วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

“วีระ” ยื่นดีเอสไอ เร่งคดีกรุงไทย ก่อนหมดอายุความ


นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน(คปต.) เดินทางมายื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อให้มีการเร่งรัดให้มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงินคดีกรุงไทย โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ เนื่องจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยืนยันว่าอำนาจในการดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานฟอกเงินเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงขอให้ รีบเร่งดำเนินคดีกับผู้รับโอนเงิน ก่อนจะเริ่มหมดอายุความตั้งแต่เดือนกันยายน 2561 เป็นต้นไป


ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ (3 พฤษภาคม 2561) ที่ผ่านมา นายวีระ สมความคิด ได้ไปยื่นหนังสือต่อเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ผ่านนายวิทยา นีติธรรม เลขานุการกรม สำนักงาน ปปง. เพื่อให้ตรวจสอบธุรกรรมดำเนินการยึด อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด กรณีทุจริตปล่อยสินเชื่อของผู้บริหารธนาคารกรุงไทยให้แก่บริษัทในเครือกฤษดามหานคร โดยระบุว่า บุคคลที่ได้รับโทษอยู่ในขณะนี้ มีเพียงเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย และเจ้าของกฤษดามหานคร เพียงไม่กี่รายที่ติดคุก แต่ยังมีบุคคลที่เกี่ยวข้องลอยนวลอีกกว่า 150 ราย

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

“เพื่อไทย” ยืนยัน วิจารณ์ คสช. ได้-ไม่ผิดกฎหมาย


ผู้สื่อข่าวรายงานจากกองบังคับการปราบปราม ว่า 8 แกนนำพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ , นายภูมิธรรม เวชยชัย , นายชูศักดิ์ ศิรินิล , นายชัยเกษม นิติศิริ , นายจาตุรนต์ ฉายแสง , นายนพดล ปัทมะ , นายวัฒนา เมืองสุข และ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เดินทางมาเข้าพบพนักงานสอบสวน ในเวลา 10.30น. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา หลังแสดงความเห็นวิจารณ์และประเมินผลงาน 4 ปี รัฐบาล คสช. โดยมีสมาชิกพรรคและประชาชนเดินทางมามอบดอกกุหลาบให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก

นายชูศักดิ์ ศิรินิล กล่าวยืนยันว่า “การแถลงข่าวของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้เป็นการชุมนุมทางการเมืองตามที่มีการแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนจะเป็นการปลุกปั่นได้อย่างไร? ข้อกล่าวหาที่บอกว่าทำผิดมาตรา 116 จะต้องเป็นการกระทำที่นอกเหนือจากรัฐธรรมนูญ ทำเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายของบ้านเมือง โดยใช้กำลังของประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้าน ซึ่งข้อกล่าวหาที่มีการแจ้งทั้ง 4 ข้อ ไม่มีการกระทำใดของแกนนำพรรคเข้าข่ายการกระทำความผิดเลยแม้แต่ข้อเดียว พร้อมฝากพนักงานสอบสวนให้พิจารณาด้วยความยุติธรรม ไม่ใช่มีใครมาแจ้งความแล้วจะจับดำเนินคดีเอาผิดทันที ขณะเดียวกันเห็นว่าการใช้คำสั่งมาตรา 116 มาเป็นเครื่องมือในการสกัดยับยั้งคนที่เห็นต่างออกมาแสดงความคิดเห็นถือเป็นเรื่องที่ไม่ชอบธรรม”

ขณะที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย กล่าวว่า “ข้อกล่าวหาทั้ง 4 ข้อที่แจ้งเอาผิดสะท้อนให้เห็นว่า ฝ่ายความมั่นคงมีการใช้กฎหมายอย่างไม่ยุติธรรมและไม่เสมอภาค ขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยตั้งข้อสงสัยว่าสิ่งที่พรรคการเมืองได้ดำเนินการตามสิทธิพลเมือง ในฐานะที่เป็นผู้แทนของประชาชน วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลเป็นสิ่งที่ทำได้หรือไม่? และการแถลงข่าวมีสมาชิกเพียงแค่ 3 คน อีก 5 คนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และในวันแถลงก็ได้มีการสอบถามตำรวจแล้ว แต่ก็ไม่มีใครให้คำตอบ จึงไม่ได้มีการแถลงแต่อย่างใด ส่วนข้อกล่าวหาที่แจ้งจับจะโยงไปถึงการยุบพรรคหรือไม่นั้น การแถลงยังไม่มีข้อไหนเข้าข่ายความผิดจนนำไปสู่การยุบพรรค เพราะการสะท้อนการทำงานของรัฐบาลในรอบ 4 ปี ไม่ใช่เรื่องที่จะไปล้มล้างสร้างปัญหาให้ประเทศ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับประชาชนที่จะตัดสินและกำหนดทิศทาง”

