็นหน้าที่ของศาลฏีกา โดยศาลฎีกาสามารถเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นเป็นเวลาสิบปี

ให้มีการยื่นเรื่องถอดถอนนักการเมืองที่ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม โดยให้ ส.ส. หรือ ส.ว.สามารถ ร้องต่อประธานสภาที่ตนเป็นสมาชิกเพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยได้ และมีการเพิ่มเติมเรื่องถอดถอนนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายเงินงบประมาณ โดยให้สส.หรือสว.เสนอควมเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หากพบว่า กระทำความผิดก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้นักการเมืองคนดังกล่าวพ้นจากสมาชิกภาพ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

และหากพบว่าการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นโดยคณะรัฐมนตรีมีส่วนรู้เห็นหรือรับรู้ แต่มิได้ทำการยับยั้ง ทั้ง ส.ส. หรือ ส.ว. ก็สามารถร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยเพื่อขอให้คณะรัฐมนตรีพ้นไปทั้งคณะก็ได้อีกด้วย

มีการกำหนดคุณสมบัติ อาทิ กรณีเคยถูกลงโทษในเรื่องที่เกี่ยวกับการทุจริตเป็นลักษณะต้องห้ามในการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆอีกจำนวนมาก

ส่วนที่เกี่ยวข้องมากๆกับองค์กรและกลไกในการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น ก็คือ การเพิ่มอำนาจให้แก่ กกต.และปปช.

# การยื่นเรื่องถอดถอนนักการเมืองโดยองค์กรอิสระ

กกต. มีอำนาจยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อถอดถอนนักการเมืองได้ หากเห็นว่านักการเมืองคนใดขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม ก็สามารถที่จะร้องต่อศารัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยให้บุคคลดังกล่าว ต้องพ้นไปจากตำแหน่งทางการเมืองได้ โดยไม่ต้องรอให้สส.หรือสว.เสนอ

ส่วน ปปช.สามารถ ยื่นเรื่องถอดถอนนักการเมืองที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม และสามารถยื่นเรื่องถอดถอนนักการเมืองที่มีความผิด ฐานมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปรกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจใช้หน้าที่และอำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

# กำหนดให้องค์กรอิสระเป็นผู้กำกับเรื่องวินัยการเงินการคลัง

กำหนดให้ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน ทำหน้าที่เป็นผู้คอยให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำหรือเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน และสามารถลงโทษทางปกครองได้ รวมทั้งดำเนินการร่วมกับกกต.และปปช.ในการระงับหรือยับยั้งความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐ

เมื่อกำหนดบทลงโทษหนักขึ้นมากและให้องค์อิสระ เช่น ปปช.เป็นต้น มีอำนาจมากขึ้นด้วยแล้ว ระบบตามรัฐธรรมนูญนี้ ก็เน้นเรื่องการรกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งในองค์ต่างๆเหล่านี้ไว้อย่างเข้มงวดที่เรียกกันว่า “ขั้นเทพ” เลยทีเดียว เช่น ที่เคยกำหนดว่า ต้องเคยเป็นอธิบดีหรือเทียบเท่ามาไม่น้อยกว่า 1 ปีก็เพิ่มเป็น 5 ปี ถ้าเคยเป็นข้าราชการการเมืองมาก่อน ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี เป็นต้น

ตรรกะของระบบในการปราบการทุจริตคอรัปชั่นในรัฐธรรมนูญปราบโกง ก็คือ กำหนดโทษให้หนัก เพิ่มอำนาจองค์กรที่ทำหน้าที่ในการปราบโกง แล้วกำหนดคุณลักษณะของบุคคลที่จะมาทำหน้าท่ีปราบโกงให้เข้มงวดเป็นพิเศษ ซึ่งคือ จุดเด่นที่ใช้มาอวดอ้างกันอยู่เสมอ

แต่จากสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น 'จุดเด่น' กลับกลายเป็น 'จุดตาย'

