วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560

”จิรายุ” ห่วงปัญหาเศรษฐกิจ แนะเอาให้ชัดพรรคทหารมาหรือไม่?


นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า “กรณีที่มีข่าวการจัดตั้งพรรคทหาร นั้นจะเป็นจริงหรือไม่ คงไม่ใช่เรื่องสำคัญ ขอให้ออกมาประกาศให้ชัดแบบสุภาพบุรุษ เพราะถึงวันนั้นประชาชนผู้เสียภาษีจะเป็นผู้กำหนด แต่ขึ้นอยู่กับว่าวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะกลับมาเป็นนายกฯด้วยวิธีการแบบใดมากกว่า เพราะหากจะมาด้วยพรรคการเมืองสังกัดทหารดังที่เป็นข่าว ก็ต้องยอมรับตนเองว่าเป็นนักการเมือง และลงต่อสู้ในระบอบที่ทั่วโลกยอมรับคือประชาธิปไตย
     
นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า “วันนี้ หากมีพรรคการเมืองที่มาจากทหารจริงและมาจากคนที่อยู่ในรัฐบาลชุดนี้หรือผู้สนับสนุนจะแม่น้ำห้าสายทั้งหลายก็ควรจะลงสนามกันอย่างแฟร์ๆ ไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน เพราะวันนี้ รัฐบาลชุดนี้ออกนโยบายต่างๆมา ไม่ว่าจะเป็นช็อปช่วยชาติหรือตรึงราคาน้ำมันล้วนเป็นการใช้เงินภาษีที่ประชาชนเสียมาทั้งสิ้น และจะมั่นใจได้อย่างไรว่าหลังปีใหม่จะไม่ขึ้นราคาน้ำมันแบบสองเด้งหรือไปเพิ่มภาษีในส่วนต่างๆ วันนี้ต้องถือว่าเป็นการใช้ประชานิยมอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งที่ก่อนหน้านี้รัฐบาล คสช. ออกมาต่อต้านในเรื่องนี้ทั้งสิ้น ผลโพลก็ออกมาบอกว่า ประชาชนเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มากกว่า 50% และที่ท่านไปประกาศในภาคอีสานว่าพร้อมจะเป็นนายกฯต่อไปอีก 10 ปี ก็ยิ่งต้องทำให้เกิดความสง่างาม พอถึงวันนั้นหากท่านกลับมาแบบไม่สง่างามประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน”

นายจิรายุ กล่าวอีกว่า “วันนี้รัฐบาลกำลังหลงทางหรือไม่? ในเรื่องของเศรษฐกิจของประเทศ  สำนักงานสถิติต่างๆของรัฐได้เอาตัวเลขที่แท้จริงให้ดูหรือไม่อย่างไร? โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ต่อเนื่องถึงปีหน้าหากใช้นโยบายลดแลกแจกแถมเช่นนี้ ก็จะทำให้เงินคงคลังมีปัญหาในปีต่อไปหรือไม่? และสุดท้ายท่านจะต้องไปเรียกเก็บภาษีเพิ่มในส่วนต่างๆกับประชาชนหรือไม่อย่างไร? วันนี้เดินทางไปตรงไหนก็มีแต่พ่อค้าแม่ค้าขาย คนซื้อแทบจะไม่มีตลาดนัดที่คนเดินเบียดกันวันนี้เดินโปร่งโล่งสบาย และสรุปว่าเศรษฐกิจไปดีตรงไหนหรือไปดีกับเจ้าของธุรกิจใหญ่ๆเท่านั้น”

“เรืองไกร” ยื่นสอบที่มา กกต.


