วันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2560

“พงศ์เทพ” ลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วม เผย “ยิ่งลักษณ์-สมชาย” ห่วงใยประชาชน


นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี  พร้อมด้วยอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประสบอุทกภัย ที่จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดยโสธร พร้อมมอบสิ่งของจำเป็นสำหรับการยังชีพ อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้งและน้ำดื่ม

จากการสอบถามพบว่าพื้นที่ดังกล่าวประชาชนต้องเผชิญสถานการณ์อุทกภัยนานนับเดือน พื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะเทศบาลตำบลบุ่งไหม พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายนับพันไร่  ซึ่งอดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ส่งมอบสิ่งของจำเป็นให้กับผู้ประสบอุทกภัย พร้อมระบุว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ฝากความห่วงใยมาถึงพี่น้องประชาชนทุกคน ขณะเดียวกันยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมยืนเคียงข้างประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อพี่น้องประชาชนทราบว่าแกนนำพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่เยี่ยมเยียน ประชาชนต่างแสดงความดีใจที่อดีตผู้แทนราษฎรซึ่งเคยเป็นตัวแทนยังคงเคียงข้างในวันที่ยากลำบาก














"นปช." ฟื้นคดีสลายการชุมนุม'53 ห่วงความอยุติธรรมทำสังคมแตกแยก


"นปช." ยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการคดีสลายการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มนปช. เมื่อปี2553 ใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เดินทางมายื่นหนังสือเพื่อดำเนินคดีสลายการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 ใหม่ โดย นายณัฐวุฒิกล่าวว่า "ที่พวกผมเดินทางมาในวันนี้ก็เพื่อยื่นหนังสือและเอกสารข้อมูลหลักฐานประกอบร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้มีการพิจารณากรณีสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช. เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ถึง 19 พฤษภาคม 2553 ใหม่ ทั้งนี้และทั้งนั้นเป็นการดำเนินการตามบทบัญญัติมาตรา 86 (1) พระราชบัญญัติ ป.ป.ช. ซึ่งเปิดให้สามารถที่จะยื่นพยานหลักฐานใหม่อันเป็นสาระสำคัญแห่งคดีให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาคำร้อง ซึ่งได้มีการยกคำร้องไปแล้วได้ พยานหลักฐานใหม่ซึ่งมีสาระสำคัญต่อคดีที่พวกผมหยิบยกมาก็คือ ผลแห่งคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในกรณีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่ง ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะ ซึ่งเป็นจำเลยร่วมทั้งหมด ประเด็นก็คือว่าในการดำเนินการฟ้องร้องคดีดังกล่าวกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ป.ป.ช. มีมติชี้มูลอย่างไม่เป็นเอกฉันท์ มีกรรมการ ป.ป.ช. เสียงข้างน้อยที่เห็นควรยกคำร้อง หลังจากนั้นก็ใช้มติ ป.ป.ช. เสียงข้างมากยื่นเรื่องต่อไปยังอัยการสูงสุด ซึ่งอัยการสูงสุดก็ชี้ข้อไม่สมบูรณ์จนนำไปสู่การตั้งคณะทำงานร่วม และเมื่อคณะทำงานร่วมได้ปรึกษาหารือทำงานร่วมกันแล้วก็ยังมีความเห็นแตกต่าง โดยฝ่ายอัยการสูงสุดเห็นว่า การสั่งการและการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายจำเลยเป็นไปอย่างเหมาะสมและชอบธรรมแล้ว จึงเห็นควรไม่สั่งฟ้อง เมื่อเรื่องกลับมาที่ ป.ป.ช. แล้ว ป.ป.ช.ก็ใช้อำนาจหน้าที่ยื่นฟ้องเองโดยว่าจ้างทนายจากสภาทนายความ หลังจากนั้นคดีก็เข้าสู่ขบวนการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจนถึงที่สุดศาลพิพากษายกฟ้อง"


นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า "จากตรงนี้จะเห็นว่า การใช้ดุลยพินิจตามอำนาจหน้าที่ของกรรมการ ป.ป.ช. นั้น นอกจากไม่เป็นเอกฉันท์ในชั้น ป.ป.ช. แล้ว ยังมีความแปลกแตกต่างจากองค์กรอื่นในกระบวนการยุติธรรมคืออัยการสูงสุด แล้วในที่สุดก็แตกต่างจากดุลยพินิจของคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นี่เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ดุลยพินิจของ ป.ป.ช. ต่อคดีสลายการชุมนุมทางการเมืองในเหตุการณ์ปี 2553 ก็อาจจะแตกต่างกับอัยการและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยเช่นเดียวกัน แต่ในกรณีของกลุ่มพันธมิตร ป.ป.ช. ใช้อำนาจหน้าที่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ถึงขั้นจ้างทนายฟ้องเอง ในขณะที่คดีของกลุ่ม นปช. ป.ป.ช. กลับยกคำร้องยุติเรื่องเพียงแค่ในชั้นพนักงานสอบสวน เท่ากับเป็นการตัดโอกาสของประชาชนที่จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงของคดีอย่างถึงที่สุด ประการต่อมาในคำฟ้องของ ป.ป.ช. ต่อคดีของกลุ่มพันธมิตร ได้มีการระบุชัดเจนถึงจำนวนของผู้เสียชีวิตว่ามี 2 ราย แต่ในรายละเอียดกลับชี้เฉพาะรายกรณีของนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือโบว์ เท่านั้น ไม่ได้พูดถึงกรณีของ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือสารวัตรจ๊าบ แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงก็คือว่าในคำฟ้องคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้ว่าการเสียชีวิตของนางสาวอังคณาน่าจะเกิดจากแก๊สน้ำตา แต่ในคำพิพากษาของศาลชี้ว่ามีความแตกต่างกับความเห็นของกรรมการ ป.ป.ช. โดยอ้างคำให้การของผู้เชี่ยวชาญหลายคนประกอบกัน ส่วนกรณีของสารวัตรจ๊าบ ซึ่ง ป.ป.ช. ไม่ได้ระบุรายละเอียดลงในคำฟ้องเลยนั้น จากรายงานของเจ้าหน้าที่ก็พบว่า มีการขับรถบรรทุกวัตถุระเบิดที่มีอำนาจทำลายล้างสูงเข้าไปในพื้นที่สถานการณ์และเกิดเหตุระเบิดจนเสียชีวิต ซึ่งตรงนี้เป็นสาระสำคัญแห่งคดี เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันว่า การชุมนุมในวันนั้นก็มิได้ปราศจากอาวุธ ซึ่งจะถือเป็นเหตุสำคัญในการยกคำร้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะได้ แต่ ป.ป.ช. เมื่อไม่ใส่ข้อเท็จจริงนี้ลงไปก็สั่งฟ้อง ในขณะเดียวกันกรณีของกลุ่ม นปช. ป.ป.ช.อ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบไม่ปราศจากอาวุธ จึงให้ความชอบธรรมกับการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารและอาวุธสงครามเข้าดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ยกคำร้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพวก ในเรื่องของการชุมนุม ซึ่งมีการกล่าวอ้างคำพิพากษาของศาลนั้น กลุ่มพันธมิตรก็ได้อ้างว่าศาลเคยรับรองการชุมนุมนี้ว่าเป็นไปตามกฎหมาย แต่ในท้ายที่สุดคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีข้อสรุปที่แตกต่าง โดยชี้ว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่ได้เป็นไปตามกรอบของกฎหมาย"


"ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่เราบอกว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่ ที่มีสาระสำคัญต่อคดีเพราะชี้ว่า การใช้ดุลยพินิจของ ป.ป.ช. อาจจะมีความแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคดีความ เมื่อเข้าไปสู่ชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อีกประการหนึ่งในเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร เหตุที่เกิดและจบลงกินเวลาภายในวันเดียว คือวันที่ 7 ตุลาคม 2551 แต่กรณีของกลุ่ม นปช. นั้น หากนับเริ่มต้นจากการที่มีผู้เสียชีวิตจนถึงยุติการชุมนุมคือวันที่ 10 เมษายน ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 นั่นแสดงว่ากว่า 1 เดือนที่สถานการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน แล้วการบาดเจ็บเสียชีวิตของประชาชนก็เกิดขึ้นกันต่างกรรมต่างวาระต่างสถานที่ ผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่งก็มิได้เป็นผู้ชุมนุม เป็นเพียงผู้สัญจรผ่านไปมาหรือผู้มาพบเห็นเหตุการณ์แล้วเข้าไปสังเกตการณ์เท่านั้น บางรายเป็นอาสาสมัครพยาบาลซึ่งมีเครื่องหมายสัญลักษณ์บ่งบอกสถานะชัดเจน แต่การพิจารณาคำร้องของกลุ่มพันธมิตรแม้เกิดขึ้นและจบลงภายในวันเดียว แต่กรรมการ ป.ป.ช. ได้แยกเหตุการณ์เป็น 3 ช่วงเวลา คือ ภาคเช้า ภาคบ่าย และภาคค่ำ ของวันเดียวกัน ขณะที่สถานการณ์ของกลุ่ม นปช. ซึ่งเกิดขึ้นเดือนกว่า กลับพิจารณาแบบเหมารวมเป็นเหตุการณ์เดียว โดยอ้างคำวินิจฉัยของศาล ซึ่งชี้ก่อนการยุติการชุมนุมจะเกิดขึ้นเกือบหนึ่งเดือนเอามาครอบคลุมทั้งหมดแล้วนำไปสู่การยกคำร้องให้จำเลยพ้นจากการถูกดำเนินคดี ในการเรียกร้องวันนี้เราจึงบรรจุประเด็นว่า ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. นอกจากหยิบยกเอากรณีนี้ขึ้นมาพิจารณาใหม่แล้ว ขอให้พิจารณาโดยแยกเหตุการณ์ เช่น เหตุการณ์ที่วัดปทุมวนาราม เหตุการณ์ที่แยกบ่อนไก่ เหตุการณ์ที่ถนนราชปรารภ เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและเพื่อความเป็นมาตรฐานเดียวในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เหตุการณ์ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เครื่องมือที่ถูกระบุว่าเป็นอาวุธหรือเป็นเหตุทำให้ประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิตมีเพียงแก๊สน้ำตาเท่านั้น แต่เหตุการณ์ในปี 2553 มีอาวุธสงคราม มีปืนติดลำกล้อง แล้วก็มียุทโธปกรณ์ต่างๆมากมาย มีการประกาศเขตใช้กระสุนจริงซึ่งเห็นปรากฏชัดไปทั่วโลก พวกผมมีคำถามในใจมาตลอดว่า สั่งฟ้องแก๊สน้ำตา แต่ไม่ฟ้องอาวุธสงครามและปืนติดลำกล้องได้อย่างไร?"


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยังกล่าวด้วยว่า "คนมือเปล่าถูกยิงร่วมร้อยชีวิตกลางเมืองหลวง แต่ทุกวันนี้ยังไม่รู้จะไปเอาผิดกับใคร? ซึ่งพวกผมหวังจะได้รับโอกาส จากกระบวนการยุติธรรมด้วยเช่นกัน ที่ผมเรียกร้องครั้งนี้ไม่ได้เรียกร้องเพื่อตนเอง ผมเรียกร้องให้ความยุติธรรมต่อผู้คนที่บาดเจ็บล้มตาย ถูกผิดต้องว่ากัน ไม่ใช่จะมายุติเรื่องจาก ป.ป.ช. ที่มีความเห็นแตกต่างกัน ยิ่งเฉพาะสถานการณ์แบบนี้ ยากที่พวกผมจะส่งเสียงใดๆได้ ซึ่งพวกผมเจ็บปวด แต่พวกผมก็จะรวบรวมรายชื่อประชาชน 20,000คน ยื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภา ให้ทำเรื่องยื่นต่อศาลเพื่อให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระสอบสวนข้อเท็จจริงการสลายการชุมนุม โดยพวกผมจะรอดูว่าหากมีการยื่นอุทธรณ์คดีพันธมิตรฯ ป.ป.ช. จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อคดีการสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช." 