ดังที่ทราบกันแล้ว คสช.เข้าแทรกแซงการตั้งกรรมการปปช.ที่หมดอายุลง กรรมการบางคนที่ได้รับการสรรหาและแต่งตั้งมีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายเก่า จึงขาดคุณสมบัติ เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันและกฎหมายใหม่ แต่ สนช.ก็มาออกกฎหมายเล่นแร่แปรธาตุ จนทำให้กรรมการปปช.ชุดเดิมอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้จนครบวาระอีก 7-8 ปีข้างหน้า ทั้งที่หลายคนขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามอย่างชัดเจน

ที่ทำให้เรื่องเลวร้ายยิ่งขึ้น ก็คือ มาเกิดเรื่องนาฬิกาเจ้าปัญหา แล้วพบว่าประธานปปช.เกิดเป็นคนที่คสช.เข้าแทรกแซงในการแต่งตั้งมาตั้งแต่ต้น และยังบังเอิญว่า เพิ่งพ้นจากตำแหน่งข้าราชการการเมืองมาไม่นาน ทั้งยังเป็นผู้ใกล้ชิดกับบุคคลสำคญในรัฐบาลที่กำลังจะต้องถูกปปช.สอบอยู่ด้วย

ระบบอันสวยหรูที่ออกแบบและคุยโอ้อวดกันมาตลอดก็พังทลายลงในพริบตา ไม่นับว่า ยังมีปัญหาอื่นๆของระบบนี้ มีอีกมากดังที่กล่าวมาแล้ว

จากนี้ไป ประเทศนี้จึงจะต้องอยู่กับระบบการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นที่เชื่อถืออะไรไม่ได้เลยว่า จะสุจริต โปร่งใสและตรงไปตรงมา เป็นระบบที่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้และไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับประชาชน ไม่มีหลักประกันใดๆว่า ระบบที่มุ่งจัดการอย่างเอาเป็นเอาตายกับคนในบางอาชีพจะไม่เกิดการเลือกปฏิบัติ

เมื่อระบบปราบการทุจริตคอรัปชั่นพิกลพิการเสียแล้ว การทุจริตที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อาจไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างถูกต้องจริงจัง และยิ่งนานไปการทุจริตคอรัปชั่นก็จะเกิดขึ้นมากมายมหาศาลอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

เขียนมา 3 ตอน น่าจะสามารถสรุปเป็นข้อสังเกตได้พอสมควร ขอเป็นตอนหน้า ซึ่งจะเป็นตอนสุดท้ายแล้ว จะเขียนให้สั้น กระชับ และเป็นประโยชน์ครับ

........
#คอรัปชั่น #รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง

วันพฤหัสบดีที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

“จาตุรนต์” หนุนเรียกร้องเลือกตั้ง ยืนยันไม่ผิดกฎหมาย


นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้ 

ไม่แน่ใจว่า ที่พล..ประยุทธ์พูดเรื่องปฏิญญาสากล เรื่องสิทธิมนุษยชน รัฐธรรมนูญและกฎหมายอยู่ทุกวันนี่ ไม่เข้าใจจริงๆหรือแกล้งไม่เข้าใจ

เวลาบอกว่า ต้องคำนึงถึงปฏิญญาสากล หลักสิทธิมนุษยชนในฐานะที่เป็นสมาชิกภาคีของสหประชาชาติ แทนที่จะบอกให้รัฐบาลต้องคำนึง กลายเป็นให้ประชาชนคำนึง ส่วนรัฐบาลทำยังไงก็ได้

พออ้างถึงรัฐธรรมนูญ แทนที่จะให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ กลับไปให้ความสำคัญกับกฎหมายและคำสั่งต่างๆ เมื่อรวมมาตรา 44 แล้ว ก็คือ ไม่สนใจรัฐธรรมนูญนั่นเอง

บอกว่า รัฐบาลจะลงโทษสถานหนักกับผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็กลับหมายถึงจะลงโทษประชาชน ไม่พูดถึงเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย

พล..ประยุทธ์มองว่า ประชาชนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นหรือเคลื่อนไหวเป็นพวกทำให้บ้านเมืองวุ่นวายไปหมด  ซ้ำร้ายยังอ้างว่าจากการตรวจสอบพบว่า ประชาชนที่ถูกดำเนินคดีไม่รู้กฎหมาย ไม่รู้เลยว่าอะไรผิดอะไรถูก แต่ไม่ได้บอกว่า ใครตรวจสอบ

ระหว่างนักศึกษา ประชาชนกับพล..ประยุทธ์ ใครกันแน่ ที่ไม่รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก ไม่รู้ว่าอะไร คือ การละเมิดสิทธิมนุษยชน ฟังจากการพูดของพล..ประยุทธ์ก็เห็นได้ชัดว่า พล..ประยุทธ์นั่นแหละ ที่ไม่เข้าใจอะไรเลย หรือไม่ก็แกล้งไม่เข้าใจ

พล..ประยุทธ์บอกว่า ชุมนุมไปก็ผิดกฎหมาย และทำให้ประชาชนเดือดร้อน แถมถามว่า คนอื่น(คนที่ไม่มาชุมนุม) เขาไม่มีสิทธิเสรีภาพบ้างหรือ นึกถึงคนอื่นเขาบ้าง นี่พล..ประยุทธ์ก็พูดแบบไม่สนใจกฎหมายเลย  ตั้งตัวเป็นศาลเสียเอง

ไม่น่าเชื่อว่า ในโอกาสประกาศเรื่องสิทธิมนุษยชนให้เป็นวาระแห่งชาติ พล..ประยุทธ์จะพูดอะไรได้เลอะเทอะขนาดนี้ เท่ากับประจานตัวเองว่า ไม่รู้เรื่องสิทธิมนุษยชนเอาเสียเลย ต่างชาติเขาจะหัวเราะเยาะเอาเสียมากกว่า

อยากถามพล..ประยุทธ์หน่อยว่า ท่านประกาศโรดแมปไปว่าจะมีการเลือกตั้งชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือ แล้วคนที่เขาเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว อย่าเลื่อนแล้วเลื่อนอีก จะผิดได้อย่างไร?

มีการเลือกตั้งเร็ว ก็มีรัฐบาลใหม่เร็ว คสช.ก็พ้นไปเร็ว นี่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญทุกอย่าง การเรียกร้องให้เลือกตั้งเร็วกับการเรียกร้องให้คสช.ออกไปเร็วๆ จึงเป็นเรื่องเดียวกันและสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ จะผิดกฎหมายไปได้ยังไง


......

วันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ตรุษจีนเยาวราช ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น


บรรยากาศการจับจ่ายที่ย่านเยาวราชวันนี้ ซึ่งตรงกับวันจ่ายตามประเพณีปฏิบัติของชาวจีนในเทศกาลตรุษจีนตั้งแต่ช่วงเช้า ประชาชนทั้งชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีน ออกมาจับจ่ายซื้อของเซ่นไหว้ต่างๆ นำไปประกอบพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษของตนเอง โดยราคาสินค้าส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงตรุษจีนปีก่อน อาทิ ไก่บ้านต้มสุกทั้งตัวราคาตั้งแต่ 450 บาท เป็ดพะโล้ราคาตัวละ 350-450 บาท ส้มกิโลกรัมละ 100-150 บาท ทำให้หลายคนต้องซื้อของไหว้อย่างประหยัดมากขึ้น ขณะที่ปีนี้มีตุ๊กตาและเสื้อผ้าลวดลายสุนัขสีแดง-ทอง วางจำหน่ายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากตรงกับการขึ้นศักราชใหม่ นักษัตร "ปีจอ" ตามปฏิทินจีน / ภาพถ่าย: จรัล อัมพรกลิ่นแก้ว, ธีรพล สุขสาลี, เอกฉัตร ทองพำนัก






















"เพื่อไทย" แถลงแนะรัฐหยุดละเมิดสิทธิ์-คุกคามผู้เห็นต่าง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทย เผยแพร่คำแถลง เรื่อง หยุดละเมิดสิทธิ เสรีภาพ และคุกคามประชาชนที่เห็นต่าง โดยมีเนื้อหาดังนี้