ทางด้าน นายจาตุรนต์ ฉายแสง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน หลังเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาจากการแสดงความเห็นวิจารณ์และประเมินผลงาน 4 ปี รัฐบาล คสช. ในช่วงบ่ายที่ผ่านมาว่า “วันนี้เรามารับทราบข้อกล่าวหาชุมนุมเกิน 5 คนขึ้นไป ความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ วันนี้ กระบวนการแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งทุกคนให้การปฏิเสธทุกข้อหา และจะทำคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรมาให้ในภายหลัง พร้อมกับได้ตั้งข้อสังเกตหลังจากได้ดูเอกสารการแจ้งข้อหา พบว่า ขั้นตอนทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีความรวบรัด พนักงานสอบสวนรับแจ้งความ และไม่หาหลักฐานเพิ่มเติม แต่กลับตั้งข้อหาร้ายแรงเกินจริง มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่เป็นธรรมกับพวกตน มีการเลือกปฏิบัติ เพราะข้อความและเนื้อหา ที่มีการแถลงข่าว ไม่สามารถจัดว่าเป็นชุมนุมทางการเมืองหรือมั่วสุม และไม่เป็นการแถลงเพื่อยุยงประชาชนให้กระด้างกระเดื่องแต่อย่างใด ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ควรตั้งข้อหาใดๆ ได้เลย สิ่งเหล่านี้พวกตนเองได้พูดต่อหน้า พล.ต.อ.ศรีวราห์ ว่า ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยไม่ควรให้เกิดสิ่งเหล่านี้ โดยเฉพาะตำรวจเป็นต้นทางการสอบสวน ต้นทางกระบวนการยุติธรรม ไม่ควรตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และหวังว่าการกระทำแบบนี้จะไม่เกิดกับประชาชนทั่วไป ส่วนจะมีการจะฟ้องกลับบุคคลใดหรือไม่ คงเป็นขั้นตอนต่อไป”

"วัฒนา" โวยถูกยัดข้อหาวิจารณ์รัฐบาล เตือน คสช. เตรียมนับถอยหลัง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

นับถอยหลังได้เลย

ผมกำลังเตรียมตัวไปรับทราบข้อกล่าวหาจากพนักงานสอบสวนกองปราบ นับเป็นอีกหนึ่งคดีที่ผมถูกเผด็จการชุดนี้ยัดข้อหาให้ แต่คดีนี้มีความทุเรศเป็นพิเศษเพราะเป็นข้อหาที่ได้มาจากการแถลงข่าวซึ่งเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญคือเป็นการทำหน้าที่ของนักการเมืองเพื่อสื่อสารให้ประชาชนทราบถึงผลงานของรัฐบาล อันถือเป็นการปิดปากนักการเมืองเพื่อปิดหูปิดตาประชาชน

นอกจากพวกผมจะถูกยัดข้อหาแล้ว ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายก็กำลังถูกไล่ล่าจากเหล่าเผด็จการเช่นกัน มีการออกคำสั่งให้ทั้งทหารและตำรวจไปคุกคามประชาชนที่จะมาร่วมกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเย็นวันนี้ เอาตัวเจ้าของรถเครื่องเสียงที่ทำธุรกิจให้เช่าไปควบคุมตัวในค่ายทหาร บุกค้นบ้านและคุกคามแม่ครัวที่จะทำอาหารให้ผู้ชุมนุมซึ่งกำลังป่วย อ้างการข่าวใส่ร้ายผู้ชุมนุมว่ามีการสะสมอาวุธเสมือนจะมีการก่อความรุนแรง แต่กับเหตุการณ์ระเบิดที่ภาคใต้ที่เป็นหน้าที่ต้องป้องกันกลับปล่อยให้เกิดขึ้นและไม่เคยทราบล่วงหน้า ยิ่งไปกว่านั้นเผด็จการบางคนยังแสดงความหนากล้าพูดว่าพวกตัวมีผลงานไม่เช่นนั้นจะอยู่มาได้ถึง 4 ปีได้อย่างไร? พูดไปในขณะที่ใช้กำลังทั้งทหารและตำรวจพร้อมอาวุธกดหัวประชาชนไว้ จึงขอให้กำลังใจพี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน ออกอาการแบบนี้คงอีกไม่นาน มาช่วยกันนับถอยหลังให้กับเผด็จการชุดนี้ด้วยกันครับ

วัฒนา เมืองสุข

21 พฤษภาคม 2561

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

"พานทองแท้" ติง คสช. ปิดปากเพื่อไทยวิจารณ์รัฐบาล


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ผมได้ข่าวมาว่า....

