วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560

"ภูมิธรรม" ยืนยันเพื่อไทยไม่ขวางปรองดอง-แนะทุกฝ่ายร่วมมือลดขัดแย้ง


นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "พรรคเพื่อไทยได้หารือกันเบื้องต้นแล้วยืนยันไม่ปฏิเสธการสร้างความปรองดอง แต่ต้องการให้คำนึงว่าพรรคการเมืองไม่ใช่ความขัดแย้งเดียวที่เกิดขึ้นในประเทศ เพราะการสร้างความปรองดองจะสำเร็จได้ต้องมีหลายภาคส่วนด้วยกัน ทั้งพรรคการเมือง ส่วนราชการ และการอำนวยความยุติธรรม ขณะเดียวเชื่อว่าการให้พรรคการเมืองร่วมลงสัตยาบันเพียงอย่างเดียว ไม่น่าจะสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ พร้อมเสนอแนะให้นำข้อมูลของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติหรือ คอป.มาพิจารณาด้วย ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยได้มอบหมายให้แกนนำพรรค คือ นายโภคิน พลกุล นายชัยเกษม นิติสิริ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา และนายชูศักดิ์ ศิรินิล ศึกษาเรื่องการสร้างความปรองดอง"

"ยิ่งลักษณ์" แนะรัฐ ปรองดองต้องเป็นธรรม-เป็นกลาง


นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้ารับฟังการไต่สวนพยานจำเลย นัดที่ 9 คดีโครงการรับจำนำข้าวฯว่า ได้ใช้สิทธิ์ยื่นเพิกถอนคำสั่งทางปกครองของกระทรวงการคลังแล้ว ขณะนี้อยู่ในกระบวนการของศาล

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวด้วยว่า "ยินดีให้การสนับสนุนคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นกลาง ตามหลักนิติธรรมทางสากล และต้องเป็นธรรมสำหรับทุกคน ทั้งนี้มองว่าโครงสร้างของ ป.ย.ป. ต้องประกอบด้วยผู้ที่มีความเป็นกลาง โดยเฉพาะนักวิชาการและผู้ที่สังคมให้การยอมรับเพื่อเข้ามาแลกเปลี่ยนให้ความรู้ และร่วมเป็นคณะกรรมการเพื่อให้ ป.ย.ป.เป็นที่ยอมรับ พร้อมยันว่าไม่ได้ปฏิเสธการสร้างความปรองดอง และเชื่อว่าทุกฝ่ายก็คงไม่ปฏิเสธเช่นกัน และเร็วเกินไปที่จะกังวลว่าการสร้างความปรองดองจะกระทบกับโรดแมปการเลือกตั้งหรือไม่ แต่ต้องการให้รัฐบาลเปิดเผยจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของการสร้างความปรองดองด้วย"

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2560

"พิทยา" วิจารณ์ "กษิต" กลับลำ-ห้ามรัฐประหารฉีกรธน.


ดร.พิทยา พุกกะมาน อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศชิลีและภูฏาน กล่าวถึงกรณีที่ นายกษิต ภิรมย์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้แสดงความเห็นเรื่องแนวทางการปรองดองที่ฝ่ายผู้บริหารประเทศเสนอในขณะนี้ โดยเฉพาะการลงนามใน MOU นั้นว่า MOU ที่คนไทยต้องการนั้นต้องรวมถึงการที่ทหารจะไม่ออกมาทำการรัฐประหารและฉีกรัฐธรรมนูญอีกด้วยในอนาคต

ดร.พิทยา กล่าวว่า "ฟังดูแล้วก็น่าชื่นใจที่ยังมีบุคคลจากค่ายอำนาจนิยมออกมาต่อต้านการรัฐประหารในอนาคต แต่สำหรับผู้ที่เคยติดตามพฤติกรรมของคุณกษิตตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน อาจจะตั้งคำถามในใจว่าคุณกษิตได้ปฏิรูปตัวเองหรือได้กลับเนื้อกับตัวแล้วหรือ? เพราะหากการรัฐประหารเป็นการละเมิดกฏหมายและหลักการประชาธิปไตย แล้วการที่คุณกษิตได้ร่วมกับกลุ่มเสื้อเหลืองหรือกลุ่มพันธมิตรฯ ยึดสนามบินเพื่อล้มรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง จะแตกต่างจากการรัฐประหารอย่างไร? คุณกษิต เคยถามตัวเองบ้างหรือเปล่าว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการละเมิดกฏหมายหรือไม่? หรือเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตยหรือไม่?"

