วันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ด้วยรักและแบ่งปัน "ณัฐวุฒิ" ทอล์กโชว์ระดมทุนช่วยลูกชาวนา-นักเรียนขาดแคลน


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. จัดทอล์กโชว์และคอนเสิร์ตระดมทุน "โครงการด้วยรักและแบ่งปัน 1 ครั้งนี้พี่ขอ" ณ อิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง วันนี้ (28 พฤษภาคม 2560) เวลา 13.00 น. โดย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวว่า "1ปี ที่ผ่านมาเรามอบทุนการศึกษาไปแล้วกว่า 670 ทุน ใช้เงินไปกว่า 3,350,000 บาท ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่เหนือความคาดหมาย หลายคนเป็นเด็กเรียนเก่ง นิสัยดี มีความสามารถที่จะเรียนจนถึงระดับสูง แต่ก็ไม่ได้เรียนต่อ เพราะขาดแคลนทุนทรัพย์ ผมเริ่มทำโครงการด้วยรักและแบ่งปัน เพราะต้องการสนับสนุนลูกหลานชาวไร่ชาวนาและนักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลน"

"ใครปล่อยให้ประเทศวุ่นวาย?" คำถามจากใจ "ภูมิธรรม" สะท้อนปัญหาสังคมไทย


นายภูมิธรรม เวชชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนเองมีคำถามจากหัวใจถึงสังคมไทย ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาของบ้านเรา ที่อยากจะให้สังคมช่วยกันคิดคือ

1. สภาพที่เป็นอยู่ปัจจุบันมีธรรมาภิบาลดีพอหรือไม่? หากยังไม่ดีพอ จะแก้ไขอย่างไรให้ดีขึ้น?

2. ที่ระบบธรรมาภิบาลประเทศไทยเรามีปัญหา เพราะระบบถ่วงดุลและตรวจสอบไม่เข้มแข็งใช่หรือไม่? และถ้ายังไม่ดีพอจะแก้ไขอย่างไร?

3. ถ้าไม่มีการเลือกตั้งประชาชนไม่ได้รับโอกาสในการตัดสินใจเลือกนโยบายดีๆมาแก้ไขปัญหาและดูแลชีวิตของพวกตน ระบบเช่นนี้จะเป็นระบบที่พึงประสงค์หรือไม่?

4. ใครสร้างเงื่อนไขให้ระบบประชาธิปไตยล้มเหลวและมีปัญหา ใครที่ปล่อยปละละเลยจนทำให้ประเทศวุ่นวาย บานปลาย กลุ่มบุคคลที่เป็นปรปักษ์ต่อประชาธิปไตย และไม่เชื่อมั่นในการตัดสินใจของประชาชน ควรได้รับโอกาสให้มาดูแลชีวิตของประชาชนหรือไม่?

"ขอให้สังคมช่วยกันคิด ตอบแล้วไม่ต้องส่งไปที่ไหนเก็บไว้ในใจเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ อนาคตของตนเอง" นายภูมิธรรม กล่าว

วันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"อนุสรณ์" สอนประยุทธ์ อย่ากลัวเสียงประชาชน


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งคำถาม 4 ข้อ เพื่อรับทราบความคิดเห็นของประชาชน ว่า พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่าประชาชนก็อยากฟังคำตอบจาก พล.อ.ประยุทธ์ ในประเด็นการเลือกตั้งเช่นกัน จึงขอตั้งคำถามให้ตอบใน 4 คำถาม ดังนี้

1. การที่ท่านเป็นห่วงว่าประชาชนอาจจะเลือกคนผิด ถ้าท่านเคารพความคิดเห็น เชื่อมั่นในการตัดสินใจของประชาชน ว่าประชาชนมีความรู้ มีความเข้าใจ สามารถมีการตัดสินใจที่ดีได้ คนทั้งประเทศจะเลือกใคร พรรคใด แสดงว่าเขาได้มอบฉันทานุมัติให้ไปแล้ว เช่นเดียวกับการเลือกตั้งในฝรั่งเศส เกาหลีใต้ หรือแม้แต่อังกฤษในเร็วๆนี้ คำถามคือ ท่านคิดว่า ผู้นำที่เข้าสู่อำนาจโดยการรัฐประหารกับผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศ ใครสง่างามมากกว่ากัน?

