วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2559

พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ แนะรัฐยกเลิก ม.44 มุ่งเอาผิด “ยิ่งลักษณ์” เลือกปฏิบัติ-ลุแก่อำนาจ-ไม่เป็นธรรม


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์พรรคเพื่อไทย ให้ทบทวนและยกเลิกการใช้มาตรา 44 ในคดีที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว โดยไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ตามที่หัวหน้า คสช. ได้ดำเนินการเพื่อเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง กับอดีตนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้องในโครงการรับจำนำข้าว และได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 56/2559 ลงวันที่ 13 กันยายน 2559 ให้อำนาจกรมบังคับคดี ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองด้วยการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดในโครงการรับจำนำข้าว ขณะเดียวกันกลับคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการดังกล่าว ให้ไม่ต้องรับผิด จากที่เคยออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 39/2558 คุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวมาครั้งหนึ่งแล้ว นั้น

พรรคเพื่อไทยเห็นว่า ได้มีความพยายามอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลและหัวหน้า คสช. ที่จะมุ่งเอาผิดกับอดีตนายกรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องให้ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายกรณีโครงการรับจำนำข้าวให้ได้ โดยไม่สนใจกระบวนการและขั้นตอนของกฎหมาย โดยเห็นได้ชัดเจนจากคำให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. และรองนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ที่พยายามชี้นำสังคมและชี้นำการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ให้เห็นว่าบุคคลเหล่านั้นได้กระทำความผิดและต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายโดยเร็ว จนถึงขนาดใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ของกฎหมายปกติที่ใช้บังคับทั่วไป เพื่อนำมาใช้กับกรณีนี้เป็นการเฉพาะ ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการลุแก่อำนาจสร้างความไม่ชอบธรรมแก่ผู้ที่ถูกกล่าวหา และเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ด้วยเหตุผลดังนี้

1. โครงการรับจำนำข้าว ได้มีการฟ้องคดีอาญาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ซึ่งศาลจะเป็นผู้ตัดสินว่าผู้ที่เกี่ยวข้องมีความผิดหรือไม่ หากตัดสินว่ามีความผิดจึงควรจะมาพิจารณาถึงความรับผิดทางแพ่งต่อไป ไม่ควรที่ผู้นำจะออกมาชี้นำสังคมและชี้นำการพิจารณาคดีของศาลรายวันก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา

2. โครงการรับจำนำข้าวเป็นนโยบายของรัฐบาลเพื่อให้การอุดหนุนด้านการเกษตร (Agricultural Subsidies) แก่เกษตรซึ่งเป็นภาคที่อ่อนแอ และเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศอันถือเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของชาวนาส่วนรวม ซึ่งการดำเนินการเรียกค่าเสียหายจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาล       ถือเป็นครั้งแรกของประเทศที่นำเรื่องกำไรขาดทุนมาพิจารณาและเรียกค่าเสียหายจากผู้นำรัฐบาลก่อน ทั้งที่ทุกรัฐบาลก็มีการดำเนินการในทำนองเดียวกันมากมายหลายโครงการ และเป็นแนวปฏิบัติที่นานาชาติได้ใช้กันโดยทั่วไป

3. การเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว เป็นเรื่องของนโยบายรัฐบาลไม่ใช่การทำละเมิดทั่วไป เช่น การทำให้ทรัพย์สินของราชการเสียหาย หรือการยักยอกเงินของทางราชการที่จะสามารถกำหนดค่าเสียหายและความรับผิดได้ชัดเจน ดังนั้นการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวจะถือเป็นการละเมิดหรือไม่ก็ยังไม่มีความชัดเจน นอกจากนั้นการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของบุคคล ถือเป็นการกระทำที่กระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล จึงไม่ควรที่จะต้องเร่งรีบ รวบรัดในการกำหนดค่าเสียหาย และเรียกให้บุคคลเหล่านั้นต้องรับผิดจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาในคดีอาญาเสียก่อน อันจะทำให้มีความชัดเจนว่าบุคคลใดมีความผิด และต้องรับผิดหรือไม่

