วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"จาตุรนต์" อัดรัฐปฏิรูปล้มเหลว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

เห็น สปท. ชี้แจงว่า มีการปฏิรูปไปมากแต่ไม่ได้ยกตัวอย่าง ผมอยากให้ยกตัวอย่างเรื่องปฏิรูปที่ถือได้ว่าเป็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบและเป็นความก้าวหน้ามาสักเรื่องหนึ่ง ผมยินดีรับฟัง
แต่ที่ผมอยากจะแสดงให้เห็นความล้มเหลวของการปฏิรูปที่ทำให้ผมเห็นว่า ไม่มีการปฏิรูปใดๆเกิดขึ้นและไม่มีแผนการใดๆที่เห็นได้ว่ามีอนาคต โดยขอยกตัวอย่างดังนี้

  • เรื่องที่สับสนขัดแย้งไม่ลงตัวไม่คืบหน้า ได้แก่ พลังงาน สาธารณสุข และตำรวจ
  • ที่ทำไปบ้าง แต่มีแนวโน้มว่าจะยิ่งเสียหายไม่มีทิศทาง คือ การศึกษา การกระจายอำนาจ การรักษาป่าและทรัพยากรธรรมชาติ
  • ที่มีแนวโน้มเสียหายร้ายแรงถึงขั้นเป็นอุปสรรค คือ เรื่องดิจิทัลอีคอนอมีและการปฏิรูปสื่อ ทั้งสื่อกระแสหลักและโซเชียลมีเดีย
  • ที่ทำไปบ้าง แต่ไม่มีผลใดๆ คือการคลัง เช่น ภาษีมรดกและภาษีที่ดิน
  • ที่จำเป็นอย่างยิ่ง แต่กลับไม่มีการปฏิรูปและไม่มีแผนใดๆเลย ได้แก่ ระบบยุติธรรม กองทัพ ระบบราชการและการเตรียมตัวเข้าสู่สังคมสูงวัย

สปท.หรือแม่น้ำ 5 สายจะชี้แจงก็เชิญครับ

หากสนใจ ผมจะหาโอกาสขยายความให้ฟังครับ

วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"อนุสรณ์" ติงรัฐไม่จริงใจ-เลื่อนนัด "เพื่อไทย" ถกปรองดอง


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ในชุดคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ระบุ การที่พรรคเพื่อไทยจะเข้าพบคณะอนุกรรมการฯ ในวันที่ 8 มีนาคม 2560 นั้น คณะอนุกรรมการจะเป็นผู้กำหนด และแจ้งไปยังพรรคเพื่อไทยเอง ว่า "ความจริงเรื่องวันเวลานัดหมายถือเป็นเรื่องเล็กมาก แต่ทำให้สังคมได้เห็นว่าขนาดเรื่องเล็กๆ ยังหยุมหยิมขนาดนี้ และพยายามจะสร้างความได้เปรียบตลอดเวลา การที่พรรคเพื่อไทยแจ้งว่า จะเข้าพบคณะอนุกรรมการฯ ในวันที่ 8 มีนาคม 2560 นั้น ไม่ใช่คิดเอง กำหนดเองเพียงฝ่ายเดียว แต่มาจากการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ประสานที่ระบุในจดหมายเชิญ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของท่านเอง ในระดับปฏิบัติการเขาหารือกันก่อนนัดหมาย โดยทางผู้ประสานงาน อยากให้พรรคเพื่อไทยเข้าไปในวันพุธ จะได้สะดวกที่ผู้บริหารระดับสูงจะเข้าร่วมรับฟัง ซึ่งวันพุธที่ 1 มีนาคม ไม่สะดวก ก็เป็นวันพุธที่ 8 มีนาคม พอนัดเสร็จ พล.ต.คงชีพ กลับบอกว่าคณะอนุกรรมการฯจะกำหนดเอง เลยไม่ทราบว่า ท่านไม่เข้าใจ ยังไม่ได้รับรายงาน หรือต้องการอะไรกันแน่? ขนาดเรื่องเล็กๆแค่นี้ยังเข้าใจยากเลย แล้วจะปรองดองกันอย่างไร? หรือ ไม่ต้องหารือ ไม่ต้องประสาน หรือต้องให้ท่านสั่งมาว่าจะให้ไปวันไหน ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่สามารถไปได้ในวันที่ท่านสั่งก็ต้องปฏิเสธไปอย่างนั้นหรือ? พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าพร้อมที่จะให้ความร่วมมือเพื่อโอกาสในการแก้ไขวิกฤตชาติและแสวงหาทางออกร่วมกัน อยู่ที่ท่านแล้วว่าจะจริงจัง จริงใจในการปรองดองแค่ไหน?"