2. การที่ท่านตั้งคำถามว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่นั้น ถ้าเปรียบเทียบกับปัจจุบันที่เครือข่ายแม่น้ำ 5 สาย ล้วนมีจุดกำเนิดมาจากที่เดียวกันคือมาจาก คสช. มาตรวจสอบกันเอง กับการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่จะมี ส.ว. สรรหา ที่แม้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่จะมี ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มาทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ที่การตรวจสอบจะเข้มข้นขึ้น ถามว่าระหว่างการมีธรรมาภิบาลแบบลูบหน้าปะจมูก องค์กรตรวจสอบเปลี่ยนเป็นองค์กรฟอกขาว กับการตรวจสอบที่เข้มข้น มีตัวแทนยึดโยงกับประชาชน แบบไหนดีกว่ากัน แบบไหนตรงใจ ถูกใจ พล.อ.ประยุทธ์ มากกว่ากัน?

3. พล.อ.ประยุทธ์ กังวลใจอะไร กับเสียงของประชาชน ที่จะกำหนดอนาคตประเทศ ด้วยมือของเขาเอง หลักการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยสากลทั่วโลก จะทำหน้าที่ให้การตัดสินของประชาชนเสียงข้างมากของประเทศ เป็นเสียงชี้ขาดว่าใครจะได้เข้ามาบริหารประเทศ ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน ลับลวงพราง พรรคที่ได้คะแนนอันดับ 1 ก็ควรจะได้เป็นแกนนำรัฐบาล เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าพรรคนั้นจะมีนโยบายอย่างไร หัวหน้าพรรคจะเป็นใคร แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ เดือดร้อนอะไร? หรือกลัวเสียงประชาชนทำไม?

4. ในระยะหลังๆ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ค่อยปฏิเสธอย่างแข็งขันเหมือนเมื่อก่อน ว่าจะไม่เข้าสู่การเมืองหลังการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นเรื่องดีหากท่านประกาศตั้งพรรคการเมือง อาจจะมีนักการเมืองและประชาชนส่วนหนึ่งสนับสนุนเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน พล.อ.ประยุทธ์ ก็สามารถนำผลงานการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไปหาเสียงกับประชาชนได้ถ้าลงสมัครรับเลือกตั้ง จึงอยากถามว่า หากท่านจะเข้าสู่อำนาจหลังการเลือกตั้ง ท่านมีแนวทางตั้งพรรคลงแข่งขันเพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชน หรือจะใช้วิธีพิเศษในการเข้าสู่อำนาจ?

วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"เพื่อไทย" ห่วงประเทศบอบช้ำ แนะประชาธิปไตยไทยต้องมีเสถียรภาพ


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอให้กำลังใจ นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่พยายามเชิญชวนนักลงทุนทั้งไทยและเทศ มาลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย แต่ขณะเดียวกัน ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ท่านนำมาเปิดเผย เป็นความจริงที่เป็นปัญหาพื้นฐานและยังไม่ได้รับการแก้ไข อันจะเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน จึงรู้สึกเห็นใจคนทำงาน กับเห็นใจคนไทยทุกคนที่ประสบชะตากรรมทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกับข้อมูลที่ท่านกล่าวส่วนหนึ่งในการสัมมนา "เปลี่ยน....ให้ทันโลก" ก็คือ

1. ประเทศไทยประสบปัญหาเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ รุมเร้ามานาน ตั้งแต่ปี 2549 - 2557 ส่งผลให้ตัวเลขการลงทุนไทยต่ำมาก GDP เฉลี่ยโตเพียง 3% การลงทุนขยายตัวรวมเพียง 2% การลงทุนเอกชน 2.9% ทั้งที่ความจริง GDP ไทย ควรขยายตัวได้ถึงปีละ 10%