วันนี้ (18 ธ.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย เข้ายื่นคำร้องต่อนายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผ่านนายพลวัฒน์ พิรติชัยธนกุล ผู้อำนวยการสำนักกิจการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอให้ตรวจสอบการคัดเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็น กกต.ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าชอบด้วย พ.ร.ป.กกต. มาตรา 12 หรือไม่ 


โดยนายเรืองไกร กล่าวว่า กรณีดังกล่าวนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ก็ออกมายอมรับว่ากระบวนการคัดเลือกของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาอาจมีปัญหา ซึ่งนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ก็ยังไม่มีความเห็นทางกฎหมายที่เบ็ดเสร็จ ดังนั้นในฐานะประธานกกต. ซึ่งเป็นผู้รักษาการตามพ.ร.ป. กกต และกกต. ทั้ง 5 คน ที่ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายใหม่กำหนดจะต้องตรวจสอบกระบวนการคัดเลือกของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาในกรณีดังกล่าวว่าเป็นโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
       
โดยประเด็นที่ขอให้มีการตรวจสอบ 

1. กระบวนการคัดเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นกกต.ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เป็นไปโดยเปิดเผยตามมาตรา 12 ของพ.ร.ป.กกต.หรือไม่ ซึ่งจากที่ตนได้ตรวจสอบรายงานการประชุมใหญ่ของศาลฎีกาที่ประชุมคัดเลือกผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น กกต. จำนวน 389 หน้าที่นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกาในฐานะประธานที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ลงนามส่งไป สนช. ไม่พบมีการชี้แจงรายละเอียดในการลงคะแนนว่าใครได้เท่าไร อย่างไร วิธีการคัดเลือกเป็นอย่างไร รวมทั้งไม่มีการแนบระเบียบศาลฎีกาว่าด้วยการคัดเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการการเลือกตั้ง 2560 ที่ในระเบียบฯดังกล่าวก็ได้มีการระบุเรื่องการลงคะแนนโดยเปิดเผยไว้ไปด้วย
       
2.การออกระเบียบศาลฎีกาว่าด้วยการคัดเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการการเลือกตั้ง 2560 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะจากที่ตรวจสอบระเบียบฯดังกล่าวประกาศเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 60 โดยอ้างถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 222(2) และพ.ร.ป. กกต.มาตรา 8( 2) มาตรา 12 วรรคเจ็ด แต่ทั้งสองบทบัญญัติดังกล่าว ไม่มีข้อความใดที่ให้อำนาจในการออกระเบียบศาลฎีกาไว้ ดังนั้นระเบียบดังกล่าวอาศัยอำนาจตามกฎหมายใดในการออกและมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือไม่ ม่พบว่ามีการอ้างว่า ใช้อำนาจตามกฎหมายใดในการออก
       
"ระเบียบคณะกรรมการสรรหากกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นบุคคลที่ได้ารับการแต่งตั้งเป็นกรรมการการเลือกตั้ง 2560 ซึ่งประธานศาลฎีกา ลงนามในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหา การออกยังอ้างว่าอาศัยอำนาจตามมาตรา 14 วรรคสอง และมาตรา 17 วรรคสองของพ.ร.ป.กกต. ที่ก็เขียนรองรับไว้ให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาออกระเบียบได้ และมีการประกาศระเบียบฯดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษา แต่ระเบียบของศาลฎีกา กลับไม่มี" นายเรืองไกร กล่าว
       
3.องค์ประชุมของผู้พิพากษาในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาในการคัดเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นกกต. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยตามมาตรา 12 วรรคห้าของพ.ร.ป.กกต. กำหนดให้ผู้ที่จะรับเลือกต้องได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งตนเห็นว่าย่อมหมายถึง ผู้พิพากษาที่มีอยู่ทั้งหมดในศาลฎกีา ไม่ใช่เฉพาะที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีหา หรือผู้พิพากษาอาวุโสที่เคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา195 วรรคหนึ่งเพราะกรณีนี้ใช้สำหรับการเลือกองค์คณะพิจารณาคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น ดังนั้นที่ปรากฎข่าวว่า ผู้ได้รับคัดเลือกเป็นกกต.จากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้รับคะแนนเสียง 86 ต่อ 77 น่าจะไม่ใช่คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของผู้พิพากษาในศาลฎีกา
      