วันพรุ่งนี้ สมาชิกพรรคเพื่อไทยทั้ง 8 คน ที่ถูกออกหมายเรียกและแจ้งข้อกล่าวหา กรณีแถลงผลงาน 4 ปีของรัฐบาล จะเดินทางไปมอบตัวที่กองปราบฯ เวลา 10โมงตรงครับ..!!

ความผิดทั้ง 4 ข้อหาที่คสช.แจ้งให้ดำเนินคดีต่อบุคคลทั้ง 8 ราย ได้แก่ การฝ่าฝืนคำสั่งคสช.ที่ห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง ห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป กระทำการยุยงปลุกปั่น และมีการกระทำผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ส่วนเนื้อหาสาระ คือเรื่องความล้มเหลวของรัฐบาลทางด้านต่างๆทั้ง 7 ด้าน ที่ได้มีการถกแถลง และพี่น้องประชาชนรอฟังคำชี้แจงอยู่นั้น จนถึงบัดนี้ยังไม่ได้มีการปฏิเสธ หรือออกมาชี้แจงจากทาง คสช.เลย ว่าเรื่องดังกล่าวนั้นจริงหรือไม่จริงอย่างไร?

เหตุการณ์แบบนี้ เมื่อเกิดขึ้นบ่อยๆ จะยิ่งทำให้พี่น้องประชาชนเบื่อหน่ายระบอบเผด็จการฯ และคิดถึงการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อยากให้มีการเลือกตั้งกันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะระบอบประชาธิปไตย มีระบบการตรวจสอบถ่วงดุล และมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ที่ประชาชนผู้เสียภาษี มีสิทธิมีเสียงในการแสดงความคิดเห็น ต่อพฤติกรรมของนักการเมือง

กรณีแบบนี้ ในระบอบประชาธิปไตย นักการเมืองที่ถูกกล่าวหา คงจะต้องรีบออกมาชี้แจงต่อประชาชนว่า 4 ปีที่เขาได้เข้ามาบริหารบ้านเมืองนั้น เขาได้ทำอะไรที่ไม่ถูกต้องจริงอย่างที่มีคนแถลงหรือไม่..?

ส่วนการเมืองในรูปแบบเผด็จการฯ ถ้าไม่อยากชี้แจงหรือไม่สามารถชี้แจงสิ่งที่บุคคลอื่นแถลงถึงตนเองได้ ก็มักจะใช้คำสั่งพิเศษ หรือใช้กฎหมายที่ตั้งขึ้นมาเพื่อปิดหูปิดตาประชาชน กล่าวหากลับไปว่าการแถลงนั้นผิดกฎหมาย โดยที่ตนเองนั้นไม่ต้องตอบแต่ประการใด..!! (โดยอาจมีความฉุนเฉียว ตวาด ตะคอกกลับ แถมมาด้วยในบางครั้ง)

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ คล้ายกับเรื่องเล่าอุปมาอุปไมย ที่เคยได้ยินเปรียบเปรยกันว่า เด็กวัดเผอิญผ่านไปเห็นพระอยู่กับสีกาในกุฏิดึกๆดื่นๆ จึงเอาไปพูดให้ชาวบ้านฟัง ว่าพฤติกรรมแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ ทำให้เกิดเรื่องซุบซิบครหา จนกระทั่งเกิดวิกฤติศรัทธากันไปทั้งตำบล

เมื่อเรื่องไปถึงหูเจ้าอาวาส แทนที่จะไต่สวนเรื่องราว แต่กลับเรียกเด็กวัดมาลงโทษ โดยอ้างว่าการเอาเรื่องบัดสีแบบนี้ไปพูดกับชาวบ้าน ผิดต่อระเบียบที่เจ้าอาวาสกำหนดไว้...