2. หากในอนาคต GDP ยังขยายตัวเพียง 3% ในทุก ๆ ปี จะส่งผลให้เวียตนามและอินโดนีเซีย มีมูลค่าทางเศรษฐกิจแซงหน้าไทยไปได้อย่างแน่นอน

นายชวลิต ให้ความเห็นว่ารู้สึกเห็นใจผู้ทำงาน ที่ตั้งใจเชิญ ชวนนักลงทุนมาลงทุนในประเทศไทย แต่นักลงทุนจะลงทุนก็ต่อเมื่อมี "ความเชื่อมั่น" ว่าทุนที่ลงไปนั้นจะเจริญงอกงาม ไม่สูญหาย ตนเคยให้ความเห็นไว้หลายครั้งแล้วว่า ความเชื่อมั่นที่สำคัญที่สุดก็คือ "การเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพและต่อเนื่อง" และสำหรับการปกครองของไทยก็คือ การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทำอย่างไรการปกครองดังกล่าวที่มีเสถียรภาพและต่อเนื่อง จึงจะเกิดขึ้นในประเทศของเราอย่างถาวรเสียที

นายชวลิต กล่าวในที่สุดว่าจากความบอบช้ำทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ในช่วง 10 ปีเศษที่ผ่านมาประชาชนได้เรียนรู้ ด้วยตนเองอย่างลึกซึ้งพอสมควร พอจะแยกแยะออกว่า การเมืองการปกครองในระบบนั้น ประชาชนตรวจสอบได้ เชื่อมโยงกับโลกได้ ส่วนการเมือง การปกครองนอกระบบนั้น ตรวจสอบไม่ได้ ที่สำคัญโลกไม่ยอมรับ ไม่คบค้าสมาคมด้วย อันเป็นสาเหตุสำคัญที่เราตกต่ำ ฝืดเคืองทางเศรษฐกิจอยู่ ทุกวันนี้ ตนมั่นใจว่าประชาชนส่วนใหญ่มีทางเลือกอยู่ในใจแล้ว เพียงแต่ผู้มีอำนาจในหน้าที่จะตามโลก ตามประชาชน แล้วบริหารจัดการให้เหมาะสมกับสถานการณ์อย่างไร หรือไม่?

วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"อนุสรณ์" ท้วงประยุทธ์โวผลงาน3ปีบ้านเมืองสงบ-มีระเบิดไม่สงบไม่เลือกตั้ง


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี เหตุระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ว่า วันนี้ประชาชนสับสน ไม่รู้ว่าสถานการณ์ของประเทศวันนี้ บ้านเมืองสงบ หรือไม่สงบ เพราะ คสช. เพิ่งออกมาบอกว่า ผลงานเด่นสุดของ คสช.ในรอบ 3 ปี คือ ทำให้บ้านเมืองสงบ แต่พอเกิดเหตุระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า หัวหน้า คสช. กลับออกมาบอกว่า ถ้าบ้านเมืองไม่สงบ จะไม่มีการเลือกตั้ง แล้วใช้อะไรเป็นปัจจัยชี้วัด หรือเกณฑ์การประเมินว่าแบบไหนถึงเรียกว่าสงบ หรือ ไม่สงบ แม้แต่ประเทศแม่แบบประชาธิปไตยอย่างประเทศอังกฤษ เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตาย ก่อการร้าย เขายังเดินหน้าเลือกตั้งต่อ แต่ของเราพอมีระเบิด ท่านผู้นำบอกว่า ถ้าไม่สงบจะไม่เลือกตั้ง เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมักสื่อสารกับสังคมว่า กล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้เสีย หรือ ไม่สามารถใช้งานได้ ในหลายเหตุการณ์ จึงขอตั้งคำถามว่า