"การเลือกตั้งคงมีแน่ในปี 61 ไม่ว่าใครจะอยากอยู่ต่อหรือไม่ก็ตาม ซึ่ง ประธานกกต. และกกต.ชุดนี้ต้องเสียสละที่จะจัดการเลือกตั้งแทนกกต.ชุดใหม่ 7 คนที่มีปัญหาจัดไม่ได้แน่ เรื่องนี้สำคัญ เนื่องจากกกต.มีหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริต โปร่งใส ถ้าที่มากกต. มันไม่สุจริต โปร่งใส เสียเอง แล้วจะมาทำให้ ผม หรือพรรคการเมือง เชื่อว่าเขาจะจัดการเลือกตั้งที่สุจริต โปร่งใสได้อย่างไร?" นายเรืองไกร กล่าว

“อนุสรณ์” คาใจนาฬิกา-ถามกลับประยุทธ์ลดราวาศอก หมายความว่าอย่างไร?


นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี การตรวจสอบนาฬิการิชาร์ดมิลล์และแหวนเพชรของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า สังคมรอฟังคำตอบของ พล.อ.ประวิตร อยู่ว่าจะชี้แจงอย่างไร ยิ่งปล่อยให้คนสงสัยนานๆยิ่งกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของรัฐบาล ประชาชนอยากเห็นการทำหน้าที่ตรวจสอบของ ป.ป.ช.อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช. ที่สังคมรับรู้ในวงกว้างว่า ท่านเป็นบุคคลใกล้ชิดของ พล.อ.ประวิตร มาก่อน เคยเป็นอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประชาชนอยากเห็นการทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่เห็นแก่พวกพ้อง

หากองค์กรหรือตัวบุคคลที่ทำหน้าที่ตรวจสอบไม่ได้รับความเชื่อถือ สังคมก็อาจเคลือบแคลงสงสัยในผลการตรวจสอบที่ออกมา เพื่อความโปร่งใสและสร้างการยอมรับจากทุกภาคส่วนท่านควรมอบหมายกรรมการ ป.ป.ช.คนอื่นๆที่เป็นกลาง สามารถทำงานอย่างตรงไปตรงมา เป็นคนรับผิดชอบน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าหรือไม่ ส่วนกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ที่เรียกร้องสื่อให้ลดราวาศอกกับ พล.อ.ประวิตร บ้างนั้น ตนรู้สึกประหลาดใจและไม่รู้ว่าท่านหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าไม่ต้องตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ วันนี้ประชาชนเปรียบเทียบมาตรฐานในการตรวจสอบของท่านอย่างใกล้ชิด ฝ่ายเดียวกันกับฝ่ายตรงข้ามท่านใช้มาตรฐานตรวจสอบแบบเดียวกันหรือไม่ การส่งสัญญาณและท่าทีเช่นนี้ ไม่น่าจะเป็นผลดีต่อรัฐบาล ที่จะต้องมีความโปร่งใส มีหลักธรรมาภิบาล ประชาชนอยากให้การบังคับใช้กฎหมายต้องเท่าเทียมและไม่มีสองมาตรฐาน

วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560

“นพดล” เผยรีเซ็ตพรรคการเมือง ประชาชนไม่ได้ประโยชน์


นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงข้อเสนอให้แก้กฎหมายรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมืองเดิมให้มาสมัครเป็นสมาชิกและเสียค่าสมัครใหม่นั้น ว่า “ผมเคารพข้อเสนอ แต่ยังมองไม่เห็นประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ และคนที่ร่างกฎหมายคงคิดดีแล้วในประเด็นนี้ คนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเก่าก็เป็นต่อไป ไปกระทบสิทธิเขาทำไม ใครจะตั้งพรรคการเมืองใหม่ก็ต้องไปหาสมาชิกใหม่มาสนับสนุนตามที่กำหนด ไม่มีปัญหาเรื่องความได้เปรียบระหว่างพรรคเก่าและพรรคใหม่ คนที่ฟังข้อเสนอรีเซ็ทสมาชิกพรรครู้เลยว่าคนเหล่านี้ต้องการอะไร”