"ปัจจุบันคุณกษิตก็ได้ดีจากการรัฐประหารและได้ดีจาก คสช. ซึ่งแต่งตั้งให้เขาเป็นสมาชิก สปท. จึงเป็นที่น่าสงสัยว่ามีอะไรที่ดลใจให้เขา ออกมาต่อต้านการรัฐประหารครั้งนี้ จึงมีคำถามว่าอะไรเกิดขึ้นระหว่างคุณกษิตกับ คสช. หรือคุณกษิตไม่ได้สิ่งที่เขาต้องการจาก คสช. หรือเปล่า? ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกหรือเปล่า? หรือคุณกษิตคนล่าสุดเป็นคนที่กลับเนื้อกับตัวได้แล้วโดยการปฏิรูปตนเอง" ดร.พิทยา กล่าว

"วัฒนา" สอนรัฐหยุดสร้างความขัดแย้ง-จะปรองดองได้เมื่อทุกฝ่ายเข้าใจกัน

นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ขอเล่าเรื่อง "ทักษิณ" (จบ)

หลายคนสอบถามผมว่าท่านนายกทักษิณคิดอย่างไรกับเรื่องปรองดอง แต่บังเอิญในช่วงปีใหม่ที่ผมไปกราบสวัสดีท่านนั้น รัฐบาลยังไม่ได้หยิบยกเรื่องปรองดองขึ้นมาดำเนินการผมเลยไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้กับท่าน แต่ผมเชื่อว่าท่านและคนไทยเกือบทุกคนน่าจะเห็นด้วยที่บ้านเมืองจะเกิดความปรองดอง เพราะวิกฤตความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนำมาซึ่งความเสียหายอย่างประมาณค่ามิได้สู่สังคมไทย ทั้งยังส่งผลในทางลบต่อทุกภาคส่วนของสังคม จึงมีเพียงบุคคลบางกลุ่มเท่านั้นที่ไม่เห็นด้วยเพราะเป็นพวกได้ประโยชน์จากความขัดแย้งของสังคม แต่บังเอิญท่านนายกทักษิณและผมไม่ได้อยู่ในกลุ่มนั้น ส่วนจะเป็นใครบ้างสังคมคงพอมองออก

หลายฝ่ายในอดีตได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อค้นหาสาเหตุและแนวทางยุติความขัดแย้ง เช่น รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้แต่งตั้ง คอป. และสภาผู้แทนราษฎรในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้แต่งตั้งสถาบันพระปกเกล้า ทั้งสองคณะทำงานมีความเห็นตรงกันว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากการเมือง เมื่อผสมกับปัญหาเชิงโครงสร้างความเหลื่อมล้ำของสังคม ความอ่อนแอของกลไกในระบอบประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรมของประเทศ รวมทั้งกลไกต่างๆ ของรัฐที่มิได้อยู่บนหลักนิติธรรม ทำให้ความขัดแย้งที่มีอยู่แล้วทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ความขัดแย้งมิได้เกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่เกิดจากหลายฝ่ายร่วมกันไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ประชาชน เจ้าหน้าที่และองค์กรของรัฐ จึงนับเป็นโอกาสดีที่สังคมไทยจะได้เข้าสู่กระบวนการปรองดอง

แต่กระบวนการสร้างความปรองดองจะบรรลุเป้าหมายได้นั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงเหตุแห่งความขัดแย้ง รวมถึงมีกระบวนการในการแก้ไขปัญหาและสร้างความปรองดองที่ทุกฝ่ายยอมรับ ซึ่งจะต้องอยู่ในบรรยากาศที่ทุกฝ่ายสามารถถกเถียง มีความเห็นหรือแสดงออกเพื่อร่วมกันไปยังเป้าหมายภายใต้กติกาของสังคมที่เห็นพ้องร่วมกันได้ ผมจึงเห็นด้วยและยินดีสนับสนุนกระบวนการสร้างความปรองดอง แต่ผมยังสงสัยในองค์ความรู้และการมีส่วนได้เสียของรัฐบาล รัฐบาลยังมองปัญหาความขัดแย้งแบบตื้นเขิน กล่าวหาแต่ผู้อื่นโดยโทษนักการเมืองว่าเป็นต้นตอปัญหาและเป็นคู่กรณีแห่งความขัดแย้ง ไม่ได้มองว่าตัวเองก็เป็นคู่กรณีและเป็นสาเหตุสำคัญที่ซ้ำเติมทำให้ความขัดแย้งขยายวงมากขึ้น เพราะการยึดอำนาจก็ดี การใช้อำนาจตามอำเภอใจก็ดี หรือการที่องค์กรของรัฐใช้อำนาจที่ขัดต่อหลักนิติธรรมล้วนเป็นสาเหตุที่นำมาซึ่งความขัดแย้ง ที่สำคัญคือรัฐบาลนี้และสมัครพรรคพวกล้วนได้ดิบได้ดีหรือได้ประโยชน์จากความขัดแย้งทั้งสิ้น เพราะหากบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติเป็นประชาธิปไตย คนพวกนี้ไม่มีทางได้อำนาจจากประชาชนครับ