4. การอ้างว่า หากไม่เร่งดำเนินการ คดีอาจขาดอายุความนั้นก็ไม่เป็นความจริง เพราะเมื่อเรื่องดังกล่าวยังไม่ชัดเจนว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำความผิดหรือไม่ จึงเท่ากับยังไม่รู้ตัวผู้ต้องรับผิด อายุความจึงยังไม่เริ่มต้น แต่การยกข้ออ้างดังกล่าวก็เพื่อเร่งรัดให้มีการเรียกค่าเสียหายให้จบทันอายุของรัฐบาลนี้ อันเป็นเจตนาทางการเมือง และเป็นการชี้นำกระบวนการยุติธรรมจากอคติของผู้นำที่มาจากการยึดอำนาจ

5. การออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ไม่ว่าฉบับที่ 39/2558 หรือฉบับที่ 56/2559 โดยให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการเรียกค่าเสียหายทางแพ่งให้ไม่ต้องรับผิด และให้อำนาจกรมบังคับคดี          ใช้มาตรการบังคับทางปกครอง แทนที่จะเป็นปลัดกระทรวงการคลังตามที่กฎหมายกำหนดไว้นั้น จะส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ไม่ได้คำนึงถึงความถูกต้องเป็นธรรมเพราะถือว่ามีกฎหมายคุ้มครอง แต่กระทำเพื่อให้บรรลุเจตนาของผู้นำเท่านั้น จึงเท่ากับเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ขัดต่อหลักความเสมอภาค อันถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองซึ่งประเทศไทยมีพันธกรณีตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม

6. มาตรา 44 เป็นสิ่งที่มีมาโดยมิชอบด้วยหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม แต่เป็นสิ่งที่หัวหน้า คสช. เขียนให้อำนาจตนเองไว้ อันเป็นอำนาจซึ่งไม่ได้มาจากความยินยอมของประชาชน การใช้อำนาจดังกล่าวจึงควรเป็นไปอย่างจำกัดเฉพาะตามองค์ประกอบและเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เท่านั้น กรณีการออกคำสั่งข้างต้นไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 ได้ เพราะการออกคำสั่งคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ และการให้อำนาจกรมบังคับคดียึดอายัดทรัพย์บุคคลเป็นการเฉพาะนั้น ไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และข้ออ้างในคำสั่งนั้นแต่อย่างใดเลย นอกจากนี้ผู้ออกคำสั่งจะต้องคำนึงถึงความชอบธรรมเป็นด้านหลักด้วย

จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า คสช.และรัฐบาลปัจจุบัน ล้วนเป็นผู้ไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำนำข้าว ดังนั้นจึงถือเป็น "ผู้มีส่วนได้เสีย" “เป็นคู่ขัดแย้ง” และมิใช่ "ผู้เป็นกลาง" การที่พยายามจะดำเนินคดีเรียกร้องค่าเสียหายกับอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์และผู้เกี่ยวข้องในคดีจำนำข้าว ด้วยวิธีการใช้ "คำสั่งทางปกครอง" โดยไม่เลือกใช้กระบวนการฟ้องร้องเป็นคดีแพ่ง จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบและขัดหลักนิติธรรม อีกทั้งอาจทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นความพยายาม และ/หรือมีความจงใจที่จะใช้กระบวนการต่างๆ เพื่อมุ่งทำลายพรรคการเมืองและผู้นำทางการเมืองที่มีความคิดเห็นต่าง ซึ่งเท่ากับจงใจทำลายระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทยนั่นเอง