ถามว่าเมื่อมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น หากท่านต้องการเรียกความเชื่อมั่นของประชาชน ให้กลับมาศรัทธาต่อวัดและต่อตัวเจ้าอาวาสเองอีกครั้ง

ท่านเจ้าอาวาส ควรจะทำโทษคนที่ออกมาพูด หรือควรจะชี้แจงให้ชาวบ้านหมดสิ้นข้อสงสัยดีครับ..??

“สุดารัตน์” ป้อง 8 แกนนำพรรคเพื่อไทย วิจารณ์ คสช. ได้-ไม่ผิด


ผู้สื่อข่าวรายงานจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฟ้องร้องดำเนินคดีกับแกนนำพรรคเพื่อไทยที่แถลงข่าวเรื่อง 4 ปี คสช. ว่า รัฐบาลทำงาน ประชาชนรับผล แม้พรรคการเมืองยังทำอะไรไม่ได้ แต่ความที่เคยเป็นตัวแทนประชาชน ก็ต้องย่อมออกมาแสดงความคิดเห็นเพื่อส่วนรวมได้ การคุยด้วยเหตุผลหรือแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่ควรมีความผิด ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือประชาชน ส่วนการใช้ .116 แจ้งความนั้น คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่าอยากให้ใช้ตามเจตนารมย์ของกฎหมาย ที่มีไว้เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เช่น การล้มล้างระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องไม่ใช่เพื่อความมั่นคงของรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจเพื่อคุ้มครองตนเอง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่สามัคคีตามมา เมื่อถามว่า มีการแสข่าวว่าอาจนำไปสู่การยุบพรรค คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่าดิฉันเป็นคนสมัยไทยรักไทย เคยโดยยุบมาแล้วหลายรอบ การยุบพรรคเป็นเครื่องมือที่มีพลังสำหรับผู้มีอำนาจ แต่ถามว่า ยุบแล้ว จะเลิกศรัทธาของประชาชนที่มีกับพรรคการเมืองได้หรือไม่?

สมาชิกเพื่อไทย เตรียมเดินทางไปกองปราบฯ ให้กำลังใจ 8 แกนนำพรรค


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต 20 พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความในเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

เป็นอีกครั้งที่ฝ่ายการเมือง ถูกกระทำจากอำนาจนอกระบบทุกท่านทราบข่าวแล้วว่า ตัวแทนสมาชิกพรรคเพื่อไทยถูกตั้งข้อกล่าวหาจากคณะ คสช. ในฐานความผิดร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองและความผิด .อาญา มาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่น) บางท่านกล่าวว่าข้อหารุนแรงเกิน บางท่านกล่าวว่า คสช. หลงกับดักเพื่อไทย บางท่านกล่าวว่า คสช. ควรเอาเวลาไปทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติมากกว่าประโยชน์ส่วนตน จะเห็นเช่นใดก็ตามแต่ ตัวแทนสมาชิกฯ ไม่ควรถูกตั้งข้อหาใดๆ ทั้งสิ้น

ตามที่มีการตั้งโต๊ะแถลงผลงานรัฐบาล 4 ปี ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยบอบช้ำ เศรษฐกิจซบเซา รายจ่ายมากแต่รายได้ลดลง ความคิดความอ่านที่ถูกปิดกั้น ประชาชนขาดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งและในฐานะนักการเมือง เรา ถือเป็นตัวแทนของประชาชนที่ต้องเป็นปากเป็นเสียงหาวิธีแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้ เพราะเวลาที่ผ่านไป หมายถึง ต้นทุนที่ถูกใช้ ทั้งด้านเวลาที่สูญเสีย ด้านภาษีของประชาชน ด้านหลักนิติธรรมที่ถูกทำลาย โดยอำนาจของเผด็จการ ยังมีแต่สร้างความถดถอยในการพัฒนาประเทศ นอกจากนี้การกระทำของตัวแทนสมาชิกฯ ถือเป็นการกระทำภายใต้รัฐธรรมนูญ เรื่องสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ที่สมควรกระทำได้ทั้งสิ้น หาก คสช. ต้องการหาผู้กระทำผิดกฎหมายแนะนำให้อ่าน มาตรา 5 และพิจารณาดูว่าตอนนี้ผู้ใดใช้กฎหมายอื่นใดที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่?