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"เพื่อไทย" เตือนรัฐห้ามล้ม30บาท-แนะหั่นงบซื้ออาวุธ


ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต ทีมสำนักเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ทราบว่ารัฐบาล และ สนช. พูดความจริงมากน้อยแค่ไหน เรื่องการตัดงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ซึ่งหลังจากนี้ พรรคเพื่อไทยจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดว่าไม่มีการตัดงบประมาณจริงหรือไม่? และประชาชนจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างที่รัฐบาลอ้างหรือไม่?

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทย เห็นว่าไม่ควรมีการตัดงบประมาณในส่วนนี้ เพราะเป็นโครงการที่ชาวบ้านได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และยังเป็นโครงการที่ได้รับการชื่นชมจากประชาคมโลก เช่น ธนาคารโลก และองค์การอนามัยโลก ที่เรียกร้องให้ประเทศที่กำลังพัฒนาทั่วโลก นำหลักการของโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ในประเทศไทย ไปปรับใช้เป็นนโยบายของประเทศเหล่านั้น และที่สำคัญ คนไทยส่วนใหญ่ก็พึงพอใจกับโครงการนี้ เพราะทำให้เข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้ในยามฉุกเฉิน แม้จะมีข้อจำกัดทางการเงิน โดยรายงานของ สปสช. ระบุว่า ในปี 2558 มีผู้ใช้ประโยชน์จากโครงการนี้ ประมาณ 159 ล้านครั้ง เฉพาะในปีดังกล่าว

ดังนั้น รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใด ก็ควรเห็นความสำคัญ อย่าล้มโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค เพียงเพราะรังเกียจว่าเป็นโครงการที่พรรคไทยรักไทยคิดขึ้นมาในอดีต แต่ควรมองผลประโยชน์ที่พี่น้องประชาชนจะได้รับเป็นหลัก อย่ามัวแต่ระแวงว่านักการเมืองคนไหนจะได้เครดิตจากนโยบายนี้ เพราะความสำเร็จของโครงการดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพราะฝ่ายการเมืองเท่านั้น แต่เกิดจากความร่วมมือและความเสียสละของบรรดาแพทย์ พยาบาล และบุคลากรด้านสาธารณสุขทั้งหมด ที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการนี้จนประสบความสำเร็จ

ในส่วนของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ไม่ควรจ้องล้มเลิกโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค เช่นกัน แต่ควรเพิ่มงบประมาณให้ด้วยซ้ำ อย่ามองคนจนเป็นภาระของประเทศ ถ้าหากรัฐบาลกำลังถังแตก ก็อย่าแก้ปัญหาง่ายๆ ด้วยการตัดงบประมาณของชาวบ้าน เพื่อที่จะได้เหลือเงินไปซื้ออาวุธ ทั้งๆที่คนส่วนใหญ่มองว่าไม่มีความจำเป็น และไม่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศในเวลานี้ แต่ควรจัดสรรการใช้งบประมาณอย่างเหมาะสม โดยใช้ในเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน เช่น พัฒนาคุณภาพการให้บริการด้านสาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างสะดวกและทั่วถึง รวมทั้งได้รับตัวยาที่มีคุณภาพที่ดีขึ้น ประชาชนจะได้มีสุขภาพที่ดีและเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ซึ่งก็มีความจำเป็นต่อความมั่นคงของชาติเช่นกัน

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"พิชัย" แนะรัฐ ดันสตาร์ทอัพแก้ปัญหาเศรษฐกิจ