1. กล้องวงจรปิดที่มีใช้งานกันอยู่ มีคุณภาพเพียงพอใช้งานได้หรือไม่ การจัดซื้อจัดจ้างถูกต้องเหมาะสม การบำรุงรักษาเป็นไปตามกรอบเวลาหรือไม่ มีกล้องดัมมี่ใช้งานอยู่ในสัดส่วนใด

2. ถ้ากล้องไม่เสีย มีเหตุผลใดหรือไม่ ถึงไม่นำภาพนั้นออกมาให้ประชาชนดู เพื่อจะได้ช่วยกันติดตามคนร้าย หรือ เป็นหูเป็นตาในการป้องกันเหตุร้าย

ดังนั้นก่อนปฏิรูปประเทศ ควรปฏิรูปกล้องวงจรปิดทั้งประเทศให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานและเป็นเครื่องมือสำคัญในการตามจับคนร้ายหรือคลี่คลายสถานการณ์ และคำถามสำคัญ ด้วยตรรกะ ถ้าบ้านเมืองไม่สงบ จะไม่มีการเลือกตั้งหรือไม่ จึงทำให้กล้องเสีย ซึ่งหากมีระเบิดหรือมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก การเลือกตั้งมิต้องเลื่อนออกไปเรื่อยๆหรือ วันนี้ประชาชนต้องเดินข้างหลังเจ้าหน้าที่ ให้ได้วิเคราะห์พยานหลักฐาน ดังที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงบางท่านออกมาระบุ ซึ่งต้องขอบคุณหลายท่านที่พูดอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช้ความรู้สึกของตัวเองเป็นตัวนำ ทำให้สังคมไขว้เขว เหมือนฝ่ายการเมืองบางคน ที่ใช้ความรู้สึกส่วนตัว พาดพิงพรรคการเมืองตรงกันข้าม ซึ่งไม่เป็นธรรม และไม่ได้มาตรฐานในการทำงาน

"พิชัย" ติง3ปีรัฐประหาร คนเชียร์เสียงอ่อน-เศรษฐกิจซบ-ประชาชนลำบาก


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะทำงานเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้ 

3 ปีผ่านไปแล้วที่ประเทศไทยมีการปฏิวัติ หลายคนคงไม่คิดว่าประเทศจะไม่กลับสู่ระบอบประชาธิปไตยได้นานขนาดนี้ หากย้อนกลับไปหลังการปฏิวัติแล้วบอกจะอยู่กันนานถึงขนาดนี้ ประชาชนส่วนใหญ่คงจะรับกันไม่ได้ หลายคนอาจจะบอกว่าต้องฉีกตำรารัฐศาสตร์ทิ้งกันเลย แต่ก็ต้องยอมรับถึงความสามารถ รวมถึงคำสัญญาที่บอกว่าขอเวลาอีกไม่นานที่ทำให้ลากกันมาได้ถึงตรงนี้ และยังไม่มีทีท่าว่าจะคืนอำนาจให้กับประชาชนในเวลาอันใกล้นี้เลย และดูเหมือนประชาชนจำนวนมากก็ไม่เดือดร้อน เหมือนกับสามารถอยู่กันไปได้เรื่อยๆ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าน่าประหลาดใจ แต่ที่แน่ๆ คือ ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มรู้ซึ้งถึงความยากลำบากกันแล้ว เพราะผลกระทบจากการทวนกระแสโลก ย่อมส่งผลทางเศรษฐกิจตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายคนที่เคยปากแข็งเชียร์อย่างสุดใจก็เริ่มจะเสียงอ่อนลงเพราะปัญหาเศรษฐกิจได้รุมเร้าเข้าสู่ตัวเองและครอบครัวอย่างยากที่จะปฏิเสธ