"ความยุติธรรมไม่เคยทำร้ายใคร แต่ความอยุติธรรม ต่างหากที่เป็นตัวสร้างความแตกแยกในสังคม" นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าว

“อนุสรณ์” อัดก๊วนนกหวีดโผล่ปฏิรูป เทียบหน้ากากรถเมล์เก่าทาสีใหม่


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปโดยขีดเส้นแผนปฏิรูปจะต้องออกมาภายใน 8 เดือน ว่า "ประชาชนคงไม่ได้คาดหวังอะไรจากคณะกรรมการปฏิรูป เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ก็ไม่เห็นมีการปฏิรูปอะไรเป็นชิ้นเป็นอันที่รัฐบาลและ คสช. นำไปปฏิบัติ การปฏิรูปประเทศที่ดำเนินมาถึงเฟส 3 เหมือนการต่อรถโดยไม่มีจุดหมายการเดินทาง แต่ละครั้งคนที่ตั้งให้มาปฏิรูปก็มาจากกลุ่มที่มีความเชื่อ ทัศนคติแบบเดียวกันกับเครือข่ายแม่น้ำ 5 สาย ซึ่งต่อยอดมาจากเวทีชุมนุมนกหวีด เป็นเหล้าเก่าในขวดเก่า แต่มาตกแต่งเปลี่ยนชื่อ หลักการเดียวกันกับการปรับปรุงรถเมล์ที่ทำได้แค่เปลี่ยนหน้ากาก แต่ตัวถังเก่า เครื่องยนต์เก่า แล้วประชาชนจะฝากความหวังได้อย่างไร?"

"ดังนั้นการปฏิรูปโดยยึดหลัก นำของเก่ามาย้อมแมวทาสีใหม่ จึงไม่ใช่เรื่องให้โอกาสหรือไม่ให้โอกาส แต่เห็นว่ามันเป็นไปได้ยาก ถ้าวิธีการคิดแบบนี้สำเร็จ คงสำเร็จนานแล้ว คงไม่มาสำเร็จเอาในช่วง 8 เดือนหลังจากนี้ ประเทศไทยอุดมไปด้วยนักยุทธศาสตร์ นักคิด แต่ขาดนักปฏิบัติ ที่พร้อมลงมือทำให้สำเร็จ แผนปฏิรูปต่างๆ ที่กำลังจะออกมา ก็คงไม่พ้นออกเป็นคำสั่งให้รัฐบาลหลังเลือกตั้งเป็นผู้ปฏิบัติใช่หรือไม่ ประชาชนคงสับสนกับความหลากหลายขององค์กร และกรรมการปฏิรูปที่มีเต็มไปหมด ในอนาคตอาจต้องตั้งกรรมการปฏิรูปเพื่อมาปฏิรูปงานปฏิรูปที่ทำกันอยู่หรือไม่? ขอถามว่าประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิรูปแค่ไหน? งานปฏิรูปที่คิดเอาเองแต่ฝ่ายเดียวพวกเดียว ไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน ไม่เปิดรับแนวคิดที่แตกต่างหลายหลาย โอกาสสำเร็จยากมาก"

วันพุธที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560

“เพื่อไทย” เตือน สตง. หยุดสร้างความสับสนคดีจำนำข้าว


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมายืนยันไม่มี อปท. ใช้งบขนคนมาให้กำลังใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า "เรื่องนี้ก็ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่า ไม่มีมูลความจริง ไม่ทราบว่าคนทำรายงานได้ข้อมูลมาจากไหน? การนำข้อมูลที่ไม่อยู่ในพื้นฐานความจริง ขาดการวิเคราะห์มารายงาน อาจถูกมองว่า หวังจะสร้างความสับสน หรือดิสเครดิตอีกฝ่ายหรือไม่? ทั้งๆที่เราก็ยืนยันมาตลอดว่า ไม่มีการสร้างความวุ่นวาย ไม่มีการทำการผิดกฎหมายใดๆอย่างแน่นอน รัฐบาลและ คสช. ควรปล่อยเรื่องนี้ให้เป็นไปตามธรรมชาติ อย่าทำให้ถูกมองว่าเป็นการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO เพื่อดิสเครดิตอีกฝ่าย สตง. ควรต้องระมัดระวังในการแสดงท่าที ไม่นำองค์กรที่ต้องรักษาความเป็นกลางทางการเมืองมาประโคมข่าว หรือดำเนินการให้เกิดความสับสน ถ้าเอาความจริงมาพูดกัน จะเห็นว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรที่เป็นปัญหา ที่ผ่านมาทุกครั้งก็ไม่เคยเกิดปัญหา ควรปล่อยให้กระบวนการต่างๆได้เดินหน้าไปโดยธรรมชาติ"