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า "ตามที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ บอกว่าปีนี้การส่งออกจะโต 5%  ทำให้นึกถึงว่าปีที่แล้วนายสมคิดก็พูดแบบนี้ว่าการส่งออกปี 2559 จะโต 5% เช่นกัน แต่การส่งออกแท้จริงกลับไม่เพิ่มเลยแถมยังติดลบด้วยเมื่อหักการส่งออกทองคำ ทั้งๆที่ ในปี 2558 การส่งออกลดลงหนักถึง 5.78% และตั้งแต่มีการรัฐประหารการส่งออกก็ยังไม่ฟื้นเลย จึงอยากเห็นการส่งออกที่ฟื้นจริงๆไม่ใช่แค่พูด และตามที่นายสมคิดได้ให้สัมภาษณ์เรื่อง ไทยแลนด์ 4.0 และ ธุรกิจสตาร์ทอัพ ทำให้สงสัยว่านายสมคิดกำลังพูดถึงไทยแลนด์ 4.0 ที่ต้องพัฒนาเทคโนโลยีหรือกำลังพูดถึงโอทอป เมื่อ 15 ปีก่อน การที่นายสมคิดยกตัวอย่าง ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ผลิตนาฬิกาเก๋ๆ ทำเครื่องหนัง ทำให้งงว่าธุรกิจเหล่านี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างก้าวกระโดดได้อย่างไร ไม่น่าจะใช่ทิศทาง 4.0 ของโลกปัจจุบัน ธุรกิจเอสเอมอีและสตาร์ทอัพที่รัฐควรสนับสนุนควรเป็นเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพทางเทคโนโลยีและสามารถพัฒนาขึ้นไปเป็นบริษัทใหญ่ในอนาคตได้เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ให้เกิดขึ้น ถ้าคิดได้แคบๆแบบเก่าๆประเทศไทยจะไม่สามารถพัฒนาไปไหน และที่น่าห่วงคือแนวคิดของนายสมคิดที่อยากเห็นการเมืองนิ่งในสภาพแบบนี้และบอกว่าเศรษฐกิจจะเจริญ ก็อยากให้นายสมคิดได้ยกตัวอย่างว่าประเทศที่เจริญในภาวะการเมืองแบบนี้มีประเทศไหนบ้าง ที่เห็นก็มีแต่เมียนมาร์ที่การเมืองถูกกดให้นิ่งมาตลอดหลายสิบปีแต่เศรษฐกิจกลับไม่พัฒนาและล้าหลังกว่าเพื่อนบ้านมาก จนในที่สุดต้องเปลี่ยนแปลง เพราะไม่ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลก ซึ่งเป็นปัญหาเช่นเดียวกันกับประเทศไทยในปัจจุบัน ถึงทำให้นานาชาติเร่งประเทศไทยให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว โดยล่าสุดบริษัทชื่อดังได้วิเคราะห์ว่าหากไทยยังเป็นแบบนี้ อีก 33 ปีประเทศไทยจะพัฒนาต่ำสุดในอาเซียน ซึ่งจะพัฒนาต่ำกว่า ลาว เขมร เมียนมาร์ เวียดนามด้วยซ้ำ จึงอยากให้นายสมคิดได้ศึกษาแนวคิดของโลกให้ดีก่อนที่จะพูดเพราะหากพูดโดยไม่ศึกษาจะยิ่งทำลายเครดิตของรัฐบาลให้แย่ลงเรื่อยๆ"

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

"ภูวนิดา" หนุนส.ส.หญิงเพื่อไทย ส่งเสริมสตรีมีส่วนร่วมการเมือง


อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ร่วมโครงการฝึกอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมของสตรีในการเลือกตั้ง โดยสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี และ International Republican Institute เพื่อส่งเสริมศักยภาพและสัดส่วนสตรีในภาคการเมือง พร้อมกันนี้ทางสมาคมได้จัดเวทีสัมมนาสาธารณะ ณ โรงแรม S31 สุขุมวิท โดยผู้แทนกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว มองว่า การที่ผู้หญิงเข้ามาสู่ภาคการเมืองเป็นการส่งเสริมให้มีความคิดที่หลากหลายมากขึ้น เพราะผู้หญิงมีมุมมองที่ต่างออกไป

ทางด้าน ดร.ภูวนิดา คุณผลิน อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ร่วมอภิปรายนโยบายส่งเสริมสตรีเข้าสู่การเลือกตั้ง กล่าวแสดงทัศนะว่า "สถาบันพรรคการเมืองควรพิจารณาสัดส่วนสตรีในโครงสร้างพรรคและโครงสร้างการขับเคลื่อน ที่ผ่านมารัฐบาลเพื่อไทย ได้จัดสรรงบประมาณในการช่วยเหลือสตรีและเยาวชนผู้ถูกกระทำรุนแรงผ่านนโยบาย OSCC โดยเป็นหน้าที่ผู้หญิงทุกคนที่จะผลักดันให้เกิดการสร้างโอกาสให้กับผู้หญิงในการก้าวเข้าสู่ภาคการเมืองเพื่อช่วยปรับสมดุลการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน การทำให้การมีส่วนร่วมของ ผู้หญิงมีความเข้มแข็งขึ้น ต้องเกิดจากการมีกลไกส่งเสริมที่ชัดเจน"

"ฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีนักการเมืองหญิงมากที่สุดประเทศหนึ่ง จากความร่วมมือของพรรคต่างๆ ทำให้ผู้หญิงเข้มแข็งทางการเมือง ยอมรับว่าบทบาทสตรีขณะนี้มีความเข้มแข็งมากขึ้น แต่สตรียังต้องต่อสู้มากมาย เพื่อสร้างความเท่าเทียม ในการส่งเสริมบทบาทสถานภาพสตรีของพรรคเพื่อไทยนั้น เรามีการส่งเสริมที่ชัดเจน จากการจัดตั้งกลุ่ม ส.ส.หญิง พรรคเพื่อไทย" ดร.ภูวนิดา กล่าว


















"เพื่อไทย" แนะรัฐเร่งเลือกตั้ง-ฟื้นเศรษฐกิจ ดีกว่าปล่อยประเทศเสียหาย


นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 เติบโตเพียง 3% เท่านั้น ซึ่งต่ำที่สุดใน 4 ไตรมาส ซึ่งเป็นไปตามที่คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยได้เคยเตือนไว้แล้วว่ามีแนวโน้มจะตกต่ำ แต่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลออกมาเถียงว่าดี ทั้งปีจะโตได้ 3.5% แน่ แต่จริงๆโตได้แค่ 3.2% เท่านั้น ขนาดรัฐบาลออกนโยบายลดแลกแจกแถม ช็อปและเที่ยวช่วยชาติ สามารถหักภาษีได้แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น ซึ่งผลสำรวจล่าสุดก็ออกมาว่ารัฐบาลสอบตกในการบริหารเศรษฐกิจได้คะแนนเพียง 4.63 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำสุดกว่าทุกด้าน ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลได้เปิดใจรับฟังทุกครั้งที่คณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยออกมาเตือน เพราะ ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นจริงทั้งหมด อีกทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจก็ยังย่ำแย่ การว่างงานเดือนมกราคมเพิ่มขึ้นเป็น 1.2% และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ และหากเป็นไทยแลนด์ 4.0 จริง การว่างงานอาจจะเพิ่มอีกหลายล้านคนตามกระแสเทคโนโลยีที่จะทดแทนการจ้างงาน รัฐบาลควรต้องเตรียมการตั้งแต่ตอนนี้ และสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่จะทำให้หนี้เสียในระบบธนาคารโดยเฉพาะหนี้เสียที่เกิดจากเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นมากและมีแนวโน้มจะเพิ่มอีกและเป็นปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่คณะทำงานเศรษฐกิจเตือนมาโดยตลอด

ทั้งนี้ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยมีความเห็นตรงกับ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีต รองนายกฯที่ว่าปัจจุบันเป็นเศรษฐกิจขาลงและอาจจะลงเร็วมาก ไม่ได้เป็นเศรษฐกิจขาขึ้นอย่างที่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลพยายามจะทำการตลาดแต่อย่างไร และอยากให้รัฐบาลได้ไปดูแผนเศรษฐกิจใหม่ของสิงคโปร์ที่ออกมาแล้ว ซึ่งต่างกับของยุทธศาสตร์ 20 ปีของรัฐบาลไทยอย่างมาก อีกทั้งถ้าพูดถึงเศรษฐกิจฟื้นก็อยากให้ดูไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้วของประเทศสิงคโปร์ที่เศรษฐกิจฟื้นจริงและโตกลับมาได้ถึง 12.3% สูงสุดในรอบ 5 ปี ดังนั้นหากรัฐบาลสอบตกทางเศรษฐกิจและไม่สามารถแก้ปัญหาได้ก็ควรเร่งให้ประชาชนได้ตัดสินเลือกผู้บริหารประเทศที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำหน้าที่แทนจะเป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่าที่จะอยู่ไปและทำประเทศเสียหายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

“ยิ่งลักษณ์” ยิ้มแย้มแจ่มใส บริจาคโลงศพอุทิศเจ้ากรรมนายเวร-ประชาชนต้อนรับคึกคัก


นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปทำบุญบริจาคโลงศพ พร้อมไถ่ชีวิตโค เพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร ณ มูลนิธิร่วมกตัญญู วัดหัวลำโพง

หลังจากนั้นได้เดินทางไปนมัสการพระธรรมสุธี เจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง โดยมีพี่น้องประชาชนจำนวนมากมาขอถ่ายรูปและให้กำลังใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ซึ่งบางคนเดินทางมาจากต่างประเทศได้มีโอกาสพบกับนางสาวยิ่งลักษณ์ถึงกับร้องไห้ พร้อมทั้งขอให้มีกำลังใจที่ดีในการต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