วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

"จาตุรนต์" ห่วงรัฐจำกัดสิทธิ์คนเห็นต่าง เผยเหตุยอมให้ผู้ที่ถูกเรียกรายงานตัวออกนอกประเทศเพราะต่างชาติกดดัน


เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้นักการเมืองไปต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต คสช.แล้ว ยกเว้นบุคคลที่มีคดีความต้องขออนุญาตศาลว่า ไม่ได้ช่วยผ่อนคลายสิทธิเสรีภาพของผู้ที่แสดงความเห็นต่างที่ถูกจำกัด ซึ่งคำสั่งนี้ใช้ส่วนใหญ่กับผู้ที่ให้ไปรายงานตัว ถูกควบคุมตัว ผู้ที่ถูกเรียกมาปรับทัศนคติแล้ว ยังไม่หยุดวิจารณ์ ที่ถูกใช้เป็นเงื่อนไขข้อหนึ่งในการปล่อยตัว และเหตุผลจริงๆ ของเงื่อนไขนี้ เพื่อไม่ให้มีการวิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ และคสช.ทำให้หลายร้อยคนที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขไม่กล้าวิจารณ์ เลี่ยงการไม่ได้รับอนุญาตไปต่างประเทศ ซึ่งถือว่ามาตรการนี้ได้ผลในแง่ที่ทำให้มีการวิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.น้อยลงมาก

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การไม่อนุญาตแต่ละครั้ง จะใช้วิธีแจ้งอย่างกะทันหัน คือเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนเดินทาง หรือเมื่อถึงเวลาเดินทางแล้วก็ยังไม่แจ้ง ทำให้เกิดความเสียหายในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ที่พัก ทั้งผู้ที่ขออนุญาต และผู้ที่ต้องเดินทางไปด้วย เรื่องนี้ถือเป็นผลเสีย พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ไม่ฟังเสียงที่แตกต่างเท่าที่ควร บริหารประเทศด้วยความเข้าใจผิด ได้ข้อมูลแบบผิดๆ ได้ยินแต่คำเยินยอ ไม่ค่อยได้ยินความเห็นที่แตกต่างมาตลอด 2 ปี ดังนั้น การบอกว่าการยกเลิกมาตรการนี้ไม่ค่อยได้เป็นประโยชน์เท่าไร นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอื่นๆ ที่คสช.ใช้จัดการอยู่อีก เช่น ระงับธุรกรรมการเงิน ดำเนินคดีต่อคนที่เรียกมาปรับทัศนคติแล้วยังไม่หยุดแสดงความคิดเห็น การดำเนินคดีสามารถใช้ข้อหาได้ง่าย ทั้ง พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และความผิดทางอาญามาตรา 116 เกี่ยวกับความมั่นคง

"นอกจากนั้น การลงประชามติ ก็มีการใช้กฎหมายลงประชามติ ตีความเกินเนื้อหาของกฎหมาย และยังมีการขู่ใช้คำสั่ง คสช.กับผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การยกเลิกการเดินทางไปต่างประเทศโดยไม่ต้องขออนุญาต คสช.จึงกลายเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย เพราะมีมาตรการอื่นอยู่อีกหลายอย่าง ที่จะจำกัดการแสดงความคิดเห็นของประชาชนผู้ที่มีความเห็นต่าง การยกเลิกตรงนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของผู้ที่ถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ จะต้องขอบคุณอะไร คสช. เพราะที่ผ่านมา คสช.ได้ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ป่าเถื่อนมาโดยตลอด" นายจาตุรนต์กล่าว