หลายคนเฝ้าคอยว่า คสช.จะแถลงผลงานว่ามีอะไรบ้าง เพื่อจะได้นำมาแก้ต่างให้ เพราะยังนึกไม่ออกว่าจะมีผลงานอะไร แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะ คสช.ได้เลื่อนการแถลงออกไป ทั้งนี้ สาเหตุหลักที่จับความได้คือ เพราะมีหลายคนจากทุกภาคส่วนออกมาชี้ให้เห็นว่า 3 ปีที่ผ่านมามีแต่ความล้มเหลวในทุกด้าน ซึ่งหาก คสช.มีความมั่นใจในผลงานของตัวเองอย่างแท้จริง ก็ไม่เห็นน่าจะต้องกังวลที่จะแถลงผลงาน นอกเสียจากว่าจะเห็นว่าเหตุผลของคนวิพากษ์วิจารณ์มีน้ำหนักมากกว่า เพราะแม้กระทั่งผลงานที่ คสช.ภาคภูมิใจที่สุด ที่บอกว่าทำให้เกิดความสงบ คนส่วนใหญ่ก็พอทราบกันแล้วว่าความไม่สงบก่อนการปฏิวัตินั้นเป็นฝีมือของใคร และใครมีส่วนอยู่เบื้องหลัง และหากปฏิบัติการเข้มงวดเหมือนตอนหลังปฏิวัติ ความสงบก็คงเกิดขึ้นเช่นกัน ไม่มีความจำเป็นต้องปฏิวัติแต่อย่างไร ผลงานความสงบนี้จึงไม่อาจจะขายได้แล้วเมื่อเวลาผ่านมา แม้กระทั่งความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ที่เป็นความรับผิดชอบโดยตรงยังทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลงแต่อย่างไร

เหตุผลของการปฏิวัติที่อ้างว่าเข้ามาเพื่อปราบทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องหลัก แต่พอเวลาผ่านไป ประชาชนจำนวนมากสงสัยว่าปัจจุบันการทุจริตคอร์รัปชั่นกลับมีมากกว่าเดิมมาก แถมยังตรวจสอบไม่ได้ อีกทั้งใครคิดตรวจสอบก็จะโดนปิดปาก ทั้งนี้ ความสงสัยของประชาชนเริ่มมาตั้งแต่การซื้อไมโครโฟนราคาแพง อุทยานราชภักดิ์ ปัญหาเครือญาติของผู้นำ ทั้งการขายที่ดินที่ต้องโอนผ่านบริษัทในต่างประเทศ การนำเงินหลวงเข้าบัญชีส่วนตัว การสร้างฝาย และการประมูลงานในกองทัพของหลานชาย ปัญหาการขุดลอกคลองของ อผศ. ปัญหาการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ฯลฯ ซึ่งไม่ได้มีการชี้แจงอย่างโปร่งใส และไม่มีฝ่ายค้านในสภาคอยตรวจสอบ เวลาสื่อมวลชนถามก็ถูกตวาดใส่

อีกทั้งยังจะมีการออกกฎหมายใหม่มาควบคุมสื่อมวลชนเพิ่มขึ้นอีก ยิ่งทำให้ประชาชนเห็นชัดว่าคอร์รัปชั่นไม่ได้หมดไป แต่กลับมีมากขึ้น ประกอบกับองค์การโปร่งใสสากลได้ลดอันดับความโปร่งใสของไทยลงมาอยู่อันดับที่ 101 จากอันดับเดิมที่ 76 และยังบอกว่าไทยมีการจ่ายใต้โต๊ะมากกว่ากัมพูชาและเมียนมาเสียอีก ยิ่งตอกย้ำการทุจริตคอร์รัปชั่นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ข้ออ้างที่บอกว่าต้องการให้ประเทศสงบ แต่ต้องแลกมาด้วยการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทั้งประเทศ โดยใครเห็นต่างและมีแนวคิดไม่เหมือน จะถูกกดดันและถูกจับเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะนักศึกษาที่มีความคิดก้าวหน้าจะถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ ถึงขนาดตำหนิการคัดเลือกประธานสภานักศึกษาของมหาวิทยาลัยที่มีความคิดก้าวหน้า แต่ที่หนักที่สุดคือความพยายามที่จะควบคุมสื่อมวลชน ที่เปรียบเสมือนเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนในภาวะที่บ้านเมืองไม่ปกติ ซึ่งตอกย้ำการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนมากยิ่งขึ้น โดยหลักคิดสากลยังบอกว่า สิทธิของประชาชนสำคัญกว่าความสงบมาก ซึ่งรัฐบาลจะอ้างความสงบเพื่อจะมาละเมิดสิทธิของประชาชนไม่ได้