คำแถลงพรรคเพื่อไทย 
เรื่อง ให้ คสช.และรัฐบาล ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชน และนำประเทศกลับสู่ความเป็นปกติสุข 

พรรคเพื่อไทยได้ติดตามสถานการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศ ตั้งแต่มีการยึดอำนาจโดย คสช. เมื่อปี 2557 ด้วยความกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่องตลอดมา และผู้มีอำนาจกลับไม่ตระหนัก และไม่ตั้งใจที่จะแก้ปัญหา โดยเฉพาะท่าทีของรัฐบาลและ คสช. ที่ประกาศให้สิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งย้อนแย้งกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง พรรคฯ จึงขอแถลงดังต่อไปนี้

1. การรัฐประหาร เมื่อปี 2557 คือ ต้นธารของการละเมิดสิทธิมนุษยชน  คสช. ได้ออกประกาศและคำสั่ง และมีการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น ประกาศให้มีการจับกุมคุมขังโดยไม่ต้องมีหมาย การห้ามชุมนุมทางการเมือง การห้ามมิให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมือง การดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร การนำสื่อมวลชน นักการเมืองและผู้เห็นต่างควบคุมตัวในค่ายทหาร  การปิดรายการโทรทัศน์  อีกทั้งยังมีการละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยการใช้กฎหมายปิดปากผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและ คสช. อย่างต่อเนื่อง  รวมถึงการตั้งข้อกล่าวหาในคดีอาญาเกี่ยวกับความมั่นคง ที่รุนแรงเกินจริงตามมาตรา 116 ประมวลกฎหมายอาญากับนักการเมือง สื่อมวลชนที่เห็นต่างดังเช่นที่กระทำกับนักศึกษาและประชาชนกลุ่ม “We walk” และกลุ่ม “MBK 39” ที่ออกมาเรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาความเดือดร้อน และจัดให้มีการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่เป็นสิทธิโดยชอบธรรม และเป็นการทวงสัญญาที่นายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้ แต่ไม่ทำตามหลายครั้ง

2. การประกาศให้สิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ  มิได้ช่วยให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนยุติลง  แต่กลับทำให้ได้เห็นความย้อนแย้งในพฤติกรรมของ คสช.และรัฐบาลอย่างชัดแจ้ง ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทยนั้นถูกจับตามองจากมิตรประเทศ เช่น สหภาพยุโรปที่ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติการละเมิด และคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น  เสรีภาพในการชุมนุม   เสรีภาพในการทำกิจกรรมของพรรคการเมือง รวมทั้งสิทธิของคนไทยที่จะได้เลือกตั้งผู้แทนมาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ จนตั้งเงื่อนไขว่าจะไม่เจรจาและลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีกับไทย  จนกว่าจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้ประเทศไทยเสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจ  นอกจากนั้นหลายองค์กรได้ลดระดับของไทยในเรื่องเสรีภาพ เช่น ฟรีด้อมเฮาส์ ที่จัดลำดับไทยต่ำกว่าสหภาพพม่า ทำให้เกียรติภูมิของประเทศเสียหาย