เมื่อถาม ถ้ายังมีข้อจำกัดในเรื่องอื่นๆ อยู่อีก มองเจตนาการยกเลิกตรงนี้คืออะไร นายจาตุรนต์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วการที่ คสช.ยกเลิกคำสั่งตรงนี้ มาจากแรงกดดันเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศและเวทีต่างประเทศ อย่างเวทียูพีอาร์ สหประชาชาติ ซึ่งวิจารณ์หนักมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทำให้ฐานะประเทศไทยตกต่ำไปมาก คสช.พยายามทำให้ดูดีขึ้น และถือเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ในขณะที่การจำกัดสิทธิเสรีภาพอื่นๆ ที่คนทั้งโลกนี้ เขาห่วงใยอยู่ ยังไม่ได้รับการปรับปรุงใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อถามว่า หากข้อจำกัดอื่นๆ ยังมีอยู่ มองสถานการณ์ในวันข้างหน้าอย่างไร โดยเฉพาะกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า จะเป็นการลงประชามติที่ไม่เป็นธรรมอย่างย่ิง ขาดความชอบธรรมอย่างร้ายแรง วันข้างหน้าทำให้เกิดการไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ หรือการปกครองหลังประชามติ และกลายเป็นความขัดแย้งทางสังคมที่หาทางออกได้ยาก ที่สำคัญยังคาดหวังได้ยากว่ามาตรการอื่นๆ จะได้การผ่อนปรนจากหัวหน้า คสช.เพราะไม่มีแนวโน้มยอมรับฟังคำวิจารณ์จากในและต่างประเทศ และเข้าใจว่า คสช.มุ่งร่างรัฐธรรมนูญผ่านให้ได้ โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรมอีกต่อไปแล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

"นพดล" ห่วงรัฐโชว์ผลงาน งดเว้นวาทกรรมสร้างความแตกแยก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่าในโอกาสครบ 2 ปีการรัฐประหารนั้น ตนเห็นว่ารัฐบาลน่าจะบอกประชาชนว่าทำอะไรไปบ้างที่เป็นผลงานที่ชัดเจน มากกว่าจะเอาเวลาไปโทษนักการเมืองหรือรัฐบาลเก่า เพราะเป็นการย้อนเวลาหาอดีตและที่มีคนบางกลุ่มกล่าวหาว่ารัฐบาลเก่าพยายามออกกฏหมายนิรโทษกรรมและมีม็อบปิดถนนและสถานที่ราชการจึงเป็นรัฐบาลที่ล้มเหลว ดังนั้นจึงมีการเข้าควบคุมอำนาจ ตนเคารพในชุดความคิดนี้แต่ตนและคนจำนวนมากไม่เห็นด้วยเพราะตนเชื่อในชุดความคิดที่ว่าในขณะนั้นมีกลไกของการได้รัฐบาลใหม่ตามรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว ถ้ามีข้อหาว่านักการเมืองคนใดทำผิดก็มีกระบวนการทางกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม เราต้องรักษาระบบ รัฐบาลที่ล้มเหลวไม่รุนแรงเท่ากับระบบที่ล้มเหลว ดังนั้นการพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจะมีคนบางส่วนที่พร้อมจะเห็นด้วย แต่ก็จะมีคนจำนวนไม่น้อยเห็นต่าง นี่คือสัจธรรมที่เราต้องยอมรับและเคารพ ส่วนการแถลงผลงานนั้นก็ควรแถลงที่เนื้องานให้ชัด แล้วประชาชนจะตัดสินเองว่าเป็นอย่างไร ไม่จำเป็นต้องพาดพิงรัฐบาลเก่า เพราะทุกรัฐบาลไม่ว่าจะมาโดยวิธีใดมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ เพียงแต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถ้าประชาชนไม่ชอบจะไม่มีโอกาสเป็นรัฐบาล ดังนั้นตนเห็นว่าการลดความขัดแย้งและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการปรองดองหรืออยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขคือพูดความจริงในสิ่งที่ตนทำ งดเว้นวาทกรรมสร้างความแตกแยกจะเป็นการดีที่สุด