3 ปีที่ผ่านมานี้ ความล้มเหลวที่สุดที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อนกับปัญหาเศรษฐกิจกันอย่างแสนสาหัส ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนกี่ครั้ง รัฐบาลก็สอบตกเรื่องเศรษฐกิจทุกครั้ง ประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้ลดลงมาก โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน และคนหาเช้ากินค่ำ แม้แต่พ่อค้า-แม่ค้าในตลาดก็ขายของได้ลดลงต่ำกว่าครึ่ง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นมาก แถมรัฐบาลยังพยายามที่จะเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีกหลายทาง เช่น ภาษีที่ดินและทรัพย์สิน ภาษีมรดก เพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ฯลฯ

ซึ่งเมื่อมองในภาพรวม การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยขยายตัวต่ำที่สุดในอาเซียนมาตลอด 3 ปีที่มีการปฏิวัติ และยังมีแนวโน้มที่จะโตต่ำสุดต่อไปเรื่อยๆ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ต่างก็ออกมาเตือนถึงปัญหานี้ โดยเฉพาะธนาคารโลกที่ระบุว่าหากไทยโตได้แค่ปีละ 3% กว่า ไทยต้องใช้เวลา 20 ปี กว่าจะเป็นประเทศรายได้สูง และจะทำให้ประชาชนรายได้น้อยลำบากกันอย่างมาก แต่รัฐบาลก็ยังแสดงความดีใจเมื่อเศรษฐกิจโตได้ 3.2% เมื่อปีที่แล้ว และ 3.3% ในไตรมาสแรกของปีนี้ ที่ถือว่าต่ำมาก ต่ำกว่าศักยภาพของประเทศไทยมาก และยังต่ำกว่าที่รัฐบาลได้พยายามขายฝันว่าปีนี้จะโตได้ถึง 4-5% ซึ่งคงจะเป็นไปไม่ได้แล้ว

นอกจากนี้ นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศขาดความเชื่อมั่น การลงทุนภาคเอกชนได้หดหายไปเรื่อยๆ โดยการลงทุนตลอด 3 ปีที่มีการปฏิวัติ ยังน้อยกว่าการลงทุนใน 1 ปีในภาวะปกติ โดยเรื่องปัญหาการลงทุนภาคเอกชนหดหายนี้ ผู้เขียนได้พยายามเตือนรัฐบาลหลายหน แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาปฏิเสธตลอด แถมยังหาว่าผู้เขียนใส่ร้ายรัฐบาล จนกระทั่งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้เปิดเผยตัวเลขการลงทุนทั้ง 3 ปีออกมาเอง อีกทั้งปัญหาการลงทุนดังกล่าวยังถูกตอกย้ำโดยนายบรรยง พงษ์พานิช อดีตซุปเปอร์บอร์ดที่ได้ลาออกไปก่อนหน้านี้ ที่ได้ออกมาระบุว่าเป็นการลงทุนที่หดตัว ไม่ใช่ขยายตัว และต่อมา ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาฯอังค์ถัด ได้แสดงความเป็นห่วงและออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยตัวเลขการลงทุนที่แท้จริง และยังห่วงปัญหาเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าไม่กี่เดือน ดร.ศุภชัยเพิ่งออกมาเชียร์รัฐบาลอยู่เลย