โดย นายนพดล ได้กล่าวต่อไปว่า “ผมเห็นว่าถ้าโรดแมปเลื่อนไปอีกจะมีผลเสียมากกว่าผลดี เรื่องรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมืองไม่ใช่ปัญหาและไม่เป็นสาระของประเทศ เอาเวลาไปใส่ใจกับปัญหาของประเทศที่เร่งด่วน เช่น ปัญหาปากท้อง , สินค้าเกษตรราคาตก , ไทยติดลำดับ 1 คนตายจากอุบัติเหตุสูงสุด , ปัญหาคุณภาพการศึกษา และอื่นๆดีกว่า”

สุดท้ายนี้ นายนพดล มีความเห็นว่า “คนที่เสนอแนวคิดอาจไม่แปลก แต่ถ้ามีคนไปทำตามคงแปลก และเตรียมตอบคำถามสังคมให้ได้”

”เพื่อไทย” ติงรีเซ็ตพรรคการเมือง เปิดทางต่อท่ออำนาจ


นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า “กรณีมีกลุ่มการเมืองเสนอรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งกระทบสิทธิประชาชนตามรัฐธรรมนูญและสุ่มเสี่ยงกระทบโรดแมปการเลือกตั้ง ถ้าสังเกตให้ดีกลุ่มการเมืองดังกล่าวจะเป็นคนหน้าเดิมที่ไม่ยอมรับกติกาบ้านเมือง เคยจุดประเด็นการเมืองจนนำไปสู่ความขัดแย้ง และมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้ผู้มีอำนาจในปัจจุบันได้ปกครองประเทศด้วยอำนาจพิเศษมา 3 ปีกว่า ซึ่งชาวโลกไม่ยอมรับไม่ปฏิสัมพันธ์ทางการค้าด้วย จนกว่าจะปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังเช่น EU ได้ส่งสัญญาณมาเมื่อเร็วๆนี้ ดังนั้น การจุดประเด็นรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมืองครั้งนี้ จะเป็นการร่วมมือกันในการต่อท่ออำนาจหรือไม่? หรือจะเป็นการทวงบุญคุณกันหรือไม่? ซึ่งไม่ว่าจะเป็นประการใดล้วนส่งสัญญาณขัดขวางการเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย”
     
โดย นายชวลิต ได้ตั้งข้อสังเกตอยู่ 3 ประการ ที่จะฝากรัฐบาล กรธ. สนช. และสังคมช่วยกันพิจารณา ดังนี้
       
1. ประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองมาเป็นเวลาหลายปี เคยใช้สิทธิเลือกตั้งหลายครั้ง เขาทำผิดอะไร? ถึงจะไปตัดสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ เมื่อมาใหม่ ก็ต้องก่อร่างสร้างตัว ไม่ใช่ใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรม ทำลายผู้อื่น ซึ่งสังคมอารยะเขาไม่ทำกัน
       
2. กรธ. จะต้องรับผิดชอบป้องกัน พรป.พรรคการเมืองอย่างเต็มกำลัง เพราะช่วงการพิจารณาร่าง พรป.ดังกล่าว กรธ. ได้ทำหน้าที่ชี้แจงแสดงเหตุผลนานัปการว่า พรป.นี้เหมาะสมและสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ประการสำคัญ พรป.นี้ยังไม่ได้ใช้เลย เพราะมีคำสั่ง คสช. ตาม มาตรา 44 กำกับอยู่ หากจะมีการแก้ไขตามแรงกดดันดังกล่าว แสดงว่า กรธ. และ สนช. บกพร่อง และไม่รอบคอบใช่หรือไม่? และทั้ง กรธ. และ สนช. จะรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างไร? โดยเฉพาะสมาชิกพรรคการเมืองที่ไม่ได้ทำอะไรผิด
       