"อนุสรณ์" สวนกลับ กปปส. ขวางปรองดอง-ชัตดาวน์ประเทศต้นเหตุขัดแย้ง


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายถาวร เสนเนียม แกนนำกปปส. ออกมาประกาศ จะไม่เซ็น MOU ที่เกี่ยวข้องกับการยุติความขัดแย้งว่า ไม่เหนือความคาดหมาย ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งของความขัดแย้งอันเป็นต้นเหตุทำให้ประชาชนทุกข์ยากเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ มาจากปัญหาชัตดาวน์ประเทศ ชัตดาวน์ระบบราชการ ก่อจลาจลขัดขวางการเลือกตั้ง ทำให้บ้านเมืองเหมือนไม่มีขื่อไม่มีแป ซึ่งถ้าจะปรองดองจริง การชัตดาวน์หรือการก่อจลาจลลักษณะนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก การปรองดองมีมากกว่าการเซ็น MOU การปรองดองมีมากกว่าการนิรโทษกรรม และต้องไปดูในภาพใหญ่ที่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้งว่า มาจากการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียม สองมาตรฐาน การไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน การไม่เคารพหลักนิติธรรม ใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย การรัฐประหารยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน หรือสมคบคิดกันสร้างสถานการณ์เพื่อนำไปสู่การยึดอำนาจหรือไม่? การปรองดองต้องค้นหาข้อเท็จจริงให้ได้เสียก่อน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีเฉพาะนักการเมืองจริงหรือ? ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันมองภาพใหญ่ การปฏิบัติการ IO เรื่องปรองดอง ต้องการสื่อว่าคนขัดแย้งคือนักการเมืองหรือไม่? แล้วที่จริงคู่ขัดแย้งมีมากกว่านั้นหรือไม่? สมาชิกส่วนใหญ่ กปปส. ก็อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ กปปส. และพรรคประชาธิปัตย์จะเห็นอย่างไรก็เป็นสิทธิ์ แต่พรรคเพื่อไทย มองว่าการปรองดองจะต้องเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ประโยชน์ของนักการเมือง และต้องมองภาพใหญ่เพื่อค้นหาข้อเท็จจริงให้ได้เสียก่อน ซึ่งถ้าหากว่าสามารถปรองดองได้ประเทศชาติสงบ เดินหน้าพัฒนาประเทศให้ดีขึ้นได้ คงไม่มีใครไปขัดขวาง

"พิชัย" แนะ "ประยุทธ์" เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ยกสิงคโปร์ต้นแบบประเทศพัฒนา