"เพื่อไทย" เผยประชาชนฝากถาม "เมื่อไหร่เลือกตั้ง?"


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและคณะอดีต ส.ส. ประกอบด้วย พล.ต.อ.วิรุฬห์ ฟื้นแสน , นายวัฒนา เมืองสุข , นายชวลิต วิชยสุทธิ์ , นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ , นางพรพิมล ธรรมสาร และนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยอดีต ส.ส. ในจังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดกาฬสินธ์ ได้เดินทางไปเยี่ยมประชาชนและมอบถุงยังชีพแก่ผู้ประสบอุทกภัย ณ พื้นที่น้ำท่วมในจังหวัดร้อยเอ็ดและกาฬสินธ์

ได้พบว่าไร่นาเสียหายจากน้ำท่วมจำนวนมาก ชาวนาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คนอีสานปลูกข้าวได้ปีละครั้ง เมื่อน้ำท่วมทำให้หมดตัว หนี้เก่ายังไม่ได้ใช้ หนี้ใหม่เพิ่มเข้ามา แล้วถามกันเซ็งแซ่ว่า "เมื่อไหร่จะเลือกตั้ง?" แสดงว่าชาวนาหมดหวัง

นายชวลิต กล่าวว่า ได้แต่ปลอบใจไปว่า คงไม่นาน เพราะผ่านมา 3 ปีเศษแล้ว กม.รธน.และ พรป.ก็ผ่านแล้ว ก่อนจาก มีคุณยายเดินมากระซิบข้างหูให้กำลังใจว่า อดทนอีกหน่อยนะ พวกยายคุยกันแล้ว ถึงวันเลือกตั้ง จะลงคะแนนให้ ขณะนั่งเรือกลับ สงสารชาวนาจับใจ  ลำบากยากแค้น ยังนึกห่วงบ้านเมือง ลูก หลาน

ประการสำคัญ คุณยายจะรู้หรือไม่ว่า ผู้เขียนกติกาซึ่งไม่เคยลงเลือกตั้ง ไม่เคยมีประสบการณ์ใดๆ เลยเกี่ยวกับการบริหารจัดการเลือกตั้ง ไม่เคยลำบากในการครองชีพ มีความเชื่อของตนอย่างสุดโต่งในการวางระบบบริหารบ้านเมืองที่เอื้อกับอำนาจนิยมมาชั่วชีวิต ได้เขียนกติกาบ้านเมืองมัดไว้ให้ระบบการเมืองอ่อนแอ ไม่มีเสถียรภาพ เป็นรัฐบาลผสม เป็นรัฐราชการ ย้อนยุคถอยหลังไป 40 - 50 ปี ผู้เขียนกติกามีหลักคิดย้อนแย้งกันในตัวเอง กล่าวคือ ในข้อเท็จจริง ถึงอย่างไรก็ต้องมีการเลือกตั้ง เป็นประชาธิปไตย แต่กลับสร้างกติกาให้การเมืองไม่มีเสถียรภาพ ซึ่งเท่ากับ "แช่แข็งประเทศ" อันจะส่งผลต่อเศรษฐกิจเพราะขาดความเชื่อมั่น

อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้ทุกภาคส่วนท้อถอย ตนเห็นว่าบ้านเมืองยังมีทางออก ทางแก้ก็คือหากเห็นภาพในอนาคตอันใกล้ว่า ทุกภาคส่วนจะร่วมมือกันทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง ความเชื่อมั่นก็จะกลับคืนมา เมื่อความเชื่อมั่นกลับคืนมา ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเข้ารูปเข้ารอย เพราะประเทศไทยมีความสมบูรณ์ในทุกด้าน ขอเพียงให้การเมืองในระบอบประชาธิปไตยมีเสถียรภาพและต่อเนื่อง

วันจันทร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2560

“เพื่อไทย” แถลงร้อง สตง. สอบการระบายข้าวรัฐบาล คสช.


ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคาม ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบการระบายข้าว พรรคเพื่อไทย และ ดร.สุรสาล ผาสุข อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสิงห์บุรี ได้ร่วมกันแถลงข่าวตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในการระบายข้าว ของรัฐบาล คสช. อาทิ การตรวจสอบหนังสือค้ำประกัน รวมทั้งเรียกร้องให้ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รีบดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป





วันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2560

"พรรคเพื่อไทย" แพร่จดหมายเปิดผนึก แนะรัฐทบทวนวิธีการระบายข้าว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทย เผยแพร่ จดหมายเปิดผนึก ถึง นายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) โดยมีเนื้อหาดังนี้

จดหมายเปิดผนึก ถึง นายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.)
เรื่อง ขอให้ตรวจสอบ และทบทวนวิธีการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล 

ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้อนุมัติให้มีการระบายข้าวสารในสต็อกของรัฐบาลซึ่งเก็บรักษาไว้ในโกดังของเอกชนในจังหวัดต่างๆ โดยมีการแต่งตั้งคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล เป็นผู้รับผิดชอบในการระบายข้าว แต่ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่านโยบายการจัดเกรดข้าวสารของ นบข. และการดำเนินการระบายข้าวของคณะทำงานดังกล่าว ส่อพฤติกรรมถึงความไม่โปร่งใส และส่อว่าจะมีการทุจริตเป็นขบวนการ ตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงผู้ปฏิบัติ อันนำมาซึ่งความเสียหายแก่รัฐจำนวนมาก ซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวได้ปรากฏต่อสื่อมวลชนจากกรณีที่เจ้าของโกดังและคลังสินค้าต่างๆ ที่รับเก็บรักษาข้าวได้ออกมาเรียกร้องคัดค้านให้มีการทบทวนการประมูลข้าว แต่ข้อเรียกร้องดังกล่าวกลับถูกเพิกเฉยจากรัฐบาลและ คสช. ขณะเดียวกันมีการให้ทหารเข้าไปควบคุมการเข้าถึงข้อมูลของสื่อมวลชนในการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวด้วย 

พรรคเพื่อไทยเห็นว่า การกำหนดนโยบายการระบายข้าวและการดำเนินการระบายข้าวของ นบข. และคณะทำงานดำเนินการระบายข้าว เปิดช่องให้มีการทุจริตและแสวงหาผลประโยชน์ทั้งโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชนผู้ประมูลข้าว ดังนี้ 

1. การจัดให้ข้าวสารในสต็อกเป็นข้าวเกรดซี โดยไม่มีการตรวจสอบคุณภาพข้าวอย่างถูกต้องและทั่วถึง ทำให้ข้าวสารดังกล่าวไม่สามารถประมูลขายเพื่อการบริโภคของคนได้ แต่ให้ใช้ไปเพื่อผลิตเป็นอาหารสัตว์หรือพลังงาน ทั้งที่ข้อเท็จจริง โกดังต่างๆ มีการจ้างบริษัทรักษาและดูแลสภาพข้าวสารอย่างดี และได้รับการยืนยัน รวมถึงการนำสภาพข้าวสารมาเปิดเผยต่อสาธารณะของเจ้าของโกดังว่า ข้าวสารดังกล่าวยังเป็นข้าวที่มีคุณภาพและสามารถใช้เพื่อการบริโภคของคนได้ 

2. การจัดระดับข้าวสารให้อยู่ในระดับเกรดซี เป็นการทำให้ข้าวสารมีคุณภาพดี กลายเป็นข้าวเสื่อมคุณภาพ เพื่อให้เกิดการประมูลขายในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง 