พรรคเพื่อไทยจึงขอเรียกร้องให้หัวหน้า คสช. และรัฐบาลได้ดำเนินการทุกอย่างให้เป็นไปตามขั้นตอนตามกฎหมายปกติ ไม่ควรใช้อำนาจพิเศษตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 44 มุ่งใช้บังคับเพื่อเร่งเอาผิดกับบุคคลเป็นการเฉพาะ และการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐต้องเป็นไปตามหลักความเป็นธรรม        และความรับผิดชอบตามกฎหมาย ไม่ควรยกเว้นหรือคุ้มครองความรับผิด จึงขอให้มีการทบทวนกระบวนการเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว และยกเลิกการใช้มาตรา 44 โดยไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
พรรคเพื่อไทย
25 กันยายน 2559

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559

“พิชัย” ห่วงเศรษฐกิจทรุด แนะรัฐบาลแก้ปัญหาส่งออก


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ตามที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ดูแลเศรษฐกิจออกมาบอกว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2โตได้ 3.5% จากฐานปีก่อนๆที่ต่ำ เป็นประเทศเดียวในโลกที่ทำได้ ก็อยากให้นายสมคิดได้ไปดูเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านในไตรมาส 2 ที่โตสูงกว่าไทยมากเช่น ลาวโต 7% เขมรโต 6.9% พม่าโต 8 %  เวียดนามโต 5.6% อินโดนิเซียโต 5.18% ฟิลิปปินส์โต 7% มาเลเซียโต 4% เป็นต้น ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ปีก่อนๆก็โตกว่าไทยมาก นายสมคิดน่าจะทราบดีว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมาจากฐานที่ต่ำมากในปีก่อนๆไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ควรภูมิใจ เพราะการจะทำให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่องทุกปีแบบประเทศเพื่อนบ้านทำได้ยากกว่ามาก โดยไอเอ็มเอฟบอกเลยว่าไทยยังโตตำ่กว่าศักยภาพมาก อีกทั้งล่าสุดไอเอ็มเอฟยังห่วงอีกว่าการลงทุนในภาคเอกชนทั้งในประเทศและจากต่างประเทศของไทยหดหายไปมาก และจะเป็นปัญหาในอนาคต ซึ่งตรงกับที่ตนเคยเตือนมาโดยตลอด และเห็นด้วยว่าการช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานรากเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อช่วยเหลือประชาชนส่วนใหญ่และอยากให้มีแผนงานทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อเพิ่มรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยทั้งนี้เศรษฐกิจจะไม่สามารถขยายตัวตามศักยภาพและต่อเนื่องได้เลย ถ้ากลจักรทางเศรษฐกิจยังไม่สามารถขับเคลื่ยนได้ครบโดยเฉพาะการลงทุนและการส่งออกที่มีสัดส่วนของจีดีพีสูงและยังไม่มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวแต่อย่างใด โดยกระทรวงการคลังเริ่มกังวลว่าเศรษฐกิจเริ่มแผ่วแล้ว และธนาคารแห่งประเทศก็ห่วงว่าเศรษฐกิจอาจจะโตไม่ได้ตามที่คาดหวังไว้ ดังนั้นจึงอยากให้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดโดยด่วน อย่าหลงคิดว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้ว และใครก็ตามที่บอกว่าเศรษฐกิจดีแล้วก็อยากให้ไปสอบถามประชาชนส่วนใหญ่เพราะหากดูจากทุกผลการสำรวจจะพบว่าประชาชนส่วนใหญ่อยากให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก

"นปช." แนะหยุดรังแก "ยิ่งลักษณ์" สอนโฆษกรัฐทบทวนบทบาทตนเอง


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวว่า หลังรัฐประหารทุกคนรู้ว่าชะตากรรมของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ คงหนักหนาสาหัส แต่ถึงขั้นจะเอาผิดเรื่องน้ำท่วมนั้นถือว่ารังแกกันเกินไปหรือไม่ มองอย่างเป็นธรรมทุกคนรู้ดีว่าสถานการณ์นั้นคือวิกฤติน้ำครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี รัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์เพิ่งเข้าทำหน้าที่ก็พยายามแก้ไขเต็มที่ ถ้าจะดำเนินคดีเรื่องนี้ ต่อไปน้ำท่วมที่ไหนก็โดนทุกรัฐบาล จะสร้างบรรทัดฐานแบบนี้ขึ้นได้อย่างไร