'เพื่อไทย' ห่วงปัญหาเศรษฐกิจ ส่งออกทรุด-นักท่องเที่ยวลด


นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า การส่งออกเดือนเมษายนติดลบถึง 8% ซึ่งถือว่าหนักมาก เพราะไม่มีการส่งออกทองคำ และการส่งคืนยุทโธปกรณ์มาช่วยแล้ว ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงมากเมื่อเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่น อีกทั้งปัญหาความแห้งแล้งที่ทำให้เกษตรกรไม่สามารถปลูกพืชผลการเกษตรได้ จะทำให้เศรษฐกิจทรุดหนัก และประชาชนจะยิ่งลำบาก ทั้งนี้เชื่อว่าตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่สองจะไม่ดีเหมือนไตรมาสแรกอย่างแน่นอน

ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดเจนว่าการที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเตือนรัฐบาลและประชาชน ไม่ได้เป็นการบิดเบือนแต่อย่างไร ซึ่งหากมองย้อนกลับตลอด 2 ปีที่ผ่านมา อยากให้รัฐบาลและประชาชนได้พิจารณาว่าข้อมูลเศรษฐกิจที่นายพิชัยและคณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยเสนอแนะและตักเตือนมาโดยตลอดนั้น เป็นจริงมาทั้งหมดหรือไม่ เป็นประโยชน์ต่อประเทศหรือไม่ ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลเปิดใจรับฟังและเร่งหาทางแก้ไข ก่อนที่เศรษฐกิจจะทรุดหนักลงกว่านี้และประชาชนจะลำบากมากกว่านี้ โดยรัฐบาลควรหาบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริงมาอธิบายเศรษฐกิจ เพราะหากปราศจากความรู้ความเข้าใจ แต่พูดเพียงเพื่อตอบโต้ทางการเมือง ประชาชนจะสับสนและความเชื่อมั่นของประเทศจะยิ่งลดลง และหากยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจจากต่างประเทศให้กลับมาได้เศรษฐกิจก็คงจะฟื้นได้ยาก

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

“วรวัจน์” ห่วงปัญหารัฐ-ทุจริต ไม่ยุติธรรม-ประชาชนรับไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ สังกัดพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้



เออแน่ะ.!!! ปีนี้ก็ปี2559 จวนจะล่วงเข้าปี 2560 อยู่แล้ว..ยังมีคนเอาคำพูด " เผาบ้าน เผาเมือง " มาหลอกเด็กอีกแล้ว

ผมก็เชื่อว่า เมื่อตอนที่ผมอภิปรายเรื่อง " ใครเผาเซนทรัล " ในสภาปีนั้น ทุกคนพอเห็นหลักฐาน ก็รู้แล้วล่ะ ว่าอันที่จริง พวกเสื้อแดงเผาเซนทรัลไม่ได้หรอก ก็โถ..ก็มีทหารทั้งกองทัพ ล้อมเซนทรัลไว้ตั้งแต่ตอนบ่าย2 แต่มีคนวางระเบิดเซนทรัล เอาเมื่อตอน 5 โมงเย็น แถมก่อนเผา ยังมีคนไปไล่พนักงานของเซนทรัล417คนออกไปจนหมดตอน4โมงเย็นอีกด้วย

แค่นี้..!!! ไม่ต้องบอกอะไรมากหรอกครับ เด็กอมมือก็รู้ว่า ใครเผา ยิ่งมาปีนี้ มีคำพิพากษา ของศาลตัดสินออกมาว่า พวกเสื้อแดงไม่ได้เป็นคนเผา ก็ยิ่งตอกย้ำความจริง ว่า " ใครเผา "

เพียงแค่ ตอนนั้น มันมีกีฬาสีอยู่ คนเค้าเลยแกล้งๆเชื่อไปบ้างเท่านั้นเอง

แต่นี่..!!!มาปี59 เข้านี้แล้ว ยังเอาความเดิม มาพูดแบบเดิมอีก เพราะคิดว่าจะหลอกคนไทยได้ .. มโนไปรึเปล่าครับ.. แล้วขอโทษนะครับ ยิ่งมาบอกว่ารัฐบาลเก่า ทำให้ประเทศไทย เป็นภูมิแพ้ตัวเอง เพราะปลุกระดมเผาบ้าน เผาเมือง ทำเศรษฐกิจตกต่ำ บริหารงานผิดพลาด มีการทุจริตคอรัปชั่น ทำให้ประเทศบอบช้ำ ???

ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า..ขอหัวเราะหน่อยนะครับ..ที่นี่!! เมืองไทยนะครับ คนไทยนะครับ..เค้านับตังในกระเป๋าตัวเอง ในยุคนั้น เปรียบเทียบกับยุคนี้ และโดยไม่ต้องฟังการวิเคราะห์เศรษฐกิจจากสำนักไหนมาเปรียบเทียบ เค้าก็ตอบได้แล้วครับว่า ใครบริหารงานยังไง ใครทุจริตคอรัปชั่นจริงหรือไม่

ถ้าตอนนั้น..เค้าบริหารงานผิดพลาด แต่คนไทยยังมีเงินสะพัดเต็มกระเป๋า แล้วถ้ารัฐบาลนี้ บริหารงานแบบนี้ แต่ เมื่อนับตังในกระเป๋าแล้ว มันแห้งไปหมด มันก็คือคำตอบครับ ว่า "ใครบริหารงาน ยังไงกันแน่ "

ยิ่งพูดแบบนี้มากๆ ก็จะยิ่งทำให้คนรู้และเข้าใจนะครับว่า คดีความที่เกิดขึ้นในตอนนั้น และตอนนี้นั้น "มันมีความยุติธรรมรึเปล่า"

ลึกๆนะครับ..คนไทย เป็นคนที่มีความยุติธรรมในหัวใจครับ เห็นใคร โดนแกล้ง จนผิดวิถีกระบวนการยุติธรรมแบบนั้น เค้ารับไม่ได้ครับ!! แล้วเค้าก็จะหาความจริง แล้วเค้าก็จะรู้ว่า คดีที่เกิดขึ้นนั้น มันเกิดขึ้นได้อย่างไร..ปี พ.ศ.นี้นะครับ คนไทยตื่นแล้วนะครับ

ขอยืมคำพูดของน้องๆลูกเสือมาใช้หน่อยนะครับ ว่า "เสียชีพ อย่าเสียสัตย์ " แล้วผมจะเชื่อว่า จะมีคนพูดความจริงในสังคมไทยขึ้นเยอะครับ เพราะ " ไม่อยากอายเด็กมัน "ครับ!!

"เดียร์-ขัตติยา" ชี้ ผ่านมา 2 ปี ไม่มีนักการเมือง เศรษฐกิจไม่ดีขึ้น อาชญกรรม-ยาเสพติดก็มากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาว ขัตติยา สวัสดิผล อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


เมื่อเช้าได้มีโอกาสอ่านข้อความซึ่งเขียนโดยสุภาพสตรีอดีตแกนนำ กปปส. ที่เคยทำให้ผู้เป็นมารดาต้องขายหน้า เพราะความบ้าระห่ำของตัวเองสมัยเอานกหวีดมาห้อยคอแทนพระค่ะ

อ่านกี่โพสต์ของเธอ ก็มีแต่ย้ำเรื่องเผาบ้านเผาเมือง นิรโทษกรรม จำนำข้าว และประชานิยม เขียนจิกเขียนกัด วนอยู่แค่ 4 เรื่อง แต่กลับไม่เคยพูดถึงสาระสำคัญของประเทศ เรื่องหลักประชาธิปไตย ระบอบการปกครองที่ประชาชนเป็นใหญ่ มีสิทธิมีเสียง มีเสรีภาพ ไม่เคยพูดถึงเรื่องหลักการเลือกตั้งที่ประชาชนเลือกผู้นำประเทศด้วยตนเอง ผู้ได้คะแนนเสียงน้อยกว่าต้องยอมรับการเป็นผู้แพ้ และต้องพิสูจน์ตนเองใหม่ผ่านการสร้างสรรค์นโยบายดีๆ ที่จะนำมาช่วยเหลือประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แล้วต่อไปในอนาคต หากประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย ก็จะได้เข้ามาเป็นรัฐบาลโดยเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง
แต่เธอกลับหาว่านโยบายประชานิยมทำประเทศล่มจม แล้วสนับสนุนนโยบายที่เกิดขึ้นโดย “ไม่เห็นหัว” ประชาชนเสียเอง