ปัญหาการลงทุนภาคเอกชนที่หดหายนี้ อยากให้รัฐบาลได้ศึกษาปัญหาให้ดี เพราะจากข้อมูลที่ได้รับ นักลงทุนญี่ปุ่นที่เป็นนักลงทุนต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดของไทยที่มีสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของการลงทุนต่างประเทศทั้งหมด มีความไม่พอใจรัฐบาลในหลายประการ ประกอบกับความไม่แน่นอนเรื่องการเจรจาการค้ากับหลายประเทศจากภาวะการเมืองปัจจุบัน จึงทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นหันไปลงทุนในประเทศอื่นแทนที่จะลงทุนในประเทศไทย ส่งผลให้การลงทุนในไตรมาสแรกเหลือเพียง 80,000 ล้านบาท ซึ่งต่ำมาก และการที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจจะเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่นในเร็วๆ นี้ ก็อยากจะให้ทำการบ้านให้ดี ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการไปที่เสียเที่ยว เหมือนครั้งที่แล้วที่ไปเยือนประเทศญี่ปุ่นแต่ไม่เกิดประโยชน์อะไร การลงทุนกลับลดลง ไม่ได้เพิ่มขึ้น

หากการลงทุนภาคเอกชนยังซบเซา จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการพัฒนาของประเทศในอนาคต รวมถึงการจ้างงานและการส่งออกในอนาคตที่จะลดลงไปด้วย และเป็นเวลา 3 ปีแล้วที่การลงทุนภาคเอกชนได้หดหายไป ยิ่ง คสช.ลากการเลือกตั้งไปอีก การลงทุนภาคเอกชนก็จะยิ่งซบเซาลงอีกอย่างแน่นอน

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า 3 ปีหลังการปฏิวัติ แม้ คสช.จะพยายามใช้คำพูดหรูๆ ว่าประสบความสำเร็จ แต่ความเป็นจริงได้พิสูจน์แล้วว่าผลงานล้มเหลวทุกด้าน ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุหลักให้ต้องเลื่อนการแถลงผลงานออกไป
ก็อยากให้ คสช.ได้วิเคราะห์สาเหตุของความล้มเหลวนี้ว่าเกิดมาจากการเข้าบริหารในงานที่เกินกว่าความรู้ความสามารถที่มี หรือภาวะการเมืองที่ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก หรือทั้งสองอย่าง เพื่อเป็นบทเรียนให้กับประเทศที่จะไม่ต้องกลับมาสู่วัฏจักรเดิมๆ กันอีกและรีบหาทางแก้ไข เพื่อให้ประเทศไทยได้กลับมามีศักดิ์ศรีเหมือนเดิมในเวทีโลก

วันพุธที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"เพื่อไทย" ห่วงไทยเลื่อนเลือกตั้ง กระทบความเชื่อมั่น


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ตอบคำถามผู้สื่อข่าวต่อความเห็นกรณีที่นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าถ้าบ้านเมืองยังไม่สงบ ก็ยังไม่ต้องมีเลือกตั้ง โดยนายชวลิต กล่าวว่า "ตนมีความเป็นห่วงเรื่องความเชื่อมั่นที่สุด เพราะเป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหาประเทศในทุกด้าน ท่านคงมีวิจารณญาณแล้ว ที่มีความเห็นดังกล่าว แต่จะสอดคล้องกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศหรือไม่ สังคมคงต้องติดตาม"

นายชวลิต กล่าวว่า "ตนเชื่อมั่นในเหตุและ ปัจจัย ขณะนี้คนไทยทุกคนกำลังเรียนรู้การเมือง การปกครองของไทย ด้วยตนเอง ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านความเจ็บปวด จนเป็นประสบการณ์ว่า การเมือง การปกครองที่ถูกต้อง อยู่ในระบบ เป็นหลักประกันพื้นฐานว่าประชาชนมีสิทธิ์ มีส่วน เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ต่อไปประชาชนจะรักษาสิทธิ และใช้สิทธิของตนเองอย่างสมบูรณ์ เพื่อให้ได้การเมือง การปกครองที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตและประกอบสัมมาชีพของตนเอง ครอบครัว และสังคม เหมือนกับบ้านอื่น เมืองอื่น ที่เคยต่อสู้มาจนตกผลึกทางความคิดร่วมกัน สร้างสรรค์บ้านเมืองจนเป็นอารยะ"