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่โฆษกรัฐบาลแสดงความเห็นเรื่องนี้นั้น ควรจะทบทวนบทบาทให้ดีว่ารัฐบาลนี้เป็นคู่กรณีของ นางสาวยิ่งลักษณ์ การออกหน้าวิพากษ์วิจารณ์จะเกิดคำถามว่า รัฐบาลกับป.ป.ช.รับส่งสัญญาณกันหรือไม่ รัฐบาลควรใช้เวลาไปแก้ปัญหาน้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคเหนือตอนล่างให้เรียบร้อยโดยเร็วจะดีกว่าการใช้น้ำลายตีกินคนที่เสียเปรียบทุกประตูอยู่แล้ว เพราะไม่น่าจะเกิดประโยชน์อะไรกับประชาชน

“ผมเชื่อว่า นางสาวยิ่งลักษณ์พร้อมต่อสู้ทุกข้อกล่าวหา แต่น่าเห็นใจที่อยู่ในสภาพซ้ายก็โดน ขวาก็โดน ทำอะไรไว้ก็ผิดเสียทุกอย่าง คนอื่นทำแบบเดียวกันบ้างก็ถูกไปเสียทุกเรื่อง ถ้าคนเป็นถึงอดีตนายกฯ ยังต้องดิ้นรนหาความเป็นธรรม แล้วประชาชนทั่วไปจะเกิดความมั่นใจได้อย่างไร” นายณัฐวุฒิกล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีที่ฝ่ายผู้มีอำนาจพยายามอธิบายว่าทุกเรื่องเป็นไปตามหลักนิติธรรมนั้น ต้องเข้าใจว่า ตราบใดที่ยังมีการใช้มาตรา 44 มาเกี่ยวข้องก็อ้างหลักนิติธรรมไม่ได้ การดำเนินการกับ นางสาวยิ่งลักษณ์ มีมาตรา 44 เป็นองค์ประกอบในหลายขั้นตอน การที่เจ้าตัวจะแสดงความรู้สึกให้สังคมรับรู้บ้างจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559

“ขัตติยา” สอน “อภิสิทธิ์” อย่าตัดสินใจแทนประชาชน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "เดียร์-ขัตติยา สวัสดิผล" อดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

เห็นข่าวของอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ที่ออกมาแสดงความเห็น หลังท่านนายกปูโพสต์รำลึก 10 ปี 19 กันยายน แล้วเพลียค่ะ มาบอกให้หัดเรียนรู้รัฐประหาร จะได้ไม่เดินซ้ำในวงจรเดิม

แอบงงๆ เพราะหาจุดยืนของท่านอภิสิทธิ์ไม่ค่อยจะเจอ เห็นบางอารมณ์ก็ออกมาสนับสนุนประชาธิปไตย แต่พอเริ่มท่าไม่ดีหน่อยก็ออกมาสนับสนุนเผด็จการ ไม่ทราบเป็นเพราะเกรงจะตกขบวนอำนาจหรือว่าอะไร

ประเทศไทยเราเกิดการรัฐประหารมาตั้ง 13 ครั้งแล้ว ทำไมจะไม่หัดเรียนรู้คะ เพราะตั้งแต่เดียร์เกิดจนถึงตอนนี้ ยังเจอการรัฐประหารไปแล้วตั้ง 3 ครั้ง แต่สิ่งที่น่าเรียนรู้และควรจะทำมากกว่าคือการหัดยอมรับและเคารพหลักการตามระบอบประชาธิปไตย