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ศึกษาแนวคิดโรดแมปเศรษฐกิจใหม่ของประเทศสิงคโปร์ ที่นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ นายลี เซียนลุง กำลังจะจัดทำขึ้น โดยมีแนวคิดว่าประเทศสิงคโปร์ต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยี และทำอย่างไรให้สิงคโปร์ที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วสามารถก้าวหน้าต่อไปได้ ซึ่งต่างกันกับแนวคิดที่จะทำยุทธศาสตร์ 20 ปีของไทยอย่างลิบลับ โดยพลเอกประยุทธ์น่าจะนำมาพิจารณาปรับยุทธศาสตร์ของไทยให้เข้ากับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งนี้สิงคโปร์มีรายได้ต่อหัวของประชากรสูงกว่าไทยกว่า 10 เท่า ทั้งๆที่เป็นประเทศที่แยกตัวออกมาจากประเทศมาเลเซียเมื่อ 50 กว่าปีก่อน ซึ่งขณะนั้นเศรษฐกิจสิงคโปร์อยู่ในสภาพย่ำแย่ แต่สามารถพัฒนาจนเป็นประเทศพัฒนาแล้ว โดยปัจจุบันเนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวเศรษฐกิจต่ำมาหลายปีหลังการรัฐประหารทำให้ปัญหาหนี้เสียของระบบธนาคารและระบบการเงินเริ่มมากขึ้นเหมือนที่ตนได้เคยเตือนไว้แล้ว โดยการที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ออกตั๋วบีอี แต่ไม่สามารถชำระหนี้ตั๋วบีอีได้ ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของหนี้เสียที่เริ่มขยายตัวมากขึ้นลุกลามเข้าสู่บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาลุกลามทำลายความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเพิ่มขึ้นไปอีก จึงอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาและรักษาความเชื่อมั่นให้ได้ ไม่เช่นนั้นปัญหาเศรษฐกิจอาจจะยิ่งลุกลามมากขึ้น โดยหากเศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวต่ำเพราะปัจจัยสภาวะการเมืองอย่างที่เป็นอยู่ ปัญหาหนี้เสียจะยิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจย่ิงทรุดลง และความเชื่อมั่นจะย่ิงลดลง ประชาชนจะยิ่งลำบากมากขึ้น

"สุรพงษ์" เผยต่างชาติจับตาคสช.ใกล้ชิด-แนะรัฐให้ความเป็นธรรมเพื่อประเทศเดินหน้า


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึง คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ว่า ขอให้รีบทำหน้าที่ของพวกท่านให้ดีที่สุด มีความเป็นกลางและเป็นธรรมให้มากที่สุด คิดไปในทางสร้างสรรค์เพื่อบ้านเพื่อเมืองก็แล้วกัน เพราะคนไทยส่วนใหญ่ก็ฝากความหวังไว้กับ ป.ย.ป. และเชื่อว่านานาชาติก็กำลังจับตามองอยู่อย่างใกล้ชิด และเขาก็คงจะรายงานกลับไปยังเมืองหลวงของพวกเขาแล้วครับ ว่า ท่านนายกฯประยุทธ์และรองนายกฯประวิตร กำลังเดินหน้าประเทศไทยเราไปในทิศทางใด ฝ่ายการเมืองและกลุ่มการเมืองเสียงส่วนใหญ่ต่างก็ออกมาขานรับสนับสนุนกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังคิดจะทำการปรองดองขึ้นในประเทศอยู่ในขณะนี้ ก็มีบ้างบางกลุ่มที่ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยบ้าง ตั้งแง่ตั้งประเด็นทั้งที่เป็นประโยชน์และไร้สาระกันไปบ้างก็มี ก็ไม่ว่ากัน ก็ขอให้ คสช. เดินหน้าทำไปในแนวทางที่ประชาชนให้การยอมรับได้และบ้านเมืองจะได้ก้าวพ้นและกลับคืนสู่ความสงบ เรียบร้อย ไม่วุ่นวาย เกิดความเป็นธรรม ทุกคนเคารพกฎหมาย สันติสุขเกิดขึ้นในสังคมไทยได้อย่างแท้จริง บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง สังคมโลกก็จะให้การยอมรับรัฐบาลไทยในอนาคตได้ การค้าขายการส่งออกการลงทุน ความสัมพันธ์กับนานาชาติก็จะกลับคืนสู่สภาวะปกติได้เสียที ไทยเรากลับมาเป็นประชาธิปไตยที่สังคมโลกต่างให้การยอมรับและผู้นำประเทศต่างๆที่เป็นประชาธิปไตยก็จะเกิดความเชื่อมั่น และจะได้เดินทางกลับเข้ามาเยือนประเทศไทยเรา มีการหารือทวิภาคีระหว่างกัน มีข้อตกลงทางการค้าเสรีขึ้นระหว่างกันให้มากที่สุด และส่งเสริมการค้าระหว่างกันให้เร็วที่สุด เศรษฐกิจของไทยเราจะได้กระเตื้องฟื้นกลับขึ้นมา คนไทยจะได้มีงานทำ มีรายได้ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ เราควรหันกลับมาช่วยกันพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการค้าของอาเซียนอย่างแท้จริง เราเสียเวลาและเสียโอกาสกันไปมากแล้ว จึงอยากขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรู้จักเสียสละ ลดทิฐิ ให้อภัย และลืมสิ่งต่างๆที่ผ่านๆมากันบ้าง เราก็จะก้าวผ่านปัญหาบ้านเมืองกันไปได้อย่างแน่นอน