ยึดอำนาจจากประชาชนเป็นเวลา 4 ปีแล้ว ยังไม่เห็นมีสิ่งที่ดีเกิดขึ้นกับประชาชน ได้ยินแต่ข่าวไล่ล่าผู้เห็นต่าง ไล่ล่าฝ่ายต่อต้านเผด็จการ ออกกฎหมายปรนเปรอชนชั้นนำและนายทุน จนชาวบ้านตกระกำลำบาก อยู่แบบพยุงชีวิตไปวันหนึ่งๆ แค่แม้จะร้องขอให้มีการเลือกตั้งยังทำไม่ได้ ชาวบ้านต้องตกอยู่ในสภาพนี้อีกนานแค่ไหน?

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม เวลา 10.00 . อิ่มจะเดินทางไปให้กำลังใจตัวแทนสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่ถูกตั้งข้อหา ที่กองบังคับการกองปราบ ลาดพร้าว ข้างแดนเนรมิตเดิม หากมีโอกาสพบได้ทักทายกันค่ะ

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

“เพื่อไทย” ขอบคุณทุกกำลังใจ ยืนยันยืนหยัดเพื่อประชาชน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.สุรสาล ผาสุข อดีต ..สิงห์บุรี พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความแสดงความเห็นผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

"ยืนหยัดเพื่อประชาชน"
      
เผด็จการปล้นอำนาจกำลังเข้าตาจนดิ้นรนอยู่ในลมหายใจเฮือกสุดท้าย ทำเป็นปากกล้าออกมาท้าทายว่าใน 4 ปีที่ผ่านมามีอะไรบ้างที่ไม่ดีแต่พอพรรคเพื่อไทยออกมาแถลงเพื่อทำให้เผด็จการหายโง่และตอกย้ำให้ประชาชนได้เห็นถึงความล้มเหลวของคสช.และรัฐบาลคสช.ก็ขาสั่นพั่บๆให้ลิ่วล้อออกมาขัดขวางด้วยกฎหมายเผด็จการที่มีไว้เพียงเพื่อกดหัวคนที่ไม่ยอมก้มหัวให้

ในฐานะของประชาชนไทยคนหนึ่งและในท่ามกลางการพยายามสร้างภาพของเผด็จการเพื่อหวังการสืบทอดอำนาจ การออกมาแถลงของสมาชิกพรรคเพื่อไทยถึงความล้มเหลวที่เกิดขึ้นจากการเข้ามาเถลิงอำนาจของเผด็จการรวมไปถึงการประกาศเจตนารมณ์ที่จะไม่ยอมก้มหัวและร่วมสังฆกรรมใดๆกับเผด็จการจึงควรได้รับการยกย่องและให้กำลังใจจากประชาชนผู้ยืนหยัดอยู่กับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

เดินหน้าต่อไปครับอย่าไปหวังอะไรกับคำพูดที่ไม่มีความน่าเชื่อถือของเผด็จการ พรรคเพื่อไทยมีกองหนุนที่ดีที่สุดคือประชาชนยืนอยู่เคียงข้างแล้วและเป็นกองหนุนที่เข้มแข็งที่เผด็จการหวาดกลัวและยากที่จะทำลายได้


ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วานนี้ (17 พฤษภาคม 2561) คสช. ได้แจ้งความเพื่อเตรียมดำเนินคดีกับพรรคเพื่อไทยหลังจากเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เดินทางไปที่สำนักงานพรรคเพื่อไทย เพื่อสั่งให้ยุติการแถลงประเมินผลงาน 4 ปี รัฐบาล คสช. โดยพรรคเพื่อไทยปรับท่าทีการแถลงข่าว เหลือแกนนำพรรคเพียง 3 คน ประกอบด้วย นายจาตุรนต์ ฉายแสง, นายวัฒนา เมืองสุข และ นายชูศักดิ์ ศิรินิล แสดงความเห็นในนามสมาชิกพรรค ซึ่งเป็นความเห็นของแต่ละบุคคลเท่านั้น โดยแกนนำพรรคเพื่อไทยชี้ถึงความล้มเหลวของการบริหารราชการแผ่นดิน 7 เรื่องด้วยกัน ประกอบด้วยล้มเหลวในเหตุผลการยึดอำนาจ, ล้มเหลวในการสร้างความปรองดอง, ล้มเหลวในการปราบปรามคอรัปชัน, ล้มเหลวในการทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ล้มเหลวในการปกป้องสิทธิมนุษยชน, ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และล้มเหลวในภาวะการเป็นผู้นำของ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศที่เฝ้าสังเกตการณ์เป็นจำนวนมาก