การเลือกตั้งน่าจะเป็นตัวสะท้อนที่ดีที่สุดในระบอบประชาธิปไตยว่าประชาชนอยากได้อะไร และไม่ต้องการอะไร ซึ่งหากประชาชนพอใจกับนโยบายที่พรรคการเมืองหนึ่งใช้หาเสียง มั่นใจว่าผู้สมัครในเขตของตัวเองจะสามารถดูแลและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้เขาได้ รวมถึงพอใจกับคนที่พรรคการเมืองนั้นชูไว้ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี แน่นอนว่าพวกเขาก็จะเลือกพรรคการเมืองนั้น แต่หากพรรคการเมืองไหนทำนโยบายไม่ถูกใจ ประชาชนไม่คิดว่าจะนำไปปฏิบัติจริงได้ แถมคนที่ชูให้เป็นนายกฯ ก็ดูไม่น่าจะบริหารงานเป็น หาเสียงไปให้ตายยังไงคนเขาก็ไม่เลือกหรอกค่ะ จะมาอ้างเรื่องการซื้อเสียงในสมัยนี้มันก็คงไม่ดี เพราะจะเป็นการดูถูกประชาชน และแน่นอนว่ารัฐประหาร 13 ครั้งที่ผ่านมา มันก็ทำให้ประชาชนได้หัดเรียนรู้เหมือนกันค่ะ....รู้ว่าอะไรควรเลือก อะไรไม่ควรเลือก

นายกอภิสิทธิ์ฯ มาบอกให้ท่านนายกปูหัดเรียนรู้รัฐประหาร เดียร์จึงอยากจะย้อนถามท่านกลับไปว่า แล้วที่ผ่านมาในสนามการเมืองของท่าน ท่านอภิสิทธิ์ได้เรียนรู้หลักการประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แล้วหรือยัง?

ก่อนจะมาสอนคนอื่น ท่านอภิสิทธิ์ฯ ลองพิสูจน์ให้เห็นก่อนดีไหมคะ ว่าท่านสามารถสร้างนโยบายของพรรคท่านให้เป็นที่ยอมรับและต้องการของประชาชนได้ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เลือกผู้สมัครของพรรคท่านให้เข้าไปนั่งในสภาและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และที่สำคัญ “ท่านควรพิสูจน์ให้เห็นว่า...ประชาชนอยากได้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจริงๆ” ไม่ต้องพึ่งพาหรือสร้างสภาวะแวดล้อม แล้วเรียกหาตัวช่วยแบบข้ามหัวประชาชน เพื่อให้คนอื่นเลือก...คนอื่นตั้ง

หากรัฐบาลหรือพรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกไปทำงานไม่ดี ไม่ยอมทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ เศรษฐกิจแย่ มีปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น “ก็ให้ประชาชนเขาเป็นคนตัดสินใจเองผ่านการเลือกตั้ง...แต่อย่ามาตัดสินใจแทนประชาชนด้วยการรัฐประหาร”

ลองทำให้ได้แบบนายกปูดูก่อนนะคะ...แล้วค่อยมาสอน!

แต่ถ้ายังเร็วไปที่ท่านจะลองทำดู ก็ลองนึกย้อนถึงผลลัพธ์จากการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ที่ส่งผลมาจนถึงทุกวันนี้ไปพลางๆ ก่อนก็ได้ค่ะ ว่ามันแก้ปัญหาได้จริงๆ หรือทำให้วิกฤติความขัดแย้งมันรุนแรงขึ้นกว่าเดิม...