น่าเสียใจและน่าเสียดายแทนผู้เป็นพ่อของเธอค่ะ เพราะเดียร์ทราบมาว่า ตัวคุณพ่อของเธอเองนั้น ก็เป็นถึงอดีตนักการเมืองที่สนับสนุนการเลือกตั้งมาโดยตลอด เป็นอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะมีเพียงแต่คุณแม่ของเธอเท่านั้น ที่ไม่ประสบความสำเร็จในการลงสมัครรับเลือกตั้งสักเท่าไหร่ พ่ายแพ้ให้กับผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์อยู่หลายคราว เลยอาจเป็นสาเหตุทำให้ผู้เป็นลูกสาวหันเหความคิดมาล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จนลืมเคารพกติกา ลืมหลักการและความถูกต้องหรือเปล่า
ในแง่มุมเธอ...เธออาจจะคิดว่าสิ่งที่เธอพูดและทำไปนั้น เป็น “ความดี” ของ “คนดี” แต่เธอก็ไม่ควรไปชี้ว่าสิ่งที่ตรงกันข้ามหรือคนที่คิดต่างนั้นเป็น “ความเลว” หรือ “คนเลว” และยิ่งถ้าเธอคิดว่าคนอย่างแกนนำ กปปส. เช่น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นั้นเป็นตัวอย่างของคนดีแล้วหล่ะก็....เดียร์อยากขอให้เธอลองก้าวเข้ามาดูบรรยากาศและคนของพรรคเพื่อไทยจังค่ะ จะได้รู้ว่า “คนดีในสายตาประชาชน” เขาต้องมีคุณสมบัติกันอย่างไร

พูดกันแบบมีสามัญสำนึก คนที่ดีจริงเขาไม่ชมตัวเองว่าเป็นคนดีหรอกค่ะ ต้องให้คนอื่นพูด ต้องให้ประชาชนตัดสิน

อีกเรื่องที่เธอชอบพูดเพื่อดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม คือใช้วาทกรรมเชยๆ ของเธอ กล่าวหาว่าเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง เลิกพูดสักทีเถอะค่ะ ในเมื่อศาลก็พิพากษามาแล้วว่าผู้ก่อเหตุไม่ใช่กลุ่มคนเสื้อแดง แต่หากคนเสื้อแดงมีความคิดที่จะเผาบ้านเผาเมืองอย่างที่เธอขยันปรักปรำและใส่ร้ายจริง ก็น่าให้เลือกเผาตึกที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเซ็นทรัลเวิลด์มากกว่าอีกไหมคะ?

สุดท้ายนี้ เดียร์ว่าเป็นเรื่องน่าคิดค่ะ ว่าไม่มีนักการเมืองบริหารมาสองปีแล้ว ทุจริตคอรัปชั่นไม่ลดลง เศรษฐกิจไม่ดีขึ้น อาชญกรรมมีมากขึ้น ยาเสพติดก็มากขึ้น ปัญหาเดิมรุนแรงขึ้น และปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้นมากมาย แต่ กปปส. กลับหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ อาจจะจริงอย่างที่ว่า เรื่องนี้ ก็แค่ “เผาบ้านไล่หนู” ยอมทำลายทุกอย่างเพียงเพราะไม่ชอบคนที่ประชาชนเลือกมาเท่านั้นแหละค่ะ

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

'ยิ่งลักษณ์' แต่งผ้าไหมแพรวา เยือนกาฬสินธุ์ เข้ากราบ 'หลวงพ่อสงบ'

เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะเดินทางไปจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมี นางบุญรื่น ศรีธเรศ, นายประเสริฐ บุญเรือง, นายพีระเพชร ศิริกุล, นายเงิน ไชยศิวามงคล อดีต ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย ต้อนรับ โดยที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แต่งกายด้วยชุดผ้าไหมแพรวา ซึ่งเป็นผ้าพื้นเมืองที่ขึ้นชื่อของชาวบ้านโพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ โดยได้เดินทางไปจุดแรกที่พระบรมธาตุเจดีย์ฐิตสีลมหาเถรานุสรณ์ เพื่อกราบนมัสการ มีพระครูสันติธรรมประภาส หรือ "หลวงพ่อสงบ" เจ้าอาวาส ต้อนรับ จากนั้นอดีตนายกฯ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์ศิลปวัฒนธรรมผู้ไทยผ้าไหมแพรวาฯ ซึ่งห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตร ท้องที่บ้านเดียวกัน และได้เยี่ยมชมกลุ่มแม่บ้านจักสาน และกลุ่มแม่บ้านสตรีผู้ทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน และได้เดินทางกลับเวลาประมาณ 12.30 น. มีชาวไทยบ้านโพน แต่งกายในชุดพื้นเมือง จำนวนมากให้การต้อนรับ และมีการรำพื้นบ้านชาวผู้ไทยต้อนรับ



วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

"แซนด์-ชยิกา" โพสต์ครบ 2 ปี รัฐประหาร เสรีภาพถูกลิดรอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


จาก 19 กันยายน 2549​ ถึง 22 พฤษภาคม 2559 

วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 วันนี้ หลายคนอาจมองว่าเป็นวันครบรอบ 2 ปี รัฐประหารที่รัฐบาล คสช. ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไป แต่แท้จริงแล้วประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพได้ถูกลิดรอนไปจากประชาชน ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 โดยผลพวงของการรัฐประหารในวันนั้นคือรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งถือเป็น “ผลไม้พิษ” ที่ยังคงกัดกร่อน ลิดรอนสิทธิ และเป็นที่มาของการรัฐประหารอีกครั้งที่มาบรรจบครบรอบ 2 ปีในวันนี้

สิ่งที่อดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เคยกล่าวไว้ ณ เมืองอูลันบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย ว่า "รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ไม่ได้ได้มาฟรีๆ สิทธิ เสรีภาพ และความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนไม่ว่าชายหรือหญิง มีความเท่าเทียมกันนั้น ได้มาด้วยการต่อสู้และที่น่าเศร้าใจคือ ทำให้ต้องมีผู้เสียชีวิต" 

หลายเหตุการณ์การต่อสู้ของวีรชนะผู้เสียสละเหล่านั้นถือเป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนความคิดความเข้าใจต่อการเมืองไทยของดิฉันและประชาชนอีกมากมาย แต่ทว่าวงจรรัฐประหารวันนี้ก็ยังไม่จบสิ้น โดยมีการยึดอำนาจในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นเครื่อง “ตอกย้ำ” ที่ชัดเจน และยังไม่แน่นอนว่าจะมีการคืนอำนาจให้ประชาชนอย่างไรและเมื่อใด สถานการณ์ต่างๆในประเทศไทย ถูกจับตาและวิพากษ์วิจารณ์ตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่ถูกบั่นทอน และโอกาสที่จะกลับคืนสู่บรรยากาศของความเป็นประชาธิปไตย

ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ที่มีอาวุธคือ "ความอดทน" จะยังคงยืนหยัดในการต่อสู้ด้วยการ “อดทน อดทน และ อดทน” เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย และจะร่วมกันปฏิเสธกระบวนการใดๆที่มิใช่แนวทางประชาธิปไตย รวมไปถึงการไปใช้สิทธิลงประชามติรัฐธรรมนูญ

ด้วยความหวังว่าในอนาคต ประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย มีสิทธิ เสรีภาพ ดำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ บ้านเมืองมีเสถียรภาพทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ประเทศไทยเป็นของประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง

ชยิกา วงศ์นภาจันทร์
22 พฤษภาคม 2559