3. ประการสำคัญ ช่วง 3 ปีเศษที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารของรัฐบาลได้ประกาศ ได้แถลง ได้ให้สัมภาษณ์ครั้งแล้วครั้งเล่า จนนับไม่ถ้วน “ให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย” แต่การที่รัฐบาลไม่ปฏิบัติตาม พรป.พรรคการเมืองที่รัฐบาลเป็นผู้ออกมาเสียเอง รัฐบาลจะตอบประชาชนและชาวโลกอย่างไร? การที่รัฐบาลไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่รัฐบาลออกมาเสียเอง นับเป็นการทำลายความเชื่อมั่นประเทศอย่างร้ายแรง ชาวโลกและนักลงทุนที่ไหนจะมาเชื่อมั่นประเทศนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอับอายมาก

นายชวลิต กล่าวในที่สุดว่า “สวนดุสิตโพลเปิดเผยผลสำรวจสิ่งที่อยากให้รัฐบาลแก้ไขเป็นลำดับแรก คือ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่ง 3 ปีเศษที่ผ่านมาสำรวจครั้งใดปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง จะเป็นปัญหาที่ประชาชนเดือดร้อนที่สุด ดังนั้น ปีใหม่ ปี 2561 ที่จะถึงนี้ ผมขอของขวัญจากรัฐบาลที่จะให้กับประชาชน คือ การสร้างความเชื่อมั่นประเทศด้วยการปฏิบัติตามกฎหมายและคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนตามเวลาที่รับปากไว้กับประชาชนและชาวโลก เมื่อความเชื่อมั่นประเทศกลับคืนมา ผมเชื่อว่าจะเป็นต้นธารที่จะนำพาประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองและประชาชนมีความสุขสวัสดี”

วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560

"งิ้ว" กล้า ก้าว: อุปรากรจีน ตำนานแดนมังกร


การแสดงอุปรากรจีนหรืองิ้ว "มู่หลาน" ตำนานวีรสตรีแดนมังกร จัดโดยมิวเซียมสยาม ส่วนหนึ่งของกิจกรรม NIGHT AT THE MUSEUM ครั้งที่ 7 ตอน "งิ้ว" กล้า ก้าว จัดขึ้นระหว่างวันศุกร์ที่ 15 - วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม 2560 เวลา 16.00 - 22.00 น. 


เนรมิตร "โรงงิ้ว" เพื่อการแสดงงิ้วสุดพิเศษ เรื่อง "มู่หลาน" (บทพูดภาษาไทย) ด้วยแก่นของเรื่องที่แสดงถึงความดีงาม กล้าหาญ และกตัญญู เป็นคติสอนใจ โดยเรียบเรียงเนื้อร้องและทำนองขึ้นใหม่เป็นภาษาไทย พร้อมกิจกรรมการทดลองแต่งตัวและแต่งหน้า เรียนรู้สัญญะ ภายใต้ชุดและการแต่งหน้างิ้ว การแต่งแต้มระบายสีสัน บนหน้ากากตามลวดลายแบบฉบับงิ้ว ภายในงานยังประกอบไปด้วย การแสดงลั่นกลองศึกและเชิดสิงโตปีนเสาดอกเหมย การแสดงมายากลเปลี่ยนหน้ากาก เปลี่ยนชุด หงอคงถอดหัว และเสวนาเบิกโรงงิ้ว เปิดตำนานมู่หลัน โดย อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ และ คุณเต๊ก พงศกร อนันต์กวิน

เรียบเรียง/ภาพข่าว: จรัล อัมพรกลิ่นแก้ว









 


“ภูมิธรรม” ค้านรีเซ็ตพรรคการเมือง-ประชาชนไม่ได้ประโยชน์


นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้เขียนบทความในหัวข้อ "อย่าประเมินประชาชนต่ำ" โดยมีเนื้อหาดังนี้

“อย่าประเมินประชาชนต่ำ”

การรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมือง ที่กำลังมีการเสนอกันจากตัวละครเดิมๆ ที่ล้วนเป็นผู้เอาการเอางาน มีบทบาทหลักในฐานะผู้สร้างเงื่อนไขให้เกิดการเข้ามายึดอำนาจจากฝ่ายทหาร เพื่อล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง ทั้งหมดล้วนเป็นคนหน้าเดิมที่กำลังออกมาสร้างกระแสให้ความต้องการของพวกตนบรรลุไปอีกขั้น เพื่อกระชับอำนาจและเพื่อสืบต่ออำนาจต่อไป กลุ่มคนเหล่านี้กำลังประเมินค่าความรู้ของพี่น้องประชาชนต่ำไป เขาอาจคิดว่าประชาชนจะไม่เข้าใจหรือไม่รู้เท่าทันพวกเขา แต่ข้อเท็จจริงในสถานการณ์ที่โลกเปลี่ยนแปลงไปทุกวันนี้ ประชาชนไม่ได้โง่ หากถึงวันเวลาที่ระบบการเลือกตั้งเปิด ประชาชนจะแสดงความต้องการแท้จริงออกมา และจะเป็นผู้ให้บทเรียนแก่พวกที่มีจิตใจฝักใฝ่เผด็จการเหล่านี้เอง โดยส่วนตัวผมไม่เห็นว่าการรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมือง จะเกิดประโยชน์ใดๆ เพราะประชาชนที่เขาชื่นชมและศรัทธาในพรรคการเมืองใด เขาก็ยังคงยึดมั่นเช่นนั้น ความเสื่อมทรามหรือเบื่อหน่ายในพรรคการเมืองที่ตนนิยม หากจะเกิดขึ้น มันจะเกิดจากพฤติกรรมและอุดมการณ์ของพรรคนั้นๆเอง ที่เปลี่ยนแปลงไป และไม่ยึดมั่นในศรัทธาที่ประชาชนมอบให้ ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงความนิยมและศรัทธาประชาชนด้วยวิธีการเช่นนี้ จึงไม่สามารถจะประสบผลสำเร็จได้

ตรงกันข้ามกลับยิ่งเปิดเผยตัวตนของกลุ่มและพวกพ้องตัวเองอย่างเด่นชัดว่า ทั้งหมดที่ทำมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน คือความพยายามเพื่อกลุ่มและพวกพ้องของตนเท่านั้น หาใช่ปรารถนาดีต่อประเทศ ไม่เป็นผลดีต่อระบอบประชาธิปไตย และไม่ได้มุ่งให้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อพี่น้องประชาชน สิ่งที่คาดว่าจะตามมาต่อไปคือ การพยายามให้เกิดการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง เพื่อเอื้อประโยชน์พวกพ้องตนจะเกิดขึ้น การยืดเวลาของโรดแมป และการขยายเวลาของการกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย รวมถึงยังคงไว้ซึ่งกลไกมาตรการพิเศษของตนต่อไป จนกว่าฝ่ายผู้มีอำนาจและพวกพ้องทั้งหลายจะมั่นใจว่าตนจะสามารถสืบทอดอำนาจกลับมาได้อีก แต่สำหรับพี่น้องประชาชน ยังไม่เห็นประโยชน์ที่จะได้รับใดๆ นอกจากความหวังหรือคำมั่นสัญญาที่เลื่อนลอย และการรอคอยให้ชีวิตของตนเปลี่ยนแปลง โดยการมีส่วนกำหนดอนาคตที่ตนปรารถนาด้วยตนเอง ดูจะยิ่งเลื่อนลอยและไร้ความหวังต่อไป

ความรักและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคการเมืองในวันเวลานี้ ไม่ใช่รักเพราะโฆษณาชวนเชื่อ แต่เป็นความรักด้วยปัญญา รักและเป็นเจ้าของ เพราะพวกเขาสามารถตรวจสอบพรรคการเมืองของเขาได้ เป็นความรักที่ก้าวเลยไปจากการซื้อเสียงขายเสียงอย่างที่เคยเข้าใจ ประชาชนใช้ทั้งเหตุผลและหัวใจในการเลือกพรรคการเมืองของเขา กลเกมรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมืองน่าจะเป็นเพียงละครอีกฉากเท่านั้น

ภูมิธรรม เวชยชัย
16 ธันวาคม 2560