“อนุสรณ์” สอน “อภิสิทธิ์” ชัตดาวน์ประเทศ-ต้นเหตุรัฐประหาร


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สื่อสารถึง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุ อย่าโทษ คสช. นักการเมือง ต้องหัดเรียนรู้ป้องกันการเกิดเงื่อนไขรัฐประหาร ว่า ความจริงนายอภิสิทธิ์ อยู่เฉยๆก็ดีอยู่แล้ว เพราะนางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่ได้พาดพิงอะไรถึงนายอภิสิทธิ์ แต่ไหนๆจะตั้งข้อสังเกตแล้ว ต้องไม่ลืมข้อเท็จจริงสำคัญ มองที่มาของปัญหาให้ครบถ้วนรอบด้าน การรัฐประหารครั้งที่ผ่านมามิใช่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เกิดขึ้นจากความจงใจของกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีต่อระบอบประชาธิปไตย และต้องการได้มาซึ่งอำนาจในการบริหารประเทศด้วยวิธีการนอกระบบ มีการวางแผนทำกันเป็นกระบวนการ ตามทฤษฎีสมคบคิด ก่อนวิกฤต 22 พฤษภาคม 2557 ถ้าทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนเองอย่างตรงไปตรงมา พรรคการเมือง หัวหน้าพรรคการเมืองไม่นำสมาชิกพรรคบอยคอตการเลือกตั้ง หรือสร้างเงื่อนไขกดดันการยึดอำนาจ ปัญหาคงไม่เกิดมาถึงวันนี้ ถ้าเชื่อมั่นระบบรัฐสภาจริง ยุบสภาก็ไปเลือกตั้ง เดินหน้าแก้ไขปัญหาประเทศตามกระบวนการประชาธิปไตย นายอภิสิทธิ์ ทราบหรือไม่ว่า สมาชิกพรรคการเมืองไหน ออกไปเป็นแกนนำ กปปส. พาชาวบ้านไปเป่านกหวีด ชัตดาวน์ประเทศ ก่อจลาจลขัดขวางการเลือกตั้ง จนเป็นปัจจัยกดดันให้เกิดการรัฐประหาร ถ้านายอภิสิทธิ์มองปัญหาอย่างจริงใจ ต้องไม่ก้าวข้ามข้อเท็จจริงสำคัญในส่วนนี้ไป

“ชูศักดิ์” เผยยึดทรัพย์ “ยิ่งลักษณ์” เป็นคดีการเมือง


นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฏหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวกับผู้สื่อข่าว ยืนยันว่าการเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว จะสร้างปมปัญหาทางกฎหมายในการบริหารราชการแผ่นดินในอนาคต เนื่องจากที่ผ่านมา ไม่เคยมีผู้นำรัฐบาลถูกฟ้องร้องจากการดำเนินนโยบายสาธารณะที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ไม่เคยมีผู้นำรัฐบาลคนใด ถูกฟ้องหรือใช้คำสั่งทางปกครองเรียกค่าเสียหายในทางละเมิดจากการดำเนินนโยบายตามที่ได้ประกาศไว้ และไม่มีนายกรัฐมนตรีคนใด ถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในนโยบายสาธารณะโดยอ้างเรื่องกำไรขาดทุน กรณีจึงมีประเด็นสำคัญทางกฏหมายว่าการกระทำเช่นนี้จะถือเป็นละเมิดต่อรัฐอย่างนั้นหรือ? ที่แปลกประหลาดคือรัฐบาลและหน่วยงานรัฐในอดีตร่วมกันจัดทำนโยบาย ต่อมาพอเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหน่วยงานรัฐกลับบอกว่าที่ทำไปเป็นละเมิดต่อหน่วยงานของตน ทั้งๆที่ตนเองเป็นผู้กระทำ จึงเป็นเรื่องที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีต้องใช้ความพยายามทุกวิถีทางในการแสวงหาความเป็นธรรม และไม่ต้องสงสัยว่าเรื่องดังกล่าวจะทำให้มีผู้มองว่ากระบวนการดังกล่าวเป็นเรื่องทางการเมืองหรือไม่? โดยเฉพาะเป็นกระบวนการภายหลังการรัฐประหารดังเช่นที่เคยมีมาเมื่อปี 2549