3. มีข้อเท็จจริงว่า ได้มีผู้ขอเสนอซื้อข้าวสารในโกดังหลายแห่งในราคาที่สูง แต่คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวไม่ขาย แต่กลับขายให้อีกบริษัทหนึ่งซึ่งประมูลได้ในเวลาต่อมาในราคาที่ต่ำกว่าการเสนอซื้อครั้งแรกมาก ดังเช่น มีการเสนอซื้อข้าวหอมมะลิ 100 % ชั้น 2 จำนวนกว่า 14,000 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 11.25 บาท แต่คณะทำงานไม่ขาย กลับขายให้อีกบริษัทหนึ่งในราคากิโลกรัมละ 6.10 บาท เป็นต้น ซึ่งการประมูลขายดังกล่าว ผู้เข้าประมูลหลายรายและเจ้าของโกดังได้ทำหนังสือคัดค้าน และขอให้ทบทวนการขายแล้ว แต่คณะทำงานก็มิได้ยกเลิกหรือทบทวนการดำเนินการแต่อย่างใด ส่งผลให้รัฐต้องได้รับความเสียหายจากการขายข้าวคุณภาพดีเป็นข้าวเสื่อมคุณภาพ เท่าที่ปรากฏขณะนี้จำนวนกว่าหลายร้อยล้านบาทแล้ว 

4. มีข้อเท็จจริงว่า ผู้ประมูลข้าวบางรายไม่มีศักยภาพทางการเงินเพียงพอ ที่จะสามารถประมูลข้าวจำนวนมากๆ ได้ และไม่พบว่ามีข้าวที่ได้จากการประมูลอยู่ในความครอบครองของตนเอง แต่อย่างใด พฤติการณ์ดังกล่าวจึงน่าเชื่อว่าจะมีบุคคลบางกลุ่มตั้งนอมินี เพื่อให้มีการประมูลข้าวสาร เพื่อผลประโยชน์ในการที่จะนำข้าวดังกล่าวเข้าสู่ตลาดข้าวเพื่อบริโภคของคนต่อไป 

5. เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ข้าวสารที่มีการระบาย เป็นข้าวที่มีคุณภาพซึ่งคนสามารถใช้ บริโภคได้ แต่กลับจัดเกรดและประมูลข้าวในราคาข้าวเสื่อมคุณภาพ ซึ่งซื้อได้ในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง จึงอาจเป็นไปได้ว่า จะมีการนำข้าวดังกล่าวเพื่อกลับมาขายให้เป็นข้าวบริโภคของคน ซึ่งจะทำให้เกิดช่องทางทุจริตในส่วนต่างราคาข้าวจำนวนมาก 

พรรคเพื่อไทยได้มอบหมายให้คณะทำงานของพรรคลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว และได้พบปะพูดคุยกับเจ้าของโกดังหลายแห่ง พบว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง หากไม่มีการระงับยับยั้งหรือยกเลิกการประมูลที่ดำเนินการไปแล้ว จะทำให้รัฐได้รับความเสียหาย สูญเสียรายได้จากการระบายข้าวจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น พรรคขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นประธาน นบข. และหัวหน้ารัฐบาลได้มีคำสั่งให้ตรวจสอบการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล ในปี 2560 เรื่อง การจำหน่ายข้าวสารในสต็อกของรัฐเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคน และ การจำหน่ายข้าวสารในสต็อกของรัฐเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนและสัตว์ รวมถึงทบทวนนโยบายการระบายข้าวของ นบข. ด้วย หากพบว่ามีการระบายข้าวจากข้าวคุณภาพดีที่คนบริโภคได้ แต่ไปขายเป็นข้าวเสื่อมคุณภาพเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์หรือพลังงาน ก็ขอให้มีการยกเลิกการประมูลขายดังกล่าว และตรวจสอบคุณภาพข้าวดังกล่าวใหม่ด้วยวิธีการที่มีมาตรฐานและได้รับการยอมรับ รวมทั้งให้มีการตรวจสอบหาผู้กระทำผิดในเรื่องนี้อย่างจริงจัง หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดกระทำการทุจริตและแสวงหาประโยชน์จากโครงการดังกล่าว ก็ขอให้ดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจัง เหมือนกับที่นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ประกาศไว้ 

จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาดำเนินการ 

พรรคเพื่อไทย 
11 สิงหาคม 2560