พรรคเพื่อไทย เห็นว่า  แม้รัฐบาลจะประกาศให้สิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ แต่ทำไปเพียงที่จะลดแรงกดดันจากต่างประเทศ และเป็นความพยายามในการสร้างภาพลักษณ์ แต่ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนยังคงอยู่ตลอดมานับแต่การรัฐประหารจนถึงปัจจุบัน แม้แต่พลเอกประยุทธ์ ฯ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่กล่าวในวันสิทธิมนุษยชนสากลที่ผ่านมา  ก็ยังไม่เข้าใจและตระหนักถึงปัญหาที่แท้จริง เช่นที่กล่าวว่ามีการไปดึงเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยไม่คำนึงถึงข้อกฎหมาย หรือไม่ต้องการให้กฎหมายเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง หรือที่กล่าวว่าอย่าเอาสิทธิมนุษยชนไปล้มทุกอย่าง คำกล่าวเหล่านี้สะท้อนความไม่เข้าใจของผู้นำถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศที่มีอยู่ เนื่องจากกฎหมาย และสิทธิมนุษยชนมิใช่เรื่องเดียวกัน เช่น คำสั่ง คสช. ที่ห้ามประชาชนชุมนุมเกิน 5 คนนั้น แม้เป็นกฎหมาย แต่ก็คือการละเมิดสิทธิมนุษยชนในการใช้เสรีภาพในการชุมนุมทางการเมืองในตัวของมันเอง  ขัดต่อทั้งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ไทยมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงเป็นการยากที่จะทำให้นโยบายการนำสิทธิมนุษยชนมาเป็นวาระแห่งชาติ  โดยการเอาสิทธิมนุษยชนร่วมขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 ให้สำเร็จตามที่มีการปฏิบัติการไอโอ ชวนเชื่อ

3. พรรคฯ เรียกร้องให้ คสช. และรัฐบาล ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยพลัน โดย...

3.1 ยกเลิกประกาศและคำสั่งที่เป็นการละเมิดสิทธิ  เสรีภาพของประชาชน เช่น คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน , ประกาศ คสช. ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่จับกุมคุมขังโดยไม่ต้องมีหมาย, ประกาศ คสช. ที่ห้ามมิให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมือง เป็นต้น
3.2  ยุติการดำเนินคดีกับพี่น้องนักศึกษาและประชาชนที่ใช้สิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ในนามกลุ่ม “We walk” และในนามกลุ่ม “MBK 39” 
3.3  ยุติการใช้กฎหมายปิดปาก และยุติการดำเนินคดีกับสื่อมวลชน นักการเมือง และประชาชนที่เห็นต่าง และตรวจสอบ และวิจารณ์การทำงานของ คสช. และรัฐบาล  และเปิดพื้นที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนและประชาชนอย่างจริงจัง

พรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องให้ คสช. และรัฐบาล หยุดละเมิดสิทธิมนุษยชน หยุดคุกคามประชาชนผู้เห็นต่าง ปรับทัศนคติของ คสช. และรัฐบาลให้ตระหนักถึงความสำคัญ และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้เกิดเป็นผลขึ้นจริงในทางปฏิบัติ มิใช่เป็นเพียงวาทกรรมที่ว่างเปล่าเท่านั้น พรรคฯ เห็นว่าความปรองดองและสมานฉันท์ของคนในชาติ และการนำประเทศกลับคืนสู่ความเป็นปกติสุข มิอาจเกิดขึ้นได้เลย ถ้าปราศจากการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชนให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

พรรคเพื่อไทย
14 กุมภาพันธ์ 2561

วาเลนไทน์ ปากคลองตลาดไม่คึกคัก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงวันวาเลนไทน์ ปีนี้ บรรยากาศการซื้อขายดอกไม้ย่านปากคลองตลาด ซึ่งเป็นศูนย์รวมดอกไม้สดและอุปกรณ์จัดแต่งช่อดอกไม้ใจกลางกรุงเทพฯ ซบเซาไม่คึกคัก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจ ขณะที่พ่อค้า-แม่ค้าระบุมีประชาชนเดินทางมาซื้อดอกไม้เป็นระยะบ้างเท่านั้น

ขณะที่ นายจรัล อัมพรกลิ่นแก้ว ระบุว่า ผมเดินสำรวจปากคลองตลาด วันวาเลนไทน์ ปีนี้ การจับจ่ายเลือกซื้อดอกไม้ของลูกค้ากลับบางตาอย่างเห็นได้ชัด ไม่คึกคักเหมือนปีก่อนๆ โดยพ่อค้าแม่ค้าต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ปีนี้คนมาเลือกซื้อดอกไม้กันน้อยมาก ปัญหาน่าจะมาจากภาวะเศรษฐกิจ ที่ทำให้หลายคนประหยัดค่าใช้จ่ายลง