นายชูศักดิ์ ยืนยันว่าแม้ที่ผ่านมาจะมีการเรียกค่าเสียหายในทางละเมิดตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดจำนวนมาก อาทิ เรื่องรถดับเพลิง เรือดับเพลิง ตามที่นายวิษณุ เครืองามรองนายกรัฐมนตรีกล่าวอ้าง แต่หากเทียบเคียงกันจะพบว่า ทั้งสองเรื่องมีความแตกต่างกัน อย่างกรณีรถ ดับเพลิง ไม่ใช่การดำเนินนโยบายที่แถลงต่อสภา หน่วยงานรัฐไปทำนิติกรรมกับเอกชน แล้วมีการกล่าวอ้างว่าทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐในทางกฏหมายก็เปิดช่องไว้ให้ดำเนินการเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดในทางแพ่งได้ แต่สำหรับโครงการรับจำนำข้าว หน่วยงานรัฐเอางบประมาณมาทำนโยบายสาธารณะ ทั้งยังดำเนินนโยบายตามหลักการที่ประกาศไว้ต่อสภา และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ต้องช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผลประโยชน์ตกเกษตรกร แต่กลับมาบอกภายหลังว่าขาดทุนมีความเสียหาย ทำละเมิด ที่น่าห่วงคือกรณีอาจกลายเป็นปัญหาในท้ายที่สุดโดยเฉพาะเมื่อคำวินิจฉัยในทางแพ่ง และในทางอาญาออกมาแตกต่างกัน การรอคำวินิจฉัยทางอาญาให้ยุติสิ้นสุดเสียก่อน จึงน่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมมากกว่า

นายชูศักดิ์ ยังตั้งคำถาม ด้วยว่า หากจะถือว่าโครงการรับจำนำข้าวทำให้เกิดความเสียหาย แล้วเหตุใด โครงการสาธารณะที่ผ่านมาที่ใช้เงินไปมหาศาลและก็ต้องบอกว่าขาดทุนเหมือนกันถ้าจะคิดกำไรขาดทุน และมีความเสียหายทำนองเดียวกัน เหตุใดรัฐจึงไม่ดำเนินการให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน หรือหากมองอีกมุมหนึ่ง หากรัฐบาลหน้าจะเอาโครงการประชารัฐที่ทำแล้วขาดทุน ไม่มีกำไร ไปฟ้องเรียกค่าเสียหายในทางละเมิด จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ และจะกลายเป็นปัญหาหรือไม่?

“บุญทรง” ไม่หวั่น ม.44 ยืนยันไม่เป็นธรรม-เตรียมฟ้องกลับ


นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

"มาตรา 44 ไม่ใช่สิ่งสุดวิเศษที่จะชี้นกเป็นไม้ได้ อย่างที่พวกท่านหลายคนพยายามจะปลอบใจกัน"
มีสื่อบางฉบับเอาเรื่องที่ผมให้สัมภาษณ์กรณีเตรียมฟ้องผู้เกี่ยวข้องในการออกคำสั่งทางปกครองเพื่อดำเนินการต่อผม ต่อมาก็มีคำสัมภาษณ์ตอบกลับจากบุคคลบางคนในทำนองว่าบุคคลเหล่านั้นไม่กลัวหรือแม้กระทั่งพาดหัวว่าจะฟ้องก็เชิญ อะไรแบบนั้น

ผมขอเรียนอธิบายว่า การที่ผมให้สัมภาษณ์เรื่องเตรียมการฟ้องทุกคนที่เกี่ยวข้องนั้น ผมพูดและหมายความเช่นนั้นจริงๆ พวกท่านทั้งหลายจะวิตกจริต จะกลัวหรือไม่ ไม่อยู่ในสมองของผม เพราะผมดำเนินการตามสิทธิที่กฏหมายพึงจะให้ไว้ต่อคนๆหนึ่งที่เห็นว่าถูกกระทำโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม พวกท่านอาจจะอธิบายว่าพวกท่านทำได้ พวกท่านทำโดยสุจริต อย่างไรก็แล้วแต่ ก็ขอให้พวกท่านไปอธิบายเองที่ศาลก็แล้วกัน ซึ่งศาลท่านจะเป็นผู้วินิจฉัยและให้ความเป็นธรรมกับทุกคน

อย่าลืมนะครับว่า มาตรา 44 ที่พวกท่านใช้อย่างพร่ำเพรื่อนั้น ไม่คุ้มครองการกระทำที่ไม่สุจริตและไม่มีกฏหมายรองรับ มาตรา 44 ไม่ใช่สิ่งสุดวิเศษที่จะชี้นกเป็นไม้ได้ อย่างที่พวกท่านหลายคนพยายามจะปลอบใจกัน